ไม่หลับไม่นอน
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
๐๒:๔๘:๔๙ น.
วันก่อนเขียนเรื่องร้านสละโสดแล้วส่งให้ชาวบ้านอ่าน แต่มันไม่ออกหรือไงวะ กูล่ะงง
ลุกขึ้นมาอาบน้ำ เพราะนอนไม่หลับทั้งๆที่เมื่อเช้าก็ตื่นแต่๗โมง
วันนี้ได้เม้าโทสับกะน้องรักสุดๆในชีวิต เรื่อง ที่มันบอกกล่าวมาก็คงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตมันกระมัง คือ เรื่อง มันกลับไปดีกะแฟนเก่าที่จากกันไปเป็นปี แต่ก็คบกันมาหลายปี คงห้าหกปีได้ เราก็ไม่ค่อยรู้ความรู้สึกแบบนี้ว่าเป็นอย่างไร เกิดมาก็ไม่เคยกลับไปคืนดีกะใครซักคน แต่เคยคบกะแฟน๗ปีนะ อันนี้จำความรู้สึกได้ลางๆ เพราะเลิกไปนานมากแล้ว และหล่อนก็แต่งงานไปแล้ว แต่เพื่อนอีกคนเคยบอกว่า มันเป็นความรู้สึกที่ดีกว่าตอนจีบกันใหม่ๆอีก ก็รับฟังไว้ แล้วก็เฉยๆ แต่จำได้แม่นว่า เมื่อปีก่อนเคยบอกคนคู่นี้ไว้ว่า ไว้วันหลังเราไปเที่ยวกันสองคู่น่าจะดี เที่ยวสี่คนสองคู่นี่ดีสุดแล้วอะ ประหยัดค่าที่พักสุด สะดวกสุด มีความสุขมากสุดมั้ง เราหมายถึงไปเที่ยวต่างประเทศอะไรแบบนี้นะ แต่กะคนคู่นี้ เราก็คิดแล้วว่าอีกหน่อยคงได้ไปเที่ยวกันสองครอบครัวแบบพาลูกไปวิ่งเล่นเที่ยวด้วยกันด้วยซ้ำ แต่ช้าก่อน แฟนยังไม่มีเลยครับตอนนี้จะไปเที่ยวต่างประเทศสองคู่ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น กลับมาจากญี่ปุ่นคราวนี้มีความตั้งใจว่า จะประชดตนเองด้วยการไม่เดินทางออกนอกประเทศเลย จนกว่าพาสปอร์ตจะหมดอายุ(ยกเว้นลาว) แล้วตกลงจะได้ไปกันไหมละนี่
กลับจากสยามมาบ้าน
ระหว่างทางเพื่อนรักโทรมาหา คุยๆกันไป อารมณ์หงุดหงิดก็เกิดขึ้นในใจทั้งคู่
กลับมาถึงบ้านก็เลยโทรไปใหม่ มันก็ไม่ค่อยอยากคุย แล้วมันก็คงคิดได้ก็เลยมาหาเราที่บ้านตอนห้าทุ่มกว่าๆ
ก็เลยไปนั่งเม้าแตกกันมาสองคนที่สนามบาส คุยกันไปเรื่อยเปื่อย เพื่อนมาก็รักเราน่ะล่ะ มันก็เป็นห่วงชีวิตเรา ว่าเราจะไปทางไหนอย่างไร ปัญหาก็คือ เรามักไม่ค่อยสื่อสารหรือส่งสารกะใคร ว่าเรากำลังทำอะไรหรืออยากทำอะไร มีแต่เพียงเรื่องงุนๆงงๆ คนใกล้ชิดที่ญี่ปุ่นก็งงๆว่าเราอยากอยู่ที่นั่นมากๆ แล้วเรากลับมาที่นี่ทำไม ส่วนคนที่นี่ก็มักสงสัยกันว่า เรากลับมาแล้วไม่ทำมาหากินหรือไง เพื่อนเป็นห่วง
ก็แปลกดี นานๆทีจะมีคนเป็นห่วงก็เลยรู้สึกแปลกๆ ก็คุยๆกันไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไรหรอก เราก็เหมือนคนปกตินี่ล่ะ ก็ต้องตั้งหลักชีวิต สมองก็มีมือก็มี จะไปลำบากอะไรนักหนา บ้านก็ไม่ต้องซื้อ เออ รถอาจจะรีบซื้อ แค่กลับมาไทยยายก็ยกบ้านเล็กๆให้หลังนึงแล้ว ชีวิตแสนสบายกว่าคนทั่วไปที่ต้องผ่อนคอนโดตั้งมากมาย แค่ทำงานเลี้ยงดูชีวิตให้ได้ แต่มันก็ไม่ได้ยากไรนักหรอก วันก่อนมิ้มเป็นห่วงโทรมาถามว่า ทำงานได้ไหม ยากไปไหม และบอกให้เราอดทน ถ้าทำไปเรื่อยๆ ประสบความสำเร็จขึ้นมา นอกจากร่ำรวยแล้ว ขี้คร้านผู้หญิงเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาเต็มไปหมด(มันเป็นงานประหลาดที่มีน้อยคนบนโลกทำ) เราก็ขำๆไป โธ่ แค่นี้ ก็เฉยๆ ผู้หญิงเนี่ยชีวิตไม่ค่อยสนใจไรนักแล้ว ไม่รู้เป็นไร
วันนี้มีน้องคนนึงถามว่า “พี่ทศครับแก่แล้วรู้สึกไงครับ” เราก็งงๆ ตอบไปว่า “มึงหมายถึงไรวะ” (คนนั้นอายุ๒๕)
คือ มันเป็นคำถามที่แปลกเหมือนผู้ถามพยามสื่อสารอะไรบางอย่าง บอกไปว่าเอาเป็นเรื่องๆไปละกัน เราบอกว่าที่แน่ๆเลยก็คือ เราหมดความสนใจผู้หญิงไปแล้ว สนใจเป็นพักๆแล้วก็ช่างมันๆ น้องทำหน้าตกใจ ถามมาว่า “จิงหรอพี่” ก็เออ ซิวะ ไม่ได้สนใจเลยว่า ผู้หญิงคนนี้เหมาะแก่การสนุก ผู้หญิงคนนี้เหมาะแก่การพาไปอวดเพื่อน หรือ ผู้หญิงคนนี้เหมาะเป็นแม่ของลูก
กลับมาที่เรื่องเม้าแตกกะเพื่อนรัก
เราบอกไปว่า ความสุขคนเรามันน้อยรูปแบบจะตายไป
ก็น้อยจริงๆน่ะละ ความทุกข์อาจมีหลายแบบ แต่ความสุขคนเรามันมีน้อยแบบมากๆ คงเพราะเราเดินทางเยอะเราถึงกล้าพูดอะไรแบบนี้ได้ และทำได้ด้วย ครอบครัวเรา ยายแก่ๆ แม่แก่ๆ เราก็ดูแลได้ดี ถ้าไม่นับเรื่องเงินที่เรากำลังพยามหาอยู่(ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็มั่งมีเอง) จะมีใครอายุ๒๘ ที่พาแม่ไปเดินสวนสาธารณะเย็นๆแทบทุกวัน บ่ายๆนั่งเม้ากะยายอายุ๘๐อยู่บ้านมั่ง แล้วก็ได้ทำงานที่ตนเองชอบด้วย พอดึกๆก็เม้ากะพ่ออีก ได้ทานเย็นกันประจำ ผุ้ชายมนุษย์เงินเดือนอายุ๒๘กว่าจะกลับบ้านก็นู้นสองทุ่มนู้น กลับมาจะมีอารมณ์คุยกะพ่อแม่ซักกี่คำเชียว
ความสุขจากเพื่อนๆก็เหลือเฟือสุดๆ เพื่อนสนิทก็สนุกดี เพื่อนๆพี่ๆน้องๆไว้สังสรรค์กันได้สารพัดที่ ไม่ว่าจะแก๊งสนามบาส เพื่อนมัธยม น้องคณะ แค่วนๆแบ่งเวลาให้เพื่อนกลุ่มต่างๆ ใครเป็นแฟนเราก็เบื่อเราตายห่าไปแล้วล่ะนี่
อาจจะขาดไปบ้างเรื่องความรักจากผู้หญิง แต่ก็อยู่ในระดับพอใจๆ (ไม่ได้ปลอบใจตนเองด้วยนะนี่)
พูดถึงเรื่องผู้หญิง วันนี้มีเรื่องแปลกประหลาดสุดๆในชีวิต
ตอนเย็นๆไปขายของของนนท์อยู่จตุจักร เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อนเขายืนเลือกกระบองเพชรอยู่ จ้องหน้าเราเป๋ง ราวกับรู้จักกันมาก่อน จ้องกันอยู่พักใหญ่ แค่นั้นแหละจบ เรื่องจะไม่เป็นเรื่องขึ้นมาเลยหากเราไม่รู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นคนมาที่จตุจักร(เวลาบอกใครว่าไปขายของที่จตุจักร สาวสวยกว่าสยามแสควร์คนมักไม่เชื่อ แต่พ่อค้าจตุจักรจะรู้กันว่าเราพูดจริง) แล้วก็หันมาพูดกะเหี้ยนนท์ว่า “เฮ้ย กูรู้แล้วว่า ชีวิตนี้กูทำอะไรขาดหายไป” (แต่เราพูดจริงนะนั่น ทั้งๆที่รู้ว่าชีวิตนี้ไม่มีทางได้เห็นหน้าอีก)
ไอ้นนท์ยกให้เด็กคนนึงสวยสุดในยุทธจักรจตุจักร (ใครไม่รู้) แต่วันก่อนเราไปจุฬา รอมิ้มอยู่ เจอเข้า โอยกูจะเป็นลม สวยขนาดนั้น (คนนี้เรายกให้ที่๒) ยืนเม้าโทสับอยู่ใต้ตึก
ไม่มีไรหรอก แค่มาพิมพ์ๆไรไว้ฆ่าเวลานอนไม่หลับ และบันทึกไว้ว่าวันไหนที่น้องรักดีกะแฟน เพราะเราคงได้คบทั้งคู่นี้ไปตลอดชีวิต ถ้าให้ดีเรามีแฟนเสียที น้องรักก็คงมีความสุขไปกับเราด้วยกระมัง คงใกล้เต็มทีแล้วล่ะ เพราะช่วงนี้เราอารมณ์ค่อนข้างเสถียร และที่สำคัญไม่ต้องไปไปมาๆกะต่างประเทศหรือต่างจังหวัดนานนานให้กังวลใจว่าจะ out of sight out of mind อีกแล้ว
ปล. พรุ่งนี้ไปหาพ่อที่สุโขทัยซักสามสี่วัน พ่อไปเป็นกรรมการนางสาวไทย คาดได้ว่า เราคงเฉยๆไม่สนผู้หญิงอีกตามเคย คงยืนมองแบบไร้ความรู้สึกเช่นที่ผ่านมา
Monday, November 17, 2008
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
1 comments:
เข้ามาอ่านบล๊อกทศก็เพลินดีเหมือนกัน
ชอบๆๆๆ
ความคิดทศเป็นผู้ใหญ่ดีน่ะ
ดีใจที่มีเพื่อนที่ต่อมเลิฟๆ ไม่ค่อยทำงานเช่นกัน 55
Post a Comment