Changing Lanes
Friday, November 14, 2008
11:15:15 AM
ตื่นมาตั้งแต่เก้าโมง กินข้าว นั่งดูหนังเรื่องChanging Lanesในช่อง๑๒หลังเลยไปแล้วค่อนเรื่อง ไฟในสมองลุกท่วมหัวอย่างแปลกประหลาด แต่ไฟในทรวงดับเงียบ งานงานงาน กระหายงาน
ดูหนังเรื่องนี้หนสองในชีวิต หนแรกดูโรง(กี่ปีแล้วจำบ่ได้) จำได้ว่าหนังดี
Ben Effleckแกมักเลือกหนังที่บทบาทประมาณนี้ และ เราก็มักชอบบทประมาณนี้เสียด้วย Boiler room ก็ใช่
มีใครเคยดูหนังเรื่องนี้ไหมล่ะ
ไม่เล่าหรอก คร่าวๆว่าเกี่ยวกะนักกฏหมายและพ่อตา
แต่ดูแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า โดยปกติพ่อตาและลูกเขยนั้น ใครเลือกใครกันแน่ ทั้งคู่ต่างเลือกในกันและกันใช่หรือไม่ มีเพียงภรรยาที่อยู่ตรงกลางระหว่างโลกการงานของผู้ชายใช่ไหม? (ผู้ชายมักปรารถนาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ส่วนผู้หญิงคาดหวังความอบอุ่นสูงสุดภายในครอบครัว)
แต่ความรักพื้นฐานต้องเป็นของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวซิ
ความแสบสันของพวกนักกฏหมายใครๆต่างก็รู้ดี
แต่ก็นั่นแหละ อย่างไรก็ดี ก็ต้องใช้งานพวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าคุณจะมีกิจการใหญ่-เล็กเพียงไหน และค่าตัวของพวกเขาก็ไม่ถูกเลย ในหนังมีบทพูดด้วยว่า คนบางคนเสพติดความโกลาหล คนบางคนเสพติดความหายนะ
เรื่องที่เราดูแล้วเกิดความสงสัยขึ้นมาก็คือ การเจอเหตุการณ์ประหลาดๆ๑วัน จะทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวิธีคิดที่มีมาตลอดเป็นสิบๆปีได้(จริงหรือ?) จู่ๆ คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ก็จะโผล่มาจากจิตไร้สำนึก กมลสันดาน ง่ายๆแบบนี้จริงหรือ?
นักกฏหมายที่ไว้ใจให้ดูแลผลประโยชน์ของครอบครัว หรือ กิจการของครอบครัวนั้นๆ ไว้ใจได้ อันนี้แน่นอน แต่ก็เป็นในระดับชั้นของตนเอง หากเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน จะเป็นอย่างไร และ หากเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานของนักกฏหมายเหล่านั้น จะไว้ใจได้แค่ไหน
มีคนเคยบอกเราว่า Love can not live where there is no trust. แล้วเราจะประยุกต์คำแบบนี้ใช้ได้ทุกเรื่องจริงหรือไม่ ในเรื่องที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ประโยชน์ทางใจแต่อย่างใด ล้วนเป็นประโยชน์ทางเงินตรา
อยากถามเหมือนนางเอกในหนังเช่นกันว่า
ในเมื่อเธออยู่ในโลกแห่งเงินตราและการใช้เล่ห์เหลี่ยมแห่งชีวิตในรูปแบบนั้นแล้ว เธอจะพอใจกับการมีอยู่อย่างรื่นรมย์และพอเพียงจริงหรือ หรือ ให้ความรู้สึกเหมือนเกิดความต้องการไปดูคนเกี่ยวข้าว อาทิตย์ทอแสงบนทุ่งนาสีทองสวยไกลสุดตา แต่ไม่ต้องการไปทำนาด้วยตนเอง
เราออกแนวเฉยๆกะชีวิตพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริ
เราก็อยากขับเล็กซัสเหมือนพระองค์ท่านน่ะแหละ
พอดีเมื่อวานไปกินข้าวนั่งคุยกับเพื่อนที่พึ่งไปเป็นเซลล์ขายเล็กซัส เพื่อนพูดว่า สังคมกว้างขึ้นและได้รู้จักคนรวยๆมากขึ้น เราถามมันกลับ (แบบไม่กวนตีน)เลยว่า “แล้วการได้รู้จักคนรวยๆชีวิตมันดีขึ้นอย่างไรวะ” เพื่อนออกแนวตกใจกับคำถามของเรา แต่เราก็คิดแบบนั้นจริงๆ คือ ต้องแยกออกให้ขาด การรู้จักคนรวยน่ะดี กับการรู้จักคนรวยทำให้ชีวิตดี แล้วมีไรต้องแยกอีกไหม? หรือ แท้จริงแล้วเรื่องเหล่านั้นคือ ภาพลวงตาที่ฉาบทาสมองแห่งการรับรู้ว่า อะไรคือ ดี อะไรคือ ไม่-ดี หรือ ความจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นดีในตัวตนนั้นๆเลย
แต่เพื่อนคนนี้เราก็รักมันมากน่ะล่ะ พูดกลับไปว่า การเป็นเซลลส์ ถ้าองค์ไม่แข็งพอ สุดท้ายก็จะกลายเป็นหมาล่าเนื้อ เพื่อนทำหน้างงๆแต่ก็เข้าใจกันล่ะ
หลายเดือนก่อน ไปลาว-จีน กะป๊า ของโมนา เป็นทริพที่ออกแนวเหนื่อยๆ แต่ว่า ก็ได้คุยกะเศรษฐีหมื่นล้านอย่างป๊าแกเยอะมากๆ เพราะนั่งกันไปในรถก็เม้าแตก แล้วเกิดคำถามหลังฟองน้ำในสมองทำงานอย่างหนัก ว่า ลูกเขยเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ในเมื่อป๊าบ้างานและมีจินตนาการสูงขนาดนี้ เขาไม่ต้องใช้งานกันหนักขนาดไหนเชียวหรือ
(จริงๆแล้วเรายังรู้สึกผิดกะเรื่องที่ไม่ทำงานกะแกอยู่พอควร ลูกน้องแกบอกว่าแกขาสั่นเลยตอนเราตัดสินใจพูดไปว่าเราอยู่จีนทำงานให้แกไม่ได้(เสียงแตรรถดังเกิน และมีคนขากถุยมากไป)
เรื่องของพ่อตานักกฏหมายใหญ่และ ลูกเขยทนายหนุ่มไฟแรงก็ยังอยู่ในหัวเรา จากภาพยนตร์เรื่องนี้ คนที่มีตรรกะทางความคิดแบบทนาย และมีความรู้ความเข้าใจกฏหมายขนาดนั้นคงฉลาดกันน่าดู
๙ปีก่อน เคยคุยกับเพื่อนสนิทคนนึงที่เรียนนิติว่า แล้วพวกLaw Firmใหญ่ๆเขาจัดการได้อย่างไรกับ การรวบรวมมนุษย์พันธุ์เขี้ยวลากดินไว้ได้เป็นร้อยๆคน เขาจัดการผลประโยชน์ทั้งทางงานเงินและสำคัญที่สุดคือ ทางใจได้อย่างไรกัน ในเมื่อพวกนี้โหดกันน่าดู เวลาผ่านไปหลายปี ดีใจที่เพื่อนไม่ต้องไปอยู่ในแวดวงทนายพาณิชย์แบบนั้น เพราะ มันได้ผู้พิพากษาตั้งแต่๒๕ขวบ ไม่เจอมันจะสามปีแล้วซินะ คิดถึงจัง
เรารู้สึกว่า การจัดการกับแพทย์๑๐๐คน หรือ วิศวกร๑๐๐คน ย่อมง่ายกว่าการจัดการกับนักฏหมาย๑๐๐คน หลายเท่านัก แต่ที่ยากกว่า เราว่า คือ การจัดการกับนักร้องโปรดิวเซ่อร์นักแต่งเพลงครีเอทีฟว์๑๐๐คนนี่ล่ะ แต่ยากสุดคงยกให้การเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีสอสอเขี้ยวลากดินนับร้อยคน (นี่เราพูดถึงการบริหารองค์กรทั้งหลายอยู่หรือ?)
ไม่ซิ เปลี่ยนคำว่า จัดการ เป็นคำว่า ดูแล ซิ ดูแลทุกๆเรื่อง ทางใจ ทางเงิน ทางครอบครัว เอาง่ายๆว่าทางความพึงพอใจในชีวิตของเขาเหล่านั้น ศาสตร์และศิลป์แบบนี้น่าสนใจไหมล่ะ
อืม เที่ยงแล้ว ลาดีกว่า
Friday, November 14, 2008
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
0 comments:
Post a Comment