Room no.14
Monday, October 27, 2008
00:44:53
ง่วงนอนได้ไงไม่รู้
วันนี้ก็นอนไปไม่น้อย ตื่นตีสี่ คนงี่เง่างอนไม่เลิก เที่ยงนอนอีก ตื่นอีกทีสี่โมงกว่าๆ
สองทุ่มสี่สิบดูปืนใหญ่...จอมสลัด
เออ หรือใช้ลูกกะตาเยอะไป ก็ไม่น่าใช่ หน้า ก็ไม่ล้าง
ตอนแรกจะตั้งชื่อว่าอยู่ที่เดิม แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้อยู่ที่เดิม ห้องเบอร์๑๔ที่ไม่รู้จัก ได้ยินเสียงคนเรียกว่าทศ ขณะกำลังยืนอ่านหนังสือที่แผงหนังสือ หันไปจำไม่ได้จริงๆว่าเคยรู้จักกัน เขาทำหน้าเซ็งมากๆ แต่พอพูดเสียงก็คุ้นหูมากๆ ครั้งที่๒ในชีวิตที่เจอคนทักแล้วจำไม่ได้ แบบว่าเป็นคนเกิดมาความจำดีสุดๆจริงๆ ครั้งแรกเมื่อ ๖ปีที่แล้ว ไม่หรอก คงมีอีกล่ะ แต่จำได้ว่า จำไม่ได้เปนไง แค่นั้นเอง
ทำไมคนเราอยู่ที่เดิมได้ มีวันนึงเพื่อนสนิทพูดเรื่องนี้ ถึงแฟนเก่ามันที่อังกฤษ มันเจออีกหนในร้านเหล้า ทำไมไอ้เหี้ยนี่ถึงไม่พัฒนาขึ้นเลย ในขณะที่มันเดินไปบนจุดสูงแล้ว เรานึกในใจก็มึงคิดไปเองน่ะซิว่า มึงขึ้นไปสูง ไอ้ผู้ชายที่มึงว่าเฮงซวยนั้นอะ เขาอาจไม่ได้รู้สึกว่ามึงเดินขึ้นไปสูงเลยก็ได้ เขาอาจเฉยๆกะมึงและคิดเพียงว่าหน้ามึงแก่ขึ้นก็เป็นได้ เพราะแท้จริงแล้วมึงก็สาวออฟฟิซคนนึง แต่ถ้ามึงเปลี่ยนจากบทตัวประกอบไปเป็นเพื่อนนางเอกจนไปเป็นนางเอกดังคับฟ้าเมืองไทยซิ อันนั้นล่ะ คนอาจเข้าใจได้ว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน(ได้ผัวเป็นผู้กำกับล่ะซิ(ฮา))
แต่ถ้าเปลี่ยนจากพนักงานฝึกหัดไปเป็นหัวหน้าแผนกแต่ก็อยู่ในบริษัทเดิม เออ คนภายนอกบริษัทอาจจะเฉยๆ ทั้งๆที่มีเสียงปรบมือกึกก้องไปทั้งบริษัทแล้วก็ได้ ว่าคุณเดินมาได้รวดเร็วกว่าคนในวัยเดียวกันมากนักๆ
(ลูกค้า...ใครจะรู้ว่าพนักงานแม็คคนไหนดีเด่น ถ้าไม่ไปดูโล่ห์ที่แปะไว้หน้าห้องน้ำ ซึ่งก็เกิดคำถามจากลูกค้าว่า...แล้วไง...ทั้งๆที่ในใจพนักงานนั้นสุดแสนภาคภูมิใจกับเกียรติยศที่ได้รับจากบริษัท บริษัทเสียเงินทำโล่ห์ไม่กี่สิบบาทแลกกับมีคนทำงานถวายหัว (โถ อนิจจา...โลกความจริงช่างตลกร้ายเสียนี่กระไร))
วันนี้หลังคนนั้นทักและบอกเราว่า ที่เคย....บลาบลาบลา จำได้ไหม เราก็เออๆออๆ เออว่ะ
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนวะ เกือบๆสามปีหรอ ทำไมเธอทำงาน อยู่เท่านี้เอง
เราถามตนเอง แล้วกูล่ะ เป็นไงหรอ วันนี้ก็มายืนอยู่ที่แผงหนังสือนี้ที่เคยอยู่ตรงนี้เมื่อสามปีก่อน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง หรือ? กับคำถามนี้ที่อยู่ในหัว เวลาล่วงเลย แล้วอะไรที่เปลี่ยนแปลง หน้าแก่ขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น เงินทองเหลือน้อยลง ยึดติดอะไรน้อยลง แล้วเราเดินไปไกลกว่าเขาหรือไงกัน เราก็ไม่ต่างอะไรจากเขาหรอก ยังคงเป็นคนเดิม แต่เราคิดว่า...นะ... คนเรานี่นะ จะเก่งไม่เก่งบางทีไม่ได้ดูจากผลของการกระทำหรอก ว่า ยืนอยู่ตรงไหนแล้วในชีวิต มันอยู่ที่การโม้เก่งมากกว่าว่า ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ และทางข้างหน้าจะไปทางไหน (นี่กูประชดใครอยู่วะ...ประชดเอเจนซี่โฆษณาหรือไง) ความสุขมันอยู่ภายในมากกว่า
สามปีผ่านไป ไม่ดิ สี่ปีผ่านไป เรากลายเป็นคนใบ้ไปแล้วหรือนี่ (ในเรื่องบางเรื่อง)
คืนนี้อยากเจอฝ้ายจัง ไม่เจอมาสามปีแล้วซินะ จู่ๆก็คิดถึง อาจจะมีลูกไปแล้วก็ได้
อยากเล่าให้เขาฟังจังว่าชีวิตเราไปเจออะไรมาบ้างในรอบเกือบๆสามปีที่ผ่านมา เขาต้องตื่นเต้นมากๆแน่ๆ
Tuesday, November 04, 2008
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
0 comments:
Post a Comment