Monday, February 18, 2008

วายุภักดิ์ 2

0 comments
วายุภักดิ์ 2

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๕:๔๘:๔๖ น.

เป็นเรื่องที่เราไม่เข้าใจนัก แต่ว่า ชอบเรื่องแบบนี้มากๆ ถ้าจำไม่ผิด คุณ นิพัทธ พุกกะณะสุต แกเป็นนรทุนมองบุโชเรียนตรีที่นี่แกเรียนเก่งมากๆ และไปเรียนที่เมกาต่อ นรทุนญี่ปุ่นเก่งๆ ก็มีแบบ ดร ทนง พิทยะ ที่ปัจจุบันท่านกลับมาเป็นเลคเชอร์เร่อร์ที่นี่ พวกนี้ก็ไปต่อเมกาทั้งนั้น แปลกไหมที่การเงินการคลังของประเทศไทยมักขับเคลื่อนโดยคนหน้าเดิมๆ มาเป็นเวลานับสิบๆปี วันนี้อ่านข่าวในมติชนสุดเล่มใหม่ ข่าวสั้นๆเกี่ยวกับ กองทุนวายุภักดิ์ ๒ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งดำเนินการโดยที่ปรึกษา รมต คลัง ที่เป็นแมว๙ชีวิตแบบคุณ นิพัทธ (ไม่ใช่สถาปนิกนะ เอิ๊กๆ)

เราชอบแนวการลงทุนในรูปแบบนี้มานานมากๆแล้ว นานเกินสิบปีแน่ๆ อยากไปเรียนเรื่องพวกนี้เหมือนกัน แต่คาดว่าชีวิตนี้คงไม่ได้เรียน มีเพื่อนที่พ่อสนิทที่สุดในชีวิต แกเรียนโทเรื่องนี้มาจากเมกา เป็นด้านการบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่ง อะไรปามานนี้ล่ะ คนนั้นแกก็เก่ง เก่งมากๆเลยล่ะ เก่งจนพ่อบอกว่า บริษัทที่แกเป็นผู้บริหารและถือหุ้นบริษัทชั้นนำแห่งนั้น ปีล่าสุดForbes จัดอันดับให้ติด๑ใน๒๐๐บริษัทขนาดเล็กยอดเยี่ยมในเอเชียเลย ตอนพ่อเล่าให้ฟังเราไม่แปลกใจหรอก เพราะบริษัทแกน่าจับตาอยู่แล้ว แต่จริงๆเราคุยกันเรื่องแกบ่นเรื่องลูกสาวมากกว่า ว่าแกรวยจัง กลัวลูกเขย (ที่ยังไม่มี)จะมาถลุง ฮ่าๆๆ แต่ขานั้นก็เก่งจริงๆ บางเรื่องเราไม่เข้าใจจริงๆว่าทำกันได้ยังไง นำเงินไปต่อกะทรัพย์สินแสนเสื่อมราคาแบบรถยนต์ หรือ เครื่องบิน(บริการล่าสุดของบริษัทแก) แล้วทำให้มันงอกเงยขึ้นมาได้ ลุงแกเก่งมากๆ

แต่เมืองไทยไม่มีสอนนะเรื่องแบบนี้ เคยเข้าไปหาที่เรียนก็มีใกล้ๆที่สิงคโปร์ ไกลๆก็มีที่สวิสเซอร์แลนด์ และก็ตามมหาลัยดังๆในเมกาก็มีอยู่แล้วล่ะ(เคล็ดลับวิชามักอยู่ในถ้ำที่เข้าถึงยาก) จริงๆแล้วประเทศมันจะเจริญได้ก็ด้วยการเคลื่อนไหวของทุน และการนำทุนออกมาใช้ในรูปแบบที่ต่างๆกัน (ตลาดค้าขายพืชล่วงหน้า ก็เป็นส่วนหนึ่ง ราคายาง ราคาข้าว หรือกระทั่ง ราคาน้ำมัน ก็อยู่บนตลาดการเงินหมด นักลงทุนเป็นคนกำหนดราคาหาใช่เกษตรกรหรือบริษัทปุ๋ยเป็นคนกำหนด) เรื่องของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ว่าจะทำอะไร แต่อยู่ที่การรู้ว่าทุนมาทางไหน ระดมได้ที่ไหน และจัดการอย่างไร ให้เท่าทันดอกเบี้ยและเกิดผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงและไม่เป็นภัยกับสังคม เรื่องแบบนี้ยังมีอีกมากมายที่เราต้องเรียนรู้มหาศาล อยากรู้อยากเรียน

เข้าเรื่องกองทุนดีกว่า เราชอบโมเดลของดูไบเวิลด์ ของ ประเทศUAE และ เราชอบ GIC ของ สิงคโปร์ ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก เราชอบการลงทุนแบบเจ้าชาย อัล วาหลีด มันไม่ใช่ลงทุนเพียงเงินตรา มันเป็นมากกว่านั้น มันสร้างงานและมันสร้างผลิตภาพและผลิตผลตอบแทนเมืองนั้นๆ (เจ้าชายท่านลงทุนคราวล่าสุดที่กระบี่) ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว เอาเงินไปต่อเงินเพียงอย่างเดียวก็ทำได้ การซื้อบริษัทหรือสินทรัพย์แล้วแยกส่วนขายและลอยแพพนักงานประจำให้เผชิญชะตากรรมก็ทำได้ไม่ยาก และ ในปัจจุบันโลกาภิวัฒน์ ดูเป็นเรื่องที่ธุรกิจเขาทำกันแล้วคนรับได้

เข้าเรื่องวายุภักดิ์ดีกว่า
รัฐบาลไทยโดยการนำของนายกจมูกหมู ปากหมา ขี้ข้าเหลี่ยม แต่ว่า เป็นนักการเมืองที่เราชื่นชอบมาแต่เด็ก เพราะแกดูมีวิสัยทัศน์ดี ท่านกำลังประสงค์จะก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ในกรุงเทพพระมหาคร โดยการระดมทุนจากการออกวายุภักดิ์บอนด์ มีคำฝรั่งที่เราชอบมากๆคำนึงบอกว่า “Real man trades bond.” มันมีวิธีมากมายในการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน พระเจ้าตากทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรีเรานับว่าเป็นการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนเช่นกัน (ไม่ได้เขียนเอาฮา) สมบัติของรัฐมีมากมายที่สามารถแปลงได้ เล่นแร่แปรธาตุได้ โดยไม่กระทบกับความมั่นคงและความมั่งคั่งของชาติ เช่น เราคิดว่า รฟม รถใต้ดินเป็นบริษัทที่มีสัดส่วนมหาชนสวยที่สุดในประเทศไทยแล้วล่ะ

เราชอบคำว่าวายุภักดิ์มากๆ ความหมายดีสุดๆ บอกไม่ถูกว่าทำไมชอบ ชอบเหมือนกับที่เราชอบคำว่าเมฆาจูซ่า จนอยากใช้ชื่อว่า เมฆาโทเซ่ด้วย

รูปแบบของวายุภักดิ์มีข้อเสียที่การเคลื่อนไหวของเงินทุนภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตยทำได้ยากเกินไป แต่ก้อนั่นแหละเพื่อความโปร่งใส ก็ต้องมีการตรวจสอบที่รัดกุม ไม่ใช่กองทุนของธนาคารพานิชย์นี่โนะ ผลตอบแทนของกองทุนวายุภักดิ์ในอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนปัจจุบัน ก็คงไม่มากนัก แต่การเริ่มต้นระดมเงินในรูปแบบนี้เป็นผลประโยชน์แก่ประเทศชาติมากๆ หากเรากู้เงินจากJBICมาลงทุน กระแสของเงินไหลเข้า จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเข้าไปมากกว่านี้อีก การใช้เงินในประเทศลงทุนย่อมมีข้อดี (ในภาวะที่เงินบาทแข็งค่าจัดๆขนาดนี้)

อันที่จริงแล้วเราเชื่อว่าหาก กทม ซึ่งมีงบประมาณมหาศาลมีความพยามในการตั้งบอนด์ในรูปแบบนี้ และได้มือบริหารมือเยี่ยมๆอ๋องๆมาทำ เราเชื่อว่า กทม ก็สามารถสร้างรถใต้ดินของตนเองได้เช่นกัน แต่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าระบบราชการที่พัลวันพันกันอีรุงตุงนังทางโครงสร้าง มันทำให้อะไรเหล่านี้เกิดได้ยาก อำนาจในมือผู้ว่ามีไม่มากพอ

แต่อีกเรื่องที่เราว่าเป็นข้อเสียของการทำระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่พร้อมกันก็คือ รถติด(ตึ่งโป๊ะ)(อันนี้ข้ามไปใครๆก็รู้) ข้อแรกที่เราเป็นห่วงก็คือ การเล่นรอบของอสังหามันทำได้ยาก การเล่นรอบจากระบบBTSและรถไฟใต้ดิน อสังหายังพัฒนาตามแนวสูงได้น้อยเกินไปด้วยซ้ำ (โตเกียวเล่นไปเป็นร้อยรอบ ไม่เล่นรอบเดียว) ค่อยๆทำก็เล่นได้หลายรอบ แล้วจะมั่งคั่งกันถ้วนหน้า เหล็กจะขาด ราคาจะแพง ปูนเปิน อะไรสารพัด ย่อมเกิดปัญหา หากขยายกำลังผลิตแล้ว หลังจากทำระบบเหล่านี้เสร็จละ โรงงานเหล่านั้นจะทำอย่างไร หมูตัวอ้วนแล้วไม่มีอะไรให้กินแล้วจะทำอย่างไร จริงอยู่ คนไทยเราจะเก่งขึ้นเพราะมีประสบการณ์ในการทำงานใหญ่ๆมากๆขึ้น เหมือนวันนี้ผู้รับเหมาไทยสามารถออกไปรับงานสร้างสนามบินได้แล้ว อะไรเทือกๆนั้น

Operatorผู้ดูแลรถไฟก็อยู่ได้ยาก รัฐก็ต้องอุ้ม และอะไรอีกสารพัด ที่จะเป็นปัญหาระยะไกล เราอยากให้ค่อยๆทำไป แต่ก็อย่านานไป อสังหาเล่นได้หลายรอบ คนก็มั่งคั่ง แบ๊งก็ปล่อยกู้สนุก ถ้าจะเล่นกันรอบเดียวแบบนี้มันเหมือนฉีดเสตียรอยด์มากเกินไป แต่เอาเถอะ ทำเถอะ ขอให้ทำได้จริง

เฮ่ย ไม่ได้เข้าเรื่องกองทุนเลย บ่นไรเนี่ย แดดจัดแล้ว ต้องไปแล้ว

Jacob 1

0 comments
Jacob

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๑๕:๔๒:๓๑ น.

นั่งอยู่ในแฟนตาซี่ของตนอันประกอบด้วยโทสะจริตที่มากล้น นั่งคิดอะไรเพลินๆ หลังการอ่านหนังสือที่ชอบที่สุดในชีวิต เป็นคราวที่สอง หนแรกน่าจะเป็นเดือนพฤศจิกายนปี๒๐๐๕ หนนี้ หนสองเดือนกุมภาพันธ์ปี๒๐๐๘ เวลาที่ผ่านมา วันนี้แดดออกแรงดีมากๆ ทั้งๆที่เมื่อคืนหิมะตกหนักสุดๆ ใช่!ใจเราก็ละลายไปพร้อมกับหิมะเหล่านั้น เป็นมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ความเศร้าบางอย่าง เศร้าแปลกๆ เดินไปหยิบ มิโดริใส่แม่โขงใส่จินโร่ใส่อู่หลงชานิดนึง เอื้อมมือขวาไปหยิบคาลัวร์และดีต้าสะตาฟรุ๊ตใส่เหล้าโปรดคือคาสสิสเข้าไปด้วย กินผสมๆกันกับน้ำฝรั่งและน้ำมะพร้าว ให้รสชาติดีเหลือกำลังแต่สีสันไม่สวย ผสมกันในปริมาตร๒๔๐ซีซี แต่เป็นเหล้าซะสองร้อย ผลออกมาก็คือเมาแทบอ่านหนังสืออะไรไม่ออก ซักพักก็หลับแป๊บนึง แปลกนะ คอแข็งแบบเราเจอเหล้ามั่วๆที่ปรุงเองก็น๊อกได้เหมือนกัน ตอนเดือน๗ปีที่แล้วก็เคยทำแบบนี้ น๊อกเหมือนกัน อาจเพราะอารมณ์ที่อยู่ดีดีดำดิ่งทิ้งลงไปในโลกแห่งความเศร้าที่แสนมืดมนอนธกาลกระมัง ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่รู้ตัว แต่เรากลับรู้ใจตนเอง
ดีว่าสิ่งที่ทำมันไร้ประโยชน์ คิดไปก็เศร้าใจและไม่รู้จะทำไปทำไมเพื่ออะไร หยุดเถิด วันนี้ตื่นมาอ่านอะไรไปนิดหน่อย ก็เกิดฟ้าผ่ามากลางสมองคิดอะไรได้บางอย่าง ถ้าในโลกที่ไม่มีวันเป็นจริง เราก็สร้างโลกอีกใบหนึ่งที่มันเป็นจริงได้ขึ้นมาซิ ไม่ได้ยากอะไรนัก นึกไปถึงเหตุการณ์ที่แทบลืมไปแล้วสามเรื่องขึ้นมาในเวลาใกล้ๆกัน ในโลกอีกโลกหนึ่งที่ถูกคั่นไว้ด้วยอาภรณ์ เราแสนเจ็บปวดทุกๆวันอาทิตย์ ใครหรือจะเข้าใจได้ว่าปวดร้าวเพียงไหน แม้เวลาจะผ่านมานานเราก็ยังจำรสของสิ่งนั้นได้ว่าคืออะไร ได้แต่บอกตนเองว่า ต่อไปจะไม่มีวันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แม้ว่า ความรักจากสตรีเพศจะเป็นสิ่งที่เราต้องการที่สุด แต่เราบอกตนเองเสมอว่ามันน่ากลัว และเลวร้าย ในขณะที่เรารอคอย เขากลับไม่โผล่มา ในขณะที่เราทุกข์ทน เขากำลังมีความสุขและหยอกเอินอยู่กับผู้ชายคนใหม่ อันนั้นคือคนที่ทำให้เราเจ็บปวด จะไม่โทษเธอและไม่โทษใครโทษใจตัวเองเท่านั้น แต่คนที่ทำให้เราเจ็บน้อยๆก็มี เรานั่งนึกถึงกระดาษบางแผ่น ไม่ดิ กระดาษหลายแผ่นและนึกถึงว่าทำไมปมที่ขมวดไว้ไม่เข้าไปในปม เป็นเชือกที่ไม่ได้ถักทอความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นเพียงพอ เราพร่ำเขียนไปเพื่ออะไร จำได้ไหม และอีกครั้งนึงที่การกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องโกหก ทั้งหมดคือเรื่องโกหกและบทเรียนที่ลาโง่แบบเราได้รับ จำเอาไว้อย่างนึงว่า เรื่องพวกนี้มันล้วนโกหก โลกแบบนั้นที่ความฝันเราเป็นความจริงมันล้วนไม่มี แต่ว่า สิ่งที่ทำให้คิดได้และมานั่งบ่นบนบล๊อกนี้ก็คือ เรานึกถึงคนบางคน ที่ทำให้เราเปิดบล๊อกอันแรกและอันที่สอง แต่เราก็จำไม่ได้อยู่ดีว่ามันอยู่ที่ไหน เวบนั้นเป็นยังไง พาสเหวิดอะไร แต่เรื่องก็ไม่ได้มีอะไรนัก เพียงแต่ว่า เราจำได้ว่าวิธีเล่นกับโทสะที่โผล่เข้ามาในจริตและเราละเมียดจับมันไว้โดยละม่อม เราทำอย่างไร เกือบ๗ปีที่ผ่านมาเราจัดการปัญหาแบบนี้อย่างไร สติเราไม่ได้เจริญนัก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเท่าทันมัน อย่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราไม่ต้องการเป็นของเล่นของใคร แต่จะว่าไปเรานึกวิธีเล่นของเราออกแล้ว ไม่มีใครต้องทุกข์ทน เราอาจได้เงินด้วยซ้ำไปจากผลของการกระทำนี้ ยิ่งในโลกเช่นปัจจุบัน การปูบุคลิคแบบนั้นย่อมมีความหมายและสมจริงมากขึ้น ในสมองที่เริงร่าและแจ่มชัด มันทำให้เรามีความสุขได้ เรื่องบางเรื่องไม่มีใครเข้าใจหรอกว่า สมองและจิตเราทำงานอย่างไร เรารู้แต่ว่าเราทำงานได้ในรูปแบบนั้นดีกว่าในโลกที่เราเป็นคนตาบอด เราอาจไม่ตาบอดเสียทีเดียวแต่เราก็เป็นต้อที่มองอะไรแทบไม่เห็น และที่สำคัญโปรดอย่าเชื่อสายตาของคนนำทาง คนนำทางที่ไว้ใจไม่ได้ ชั่วช้า อาจพาเราไปตกหลุมดักกินคน ดักกินกัดกร่อนไปหมดทั้งตัวและดวงใจ สี่โมงตรงออกไปหากินดีกว่า
..................................

..............................

.........................

เลิกกะแฟนแระ

0 comments
เลิกกะแฟนแระ

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

นอนหลับสนิทมีความสุขอยู่ดีดี ก็มีคนโทรเข้ามา เห็นชื่อก็รีบรับ ซึ่งจริงๆก็อยากนอนต่อด้วยซ้ำ เราพูดว่า มีเวลาว่างเอาไปให้แฟนเราเอาเวลาไปนอนดีกว่า โทรมเป็นแพนด้าสุดๆ ตอนวันวาเลนไทน์เขาเป็นไรไม่รู้ โทรมาใหญ่เลย เราก็งงๆ งงๆจริงๆ ก็ไหนว่า มาญี่ปุ่นเพื่อมาอยู่กะแฟนไม่ใช่หรอ(จริงๆมันก็ครึ่งปีแล้วนี่เนอะ อาจอยากเลิกกันแล้วก็ได้) ก็งงๆ ตอนเย็นเราแดกข้าวก็ไม่รับ ก็ช่างแม่ง วันนี้ไอ้เราก็ถามไปตรงๆว่า แล้วแฟนล่ะ อย่างนู้นอย่างนี้ แกก็ตอบเหมือนดาราไทยอะไรซักอย่าง ตอนนี้ก็ห่างๆกัน เราก็บอกไปตามตรงเลยว่า โธ่แล้วก็ไม่บอก ไม่งั้นวาเลนไทน์จะได้ชวนไปกินข้าว จนถึงตอนนี้ก็ยังงงๆอยู่ดีว่า โทรมาทำไม แล้วเลิกกะแฟนมันจริงๆหรือไงวะ หญิงไทยส่วนใหญ่ก็ชอบทำแบบนี้เป็นปกติ อ่านข่าวดาราในไทยรัฐมากไปมั้ง เลิกกะแฟนแระค่า แฟนอยู่ไกลค่า ช่วงนี้มีปัญหากันค่า ทำงานเยอะค่า ไม่มีเวลาให้กานนน ปาาามานนนนี้ล่ะ ยังไม่ชินอีกหรอ แต่ก็งงๆจริงๆ คนไม่เคยเจอกันครึ่งปี จู่ๆโทรมาทำไมหลายๆหนกันนะ

แต่วันนี้ตอนโทรมาเราหลับสนิทอยู่ แกชวนคุยจนตื่น ให้อารมณ์เหมือนตอนอยู่ไทยเมื่อไหร่น้า เชอร์รี่โทรมาหาตอนแปดโมงเช้าวันเสาร์แล้วถามว่ายังไม่ตื่นอีกหรอ แล้วชวนคุยเป็นชั่วโมง กูล่ะงงๆกะมึงจริงๆ คนไม่เคยคุยกันเป็นปีๆ โทรมาเม้าไรกันได้วะ งงๆ ว่าแต่ใครมีอีเมลเชอร์รี่บ้างวะ เห็นในไฮไฟ้ใครไม่รู้ มีรูปเชอรี่หลายรูป วันรับปริญญาเอแบ่ค เจออ้อมเพื่อนเชอร์รี่ ก็ไม่รู้จะทักยังไง พาอาม่ามางานรับปริญญาดูเป็นหลานที่น่ารักดี เจอหน้าคุยกะอ้อมหนสุดท้ายก็ตั้งกุมภาพันธ์ ๒๐๐๕ สามปีแล้วนะ ตอนนั้นคุยกันเรื่องอ้อมได้มิสยูหลีก และจ๋าได้รอง ส่วนเชอร์รี่ได้ตุ้มหูจากเราไปคู่นึงเนื่องในวันวาเลนไทน์ (ฮากว่า) ถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้นไล่ล่าหาคนรัก แต่ปีกว่าที่ผ่านมาในโตเกียวเรียกได้ว่า เราไม่สนใจอะไรเลย ราวกับคนละคน

วันก่อนมีคนมาถ่ายรูป เป็นมืออาชีพ เราก็ได้ลงหนังสือ แต่หนังสืออะไรอย่ารู้เลย รู้ไปก็ขำเปล่าๆ (๔กพ) ตากล้องหน้าตาแบบเชอร์รี่เด๊ะ ท่าถือกล้องยังเหมือนกันเลย นึกถึงเล็กน้อย ส่วนพุธที่๖กพ ก็มีคนถ่ายวีดีโอไป ก็มืออาชีพอีก บอกว่าออกTBSวันเสาร์ แต่ไม่รู้ว่าตัดแล้วเราได้ออกไหม ตกลงกูอยู่ญี่ปุ่นยังไงนี่ ได้ลงหนังสือ (อาจ)ได้ออกทีวี ถ้าอยู่ไทยคงเป็นได้แค่หนุ่ม คลีโอ้ (ฮากันเข้าไป)

ตกลงวันนี้น้องเขาโทรมาหากูทำไมวะ กูล่ะงง เห็นกูหน้าเหมือน เป็ด เชิญยิ้ม มั้ง อยากอารมณ์ดีก็โทรหาพี่ทศละกัน ไวน์ป้าๆเมื่อคืน ก็ยังออกฤทธิ์ซึมเซาอยู่เลยนะฮ้า วันนี้แดดไม่ค่อยมีด้วย เฮ้อ แย่จัง จำไว้นะทศนะ เวบดีดีเกี่ยวกะฉลามคือสิ่งที่ควรทำที่สุดในชีวิต อย่าไปตกหลุมดักใครอีก ปาจิงโกะมันก็คงสนุกแต่ทางที่ดีอย่าเดินเข้าร้านนั้นเป็นดี และที่สำคัญฉันยังเกลียดไวน์อยู่ดี

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๕:๔๘:๓๒ น.

วันนี้มีสายประหลาด ร้อยวันพันชาติ ไม่เคยโทรมา หน้าก็เจอกันแทบทุกวัน แต่เราขี้เกียจสื่อสารภาษาญี่ปุ่นจัง รู้สึกแปลกๆที่คนแปลกๆโทรมาหา ว่าแต่ก็ให้นึกสงสัยว่าช่วงนี้เป็นอะไร

หลังวันวาเลนไทน์มีผู้หญิงแปลกๆโทรมาหาหลายคนจัง นั่งเงียบๆคิดอยู่นาน พยามหาเหตุผลว่าโทรมาทำไม คงไม่ได้แอบชอบเราหรอก คิดได้ว่า เขาทั้งสองคงอยากยืมเงินเรากันล่ะมั้ง เฮ่ย แต่กูก็กรอบจนจะแย่แล้วเนี่ย แต่คิดในแง่ดี คงไม่ใช่หรอก เขาคงอยากคุยกะเรากันล่ะมั้ง ส่งข้อความไปบอกไจลจะล่ะ ซะหน่อยดีกว่า วันไหนปาละปะลิโป้ ไหมล่ะ

เมษาเจฮีก็จะกลับมานี่แล้วนี่ ถ้าเจอหน้าเขาจะเป็นยังไงน้า อยากรู้เหมือนกันเรา

คณะรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย

0 comments
คณะรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๖:๓๓:๕๖ น.


ก่อนเขียนเรื่องคอรอมอ ขอบันทึกเรื่องที่คาดเดาไว้ไม่ผิดพลาด มีบางอย่างที่เราจับยามตนเองเสมอและระแวดระวังพอสมควร เราไม่ใช่คนหวาดระแวงขี้ระแวงไปเสียหมดทุกเรื่อง แต่สัญชาตญานบางอย่างมันทำงานในตัวมันตลอดเวลาเสมอ แต่เราต้องควบคุมมันไว้ด้วย ต้อมบอกว่าต้องดูแลให้ดี ต้อมเป็นคนแรกในชีวิตเราที่พูดเรื่องที่เราหยั่งรู้แบบนี้ วันนี้ได้ยินเสียงบอกว่า ทศเองก็ต้องระวังตัวให้ดี เราเงียบไปพักใหญ่ แล้วคุยเรื่องอื่น แล้วซักพักเราคิดได้ว่าเราวางใจเขาพอ เราบอกเขาไปว่า เรารู้มาตลอดว่าบุคคลเหล่านั้นคืออสรพิษ เขาดีใจที่เรารู้ทัน เพียงแต่เรามักยิ้มเสมอ และไม่มีปากเสียงกับใคร เราบอกว่าเราให้อภัยได้ทุกๆอย่าง เราไม่ได้ไม่มีความโกรธแค้นหรือไม่จำว่าเป็นบทเรียนหรอก แต่เราถือว่า อภัยทาน คือ ทานที่ได้อานิสงส์สูงสุด

แต่วันนี้ได้ยินประโยคที่ไม่ได้ยินมานานเกินปีแล้วว่า ทศเนี่ยปากจัดเนอะ เหอเหอ

วันนี้ได้ข่าวคนบางคนที่ไม่เจอหน้ากันมาปีเศษ

ตอนตี๕มีโทรศัพท์เข้ามา เป็นเรื่องลูกเมียชาวบ้าน เขาโมโหๆบ่นเป็นผึ้งแตกรังแต่ทำให้เรายิ้มไม่หุบเป็นชั่วโมง เรื่องแม่งฮากว่าใดๆอะไรทั้งสิ้น และอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้แก้ปัญหาบางอย่างลุล่วงไปได้พอควร

ทั้งหมดข้อ๑ถึง๔นี้เป็นเรื่องการเมืองของชีวิตเราเอง เราก็เบื่อน่ะละ แต่ก็แบบนี้ล่ะ จำได้ว่า ตอนปลายปี๒๐๐๔ แพมพูดว่า มันก็เป็นการเมืองแหละทศ แพมเหนื่อย วันนี้ทำให้เรารู้สึกแบบอารมณ์นั้น

บนรถไฟเห็นหญิงชั่วคนหนึ่งที่ตอนนี้นอนอยู่ข้างห้องเรา (ไม่เอาไม่พูด)

...............................

เข้าเรื่องคณะรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยดีกว่า

วันนี้ไปซื้อมติชนสุดสัปดาห์มาล่ะ ก็หนุกดี ได้เห็นหน้าตาครมแล้ว ก็ขี้เหร่หรืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่อ่านแล้วก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

หากขับรถจากกรุงเทพไปพิษณุโลก เราก็จะเห็นป้ายผู้สมัคร สส เยอะแยะไปหมด พอถึงอ่างทองก็มีพ่อแบ่ดแช้มโผล่มา ตอนหลังๆนี่เห็นคุณแบ่ดแกลงสสแล้วด้วย จะบอกว่ารู้จักก็ไม่ใช่ จะบอกว่าไม่รู้จักก็ไม่ใช่อีก ก้อรู้จักกันสมัยอยู่หอ ไม่ดิ สมัยเขาสมัคร อมธ กันซินะ พวกนี้ก็สนุกดี ทั้งแบ่ดและน้องแชมป์ แชมป์ก็น่ารักดี รู้จักกันเพราะนั่งข้างๆกันที่หัวหินตอนอมธไปฉลองที่ธรรมเพื่อโดมได้หนแรก ตอนนั้นไปกันยี่สิบกว่าคน ช่วยคุยช่วยพูด สัมมนากัน เราสองคนฉาดฉาน คนอื่นเขาเงียบๆกันไม่รู้ทำไม ปีนั้นปี๒๕๔๔เดือนเมษา และรู้สึกพรรคนี้จะหยั่งรากลึกลงในการเมืองมหาลัยแล้วมั้ง ไม่รู้ตอนนี้เป็นไงกันบ้าง ส่วนตัวเราเองก็คุ้นเคยกันดีกะนายกอมธยุคนั้น เราคิดว่าเรามีส่วนนะในชัยชนะ แต่สมัยนั้นก็ฮอทนะคนมาชวนเราลงกันทุกพรรคเลย แต่เราเป็นสื่อเราก็วางตัวเป็นกลาง เอิ๊กๆ เรามีส่วนไม่มากก็น้อยล่ะน่า เอิ๊กๆ(ทวาร เอ๊ย วันวานยังหวานอยู่)

พอเลยอ่างทองไปก็สิงห์บุรี อุทัยธานี ชัยนาทตามลำดับ เราไม่แน่ใจนักว่า คนที่อดเป็น รมต แต่ชื่อมาติดโผตลอดที่ชื่อ นพดล พลเสนนั้นเขาเป็นสสจังหวัดไหนกันแน่ ทำไมคิดว่าอุทัยธานี รู้แต่ว่า จณา พลเสนเนี่ย เรารักเขาที่สุดในชีวิตแล้วเท่าที่เคยคบผู้หญิงมา จะว่าไปถ้าไม่มีเขาเราก็คงไม่ได้มาญี่ปุ่นด้วยมั้ง เพื่อนรักสุดๆในเอสไอก็ชื่อ รณยศ นามสกุล พลเสนอีก และนาก็บอกว่าญาติๆเขาอยู่สุพรรณกัน เขามั่งมีกันมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็นั่นล่ะ เขาก็อดตำแหน่งรมตไปเพราะวุฒิการศึกษาอาจมีปัญหา แต่คุณพ่อน้องแช้มป์แกก็เป็น รมต แน่นอนมาแต่ไหนแต่ไร สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล พอขับเลยไปชัยนาท เรามีเพื่อนที่เรารู้สึกสนิท แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันคิดว่ามันสนิทกะเราอยู่ไหม เพราะไม่ค่อยได้เจอกันนัก แต่เรายกให้นินกะนาเป็นคนใกล้ชิดในระดับเดียวกันเลย คือ ในระดับที่ไม่เจอกันนานแต่ทุกๆอย่างยังเหมือนเดิมเหมือนวันเก่าๆ

ตอนที่เราไปรถชนหนัก ยับ ที่ชัยนาทตอนวันตรุษจีนปีก่อนนู้น ก็ขอบคุณมันและพี่ชายที่ช่วยเหลือเราอย่างดี รถชนตอนหกโมงเย็น เราถึงบ้านที่กทมตอนหกโมงเช้า เหนื่อยระยำกว่ารถจะมาลาก กว่าประกันจะมา ขอบคุณ ภาณิน สงฆ์ประชาอย่างยิ่ง เห็นว่าญาติมันก็เป็น สส

ทั้งหมดนี้เป็น สส ภาคกลางของพรรคชาติไทย พรรคการเมืองเก่าแก่ ที่มักได้ร่วมรัฐบาลเสมอมา

พลเสน สงฆ์ประชา ปริศนานันทกุล ก็คงเป็นตระกูลที่คนแถวๆอ่างทอง สุพรรณ อุทัย ชัยนาท นั้นรู้จักกันดี รวมๆกันพวกนี้คงถือครองที่นานับพันนับหมื่นไร่ซินะ

แต่เข้าเรื่องคอรอมอดีกว่า

ครม ชุดนี้มีน้องใหม่รมต๒๓คน(โอ้วมายก้อชชชช)มีเก๋าๆอยู่๗กลางๆอยู่๕ (ว่ากันตามพรรษาทางการเมือง) และมีนายกอีก๑ จริงๆแล้วขอบคุณรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย ที่บังคับให้มีรมตได้เพียง๓๕และนายกอีก๑

ก่อนปี๒๕๔๐ รมต มีได้มากมาย มีรัฐบาลนึง คุณเฉลิมแกรับตำแหน่ง มท ๖ เลยเราจำได้ ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรกันนักหนา แต่ตอนนี้ทางเดินคุณเฉลิมแกมาถึงมท๑แล้ว สมใจนึก

ครมชุดนี้ มีรมตที่ไม่เคยช่วยว่าการเลยแต่ได้เป็นว่าการตั้ง๙ท่าน บ้างก็เป็นภรรยา บ้างก้อเป็นอดีตที่ปรึกษา บ้างก็เป็นผีห้อยผีโหน ฝากมา ดูไปก็เฮฮาดี คนนอกแบบไม่ได้เป็นสสก็มี ผีห้อยแกฝากมา หมอมาดูแลเศรษฐกิจ และนางพยาบาลเก่ามาช่วยหมอโดยการเป็นรมชการคลังก็มี เฮฮาไทยแลนด์สุดๆ เฮฮากว่าก็คือมีตำรวจมาเป็นช่วยพาณิชย์ โอ๊ย ตาย เวรกรรม ไทยแลนด์ คณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว(ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง)ว่าเป็นชุดปลัดกระทรวงเก่า และเป็นรัฐบาลเปรม๖ ดูแล้วแก่ๆไม่สวยสง่าแล้วนะ รัฐบาลนี้ฮากว่าเดิมอีก ผิดฝาผิดตัวผิดที่ไปซะหมด แต่ก็อย่างว่าแหละ ก็โดนแบนกันไปมากมาย ให้ทำไงได้ล่ะจริงไหม แต่ที่แบนๆไปก็จีนๆทั้งนั้น รัฐบาลทักษิณลองเอารมตมายืนเรียงกันดู แล้วถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ ไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าเป็นรัฐมนตรีในไทย นึกว่าจีน ก็รัฐบาลที่มีแต่รัฐมนตรีพ่อค้า ให้ทำไงล่ะ ก็แบบนี้ล่ะ เจ้าของประเทศไทยกลุ่มหนึ่งก็ไม่พอใจ ไอ้บ้านเราก็ไม่ได้มีนโยบายกีดกันเชื้อชาติแบบมาเลเซียเสียด้วย

เราชอบสมัครตอนที่เราซักไม่ถึง๗ขวบไปดูปราศรัยที่สนามบาสหลังหมู่บ้าน เราชอบแมว เราชอบทำอาหาร โบว์เคยบอกว่า “ทศเธอรู้ตัวไหมเธอเหมือนสมัครมากเลย” เราถามว่า”ตรงไหน” เขาบอกว่าเราปากจัด(ฮา) แต่เราก็ไม่ได้อยากเป็นนายกอะไร เราอยากเป็นตำแหน่งแบบ ช่วยพานิดหรือช่วยตปท มากกว่า เราว่ามันมีงานบางอย่างที่เราอยากทำเพื่อประเทศชาติ

ตอนกลับไปไทยอยากดูข่าวการเมืองมากๆ แต่ไม่มีข่าวให้ดูเพราะสมเด็จพระพี่นางสิ้นพระชนม์ ก็แอบเซ็งไป งดงานรื่นเริงเราเข้าใจ แต่งดข่าวการเมืองนี่เราไม่เข้าใจ เราชอบดูข่าวการเมืองมากๆ ดูมาตั้งแต่ไม่กี่ขวบ หนังสือพิมพ์ก็อ่านทุกๆวันมาเป็นสิบปี พึ่งมีปี๒๐๐๗นี่ล่ะที่แทบไม่อ่านเลย มีวันนึงบ่นอยากดูมากๆเปลี่ยนช่องหาข่าวอยู่นั้นล่ะ แม่บอกไม่อยากดู เราหันไปว่าแม่แบบขำๆ ว่า “อะไรกันแมว แมวเป็นลูกสสนะ ทำไมไม่สนใจการเมืองเลย” แม่ก็ทำหน้าปูเลี่ยนๆบอกว่าการเมืองมีแต่คนเขี้ยวๆ พ่อเราขำใหญ่ เราก็ขำ เราก็เลยหันไปว่าพ่ออีกคน “พ่อก็เหมือนกันวันๆดูแต่แรดสิงโตช่องสัตว์โลก”(บ้านเรามีทีวีเครื่องเดียวทุกคนดูพร้อมๆกันกลางบ้าน(บ้านจน)) ว่าพ่อว่า ”สนใจการบ้านการเมืองบ้างซิ เขาพึ่งเลือกตั้งกันนะ นี่ก็ไม่ไปเลือกตั้งซิเนี่ย นอนหลับทับสิทธิ์อีกแล้ว มีสายเลือดผู้แทนซะเปล่า” พ่อเราก็ขำไปอีก ชี้ไปที่คุณยายเราที่นั่งกินกาแฟอยู่ไกลๆ บอกว่า”นุ้นๆๆๆ ดูนู้น เมียนักการเมืองอยู่นั่น” เราก็ขำกันทั้งบ้าน ยายก้อหันมาค้อน เพราะตอนคุณตาแกเป็นสสน่ะ แกหย่ากะยายไปนานแล้ววววว

พูดเรื่องยายแล้วขอเม้า นอกเรื่อง เราว่าขำดี เรากลับไปไทยก็ซื้อลิบสติกสีแดงกลิ่นกุหลาบของอันนา ซุย ไปให้แม่ด้วยแท่งนึง แต่ไม่รู้จะซื้ออะไรไปให้คุณยายก็เลยซื้อที่ทับกระดาษสวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆไปให้อันนึงตอนเราไปเที่ยวฟูจิเมื่อหลายเดือนก่อน ปรากฏว่ายายงอน ยายถามว่า “ทำไมไม่ซื้อลิบสติกให้ยายบ้างล่ะ” โอ้ว ตาย มาย ก้อชชช ตอบไม่ถูกเลย คนแก่อายุจะ๘๐เล่นถามมาแบบนี้ ไปไม่เป็นเลยคร้าบบบ

ก็แบบนี้ล่ะ มียายกะเราสองคนเท่านั้นที่บ้าการเมือง บ้ากันจริงๆจังๆเลย แต่ไม่ทะเลาะกันนะ เลือกตั้งแต่ละทีบ้านเราก็เลือกกะคนละพรรค ก็ไม่เห็นมีปัญหากัน พ่อกะแม่เราเกลียดการเมืองและมนุษย์พันธุ์สส สุดๆ ทั้งๆที่พ่อเขาทั้งสองก็อยู่ในแวดวงแบบนี้ตลอด หมดเนื้อหมดตัวกันไปก็เยอะ เขาเลยไม่ชอบมั้ง

เราอยากเล่นการเมืองมาแต่เด็กแต่เล็ก เพื่อนสนิทกันก็รู้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เลือดมันแรงมั้ง แต่จะว่าไปเรื่องแบบนี้ก็คุยกะคนได้ไม่กี่คนนัก มีเพื่อนคนนึงชื่อหยี แต่ก่อนชอบเม้ากันเรื่องการเมือง ก็หนุกดี ไอ้หยีก็เกือบได้ลงสมัคร สส พรรคประชาธิปัตย์แล้วครั้งนี้เขตแถวๆลาดพร้าว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ลง เราว่ามันไม่ต้องรีบหรอก ไปเรียนให้จบด๊อกเต้อร์ดีกว่า ค่อยลงการเมืองก็ไม่สายอะไร ว่าไหม

ตอนนี้เรากลับมาคุยกะมันได้มันเหมือนเมื่อหลายปีก่อนแล้ว เราว่ามีช่วงนึงที่เราสองคนเพี้ยนกันไปมากโข ซักตอน๒๕ ๒๖ ตอนนี้เราทั้งสองกลับมาเป็นปกติแล้วล่ะ เรากะหยีเป็นเพื่อนรักตัวละครลับของน้ำนะจะว่าไป สาวๆเพื่อนๆน้องๆน้ำไม่ค่อยรู้จักเราสองคนเพราะไม่ค่อยอยู่ประเทศไทยกันแฮะ โผล่มาเป็นช่วงๆ

กลับมาที่เรื่องรมต ทำไมประเทศไทยแบบเราถึงได้มีกรรมเป็นกำเนิดแบบนี้นะ ประเทศควรจะขับเคลื่อนโดยบุคคลผู้มีความสามารถสูงในทางเฉพาะนั้นๆมากๆซินะ แต่ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะเนี่ย ไว้มาต่อดีกว่า แดดออแรงจัง พอก่องงง

Jacob 2

0 comments
วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๒๒:๔๒:๒๑ น.

กลับมาบ้านได้พักใหญ่ๆ วันนี้ตื่นมามีความสุขอย่างไรก็ไม่รู้ สุขีสุขี ออกไปว่ายน้ำ เพราะต้องออกไปจ่ายค่ามือถือ มือถือโดนตัดมาหลายวันแระ จะไปแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ด้วย แล้วไปว่ายน้ำต่อ ว่ายเสร็จก็โทรหาชาวบ้านหลายคน จะบอกว่ามือถือใช้ได้แระ ปรากฏว่าไม่มีคนรับเลย ยังกะมือถือเสีย แปลกดี ตอนนี้ก็ว่าแปลกๆดี ตอนนั้นก็ว่าเสียใจไปนิดนึง ลองโทรไปไทยด้วยวิธีใหม่ที่ถูกลง พึ่งไปสมัครใช้มาตอนก่อนกลับไทยไปแต่มันแอคทิเวทไม่นานนี้เอง ก็มีคนรับแต่ก็ไม่มีคนอยากคุยกะเรา ก็งงๆไปนิดๆ จริงๆก็งงไม่นิดหรอก งงๆหนักๆ แต่ก็พอจะเข้าใจได้ และตระหนักอะไรบางอย่างได้ ก็เดินๆไปกินเวนดี้

หมดแรงไปหมดว่ายน้ำ หมดแรงไปหมดทุกครั้งที่กินเวนดี้ ก็เป็นแบบนี้เสมอมา เวนดี้จะเป็นที่พักผ่อน ผ่อนกายผ่อนใจ อะไรแบบนี้เสมอ เราว่ามันอร๊อยอร่อยเป็นจั๊งฟู๊ดที่โปรดที่สุดแล้ว นั่งอยู่นานนับชั่วโมง มองดูคนเดินผ่านไปมา คนมองเข้ามา นึกในใจนี่คนแบบเรานี่อะนะ ต้องมานั่งไร้เรี่ยวแรงเหี่ยวๆเปื่อยๆแถวๆนี้ จะบ้าหรอไง ก็เลยกลับบ้าน ก็ไม่มีแรงจริงๆนะล่ะ ตีนก็เจ็บ เมื่อวานเสือกรีบวิ่งไปหน่อย เท้าเกือบพลิกไงไม่รู้ เจ็บข้ามวันเลย ตอนเดินเข้าบ้านนี่ล่ะที่น่าเบื่อ ต้องเข็นจักรยานขึ้นเขาหลายลูกจัง จะขี่ก็ไม่ไหว ยิ่งเวลาไร้แรงใจ ก็ยิ่งเบื่อ กลับบ้านเหนื่อยจัง จริงๆมันก็ดีนะ ก็ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น เวลาทรมานไม่มีแรงแต่ต้องเข็นจักรยานกลับบ้านนี่ได้อารมณ์ชีวิตต้องสู้ดี แต่ยังไม่เท่าเวลาฝนตกหนักๆหรือหิมะตกแต่ก็ต้องขี่จักรยานออกไปทำมาหาแดกหรอก อันนั้นชีวิตต้องสู้กว่านักๆ

นึกไปถึงเมื่อวานอีฟโทรมาจากไทย เรารับโทรศัพท์เขาแล้วบอกว่ายุ่งอยู่เดี๋ยวโทรกลับ แต่นี่ผ่านไปเป็นสิบๆชั่วโมงก็ไม่นึกจะโทรกลับ ชีวิตนี้ถ้าเขาไม่โทรมาอีกคงไม่โทรกลับไปด้วยซ้ำ เขาคงโกรธไม่มากก็น้อย

ก็คงแบบเดียวกันกะที่เราพึ่งโทรไปไทยน่ะแหละ โทรไปตั้งสองหน คนขี้เกียจคุย ขี้เกียจข้องเกี่ยวกัน ก็เป็นแบบนี้ล่ะ เข้าใจได้ เข้าใจได้ ไม่แปลกๆ ไม่ต้องห่วงอะไรหรอก ชีวิตนี้ก็ไม่ได้เจอกันง่ายๆอยู่แล้ว เดินตามถนนก็ไม่มีวันเจอ เราคงไม่ไปรบกวนอะไรอีก นี่ล่ะสิ่งที่ทำให้เราต้องมีบล๊อกนี้เพื่อบันทึกไว้ว่าครั้งนึงเราเคยรู้จักใครบ้าง และเราเคยอยากคุยกับใครบ้างในชีวิต เพราะเมื่อเวลาเราตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว มันมักเป็นไปในแบบที่ตัดสินใจเสมอ ถ้าไม่บังเอิญมีเหตุการณ์บ้าๆอะไรมาสั่งสมองอีกหน

แต่ก็นั่นล่ะใครจะรู้ เช้าพรุ่งนี้เราอาจตื่นมาคิดอีกแบบก็ได้ แต่วันนี้คิดไปแล้วว่า พอล่ะ ชีวิตนี้อาจไม่ได้เจอหรือคุยกันอีกถ้าไม่บังเอิญ แต่จะว่าไปอีกไม่นานเราก็คงแต่งงานแล้วมั้ง ชีวิตนี้อาจไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้ แต่แต่งกะใครก็ไม่รู้ รู้แต่อยากแต่งงานแล้วล่ะ อยากมีลูกจัง มันต้องมีผู้หญิงอยากมีลูกกะเราบ้างละน่า

ง่ายดีไหมคนเรา คิดอะไรให้มันง่ายๆแล้วมันก็จะง่ายๆ จริงๆไม่ต้องคิดอะไรเลยด้วยซ้ำ จะง่ายกว่า นอนดีกว่าตะกี๊กินยาลดน้ำมูกเพื่อนอนหลับไปแล้วนี่นา เรื่มมึนแล้ว

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๑๙:๒๕:๒๑ น.

ตื่นสายเหี้ยๆ นอนเยอะจัดๆ วันนี้นั่งนับชั่วโมงนอน ในรอบห้าวันนี้นอนไป๕๔ชั่วโมงได้ เยอะจริงๆ ก็กลัวป่วยน่ะแหละ แต่ก็เป็นอันไม่ได้ทำไรเลย วันนี้มีคนถามว่าทำไมมาสาย ตื่นกี่โมง เราบอกไปตรงๆ เขาถามว่าแล้วนอนกี่โมง เราบอกไปว่านอนห้าทุ่ม เขางงๆกันใหญ่ เราก็เลยบอกว่า เมื่อคืนกินยาไป ยาลดน้ำมูกเขาก็เลยอ๋อกันหมด ก็จริงๆนี่หว่า อากาศแม่งแย่ระยำ ไม่นอนมากๆแบบนี้ ไม่งั้นกูป่วยๆแน่ๆ เข็ดแล้ว ป่วยเที่ยวเดียวก็พอ

แต่ตื่นมาก็ไม่อยากตื่น แบบว่าอยากนอน มากๆ ไม่มีรมกินข้าวด้วย ไปซื้อกาแฟแก้วยักษ์กินอีกตามเคย เวลาไม่สบายใจกินกาแฟแก้วใหญ่ๆแล้วรู้สึกดี กินเวนดี้ก็รู้สึกดี เนี่ยจนทุ่มครึ่งแล้ววันนี้ยังไม่ได้กินไรเลย นึกว่าบ้านยังมีเส้นหรือพวกมาม่าเกาหลีอยู่ กะจะกลับมาทำกิน แม่งเอ๊ยเสือกหมดแล้ว จริงๆเรามีมาม่าเกาหลีเยอะมากกกกกกก จีฮวอนให้ไว้ แต่พอพวกไอ้ฟรีกลับไปแม่งแดกหมดเลย สุดตีนเลยว่ะ กูแดกได้เป็นปี เดือนละห่อสองห่อ ได้ดูต่างหน้า ห่า พวกแม่งผลาญทรัพยากรสุดๆ

วันนี้ตอนเย็นโทรไปหาเด็กสังวิดคนนึงที่ไม่เจอหน้ากันมาปีครึ่ง คิดไปก็ขำ เขาบอกว่าเขาก็หาทางติดต่อเราเหมือนกัน แต่ก็หาไม่เจอ ฮ่าๆๆ เราก้อเหมือนกัน หาเหมือนกัน แต่หาไม่เจอ พึ่งรู้เบอร์วันนี้ล่ะ แต่เราสองคนเป็นตัวละครลับนี่เนอะ คนแถวๆนี้ไม่ค่อยจำนัก ตลกดี ก็หน้าตาปกติแบบสาวสังวิด แบบบูกิ๊ดนั่นไง หน้าเกือบๆไทยแต่ตัวขาวๆ คุยกันพักใหญ่ สนุกดี

พูดจาออดอ้อนเหมือนเดิม ทศหางานออฟฟิดดีดีให้หน่อย ทศหาบ้านให้หน่อย ตอนนี้เรียนจบแล้ว เดี๋ยวกลางเดือนจะกลับมาอยู่โตเกียวน้า คุยกันไปก็ขำดี แต่เราไม่ได้บอกหรอกว่า เราผอมลงมากๆ ผมก็ไม่ยาวเหมือนตอนนู้นแล้ว ถ้าเดี๋ยวเขาเข้ามาโตเกียวคงตกใจน่าดู แล้วก็วางไป ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ยังคิดถึงอยู่ โทรไปใหม่ เขาถามประโยคแรกว่า เป็นไง คิดถึง เขาล่ะซิ ไปหาเขาไหมล่ะ ฮ่าๆๆ ไอ้บ้า ไกลยังกะอยู่เชียงราย ติดลบด้วยหนาวตายห่า ใครจะไปวะ แต่จะว่าไปอาทิตย์หน้าเราจะไปสกีนี่หว่า แถวไหนวะ แถวนั้นป่ะวะ เราตอบไปว่า คนโทรหากันใครเขาไม่คิดถึงกันล่ะ เขาขำใหญ่ และเราก็บอกไปอีกว่า มาอยู่บ้านเราไหมล่ะ เขาบอกจะบ้าหรอ ก็บ้าจริงๆนะล่ะ ต่อให้เป็นแฟนเรา เรายังไม่ยอมให้แฟนมาอยู่ด้วยกันเลย ก็นั่นล่ะ ไว้เดี๋ยวเจอก็คงเม้ากันมัน เราเจอเขาในช่วงแรกๆของชีวิตเราที่โตเกียว ตอนนั้นเขาอยู่กะพี่ชาย เขาบอกว่าภรรยาพี่เขาเป็นสาวญี่ปุ่นดูดหรี่จัดมากๆแต่กลับไปไทยแล้ว และเราอาจไม่ได้เจอกันอีกหากเขาหางานไม่ได้ก็จะเป็นชีวิตช่วงสุดท้ายของเขาในญี่ปุ่นนี่ล่ะ

ปล. ทำไมคนไทยใครๆชอบบอกเราว่าหางานดีดีให้หน่อย สองวันนี้เจอสองคนแระ เห็นเรารู้จักใครนักหรือไงวะ เออ แต่ถ้าหางานดีดีให้เขาได้ก็คงดีอะเนอะ ที่นี่เงินเดือนสูงจะตายไป เดี๋ยวนอนซักสองชั่วโมงก่อนดีกว่า ตื่นมาจะโทรถามเพื่อนๆให้ละกันนน

................................

Super Chample

0 comments
Super Chample

Friday, February 08, 2008

1:53:40 AM

เอ้า ไอ้ห่า ไฟตัดหายไปหมดเลย เปิด คอม ทีวี ฮีทเต้อร์ พร้อมกันไม่ได้ซินะ เหลือแค่นี้หรอวะ ห่า พิมพ์ไปตั้งแยะเรื่องเต้นๆ ตะกี๊นั่งดูรายการ Super Chample นี้อยู่ จำไม่ได้ว่าดูหนสุดท้ายเมื่อไหร่ ไม่เดือน๗ปี๒๐๐๖ ก็มกราปี๒๐๐๗ ดูที่บ้านลุงจี๋จำได้เลย ทีวีจอใหญ่เท่าตู้เสื้อผ้า เวลาดูคอนเสิดหรือเต้นๆแม่งหนุกชิบหาย รายการนี้มันสุดยอดจริงๆ แต่ก็ไม่ค่อยจำว่ามากี่โมงวันไหน เวลาอยากดูมักไม่ได้ดู เวลาเฉยๆก็โผล่มาให้ดูประจำ มันแข่งเต้นกัน คนที่นี่เต้นเก่ง เมื่อก่อนกลับไม่นานก็ไปเคโอ ไปดูทีมJADEเต้น ก็สนุกมากๆ เรากะเซียมได้เบอร์สาวมาคนละคน คิดไปก็ขำดี เต้นเก่งสัดๆทั้งคู่ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เด็กไปมั้ง ญี่ปุ่นแม่งเต้นเก่งที่สุดในโลกแล้วมั้ง บ้านเก่าอยู่ใกล้NHKเห็นคนซ้อมเต้นเป็นปกติ เต้นกันเก่งระยำ วันที่หนาวและยืนข้างถนนถึงเช้า ที่ชิบูย่าก็ดูคนซ้อมเต้นกันอยู่ (The night of wine and roses.)

วันนี้อยากนอนเยอะๆแต่ตะกี๊ก็ตื่นมา เพื่อนแม่งเสียงดังระยำ กูละเบื่อแม่งชิบหาย ก็ออกไปอาบน้ำรวมมา หนแรกในรอบปีเลยซินะ มันก็ดีน่ะละ ทำให้สุขภาพดีและอุ่นขึ้น ซักผ้าด้วย กลับบ้านมาก็เอาข้าวหมกไก่ที่เหลือมาผัดใหม่ใส่ทูน่ากระป๋องที่เพื่อนเกาหลีให้มา อร๊อยอร่อย ซื้อโยเกิดมากิน ซื้อนมมาด้วย วันนี้กินแต่อะไรดีดีนะ กินสาหร่ายด้วย๑ถุงใหญ่ ลาเมียนทำเองด้วยหน่อยนึง อาทิตย์นึงก็จะมีหนนึงที่เราทำอะไรกินเองที่บ้าน เฮ้อ ทำไมเวลาอยู่บ้านไม่ค่อยมีเลยนะ วันนี้เนี่ยมีเวลาว่างในรอบตั้งแต่กลับมาซินะ

พูดถึงเต้นก็อยากไปเรียนเหมือนกันนะ ก็เกิดมาเต้นไม่เป็นและญี่ปุ่นก็เต้นเก่งกันสุดๆ วัยรุ่นตามถนนเต้นได้แบบRainกันทั้งนั้น แต่อยากเรียนถ่ายรูปมากกว่า ตอนไปไทย คุยกะพ่อตอนเดินสวนสาธารณะเสรีไทยกัน(เราพาพ่อแม่ไปเดินแทบทุกวันตอนเย็นที่ไทย) มีคนมาถ่ายรูปแต่งงาน พ่อถามเราว่า จำได้ไหมตอนเด็กๆ เวลาพ่อจะถ่ายรูป ทศหน้างอทุกครั้ง เราบอกจำได้ดิ แล้วพ่อจำได้ไหม ว่า พ่อทะเลาะกะแม่เรื่องกล้องตลอดตั้งแต่เราเด็กจนโต ครั้งแรกในชีวิตที่พูดเรื่องนี้ พ่อเราชอบถ่ายรูป ชอบมากๆ ถ่ายสวยสุดๆ เกิดมาเคยเห็นคนถ่ายรูปสวยกว่าพ่อมีไม่กี่คน พ่อเราตาแหลมสุดๆ แต่แกก็เลิกถ่ายไปนานมากๆแล้วล่ะ เราตอบพ่อไป พ่อก็งงๆ เราไม่เคยบอกพ่อเราเรื่องนี้เลย แม่เราก็ถามพ่อเราว่า “พี่ชัยทะเลาะกะแมวเรื่องกล้องด้วยหรอ” เขาก็เงียบกันไป คือแม่เราไม่ค่อยใส่ใจจำเวลาพ่อเราโมโหน่ะแหละ แต่พ่อเราคงนึกออก แต่เราน่ะจำได้เสมอ พ่อเราโมโหร้ายโดยเฉพาะเรื่องกล้อง ไม่รู้หวงไรนักหนา

อยากเรียนถ่ายรูป อยากเรียนเต้น ของพวกนี้งานอดิเรกแบบนี้มันดีต่อชีวิตนะเราว่า บางช่วงก็นึกอยากถ่ายรูปนะ แต่ว่าแต่เด็กมา การที่เห็นพ่ออารมณ์ไม่ดีเวลากล้องอะไรก็ไม่รู้ มันก็ฝังใจทำให้เราไม่ค่อยชอบการถ่ายรูปมั้ง เรากลัวไปบ้ากล้องเกินจนทำร้ายจิตใจคนข้างๆ แต่ที่เราไม่ชอบมากกว่าก็คือ การถ่ายรูปมากเกินไปมักทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว ยิ่งยุคปัจจุบันด้วย ดิจิ ต้อนนน แม่งเอ๊ย แย่วะ คนถ่ายกันจนไม่เป็นอันเสพบรรยากาศปาร์ตี้หรือกินข้าวหรือท่องเที่ยว เพราะความที่มันถ่ายง่ายนี่ล่ะ

เราคุยกะน้องตอนวันรับปริญญามันว่า คงเพราะจ้างกันมาเลยต้องเอาคุ้ม มันมีบรรยากาศที่แช่มชื่นมากกว่าการถ่ายรูปกันเพียงอย่างเดียว จริงๆแล้วถ้าพ่อเรายังถ่ายรูปอยู่ ก็คงไม่ต้องไหว้วานใคร พ่อถ่ายสวยกว่า พวกนั้นอีก แฟนน้องเราเป็นตากล้องมืออาชีพ ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะเลย ฝีมือแม่งเทียบพ่อเรายังไม่ติดเลย น่าแปลกดี แต่ไอ้การที่เราไม่ชอบคนถ่ายรูปนี่ก็แปลกดีนะ ก็ทำให้น้องเราชอบผู้ชายถ่ายรูป แบบพ่อเรามั้ง แฟนมันกี่คนๆก็พกกล้องฟิลม์เท่ห์ๆ ทั้งนั้น แต่อาชีพนี้มันเงินดีกันจริงๆนะละ ต่างจากสมัยก่อนขึ้นมาพอควรเนอะ

รับถ่ายรูปงานแต่งงานซักวันเว้นวัน แค่นี้ก็รวยจะแย่แล้วนะคนเรา (แต่กว่าไปถึงจุดนั้นก็ไม่ง่าย) แต่เราว่าแล้วแต่คนล่ะ วันก่อนนู้นเคยคุยกะเพื่อนที่เรียนถาปัด มันก็บอกว่าเพื่อนๆมันก็ถ่ายรูปกันสวยๆทั้งนั้น ที่เห็นมาเราว่าก็จริง คนพวกนี้มักตาแหลมกว่าคนปกติ ถ้าเอาดีทางถ่ายรูปมักรายได้งดงามกว่าการเป็นสถาปนิกยิ่งนัก แต่การเป็นสถาปนิก พี่เจี๊ยบใช้คำว่า”ขนมตัณหา” เราว่าคำนี้ล่ะ ใช่เลย คนเรามันต้องทำอะไรเพื่อยังชีพ และก็ทำอะไรเพื่อพยุงความฝันไม่ให้มันตายไปตามวัยด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วเราว่าเครื่องหนังลาบาดอของพี่เจี๊ยบนี่ทำการตลาดดีดีขายได้ทั่วโลกเลยล่ะ ไว้ถึงเวลาก่อนนะพี่นะ จะไปคุยด้วย ว่าจะไปตัดของตัดdefectหลายปีแล้ว ไม่ไปซะทีนะทศนะ

อ้อ! Jerlot ชั้นล่างอ๊อบฟิดพี่เจี๊ยบเปลี่ยนเป็นร้านทำผมไปซะงั้นอะ ไปมาเมื่อวันที่๓มกราคมปีนี้เอง ดูดีนะ ร้านกาแฟสุดสวยกลายเป็นร้านทำผมดีดี อยากมีร้านทำผมประจำเหมือนกันนะชีวิตนี้ แต่ก็ให้พ่อตัดมาตลอด (ความสุขเขานี่นา) กลับไปไทยยี่สิบวัน พ่อตัดให้สี่หน ตกลงพ่อกูเป็นตุ๊ดป่ะวะ ถ่ายรูปก็สวย เย็บผ้าก็โคตรเก่ง ปักดอกไม้ยังได้ ตัดผมได้ด้วย ตุ๊ดชิบเป๋ง วันก่อนนั่งดูรายการแฟชั่นโฟกั๊ดของคุณกฤษณราชกัน เราถามพ่อว่า พ่อวาดแพ๊ดเทิ่นได้ป่าว พ่อบอกโอ๊ยหมูตู้ หลับตาวาดยังได้เลย ยิ่งคิดหนัก ตกลงพ่อกูเป็นแต๋วป่ะวะ เอิ๊กๆ ยิ่งเห็นแกชอบนั่งดูช่องแฟชั่น ดูเทรนด์เสื้อผ้าสวยๆด้วย เขาไม่ดูผู้หญิงนะ ดูเสื้อผ้าจริงๆจังๆเลย

ตกลงนักเต้นกูมาลงเรื่องถ่ายรูปได้ไงวะ ก็มันคิดถึงพ่อนี่หว่า

อ้อ ตอนเย็นก่อนนอนดูทีวีเรื่องเกี่ยวกะไทยและบ้านเด็กกำพร้าที่ไทยไรนี่

เซ็งเหี้ยๆ ไว้วันไหนมีอารมณ์ต้องเขียนไปบ่นไปบ้าง

เดี๋ยวนอนอีกทีดีกว่า ง่วงอีกแล้ว นั่งดูAKB 48 อยู่ ไม่เห็นสวยเลยวงนี้ ทำไมคนชอบกันนักวะ หมวยๆธรรมดาๆ หน้าตาแบบนานาโกะ แต่โกะอยู่ไทยไอ้บอยบอกว่าสวยนี่เนอะ หน้าตาธรรมดาสุดๆ อยู่ไทยผู้ชายแทบต่อยกันแย่งโกะ คิดไปก็ตลกดี วันนั้นเราอยู่ด้วย ขำชะมัด พูดไปได้ไงวะ “มึงกราบตีนเพื่อนกูเลยนะ มึงทำเพื่อนกูเจ็บ” คนแม่งหันมามองหน้าเราทั้งวง คิดไปก็ฮาดี ตอนนั้นอ้วนตัวใหญ่ผมยาว น่ากลัวเหี้ยๆ ธันวา๒๐๐๖ซินะ

พอดีกว่า นอนนะจ๊ะ

๙:๒๘:๔๒ น. ตื่นแระ

ฝันแปลกๆไอ้พักพูดอะไรวะหน้ากู ขำเหี้ยๆ น้องอยากดูดหรี่ หรือ น้องอยากแปรงฟันเหี้ยไรวะ ทำไมอยู่ดีดีฝันถึงมันได้นะ แล้วก็ฝันเห็นไอ้หยีแล้วก็ลูกโป่ง คนแปลกๆที่ชีวิตแทบไม่ได้เจอกันทั้งนั้นเลยว่ะ อยากได้รูปที่ถ่ายกะไอ้หยีคืนนั้นมาขึ้นไฮไฟ้วจัง ฝันว่าลูกโป่งไปเป็นเมียน้อยไอ้หยีขำเหี้ยๆ ฝันแม่งยังกะอยู่ในหนังสั้น ประหลาดๆทั้งนั้น ตอนนี้เรากะไอ้หยีกลับมาเป็นคนปกติแล้วนะ หลังจากเพี้ยนๆไปเมื่อซักสองปีก่อน ไว้กอดคอกันเข้าสภา เอิ๊กๆ ตามหารูปคู่ไอ้หยีมาลงไฮไฟ้ดีกว่า หาไงหละเนี่ย

เรื่องประหลาดๆก็มีอีก เมื่อวานเอ็มมี่ชวนไปเที่ยวปารีสเดือน๗ โฮคคุโดก็ชวนไปเที่ยวโซลเดือน๑๐ พักบ้านสองคนนี้ได้ฟรี เราบอกไปว่า ถ้ามีเงินก็ไปได้ แต่ทุกวันนี้เงินพอใช้ที่ไหนเล่า และถ้าจะไปจริงๆเอาเงินจำนวนนี้ไปเที่ยวไทยได้เป็นล้านปีแสง ไอ้บ้าเอ๊ย อยากไปนะ แต่ว่า เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่เรื่องนึงที่เข้าใจในชีวิตก็คือ ต้องไปในที่ที่มีเจ้าถื่นเป็นเพื่อนแล้วก็จะสนุกมากขึ้นหลายเท่า ประหยัดกว่าด้วย ได้เห็นอะไรดีดีเยอะกว่ามากๆ เฮ้อ ถ้าไม่ไปแล้วเพื่อนจะหายไปไหมน้า เอาน่า ๆ ค่อยๆคิดค่อยๆแก้กันไปน้า แต่โลกกว้างเท่าคนที่เรารู้จักนี่มันเรื่องจริง จริงๆเชียว

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๑๕:๐๘:๒๖ น.

ฝันได้ประหลาดสุดเหวี่ยง ทำไมไม่รู้ ฝันว่าไปปาร์ตี้บ้านเมย์ ปีใหม่แบบที่ไปทุกๆปี แต่คราวนี้แปลกไปว่ามีสระว่ายน้ำ และมีเสือตัวเล็กๆด้วยสองตัว หนุกเหมือนเคย มีโซฟากลางน้ำ นามาด้วย(เป็นไปได้ไงวะ) แล้วนาก็มานั่งตักเราแบบสาวๆไคโยตี้ นั่งคุยกันไปนัวกันไป หนุกดี คุยไปคุยมาย่านาก็มางาน พร้อมน้อง คุยกันเรื่องญี่ปุ่น นาบอกว่ารู้จักพี่สมเดชด้วยและเคยไปอ่านมติชนสุดกะต้อม นาพูดแบบเดิมว่า รู้จักได้ไงอย่ารู้เลย (แต่นี้มันประโยคประจำกูนี่นา) เกี่ยวอะไรกะค่าซายและค่าเช่าร้านซักอย่าง ตกลงนี่กูคิดอะไรวะฝันถึงได้ออกมาแบบนี้

แดกกุ้งไม่ได้(แล้วแดกรองเท้าแตะแทนได้ไหม)

0 comments
แดกกุ้งไม่ได้(แล้วแดกรองเท้าแตะแทนได้ไหม)

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๕:๔๐:๕๘ น.

เมื่อวานคุยกะเพื่อนๆถึงเรื่อง ขนมกรุบกรอบตอนเด็กๆ ผู้หญิงที่เคยใกล้ตัวพูดถึงบ๊วยขึ้นมา หรือกิมจ๊อนี่ล่ะ เราก็พึ่งรู้ว่า Hawthornแปลว่าอะไรแบบนี้ เขียนถูกป่ะวะกู ช่างแม่งเถอะ แล้ว ก็มีคนถามถึงว่า แล้วเธอกินไรได้หมดเลยหรอ เขาก็คุยกันน่ะ เราเสือกได้ยิน เขาบอกว่า กินกุ้งไม่ได้ เอบี้วะทาเบมาเซ็น เราก็เลยหันไปพูดว่า แดกกุ้งไม่ได้ เพราะแพ้กุ้ง เอบี้วะทาเบลาเลมาเซ็น เขาหันมามองขวับ ใช้จมูกขยับแว่นสองที แล้วก็ซึมไป เราเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องเงียบกันด้วยน้า ถ้าเป็นแต่ก่อนหันมาขยับแว่นใส่กูแบบนี้กูเอานันยัดปากไปแล้ว ชอบแดกนักใช่ไหมมึง อีฮกเกี้ยนเสือกชอบแดกนัน ตลกชิบเป๋ง อารมณ์เดียวกะวิคตอเรีย เบ๊คแฮ่มชอบแดกลาบก้อยใส่ไข่มดแดง เทือกๆนั้น (วันนี้เรากินไข่อ่อนผัดพริกไทยดำ อร่อยจัดนะฮะ)

ก็คนมันจำแม่น ไอ้เราก็โคตรอยากรู้เลยว่า มันจะอะไรกันนักกันหนา ห้ามคุยกันอีกเลยหรือชีวิตนี้ ก็ไหนบอกว่าขอบคุณที่กลับมาเป็นเพื่อนกันเถอะอะไรแบบนั้น พาลนึกไปถึง เพลงไรไม่รู้ที่คุณเหมียวแกร้อง มีประโยคนึงว่า
”คนแปลกหน้าที่(เคย)รู้จักเธอดี”

แต่นึกถึงวันก่อนนู้นนานแล้ว ตอนก่อนกลับไม่กี่วันปีที่แล้ว นั่งกินข้าวกันอยู่สามคน พี่ชายแสนดีของเราถามผู้หญิงญี่ปุ่นข้างๆเขาว่า อยากกินอะไร ผู้หญิงตอบว่ากินไรก็ได้ เขาถามกลับไปว่า สะลิบป้าทาเบลาเลมาเซ็นก๋า แปลว่า รองเท้าแตะก็แดกได้ใช่ไหม เราแม่งขำฮาลั่นร้านเลย นึกถึงเพลงนึง แม่งขำสัดๆของคาราบาวเคยฟังกันไหม ไอ้เพลงที่เนื้อเรื่องประมาณว่า ผัวขี้เหล้าเพื่อนเต็มบ้าน เมียอย่างกูต้องทำอาหารจนเบื่อ อาหารหมดบ้าน กูก็เอารองเท้าแตะนี่ล่ะมายำให้กิน จำไม่ได้ว่าชื่อเพลงอะไร ขี้เมากระเพราแตะอะไรปามานนี้มั้ง แต่เนื้อเพลงแม่งขำสัดๆ MVก็ฮา เป็นการ์ตูนๆ ลายเส้นแบบ จุก เบี้ยวสกุล แม่งคงเรื่องจริงของใครซักคนในวงคาราบาวหรือใครแถวๆนั้น แม่งขำเหี้ยๆ นึกไปถึงเพื่อนสนิทพ่อชอบไปตีก๊อบ ไปแต่เช้าบ่อยๆวันหยุดเสาร์อาทิตย์ มีวันนึงเมียเลยเอาลูกก๊อบใส่ในกาแฟ ผัวแทบสำลัก คิดไปก็ขำ

แล้วจู่ๆ ผู้หญิงญี่ปุ่นห่าๆคนนึงก็โพล่งถามขึ้นมาอย่างไร้กาลเทศะว่า แล้วคุณทศมีแฟนคนใหม่แล้วใช่ไหม เราหัวเราะดังๆออกไป โทเซ่นึกในใจอย่างบันดาลโทสะว่าจะเก่าจะใหม่ มึงจะอยากเสือกรู้อะไรกะกูนักหนา อย่ามาเสือกรู้เสือกเห็นเสือกอะไรชีวิตกูนัก อย่ามาคาดเดาอะไรกะคนไทยแบบกู กูเป็นทศกัณท์ถอดหัวใจไว้ที่นางสีดาละกัน แต่ถ้านางสีดาไปชุบแป้งโกกิก็คงกลายเป็นนางสีทองไปในบัดดล

ถ้าคนเราไม่มีหัวใจจริงๆก็คงดี จะได้ไม่ต้องเสียใจ วันนี้เรานั่งดูเพลงจ้องตากับความเหงาก็กลับมาเหงาอีกแล้ว หัวใจเราก็มีนะ ถ้าอะไรมันบีบบังคับเรานัก เราคงเอาหัวใจไปชุบแป้งโกกิแล้วทอดเสีย มันจะได้เป็นหัวใจชุบแป้งทอดสีทองๆ หัวใจคนเราก็คล้ายๆกลีบดอกไม้น่ะล่ะ หัวใจเราก็คงเป็นหัวใจดอกทองๆ แต่อันนั้นต้องเป็นสถานการณ์บีบเราไปจริงๆ ภุมรินอย่างฉันคงไปตอมดอกทองๆ คิ ระ คิ ระ ปัน จะ ปัน จะ

เรารู้สึกว่าความเป็นไปได้ก็มีสูง

อ้อ วันนี้ชอบใจคนไทยคนนึง พูดเพราะจังเลย เสียงก็ว้านหวาน เสียดายที่แต่งงานไปซะแร้ววว ขาดดุลการค้าญี่ปุ่นอีกแล้นน เจอหนสองแล้ว แก่กว่าเราห้าปีได้ แต่ดูสาวๆดี ก็อย่างนี้แหละ ใครอยู่ญี่ปุ่นนานๆก็เป็นอมตะกันหมด อากาศดีอาหารดี คิดๆไปก็มีความสุขนะ รู้จักผู้หญิงไทยแก่กว่าๆน่ารักๆหลายคนแล้ว มีลูกกันแล้วทั้งนั้น คุยกะคนพวกนี้แล้วสบายใจดี เขาบอกว่า เขาหนีคนสองคนมาญี่ปุ่น คนนึงเขารักแต่ผู้ชายจน พ่อแม่อยากให้เขาแต่งกะคนรวยที่เขาเฉยๆมากกว่า พอนึกทางไม่ออกก็เลยหนีมาญี่ปุ่น แล้วก็นั่นละ คนสวยอ่อนหวานก็มีคนมาจีบเป็นปกติ ก็ลงเอยด้วยการแต่งงาน พอละนอนดีกว่า น้องเบเบ้บอกว่าแดกวีต้าแล้วนอน กูแดกสะลีบเป้อแล้วนอนดีไหม กร๊ากๆๆ

วันอังคารเจอเดี๋ยวเราถามดีกว่า แดกแตะซักคู่ไหมฮะ ทำหน้าตูดใส่กูบ่อยๆ เด๋วจับยัดปากซะนี่ แส้ฟาด เทียนลน รองเท้าแตะตีตูด เอิ๊กๆ

ปล. อยากแดกก๋วยเตี๋ยวฮกเกี้ยนที่ศาลเจ้าภูเก็ตจัง อร่อยเหี้ยๆไปเล้ยยยย ถ้าเราทำเราจะนำเส้นฮกเกี้ยนเอามาผัดกับน้ำสะเต๊ะแม่งเข้ากันโคตรๆ ใส่แคร่อทและถั่วงอกหัวโต ผัดด้วยน้ำมันมะกอกและน้ำส้มสายชูนิดๆ ซอสไก่งวงนิดหน่อย แล้วโปะด้วยเป็ดย่างหนังกรอบๆนะมึงเอ๊ย แดกพร้อมใบสะระแหน่แนมนิดหน่อย ตบท้ายด้วยของหวานแบบลิ้นจี่ในน้ำเชื่อม แก้เลี่ยน แค่จินตนาการก็น้ำลายสอซะแล้ว(มิกซ์แอ่นแม็ทช์เพ้อพกไปเองอีกแล้วนะทศนะ)

Monday, February 04, 2008

น้ำพริกกุ้งสด

1 comments
น้ำพริกกุ้งสด

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551(อีก๑๐วันวันวาเลนไทน์)

๐๕:๔๐:๕๖ น.

วันนี้มีช่วงที่อารมณ์ดี ก็เลยลงมือโขลกน้ำพริก ร้อยวันพันชาติ บล๊อกนี้จะมีเรื่องทำอาหารนะเอ้า แต่จริงๆวันนี้อารมณ์ไม่ดีอย่างแรง จะค่อยๆเล่าให้ฟัง

วิธีทำก็ไม่ยากอะไร ปอกกระเทียมสองกลีบ ปอกหอมแดงสองลูก นำไปโขลกกันพอละเอียดในระดับนึง ใส่กุ้งลวกแล้วลงไป พร้อมพริกขี้หนูสวนเม็ดจิ๋วๆ ตามระดับความเผ็ดเท่าที่ต้องการ โขลกไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นต้มน้ำให้เดือด หุงข้าวให้พร้อม พอน้ำเดือดพอ ก็นำผักกะหล่ำปลีไปลวก ถั่วฝักยาวไปลวก ใส่เกลือด้วยเล็กน้อยเพื่อให้ผักสีสวย อย่าลวกนานนักเดี๋ยวผักเปื่อย เอาแค่พอกรุบกรอบ ยกขึ้นวางให้สะเด็ดน้ำ แล้วเอาสากกะเบือมาโขลกต่อ จนกุ้งละเอียด ใส่กะปิอย่างดี โขลกไปเรื่อยๆ ใส่น้ำตาลปี๊บ ใส่น้ำมะนาว ใส่น้ำเชื่อมเล็กน้อย ใส่น้ำตาลทรายด้วยหน่อยนึง ปรุงรสตามชอบใจ เป็นอันเสร็จสรรพ หั่นแตงกวาสีเขียวสดกินด้วย วันนี้กินพร้อมปลาทูทอดด้วย อร่อยเหาะไปเลย นี่กูอยู่ญี่ปุ่นหรืออยู่ไหนกันแน่นะ

พูดเหมือนง่ายไหม แต่เราไม่ได้บอกสัดส่วนที่อร่อยของเครื่องปรุงเลยเนอะ ก็จะให้บอกยังไงล่ะ ก็ใส่ตามใจฉันเสมอมา แล้วใช้ลิ้นตนเองนี่ล่ะ เป็นอินดิเคเต้อร์ (จริงๆบอกได้นะแต่ไม่บอกหรอก หวงสูตร)เอิ๊กๆ แต่สมัยนี้เขาชอบปั่นกัน แต่เราชอบตำเอา ไม่รู้ทำไม คิดถึงครกหินหนักอึ้กๆที่บ้านจัง ครกที่นี่ตำไม่มันเลย สากก็ไม่หนัก

พอแล้ว ดูอารมณ์ดีเกินไป

........................

เมื่อคืนหิมะตกตั้งแต่สองทุ่มจนถึงเที่ยงคืนวันนี้ หนาวระยำ หดหู่มากๆ ตื่นมาเปิดหน้าต่างมองออกไปก็เซ็ง ขาวไปหมด เด็กๆแถวบ้านออกมาเล่นหิมะด้วย ดูเขามีความสุข แต่เรานึกในใจ นี่กูต้องออกไปทำมาหาแดกในวันอาทิตย์ที่หนาวขนาดนี้และหิมะยังตกอยู่เนี่ยนะ ห่าเอ๊ย ชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป ไม่มีอะไรหยุดได้ ตอนออกไปได้แต่หวังว่า รถไฟจะหยุดวิ่ง กูจะได้ป่วยการเมืองได้

แต่รถไฟก็วิ่งปกติ

วันนี้คุยกะเจ้านายนานมากๆ นานที่สุดเท่าที่เคยคุยกันมา พูดเรื่องอนาคตเราด้วยแต่ยังไม่ได้พูดไปหมด คิดไปก็เครียดพอควร อยากเก่งๆนะ อยากรวยๆด้วย บอกแกไปแบบขำๆแต่ตรงๆว่า ผม๒๘แล้วพี่ อยากแต่งงานแล้ว แกขำใหญ่เลย (แกแต่งงานมาห้ารอบแล้ว สาวญี่ปุ่นสามสาวไทยสอง เห็นพี่สาวแกบอกแบบนี้แต่เราไม่เคยกล้าถามหรอก) ทางที่เดินข้างหน้าก็ดูสุ่มเสี่ยงพอสมควร แต่เจ้านายก็เครียดเรื่องของเขาอยู่แล้ว แกกลับมาจากไทยเมื่อวานนี้เอง ก็ไม่เจอกันมาข้ามปี (พูดเหมือนนาน)

เขาพูดประโยคที่เรากลัวมากๆ คือ ไอ้ทศมึงประสาทแข็งพอไหมล่ะ ก็จริงๆล่ะนะ กูเนี่ยประสาทแข็งพอไหม เวลาเผชิญปัญหาแล้วเรารับไหวไหม ประสาทกูจะแดกไปไหม มันก็เหนื่อยนะ รู้อยู่ว่าชีวิตคนเรา เหนื่อยกายอะงั้นๆ อย่างดีก็ตาโหล แต่ไอ้เหนื่อยสมองนี่ดิ เฮ้อ ทางข้างหน้าก็น่ากลัวพอควร แต่ก็น่าเดิน แสงที่ปลายอุโมงค์มันก็ชัดเจนขึ้นมากๆ แต่หลักๆคือ ประสาทกูแข็งพอไหมวะ

อ้อ วันนี้เห็นดาราหนังโป๊คนนึงร้องไห้อยู่ น่ารักชะมัด เสือกลืมขอเบอร์ ไอ้ห่าเอ๊ย ฮ่าๆๆ แล้วกูรู้ได้ไงวะว่าเขาเป็นดาราหนังโป๊ คิดไปก็ขำ ชีวิตนี้ต้องหยุดเสียดายเรื่องพวกนี้ให้ได้ ถ้าหยุดเสียดายและหยุดสนใจเรื่องพวกนี้ได้ เจ๋ง (นิพานัง ปรมังสุขขัง สุขเสมอนิพพานไม่มี ) (โสดาบันขึ้นไป เอิ๊กๆ)

เอ ดูเหมือนไม่เครียดเหี้ยไรเลยนะทศนะ แต่วันนี้เครียดหลายเรื่องเลยนะเอ้า หัวใจ การงาน การเงิน อนาคตชีวิต อยู่ดีดีก็เสือกประสาทแดกขึ้นมา หดหู่ตามสีท้องฟ้าละมั้ง หิมะก็ตกหนัก ดีนะเนี่ยหยุดแล้ว ไม่งั้นพรุ่งนี้กูบ้าตายแน่ๆ

เขียนโป๊ดก๊าดหากุ้งสดดีกว่า

ในโลกที่ไม่มีวันเป็นจริง

0 comments
ในโลกที่ไม่มีวันเป็นจริง

Sunday, November 18, 2007

รายงานส่วนน้อยที่ผิดพลาดแต่สามารถเกิดขึ้นได้

๐๒:๑๑:๒๗ น.

โลกบางขณะจิตอันเกิดจากสายตาบางคู่ถูกจับจ้องและสะกดด้วยความงามของดวงตาที่เด่นชัดขึ้นจากปลายปากกาเขียนขอบตาจ้องมองมาอย่างมีความหมาย

ความคาดหวังจากเรื่องบางเรื่องถูกหักห้ามไว้ด้วยกรอบที่ควรเป็น

เพราะอากาศอันหนาวเหน็บจนมือด้านชา

หรือเพราะแสงไฟประกายงดงามเหล่านั้นกันแน่

ที่ทำให้เกิดห้วงคะนึงแบบนี้

เราเองไม่เข้าใจหรอก

เราเองอยากเข้าใจอะไรมากกว่านี้อีก

เรายังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากบนโลกใบนี้

สิ่งที่เข้าใจยากที่สุดแล้วก็คือแววตาแบบนั้น

เสียงตามสายโทรศัพท์ที่สะกดไว้แปลว่าอะไร

บางคราวเราวาดหวังบางสิ่งและอยากทำบางสิ่ง

แต่ในโลกที่ไม่มีวันเป็นจริงมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้

.......................................

ไปไม่เป็นแล้ว

เพราะกูมองดวงจันทร์ทุกวันหรืออย่างไร

หรือเพราะอะไรเกิดขึ้นกันแน่

หรือเพราะตะเกียบที่คีบไก่ชิ้นนั้น

Congratulations

0 comments
Congratulations

Tuesday, December 18, 2007

8:07:27 PM

อะจ๊าก ตายแว้วววว ปาไปสองทุ่มแล้ว ต้องทำนู้นนี้นั้นอีกมากมาย

วันนี้อายองบอกเราว่า เขาเข้ามหาลัยได้แล้วนะที่นากาโน่ เราก็ถามเขาว่านากาโน่อยู่ตรงไหนกันนะ เขาก็ชี้ๆจากแผนที่ให้ดู เขาต้องสู้ชีวิตอีกมากทีเดียวล่ะ เขาบอกว่ามหาลัยที่เขาเข้าได้แพงมากๆ เราก็รู้ละว่าแพง เราถามว่าเท่าไหร่ เขาบอกว่าไม่เป็นไรหรอก อยากรู้เหมือนกันนะ ว่าเรียนหมอฟันที่นี่เท่าไหร่ รู้แต่ว่าเรียนพวกหมอๆแพงมากๆทุกๆประเทศยกเว้นไทยแลนด์ ดีใจด้วยจริงๆ ไม่รู้จะบอกยังไงดี

เรารู้สึกมาตั้งแต่ตอนคุยๆกันหนแรกแล้วว่า เขากะเราเหมือนกันตรงที่มีจุดหมายที่ชัดเจนมากๆกับการมาญี่ปุ่น ต่างจากคนอีกมากมาย เราเชื่อว่า ในอนาคตอันไม่ไกล เรากะเขาก็จะเดินไปไกลกว่าคนอื่นๆหลายๆคน เขาเป็นคนดี เราว่าเราก็เป็นคนดีนะ อิอิ ดีจังจะได้มีเพื่อนเป็นหมอเพิ่มมาอีก๑คน แต่เรารู้สึกสนิทใจและอุ่นใจเวลาคุยกับเขาจริงๆ เขาดีกะเราเสมอมา ให้กำลังใจมาโดยตลอด เป็นผู้หญิงที่จิตใจงามแบบสัมผัสได้ คนอ้วนก็แบบนี้ล่ะเนอะ

............

จบเรื่องอายองวันนี้

...........

หลังจากคุยกะอายองอยู่พักใหญ่ๆ แล้วก็ร่ำลากันไป เราก็มานั่งอ่านไรของเราไปเรื่อยๆ แล้วก็หิวก็เลยเดินไปแม็ค รีบๆแดกรีบๆไป ช่วงนี้บีซี่จนไม่มีเวลาทำอะไรเลย รัดตัวทุกอย่างตั้งแต่ตื่นจนนอน

ไปนั่งแม็ค ก็ให้ตลก วางกระเป๋าก่อน แล้วก็ไปซื้อไรกิน เมก้า ทามาโกะ ใหญ่ดี

ได้ยินเสียงสำเนียงอังกฤษจัดๆ อยู่ข้างๆที่เราวางกระเป๋า ก็เลยไปนั่งกินไปอ่านหนังสือไป ฟังเขาพูดไป ท่าทางเหมือนครูสอนภาษาอังกฤษแต่ก็เป็นคนญี่ปุ่น พอเขาสอนเสร็จเราก็เลยถามเกี่ยวกะภาษาญี่ปุ่นที่เราสงสัย สงสัยมาสามเดือนแล้ว ไม่ได้มุกอะไรนัก ๑๐ข้อได้ ก็คุยๆกันนิดหน่อย ก็ไม่หน่อยหรอก ซักไม่ถึงสิบนาที

ขออีเมลไว้ แต่ขอเบอร์ เขาบอกว่าเขาไม่ได้เอาโทสับมาและจำเบอร์ไม่ได้ นึกงง โคตรๆ นี่กูอยู่เมืองไทยป่ะวะ มุกแบบนี้แปลกเหี้ยๆ ไม่เคยเจอคนญี่ปุ่นแบบนี้ เราเลยให้เบอร์เราไป ก่อนลากันบอกเขาว่า โทรมานะ นึกในใจ แม่งไม่โทรหากูหรอก

แล้วเขาก็เดินไป

เราก็งงๆ นั่งนิ่งๆพักนึง ก็เก็บของกลับบ้านดีกว่า ออกจากร้านเห็นเขายืนอยู่ร้านหนังสือตรงข้าม พูดโทรศัพท์อยู่ ไม่รู้เขาเห็นเราไหม แต่เขารีบยื่นโทสับให้ผู้ชายข้างๆเลย เราก็งงๆ เออ ถ้าเขาเอาโทสับมาก็เข้าใจเลยล่ะ แต่ถ้าเป็นโทสับผู้ชายจิงๆก็ตลกไปอีกแบบ แต่เราชอบญี่ปุ่นตรงที่ คนเราสนก็สน ไม่สนก็ไม่สน ไม่กั๊กไม่กิ๊กอะไรนักแบบหญิงไทย มีแฟนก้อบอก ไม่มีแฟนก็บอก ผู้หญิงไทยสันดานเสีย(ส่วนใหญ่) มีแฟนก็บอกไม่มีแฟน มีแฟนอยู่ก็ชอบบอกว่ากำลังจะเลิก มีปัญหากันอยู่ อยู่ห่างไกลกัน โกหกกันเป็นปกติ เป็นเหี้ยไรกันนัก

แต่ยูกะเขาบอกว่า เจอเขาแถวนี้ล่ะได้บ่อยๆ เขามาสอนหนังสือบ่อยๆ ไม่รู้แฮะ

วันก่อนก็เจอยูกะอีกคน เซียมถามเขาหน้าลิฟท์ว่า แคน ยู สะปี๊ก อิงลิด แล้วก็ตามมาเป็นขบวน ยูกะทั้งสองโตที่ต่างประเทศ แปลกดีนะ สำเนียงเป็นเนทีฟ คนนึงสำเนียงเมกันจ๋า คนนึงสำเนียงอังกฤษจัดๆ แค่นี้ล่ะ

ชีวิตนี้เราคงไม่ได้เจอเขาทั้งสองคนอีกแล้วมั้ง ก็เลยต้องบันทึกไว้ซักหน่อย
คนนึงเป็นเด็กเคโอ อีกคนเป็นเด็กโซเฟีย ว้าว มหาลัยดังจัดทั้งคู่ สวยด้วยทั้งคู่

อีกไม่กี่วันไม่กี่ชั่วโมงคงได้กลับไทย

ช่วงนี้เหนื่อยจัง เย่ๆ พอแล้วๆ ทำสิ่งที่ต้องทำดีกว่า
............................

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2550

5:24:00 PM

ป่วยหนักสุดในรอบหลายปี รู้สึกกำลังจะตาย ยังไงซะวันจันทร์ก็คงได้กลับไปฉีดยาที่เมืองไทย ขอให้อยู่ไปถึงนะ

เมื่อเย็นวันพุธ พาฝูงเพื่อนๆไปกินไก่ร้านอร่อย แต่เจ้าของร้านดันอะไรก็ไม่รู้ ก็เลยไม่ได้กินกัน เราก้อหงุดหงิดนะ หงุดหงิดเพื่อนด้วย หงุดหงิดตัวเสือกด้วย หงุดหงิดผู้จัดการร้านด้วย เป็นคนไทยคนเดียวเถียงพวกเสียงข้างมากไม่ออกอีกแระ ตกลงก็เลยเดินไปกินโมโม่กัน ชาบูๆ แม่งตัวเสือกก็เสือกตลอด นั่งรอร่วมๆชั่วโมงก็ดันมากันตั้ง๑๐คน และ/ไอ้ร้านไก่ที่เราพาไปแม่ง๑ในตองอูจริงๆนะล่ะ พวกเหี้ยห่าเสือกเรื่องมากๆ ๆ ๆ ชิบูย่าอะกูทะลุปรุโปร่งแล้ว เชื่อกูเถอะ

ตอนนั่งกินโมโม่อยู่ ก็ปวดหัวแปลกๆ คอก็จุกแปลกๆ เหมือนจะป่วย แต่ไม่แน่ใจ ตอนดึกก็เลยป่วยจริงๆ เมื่อวานก็นอนทั้งวัน วันนี้ก็อีก ตกลงไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี ป่วยทีเดียวทุกอย่างในชีวิตพังหมดเลย เอาน่าเดี๋ยวก็ไปไทยแล้ว ชั่วโมงนี้ยังไงก็ต้องกลับ ไม่ไหวแล้ว วันนี้พลาดการสปีชต่อหน้าคนหลายร้อยเพราะเดินไม่ไหว ลุกไม่ได้จริงๆ เสียดายจัง ก็แบบนี้ละเราใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงเกินไป ต้องมีซักวันที่ต้องเป็นแบบนี้ล่ะ ไม่มีใครทำอะไรได้ทุกอย่างหรอก ช้างล้มก็แบบนี้ล่ะ เราแข็งแรงจัดป่วยทีเดียวล้มทั้งยืน

ตอนกินโมโม่อยู่จะคีบตะเกียบที่เต้าหู้ชิ้นเดียวกัน ตะเกียบก็เลยชนกัน เราพูดไปว่า โกเม็นเนะ เขาถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ขอโทษอะไร เราตอบไปเป็นภาษาอังกฤษว่า ขอโทษสำหรับทุกสิ่งที่เราเคยทำผิดไป ทั้งโต๊ะร่วม๑๐คนเงียบสงัด หันมามองเราสองคน เราสองคนก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกินกันต่อไป ก็แบบนี้ล่ะ Silence is the absence of noise. ความเงียบเป็นภาวะที่ปราศจากเสียง(เทวดาเดินผ่าน)

พอกินเสร็จก้อไปคาราโอเกะกันต่อ เราไม่ค่อยได้ไปคาราโอเกะนักหรอกชีวิตนี้ ทำไมนึกอยากไปก็ไม่รู้ เขาดูเศร้าๆ เราถามไปว่า เพลงนั้นความหมายแปลว่าอะไร ทำไมดูเศร้า เขาตอบว่า ไม่ใช่หรอก ไม่เหมือนกัน แล้วก็ยิ้มให้ อืมมมม ถ้าเราไม่ป่วยเราจะกลับมาคุยกันอีกไหมนี่ แปลกดีนะ แล้วเราก็ไปส่งเขาที่บ้านอีกเช่นเคย บนรถไฟมีคนถามว่าเราทำอาหารไทยเป็นไหม เราบอกว่าทำเป็นซิ อร่อยด้วย เพื่อนผู้หญิงบอกว่าไม่เชื่อ เราหันไปถามเขาว่า เราทำอร่อยใช่ไหม เขาก็ตอบ”อร่อยซิ อร่อยจริงๆเลยล่ะ” คนทั้งวงมองหน้ากันแปลกๆ ก็ไม่น่าแปลกหรอก คงงงๆว่าเราสองคนไปทำความสนิทสนมกันตอนไหน ปกติเราสองคนชอบเงียบๆกันเนอะ แล้วก็ทำเขินกันไปทั้งคู่ ตอนขาเดินไปส่งเขาที่บ้าน ครั้งแรกในรอบเดือนก็ให้แปลกดีนะ ที่เรากลับมาคุยกันได้อีก แต่เราก็ปวดหัวจริงๆนะละ ปวดหัว ปวดตัว เจ็บคอ เสลดเต็มไปหมด ไข้ก็สูง อยากกลับบ้าน


......................

.....................

.....................

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

๒๓:๑๗:๔๓ น.

พอกลับมาอ่านที่เคยบันทึกก็แอบขำทุกๆเรื่องราว ป่วยหนักจริงๆ เช้าวันเสาร์ต่อมายังแทบตายเลยล่ะ ฟรีมาตอนหัวค่ำ เจอคนเต็มบ้านถึงได้หายป่วย จะจดจำไว้เลยว่าทำไมป่วยและต้องแก้ให้ได้ อยู่เมืองไทยคงไปนอนโรงบาลแล้วล่ะเนอะ

ตะกี๊เหนื่อยกะคอมมากๆ ทำไมแค่การเอารูปจากมือถือมาเก็บในคอมมันยุ่งยากขนาดนี้ เฮ้อ เป็นชั่วโมงเลยนะ แถมทำรูปเก่าๆที่เลขทับกันหายไปอีก คงต้องไร้ซีดีเก็บไว้กระมัง แต่ซีดีไร้ไงหว่า ช่างมันๆ

ที่อยากบันทึกเพราะวันนี้เอาของไปให้อายองตอนบ่ายสาม เป็นกระเป๋าน่ารักๆหน้าตาแบบโบตาก้าแต่ซื้อจากจตุจักรสองใบร้อย(ฮา) เขากลับมาจากเกาหลีเมื่อวานซืนเอง เขาขอบคุณ เราโอบๆเอวเขาไว้ พูดแหย่กันไปมาซักพัก เขาจับมือเช็คแฮนแบบขำๆขอบคุณเรา ไอ้สายตาหญิงไทยคนนั้นมองมาแบบแผ่รังสีอำมหิตมาแต่ไกลห้าเมตร คิดไปก็ขำ โธ่ น้องเอ๊ย พี่ก็เป็นแบบนี้ล่ะ หนูเลิกบ้าได้แล้ว

วันนี้ไปว่ายน้ำทั้งๆที่มีเวลาไม่มากนัก ลงสระไปครึ่งชั่วโมงได้ เวลามีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัด ครั้งแรกในรอบเกินสองเดือนเชียวนะที่ไปว่าย รู้สึกตะคริวจะกิน แต่ต่อไปนี้จะไปให้บ่อยขึ้นเพราะซื้อโปรตีนมากินด้วย ต้องสม่ำเสมอหน่อยล่ะ อยากหล่อๆ กลับไปไทยรอบนี้มีความสุขขึ้นกะการผอมลง วันเสาร์คงได้ไปอีกมั้ง แต่คงคนละสระกัน เอาความสะดวกของสถานที่เป็นที่ตั้งละกัน อีกครึ่งชั่วโมงต้องนอนแล้วล่ะ นอนให้พอ ออกกำลังกายให้พอ แล้วชีวิตจะยืนยาวซินะ(ศิลปะนั้นสั้นนัก เอิ๊กๆๆ)

ความงามของแก้วที่เต็ม

0 comments
ความงามของแก้วที่เต็ม

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2550

๑๕:๔๔:๑๑ น.

ตื่นมาได้ซักพักแล้ว วันนี้ตื่นมาหลายรอบเหลือเกิน เช้าตื่นเพราะรถรับซื้อของเก่าเสียงดังผ่านบ้านไป บ่ายตื่นเพราะอุคหนิมิตที่เลวร้ายโผล่มาในจักษุปัญญา และรอบสุดท้ายข้างห้องคุยกันเสียงดังสุดๆ

วันนี้แดดดีพอสมควร ก็เลยซักผ้า แต่ซักเสร็จแดดก็คงหมดพอดีล่ะเนอะ เดี๋ยวนี้สี่โมงครึ่งก็มืดแล้ว แต่อากาศไม่แปรปรวนแล้ว หนาวธรรมดาๆ ไม่ฝนไม่ลม แบบนี้ซิดี ใบไม้ก็เปลี่ยนเป็นสีส้ม ร่วงหล่นเต็มพื้นไปทั่วเมือง

วันนี้ทำไมคิดถึงคำนี้ก็ไม่รู้ละ เป็นคำที่พระอิสระมุนี อดีตอาจารย์นายกทักษิณแกเคยเทศนาไว้ หมอจุกเคยให้เรามาฟัง เราก็ชอบนะ เราว่าแกเทศน์ได้ชาญฉลาดมากๆ ไม่แปลกใจว่าลูกศิษย์ลูกหาจะมีคนใหญ่คนโตมากมาย แต่ก่อนเราชอบฟังเทปธรรมมะ แต่ก็หยุดฟังไปนานแล้วล่ะ ฟังในรถน่ะแหละ มันสบายใจดี ขับเรื่อยๆเอื่อยๆประหยัดน้ำมันด้วยขากลับบ้าน ฟังมาคงเป็นร้อยม้วนแต่คงไม่เกินสองร้อยมั้ง แปลกดีไหม ที่เด็กอายุ๒๐กว่าๆ อยู่ในวัย ปะ ฉะ ดะ กลับชอบฟัง ช่วงนั้นเราไม่สนใจผู้หญิงเลยมั้ง มีความมั่นคงทางจิตใจสูง เรียนรู้เรื่องราวแห่งทุกข์และ สิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ แต่ตกดึกก็ไปกินเหล้ากะเพื่อนนะ (ฮา)

แต่ตอนนี้ก็ใช่ว่าเราสนใจอะไรนักหนา อย่างดีก็เพ้อๆไปพักๆ

วันนี้ความงามของเสียงธรรมชาติและหลายสิ่งที่เรามองเห็น ได้ยินเสียงนกขับขานยามตื่น มันสวยงาม ไพเราะ อบอุ่น อย่างไรบอกไม่ถูก เสียงเด็กๆวิ่งเล่นหยอกล้อกัน มันทำให้ชีวิตสดชื่นมากๆ มันเต็มตื้นไปหมดอย่างบอกไม่ถูก การที่คนแก่มีน้ำใจเห็นเราถือตะกร้าหนักแล้วอยากช่วย ก็รู้สึกน้ำใจงามนะ

ชีวิตเราในรอบซัก๑เดือนที่ผ่านมานี้ แปลกมากๆ ที่เรามีเวลาของตนเองอย่างแท้จริง และ มีเงินทองพอสมควร(เกิดจากกรรมเก่า การมีสี่ขานี่มันดีจริงๆ) และที่สำคัญที่สุดมีความสุขอย่างล้นหลาม เอ๊ะ แต่ไม่ใช่มีแต่ความสุขหรอก มีซักสิบวันได้ที่เรารู้สึกทุกข์เหลือล้น แต่ไม่ได้มากจัดอะไรนัก ก้อแค่เรื่องหัวใจบ้าๆบอ และนี่ล่ะ ไอ้การได้รับรสสัมผัสแห่งทุกข์นี่ล่ะ ที่ทำให้เรารับรู้รสสุขอย่างเข้าใจและหอมหวนกว่าปกติ แต่อาจเป็นเพราะในรอบ๑เดือนที่ผ่านมาเราได้รู้จักอะไรใหม่ๆในญี่ปุ่นเยอะขึ้นมากๆ และ รู้จักคนเยอะขึ้น เวลามีมากขึ้น เงินทองหายขัดสน ได้ซื้อของบางอย่างที่อยากได้มานานแล้วในราคาที่สมเหตุสมผล

จริงๆแล้วหากหลายคนในญี่ปุ่นรู้ว่าช่วงนี้เราเป็นอย่างไร ก็คงต้องนึกอิจฉาแน่ๆ

ช่วงนี้ไม่เหนื่อยเลย แต่โทรม นอนไม่ค่อยพอหรอก แต่อิ่มใจนะ ยังไงเสาร์อาทิตย์ก็ได้นอนอิ่มๆ

ไปตากผ้าก่อนน้า แล้วจะอาบน้ำซักที เดี๋ยวนี้ขี้เกียจอาบชะมัด หนาวนี่นา วันละหนก็พอ

ปล.เมื่อวานซืนมีน้องสาวแสนน่ารักโทรมาจากฟุกุโอกะ เมื่อคืนน้องฟรีโทรมาจากกรุงเทพ วันนี้โน๋โทรมาจากกรุงเทพ ชีวิตเราก็อบอุ่นจากเพื่อนๆแดนไกลเหมือนกันนะ แล้วจะไม่มีความสุขได้อย่างไรจริงไหม

About Me

ทศ พิทักษากร
Tokyo, Japan
น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
View my complete profile