Monday, March 17, 2008

Lush

1 comments
Lush

Thursday, March 13, 2008

10:53:13 PM

พรุ่งนี้ต้องใส่สูท เพื่อนโทรมาตะกี๊บอกว่าตอนเก้าโมงครึ่งให้ไปเอา ไอ้นี่มันแต่งตัวดีชิบหาย ก็อย่างว่าแหละมันทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่นมานาน คุยกันพักนึง จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า เออ ว่ะ เดี๋ยวนี้คุยโทสับภาษาญี่ปุ่นได้ด้วยแฮะ แต่ก่อนทำไม่ได้นี่นา จริงๆเพื่อนร่วมบ้านก็มีสูทสวยด้วยแต่ว่าตัวใหญ่ชิบหายเลย ใส่แล้วไม่หล่อแน่ๆ โตเกียวคนใส่สูทกันทุกวันเป็นปกติ แต่Livelihood ของเรา มันไม่ต้องใส่นี่นา

จริงๆอยากเขียนเรื่องหัวหิน ว่ามีที่อะไรน่ากินบ้าง พอดีวันนี้มีรุ่นน้องถามมาทางmsn เราคุ้นเคยมากๆ กะหัวหิน แต่จะว่าไปก็ขี้เกียจเขียน แบบว่าพอนึกๆไปก็บอกยากนะ เพราะเราก็ไม่ค่อยรู้ชื่อถนน แต่ให้พาไปก็พาไปถูกอยู่ดี ร้านอร่อยมีเยอะมากๆ อยู่ซักสามสี่วันน้ำหนักไม่ขึ้นให้เตะเลยล่ะ

เอาคำว่า Lushดีกว่า ชอบคำนี้ล่ะ เป็นชื่อร้านขายสบู่ที่เราชื่นชอบที่ชิบูย่า เราซื้อสบู่รูปหัวใจน่ารักเป็นของขวัญวาเลนไทน์ แต่พอดีวันนี้เดินผ่านร้านLushใหม่ใกล้สถานีมากๆ จากร้านเดิมที่อยู่ค่อนไปจากสถานีชิบูย่าไกลพอควร เราชอบร้านเดิมมากกว่า ร้านแบบนี้สบู่ทำเอง ตัดเป็นชิ้นๆเห็นๆเลย หอมๆ มีเสน่ห์ เหมาะกะที่อยู่ในย่านเล็กๆคนไม่พลุกพล่านมากกว่า แต่โอเคล่ะ ร้านใหม่ก็สวย เก๋ดี พลอยดีใจไปกะเจ้าของร้านยังไงบอกไม่ถูก คำว่าlush ก็เช่น the lush scenery of paddy field.ทิวทัศน์ที่เขียวชอุ่มของนาข้าว เราชอบนาข้าว เราชอบพืชพรรณเขียวชอุ่ม ชอบเวลาแดดร่มลมตก พระอาทิตย์กำลังจะลาลับของฟ้า ทุ่งข้าวจะทอแสงสีทองสวยมากๆ ยิ่งเวลาพระอาทิตย์หลังเมฆแสงสาดลงมาเป็นริ้วๆ แถวๆพิจิตรสวยมากๆ เรามักเลือกขับรถผ่านแถวๆนั้นตอนห้าโมงห้าสิบ

อีกคำที่ชอบก็ Luscious แปลว่าหวานหอม A luscious woman ผู้หญิงที่หวานมีเสน่ห์ ก็น่ารักเสมอ

คนที่เชื่อในความฝันและเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นความสุขของชีวิต จงทำมันให้ดีที่สุดแล้วประโยชน์อย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้น เราคิดว่า(คาดเดาเอาเอง)ว่าเจ้าของร้านเขาต้องเพี้ยนๆอะไรบางอย่างเขาถึงได้เชื่อมั่นว่าสบู่หรือแชมพูหรือเครื่องสำอางค์ทั้งหลายที่เขาบรรจงทำด้วยมือของเขา แชมพูก้อนๆเราชอบมากๆ มันต้องถูกใจผู้คนแน่ๆ เขาถึงได้ทำมัน ต้องลองผิดลองถูก ผสมสูตรไปมากมายกว่าจะได้สบู่ที่หอมและใช้งานได้ดี ร้านนี้มีถุงน่ารักๆ กล่องน่ารักๆ คนขายก็สดชื่นด้วย ตั้งใจขายทีเดียว ถุงที่บ้านตอนเราซื้อเขียนไว้ว่า Find your true love เราว่ามันมีสีสันดี ตอนช่วงวาเลนไทน์เห็นคนใช้ถุงคล้ายๆแบบนี้เยอะพอควร แต่ไม่รู้ของห้างไหน เต็มรถไฟเลย

ร้านนี้เปิดร้านใหม่ต้อนรับWhite Day วันของญี่ปุ่นเขาล่ะ

ร้านนี้มีจุดขายที่ไม่เหมือนใคร เราชอบเรื่องราวแบบนี้นะ จากร้านเล็กๆที่มีผลิตภัณท์ชั้นดี แล้ววันหนึ่งลูกค้าจะเดินกลับเข้ามาเอง ภาษาทางการตลาดก็ต้องบอกว่า Quality as sales appeal การใช้คุณภาพเป็นสิ่งจูงใจ และ การใช้แบบเป็นสิ่งจูงใจในการจำหน่าย Use of style and design in selling เรายึดถือคำพ่อเราคำนึงว่า เคล็ดไม่ลับในการค้าขายคือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เราต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่พวกเขา แล้วเขาจะซื้อซ้ำหรือใช้บริการซ้ำ อีกข้อนึงคือ เราเชื่อมั่นว่า เราต้องซื่อสัตย์ต่อลูกจ้างด้วย แล้วเขาจะพาเราโบยบินไปไกลแสนไกล

............................................

เราซื้อเสื้อคุณภาพไม่สูงนักมาจากไทย จากสวนจตุจักร เป็นร้านของพวกรุ่นน้อง พอซักไปแล้วเสื้อก็ยุ่ยๆคอก็ลุ่ยๆ แอบเซ็งๆเหมือนกัน พอมองที่เสื้อก็เขียนว่าให้ซักน้ำเย็นอะไรแบบนี้ เฮ้อ ของมันเสียไปแล้วทำไงนี่ กลับมาอยู่นี่กี่วันแล้วซักผ้าไปแค่สองสามครั้งเสื้อสีขาวดูเก่าไปเลย เสื้อสีอื่นก็พอโอเค รู้สึกไม่ดี ถึงแม้ของจะถูกแต่เรียกว่าเราเกิดความรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าขึ้นมา การซื้อซ้ำคงไม่ทำ อย่างดีก็ไปกินข้าวกันอีก แต่อาจไม่ซื้อแล้ว อาจเพราะเราไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายด้วย เรามันมนุษย์ห้าง แต่ที่ซื้อเสื้อตามห้างเพราะแต่ก่อนเราอ้วนเราหาซื้อเสื้อตามสวนใส่ไม่ได้ตะหาก ถ้าเสื้อตามสวนมันใหญ่ๆหน่อยเราก็ซื้อล่ะ กลุ่มเป้าหมายเขาคงเป็นพวกคนไทยขนาดมาตรฐาน ไอ้เราก็ดันตัวใหญ่ไป แล้วไอ้พวกคนตัวใหญ่ก็มักเป็นผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมอีกรูปแบบนึง รวมถึงฐานะทางเศรษฐกิจอีกแบบนึง ไม่ซื้อของตามสวนจตุจักรกระมัง และที่สำคัญเราเป็นคนไม่ทิ้งของ เสื้อผ้านี่เกิดมายังไม่เคยไปบริจาคเลยแม้แต่หนเดียว มีอะไรก้อใส่วนๆอยู่นั้นล่ะ เหตุผลที่ชอบใช้ของทนๆมันก็มีส่วนสำคัญในพฤติกรรมการบริโภคของเรา

เราซื้อเสื้อยืดตัวละเป็นพันสองพันมาก็หลายหนในชีวิต คุณภาพมักจะดี ใส่ได้หลายปี(ถ้าไม่เบื่อไปซะก่อน) ใส่ได้บ่อย ถ้าเสื้อตัวละร้อยบาทใส่ได้ไม่กี่หนก้อเก่า เราเองก็ไม่อยากได้นัก เสื้อผ้าเราไม่ได้ซื้อบ่อย เราก็อยากได้ของดีดีนะ แบบมันอาจจะดูดี แต่ถ้าคุณภาพของเสื้อไม่ดี มันก็ไม่ค่อยน่าใช้อย่างไรไม่รู้ มันทำให้เกิดความรู้สึกว่าโดนหลอก ยิ่งตัวที่น้องเขาให้มาตอนก่อนขึ้นเครื่อง เป็นDefect พิมพ์ลายผิดไปหน่อย เราไม่พูดถึงลายที่โอเค แต่เรากำลังพูดถึงคุณภาพของผ้า มันก็ยุ่ยๆนะ แล้วแบบนี้ไปขายที่Propaganda แล้วจะมีคนซื้อซ้ำไหม ในเมื่อคุณภาพมันต่ำ

เราเองก็หวังดีอยากให้น้องมันเจริญๆ แต่จะพูดอย่างไรดี ให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น อยากขายของแพง มันไม่ใช่เรื่องง่ายในเรื่องต้นทุน แต่ก็ไม่ยากเกินไปหรอก

ที่พูดนี่เพราะเราซื้อมาเป็นของฝากชาวบ้านที่นี่ด้วย แล้วการให้ของไม่ดีไปมันก็ไม่ดีหรอก พลอยกังวลนิดหน่อย คงโทษใครไม่ได้ต้องโทษตนเองที่ดันคิดว่าของเขาคุณภาพเป็นสากล

กลับมาที่ร้านLush

แชมพูเป็นก้อนๆ สบู่เป็นก้อนๆตัดขาย มีสารพัดกลิ่น หอมดี ที่สำคัญสุดคือเนื้อสบู่ดีมากๆ ดีเหมือนสบู่ล้างหน้าคลีนิกข์เลยล่ะ ใช้ได้เป็นปีต่อหนึ่งก้อนแน่ๆ อยากรู้เหมือนกันว่าส่วนผสมเป็นอย่างไร ใช้ไขมันมนุษย์แบบในเรื่องFight club หรือเปล่า เราว่าการใช้ของดีดีในราคาที่ไม่แพงเกินไป มันดีกับชีวิตทีเดียว อาจจะไม่มีประโยชน์นักแต่ก็ได้อรรถประโยชน์ทางใจของผู้ใช้ แต่ไม่ได้หมายถึงเราบ้าแบรนด์เนมนะ แต่มันก้อเกี่ยวข้องกันอยู่ เพราะของมียี่ห้อติดแบรนด์นั้น หากของเขาไม่ดีจริง มันคงเป็นเรื่องยากที่จะอยู่ได้นานและจำหน่ายในราคาสูงกว่าราคาตลาด ราคาขายกำหนดตามใจผู้ขาย ไม่ใช่กลไกตลาดซะทีเดียว

...................................................

วันนี้เพื่อนสนิทปรึกษามาทางMSNว่าจะซื้อวอแรนต์บริษัทตนเองดีไหม แต่เงินมีไม่พอบริษัทพร้อมจะค้ำประกันให้ธนาคารปล่อยกู้ให้ลูกจ้างด้วย เรานึกในใจตายห่าพอดี ถึงแม้บริษัทนี้จะเป็นบริษัทที่เราว่าเจ๋งมากๆในประเทศไทย มาแรงมากๆในรอบไม่เกิน๘ปีนี้ แต่การที่เพื่อนเราซึ่งไม่เข้าใจเรื่องหุ้นเลย แต่กลับจะถือวอแรนต์ เราว่ามันอันตราย ยิ่งถ้าหากต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา

แต่เจ้าของบริษัทนี้เก่งโคตรๆ ในหมู่นักธุรกิจรุ่นใหม่ของประเทศไทยเรายกนิ้วให้คนนี้เลยล่ะ พี่แกเก่งจริง แต่ที่เราชอบมากๆคือ แกวางตัวได้low profileทีเดียวล่ะ แต่ลูกจ้างจะไปฉลาดแบบเจ้านายได้ไง เข้าใจเรื่องทุนพอหรอ เดี๋ยวเดือนหน้าแวะไปหาดีกว่า แต่ก่อนเราแวะไปที่นั่นบ่อย ออฟฟิซนี้คนสวยตูม บริหารงานแบบครอบครัว คนสนิทกันทีเดียว เราชอบบรรยากาศการทำงานแบบนี้ แต่บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มานานแล้ว(นั้นหมายถึงการบริหารทางการเงินที่โปร่งใส) และมีลูกจ้างไม่มากหรอก เจ๋ง optimizeสุดตรีน
...........................................

วันนี้ไปว่ายน้ำหนที่หกในรอบเดือน มีความสุขดี เมื่อคืนก็ไป ช่วงนี้เวลามีไม่มากนักแต่เลือกเอาไปว่ายน้ำเป็นหลัก หลงรักสระว่ายน้ำไปเสียแล้ว กลับไปไทยรอบนี้ตัวใหญ่ไปใหญ่ ใส่เสื้อสวนไม่ได้แน่ๆ แค่นี้อกก็แน่นเต็มเสื้อแล้วแฮะ ตอนนี้ขยันว่ายเพราะกำลังมีเรื่องยุ่งๆเข้ามา กว่าจะว่างก็นู้นแน่ะ กลับไทยนู้นล่ะ ช่วงนี้เครียดจัดด้วย ต้องไปออกกำลังกายมากๆ ถ้าช่วงไหนไม่เครียด สระว่ายน้ำกับเราก็ไม่ได้เจอกันหรอก

พรุ่งนี้เรมี่ไปเกาหลีสี่วัน อยากไปด้วยชะมัด แต่ไม่มีวันว่าง ไม่มีเงิน จ๊าก อยากไปๆๆๆ ปีนี้ต้องหาทางไปให้ได้ สู้ๆนะทศนะ อ้อ วันนี้มีคนโทรมาชวนเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ ฮะโกเน่ ฮึ จะจีบเรารึ ฝันไปเถอะ (ฮา) แต่น้องสาวเขาที่มาจากไทยถ้าสวยเหมือนพี่นี่ น่าจีบนะ เอิ๊กๆ เห็นกูเป็นตัวตลกหรือไง ถึงได้ชวนไปเที่ยว แล้วจะได้สนุกใช่ไหม เก็บเงินไว้เที่ยวเมืองไทยดีกว่า ชิมิเคอะ เงินหมื่นใช้ที่ไทยได้มันแสนมันทีเดียว อยู่ที่นี่ไม่กี่วันก็หมด แต่ช่วงนี้เราไม่อยากยุ่งกับใครจริงๆ แค่นี้ชีวิตกูก็เครียดจะตายห่าแล้ว


ไปทำสิ่งที่ต้องทำต่อดีกว่า ได้บ่นมาร่วมๆชั่วโมงก็พอใจแระ

เพื่อนผมจบปริญญาเอกจากมหาลัยระดับโลก๔คน

0 comments
เพื่อนผมจบปริญญาเอกจากมหาลัยระดับโลก๔คน

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2551

๐๑:๓๕:๐๕ น.

จะบอกว่าสนิทกันก็คงไม่ใช่ จะบอกว่าไม่รู้จักกันเลยก็ไม่ใช่อีก เป็นพวกเด็กเอสไอที่นี่ล่ะ จบโทอีก๒คนด้วย แต่ละคนก็เป็นนักเรียนทุนทั้งสิ้น อาทจบเคโอและเป็นประธานนักเรียนที่นั่น จบเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและจะกลับไปสอนที่เอสไอเทอมหน้า จุ๊จบโตโกไดด้านไฟฟ้าเช่นกัน ม่อนจบโยธาโตโกได และโจ้จบจากโตไดด้านโยธา เก่งนะพวกนี้ มหาลัยพวกนี้คืออันดับต้นของญี่ปุ่นทั้งสิ้น ซึ่งแปลว่าคือมหาลัยชั้นนำในเอเชีย และระดับโลกเลยล่ะ น้องชิวกะน้องเอี่ยมจบโทจากโตไดกัน แต่ไม่ต่อเอกแล้ว ทำงานเลย

ขอแสดงความยินดีด้วยกับทุกคน เมื่อคืนวันศุกร์ไปฉลองกันมา เราเป็นเจ้าภาพจัดหาสถานที่ให้ และได้ส่วนลดมหาศาล แต่เอาเรื่องอื่นๆก่อนดีกว่า ไปต่อยกะคนญี่ปุ่นด้วย เมามากไปหน่อย จำอะไรไม่ค่อยได้ เดี๋ยวจะค่อยๆเล่าให้ฟัง

จริงๆอยากเขียนเรื่องนำมันบนดิน ที่คุณ ธนินทร์ เจียรวนนท์ พูดเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเมื่อไม่กี่วันนี้ แต่เอาเรื่องมันๆช่วงนี้ก่อนดีกว่า

เออ ใช่ วันนี้คืนวันอาทิตย์ ตอนบ่ายวันนี้เดินๆไปซื้อของอยู่ๆก็เจอทามามิเดินกะผู้ชาย ทามามิเป็นผู้หญิงสวยจัดที่เราเผลอไปขอเบอร์เขาเมื่อคืนวันเสาร์(ฮา) ขอมาทำไมวะ จะกลับไทยอยู่แระ ไม่เมาด้วยนะ นานๆขอเบอร์หญิงก็ตื่นเต้นดี มีประโยคขำๆ ก็คุยกันขำๆ เมื่อวานเมาค้างจัดๆ ก็ขำไปตามประสา ไอ้ท่าที่เขาเต้นหมู่กันและบอก คังเคไน่กะร่ะ มันฮาดี

เริ่มที่วันศุกร์ดีกว่า วันศุกร์ตื่นแต่เช้าไปชินจูกุรับของเสร็จไปนั่งอ่านหนังสือในตาบั๊กรอเวลา ทำพิธีสำคัญที่เราทำหล่นหายไปจากชีวิต แล้วก้อไปที่เดิมๆบ้านเดิมเราอยู่ที่สถานีโยโยกิโคเอ็น เราขึ้นรถไฟจากตรงนั้นกัน เราคิดถึงคนที่เราเคยเดินร่วมทางเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่แล้ว เราเจ็บปวด แบบบอกไม่ถูก บ้านเราใกล้กัน เราต้องเดินไปด้วยกันทางนี้ล่ะ เพื่อไปและกลับชิบูย่า เดินไปเรื่อยๆนึกถึงตู้บุหรี่ นึกถึงวิ่งข้ามถนน นึกถึงที่ดีดี คนญี่ปุ่นที่เดินข้างๆบอกว่าถนนตรงนี้สวยเนอะ น่าเดท เราเงียบๆ ใช่ คิดว่าไงล่ะ (นึกในใจไม่ใช่กะมึงแน่ๆ) ย่านนี้ล่ะ เมื่อเรามีเงินเราจะกลับมาอยู่ย่านนี้เราชอบมากๆ เราเดินหมู่กันไปถึงศูนย์เยาวชน บอกคนใกล้ตัวอีกคนไปว่า แต่ก่อนเราเคยอยู่ตรงนี้ล่ะ สำหรับคนนี้เราเคยแนะนำให้เขามาอยู่แถวๆนี้ด้วย ย่านนี้สวยมากๆ เงียบสงบกลางใจเมือง ห่างจากย่านวัยรุ่นเพียงไม่กี่นาทีเดิน

งานน่าเบื่อ เรานั่งข้างคนเคยคุ้น แต่ปัจจุบันนับได้ว่าเป็นคนแปลกหน้า มันน่าเบื่อมากๆ เขาหลับสนิทไปครู่หนึ่ง เราถ่ายรูปสนุกดี เวลาทุกๆอย่างมันผ่านไปไวเหลือเกิน ไวจนไม่รู้จะบอกอย่างไรดี คนข้างหน้าหันมามองบ่อยๆ อยากรู้จักมากขึ้นแต่ก็ยาก นมเขาสวยดี(แฟนเพื่อนนะฮะ) ประทับใจอะไรหลายๆอย่างในงานวันนั้น หอสวย คุยกับเพื่อนคนนั้นคนนี้ก็สนุกดี อืม ตอนถ่ายรูปกะผู้หญิงอ้วนคนนึง เราเอื้อมมือไปจับไหล่ เขาบอก กอดเขาแน่นๆซิ เราก็กอดแน่นขึ้น แล้วเราบอกเขาว่างั้นกอดเราแน่นๆด้วยซิ คิดไปก็ขำ เดี๋ยวเขาย้ายเมืองไปอยู่ไกล วันที่๓เดือนหน้านี้แล้ว ไว้ถ้าอนาคตมีรถจะไปหาละกัน แถวๆนั้นสวย ชนบทญี่ปุ่นสวยมากๆ เราไปสกีโจมาไม่นานนี้ ถ้าขับรถไปเองไม่น่าเกินสามชั่วโมง ตอนนี้ที่จอดรถบ้านเราว่าง๑ที่แล้วด้วย อยากมีรถจัง แต่ก็คงไม่ใช่ตอนนี้อยู่ดี ทีนี่ค่าจอดแพง แต่รถถูกเป็นขี้เลย ไม่กี่หมื่นบาทก็ซื้อได้แล้ว

ชีวิตนี้เราว่าเราต้องได้เจอเพื่อนคนนี้อีกล่ะ ต่างคนต่างไม่กล้า แต่เพราะเขาเป็นคนดีนี่ล่ะ เราเลยต้องเป็นเพื่อนกัน มีน้อยครั้งนะในชีวิตที่จะพบคนถูกใจแล้วยั้งใจว่า ควรเป็นเพื่อนกัน ปกติมักเผลอจีบเสมอ แต่จะว่าไป ชีวิตนี้ก็น้อยครั้งอีกล่ะ ที่เจอคนคุยถูกคอจนอยากจีบ มีน้อยจริงๆ ถ้าเทียบกับชีวิตที่รู้จักคนมานับพัน ก็มีไม่ถึงสิบคนเลยมั้งที่รู้สึกอยากเป็นแฟนด้วย

จริงๆมีเพื่อนอีกคนที่น่ารักที่ถ่ายรูปกันเยอะ แต่ก็นะ ตลกดี แอบเก็บไว้ขำคนเดียวเงียบๆดีกว่า อีนี่มันบ้า

เข้าเรื่องคนคุ้นเคยที่กลายเป็นคนแปลกหน้าดีกว่า เขาทักเราที่ฮาจิโกะตอนเที่ยงครึ่ง แบบที่เคยทักแบบนี้เมื่อชาติที่แล้ว แต่ก็แอบดีใจว่า วันนี้ก็เลยอยู่ข้างๆกันไปนาน มารสาวอื่นๆไม่มาผจญนัก ตกเย็นไปกินพิซซ่าทาเบโฮไดกัน แดกเท่าไหร่ก็ได้ ไปกันหกคนชาย๔หญิงสอง มันก็งั้นๆล่ะ ไม่ได้อร่อย และไม่ได้สนุกอะไร คนเต็มโต๊ะเลย เรื่องที่คุยก้อน่าเบื่อ เราก็เลยแดกเยอะๆไปหมด เดินมาเข้าห้องน้ำ

แดกเต็มที่..ก็ต้อง..ขี้เต็มส้วม ถูกไหมล่ะ

เขาเดินมาดักรอ

เราออกมาก็งงๆ เขาเอื้อมมือมาจับไหล่

ถามเราว่า รู้ไหมทำไมวันนี้มากินพิซซ่าด้วย เราบอกว่าไม่รู้ แต่เราบอกเขาไปว่าเราอยากกินข้าวกับเขาอีกนะ เขาบอกว่าที่มาวันนี้เพราะเธอล่ะyou เขาเองก็กลัวว่า จะไม่ได้เจอเราอีกในชีวิตนี้ เราเอามือจับหน้าเขา เราบอกเขาไปตามตรงๆว่า เขาเป็นคนไม่กี่คนที่ชีวิตนี้เราก็จะยังคบอยู่ เขาถามว่ากินข้าวผัดไหม เขาอยากทำให้กิน เขารู้ว่าเราชอบกินฝูเจี้ยนฟรายด์ไรซ์มากๆ รสนี้เราทำไม่ได้ เราดึงเขามากอดแรงมากๆ เราบอกขอบคุณจากใจจริงเลยว่า ดีใจแบบบอกไม่ถูก ตอนแยกกันตอนกลางคืน เขาบอกว่าเขายังไม่อยากกลับบ้าน จะชวนเราไปดื่มต่อ เราบอกว่าเรามีนัดกับเพื่อนคนไทย ไปคาราโอเกะไทย อยากไปไหม เขาทำหน้าน้อยใจ เพลงไทยเขารู้จักที่ไหนกันเล่า เปิดให้ฟังทีไรเขาก็มักบอกว่าเหมือนเพลงกวางตุ้งเสมอ แต่ให้เราทำไง

เราก็ไม่ชอบหรอก ที่ทุกคนต้องมานัดๆกันวันที่เราอยากให้มีความหมายแบบนี้

แล้วเราก็ไปหาเพื่อนเอสไอกว่า๒๐คน เลี้ยงกันสนุกดี ถิ่นเราเอง อ้อ ตอนตีสี่กว่าๆ เมาๆเห็นเพื่อนรักทะเลาะกะคนญี่ปุ่นนาน ไอ้ห่านั่นก็ตัวใหญ่กว่าเราอีก เรากระโดดชกเลย แล้วคนก็มาลากไปนั่งสงบสติ เจ็บคอเพราะโดนบีบคอจากคนห้าม ดีที่ว่าเจ้าของร้านซี้กันไม่งั้นกูโดนเจ้าของตบไปแล้วมั้ง งานเลี้ยงก็เลยเลิกรา ไอ้เราก็รักเพื่อนเกินเหตุ แม่งก็เมา จำอะไรกันไม่ได้ซักอย่าง แต่ก็แดกกันไปเยอะจริงๆน่ะละ อาหารช้าด้วย สาวๆน้องๆบ่นกันน่าดู เสือกไม่ร้องเพลงกันด้วย แล้วอยากไปคาราโอเกะทำไมกันน้า แต่ทุกคนเม้ากันกระจายสุดๆ ฝนตกหนักด้วยวันศุกร์ แต่วันนี้มีคนบอกว่า เพื่อนรักเราเดินๆอยู่ล้มเอง ไอ้นั่นไม่ได้ผลักอกหรอก เราไม่รู้หรอก ไม่ได้สนด้วย กูเบื่อคนทะเลาะกันเสียงดังแค่นั้นเองกูจะแดกเหล้า แต่ถ้าเราไม่ไปกินกะเพื่อนๆเอสไอ เราก็ไปคลับอยู่ดี มันวันเที่ยวเรานี่นา

วันเสาร์ วันแดดแรงที่สุดในรอบห้าเดือน อากาศดีที่สุดในรอบห้าเดือน เราตื่นมาแบบเมาค้างบ้าสุดขีด พล่ามทั้งวัน สร้างความขำขันให้กับคนมหาศาล เล่าเรื่องตลกๆไปเพียบๆ บ้าดี เห็นเด็กขี่จักรยานไปมา อยากมีลูกมากๆ

คืนวันเสาร์ มีคนถามเรื่องส่วนตัวที่เราไม่อยากบอก พี่สาวคนนั้นแกคิดว่าสนิทกันกับเรามากมั้ง เราตอบไปแบบเงียบๆฉุนๆ เป็นครั้งที่๑ พี่แกไม่เลิก เราตอบไปเป็นหนที่สองแบบขำๆว่า แม่ผมผมยังไม่บอกเลย ผ่านไปห้านาทีแกถามอีก คงเสียหน้าคาโต๊ะมั้ง เราเลยบอกไปว่า นี่มันเรื่องส่วนตัวของผมนะพี่ แกเลยเงียบตูด (ไม่ใช่เรื่องเราเป็นเกย์นะ(ฮา)) แต่ก็ทำให้คิดได้ว่า ทำไมคนไทยชอบเสือกเรื่องชาวบ้านกันนักวะ ตอนเขาถามครั้งแรกเราทำหน้าเซ็งๆ หันไปซุบซิบกะป๋าว่า

“มันเรื่องส่วนตัว พี่แกเสือกไรผมอะ”

ป๋าแกฮาไม่หยุดเลย ก็จริงๆนี่หว่า ไอ้เรามันคนแบบนี้จริงๆ ถ้าเรื่องไหนไม่อยากเล่าไม่อยากอวดนะ ชีวิตนี้อย่าหวังเลยว่าจะบอก แต่บางเรื่องก็อวดชิบหาย เรื่องจู๋กูใหญ่นี่อยากอวดจัง ฮ่าๆๆ

อ้อ วันนี้ดูเพลงกุมภาพันธ์แล้วนึกในใจว่านานมากๆแล้วเนอะหนังเรื่องนี้ วันนั้นเสียใจแทบตายเวลาฟังเพลงนี้ ขาดเธอแล้วเราจะตายให้ได้ พอเป็นวันนี้ ไม่มีใครก็ดีกว่า ไม่ต้องมานั่งเสียใจ ความเสียใจมันอยู่ในระดับต่ำๆ ออกแนวเสียดายอะไรบางอย่างมากกว่า

วันนี้ตอนดึกๆนั่งรถไฟกลับบ้านมา นึกได้ว่า มีบางอย่างมันหายไป ไอ้ความเหงามันหายไปไหนวะ การลืมคิดถึงใครบางคนโดยอัตโนมัติเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ดีกว่าการพยามบังคับให้ตนเองไม่ติดต่อกับใคร(แต่ในใจยังเฝ้าคิดถึง) ไอ้การมีใครลมๆแล้งๆมันแย่กว่าการไม่ต้องคิดถึงใครเลย แต่ไอ้การลมๆแล้งๆก็ดีกว่าการต้องมาทรมานเพราะเลิกกะคนรัก สรุปแล้วถ้าเราไม่มีหัวใจให้ใครได้เลยก็เป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีที่สุด ถ้าเราได้รักคนที่เขารักเราในปริมาณความรักที่เท่าเทียมกัน และครองรักกันไปตลอดจนแต่งงาน แต่คนๆนั้นเราคงยังไม่เจอเขาหรอกมั้ง

เหล้า..ไม่ได้ทำให้ลืมเรื่องเศร้า แต่ทำให้ลืมคำถามเสมอ และ ความขมของเหล้ามันกลบความขมในใจได้ในระดับนึงเสมอ

๑สัปดาห์ที่ผ่านมาถ่ายรูปไปมหาศาล อยากอัพโหลดขึ้นไฮไฟ้ว์ซัก๑๐๐รูปเลยล่ะ ฮา

แต่จะว่าไปเราทำวันหายไปสามวันเลยนะ สามวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นเยอะจริงๆ แต่ไม่อยากเล่านัก แต่ทำให้เรื่องที่ต้องทำไม่ได้ทำ เฮ้อ แย่จริง รับผิดชอบกันหน่อย โตๆกันแล้ว และนอนได้แล้วนะ ต้องตื่นเช้านะจ๊ะ

ปล.
โจอี้บอกให้อีเมลรูปไปหา แล้วอีเมลมึงไรวะ กูรู้แต่เฟซบุ๊ค มานั่งดูในคอมบ้านเราดีกว่าไหม เอิ๊ก ๆ (อยากหอมทุกครั้งที่เธอชิดใกล้) เมื่อวันศุกร์คิดถึงคิมลาและคริสตี้ ป่านนี้คริสตี้แต่งงานไปแล้วมั้งแล้วคิมลาหย่ากะสามีหรือยังวะ ไม่ได้ข่าวคราวเลยอะดิ เราจำได้ว่างานนี้เมื่อก่อนเขาทั้งสองใส่ตุ้มหูเรานี่นา

ปล.๒ โพสท์นี้ครบ๓๐๐เรื่องบ่นบนบล๊อก

ปล.๓ นับวันเรายื่งเก่งกาจในบางเรื่องจริงเชียว กระจกมีสองหน้าจริงๆ

Thursday, March 13, 2008

TRAIN MAN a true love story

0 comments
TRAIN MAN a true love story

Monday, March 10, 2008

1:15:23 AM

ความกล้าที่จะออกจากโลกที่เราคุ้นเคยมันต้องทำอย่างไร หลายสิ่งหลายอย่างมันเป็นกรอบของจิตใจที่ทำให้เราไร้กำลังที่จะก้าวให้พ้น ประสบการณ์เป็นตัวกำหนดความประพฤติ จงเฝ้าระวังอย่าให้มันทำร้ายเรา จงมองตนเองให้ออกว่าสิ่งใดคือสิ่งที่เราต้องการ
...............................

ดูหนังเรื่องนี้จบ หนังดี ยืมมาจากพี่กุ้งเมื่อคืน แต่พึ่งดูวันนี้เพราะเมื่อคืนมัวแต่นั่งอ่านมติชนสุดที่ซื้อมาเมื่อคืน วันนี้ไปว่ายน้ำหนที่สี่ในรอบเดือน มีความสุขอีกเช่นเคย คืนนี้มีคนบอกว่าทำไมชีวิตเธอดูมีความสุขจังนะทศนะ เราตอบไปว่ามีความสุขหรือไม่นั้นอยู่ที่ทัศนคติแห่งชีวิต การที่เดือนนี้ผ่านไป๙วันแล้วเรามีเวลาไปว่ายน้ำสี่หน มันทำให้ร่างกายเรามีความสุขขึ้นมาก พอร่างกายสุขใจก้อสุข เดือนนี้สุขภาพกายและใจจะดีมากๆแน่ๆ วันนี้บอกไปว่า แค่นี้หัวกระไดบ้านผมก็ไม่แห้งแล้วพี่ แต่เราไม่ได้ตัดสินใจอะไรนัก เราไม่พร้อมหรอก
....................
.......
.....

ไอ้หนุ่มรถไฟ กับ คุณหนูแอเมส ทำให้เรานึกถึง พ่อค้าผัดไทย และ แม่ค้าขายกล้วยแขก (เดือน๕ปี๒๐๐๗)
....

หากไม่เคยมาอยู่โตเกียวคงบอกได้ยากและเข้าใจหนังเรื่องนี้ได้น้อย เราเคยนั่งเขียนเรื่องความเหงาในโตเกียวไปให้คนแปลหลายหน้า แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ใช้มัน โตเกียวเมืองที่คนเหงามีมากมาย เมืองที่มีความพิเศษและเป็นเมืองที่คนใช้ชีวิตแบบโดดเดี่ยวเยอะที่สุดในโลก หนังทำได้ดีมากๆ เราเข้าใจมันเลยว่าคืออะไร

ครั้งแรกที่มาโตเกียวและเราต้องไปโยโกฮาม่าทุกวัน มีที่แห่งหนึ่งที่เราไปหาหนังสือประจำ เป็นร้านหนังสือใหญ่ที่ตึกควีนอีสท์ วันนั้นเราเลือกซื้อหนังสือ KAFKAฉบับภาษาอังกฤษมา (เดือน๘ปี๒๐๐๖) แต่เราก็อ่านมันไปไม่ถึงไหน แต่หนังสือข้างๆกันที่เราไม่ได้ซื้อมาก็คือหนังสือ เรื่อง Train Man นี้ล่ะ เรื่องมีต้นกำเนิดบนเน็ท เหมือน my sassy girl แต่นั้นเป็นเกาหลี เราประทับใจหนังสือเล่มนั้นมากๆ และเมื่อเราไปดิสนี่ย์แลนด์เมื่อวานซืนก็ทำให้เราเข้าใจว่าการเปิดสวนสนุกให้คนรักคนเดียวนั้นพิเศษอย่างไร เพราะเกาหลีญี่ปุ่นคนเยอะจัดๆ สวนสนุกมีแต่คนและการต่อคิว น่าเบื่อสิ้นดี ถ้ามีใครทำให้ไม่ต้องต่อคิวได้คนนั้นย่อมพิเศษ แต่ไทยเราคิวน้อย ดีเนอะ

สังคมไซเบอร์ที่เป็นสังคมแท้ในญี่ปุ่นและมีวิวัฒนาการที่ไปไกลนัก

สังคมเมืองที่แสนเงียบ สังคมเมืองที่แสนโหดร้าย สภาพปัญหาสังคมที่แสนฟอนเฟะ เราอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ลำบาก เพราะมันเป็นภาพที่เรามองเห็น และเป็นโลกอนาคตที่คนไทยส่วนหนึ่งเข้าใจได้ยาก เราบอกหลายๆคนไปว่าเราอยู่ในโลกอนาคต และเป็นเช่นนั้นจริงๆ สังคมที่พลวัตของกรุงเทพกำลังเดินมาทางนี้ เราบอกได้เลยว่า กรุงเทพในอนาคตจะค่อยๆเดินไปอย่างไร

ตอนดูหนังเรื่องนี้ เราเจ็บปวด เจ็บปวดจากความในที่พระเอกบอกนางเอก พระเอกหน้าตาเป็นคนญี่ปุ่นธรรมดาที่เดินเจอได้บนท้องถนน นางเอกก็เช่นกัน เรื่องราวบนรถไฟนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ รถไฟเป็นเหมือนเส้นทางที่จอมปลวกใช้เดินทาง โตเกียวยุ่บยั่บด้วยระบบขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก(และเราเชื่อว่ารถก็ติดติดอันดับโลกแน่ๆ) แต่ปีนี้โอลิมปิคที่ปักกิ่งจะทำให้ปักกิ่งมีระบบขนส่งมวลชนที่นับได้ว่าใหญ่กว่าโตเกียวแล้ว

เราเข้าใจหนัง ในบางอย่างที่เขาอยากสื่อ เราไม่ได้เป็นเนิ้ดในรูปแบบ อะกิบะ แต่เราเข้าใจความเหงาในเมืองนี้ดี หลายหนเราเสพมัน จนติด

เราคุ้นเคยกับเอบิซึตรงจุดนัดพบพระเอกนางเอกมากๆ เรารู้จักร้านซึทาย่านั้นดี เราเคยอยู่บ้านแถวๆนั้น ห่างจากจุดนั้นเพียงไม่กี่นาทีเดิน แต่เราไม่คุ้นเคยอากิฮาบาร่า เป็นที่ๆเราไม่ได้ชอบไป เคยไปไม่น่าเกินห้าหน ไปแล้วก็เวียนหัวเสียงดัง โลกของผู้ชาย ย่านของผู้ชายที่ใหญ่ที่สุดในโลกล่ะมั้ง มีเครื่องใช้ไฟฟ้าสารพัด ลำโพงเสียงดีที่บ้านเราคู่หนึ่งปัจจุบันยังใช้อยู่ พ่อเราก็ซื้อที่อากิฮาบาร่าเมื่อเกือบๆสี่สิบปีก่อน ตอนจบหนังทุกๆคนก็คาดเดากันได้อยู่แล้ว แต่ไอ้การจูบกันที่อากิฮาบาร่ามันไม่โรแมนติคเอาซะเลย

เราคิดถึงคนบางคนที่เราไปเดทที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนชั้นดีหน้าสวนโยโยกิ เรารักเขาซินะ คำว่ารักที่พระเอกบอกนางเอกไปมันยาก เราเองก็บอกรักคนยาก เรายังจดจำได้ว่าเราถามเขาว่า Do you love me? ที่นั้น คืนนั้นเรากอดเขาแน่น ถ้าอนาคตเราได้เจอเขาอีก เราจะกอดเขาให้แน่นกว่าคืนนั้นอีก แต่จะเป็นไปได้ไหม

คนเรามักกลัวการเดท เราเองก็เป็น เราเป็นเสมอด้วย แต่จะว่าไปเดทคืออะไร บางคราวเราก็สงสัย คนเราก็กินข้าวกันเป็นปกติแล้วล่ะเนอะ ร้านอาหารบางแห่งสวย แถวๆฮาราจูกุก็สวย แถวๆเอบิซึก็สวย ริมคลองเมกุโหระก็สวย เราคุ้นเคยกับย่านเหล่านั้นดี ขนาดที่มองออกว่าในหนังไปตรงไหนบ้าง

เมื่อวานซืนที่ไปดิสนี่ย์แลนด์ คนที่หายไปท่ามกลางฝูงชนเรามองหาเขาแล้วหวาดกลัวว่าจะเจอไหม เขาทำให้เราบ้าได้ โดยที่เราบ้าไปเอง คนๆนี้ก็ทำให้เราเป็นแบบนี้ได้ การนั่งดูหนังรักญี่ปุ่นแล้วเห็นที่ที่เราเคยไปกับใครเหล่านั้น มันทำให้เราเจ็บพอสมควร เวลาที่ผ่านมาเราเหนื่อย เราเบื่อกับการเดินแบบนี้ เราเพียงต้องการใครซักคนที่จะพูดแบบนางเอกในหนังว่า ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป เราอยากตื่นมาแล้วพบว่ายังไงซะ ชีวิตเราก็มีหลังให้พิง มีกำแพงให้ความอบอุ่นในยามที่เหนื่อยล้าของชีวิต

ในหนังฉากฝนตกหนัก ใครจะรู้ว่าฝนตกหนักในญี่ปุ่นเป็นอย่างไร เราเคยเดินกางร่มและลมแรงจัดกลับบ้านจากตีสองถึงตีสี่เพราะหลงทางแถวๆเอบิซึ คืนนั้นเราสองคนเหนื่อยขาดใจ เราเสียใจมากๆ เขาเองก็เป็นคืนที่บ้าคลั่ง เราเจ็บที่เห็นเขาเจ็บ ความทรงจำบางอย่างมีความพิเศษในตัวมันเองจนเราไม่อาจลบเลือนได้ นางเอกพูดกับพระเอกว่า คุณทำให้ทุกๆสิ่งเป็นของขวัญที่วิเศษสุด การเป็นคนใส่ใจละเอียดอ่อน ก็คงดีไม่น้อย แต่บางคราวเรารู้สึกว่าความละเมียดที่เราเห็นโดยจิต มันทำร้ายเราเสมอ

เรานึกถึงวันที่ฝนตกริมคลองที่มีดอกหางนกยูงสีแดงฉานริมคลองข้างUN(เดือน๕ปี๒๐๐๔) และผู้หญิงที่ทำให้เราเปิดBlogนี้ วันนั้นเธอใส่ชุดสีขาว และเธอเป็นคุณหนูเหมือนนางเอกหนังเรื่องนี้ เธออาจจะไม่ถึงขนาดห่อด้วยแอเมสทั้งตัวหรอก แต่เธอก็คือคุณหนูคนหนึ่งจริงๆ และเธอก็ชอบดื่มชาชั้นดีแบบในหนังซินะ จะว่าไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเราโทรไปหาเขาสามสิบวินาทีนี่นา ธุระจริงๆน่ะล่ะ แต่ชีวิตนี้จะได้เจอกันอีกไหม เหอะๆ ต่างคนต่างทางเดินจริงๆ

การมีนัดเดทเพียง๑ครั้งอาจเป็นจุดจบสำหรับคนมากมาย ในหนังสื่อความหมายได้ดี เรากลัวการเดินต่อไปเสมอ และแน่นอน ใครๆต่างก็ทำกับเราแบบนี้ เราต้องหัดจำไว้เป็นบทเรียนเสียบ้าง เข็ดก็ต้องจำ เดทร้านหมา เดทเคโอ เดิทริมป่า โอ้ว ว้าว เกร้ท ยอดเยี่ยมไปเลย ไอ้หน้าโง่ ตอนจับหมูเราเจอเพื่อนรุมด่าว่าโง่แกมโกง มันขำดีนะ

แถวๆรปปงหงิฮิลล์สวยมากๆ อีกไม่นานเราจะไปอีกหนหนึ่ง เราชื่นชอบที่นั้นมากๆ มีหลายๆอย่างที่เราอยากทำและหลายๆที่ที่เราอยากไป และเราจะทำมันภายในเดือนนี้ ไม่แคร์ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมไหนๆทั้งสิ้น เราเบื่อความหลอกลวง เราต้องอยู่กับปัจจุบัน

เพียงโปสค้ารด์ที่นางเอกส่งมาจากปารีสให้พระเอก มันจะมีความหมายเพียงใดกันเชียว มันอาจเป็นเพียงกระดาษมารยาทที่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงก็ได้ ทำไมหนังเรื่องนี้มันถึงได้แฮปปี้เอ็นดิ้งได้เพียงนั้น เราไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายไปใช่ไหม แต่จะให้เราเชื่อได้อย่างไรว่า โลกความจริงมันเป็นอย่างที่คิด ในเมื่อมันมองไม่เห็น แต่อย่างน้อยบางครั้งเราก็รู้สึกดีว่ามีตัวตน แต่การมีตัวตนแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่สังขารอะไร เป็นเพียงสัญญาที่เราจับได้ เวทนาที่เกิดขึ้นเราเข้าใจมันมากเพียงใด

อีบ้าทั้งหลาย เลิกหลอกหลอนกูได้แล้ว

อีบ้าทั้งหลายคงลืมไปแล้วว่าด้วยซ้ำว่าเราชื่ออะไร หรือเป็นใคร เรามันแค่คนผ่านไปมา ไร้ตัวตนสำหรับเขาเหล่านั้น มีแต่เรานี่ล่ะที่ดันไปใส่ใจจำและปล่อยให้หลอกหลอนจิตใจ จงปลดปล่อยตัวเองไปกับชีวิต ปีนี้ผีจะจับเรายัดให้ประสบความสำเร็จแบบฟลุคๆทุกๆเรื่องนี่นา และจะเป็นปีที่ดีที่สุดในรอบ๑๒ปีอย่างแน่นอน

ตอนจบของหนังเมื่อซากุระบานเต็มต้น นี่ก็ใกล้ถึงเวลาที่ซากุระบานเต็มต้นแล้วซินะ เฮ้อ ปีที่แล้ว Spring in Tokyo สปริงดึ๋งๆin my heart

ปีนี้จะเป็นอย่างไรน้า

นอนดีกว่า ง่วงแระ

Tokyo Disney Land

0 comments
Tokyo Disney Land

Saturday, March 08, 2008

12:22:15 AM

เมื่อมังกรไม่ได้หันหน้าทางทิศตะวันออก
(นั่งขำคนเดียวในห้องที่เราซื้อมังกรตัวจิ๋วหนวดหักมาวางไว้)

คาลัวร์สองแก้วก็ทำเราเมาได้นะ (ฮา)

เมื่อคืนปวดท้องมากๆ เสียดไปหมด ทั้งๆที่อุจจาระไม่แตก ตื่นมากลางดึกวิ่งไปห้องน้ำ

วันนี้ตื่นเช้าไปโตเกียวดิสนี่ย์แลนด์มาอยากฟังกันไหม ไม่เล่าหรอก ไม่สนุกด้วย โตมาจนถึงวัยจะแต่งงานแล้ว พึ่งได้ไปที่ๆเด็กๆควรไป โทรไปหาพ่อด้วย บอกว่าอยากให้พ่อมาอยู่ด้วยกันจัง บ้านเรามีเพลงดิสนี่ย์เยอะมากๆเลย ตอนเด็กๆแม่กะพ่อก็พาไปดูโรงทุกๆปี

ที่ไม่หนุกเพราะว่าตอนเย็นฝนตกหนาวสัดๆหมาๆ คอยของเล่นก็นานจัดๆ (๒ชั่วโมงต่อ๑เล่น) วันนี้เราได้เล่นไปสองอัน อีกอันรออยู่ดีๆสองชั่วโมงแล้วฟ้าผ่ากลางลานดิสนี่ย์แลนด์ เขาเลยหยุด ส่วนอีกอันเพื่อนไปกัน เรากลับต้องรอผู้หญิงบางคนบ้าถ่ายรูปกะดอกไม้อยู่ได้ เลยคลาดกะเพื่อนอดเล่นไปเลย เล่าคร่าวๆแค่นี้ละกันเอาเรื่องภายในใจเราตอนไปเที่ยวดีกว่า

เพลงของคริสติน เพราะดีลอยผ่านไอผ่อดมาตอนขี่จักรยานกลับบ้านตะกี๊..เข้ากับวันนี้เลย ฟังเพลงของคริสตินก็จะนึกถึงบอยและหลิงและคริสตินเมื่อตอนนั้นที่ไปหัวหินด้วยกัน นานแล้วซินะ ปี๒๐๐๕ ได้ จนตอนนี้บอยมีคนที่พร้อมจะแต่งงานกันแล้ว แต่เราหรือ..ยังไม่มีเลย นึกๆไปเรื่องนี้ก็เราว่าตลกดี

บ่อยครั้งใช่ไหมที่ฉันทำให้เธอเสียใจ จะทำอย่างไรให้เธอนั้นรักฉันเหมือนเก่า จริงๆเพลงมันไม่เข้ากะชีวิตเราซะทีเดียวหรอก แต่ฟังแล้วจั๊กกะจี้ดี

(เหี้ย แผ่นดินไหว ทำกูประสาทแดกอีกแระ ตอนนี้เรย)

เข้าเรื่องดีกว่า

ใครว่าคนเราลืมกันได้ง่ายดาย วันนี้เรามีเรื่องเสียใจเรื่องนึง เราคิดไม่ออกว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ในเมื่อเธอปิดประตูใส่เราแบบลำบากมากๆ คงเป็นกรรมเก่าที่เราปิดประตูใส่คนทุกๆคนก่อนเสมอ เราเองอาจทำเขาเสียใจจนเขาต้องทำแบบนี้เป็นเกราะกำบัง มีอยู่วันหนึ่งตอนต้นปีนี้ เรานั่งกินข้าวมันไก่ประตูน้ำอยู่ อารมณ์คล้ายวันนี้มากๆ แต่วันนี้หนักกว่า วันนั้นเห็นคนต่างชาติพยามถามทางอยู่ เราบอกทางอะไรไป แล้วนึกขำๆว่า ชินเหนี่ยไขว้เล่อร์ หงป่าวน่าหลาย วันนั้นเราก็ขำที่ตนเองไม่พูดไป คือ คิดถึงการลาจากโดยไม่ได้ปรับความเข้าใจแล้วมันก็แย่ อย่ารู้เลยว่าวันนี้วันอะไร แต่เรารู้ตัวเลยว่า วันนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้กินข้าวร่วมโต๊ะกับคนบางกลุ่ม วันนี้เราไปกินเนื้อย่างร้านป้าเพื่อนกัน สนุกเช่นเคย แต่เรื่องนั้นทำให้เราเศร้าไปพอสมควร แต่มันไม่เท่ากับบางคนหรอก และ เรียกว่าอย่างไรดี เขาเป็นความลับในอดีตของเราเอง และเราเองก็เป็นความลับในอดีตบางส่วนของเขาแน่ๆ

อยู่ญี่ปุ่นเรามักจะมีความลับเสมอ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อาจเพราะเราชอบที่จะเป็นแบบนี้ก็ได้ แต่วันนี้พูดเรื่องนี้ไปกะเพื่อนคนนึงแต่พูดไปแค่สองนาที ไม่ได้สบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย เราเองรู้ว่าเรามักทำร้ายเขา แต่เราไม่ได้ทำร้ายเขาด้วยคำพูดเรา แต่คนอื่นทำร้ายเขาด้วยพฤติกรรมของเรา ที่ผ่านมาเหมือนเราไม่ให้เกียรติเขาเลยแม้แต่น้อย เรารู้ว่าที่ผ่านมาเราทำเขาเสียใจจนเขาปิดประตูใส่หน้าเราปังใหญ่แบบนี้มาหลายเดือน ทั้งๆที่แต่ก่อนเราไปส่งเขาที่บ้านทุกๆวัน

เรื่องแปลกที่เราพึ่งรู้คำตอบก็คือ วันนี้เราสองคนเผลอคุยกันภาษาอังกฤษกันครู่หนึ่ง เขาเริ่มต้นว่า Really, are you understand บลาๆๆ เราพบว่าเราสองคนพูดกันเร็วไป คนชอบนึกว่าโกรธกัน และเราสองคนไม่ค่อยขำด้วย ทั้งๆที่ใครๆต่างก็เข้าใจว่าเราสองคนเป็นคนอารมณ์ดี แต่เราสองคนต่างเข้าใจในกันและกันดีแน่ๆว่าแต่ละคนเป็นคนซีเรียสมากพอควร

บางเรื่องเราเองก็ไม่รู้ว่าเราจัดการกับปัญหาอย่างไรดี

แต่ที่แน่ๆวันนี้เราเผลอลูบหัวผู้หญิงคนหนึ่งไป และจับผมเขาอยู่นาน เขาหันมามองแล้วเบือนหน้าหนีมีน้ำคลอตา แล้วเราทำไปแบบนี้แล้วจะให้ทำอย่างไร เราเองก็นึกไม่ออก ก้อผู้หญิง เขาเอามือเขามาจับมือเราไปวางบนหัวเขาเองนี่นา แต่ไอ้ทำแบบเมื่อวานก็ไม่ดีอีก เมื่อวานเราจับมือกันใต้โต๊ะอยู่นานคิดว่าไม่มีคนมอง แล้วเขาก็หยิบมือเรามาวางบนโต๊ะ เราก็รีบปล่อย ไอ้ที่เราขำแบบแห้งๆก็คือ เราไปยืนแอบฟังหน้าห้องน้ำตอนเขาคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ ไอ้สิ่งที่ได้ยินมันเจ็บจี๊ดไปเลย เขาพูดเหมือนเราไม่มีตัวตนสำหรับเขา ก็ไม่น่าแปลกอะไรคนใหม่รู้จักเรามาแค่เดือนเดียวกะคนที่รู้จักเรามาครึ่งปีแล้ว เขาต่อกันบางเรื่องไม่ติดหรอก ซึ่งจริงๆก็ไม่แปลก

เขากะเราเหมือนกันข้อนึงคือ ชีวิตนี้ถ้าเรื่องที่ไม่อยากพูดก็อย่าหวังว่าใครจะได้ยิน ข้อนี้เราสองคนรู้จักกันดีมากๆ ไอ้นี่ล่ะที่เราเลยรู้สึกว่าเขาไว้ใจได้ เราเลยเล่าทุกๆอย่างที่เราอยากเล่าให้เขาฟังตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ยิ่งพอคิดไปว่ารู้จักกันมาครึ่งปีแล้ว มันยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ มันนานพอสมควรเลยนะ ยังคิดถึงรอยยิ้มสวยๆของเขา คิดว่าชีวิตนี้อาจไม่ได้เห็นอีกแล้วก็ได้ เพราะเขามองเราทีไรก็มีแต่แววตาแบบนั้นเสมอ แววตาที่เราอธิบายได้ว่า..มันผิดหวังระคนโกรธและมองเราอย่างว่างเปล่า ไร้ประกายของแววตาแบบแต่ก่อน ยิ่งคิดถึงวันแรกที่เขาหันมาหาเราและพูดว่าNice to meet you ยื่นมือนิ้วสวยที่มักวางบนไวโอลินแสนนุ่มนวลมาให้เราจับ มันช่างต่างกับวันนี้ราวฟ้ากับเหว

เสียใจพอสมควร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องโทษตนเองนี่ล่ะ อย่าโทษใครอื่นเลย

เฮ้อ กะว่าตอนเราทำธุรกิจจะให้เขาช่วยซักหน่อย วัยรุ่นเซ็งเลย แต่ก็คงวานได้น่ะละ เอาน่าอีกไม่กี่วันเราก็กลับไทยแล้ว กลับมาใหม่ถ้าไม่ติดต่อไปก็คงไม่เจอกันอยู่ดี ติดต่อไปก็ไม่แน่ใจว่าจะได้เจอกันไหมน้า แต่เราแอบเชื่อว่าเขามีเยื่อใยเหลือให้มิตรภาพดีดีของเราแน่ๆ เพียงแต่มันต้องปล่อยให้นานกว่านี้

เดี๋ยวไปอาบน้ำก่อนดีกว่า ถ้ามีรมจะมาเล่าให้ฟังดีกว่าว่าสนุกอย่างไร

Wednesday, March 12, 2008

2:23:15 AM

เมื่อวานไปเดินดิสนี่ย์สะตอในชิบูย่ามา มีคนบอกสวัสดีค่ะ แอบตกใจ ร้านน่ารักเสมอ ไปทุกทีก็หลงใหลทุกๆทีไป เพลงเพราะของก็สวยดี แต่ตกลงเราไม่บันทึกเรื่องดิสนี่ย์แลนด์แล้วแหละ ขี้เกียจนะ ไว้ถ้ามีรมจริงๆ ดูรูปแล้วจะมาบันทึกละกัน

วันนี้คิดได้ว่า 5B เพื่อ 55Y  18B  40B + 16B = 56B 168Y/9 = 20  1100
3^1=3 3^2=9 3^3=27 3^4=81 3^5=243 3^6 =729 3^7=2187 * 55= 120285

๑ต่อ๓ ๑ ทุน ๑ ลงทุน ๑ ปัน ๑ใน๓ของปัน บริจาค จ้างมอส จ้างแม็ค จ้างโยชิ เฮ้ดฮันเต้อร์ทำงานให้หนัก

ยามเมื่อลมหัดหวน ภาค 3

0 comments
ยามเมื่อลมหัดหวน ภาค 3

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551

๒๒:๕๓:๔๕ น.

จากคนละฟ้า
จากคนละแผ่นดิน
กลับมาโบยบิน
ข้ามไปสุดฟ้า
จนได้พบกัน
อาจเป็นเพียงลม
ที่พาเราพบพาน
ให้เราได้รักกัน

และให้ฉันต้องฝืนใจลา

อาจเป็นเพราะรัก ที่ผ่านมากับลม
ผ่านมาเชยชม เพียงแผ่วพริ้วแล้วมันก็จางไป
เก็บความทรงจำ เก็บงำในหัวใจ...อยู่เพียงเดียวดาย

ในเมื่อรัก จากไปพร้อมสายลม
เมื่อเป็นความรักที่ไม่เอาเผยใจ
เก็บมันเอาไว้เก็บมันเอาไว้..ไม่อาจยอมให้เธอรู้

เมื่อใดที่ลมพัด ช่วยผ่านมาหน่อยได้ไหม
อยากให้คืนวันที่ดีเหล่านั้นได้หวนมา
เมื่อใดที่ลมหวน ที่เธอจะกลับมาหา

เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักนั้นจะพัดพามาอีกครั้ง

มาอีกครั้ง

.........................

ที่บอกว่าภาคสามเพราะว่า เคยเขียนถึงเรื่องยามเมื่อลมพัดหวนมาแล้วสองครั้งในบล๊อกนี้ (อาจจะสองครั้งครึ่ง) ครั้งแรกเมื่ออ่านหนังสือเรื่องนี้จบในห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์ ก่อนมาโตเกียวหนแรกไม่กี่วัน (เกินปีครึ่งแล้วซินะ ขอบคุณที่เรายังไม่ตาย และแกร่งขึ้นมากๆ) ชอบมากๆ ครั้งที่สองเมื่อตอนนั่งดูในutube สมัยอยู่บ้านที่ชิบูย่า(๙เดือนได้แล้วมั้ง) ตอนนั้นไทยบล๊อกเวบนี้ แต่เรานั่งดูวันละนิดวันละหน่อยแต่ต้นจนจบ คราวนี้คือหนที่สาม คือ หนที่เราหันมาตั้งใจฟังเพลงนี้ ทุกครั้งมีอารมณ์ที่แตกต่างกันไป ครั้งแรกอินและชื่นชอบกับหนังสือเล่มนี้มากๆ เพราะว่า บทสนทนาที่เป็นเด็กธรรมศาสตร์ยุคตุลาเต็มที่ คุณ วาณิช แกเขียนหนังสือเก่งเสมอ และเรื่องราวความเป็นจริงในหนังสือเกิดที่ฝรั่งเศส หนที่สองตอนดูเป็นละครดำเนินเรื่องในอังกฤษแต่เราประทับใจยูโรดิสนี่ย์แลนด์ ในละครเรื่องนั้น เป็นที่ที่เราอยากไปมากๆในชีวิตนี้ หนนี้ ฟังเพราะวันนี้ มีข่าวดีบางอย่าง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิต แต่ไม่ใช่อะไรดีนักดีหนาหรอก แต่ก็แปลกดี กระบวนการคัดสรรทางสังคมบางอย่างทำให้เราได้เจอคนบางคนจริงๆนะล่ะ แม้เกิดมาจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม

แต่เราไม่บอกบล๊อกหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะมันอาจไม่ดีเหมือนดังคาดก็ได้ ไว้ซักสิ้นเดือนนี้อาจรู้กัน

สิ่งที่เราชอบจากเรื่องยามเมื่อลมพัดหวนก้อคือ มันต้องมีคนๆนึงมาพัดพาให้พระเอกเดินทางกลับแผ่นดินแน่นอน ถึงจะอยู่ต่างประเทศมานาน ชง เป็นเด็กสินสาด การบูร เป็นเด็กบัญชี

........................

วันนี้ไปยืมกล้องด๋อยมาเพราะมะรืนจะไปเที่ยวดิสนี่ย์แลนด์ ไปเอาที่เมกุโหระ ครั้งแรกที่เจออุ้มก็เมกุโหระ เวลาผ่านไปเกินปีแล้วซินะ ตอนนั้นบ้านเรายังอยู่เอบิซึสุดสวยอยู่เลย ทั้งสองคนนี้ก็เป็นเพื่อนที่น่ารักเสมอมา เป็นคู่ที่เราคงคบไปตลอดชีวิตแน่ๆ เป็นคนดี นับเป็นกัลยาณมิตรจริงๆ สมกับที่ชาญฉลาดเป็นนักเรียนปริญญาเอกกันจริงๆเชียว ตอนเราเสียใจเพราะผู้หญิงแทบปางตายก็ได้สองคนนี้นี่ล่ะเนอะที่ปลอบโยนดูแลเรา

ขอบคุณที่แนะนำสิ่งดีๆให้เราเสมอมา รวมถึงแนะนำคนดีดีให้ได้รู้จักด้วย

อย่าคาดหวังว่าดิสนี่ย์ซีย์ที่จะไปช่วงปลายเดือนนี้ จะเป็นที่ที่ดีนัก อย่าคาดหวังอะไรกับชีวิต

ใครๆก็บอกว่า Disney Land เหมาะไปกับเพื่อน ส่วน Disney Sea เหมาะไปกับคนรัก เดี๋ยวจะได้รู้กันล่ะว่าอะไรเป็นอะไร เหอะๆ แอบขำในชะตาชีวิตตนเอง คิดไปก็ให้ตลกดีว่า เหมือนที่ชีวิตนี้ตั้งแต่อายุ๒๕คิดมาหลายๆหนว่า อย่ารีบทำอะไรเกินไปนักเลย ขาจะไม่แข็ง ค่อยๆเดินค่อยๆก้าวไป แล้วจังหวะที่ดีจะมาถึงเองเมื่อมีความมั่นคง ความพร้อมและโอกาสจะมาถึงในเวลาที่เหมาะสมเสมอ ขอให้เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะ ดวงดาวจะพาเจ้าไปถึงฝั่งฝันเสมอ ต่างจากตอนซัก๒๒ ๒๓ ที่รีบไปหมดทุกสิ่ง มันจะพังได้ เราไม่ใช่ซุปเป้อร์แมนนะ

ว่าแต่ว่าเราอยู่ญี่ปุ่นมาได้อย่างไรเป็นปีๆโดยไม่เคยไปสองแห่งนี้เลย นึกถึงตอนนั่งเบาะหลังสุดรถตู้สถานทูตเมื่อต้นปีที่แล้ว แล้วน้องไหมชะโงกหน้าลงไปชี้ให้ดูว่าข้างล่างทางด่วนนั้นคือดิสนี่ย์ทั้งสอง

มันไกลจากโตเกียวมากพอสมควรเลยนะ

ฉากที่เราชอบคือฉากที่บ้านของพี่อ้วนกับพี่แสดแล้ว พระเอกนอนที่โซฟาและนางเอกนอนในห้องนอน ห่างกันเพียงฉากกั้นห้องกั้น แต่คิดถึงกันอยู่ และด้วยข้อแม้ของชีวิตบางอย่างทำให้เรื่องราวมันเป็นแบบนั้น

วันนี้ตอนเช้าตื่นมาแล้วคิดได้ว่ากฏโง่ๆบางข้อที่เรากำหนดมันเป็นขอบเขตการคิดของเรามาตลอดชีวิตนั้น และเราอยากจะแหกมันเป็นหนแรกตอนอายุ๒๘ มันทำให้เราไม่สบายใจมากพอควร สงสัยเราจะก้าวผ่านข้ามมันไปไม่ได้แล้วน่ะซิ มันยากเกินไป มันไม่ได้ยากที่อื่นหรอก มันยากในใจเรานี่ล่ะ แต่ไม่รู้จะหยุดได้เมื่อไหร่ อาจเป็นวันที่๒๔นี้ก็ได้

วันนี้โทรไปหายอที่ไทยด้วยความเป็นห่วงเพราะอ่านอีเมลเขาว่าด่วน เขาก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะมาเมื่อไหร่และจะพักกะเราหรือไม่ แต่ตงิดๆว่า ช่วงนั้นกูยุ่งตายห่านะเนี่ย คงไม่ได้พาไปไหนแน่ๆ (เสียมารยาทอีกแล้วกู) แต่เขามากะหนุ่ม ก็ปล่อยเขาไปกันตามสะดวกเถอะ กินโยเกิดแล้วแปรงฟันนอนเถอะคุณทศ

Thursday, March 06, 2008

10:13:33 PM

วันนี้ได้เดินเล่นทำนุ้นนี้นั้นหลายๆอย่างอย่างที่ใจอยากจะทำมานานแล้ว ได้เดินดูบ้านสวยๆก็มีความสุขดี ได้ไปว่ายน้ำหนที่สามในรอบสัปดาห์ก็มีความสุขดี ได้รับข่าวดีจากกัลยาณมิตรก็ยิ่งดีใจ วันนี้ได้เห็นคนฆ่ากันด้วยคำพูดที่ไม่เกี่ยวกะเรา เราก็ฟังแล้วหัวเราะแหะๆ ไม่ได้พอใจอะไรนัก แต่เถียงเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ก็แค่นั้นเอง เอิ๊กๆ เห็นคนหน้าจ๋อยก็เพราะว่าคำพูดบ้าๆตลกๆก็ได้รมไปอีกแบบ แอบจับมือใต้โต๊ะก็ให้ขำๆ อยากจับให้นานกว่านี้จัง

และที่ดีใจที่สุดก็คือวันนี้กล้าเดินไปที่ที่เคยไม่กล้าไปมานาน เพราะเดินผ่านไปหนใดก็เจ็บก็ปวดทุกคราวไป แต่วันนี้กลับนิ่งๆและเฉยๆ ดีใจที่เอาชนะใจตนเองได้ในระดับนึง ได้กินก๋วยเตี๋ยวโคตรพ่ออร่อยอีกหนอย่างสุขใจ

ก่อนเข้าบ้านด้วยอารมณ์ดีจัดๆ ก็เดินเข้าไปในVirgin Café แถวๆบ้านด้วย เฮ้ย อั๊กซองโผล่มาเองได้ไง เข้าไปเป็นหนแรกในชีวิตเลย ทั้งๆที่เดินผ่านมานานมันเปิดตั้งแต่สิ้นเดือนตุลา แต่จะว่าไปเราก็พึ่งว่างจริงๆนี่นา มีความสุขได้ดื่มเบียร์ไป๑แก้ว ทั้งๆที่บอกตนเองว่าเดือนนี้จะเป็นเดือนแห่งสุขภาพที่สุดในรอบปี แต่ก็นะ เมื่อคืนวันที่๑ก็ประเดิมด้วยเมาจัด แต่เอาน่า เดือนนี้จะเมาน้อยสุดในรอบครึ่งปีให้จงได้ รู้ตัวล่ะว่าได้แน่ๆ อีกไม่เกิน๑๐ชั่วโมงต้องตื่นแต่เช้าไปDisney Land เย้ๆ

วันนี้กะเมื่อวานตอนเย็นอารมณ์ดีกว่าเมื่อวานตอนบ่ายๆหลายเท่าเลย(มันหดหู่นะบางทีน่ะ) แปลกนะคนเรา ชีวิตคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรนักหนาหรอก แค่มีข่าวดีบ้างก็พอไม่ต้องดีจริงหรอก

เรื่องบางเรื่องเราไม่ต้องการเลยแม้แต่น้อย ชีวิตเราต้องการน้อยอย่างเหลือเกิน

ลมแล้งมีความสุขกว่าลมแรงๆที่พัดมาให้อุ่นใจแล้วจากไปทิ้งไว้เพียงความหนาวเหน็บในหัวใจนักหนา

ตื่นเต้นกับฉลามซักหน่อยแล้วอ่านหนังสือแล้วกินโยเกิดแล้วแปรงฟันแล้วนอนดีกว่า จะได้จีจี้

เกลียดบางอารมณ์ของตนเอง

0 comments
เกลียดบางอารมณ์ของตนเอง

Wednesday, March 12, 2008

2:03:19 AM

วันนี้บ่ายสี่ สายตาแห่งโศกนาฏกรรมในรูปแบบเดิมๆในชีวิตเกิดขึ้นอีกหนหนึ่ง เกลียดสายตาแบบนี้จัง ไม่อยากมองหน้าอีก แต่คนใกล้กันจะทำไงได้จริงไหม แต่เกลียดสายตาแบบนี้มากๆ จำได้ว่าตอนหัวหินเมื่อปี๒๐๐๓เดือนตุลา เราเล่าบางเรื่องราวในชีวิตให้คนบางคนฟังไป ได้รับสายตาแบบนี้คืนมา และตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้เราไม่ได้เจอเขาอีก

.............................

เมื่อคืนหลับอยู่มีคนโทรมาจากเกาหลี รู้สึกราวกับฝันไป นึกได้ตอนบ่ายสามโมงวันนี้ว่าเมื่อคืนตอนหลับสนิทตอนตี๑มีคนโทรมา ดีใจจัง ราวกับความฝัน เขาก็คงงงๆเพราะเราที่เขารู้จักไม่นอนตอนตี๑แน่ๆ แต่เมื่อคืนเหนื่อยจริงๆเหนื่อยใจแต่เช้าวันจันทร์ ไปรษณีย์มาส่ง เปิดซองออกเครียดสัดๆ ปัญหาเดิมๆที่ทำให้เครียดในชีวิตเกิดขึ้นอีกหน(แต่ก็เอาน่าแค่ปีละสองหน) นู้นก็ต้องทำนี้ก็ต้องทำ เวลาก็มีจำกัด แต่แบบนี้ล่ะ มัวแต่ดินพอกหางหมูมานาน ต้องเอาตัวให้รอด นึกไปถึงเมื่อสิ้นตุลาปีที่แล้ว แทบตาย หน้าตาแย่มากๆ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยดี พังไป๑ สำเร็จไปสอง คราวนี้ขอให้รอดให้หมด เฮ้อ จะทันไหมนะ

.............................

วันนี้ตอนหกโมงเย็นรับโทรศัพท์ให้ชาวบ้าน ได้ยินคำพูดของผู้หญิงเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ดีใจที่ไม่เจอเขามาตั้งแต่สิ้นตุลาปีที่แล้ว ถ้าเขาพูดจาปกติกะเรา ไม่พูดจาเห็นแก่ได้ตลอดเวลาแบบนี้ คงอยากเจออยากพบอีก เป็นคนแก่ที่ช่างทำตัวได้ไม่น่าเคารพเสียจริง แต่ในแง่ความเป็นพี่เขาอาจน่าคบก็ได้ แต่ในแง่งาน ช่างแย่สิ้นดี

...........................

วันนี้ตอนห้าโมงเศษๆ คุยกะสายบางสายที่ไทยที่เขาโทรมาหาคนอื่นแต่คนๆนั้นเขาโยนสายให้เราคุย บอกว่าฝั่งนั้นมีเรื่องจะคุยด้วย เขาพูดเย็นชากับเรา ไม่ขี้เล่นแบบเก่า เพราะคราวล่าสุดที่เขาโทรมาเราไม่คุยด้วย และไม่โทรกลับ ผ่านมาเกือบๆสองเดือน ชีวิตนี้คงไม่ได้เจอกันอีกแน่ๆนอนๆ เราช่างเป็นคนไร้มารยาทสิ้นดี

..........................

วันนี้มื้อเย็นนั่งกินข้าวกับตัวเล็ก เรียกแต่ว่าตัวเล็ก จนจำชื่อญี่ปุ่นไม่ได้แล้ว นึกชื่อเขาอยู่นานมากๆ แต่น่ารักดี หวังว่าพรุ่งนี้จะได้เจอกันอีก พี่สาวใกล้ตัวบอกว่า สงสัยไอ้ตัวเล็กจะชอบทศมั้ง เราขำๆไป แต่วันนี้ก็ถามไปว่า แล้วมีแฟนไหม เขาบอกไม่มีๆ ฮ่าๆๆ น่ารักชะมัด แต่ก็คงผ่านไป คงไม่ได้จีบเขาแน่ๆ ดูท่าทางเขาจะเป็นเพื่อนที่ดีทีเดียว แต่น่ารักชะมัด ไม่ใช่ที่หน้าตา แต่ที่คำพูด และน้ำเสียงและรอยยิ้ม
..........................
ตะกี๊ เข้าบ้านมาเห็นจดหมายบางอย่างมา เปิดซอง โอย จะเป็นลม
...........................
โอย กูจะตายแล้วเรื่องบางเรื่อง เครียดนะ วันนี้ก็ออกไปธุระที่เขตแต่เช้า ต้องหานู้นนี้หลายอย่างด้วย เฮ้อ

Wednesday, March 05, 2008

ผู้หญิงฮ่องกงแก้มแดงๆ

1 comments
ผู้หญิงฮ่องกงแก้มแดงๆ

Friday, February 29, 2008

00:46:31

วันนี้เห็นภาพในอินเตอร์เน็ท กล้วยไม้พันธุ์โสมสวลีสวยจริงๆ ตอนเด็กๆพ่อเราเคยเพาะกล้วยไม้ขาย มีเรือนเพาะชำ๑เรือน แต่ต้นไม้เราว่าเลี้ยงยากกว่าสัตว์เสียอีก อากาศและปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยน แม่ตายเรียบ ส่วนต้นมะลิที่ปลูกหน้าบ้านเยอะแยะเก็บดอกขายเป็นกระป๋องๆก็ทำรายได้ได้โอเค คิดถึงดอกไม้สวยๆที่บ้านจัง อยู่ที่นี่เห็นแต่ดอกไม้ตามร้าน มันไม่สวยเหมือนดอกไม้ที่อยู่บนต้นหรอก คิดถึงซุ้มพญาเสือโคร่งที่บ้านที่มีผีเสื้อบินไปมาทุกๆเช้าจังเลย ซุ้มสีขาวกับดอกไม้สีสวยผีเสื้อนานาพันธุ์ ความงามทางธรรมชาติที่สัมผัสได้ด้วยตา และรับรู้ได้ด้วย(ความเข้า)ใจว่าคนเลี้ยงใส่ใจทะนุถนอมมันเพียงใด ตอนนั้นเราไม่กี่ขวบเองเนอะ คิดถึงไก่แจ้หลายสิบตัวที่บ้านด้วย บ้านเราไม้ดอกเยอะ ไม้ใบก็เขียวจัด เราชอบการเวกสีเหลืองสวยน่ากินมากๆ ลำดวน จำปี หอมดึกส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบ้าน ยิ่งอากาศหนาวๆแบบนี้ยิ่งหอมนักๆ เทียนหยดลูกสีส้มกระจุ๋มกระจิ๋มสวยงาม เราชอบต้นปีบ แต่ต้นปีบสูงเกินที่เราจะมองเห็นดอกปีบหากมันไม่ร่วงลงมา ภาษาล้านนาเขาเรียกว่ากาสะลอง วันที่พ่อให้คนสางต้นไม้ออก หากต้นไม้ร้องได้ คงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดเหลือคณา แต่เจ็บเพื่อโต โตครั้งใหม่แตกช่อชูก้านใบสวยงามกว่าเดิมทุกๆครั้ง คนเราก็เช่นกัน..ต้องเจ็บปวดกันบ้างเพื่อการเติบโต

หากเรามีผู้หญิงที่เขารักเรามากเท่าที่เรารักเขา เราจะดูแลให้ดีราวกับดอกไม้เหล่านั้นเลย

เสียงเปียโนเพลงนี้มันแปลกๆ และเรามารู้จักเพลงนี้ที่นี่ล่ะ เกือบปีแล้วซิที่ได้ยินจากหูฟังไอผ่อด จนนักร้องTea for three ตายไปแล้ว ด้วยอาการของโรคฮีโมฟีเลียเมื่อซักครึ่งปีก่อน ฟังดูคล้ายๆธาลัสซีเมียแบบที่ทอรุ้งเป็นเลยเนอะ
....................................................

กับวันคืนหัวใจที่อบอุ่น...ฉันไม่มี
สิ่งดีดีรักจริงจากคนอื่น...ฉันก็ไม่มี

อยู่กับวันหายใจด้วยความเหงา
เหลือเพียงตัวเราที่ทุกข์ทน
คนที่ฉันรอคอยแทบจะไร้ตัวตน
ไม่เคย ไม่มีรักจริงจากที่ใด

กับดวงใจทุกดวงที่คนห่วง...ฉันไม่มี
แค่อยากมีสายตาที่เข้าใจ...แต่ฉันก็ไม่มี

อยู่ลำพังทุกวันยิ่งอ่อนล้า
สายตาคอยมองดูผู้คน
คนที่ฉันยังคอยอยู่ตรงฟ้ามุมใด
ไม่เคยได้ยินคำตอบจากที่ใด

ฉันเหนื่อยกับการค้นหาเพียงคนคุ้นเคยในดวงตา
เพียงใจซักใจผ่านมา
ก่อนที่ฉันจะหยุดทุกสิ่งตรงฝัน
อยากจะรู้ความจริงซักครั้งว่าฉันมี

..............................................

วันนี้เห็นผู้หญิงฮ่องกงคนนึงชื่อแองจี้แก้มแดงยุ้ยน่ารักชะมัด(แฟนเคียวกะ) (แต่วันนี้ลมก็แรงจริงๆน่ะละ) คิดไปถึงผู้หญิงฮ่องกงคนอื่นๆที่เคยรู้จักมาในชีวิต หญิงหญิง เจนนี่ โจอี้ย์ ทำไมเราชอบผู้หญิงฮ่องกง ไม่ดิ ทำไมเรามักชอบสัดส่วนใบหน้าของพวกผู้หญิงฮ่องกงก็ไม่รู้ดิ ตากลมๆแป๋วๆ แก้มแดงๆ ตัวไม่เตี้ยนัก วันก่อนนู้นวานโจอี้สอนให้ใช้ facebook อยู่ตั้งนาน พอเขาเดินจากไป เราถามหญิงไทยข้างๆว่า ทำไมต้องเขินพี่ด้วยวะ หล่อนเขินหน้าแดงเลย เขาก็บอกว่า เออ เห็นเหมือนกัน พวกสาวๆฮ่องกงนี่ความดันโลหิตสูงกันหมดเลยหรือไงนะ ก็ไม่ได้มุก ไม่ได้นึกอยากจีบเลยด้วย เฟซบุ๊คใช้ไม่ค่อยเป็นจริงๆน่ะละ วันนี้ก็ทักทายคุยกัน เราคงประทับใจสาวฮ่องกงมาตั้งแต่ปี๒๐๐๐ที่ซิดนี่ย์แล้วล่ะมั้ง ทำไมก็ไม่รู้ แต่จริงๆถ้าเราไม่ถามวิธีใช้เฟซบุ๊ค เขาคงไม่เห็นเราหรอกชีวิตนี้ สาวฮ่องกงมักคุยกวางตุ้งเสียงดัง แต่ทำไมเราไม่ค่อยรำคาญไม่รู้ ต่างจากพวกคนเกาหลีที่เรารำคาญชิบหาย

เข้าเรื่องดีกว่า

วันนี้ตื่นมาเพราะมีโทรศัพท์บ้าๆมาปลุก ก็เลยต้องออกไปเอาหนังสือ หงุดหงิดพอควร แต่ไอ้ชายฝรั่งเศสคนนั้นมันพูดไทยเก่งจริงๆแฮะ อายุมิบอกว่าพูดญี่ปุ่นก็เก่ง มันเท่ห์ดีนะ คุยไทยกะคนไทย คุยญี่ปุ่นกะอายุมิ คุยฝรั่งเศสกะแฟน มันแปลกดีนะที่เราอยู่ญี่ปุ่นกันแต่คุยภาษาไทยกับคนฝรั่งเศสฉอดๆๆ มันเคยไปเรียนที่เอแบคมาด้วย และกำลังจะกลับไปเปิดค่ายมวยไทยที่กรุงเทพ มันหนัก๖๗เท่าเราปีที่แล้ว(รุ่นไรวะ)

(ปีที่แล้วหนัก๖๗อยู่๔เดือนกว่าแน่ะ แต่ต้นปีที่แล้วหนักซัก๘๓ได้ และหนัก๗๒มาสองเดือนเต็มๆแล้ว เดือนหน้าตั้งเป้าหมายที่๗๐และจะหนัก๗๐ตลอดไป น้ำหนักคนเราสั่งได้น่า)

(ปีที่แล้วปีแห่งการรักษาสุขภาพ ปีนี้ปีแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัว ปีหน้าหวังใจว่าเป็นปีแห่งความร่ำรวย)

(เดือนนี้ก็เป็นเดือนแห่งการรักษาสุขภาพในรอบครึ่งปีนะ กินเหล้าจัดมาหลายปีแล้วนะ เดือนนี้ต้องเพลาๆหน่อย)

เมื่อคืนนอนเยอะจัดๆ เวลานอนเยอะจัดๆมักจะฝันๆ เพราะตื่นๆแล้วล่ะ เมื่อคืนฝันดีมากๆ มีคอนโดสวยๆ อยู่ตรงแยกไรน้า แยกที่มอไซมันตัดกันเป๊ะๆ มีภาษาจีนด้วยที่ไทยน่ะ ฝันดีมากๆ ดีจนไม่ใช่ความจริงเลยล่ะ(ครั้งที่สามแล้ว) แต่ก็ตื่นเพราะโทรศัพท์บ้าๆ ของอีเด็กเอาแต่ใจตัวคนนึง เวลาเรานอนใครมาปลุกในรูปแบบนี้เรามักโมโหร้ายเสมอ ขอโทษทีนะ พอตื่นมาเปิดคอมเข้า พบโลกความจริง ถ้าภาษาเคทก็คือCyber worldน่ะ เข้าใจไหม เราไม่เข้าใจหรอก หรือเรียกว่าไงดี เข้าใจอะเข้าใจแต่รับไม่ได้ ก็นั่งงงๆงุนๆกันอยู่พักใหญ่ๆ ความจริงมักคลี่คลายในยามตาไม่มัว และ มักมาตอนเผลอเสมอ ก็จุกซิคร้าบบบ เราห้ามอะไรไม่ได้ ห้ามใจตนเองไม่ไหว ชอบคำว่าจะไม่โทษเธอและไม่โทษใครโทษใจตนเองเท่านั้น ถ้าเป็นซักสามปีสี่ปีก่อนเจอแบบนี้ปวดหัวตายห่าไปแล้ว เคยปวดหัวจนนอนป่วยเลยล่ะ บ้าสิ้นดี แต่สมัยนี้แกร่งขึ้น แต่ก็ไงดีล่ะ คนเราก็มีหัวจิตหัวใจนะ

วันนี้ตอนหกโมงเย็นหลังโดนกดดันอะไรบางอย่างก็ได้ระบายอะไรไปเป็นภาษาอังกฤษยาวเหยียดเลยล่ะ ยาวสุดในรอบนานเลย ตั้งแต่เจฮีกลับไปนี่เราไม่ได้ระบายอะไรเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้นานแล้ว ก็เหมือนจะสบายใจขึ้นแต่ก็กดดันอยู่ดี บางครั้งการที่อยู่ที่นี่แล้วเป็นคนยิ้มๆ ก็ทำให้อึดอัดได้พอควร

อีบ้าทั้งหลายเลิกกดดันกูเถอะ กูเหนื่อย

..................

นึกได้ว่าตอนนี้งูกำลังจะเข้าบ้าน อันตรายยังไงชอบกล ทำไมเราไปชักศึกเข้าบ้านแบบนี้นะ การอยู่ญี่ปุ่นนี่ทำไมเรามักเจอคนไม่ดีเยอะขนาดนี้นะ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เบื่อจริงๆจังๆเลย อยากกลับบ้าน ที่บ้านเราสบายใจกว่ากันนักๆ แต่เอาเถอะอีกไม่นานก็ได้กลับไปแล้ว กลับมาก็ไม่ต้องพบเจอพวกคนแบบนี้นัก งูมันเข้าบ้าน เราก็ย้ายบ้านหนีก็แค่นั้นเอง เฮ้อ เสียเงินหนีอสรพิษ ชีวิตนี้เสียเงินให้อสรพิษไปก็ไม่น้อย ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยน้า

................

จะว่าไปวันนี้นั่งนึกถึงพวกคนจีนที่รู้จักทั้งหลายในชีวิตมาหลายสิบคน ตามต่างประเทศ ทำไมไม่มีใครตาชั้นเดียวแบบคนจีนในไทยเลยวะ คนจีนในไทยนี่เขาอพยพมาจากไหนของจีนกันวะ ทำไมหน้าตาไม่เหมือนคนจีนกวางตุ้ง คนจีนเซี่ยงไฮ้ หรือ คนจีนต้าเหลี่ยน หรือคนจีนฮกเกี้ยน แบบที่เรารู้จักเลย เราเคยอยู่บ้านเดียวกะแคลร์กะริโน่ที่บาลาคลาว่า ก็หน้ายังกะองค์หญิงกำมะลอ(จาวเหว่ย) แต่พวกไต้หวันก็ตาตี่เนอะ คนจีนที่ไทยตาเป็นขีดๆแบบพวกคนเกาหลีซะงั้น ตกลงความจริงบนโลกนี้เป็นไงนะ คนลาวที่เวียงจันทน์ก็ไม่ได้ดั้งหัก คางเหลี่ยม โหนกแก้มสูง ตัวดำ แบบที่เข้าใจ ตกลงเราเข้าใจคลาดเคลื่อนหรืออะไรกันแน่วะ

เดี๋ยวอาบน้ำแปรงฟันนอนดีกว่า อ่านหนังสือซักพักก่อนนอนด้วย จะได้จีจี้

แม่น้ำนิรันดร์

0 comments
แม่น้ำนิรันดร์

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551

๐๒:๐๗:๑๖ น.

แม่น้ำนี้ชื่อนิจนิรันดร์
เป็นที่ซึ่งเรานัดพบกัน
จูบครั้งแรก..ใต้เงาพระจันทร์
เสียงเธอพร่าสั่น
ฉันเห็นน้ำตา

แม่น้ำนี้ชื่อนิจนิรันดร์
ณ ที่นี่เราจึงรักกัน
ข้ามฟากหนึ่งเธอก็ถึงฉัน
มาอยู่รวมกัน
สร้างฝันเป็นจริง

สร้างเธอสร้างฉัน
ให้กล้าหาญเผชิญทุกสิ่ง
ซื่อในรักภักดีกันยิ่ง
ข้ามพ้นสิ่งที่ขวางทางเรา

แม่น้ำนี้ชื่อนิจนิรันดร์
ใครมีรักจะมาพบกัน
ร่วมเดินทาง
ข้ามน้ำพระจันทร์
เหมือนเธอบากบั่น
ข้ามกับฉันมา

......................................

เพลงนี้เพราะจัดๆ ไม่ทราบว่าเพราะด้วยเครื่องดนตรีมากมาย หรือเพราะเพราะเป็นคอนเสิด หรือเพราะเพราะอะไรกันแน่ แต่ฟังครั้งแรกในชีวิตจากดีวีดีคอนเสิดเมื่อซักสองสัปดาห์ที่แล้ว เป็นคอนเสิดชื่อว่า The retro concert เล่นเมื่อ ๒๒ พค ๒๕๔๗ ที่อิมแผ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เป็นเพลงเก่าๆของวงแมคอินทอช คนร้องชื่อ คุณต้น เสียงหวานขาดใจ วันนี้ดูเป็นหนที่สามหรือสี่ไม่แน่ใจ ตั้งใจจดมาเลย ชอบมากๆ เราว่าคนเขียนแอบทะลึ่งอยู่ไม่ใช่น้อยด้วย นักร้องสมัยก่อนเปรียบเทียบได้สวย

บรรยากาศของเพลงนี้ทำให้
เราคิดถึงแม่น้ำแม่แจ่มที่เชียงใหม่ ที่สบแม่รวม สะพานที่เคยเดินข้ามทุกๆวันเป็นเวลา๑๒วันเมื่อตุลาคม๒๐๐๖ มีความสุขราวกับอยู่คนละโลก โลกนั้นเราเรียกสั้นๆว่าโลกโกหก

บรรยากาศของเพลงนี้ทำให้
เราคิดถึงทริพที่ดีที่สุดในชีวิตที่หนองเต่าดำเมื่อเมษา๒๐๐๖ จังหวัดกาญจนบุรี คืนนั้นเป็นคืนที่เห็นหิ่งห้อยมากที่สุดในชีวิต เราเห็นหิ่งห้อยตลอดเวลาสามชั่วโมงหลังพระอาทิตย์ตกที่เดินทางไกล จากหกโมงถึงสามทุ่ม และเป็นค่ำคืนที่หลั่งเอ็นดอร์ฟินมากที่สุดในชีวิตแน่นอน และที่แสบมากๆคือ คืนนั้นเป็นคืนที่ทากดูดเลือดเราไปมากสุดในชีวิตด้วย เราคนนั้นในวันนั้นกับเราคนนี้ในวันนี้ พลังใจต่างกันราวกับคนละคน ไม่ถึงสองปีผ่านไป เรามีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม ราวกับเมื่อครั้งอายุ๒๐

บรรยากาศของเพลงนี้ทำให้
เราคิดถึงคืนที่ฝนดาวตกตกลงมาให้เห็นดาวตกมากที่สุดในชีวิตเมื่อ๒๑ธันวาคมปี๒๕๔๑ เราไปดูที่เขาใหญ่ บนบ้านหลังสวย

สรุปเลยละกัน ดึกมากแล้ว และโตเกียวไร้ดาว

เราอยากมีคนเคียงข้างเพื่อนั่งมองพระจันทร์ด้วยกัน
และอยากมองร่วมกันตลอดไป
เราเหนื่อยจัง เธอปรากฏกายขึ้นมาเสียที่เถิด

วันนี้เขียนโพสค้าร์ด ในแบบที่อยากเขียนแบบนี้ทุกๆวัน เกี่ยวกับความลับบ้าๆบอๆ ของมนุษยชาติ พรุ่งนี้จะตื่นแต่เช้าเอาไปส่ง ที่ไทยก่อนมาหนนี้เคยดูMVตัวนึงในทีวีที่พระเอกซื้อดอกไม้ให้แฟนที่ตายไปแล้วทุกวันแล้วนำไปวางที่สุสานแห่งหนึ่ง (บอย เอเอฟสอง) มันฟังดูโง่ๆและเป็นเรื่องโกหกราวกับผู้ชายโง่ๆคนหนึ่งที่เดินไปไปรษณีย์ทุกวันและส่งจดหมายหาคนที่เขารักทุกๆวัน ทั้งๆที่เขาไม่มีอยู่จริง ปู่ชิวผู้โง่เขลา เรื่องราวบูชาความรักในรูปแบบนี้เราเชื่อว่ามีอยู่จริง ไม่ใช่เป็นเพียงนิยาย และเรารอใครคนนั้นมาค้นพบเราอยู่

Please delete, this is spam

Puma

0 comments
Puma

Tuesday, November 27, 2007

๐๐:๕๗:๕๘ น.

เมื่อวันเสาร์ตอนกลางคืนไปกะเซียมที่ร้านพูม่า เซียมไปซื้อรองเท้า เราก็อยากได้บ้าง พอดีเงินเก่าๆที่นับเป็นลาภลอยมา ได้มา เราก็เลยไปซื้อบ้างในวันนี้ อยากได้มากๆมานานตั้งสี่ปีแล้วล่ะ แปลกนะ สี่ปีที่ผ่านมา เราก็ซื้อรองเท้าไปแค่คู่เดียวเอง แต่ปีนี้ก็ซื้อไปสามคู่แล้ว Royal Elasticsคู่สวยที่ซื้อที่ซิดนี่ย์ขาดกระจุยไปแล้ว ก็ไม่แปลกชีวิตที่โตเกียวเดินเยอะมหาศาล ทำให้ผอมลงมากๆทีเดียวเชียวล่ะ

คู่แรกที่ซื้อที่นี่ ก็พื้นเป็นรูโหว่ไปแล้ว เป็นรองเท้าหนังที่หน้าตาเหมือนNextที่เคยซื้อที่อังกฤษเมื่อนานมากๆแต่ราคาแสนถูก

คู่สองเป็นรองเท้าที่ถูกใจและถูกราคาอีกเช่นกัน ใส่แล้วมีคนทักว่าสวยหลายคนก็โอเคสบายใจ พึ่งซื้อมาประมาณเดือนเดียวเอง แต่หน้าหนาวแล้วเต็นหมีนง่ายๆ ก็เลยซื้ออีกคู่นึงไว้ใส่สลับกัน เพื่อนมาจากไทยบอกว่า มันเหมือนCamperมากๆ เออ ก็จริงๆ เราว่าก้อเหมือนแต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรนัก อยากได้ก็ซื้อ ราคาถูกกว่าแคมเปอร์ซักแปดถึงสิบเท่าได้

อันที่จริงคริสต์มาสนี้เมื่อซักก่อนกลางปีเราเคยมีโปรแกรมอยากไปนิวหยอก เพื่อไปOutlet ของแคมเป้อร์ด้วยนี่นา แต่ก็อดไปเพราะเขากลับเมืองไทยกันไปหมดเลยเชียว

สองคู่ที่พังไปคงเอากลับไทยไปให้พ่อดูว่าลูกเดินเยอะขนาดไหน พิ้นรองเท้าพังไปหมดเลยเชียว

รองเท้าPuma อยากได้มานานแสนนานทีเดียวเชียว แต่ก็ไม่เคยซื้อซะที จะว่าไปชีวิตนี้เคยซื้อรองเท้ากี่คู่เองวะ

Nike ๓คู่ เป็นAir Jordan๑
Next 2
Royal Elastics
Adidas1คู่
เหี้ย กูโตมาได้ไงวะ เคยซื้อรองเท้าแค่๙คู่เอง ที่เหลือพ่อซื้อให้หมดเลยนี่นา แปลกดีเหมือนกันแฮะเรา เออใช่เคยซื้อรองเท้าเซ็นไมเคิ่ลให้พ่อคู่นึงนี่นา

เคยดูสารคดีช่อง๑๑ เจ้าของพูม่า คือคนที่เบื่อกิจการครอบครัวของAdidasก็เลย ออกมาทำรองเท้าแข่งกะพี่ชาย เมื่อราวๆห้าสิบปีก่อน

My Guitar

0 comments
My Guitar

Monday, February 25, 2008

2:43:38 AM

กลัวว่าจะลืมไป ก็เลยต้องบันทึก วันนี้ก็เดินไปซื้อมติชนสุดสัปดาห์ตอนเกือบๆเที่ยงคืน วันนี้ลมหนาวมากๆ ก็ยัง
ดั้นด้นไป ระหว่างทางเจอเพื่อนที่ชีวิตนี้อาจได้เจอกันอีก แต่ก็ไม่แน่นัก เขาจะกลับประเทศอีกไม่นานนี้ เขาก็สู้ไม่ไหว อะไรก็ว่ากันไปซึ่งเราไม่พูดถึงดีกว่า เราเบื่อกับการจากกันแบบนี้เสมอ แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

เราเคยให้กีต้าร์เขาไป๑ตัว นั่นแหละ เขาคิดถึงเราบ่อยๆแน่ๆ เพราะเขาต้องเล่นมันทุกวัน เราถ่ายรูปโพลารอยด์กันด้วยเพราะเขาพกมันติดกระเป๋ามา ครั้งนี้เป็นหนที่สองที่เราได้รูปโพลารอยด์จากเพื่อน แต่เป็นสถานการณ์เดียวกันคือเขากำลังจะกลับไป วันนั้นเดือน๑๐เรากอดโคนฮีอยู่นานมากๆที่บ้านเขา ก่อนปั่นจักรยานกลับบ้าน ทำไมเขาไม่เข้มแข็งกันบ้างนะ

ของขวัญที่เราให้เขาไปคือกีต้าร์โปร่ง๑ตัว เมื่อเดือนธันวาคม และหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่ามิตรภาพของเราจะยืนนานกว่านั้นนะ จีฮวอน หวังว่าเจอกันหนหน้าเขาจะสวยขึ้นอีก และได้เป็นนักดนตรีดั่งฝัน

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๓:๐๖:๔๐ น.
วันนี้แดดแรงจัดแต่ลมแรงหนาวจัดเช่นกัน ทำไมช่วงนี้ลมแรงนักนะ คงใกล้เข้าเวลาเปลี่ยนฤดูแล้วซิอากาศจึงแปรปรวน

ป่านนี้เดินทางไปถึงไหนกันหมดแล้วซินะ วันนี้ยืนกอดกัน ถ่ายรูปอยู่นานโข เขาบอกว่าแต่งงานเมื่อไหร่โทรไปหาเขาที่เกาหลีด้วยนะ ฮ่าๆๆ คิดไปก็ขำดี ชีวิตนี้จะเจอกันอีกไหมนี่

พรุ่งนี้ก็ต้องร่ำลาคนไทยอีกคนนึง เฮ้อ อนิจจา มีพบย่อมมีจาก การพบกันเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบเสมอ

วันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๐:๔๑:๐๘ น.

วันนี้มีมี่ถามด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยมากๆว่า จีฮวอนกลับไปแล้ว เราเป็นไงบ้าง ร้องไห้ไหม โอเคป่าว เราบอกว่าสบายดีเป็นปกติ จะบ้าหรอ ทำไมกูต้องไม่ปกติด้วย(วะ) แต่วันนี้อารมณ์ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยแน่ใจว่าเรื่องนี้หรือเรื่องอะไรกันแน่ ไปขึ้นเรื่องใหม่ดีกว่า มีเพลงที่ชอบอยากแกะเนื้อร้องไว้หน่อยด้วย ไว้มีเงินจะบินไปหาละกัน

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2551

๐๑:๐๙:๔๔ น.

เมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว AcelorMittal ได้ launch Corporate Identity ว่า Boldness changes everything กล้าเสียอย่างเปลี่ยนได้ทุกสิ่ง

เดินๆอยู่เจอมีมี่โดยบังเอิญอีกแล้ว เมื่อวันเสาร์ก็เจอ

วันนี้ขณะข้ามถนนไปซื้อบุหรี่ ที่ร้านประจำแถวๆชินจูกุตอนห้าทุ่มกว่าๆ เห็นโบว์เดินผ่านมา ก็เลยตะโกนเรียก แล้วก็เข้าไปคุยกัน เราไม่เจอกันนานมากๆๆๆๆๆ โบว์กำลังจะกลับไทย เราก็มองดูว่าเขากำลังแย่จัง แววตาแพ้ๆไงไม่ทราบ ก็คุยกันอยู่พักใหญ่ แล้วก็จากกันไป เข้าใจนะว่าชีวิตที่นี่มันเหนื่อย แล้วก็หลายๆอย่าง เห็นใจจัง โบว์พูดถึงคนไทยคนนึง ถามเราว่ารู้จักไหม เหอะๆ รู้จักซิ แล้วเขาก็ถามใหญ่ว่าทำไมๆ เราไม่ได้ตอบอะไรไป

วันก่อนนู้น กำลังเก็บของออกไปสกี พี่คนไทยที่เรารู้จักโดยบังเอิญอยู่บ้านใกล้ๆกัน ทั้งๆที่แถวนี้แทบไม่มีคนต่างชาติเลย เดินมาบอกลาบอกว่ากำลังจะกลับไทยแล้ว เขามาทุนมาวิจัยก็หมดเวลาตามปกติ พอดีเรารีบจริงๆ ก็เลยไม่ได้คุยกันนัก เคยคุยกะแกแค่ครั้งเดียวเอง ทั้งๆที่บ้านใกล้ๆกัน เพราะเราไม่ค่อยอยู่บ้านนี่ล่ะ พอเรากลับมาจากสกี เดินไปหาสองหน เขาก็ไม่อยู่ ตอนนี้บ้านมืดสนิท กลับไปแล้ว

สัปดาห์ก่อน แชทเอ็มกะดิว ดิวเป็นเด็กเจซีมาแลกเปลี่ยนปีนึง รู้จักโดยบังเอิญ ดิวบอกว่าอาทิตย์หน้าหนูกลับแล้วนะพี่ เรานึกในใจ เดี๋ยวคืนนั้นจะโทรไปคุยด้วย เผื่อกินข้าวกันซักมื้อนึง แล้วเราก็ลืม ตอนนี้ดิวกลับไปแล้ว

มีพบย่อมมีจาก แต่รู้สึกแปลกๆอย่างไงก็ไม่รู้ เวลาโบว์อ่อนแอ เรากลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถ้าได้ช่วยอะไรบ้างอย่างน้อยก็ยังดี อย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้ระบาย

วันนี้ตอนห้าทุ่มนั่งมองคนผู้หญิงร้องไห้๑คน ปล่อยพี่แกบ่นอยู่นาน เขาอยากกลับไทยแล้ว เรามันคนใกล้ชิดกัน มีอะไรก็บ่นๆกันมาเถอะ แม้วัยจะต่างกันมาก ให้คำปรึกษาอะไรไม่ได้นัก แต่ก็ขอให้พี่ได้ระบายมาร้องไห้มาให้เต็มที่จะได้สบายใจ

เราอยู่ที่นี่อาจมีบุคลิคแบบนึงที่ทำให้คนเจอหน้าเราแล้วต้องมาเล่าปัญหาชีวิตนู้นนี้ให้ฟัง แล้วเวลาเรามีปัญหาเราเล่าให้ใครฟังนะ บล๊อกล่ะมั้ง แต่ก็ชอบเล่าแบบไม่เล่าอยู่ดี

รู้สึกแปลกๆอย่างไรไม่รู้ ชีวิตนี้เรายังต้องพบคนเพื่อจากอีกมากมาย
...........................................................
..........................................................
..........................................................

วันนี้อารมณ์อยากแกะเนื้อร้องเพลงนี้ เพลงนี้เป็นเพลงที่เราไม่เคยเข้าใจ ฟังแล้วงงๆอะไรมันวะ จนกระทั่งเมื่อปลายมกราปีนี้เองล่ะ ตอนกลับมานี่แล้ว เดินอยู่ที่สถานีชิบูย่า ฟังแล้วโดน ตอนนั้นนึก เหี้ย กูเข้าใจแล้วววว เราคิดถึงคนบางคนที่ไทย แม้เวลาที่เราอยู่ที่นี่จะมีคนพูดจาถามอะไรแปลกๆก็ตาม

เป็นเพลงนานมากๆแล้ว กี่ปีไม่รู้ แต่สมัยอะเดย์ยังใหม่สำหรับเด็กมหาลัย คงเกินห้าปีแต่คงไม่เกินแปดปี อยู่ในอัลบั้มอะเดย์เร๊กขอด คนเขียนเนื้อร้องและทำนองและร้องเพลงนี้ เพื่อนเราเคยนัดให้เจอกันที่หัวหินเมื่อปี๒๐๐๔ในอารณ์แบบ แม่สื่อคงคิดว่า เขาเหมาะกะเรา แต่ทำไมไม่รู้ เราก็ไม่ได้สนใจเขา ตอนนั้นไอ้บอยก็ด่าว่าเราพูดแรงไป

แต่พอฟังเพลงนี้ทีไรเราว่าเขามีเสน่ห์มากๆเลยล่ะ ทำเองทุกอย่าง ร้องเองด้วย อ้อ เปียโนอุ๋มเป็นคนเล่น อุ๋มก็คงเป็นเพื่อนที่เราคบไปอีกนาน แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ไทย ไปเรียนโทดนตรีที่เมกา ที่อยากคบนานเพราะว่า อยากให้เขาสอนดนตรีลูกๆเราไงล่ะ และน้องสาวแท้ๆอุ๋มก็เชี่ยวชาญทำวิจัยเกี่ยวกะโรคที่น้องเราเป็น ตอนนี้น้องอุ๋มก็ทำวิจัยอยู่เมลเบิ้น บ้านนี้เขาเรียนเก่ง อุ๋มก็เรียนถาปัดจุฬา น้องอุ๋มเขาก็เรียนแพทย์ศิริราช เข้าใจว่าดนตรีคลาสสิคเรียบเรียงคลื่นสมองให้คนฉลาดและมีสมาธิสูง แต่เด็กมั้ง เพื่อนแม่สื่อเคยบอกว่า คนที่แต่งเพลงนี้ถ้าเป็นสถาปนิกก็คงเก่งมากๆ ทำเพลงก็คงไปได้ดีแสนดี แต่อย่างว่าแหละ พวกศิลปิน คุณเธอก็เลยเลือกไปเที่ยวรอบโลกด้วยการเป็นลูกเรือการบินไทย แฟนเก่าเราที่เล่นเปียโนแสนเก่งสวยแสนสวยก็เกือบไปเป็นแอร์แล้วล่ะ โชคดีที่เขายังเป็นวิศวกรอยู่ เราว่าเขาเก่งมากๆด้วย แต่จะให้สอนดนตรีลูกเราก็คงไงไงอยู่ เพราะกี่วันกี่ปีเราก้อยังรักเขาอยู่ ภรรยา(ในอนาคต)อาจหึงได้ แต่จะว่าไป ใครกันน้าจะมาแต่งงานกะเรา เราก็นึกไม่ออก

ตอนไปกินเหล้ากะอุ๋มเมื่อนานมากๆแล้ว อุ๋มพาน้องเอกดนตรีที่สินกำจุฬาหลายคนมากินด้วย พอแนะนำเรากะทอรุ้งไปว่า เราเป็น หลาน อาจารย์ ชูชาติ พิทักษากร กัน สายตาพวกนักดนตรีพวกนั้นเปลี่ยนไปในทางชื่นชม แปลกดี

.................................
พี่ชอบเพลงนี้นะ แกะไว้ในบล๊อก ส่วนเพลงอยู่ในไอผ่อด
..................................

มีแต่คนเข้าใจผิด
คิดว่าเรานั้นรักกัน
ฟังที่เขาตั้งคำถามว่า..เรารักกันเท่าใด
ฉันก็ได้แต่เพียงนิ่งเฉย เพราะ ก็รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลย
ก้อทุกๆอย่าง

อยู่ที่เธอ

เธอที่อยู่แสนไกลห่าง
จากที่ฉันนั้นยืนอยู่
ทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้...ตอนที่ฉันกำลังสูดลมหายใจ
ก็ได้แต่ตั้งคำถาม..ป่านนี้เธออยู่ที่ไหน...จะเป็นเช่นไร
จะรู้บ้างไหมถ้าใครส่งใจ...ฝากไปกับท้องฟ้ากว้างไกล
ฝากดวงอาทิตย์ที่ส่องแสง...หมู่ดาวเป็นร้อยใต้เงามืดมิด เธอจะเห็นไหม

หากเธอเพียงรับรู้ และได้ยิน
สิ่งที่ฉันส่งไปก็พอจะมีความหมายให้ฉัน...ฝันไป
ต่อให้ฉันหวังใจ ..ว่าฝากใจกับท้องฟ้ากว้างไกล
ฝากดวงอาทิตย์ที่สองแสงหมู่ดาวเป็นร้อยใต้เงามืดมิด...เธอจะเห็นไหม

หากเธอไม่รับรู้ ไม่ได้ยิน
สิ่งที่ฉันส่งไปก็คงไม่มีความหมายและไม่มีคำพูดใคร จะกลายเป็นจริง

และสิ่งที่ฉันพูดไปก็คงไม่ได้ยิน

.....................................

นอนดีกว่า ง่วงแระ วันนี้ทำมาหากินเสร็จก็ไปว่ายน้ำมา เหนื๊อยเหนื่อย เงินออก พรุ่งนี้ต้องไปทำธุระ ที่อำเภอ และไปธุระที่ธนาคารด้วย ต้องไปติดต่อเรื่องมือถืออีกด้วย อยู่ญี่ปุ่นดีอย่าง ติดต่อธุระอะไรไม่ค่อยนานนัก สบายๆ

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551

๐๐:๔๓:๐๙ น.

เหนื้อยเหนื่อย วันนี้ไปว่ายน้ำอีกเช่นเคย แต่ว่ายเยอะจัดๆ ทำไมคึกนักก็ไม่รู้ เดือนนี้วันที่สามเองว่ายไปแล้วสองหน เดือนที่แล้วหนเดียว

วันนี้ดีใจนิดๆหน่อยๆมั้ง จัดการธุระหลายๆอย่างเสร็จสิ้น แต่ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย เดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ หมดเงินไปมหาศาล วันนี้จะว่าไปทำนู้นนี้ จ่ายไปเป็นแสนเยนเลย เฮ้อ อนิจจา หมดตูด อีกแล้วเรา วันนี้คนข้างๆถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ทำไมเราติดต่อธุระด้วยภาษาอังกฤษ ทำไมไม่พูดญี่ปุ่น พอเสร็จจากนั้นเราตอบเขาเป็นภาษาญี่ปุ่นไปว่า หากคุณอยากได้รับการบริการที่ดีกว่าและที่แห่งนั้นมีคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ซะ เมื่อวานก็เห็นชายญี่ปุ่นกะสาวไทยคนนึง คุยกันด้วยภาษาอังกฤษ เราบอกพี่ใกล้ๆตัวว่า มันต้องแบบนี้ซิ ถึงจะรอด เราเรียนภาษาญี่ปุ่นกันไปเพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสญี่ปุ่น ไม่ใช่เพื่อตกเป็นทาสมัน เป็นเพียงปัจจัยการผลิต คนมักถามเราว่า อยากทำงานบริษัทญี่ปุ่นหรอ ถึงมาอยู่ที่นี่ เราเคยตอบไปเพียงหนเดียวว่า เราไม่เคยคิดอยากเป็นทาสมัน เราถูกปลูกฝังมาแต่เด็กให้รักชาติ ยายเราพูดอังกฤษเพราะมากๆ ยายเรียนจบโทด้านภาษาศาสตร์เชียวนะ ยายบอกว่าสมัยก่อนเขาสั่งสอนกันให้รักชาติ รับทุนไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนาก็เพื่อกลับมารับใช้ชาติ ไม่ใช่รับใช้ฝรั่ง

เราอาจจะเพี้ยนๆนะ อย่าถือสากันล่ะ เรื่องชาตินิยมเนี่ย

Chauffeur

0 comments
Chauffeur

Sunday, March 02, 2008

1:35:47 AM

โฌเฟ่อะ กว่าจะหา ฌ เจอ ก็ตั้งนาน วันนี้จะเขียนแบบคนรวยๆน่าหมั้นไส้อีกตามเคย แต่อยู่ญี่ปุ่นชีวิตไพร่ชิบหายเลยกู

ทำอย่างไรจึงจะได้คนขับรถชั้นดี << วันนี้นั่งอ่านมติชนสุดฯที่ซื้อมาเมื่อวานและนั่งขำคนเดียวเรื่องนี้ยังกะคนบ้าจนคนถามว่าขำอะไร ก็ไม่รู้บอกว่าไงดี ก็มันขำอะนะฮะ เป็นหนแรกในชีวิตที่อ่านมติชนสุดแล้วหัวเราะยาวนานขนาดนี้ ปกติมักแค่ยิ้มๆมุมปาก (เลยต้องบันทึกไง) คนอื่นอ่านอาจไม่ขำมากนักแต่เรารู้สึกโดนมากๆ คุณ พิษณุ นิลกลัด แกมักมีเรื่องเขียนคอล่ำได้นุ่มนวลและมีอารมณ์ขันเสมอ ตอนนู้นก็เขียนเรื่องคนใช้อะไรแบบนี้ สัปดาห์นี้เขียนเรื่องคนขับรถ แต่ไอ้ที่เราขำจัดๆส่วนหนึ่งก็เพราะว่า วันนี้เมาค้างอย่างรุนแรงด้วยล่ะ วันไหนเมาค้างก็มักจะนั่งขำๆคิดอะไรเพี้ยนๆได้บ่อยๆ(ฟังกี้ดีเราชอบ) ในบล๊อกนี้ก็มีเยอะนะที่เมาค้างแล้วเขียน มันได้อารมณ์กว่าตอนเมามากมายนักๆ เดี๋ยวไว้ช่วงหลังจะเล่าดีกว่าเมื่อคืนแดกเหล้ากะพี่กุ้งมันขนาดไหน แดกเหล้ากะคนสวยแสนตลกนี่มันสุดมันสุดมันจริงๆ เมาจังตังค์อยู่ครบ กิ๊กญี่ปุ่นของพี่สาวจ่ายนะจ๊ะ

เข้าเรื่องคนขับรถดีกว่า อ่านๆไปก็ขำๆ นึกถึงคนขับรถที่บ้านพ่อคนนึง แกชื่อน้าเหน่ง แต่จะบอกว่าแกเป็นคนขับรถก็ไม่ถูกหรอกเพราะแกดูแลรถมากกว่า เราไม่เห็นจะมีใครไหว้วานอะไรให้แกขับนัก แต่นอกจากแกเป็นคนขับรถแล้ว แกก็เป็นชาวประมงด้วย(ฮา) นอกจากแกเป็นชาวประมงแล้วแกก็เป็นคนกลัวเมียด้วย (ฮากว่า) เรื่องขำๆคือเมียแกนี่ล่ะ ให้เงินใช้วันละนิดหน่อย (ไม่กี่สิบบาท)และซื้อบุหรี่กรองทิพย์ให้วันละซอง เงินเดือนเมียรับแทนตลอด นอกจากแกเป็นคนขับรถที่ดีแล้ว แกก็เป็นสามีที่ดีอีกด้วย ภรรยาแบบนี้ล่ะที่เราอยากได้ ให้เงินเราซื้อบุหรี่นิดหน่อย กินเหล้ากะเพื่อนได้เป็นบางโอกาส และให้เงินเราใช้รายวันก็จะดีมากๆ เพราะเราเป็นคนใช้เงินเก่ง มีเท่าไหร่กูก็ใช้หมด แถมใช้เงินไปกะอะไรไม่รู้ ไม่ได้ชอบซื้อของด้วย แต่ชอบกินดีๆ แพงๆ ไปสนุกๆอะไรเยอะแยะ ก็คิดดูละกันว่าเราอยู่เมืองที่เสื้อผ้าแฟชั่นที่สุดในโลก แต่เราเคยซื้อเสื้อกันหนาวแค่๑ตัวและกางเกงวอรม์๑ตัว ถ้านับไปแล้วเหมือนเราเป็นคนสมถะมัธยัสท์ไหมล่ะ (ตั้งแต่รู้จักคนไทยในโตเกียวมา มีเรานี่ล่ะซื้อเสื้อผ้าน้อยที่สุดแล้ว)

กลับเข้าเรื่องน้าเหน่งดีกว่า แกมีหน้าที่ดูแลรถทั้งหมดนับสิบคัน วันๆเราก็จะเห็นแกขัดรถถูรถอะไรก็ว่าไป ดูแกก็มีความสุขดี เวลาว่างๆแกก้อนั่งดูดบุหรี่ ไอ้มีรถเยอะๆก็ไม่แปลกเนอะ คุณเข็มแกยังบอกเลยว่า บ้านแกมีรถ๑๑คัน ก็คงมีคนละคันล่ะมั้ง ถ้าอยู่กันครอบครัวใหญ่ก็คงแบบนั้น เรามีเพื่อนสนิทแก๊งลูกหมูคนนึงบ้านปู่มันอยู่กันเป็นสิบคนก็มีรถจอดเป็นสิบคัน ประตูบ้านไม่เคยปิด มันบอกว่าตอนนี้บ้านมันมีคนใช้พม่าสี่คนแล้วแน่ะ มีทหารรับใช้ด้วย มันบอกว่าเคยมีทหารเกณท์รับใช้มันขับรถมาด้วยนะ คงเป็นพวกลูกคนรวยมาเกณท์ทหารและมาอยู่บ้านนายพลอะไรแบบนั้น แฟนเก่าเราคนนึงก็เป็นลูกนายพล แต่บ้านเขาไม่มีทหารรับใช้ เพราะพ่อเขาเป็นพลเรือน แต่ว่า ชื่อ พล (ฮา)

พูดให้น่าหมั่นไส้กว่า แต่ก่อนบางทีเราไปห้างกะพ่อเรา เราสองคนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เอารถคันไหนมา แบบว่ามีเยอะจัดๆ คล้ายๆกันด้วย เลยต้องจอดกันที่ประจำ ง่ายกว่า (ฮาป่ะ) บ้านเราทำมาหากินอะไรนะ มีรถเยอะขนาดนั้นเลยหรอ (กำกวมฮาๆน่า) แต่ไม่เสื่อมนะ เป็นสินทรัพย์ทำเงินด้วยซ้ำไป ไอ้ปัญหาจำรถไม่ได้นี่มีบ่อยมากๆคิดไปก็ขำกันสองพ่อลูกดี

จริงๆเรื่องขำขันก็มีเยอะเหมือนกันเนอะ แต่ทำไมตอนนี้นึกไม่ออกวะ วันนี้นั่งนึกๆขำๆคนเดียวอยู่ตั้งนาน ไหนๆก็อวดรวยแล้ว เล่าเรื่องบ้านเราดีกว่า บ้านเราส้วยสวย เป็นเรือนไทยด้วย แต่บ้านมันเก่าแล้วแหละ หลังเก่าพ่อบอกว่าออกแบบโดย หลวงบูรกรรมโกวิทย์เชียวนะ แต่หลังนั้นหน้าตาแบบโคโลเนี่ยลดูร่วมสมัยกว่าเรือนไทย แต่เรือนไทยพ่อเราพึ่งสร้างมาซัก๑๕ปีที่แล้วนี่เอง แต่ว่า มันก็บ้านเก่าน่ะแหละ พ่อถอดมาจากแม่สอด พ่อซื้อมาหกหลัง เฟี้ยมไม้สักสวยๆทั้งนั้นเลย เสาแปดสิบปียกมาตั้งหกคันสิบล้อ แต่มาประกอบกันขึ้นแค่หลังกว่าๆ ที่เหลือเอาเฟี้ยมประตูหน้าต่างไปทำอย่างอื่นหมด เกวียนพ่อก็ซื้อมาเยอะ ซื้อมาเป็นร้อยๆเล่มเลย (มายามีมารยา๑๐๐เล่มเกวียนหรือไม่ เราว่าไม่นะ และเงินทองของมายา พี่ทศของมายาหรือเปล่า อันนี้แปลว่าอะไร เราตอบไปว่า I belong to you แล้ว you belong to krai หรืออีกความหมายคือพี่ทศเป็นคนโกหกหลอกลวง ภาพเสมือนหรือไม่) ดุมและล้อเกวียน(แมงปอล้อคลื่น กระบือล้อเกวียน)ก็เอาไปทำโต๊ะเก้าอี้ก็มากมาย สวยๆหนักๆทั้งนั้น แต่ที่เราชอบที่สุดคือรางข้าวหมูไม้สักมีเกินร้อยแน่ๆ มันนำมาเป็นกระถางแล้วสวยดี แต่ไอ้ที่ขำกว่าคือ พ่อเราซื้อโคมไฟหัวหอมสั่งมาจากอินเดียเป็น๑๐๐อัน แกชอบมากๆ หลายๆสี โคมแบบอื่นก็มีเยอะ นับๆไปมีแต่สมบัติที่ดูเป็นผู้ดีเก่าอย่างไรไม่ทราบ ทั้งๆที่จริงๆ กูก็ไปเลือกกะพ่อที่แม่สอดเมื่อไม่นานนี้เอง เตียงไม้สักมีเสาสวยๆ เตียงโบราณแบบละครบ่วงบรรจถรณ์ก็มีเยอะ มีหลายสิบเตียง สวยนะ ส้วยสวยเลยล่ะ ของพวกนี้ เราเห็นจนเราเฉยๆ แต่คนมักตื่นตาตื่นใจ เห็นพวกเพื่อนที่เรียนถาปัดเวลามาก็ชอบแอบวาดรูปกันไป ถ้าอีกหน่อยเรามีเงิน เราจะให้พ่อเราไปซื้อมาอีก เก็บๆไว้ไม่บูดไม่เน่า อีกหน่อยหายากและแพงขึ้นเรื่อยๆ เก็บไว้ให้ลูกให้หลานได้ ไม้สักยังไงซะปลวกก็ไม่ขึ้น เราเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งเขาบอกว่าคนแบบพ่อเรานับเป็นคนผิดปกติพวกหนึ่ง เป็นพวกกลัวการเกิดสงครามและการทำลายล้าง เราร้องยูเรก้าดังๆในใจตอนอ่าน ใช่เลย พ่อกูเป็นแบบนี้ล่ะ ของเก่าเยอะกว่าร้านขายของเก่าเสียอีก พอกลับไปไทยเล่าให้พ่อฟัง พ่อบอกว่า พ่อรู้ตัวมาแต่เด็กแล้วว่าเพี้ยนแบบนี้

แฟนเก่าเรามักบอกว่า เธอเป็นคุณหนูนี่ เราก็จะแซวว่าเธอก็ลูกนายพลนี่ ที่เราเป็นคุณหนูเพราะพ่อเราเป็นคุณชายไง ใครๆแถวนั้นก็เรียกว่าแกว่า คุณชาย แต่จริงๆแกชื่อชัย แต่ใครจะเรียกอะไรก็เรียกไปเถอะ แต่น้าเหน่งและมารดาเอ๊ย ภรรยา แกเรียกคุณ ชัย นะ

ไอ้ที่ขำคือ ไอ้การที่บ้านมีเรือนไทยนี่ล่ะ ทำให้คนคิดว่าเป็นผู้ดีเก่า ตลกดี พ่อกูหน้าเจ๊กขนาดนั้น จะไปเป็นผู้ดีเก่าได้ไงวะ แต่มันเคยมีคนมาเช่าบ้านเราน่ะแหละ เราจำชื่อไม่ได้ แต่พอดีลูกสาวเขาชื่อ ยุวธิดา คนก็เลยคิดว่าพ่อเราเป็นพี่ชายคุณยุวธิดาแกไปซะงั้น ตอนแต่ก่อนพ่อบอกว่า เคยเห็นลูกชายคนโต ชื่อ อ้น ชื่ออั้น ตอนปิดเทอมก็มักมาวิ่งเล่นบ้านคุณตาคุณยายกัน สมัยก่อนนู้นเขาเช่าไปทำร้านอาหารกัน

อินเตอร์เน็ทนี่มันมีเสรีภาพที่อันตรายดีเนอะ เราควรหยุดเล่าใช่ไหม เอิ๊กๆ เอาเป็นว่า พ่อเราไม่ได้เป็นคุณชายนะ และเราก็ไม่ได้เป็นคุณหนูอะไรเลย แต่คนขับรถที่ดีนั้น ต้องแบบน้าเหน่งนี่ล่ะ ขับรถนิ๊มนิ่ม สมัยก่อนแกบอกว่าแกขับ๑๐ล้อมาก่อน พอขับรถคันเล็กๆแกก็เลยขับรถเก่ง

นึกถึงเรื่องขับรถนิ่ม เรามีเพื่อนในแก๊งลูกหมูเราอีกคนนึง ซี้กันมาก แม่งขับรถนิ่มสัดๆสุดๆ เป็นเพราะสมัยหนุ่มๆเฟรชชี่ๆ มันขับรถโหลดแป้กๆ พอตอนนี้ก็โตขึ้นก็มาขับรถบ้านๆ(streamบ้านไหมล่ะ) ก็เลยนิ่มสุดๆ เพื่อนๆตั้งสโลแกนประจำตัวมันว่า รูปหล่อ บริการ ขับรถนิ่ม ยิ้มเสมอ เผลอเป็นเสร็จ เย็ดกระจาย คือ มันเรื่มต้นมาจากคำว่า รูปหล่อบริการนี่ล่ะ คือมันบริการสารพัดจริงๆ เวลากินเหล้าเอาใจเก่งมากๆ ทุกวันนี้มันเป็นคนขับเครื่องบินไปแล้ว แต่เพื่อนทุกคนบอกกันว่า มึงเหมาะแก่การเป็นสจ๊วดมากกว่าว่ะ แม่งขี้บริการเหี้ยๆ เมื่อกลับไปล่าสุด พวกเราหาข้อผิดปกติของมันได้แล้ว คือ บริการ ผิดปกติ

กลุ่มลูกหมูเรา ทุกคนผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดสุดๆ อาจเพราะสาเหตุนึงคือทุกคนหล่อผิดปกติ ก็เลยมีนิสัยที่ไม่เหมือนชาวบ้านสุดๆ บริการผิดปกตินี่คือเอาอาการที่เป็นข้อดีของมนุษย์มาล้อเป็นข้อเสียได้ สมกับเป็นพวกผิดปกติจริงๆ หัวหน้าแก๊งลูกหมูเป็นผู้หญิงแกบอกว่าไอ้นักบินนี่นับว่าหน้าตาธรรมดาที่สุดในกลุ่มลูกหมู แต่สาวติดเยอะสุด เพราะมันเป็นคนปกติกว่าคนอื่น ที่ว่าปกติคือปากปกติ แต่จะว่าไป กูว่าแม่งก็สุภาพผิดปกติอีกอย่างนึง คนอื่นแม่งปากจัดยังกะกรรไกร ยิ่งคุณภราดร นี่วันๆ พูดแต่ แขด ตี๋ ฮวย แขด ตี๋ ฮวย แต่แม่งหล่อชิบหาย

เออ พูดมานาน เราแม่งขับรถไม่ได้เรื่องเลยล่ะ ขับแย่มากๆ กลับไปไทยรอบนี้ตอนพ่อมารับกลับบ้านจากสุวรรณภูมิ นั่งรถแล้วกลัวมากๆเลย ไม่ได้ใช้ชีวิตบนรถบนถนนนานจัดๆ สายตาไม่ชินกับความเร็วแบบนั้น โตเกียวก็ใช้แต่รถไฟตลอด (โตเกียวรถติดระยำหมากว่า กทม นักๆ) ก็มีแค่ช่วงแรกๆที่มาใหม่ๆนั่งรถเบ๊นแล้วมีคนขับรถสถานทูต พาไปนู้นนี้บ้างก็แค่นั้นเอง มันแปลกๆจริงๆ ไอ้การนั่งรถเนี่ย แต่จะว่าไปเราก็ไม่ชอบขับรถน่ะละ ชอบนั่งมากกว่าสบายดี ถ้าบ้านในกทมเราอยู่กลางเมืองหน่อยนะ แบบซักซอยอารีย์ ชีวิตนี้เราคงไม่ได้ขับรถเลยล่ะมั้ง

เอ เล่าเรื่องเมื่อคืนดีกว่า หนุกเหี้ยๆ เมาสัดๆ ตื่นมาแฮ้งสัดหมา แดกกะแก๊งพี่กุ้งมา หนุกชะมัด พี่กุ้งนี่อยู่ใกล้ๆแล้วสดชื่นดี ตลกชิบหายคนอะไรไม่รู้ จำแม่นด้วย ปากดีพอๆกัน ซัดเหวี่ยงมัน เถียงกันคำไม่ตกฟาก แต่ที่สำคัญคือ เราว่าพี่แกสวยสุดๆไปเลยล่ะ เมื่อเช้าพี่กุ้งนั่งแท๊กซี่มาส่ง แม่งง่วงชิบหาย แดกกันยันเช้านู้น แต่เราก็ไม่ได้กลับบ้านอยู่ดี กลับมาตะกี๊เอง ออกจากบ้านไป๔๐ชั่วโมงได้ คิดถึงบ้านมากๆ จักรยานเกือบโดนยกไปแล้ว ไปจอดที่ชาวบ้านเขา เขายกไปไว้กลางถนน ถ้าโดนตำรวจยกไป ต้องไปเปรียบเทียบปรับอีกตั้งสามพันเยน ไอ้ทะเบียนรถจักรยานก็ไม่รู้อยู่ไหนแล้วด้วย

แต่จะว่าไปเมื่อวันก่อน นึกตอนตื่นมาว่าอยากเต้นว่ะ ไม่ได้ไปคลับประจำที่ชิบูย่าตั้งสามเดือนแล้วนะ คิดถึงจัง แต่ก่อนไปแทบทุกอาทิตย์ ทำไมสามเดือนมานี้ ไม่ได้ไปที่นั้นน้า

โอ้ว วันนี้นั่งเขียนบล๊อก๑ชั่วโมงเต็มๆ นานแล้วซินะ ที่ไม่ได้ทำแบบนี้ นอนดีกว่า ดึกจัง ตกลงอยากเขียนเรื่องคนขับรถ แต่ว่าออกทะเลไปซะเยอะว่ะ เอิ๊กๆ

ปล. เมื่อวานซืนวันที่๒๘กุมภาพันธ์ วันเกิดแพม บ้านแพมมีSLKสีเงินสองคัน รุ่นเดียวกันเด๊ะๆด้วยของแพมและของเจ่ก บ้านยอก็มีSLKสองคันเหมือนกัน รุ่นเดียวกัน ของยอและแม่ แพมมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วปีนี้แต่เราไม่เคยติดต่อกันนานแล้ว ส่วนยอเราจะได้เจอกันตอนยอมาในอีกสองอาทิตย์ จู่ๆก็คิดถึงทั้งแพมและยอ ยอเกิดก่อนเราห้าวัน ตอนแรกปีนี้ชวนยอมาเลี้ยงร่วมกันกะเรากะแบ๊ง แต่ทำไมยอไม่มานะ ฮึ สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังด้วยทั้งคู่

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551

เมื่อวานซึนฮีถามไรไม่รู้ เราบอกไปว่ามีแม่บ้านทำให้ เขางงๆ เราก็งงๆอะไร แล้วบอกไปว่าคนขับรถก็มีนะ เขาถามแต่งงานกันไหม เรากอด๑ข้างแล้วขำอย่างยาวนาน

สปีดเร็วกว่านรก หมวยยกล้อ

0 comments
สปีดเร็วกว่านรก หมวยยกล้อ

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๕:๓๘:๒๖ น.

เริ่มยังไงดี ไอ้หัวข้อสปีดเร็วกว่านรกมันเป็นเรื่องที่เคยเขียนไว้แต่ไม่ดิ ไม่ได้เอาขึ้นบล๊อก และเราไม่ได้speech ส่วนหมวยยกล้อก็เป็นหนังเรื่อง เมล์นรกหมวยยกล้อ เดี๋ยวมาว่ากันต่อ

เอาเรื่องวันนี้ดีกว่า

วันนี้แม่เซียมเสียชีวิตเมื่อตอนเช้าหลังจากทรมานด้วยมะเร็งสมองมานาน เรารู้ตอนเซียมโทรมาหาพูดเรื่องสกีที่เรากำลังจะไปกันวันพฤหัสนี้ว่ามันไปไม่ได้ทั้งๆที่มันเป็นตัวตั้งตัวตีจัดทริพ เพราะต้องกลับไทย เราโทรหานนท์(เรื่องอื่น)ตอนเที่ยงๆวันนี้ มันพูดกะเราว่าหยุดร้องไห้หรือยัง มันก็คงอ่านบล๊อกเรา เออ กลับมาหนนี้ร้องไห้๑หน มันคงคิดว่าเรื่องหญิง แต่จะบอกให้เราแทบไม่เคยร้องไห้ให้ผู้หญิงมานานแล้ว บางคราวอยากร้องมากๆ เสียใจใจจะขาดแต่ก็ไม่ แต่ปีที่แล้วก็ร้องไปหนนึง ร้องไม่หยุดเท่าไหร่ แต่น้ำตาไม่ไหลมากนัก จู่ๆก็คิดขึ้นมาบวกกะฤทธิ์ที่เมาจัดๆ ตะกี๊ ไปอ่านที่เคยบันทึกไว้ ก็นึกอารมณ์และเหตุการณ์ออก แต่ก็ร้องไห้หลังไม่ได้พบเขาเกือบร้อยวันเลยล่ะ เหมือนคนเป็นโรคความจำเสื่อมหรือรู้ตัวช้าอะไรซักอย่าง แต่ไม่เป็นไร อีกไม่นานนักเราก็จะได้เจอกันอีก นับไปอีกซัก๑๐๐วัน แต่จะว่าไปเราก็ไม่ได้อยากเจอเขานัก

(สำหรับเจฮีนั้นเราก็แทบลืมไปหมดแล้วล่ะ ขอบคุณที่มีบล๊อกนี้ไว้บันทึกไม่งั้นคงลืมไปทุกคนทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นว่าเราเคยรักใครหรือไม่)

เราร้องไห้หลายหนเพราะคิดถึงพ่อมากกว่า เรากลัวการสูญเสีย เรากลัวว่าจะไม่ได้เจอกันอีก เรารักพ่อเรามากๆ รักกว่าแม่ รักกว่าน้อง กว่าคุณยาย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ตามละครเขาต้องบอกกันว่ารักแม่ซินะ แต่เรากลับรู้สึกผูกพันกะพ่อมากๆ อาจเพราะเราไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อมั้ง ชีวิตนี้นับวันรวมกันที่ได้เห็นหน้าพ่อทุกวันก็ไม่ถึง๑ในสามของชิวิตเลย

ประมาณช่วงสัปดาห์นี้ล่ะของปีที่แล้ว พ่อน้ำตาย เราอารมณ์เหวี่ยงมากๆ เรานั่งคุยกะแกอยู่ก่อนมาญี่ปุ่นไม่กี่วัน ยังจำประโยคสุดท้ายที่พูดกะเราได้อยู่เลย มาไม่กี่วันแกก็ด่วนจากไป พ่อนนท์ก็ตายไปแล้ว แม่เซียมก็ตาย คนเหล่านี้ล้วนใกล้ตัว แม้ไกลกันแต่เราก็รู้สึกใกล้ตัวอยู่ดี

เซียมเป็นน้องที่น่ารัก เราเจอกันที่โตเกียวนี่ล่ะ ตอนอยู่เอสไอก็ไม่เคยคุยกัน แต่ก็คุ้นหน้ากัน อยู่นี่เจอหน้ากันไม่ได้เป็นเม้ากระจาย ไปนู่นนี่กันบ้าง สนุกดี เป็นคนที่เรารู้สึกว่าคุยรู้เรื่องมากๆ และก็ฉลาดทีเดียว ไม่ใช่ฉลาดเพราะพูดได้สี่ภาษาและเป็นนักเรียนทุนมองบุโชนะ แต่มันเป็นคนเปิดๆ ทัศนคติต่อโลกก็ดีมากๆ เราก็เลยชอบเซียม เวลานี้อยากให้เซียมเข้มแข็ง

อันที่จริงเรากะเซียมกลับไทยพร้อมๆกัน แต่มันไปไทยแป๊บเดียว เราไปนานหน่อย เซียมคงใจหายพอดู ที่แม่หยุดหายใจ เราเองก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่ให้กำลังใจอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ สกีเมื่อปีที่แล้วเอสไอไปกันเป็นสิบก็สนุกดี ก็ได้มิตรภาพที่ดีกลับมา สนุกมากๆ ปีนี้เซียมไม่ไปก็เป็นอีกอารมณ์นึง เพื่อนๆก็เริ่มทยอยจบเอกกันแล้ว ปีหน้าจะมีใครไปได้บ้างนะ ตอนโทรหาเพื่อนอีกคน คุยกันเรื่องแฟนญี่ปุ่นของเซียมมันบอกว่า เคยเจอแล้วตอนเราไม่อยู่น่ารักสัดด่ะ เราฟังแล้วจู๊กกรู้จริงๆ อยากมีแฟนสวยแบบที่ใครๆอิจฉาเหมือนกัน

ชีวิตคนเราไม่ต้องไปอิจฉาใครหรอก แต่ใช้ชีวิตให้คนอิจฉาดีกว่า

เอาเรื่องวันนี้ดีกว่า

วันนี้ตื่นเช้ามากๆ
เช้าจัดๆ ก็มานั่งทอดหุ่ยดูทีวีอ่านหนังสืออะไรนิดหน่อย แล้วก็จัดการดูดฝุ่นทำความสะอาด เอาที่นอนไปตาก ผ้านวมอะไรต่างๆนานา ถูพื้น ดูดฝุ่น ไม่น่าเชื่อ ห้องเล็กๆกินเวลาไปร่วมสามชั่วโมง ไม่รู้ทำไรนักหนา แต่ก็มีความสุขดี พับผ้าที่ตากเมื่อวาน หอมแดดดี ช่วงนี้แดดออกทุกวัน เรามีความสุขขึ้นมากๆเวลาได้อยู่บ้านก็มีความสุขดี แต่ชีวิตเราก็ไม่ได้อยู่นัก มันบีซี่พอควรน่ะแหละ

วันนี้
ไปนั่งเล่นเน็ท ก็แปลกดี อ้อ วันนี้ได้แชทกะกุ้งด้วย ครั้งแรกในรอบประมาณ๑เดือน แต่ซักครั้งที่สองในรอบสองเดือนได้มั้ง แกก็คงสบายดี เราเองก็สบายดี

วันนี้
เห็นเสื้อสีเขียวลายสก๊อตที่เราเคยสงสัยว่าใช่เสื้อตัวใหญ่ของผู้หญิงบางคนจริงหรือ เวลาผ่านไปร่วม๙เดือน เรารู้แล้วว่าเป็นเสื้อตัวเล็กของผู้ชาย ความจริงมักเฉลยตัวมันเอง เมื่อเวลาผ่านไปและตาไม่พร่ามัวเสมอ

วันนี้
มีเรื่องแปลกๆที่ควรบันทึกไว้เพราะเกือบลืมไปแล้วล่ะ มีคนพูดบางอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วเราอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เราโกรธหน้าชา เราตัวร้อนไปหมด น่าจะเป็นเรื่องไม่กี่ครั้งในชีวิตที่เรารู้สึกได้มากขนาดนี้ (แต่ผ่านไปกว่าสิบชั่วโมงเราก็ลืมไปแล้วล่ะ เลยต้องใช้บล๊อกนี้บันทึกไว้) แต่เราก็อดทนนั่งนิ่งๆ เห็นคนบางคนมองมาแบบเป็นห่วง วันนี้เขายิ้มให้ด้วย แอบดีใจ ถ้าเป็นคนธรรมดายิ้มให้เราคงเฉยๆ เพราะไอ้เราก็อัธยาศัยดีอยู่แล้ว แต่นี่ดันเป็นคนที่บึ้งตึงกันมาหลายเดือนนี่ซิ (อุเร๊ชี่จัง)

วันนี้
ตอนเช้าไปตัดผมด้วย ตัดมาไม่หล่อเลยวัยรุ่นเซ็งมากๆ ตัดผมเสียเงินครั้งที่ห้าในรอบ๑๐เดือน ครั้ง
ละพันก็ห้าพันเยนแล้วซินะ ปกติตัดปุ๊บใครๆก้อทักว่าดูดีขึ้น แต่คราวนี้ ว้า แย่จัง วัยรุ่นเซ็ง ร้านถูกๆก็แบบนี้ล่ะ วันก่อนมีมี่ถอนหงอกให้๑เส้น เราบอกไปว่าเอาออกให้หมดหัวเลยก็ได้ เขาขอเส้นละร้อยเยน โอ้ว กูคงหมดเป็นหมื่นเลยมั้งนั่น ตอนพ่อตัดผมพ่อก็ถามว่าทำไมผมหงอกเยอะขึ้นเยอะจัง เราตอบไปว่า โถ พ่อ คิดว่า ชีวิตทศไม่เครียดเลยหรือไง เห็นหน้าตาหนุ่มขึ้นร่างกายดูดีขึ้น แต่เครียดจัดนะ ชีวิตที่เนี่ยเนี่ยะ

ช่วงนี้อากาศหนาวผมยาวไว ปีนี้อากาศแปรปรวนทั่วโลก เห็นในเวบกลุ่มป้องโพสว่าเวียดนามหิมะตกนาข้าวพังไปหลายแสนไร่(สิ้นปีข้าวราคาโลกจะดี เกษตรกรไทยจะรวยขึ้น) เราดูข่าวจีนก็มีพายุหิมะ ลำบากกันไปหมด โตเกียวหิมะไม่ตกหลายปีแล้วก็ตก อิรักไม่เคยมีหิมะก็มี ปีที่แล้วบัวโนสไอเรส หิมะตกหนแรกในรอบหกสิบปี นี่โลกนี้วิกฤติไปใหญ่แล้วซิ เมืองไทยชอบรณรงค์โลกร้อน แต่บางทีเรื่องโลกร้อนกะอากาศร้อนก็คนละเรื่องเดียวกันนะ เครื่องแบบตำรวจไทยใหม่ที่ดูเหมือนๆลูกเสือ ตกลงแก้โลกร้อนหรือแก้อากาศร้อนกันแน่ เอาให้แน่

เออ วันนี้
เห็นไฮไฟ้วผู้หญิงคนนึงที่เคยเจอที่หัวหินเมื่อเกือบๆสามปีก่อน เวลาผ่านไปไวดี ก็แอ๊ดซะ

วันนี้
มีคนพูดว่า “ถ้าคนไทยคิดอย่างพี่หมดประเทศชาติก็ไม่เจริญกันพอดี” เราตกใจอะไรวะ แค่กูพูดว่า “มีเงินก็เก็บเอาไว้ อย่าไปลงทุนอะไรเลย รู้ไหมมีล้านนึงใช้เดือนละหมื่นใช้ได้แปดปีเลยนะ” เขาตอบมาแบบนั้น เรานึกในใจ โถ....เด็กน้อย เจ้ายังไม่เคยเสียเงินในตลาดหุ้นให้เกิดความรู้สึกแพหนิคหวาดกลัวไปทุกอย่างซินะ และที่สำคัญชีวิตหนูน่ะหาเงินได้แค่ไหน คิดแต่อยากใช้เงิน พี่เข้าใจนะว่าพ่อแม่หนูรวยแต่หนูชอบพูดเหมือนพ่อแม่พี่จนจังเลย พี่แค่ขยันทำมาหากินไม่ได้แปลว่าบ้านพี่จนนักหรอกนะ หรือเพราะเราหน้าไม่ตี๋ก็เลยดูจนจน

เข้าเรื่อง หมวยยกล้อดีกว่า

เมล์นรกหมวยยกล้อ หนังที่คุณโน้สอุดมแกแสดงนำ ดาราคับจอเลย ก็ไม่รู้ว่าเพราะเมืองไทยดาราเยอะหรือเปล่า ก็เลยคับจอ หรือเพราะผู้กำกับดี แต่หนังแบบนี้ก็น่าเล่นอยู่ดี สถานที่เดียวอะไรแบบนี้ หนังแนวๆอะ แบบสปีด หรือ ดายฮ้าด ที่มีการบีบพื้นที่ให้จำกัด ถ้าเมืองไทยไม่มีหนังมาเยอะๆจนผู้สร้างมีเงินพอให้ผู้กำกับได้ทำหนังแบบตามใจ กึ่งๆทดลองกึ่งๆกระแส ก็คงไม่ได้มี นี่ล่ะพัฒนาการจากการมีเงินเข้ามาหมุนสนับสนุนหนังไทย เราเชื่อว่าหนังไทยคุณภาพจะค่อยๆสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่แพ้หนังพวกเกาหลีหรอก มันหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ ผู้กำกับเก่งขึ้น คนเขียนบทเก่งขึ้น ที่สำคัญนักแสดงเป็นนักแสดงเก่งขึ้น ไม่ใช่แค่สวยๆหล่อๆแบบสมัยก่อน แต่ที่สำคัญสุดผู้อำนวยการสร้างตาแหลมและชาญฉลาดขึ้น ทำหน้าหนังได้น่าสนใจขึ้น คุณ เรียว กิตติกรแกทำหนังแนวๆสะท้อนสังคมเสมอ เรื่องล่าสุดเราดูของแกก้อ อสิงหา หนังก็ดีนะ แต่เราชอบโกลคลับเกมล้มโต๊ะมากกว่า

วันนี้
เห็นตัวอย่างหนังเรื่อง พลอย อยากดูสุดๆ นี่มันชีวิตจริงเลยนะ สังคมเมือง ครอบครัวเดี่ยว อยู่กันไปนานๆเอากันก็น่าเบื่อ เจอเด็กวัยขบเผาะก็กระชุ่มกระชวยเป็นธรรมดา หนังเรื่องนี้ ไอ้นนท์ป่ะวะ ที่ได้ลงไทยรัฐ ดูมันบ้าเห๊อบ้าเห่อ เป็นผู้ชมทางบ้าน เราดูหนังเป็นเอกมาต่อเนื่องล่ะ ดูโรงมาตั้งแต่ฝันบ้าคาราโอเกะแล้วล่ะ เออ...แต่พระเอกในพลอยเขาเคยเป็นแฟนติ๊นาเชียวนะ ชีวิตเซ็กส์เขาคงไม่เหี่ยวแห้งหรอก ภรรยาเก่าเขาก็คนที่โฆษณา รูดปื๊ดๆ หม่อมหลวงน้ำมันทิพนั้นละ คนรวยภรรยาสวย กิ๊กสวยเป็นปกติ

วันนี้
เกิดคำถามว่า ทำไมอ๊อดคีรีบูน ไม่แก่ พี่คนนึงบอกว่า ก็ทศบอกพี่เองว่า คนรวยเป็นอมตะ เราฮาลั่นเลย ก็จิงๆนี่นา

วันนี้
รู้เลยว่าเราชนะบางอย่างด้วยการอยู่เฉยๆ คนๆนั้นจะแพ้ภัยไปเองและมันก็จริงๆ ไอ้บ้านั่นกำลังจะโดนเช็คบิล แต่เราอยากเอามีดกระซวกพุงแม่งจิงๆ ฆ่าคนตายก็ผิดกฏหมายแต่เราไม่กลัวกฏหมายหรอก เรากลัวกฏแห่งกรรมมากกว่า เหนือกฏหมายย่อมมีกฏแห่งกรรม

วันนี้
เห็นผู้หญิงคนนึง ที่เคยเจอที่ร้านบางรัก เขาแต่งตัวได้Glamorousสุดๆ สวย ชอบคนแต่งตัวแบบนี้ แต่แกคงแก่แล้วเนอะ แต่หรูหราเย้ายวนบอกไม่ถูก ชอบคำนี้ พวกรุ่นน้ำหอมมักเป็นคำเพราะๆเสมอ


พรุ่งนี้

เราจะไปไปรษณีย์ดีหรือไม่ ตอบตัวเองยังไม่ได้

แก๊งชะนีกะอีทศ

1 comments
แก๊งชะนีกะอีทศ

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 (วันแห่งความรักเช้าตรู่ยังไม่นอน)

๐๕:๒๓:๑๖ น.

I wanna be with you ช้าดไอผ่อดเสร็ต เพลงนี้โผล่มา เพราะชะมัด ชอบเพลงนี้นะ แต่แมนดี้มัวใน Entourage ไม่น่ารักแบบตอนเด็กๆ วันนี้ซื้อหูฟังมาใหม่ เห่อฟังชะมัดเลย เป็นหูฟังอันที่ห้าที่ซื้อในรอบปี พังไปแล้วห้าอัน ใช้ไงไม่รู้ หูฟังถูกๆไม่กี่ร้อยบาทก็งี้ล่ะ มักเผลอเหยียบตอนตื่น ห้องมืดๆ ก็บ้านญี่ปุ่นมันนอนพื้นนี่นา อะไรๆก็วางพื้น ไอ้อันเป็น๑๐๐ดอลก็ไม่ค่อยอยากเอาออกจากบ้าน บอบบางไป วันนี้ซื้อก็ถูกอยู่ดี ไอผ่อดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เสียแล้วในชีวิต Tokyo metro Life

คำว่า metrosexsual ไม่ได้หมายถึงตุ๊ดแบบดังพันดอซักหน่อย ได้ยินคำนี้หนแรกตอนอยู่ซิดนี่ย์ปี๒๐๐๔นั่งคุยกันอยู่ที่world tower ชั้น๒๘ บ้านเรา(หรือ) มีคนพูดคำนี้ขึ้นมาว่ามันเป็นแบบนั้น แต่เราว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก มันเป็นเด็กผู้ชายฟุ่มเฟือยคนนึงแค่นั้นเอง คำบางคำก็มีความหมายทางสังคมวิทยา คำบางคำก็ผลิตมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด

วันนี้นั่งดูหนังเรื่องแก๊งชะนีกะอีแอบ เพราะดูจะน่าดูในตัวเลือกที่มีในถุงนั้น หนังก็งั้นๆล่ะ นำเสนอไปงั้นๆล่ะ ไม่ค่อยชอบใจที่หนังจงใจบอกไปว่า วิศวกรที่โรงกลั่นที่ระยอง หรือ หมอ(ชื่อคน) ก็เป็นเกย์ได้ มันก็ไม่ผิดหรอก แต่ว่า... เออ....เดี๋ยวค่อยเขียนดีกว่า คนเล่นเป็นสจ๊วตเกย์เราจำได้แม่นมากๆเลยว่าเคยเห็นที่สมาคมฝรั่งเศสตอนเราไปดูเทศกาลหนังฝรั่งเศส เขาเป็นพิธีกร แต่นั่นมัน๘ปีมาแล้วนะ และเราเคยเห็นเขาหนเดียว ทำไมเราจำได้แม่นจัง สมัยก่อนเกย์หายากมั้ง..เออ....เดี๋ยวค่อยเขียนดีกว่า

เอาเรื่องฮาฮาที่หัวหินเมื่อวันที่๕มกราปีนี้ดีกว่า เรานั่งกะเพื่อนรักผู้ชายอีกสามคนอยู่ เล่าเรื่องความปรารถนาที่มีในใจคือ อยากเป็นผู้หญิง กูจะหลอกล่อผู้ชายแม่งให้หมดตัวหมดใจเลย เอาให้รถไฟชนกันตายห่าไปเลย มันก้อขำกันไป แต่เราอยากเป็นผู้หญิงสวยๆหลอกล่อผู้ชายมานานแล้วล่ะ เราว่าเราหน้าตาสวยกว่าผู้หญิงจำนวนมากด้วยซ้ำ เกิดเป็นหญิงแม่งหาเงินง่ายชิบหาย เราว่าจิ๋มเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดในโลกแล้วล่ะ

ยิ่งอยู่ญี่ปุ่นเห็นคนรวยเพราะจิ๋ม เยอะชิบเป๋ง จิ๋มไทยเป็นสินค้าส่งออกที่ดีที่สุดในโลกแล้วล่ะ

แต่ไอ้ที่จะเล่าก็คือ เวลาสมมติไปเรียนภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาญี่ปุ่น หรือ ภาษาอะไรก็ตาม จะมีเรียงความให้เขียนอยู่แล้วล่ะว่า ชายดีไง หญิงดีไง และถ้ากลับเพศได้จะทำอย่างไร เราอยากสลับไปเป็นหญิงและโดนผู้ชายกระทำ เอาแบบให้ถึงสวรรค์ไม่หยุดหย่อนเลยล่ะ เพราะจำได้ว่าในหนังสือเพศศึกษา”ผู้หญิงไฟแรงสูง”ที่พ่อให้อ่านตอนมอ๑ เขาบอกว่า ผู้หญิงสามารถถึงจุดสุดยอดทางเพศได้หลายหนใน๑นาที หรือ ซัดสาดราวคลื่นกระทบฝั่งรุนแรงได้นานนับชั่วโมงเลยทีเดียว ไอ้เรื่องแบบนี้ล่ะอยากนักๆ เพราะไอ้เพศชายแบบเราๆหรือสัตว์เพศผู้โลกไหนก็ตาม ถึงได้๑หนก็หมดเรี่ยวแรงไป มีเวลาสุขแสนสั้นในสมองนับได้ไม่กี่วินาทีเท่านั้นเอง อย่างดีก็เพียงรู้สึกสดชื่นหัวใจจากการที่เราได้ร่วมรักกับคนที่เรารักที่สุดก็เพียงเท่านั้นเองที่อาจรู้สึกดีไปทั้งวัน (คีโมชี่ก๊ะอี้)

อยากโดนซึนามิซัดจิ๋มว่างั้นเถอะ (แต่เราไม่มีจิ๋มนี่นา)

แต่ไอ้ที่ขำคือ พอเราเล่าๆให้เพื่อนๆฟัง เพื่อนผู้เป็นเพลย์บอยชั้น๑ ก็บอกเราว่า ทศกูมีเรื่องจะขอมึงสามอย่าง

ถึงมึงกลับไปอยู่ญี่ปุ่นแล้วไปลิ้มรสอะไรมาก็ตามนะ กูขอข้อนึง ถ้ามึงเปลี่ยนไปเป็นตุ๊ดแล้ว ก็ห้ามสะดีดสะดิ้งให้พวกกูเห็นนะ เราก็ขำไปจะบ้าหรอ พวกแม่งก็เอาไปพูดต่อว่า ก็มึงอยากโดนเย็ดนี่นา เราบอกว่า เปล่าเว้ย!ต้องเป็นหญิงก่อน (ชาตินี้ไม่ได้เป็นหรอก) ถึงจะอยากโดนกระทำ
ข้อสอง มันสั่งห้ามเราพาแฟนผู้ชายเข้ากลุ่ม (ฮา)
ข้อสาม จำไม่ได้แระ

แต่เราบอกกลับไปมึงขอกูสามข้อ งั้นกูขอข้อนึง ถ้ากูเปลี่ยนเป็นตุ๊ดพวกมึงจะต้องคบกูเป็นเพื่อนตลอดไปนะ ฮาเหี้ยๆ นั่งกันอยู่สี่ตัวหล่อกันจะตายห่า จะเป็นตุ๊ดไปได้ไงวะ ฮ่าๆๆ

เข้าเรื่องหนังดีกว่า ฮาพอแระ

ในหนังก็ทำได้ดีน่ะละ แต่เราก็สงสัยว่า แค่ผู้ชายดูทำอาหารเก่ง ทำไมต้องดูเป็นตุ๊ดวะ กูทำเก่งจะตายห่าไป (โม้อยู่) แต่จริงๆน่ะละ ก็เราชอบทำอาหารนะ ชอบขนาดมีใบมาตรฐานฝีมือแรงงาน อาชีพ พ่อครัวจากกระทรวงแรงงานแห่งประเทศไทยเชียวนะ(สอบมานะโว้ย ไม่ง่ายนักหรอก) แต่บล๊อกนี้เราไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องอาหาร เพราะเคยไปอ่านบล๊อกคนนึงเขาเขียนเรื่องอาหารเยอะ เขียนเรื่องเสื้อผ้าก้อเยอะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสนใจพอควร แต่ปรากฏว่าเขาเป็นเกย์ไปซะงั้น(หมอนะฮะ) เราไม่อยากให้คนเข้าใจเราในรูปแบบนั้น ฮ่าๆๆ ไม่ได้ปกปิดนะ แต่ไม่อยากเปิด (ฮา)

ในหนังก็มีรายละเอียดอื่นๆอีกด้วย แต่ดูไปก็ให้สงสัยอยู่ดี ว่าทำไมวะ ไอ้การที่ผู้ชายจะรักกัน ก็ไม่ได้แปลกอะไร มิตรภาพมันก็มีได้ทุกรูปแบบน่ะล่ะ หากไม่ร่วมเพศกันนะ เมื่อหลายเดือนก่อนเราดูBroke Back Mountain เป็นหนแรก (เขียนไว้ในบล๊อกนี้ล่ะ) หนังดีแบบที่เราสัมผัสได้เลย เรารู้สึกดีนะ ที่ชีวิตนี้เราก็มีเพื่อนผู้ชายที่เราสามารถไปเที่ยวภูเขากันแล้วก็กางเต๊นกันสองคน คุยกันสารพัดเรื่องได้ หรือไม่คุยก็ได้ นั่งเงียบๆก็เข้าใจในความรักที่เพื่อนมีต่อกันได้ แต่ไอ้การที่หนังหลายๆเรื่องทำออกมาในรูปแบบนี้มันตีความหมายของมิตรภาพผู้ชายในรูปแบบครอบงำและส่งผลกระทบจากสื่อมากเกินไป

และชาวไทยก็ดูจะมีแต่หนังแบบนี้ออกมา เวลาผู้ชายสองคนไปไหนมาไหนกันแต่ก่อนก็ไม่เป็นไร ปัจจุบันดูราวกับว่าเขาต้องเป็นเกย์เป็นตุ๊ดกัน

นึกไปถึงเมื่อคืนวันที่๑๗มกราคม เรานั่งกินโกบู้อยู่กับเพื่อนสนิทตี๋หล่อเข้ม เคราครึ้มคนนึง พร้อมผู้หญิงวัย๑๙คนหนึ่ง เรื่องที่คุยกันดันไปคุยกันเรื่องเครื่องสำอางค์ ก็เราซื้อมาฝากสาวๆน่ะละ ลิบสติกกลิ่นกุหลาบ อะไรแบบนี้ น้องเขาทำหน้างงๆพอควร เราก็เลยบอกว่า เออ พวกพี่ชอบเครื่องสำอางค์ น้องเขาบอกเลยว่า เห็นทีแรกนึกว่าพี่พี่เป็นเกย์กัน เราแม่งขำกันกลิ้ง ก็เราดูบึ้กๆกันมั้ง เพื่อนเราหุ่นดี เราหุ่นธรรมดา เพียงแต่ไม่อ้วนแล้ว ก็โอเค คิดไปก็ตลกดี

อีกหนนึงไปฟิตเหน็สกับน้องชายที่รัก คนก็ต้องคิดว่าเป็นเกย์ อีกะเทยเซลล์ก็เสือกลองใจน้องกูด้วยการ แอบจับ
มือเสียด้วย คิดไปก็ขำ แต่ไอ้นี่ก็หุ่นเกย์ๆ ตอนมันเจอเพื่อนตี๋เคราครึ้มเรา มันก้อจับหน้าอกจับตูดกันใหญ่เลย แบบว่า โห พี่หุ่นพี่โคตรดี แมนมากๆเลย พี่เล่นกล้ามยังไงตรงไหนบ้าง เราแม่งขำ ดูแม่งจับไหล่จับหลังกัน ท่ามกลางสายตาสาวๆไคโย้ตี้มองกัน ตลกอะ

(เออ เห็นพวกทอมก็เที่ยวสาวๆพวกนี้กันนะ ตลกว่ะ ชีวิตจริงพวกมึงยังโดนสาวๆหลอกแดกไม่พออีกหรอ)

ตอนไปเที่ยวใต้กันสองคนกะน้องชายที่น่ารัก พวกคนตามโรงแรมก็ถามด้วยสายตาแบบสงสัย คิดไปก็ขำ ตอนนั้นกูอ้วนจะตายห่า พวกคนอ้วนเป็นเกย์ไม่ค่อยมีม้าง แต่เพื่อนพ่อต้องคิดว่าเราสองคนเป็นเกย์แน่ๆ เพราะจัดสาวมาเลี้ยงดูปูเสื่อ แต่เราสองคนดันไม่สนใจเหี้ยไรเลย ฮ่าๆๆ ตอนนั้นเราอินเลิฟและภักดีต่อสาวเรากันทั้งคู่มั้ง ไม่งั้นอาจสนุก เออ ที่ขำๆก็คือ แล้วไปนวดกัน นวดแผนโบราณธรรมดานี่ล่ะ ป้าที่นวดเราแกถามว่า ที่มาด้วยน่ะแฟนหรอ เราแม่ง เม้งแตกเลย จะบ้าหรอ กูชายทั้งแท่ง

ไอ้หยา หกโมงแล้ว นอนนอนนอน อีก๕ชั่วโมงต้องตื่นแล้ว แต่ก่อนนอนต้องทาครีมก่อนน้า แต่อายครีมดีดีไม่ได้ไปซื้อซักที ไว้เงินเดือนออกก่อนละกัน ว้า ป่านนั้น เป็นแพนด้าพอดี หมดสวยซิเรา จะยอมแพ้พวกอีชะนียุ่นไม่ได้น้า อีพวกคันนะซังกูจะตบให้พวกมึงแดดิ้นเลย

พรุ่งนี้(วันนี้ดิ)เย็นๆจะไปซื้อสบู่หอมๆก้อนๆHomemadeร้านชั้นดีในโตเกียว ฝากไปให้ผู้หญิงที่เรารักสองคนคือแม่ และ สาวแสนไกล เวลาอาบจะได้หอมๆและคิดถึงเราทุกๆวันไง ฮิฮิ ชอบจังสบู่หอมๆ

วันแห่งความรัก จะซื้อสบู่ให้แทนดอกไม้ (ฝันอยู่ก็ตื่นนะอีทศ) ตอนประถมมีวิชาไรน้าที่แกะสบู่เป็นดอกกุหลาบ

About Me

ทศ พิทักษากร
Tokyo, Japan
น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
View my complete profile