ี้คุณทราย เทมปุระ เขียนเรื่องชายชราผู้อ่านนิยายรักลงมติชนสุดฉบับนี้ อ่านแล้วคิดว่าจะฉีกส่งจดหมายไปให้ผู้หญิงคนนึงอ่าน(ทำไมไม่รู้ ไม่ได้เขียนดีนักแต่อ่านแล้วคิดถึง)แต่สำหรับเราการส่งจดหมายก็ยากอยู่ บอกความรู้สึกไม่ถูก ไม่กล้าส่ง ฟังดูงี่เง่าๆ แต่ก้อไม่ค่อยกล้าไปส่ง มีเหตุผลและความทรงจำบางอย่าง
เมื่อวานมีเรื่องอิ่มใจนิดนึง ตรงที่เห็นชายชรา2คนเดินกอดคอกัน แล้วเราก็จูงมือทั้งสองคนข้ามถนนหน้าเดอะมอลล์บางกะปิ
ภาพคนเดินกอดคอกันเป็นภาพที่ธรรมดามากในวัย10ขวบ แก๊งจักรยานเขาต้องทำกัน
แต่เมื่อวานภาพที่เราเห็นคือ ผู้ชายอายุ59และ62 คนนึงคือ พ่อเรา คนนึงคือ พ่อออม เดี๋ยวจะกลับมาเล่าต่อให้ฟัง แต่เป็นภาพสวยมากๆในสายตาเรา แล้วเราก็นั่งกินเหล้าเมาแต่หัววันกะลุงแก
เอาเรื่องที่วันนี้อื่มใจก่อนดีกว่า
หลังๆหลายเดือนมานี้เราเป็นคนที่ขี้เกียจและเฉื่อยชาที่ที่สุดในโลกไปแล้วกระมัง ด้วยอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ที่ทำให้เราต้องอดทนกับอะไรบางอย่าง ที่เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ค่อยได้นัก แต่นั่นก็ทำให้เราต้องอดทนและรอคอยบางอย่าง คนแทบทุกคนในชีวิตเราจะรู้จักเราในรูปแบบมนุษย์ไฮเปอร์ แต่ทุกวันนี้ชีวิตเราเฉื่อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
วันนี้อิ่มใจ กับอะไรบางอย่าง
ไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อยหรอก ที่อิ่มก็เพราะส่วนหนึ่งคือ เราใจเย็นเสียด้วย ใจเย็นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เคยนึกสงสัยตนเองในความแม่นอะไรบางอย่างพอสมควร แต่แน่ล่ะ หลายๆเรื่องเราห่วยสุดๆ แต่บางเรื่องเราก็แม่นยำจับวางสวยงาม
สมมติมีกระถาง50ใบ ทำไมเราถึงเลือกได้ใบที่มีตำหนิน้อยที่สุด แปลกดีจัง
วันนี้ทำหน้าที่เป็นห่วงเป็นใยได้ดีในระดับนึง ไม่อยากทำให้คนอึดอัด และที่แปลกคือ อยากรับโทสับคนบางคนจัง ต่อไปนี้จะเลิกปิดเครื่องนอนเสียที
เราคิดได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า
การที่เราไม่ตัดให้ขาดจากพวกคนที่โทรเข้ามาทั้งหลายในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือ เหตุที่ปัญหาทั้งหลายยังคงมีอยู่ พรุ่งนี้เราจะจัดการปัญหาแล้วล่ะ
เมื่อคืนคุยกะโป้งเรื่องนี้ พอดีมันเห็นเราไม่รับโทรสับที่โทเข้ามายิกๆ เราบอกกูรำคาญ
วันก่อนมันก็พึ่งด่าเราจิงๆจังๆ เรื่องทำเสียระบบ นึกไปก็ขำกันกะระบบของแม่ง
ระบบและความเข้าใจของคนแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันหรอก มีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน มันด่าเราเนื่องจากในไฮ5เรามีสาวๆมาเห็นใจเราเรื่องแฟนเก่าคบกันมาแค่7-8ปีจะแต่งงาน แต่ส่วนใหญ่คนพวกนี้เราจะโทไปเม้ามากกว่า แฟนแต่งงานมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่แต่งงานกะผู้ชายส่วนสำคัญที่ทำให้เราเลิกกันนี่ดิ จะให้เราแมนรับได้แค่ไหนกันเชียว แต่เราผิดเองแหละที่ผ่านมา ฮาฮาฮา ฮาไม่ออก
มันด่าเราเพราะมันบอกว่า ก็มึงมีหญิงตั้งเยอะแยะ เจอคนสวยๆดีๆเจ๋งๆ ประจำบ่อยๆ แล้วจะมาเศร้าอะไร มันรู้ความจริงข้อนี้ดีในขณะที่คนปลอบๆเรามักคิดว่าเราไม่มีใครเข้ามาเลย
เราก็บอกเศร้าก็ส่วนเศร้า ไม่เกี่ยวกะเรื่องเจอคนใหม่หรือมีสาวในสต๊อกเยอะแค่ไหน กูไม่ได้อ่อยเหยือ่ใคร เวลากูเศร้าก็เศร้าจริงๆ ไม่ได้เสเเสร้ง แต่ถ้าคนรู้จักเราดีจะรู้ว่าเราเศร้าไม่นานนักหรอก ไม่กี่วันก็ต้องหาย แต่ก็ไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณีไปบางคนเราก็เสียใจอยู่นานแสนนาน
(กลับไปเป็นฉันคนเก่าที่เหงาในบางวัน แต่ไม่เคยต้องร้าวรานและร้องไห้ให้ใคร สาวๆในสต๊อกมีเป็นเข่งแถมยังกินเหล้าเก่งขอให้ยกมือขึ้น)
เมื่อวานฟังวิทยุแล้วก็แอบขำคนเดียว เขาบอกว่า แฟนเก่าก็คือ แฟนเก่า ไม่ใช่พี่หรือน้องหรือเพื่อน
เราฟังแล้วแอบขำ ก็คนสมัยนี้เขาก็ต้องบอกว่า เลิกกันไปแล้วก็เป็นเพื่อนกันได้ เป็นพี่เป็นน้องกันได้ เราว่าก็ตลกดี ชีวิตเราเคยเลิกกะแฟนไปเพียงคนเดียวที่เป็นเพื่อนกันได้ และก็เป็นเพื่อนกันได้จริงๆน่ะละ แต่จะให้ไปงานแต่งงานเขาเราไปไมไ่ด้หรอกนะ ฮ่าๆๆ
วันนี้คุยกะเพื่อนผู้หญิงอีกคน ถามปัญหาอะไรบางอย่าง แล้วก็บอกแม่งไปว่า แฟนเก่าเราเนี่ยเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกะแฟนเธอนะ เธออย่าทำงี่เง่าว่าจะไปหรือไม่ไปงานแต่งงานเขาเลย แล้วเขาก็บอกมาขำๆว่า ทำไมทศชอบพูดอะไรเข้าใจยาก แต่อันนั้นเราพูดเรื่อง เขามักฟังแต่สิ่งที่เขาอยากได้ยิน ไอ้เรื่องนี้มันสำคัญนะ พอจิตสั่งว่าอยากได้ยินอะไรมากๆลงไป จิตนั้นก็จะดิ่งลึกลงไปในคำตอบนั้นๆ
วันนี้เหี้ยนินโทรมาคุยด้วย ชวนไปเที่ยวไปแรด เราบอกว่าไม่ไป แล้วบอกไปว่าเมื่อวานพึ่งไปแดกเหล้ากะพ่อออมมาเอง แต่ไม่รุ้ออมไปไหนนะ 555 ตกลงชีวิตนี้กูจะได้เจอมึง แป้ง ออม กู แดกข้าวกันอีกไหมนี่ ห่า แม่งพูดจา 555
วันก่อนนู้นกี่เดือนแล้วนะ คุยกะออม ออมบอกผู้ชายคนนี้ปรัชญาแดก ฮ่าๆๆ ขำว่ะ เราจะไปปรัชญาไรวะ วันนั้นไปทำบัตร ปชช ก็เลยนึกถึงตอนออมได้ใบขับขี่
วันนี้พ่อกลับมาบ้านก็ถามว่า แล้ววันนี้โทรหาออมยัง เราบอก ไม่โทรหรอก โทรทำไม ก็แค่เมื่อวานอยากไปหาลุงสิงห์ก้อไป ก็แค่นั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกะออมจริงๆ แต่ไปถึงก็ขำๆดี เห็นพอ่ใส่เสื้อโอวีออกจากบ้านก็ว่าแปลกแล้ว ไปถึงเจอลุงสิงห์ใส่เสื้อสวนกุหลาบรออยู่นี่ฮาใหญ่เลย ลุงสิงห์ทักพ่อเราคำแรก ว่าไงไอ้นักฟันดาบทีมชาติ จะหล่อไม่แก่เลยนะมึง
คุยๆกันไปกินเหล้ากันไปนี่ก็ตลกดี หนุกดี ลุงแกกะพ่อเราก็คุยกันด้วยภาษาปกติตามประสาผู้ชาย ควยๆ ชักว่าวๆ เราก็ขำขันไปตามเรื่องตามราว
เคยคุยกะออมถึงเรือ่งลุงเสกตาย เราก็คิดถึงเพื่อนๆพ่อหลายๆคนล่ะ ลุงสิงห์ก็กินเหล้าหนัก เราก็กลัวว่าจะเป็นแบบลุงเสกไป ก็เลยอยากเจอก่อน ตอนอยู่โตเกียวลุงเสกแกตายเราก็รู้สึกเศร้าๆนะ
เดี๋ยววันไหนก็ต้องแวะไปหาลุงโป๊งอีก คิดถึงแกมากๆ ตอนเด็กๆ พวกเพื่อนๆพ่อพวกนี้ชอบเล่นกะเรา พวกนี้มีแต่ลูกสาว ผู้ชายใครๆก็อยากได้ลูกชายกันทั้งนั้น แต่พวกมีลูกสาวเยอะๆไม่มีลุกชาย ชีวิตก็มีบางส่วนขาดหายไป
อยากกลับไปเป็นเหมือนตอนเด็กๆไม่กี่ขวบที่ขับรถไปเที่ยวกัน10ครอบครัวอีกจังเลย เหมือนช่วงชีวิตที่พ่อย้ายออกจากบ้านไปมันหายไปช่วง1ไปกันเป็นประจำเป็นปกติ บางทีปิดเทอมใหญ่ก็ไปกันยาวมากๆ ที่เราชอบก็เพราะ เราเป็นเดือนเลย555 มีลุงๆมาเล่นกะเราตลอดเลย เพราะไม่มีบ้านไหนมีลุกชายนัก ทำไมพวกนี้มีแต่ลูกสาวนะ ช้างน่าสงสัยจิงๆ
ตกลงวันนี้กูจะเขียนเรื่องไรวะ
อยากจะเขียนเรื่องวันนี้อิ่มใจใช่ไหมนี่
วันนี้นั่งดู ดาราสเตฟานกะน้ำฝนในวันวานยังหวานอยู่ ก็ดูดีนะ แม้ผู้หญิงจะแก่กว่า เมื่อวานเราพึ่งคุยกะโป้งเรือ่งพวกเพือ่นๆมันมีแฟนแก่กว่า แม่งบอกว่า ดีจะตายไป ผู้หญิงเอาใจจะตายห่า เราก็บอกไปว่า เออ ดีเนอะ ถ้าผู้หญิงหน้าไม่แก่นะ ก็โอเคล่า
วันนี้คุยกะพ่อเรื่องนี้ พ่อบอกว่า ก็พวกผู้หญิงแก่กว่าผู้ชาย มันผ่านการคิดเรื่องความรักมามากกว่า คนปกติไงล่ะ เราก้อเห็นด้วย คล้ายๆกะพวกวิวาห์เหาะมักรักกันมากกว่าคนปกติ เพราะ มันต้องกล้าคิดกล้าเผชิญ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาในระดับนึงไง การที่คนเราจะรักกันได้มันก็ไม่ใช่เพียงร่วมสุขหรอก ถ้าผ่านทุกข์หนักๆมาร่วมกันมันก็ย่อมดีกว่าอีกด้วยซ้ำ
ใครจะรู้ซักวันเราอาจมีแฟนแก่กว่าก็ได้ แต่หน้าเด็กๆหน่อยนะ
วันนี้นึกขำตนเองนิดๆ
เราบอกไปว่าเราเป็นคนดีนะ (ก็คิดว่าดีนะ) แต่เราไม่ได้บอกไปว่าที่เราคิดว่าดีคือ เราซื่อสัตย์มากๆในยุคที่มนุษย์เพศชายแทบทุกคนมีกิ๊ก แต่เราก็ไม่คิดมากหรอกนะ เราแค่คิดว่าเราสองคนสวยหล่อสมกันแค่นี้ก็พอแล้ว 555
ตกลงวันนี้กูจะเขียนเรื่องอะไรวะ กูลืม555 ง่วงจัดๆ ตีสองครึ่งแล้วนอนดีกว่า
จู่ๆก้อพึ่งนึกได้ว่า มีคนบอกว่า ก็น่ารักดีนี่นา 555 ดีใจจัง
Saturday, August 30, 2008
Thursday, August 28, 2008
รูปงานแต่งงานบูุกะฝ้าย

ก้อเหมือนเดิมไทยรัฐหน้า4 เหมือนงานแต่งงานพี่เอ๊าะ
บูกะฝ้ายแต่งไปวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อ่านได้ใน2เรื่องก่อนหน้านี้
ภาพอ้างอิงจาก
http://thairath.co.th/newspic.php?cat=1918&id=12594
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, August 27, 2008
งวงและงาหาใช่ศาสตราวุธไม่
วันนี้นั่งแดกกาแฟร้านที่ไปมาเมื่อคืนวันศุกร์อยู่แล้วก็คิดได้ ถึงคำนี้ "งวงและงาหาใช่ศาสตราวุธไม่"
ตอนนี้ตีห้า ตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ นอนไปตั้งแต่สองทุ่ม
ตอนเที่ยงชาวบ้านโทรมา อารมณ์ไม่ดีใส่ไปเต็มเหนี่ยว2ประโยคถ้วน สันดานเสีย ทำคนเสียใจ รู้สึกไม่ดี
ตะกี๊นั่งตอบอีเมลชาวบ้าน ทำใจดีสู้เสื้อไปงั้นแหละ จริงๆแทบทรุด
วันนี้แวะไปหาลุงจี๋มา น้ำอบไม่อยู่แต่น้องๆสวยๆเต็มบ้าน(ฮา) ผ่านบ้านลุงสิงห์ก็กะแวะเข้าไป แต่เหมือนไม่มีคนอยู่บ้าน เลยโทรหาออม ออมบอกลุงสิงห์ไม่อยู่ ไปดูหลาน น้องออมก็ไม่อยู่ (ฮากว่า) แต่ไม่ได้อยากเจอออมมากนัก (อยากเจอนิดนึง(ปากแข็ง))อยากเจอพ่อออมมากกว่า พ่อเราก้อเลยขอเบอร์ออมไว้ด้วย เรานึกในใจพ่อกูจะเอาเบอร์ออมไปทำไมวะ 555 นึกในใจแบบขำๆบอกพ่อไปว่า พ่อชอบออมแน่ๆ ลุงสิงห์ก็ชอบทศแน่ๆ แต่ทศกะออมไม่เคยชอบกันเลย(ฮาที่สุด)
แต่วันนี้บอกลุงจี๋แกไปว่า เดี๋ยวทศแต่งงานจะเชิญแกไปเป็นประธานในพิธี แกขำใหญ่ ถามว่าเมียไทยหรือเมียญี่ปุ่น เราบอกว่า เมียยังไม่เกิดเลย เอิ๊กๆ ขำเหี้ยๆ อีกซักห้าปีนะครับ เพ้อเจ้อไปก่อน
.............................
เปิดหน้าดวงคู่สร้างคู่สมแล้วอ่านแล้วขำดีก็จดมา
คนโสดก็จะได้จังหวะในอีกไม่ช้านี้แล้ว ระยะนี้คอยไปก่อนจะได้ปรับตัวปรับใจเข้าหากันได้เมื่อแต่งงานแล้ว << อ่านแล้วก้อนึกสงสัย แอบขำคนเดียว กูจะไปเจอใครได้ ปีนี้บอกรักผู้หญิงไปคนเดียว ทุกวันนี้ก็ยังรักอยู่ห่างๆ ข้างเดียวโด้ย
อันนี้จดมาจากGMในร้านกาแฟ เล่มล่าสุด สัมภาษณ์ ดร กุลภัตร์ แต่ก่อนทำงานเปนมือขวาของ ทาดาโอะ อันโดะ (ระดับโลกเลยนะนั่น) เป็นสถาปนิกนรทุนมองมั้ง แต่จบตรีที่จุฬา
อยู่ญี่ปุ่น14ปี ปัจจุบันอยู่LA ทำงานกะคนดังมามาก
จดมาเยอะ ลองอ่านละกัน เลือกเอาที่อ่านแล้วชอบใจเท่านั้น หาอ่านได้จาก GM ปกหลุดสะก๊อดเดือนนี้
"อันโดะอาจจะทำแค่ผนังคอนกรีตเพื่อเน้นความสวยงามของธรรมชาติมากขึ้น ทำให้มันแตกต่างแต่กลมกลืน คล้ายกับ เวลาที่คน2คนมาอยู่ด้วยกัน ถ้าจะดีทั้งคู่ คือ การที่ทั้ง2คน เป็นตัวของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองมันเสริมกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของคนหรือธรรมชาติ"
อ่านแล้วทศก็เห็นด้วย เราเชื่อมั่นมาเสมอว่าแฟนเราไม่จำเป็นต้องทิ้งตัวตนของตนเองไป และเราก็เป็นเราได้ไม่อึดอัดนัก แต่นี่ไม่ได้หมายถึงว่าอะไรแย่ๆไม่ต้องเปลี่ยน เช่น ทศนอนตื่นสาย ทศแสนขี้เกียจทำงานหรืออะไรเทือกๆนั้นหรอกนะ
"ที่สำคัญบ้านเราการตลาดนำทุกอย่างจนเราไม่รู้จะไปทางไหน" << จริงอย่างแรง เพราะ นสพ ทีวี สื่อสารพัด ตกเป็นทาสนายทุนนี่ล่ะ
"ใครที่เห็นงานของผมอาจรู้สึกว่า ผมไม่มีเอกลักษณ์หรือว่าไม่มีตัวตน จริงๆตัวตนของผมยังอยู่แต่มันอาจเป็นตัวตนที่มองไม่เห็น"
"ชีวิตที่วุ่นวายตลอดเวลา คนทำโชว์15-16โชว์ต่อปี คงอยากได้สิ่งก่อสร้างที่ทำให้เขานิ่งได้" <<< อันนี้เขาพูดถึง คุณอามานี่
"ผมคิดว่าอาหารเป็นเรื่องง่ายที่คนจะเข้าถึง และการปรุงอาหารกับการสร้างบ้านแปลงอาคาร มันมีแนวคิดบางอย่างที่คล้ายๆกันอยู่ งานที่ผมชอบคืองานแบบนี้ งานของคนที่เข้าใจตัวเอง เข้าใจบริบทของตัวเอง และสามารถผลักให้เกิดอินโนเวชั่นใหม่ๆได้"
อ่านแล้วก็ได้แนวคิดที่อธิบายบางอย่างที่เราอธิบายเป็นคำพุดแบบเราไมได้ ทังๆที่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักในการเข็นออกมา
เราว่าการทำอาหารมันต้องเข้าใจถึงความต้องการและตัวตนของคนมากิน เราเคยคุยกะพ่อว่า เสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตัวตายนั้นจริงเนอะพ่อ พ่อเสริมว่าพวกทำอาหารเก่งเนี่ยจะเข้าใจลิ้นคน เข้าใจว่าคนนี้ชอบรสชาติอะไรหรือไม่ชอบอะไร ไอ้สิ่งเล็กๆน้อยๆนี้ละที่ทำให้เข้าใจได้ว่า คนนี้ชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร เรื่องแบบนี้จะว่าเข้าใจยากก็ยาก คล้ายๆกะคนชอบกินเนื้อก็มีบุคลิกแบบนึง คนชอบกินปลาหมึกก็แบบนึง (แต่ปัจจุบันหญิงไทยดำรงชีวิตได้ด้วย แคร๊กเกอร์ทูน่าและแอ๊บเปิ้ล(ผิดโภชนาการสิ้นดี))
นอกจากนี้คุณกุลภัทร เขาก็ได้ร่วมงานกะดีไซเนอร์มีชือ่เสียงอีกหลายคน นอกจากจิออจิโอ้อามานี่ ก็มี ทอม ฝอด คาร์ลากาเฟลด์ เหล่านี้เป็นต้น
เขาบอกอีกว่า (เราไม่ได้จดมา) การเป็นสถาปนิกไม่รวยหรอก แต่ได้รู้จักคนใหม่ๆ ซึ่งต้องร่วมงานกันนาน จนได้กลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เราก็รู้สึกเห็นด้วย การจะออกแบบให้กันมันต้องรู้จักกันลึกซึ้งพอสมควร บางทีเรื่องแบบนี้ก็คุยกันยากเพราะไม่ใช่ทุกคนเข้าใจตนเองดีพอจะสื่อออกไป
เราชอบคุณจิออจิโอ้อามานี่ เราว่าเขาเป็นอัจฉริยะกว่าดีไซเน่อร์ท่านอื่นเลยล่ะ เขาเริ่มต้นที่เรียนหมอนะ แล้วก็มาเป็นตากล้องแฟชั่นแม็กกาซีน แล้วก็มาเป็นดีไซเน่อร์เสื้อผ้า จนอาณาจักรใหญ่ล้นโลกแบบนี้ (เราเขียนไว้ในนี้แหละเมื่อปี2005) ปีที่แล้วเขาฉลองครบรอบ25ปีกันพอควร ที่โตเกียวเราก็เห็นมาก
อีกเรื่องนึง เราเคยบอกในนี้ไหมว่าตึกที่เราว่าสวยที่สุดในโตเกียวคือตึก Pradaที่โอโมเตะซานโด ใครไปใครมาเราก็พาไปดูกันทุกคน แต่คนมักเฉยๆแต่เราชอบสุดๆ เป็นตึกความสูงแค่4ชั้นเอง แต่เท่ห์มากๆ เราไม่รู้หรอกว่าใครออกแบบจนอ่านวันนี้ คุณกุลภัทรแกบอกว่า คนสร้างก็คือ Herzog & De Meuron Architekten ชื่อคุ้นๆกันไหมล่ะ ก็คนสร้างสนามรังนกโอลิมปิคที่ปักกิ่งเห็นภาพกันทุกวันในทีวีนี่ล่ะ สวยเนอะ และมีอีกที่ เราก็จำได้ว่าสวยแต่ไม่เคยไป ชีวิตนี้อยากไปดูให้เห็นกะตาเหมือนกัน Allianz Stadium ที่มิวหนิก เยอรมัน แต่บริษัทออกแบบนี่สัญชาติสวิสนะฮะ
จำได้ว่า1เดือนก่อนโอลิมปิค(ขุ)นั่งดูทีวีช่องเทคโนโลยี่อะไรไม่รุ้ เกี่ยวกะสนามรังนกนี่ล่ะ ก็ดูแบบฉงนสนใจมากๆ ไอ้พวกโครงสร้างทางวิศวกรรมแปลกๆและวัสดุสมัยใหม่นี่น่าสนใจนะ น่าสนใจมากๆ เราดูแล้วตื่นเต้น พ่อบอกว่าจะยากอะไรพ่อยังสานตะกร้าได้ ทำไมวิศวกรเก่งๆเขาจะถักโครงสร้างวัสดุเป็นสนามกีฬาขนาดนั้นไม่ได้ เราขำทันที เออ เปรียบเทียบได้ดีนะพ่อ
ภาพพ่อเรานั่งสานตะกร้านี่เราเห็นบ่อยๆนะ ตอนไปดูสามก๊ก(ฉบับภาพยนตร์)ที่เล่าปี่นั่งสานรองเท้าให้ทหารลูกน้อง(เป็นทั้งลูก และ น้อง) เราน้ำตาซึมเลยเห็นภาพพ่อตนเอง นั่งสานตะกร้า หรือ ทำงานอะไรแบบนี้ให้คนใกล้ชิดเสมอ ของแบบนี้มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่สื่อถึงคนใกล้ชิดได้มากกว่าการซื้อของแพงๆมาให้หลายเท่านัก อยากให้พ่อเป็นอมตะจัง(เฮ้อ กลุ้ม)
ไอ้เรื่องออกแบบนี่มันพูดยากว่ะ ความรู้เราก็น้อย
วันนี้พึ่งทราบว่า GUCCIเปลี่ยนมือจากLVMHของ เบอร์หนาด อาโน ไปเป็นของ ฟรังซัว ปิโนลต์ไปแล้ว(ปี2004) อาณาจักรของกุ๊ชชี่ ก็ไม่มากนัก USD7700ล้าน 425 Branchesแค่นั้นเอง (เมื่อปี2005 เราคิดว่าเราเขียนเรื่องเพลิงพยาบาทไว้ในนี้ เราชอบตระกูลกุ๊ชชี่ เราว่าบ้าดีเดือดดี ออกแนวๆธรรมวัฒนะ บ้านเรา)
กุ๊ชชี่โงหัวขึ้นทางธุรกิจเพราะ ความสามารถของ คิงออฟกุ๊ดชี่ที่เข้ามาบริหารจัดการแบบ ทอม ฝอด ทอม ฝอดเก่งมากๆ และแม่นมากๆ เรื่องการค้าและออกแบบ แต่ภายหลังเขาก็มีผลิตภัณท์ของตัวเขาเองน่ะละ (คล้ายๆกะตอนจบของหนัง The devil wears Pradaน่ะแหละ เพราะเขาคบกะ บอกอ โว้ก)
กุ๊ชชี่เดือดมากๆ เดือดจนต้องขายให้ LVMH หลายๆหนที่เราเดินตามDuty Free ไม่ว่าที่ไหนของโลกใบนี้หรอก เราเห็นแต่ประโยชน์ของคนเช่าพื้นที่สนามบิน บวก กับ บริษัทระดับโลกที่มีแบรนด์เต็มมือ แบบ LVMH (เกิดความสงสัยว่ารัฐไทยได้อะไรกันนัก)
นอกจากนั้น
คุณ กุลภัทร แกพูดเรื่อง Mono Culture แกบอกว่า "ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนบนโลกก็เลือกซื้อZARAได้"
เราอ่านแล้วขำเลย เราชอบบอกใครๆต่อใครๆว่า คิดอะไรไม่ออกบอกซาร่า เราหมายถึงเสื้อผ้านี่ล่ะ เสื้อผ้าไม่แพงนัก และปลอดภัยในรสนิยมแน่ๆ ไอ้ความรู้สึกแบบใส่แล้วปลอดภัยนี่เปนเรื่องจำเป็นนะ จำเป็นมากๆด้วย คือ ถ้า มองออกว่าอะไรสวยไม่สวยก็ไม่จำเป็นนัก แต่ผู้ชายขี้เกียจๆและมีเงินน้อยและไม่ค่อยมีรสนิยมแบบเราเงี้ยะ ง่ายสุดก็ซาร่า (ใครเห็นด้วยมะ) ยังจำได้เลยว่าเคยไปแพล๊ตตินั่มกะกุ้ง คนขายบอกว่า ของก๊อบซาร่าค่ะ เรานึกขำเลย ไม่ได้ขำที่เขาพูด แต่ขำว่า ซาร่านี่ล่ะ กลางๆดี
อ้อ แต่ไอ้การที่เขาพูดถึงวัฒนธรรมเดี่ยว(เดียว)นี่ไมได้แปลว่าเราชอบหรอกนะ เราเห็นแบบเขาว่า มันต้องมีของพื้นถิ่นได้ดิ ได้แน่ๆ แบบญี่ปุ่นไง ใครๆก็หลงใหล เขาผสานวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาได้อย่างลงตัวมากๆ
คาลากาเฟล อายุ80ปี เป็นเครื่องจักรแฟชั่น เปน Trend setter เปน Spin Master อ่านแล้วก็จ๊าบใจใช่เลย
เราว่าเราไม่แต๋วนะ เเต่เราชอบอ่านชีวประวัติพวกดีไซเน่อร์ดังๆมากกว่าชีวประวัติพวกเศรษฐีอีก พวกนี้ใช้ชีวิตได้สุดเหวี่ยงดี และมักมีบ้านแสนสงบ
สองเดือนก่อนอีฟแซงต์YSLเสียชีวิต อ่านมาหลายๆหนก็นึกเห็นใจ เขาต้องอยู่กับความโดดเดี่ยวตลอด เสพติดเซ็กส์และยาเสพติดอย่างรุนแรง แต่ก็นั่นละ สิ่งเหล่านี้ เป็นแรงบันดาลใจอันทำให้เกิดพรสวรรค์ของเขาในการผลิตเสื้อผ้าชั้นสูง
เขียนไปเขียนมาก็ไปกันใหญ่แล้ว หยุดดีกว่า
แต่ถึงแม้เราจะชอบแฟชั่น แต่ไม่ได้แปลว่า ต้องวิ่งตามแต่ประการใด
ถามว่า รู้ไหม...รู้ แต่ถามว่าซื้อไหม ไม่ได้แปลว่าต้องซื้อ (แต่ชอบดูชิบหาย)
ใช้อะไรที่มันเรียบง่ายsimplyน้อยๆ เซ็นๆที่สุด นั่นแหละวิถีมนุษย์
นึกไปถึงเห็นร้านใหม่ของIssey MiYakeที่สยามดิสก๊อบเวอร์รี่ไม่กี่วันนี้ ก็เดินเข้าไปดู เพราะคิดถึงNHK สำนักงานใหญในโตเกียวเขาอยู่ตรงนั้น วันนี้เมื่อปีที่แล้ว บ้านเราอยู่ใกล้ตรงนั้นมากๆเลย
................
ข่าวไทยในทีวีวันนี้น่าดูมากๆ สลายม๊อบกันแล้ว แม่ตื่นมาถามตะกี๊ว่า "ฆ่ากันยัง?"
โธ่ แม่อย่าให้ฆ่ากันเลย เมื่อวานเห็นภาพข่าวบุกกรมประชาสัมพันธ์ก็ว่าน่ากลัวนะ
ไปดูทีวีดีกั่ว ถ้าวันนี้ถือหุ้นเต็มผอด กูกลุ้มใจตายไปแล้วเนี่ย สาธุๆ
....................
ขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยเถิด
ตอนนี้ตีห้า ตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ นอนไปตั้งแต่สองทุ่ม
ตอนเที่ยงชาวบ้านโทรมา อารมณ์ไม่ดีใส่ไปเต็มเหนี่ยว2ประโยคถ้วน สันดานเสีย ทำคนเสียใจ รู้สึกไม่ดี
ตะกี๊นั่งตอบอีเมลชาวบ้าน ทำใจดีสู้เสื้อไปงั้นแหละ จริงๆแทบทรุด
วันนี้แวะไปหาลุงจี๋มา น้ำอบไม่อยู่แต่น้องๆสวยๆเต็มบ้าน(ฮา) ผ่านบ้านลุงสิงห์ก็กะแวะเข้าไป แต่เหมือนไม่มีคนอยู่บ้าน เลยโทรหาออม ออมบอกลุงสิงห์ไม่อยู่ ไปดูหลาน น้องออมก็ไม่อยู่ (ฮากว่า) แต่ไม่ได้อยากเจอออมมากนัก (อยากเจอนิดนึง(ปากแข็ง))อยากเจอพ่อออมมากกว่า พ่อเราก้อเลยขอเบอร์ออมไว้ด้วย เรานึกในใจพ่อกูจะเอาเบอร์ออมไปทำไมวะ 555 นึกในใจแบบขำๆบอกพ่อไปว่า พ่อชอบออมแน่ๆ ลุงสิงห์ก็ชอบทศแน่ๆ แต่ทศกะออมไม่เคยชอบกันเลย(ฮาที่สุด)
แต่วันนี้บอกลุงจี๋แกไปว่า เดี๋ยวทศแต่งงานจะเชิญแกไปเป็นประธานในพิธี แกขำใหญ่ ถามว่าเมียไทยหรือเมียญี่ปุ่น เราบอกว่า เมียยังไม่เกิดเลย เอิ๊กๆ ขำเหี้ยๆ อีกซักห้าปีนะครับ เพ้อเจ้อไปก่อน
.............................
เปิดหน้าดวงคู่สร้างคู่สมแล้วอ่านแล้วขำดีก็จดมา
คนโสดก็จะได้จังหวะในอีกไม่ช้านี้แล้ว ระยะนี้คอยไปก่อนจะได้ปรับตัวปรับใจเข้าหากันได้เมื่อแต่งงานแล้ว << อ่านแล้วก้อนึกสงสัย แอบขำคนเดียว กูจะไปเจอใครได้ ปีนี้บอกรักผู้หญิงไปคนเดียว ทุกวันนี้ก็ยังรักอยู่ห่างๆ ข้างเดียวโด้ย
อันนี้จดมาจากGMในร้านกาแฟ เล่มล่าสุด สัมภาษณ์ ดร กุลภัตร์ แต่ก่อนทำงานเปนมือขวาของ ทาดาโอะ อันโดะ (ระดับโลกเลยนะนั่น) เป็นสถาปนิกนรทุนมองมั้ง แต่จบตรีที่จุฬา
อยู่ญี่ปุ่น14ปี ปัจจุบันอยู่LA ทำงานกะคนดังมามาก
จดมาเยอะ ลองอ่านละกัน เลือกเอาที่อ่านแล้วชอบใจเท่านั้น หาอ่านได้จาก GM ปกหลุดสะก๊อดเดือนนี้
"อันโดะอาจจะทำแค่ผนังคอนกรีตเพื่อเน้นความสวยงามของธรรมชาติมากขึ้น ทำให้มันแตกต่างแต่กลมกลืน คล้ายกับ เวลาที่คน2คนมาอยู่ด้วยกัน ถ้าจะดีทั้งคู่ คือ การที่ทั้ง2คน เป็นตัวของตัวเอง ความเป็นตัวของตัวเองมันเสริมกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของคนหรือธรรมชาติ"
อ่านแล้วทศก็เห็นด้วย เราเชื่อมั่นมาเสมอว่าแฟนเราไม่จำเป็นต้องทิ้งตัวตนของตนเองไป และเราก็เป็นเราได้ไม่อึดอัดนัก แต่นี่ไม่ได้หมายถึงว่าอะไรแย่ๆไม่ต้องเปลี่ยน เช่น ทศนอนตื่นสาย ทศแสนขี้เกียจทำงานหรืออะไรเทือกๆนั้นหรอกนะ
"ที่สำคัญบ้านเราการตลาดนำทุกอย่างจนเราไม่รู้จะไปทางไหน" << จริงอย่างแรง เพราะ นสพ ทีวี สื่อสารพัด ตกเป็นทาสนายทุนนี่ล่ะ
"ใครที่เห็นงานของผมอาจรู้สึกว่า ผมไม่มีเอกลักษณ์หรือว่าไม่มีตัวตน จริงๆตัวตนของผมยังอยู่แต่มันอาจเป็นตัวตนที่มองไม่เห็น"
"ชีวิตที่วุ่นวายตลอดเวลา คนทำโชว์15-16โชว์ต่อปี คงอยากได้สิ่งก่อสร้างที่ทำให้เขานิ่งได้" <<< อันนี้เขาพูดถึง คุณอามานี่
"ผมคิดว่าอาหารเป็นเรื่องง่ายที่คนจะเข้าถึง และการปรุงอาหารกับการสร้างบ้านแปลงอาคาร มันมีแนวคิดบางอย่างที่คล้ายๆกันอยู่ งานที่ผมชอบคืองานแบบนี้ งานของคนที่เข้าใจตัวเอง เข้าใจบริบทของตัวเอง และสามารถผลักให้เกิดอินโนเวชั่นใหม่ๆได้"
อ่านแล้วก็ได้แนวคิดที่อธิบายบางอย่างที่เราอธิบายเป็นคำพุดแบบเราไมได้ ทังๆที่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักในการเข็นออกมา
เราว่าการทำอาหารมันต้องเข้าใจถึงความต้องการและตัวตนของคนมากิน เราเคยคุยกะพ่อว่า เสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตัวตายนั้นจริงเนอะพ่อ พ่อเสริมว่าพวกทำอาหารเก่งเนี่ยจะเข้าใจลิ้นคน เข้าใจว่าคนนี้ชอบรสชาติอะไรหรือไม่ชอบอะไร ไอ้สิ่งเล็กๆน้อยๆนี้ละที่ทำให้เข้าใจได้ว่า คนนี้ชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร เรื่องแบบนี้จะว่าเข้าใจยากก็ยาก คล้ายๆกะคนชอบกินเนื้อก็มีบุคลิกแบบนึง คนชอบกินปลาหมึกก็แบบนึง (แต่ปัจจุบันหญิงไทยดำรงชีวิตได้ด้วย แคร๊กเกอร์ทูน่าและแอ๊บเปิ้ล(ผิดโภชนาการสิ้นดี))
นอกจากนี้คุณกุลภัทร เขาก็ได้ร่วมงานกะดีไซเนอร์มีชือ่เสียงอีกหลายคน นอกจากจิออจิโอ้อามานี่ ก็มี ทอม ฝอด คาร์ลากาเฟลด์ เหล่านี้เป็นต้น
เขาบอกอีกว่า (เราไม่ได้จดมา) การเป็นสถาปนิกไม่รวยหรอก แต่ได้รู้จักคนใหม่ๆ ซึ่งต้องร่วมงานกันนาน จนได้กลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เราก็รู้สึกเห็นด้วย การจะออกแบบให้กันมันต้องรู้จักกันลึกซึ้งพอสมควร บางทีเรื่องแบบนี้ก็คุยกันยากเพราะไม่ใช่ทุกคนเข้าใจตนเองดีพอจะสื่อออกไป
เราชอบคุณจิออจิโอ้อามานี่ เราว่าเขาเป็นอัจฉริยะกว่าดีไซเน่อร์ท่านอื่นเลยล่ะ เขาเริ่มต้นที่เรียนหมอนะ แล้วก็มาเป็นตากล้องแฟชั่นแม็กกาซีน แล้วก็มาเป็นดีไซเน่อร์เสื้อผ้า จนอาณาจักรใหญ่ล้นโลกแบบนี้ (เราเขียนไว้ในนี้แหละเมื่อปี2005) ปีที่แล้วเขาฉลองครบรอบ25ปีกันพอควร ที่โตเกียวเราก็เห็นมาก
อีกเรื่องนึง เราเคยบอกในนี้ไหมว่าตึกที่เราว่าสวยที่สุดในโตเกียวคือตึก Pradaที่โอโมเตะซานโด ใครไปใครมาเราก็พาไปดูกันทุกคน แต่คนมักเฉยๆแต่เราชอบสุดๆ เป็นตึกความสูงแค่4ชั้นเอง แต่เท่ห์มากๆ เราไม่รู้หรอกว่าใครออกแบบจนอ่านวันนี้ คุณกุลภัทรแกบอกว่า คนสร้างก็คือ Herzog & De Meuron Architekten ชื่อคุ้นๆกันไหมล่ะ ก็คนสร้างสนามรังนกโอลิมปิคที่ปักกิ่งเห็นภาพกันทุกวันในทีวีนี่ล่ะ สวยเนอะ และมีอีกที่ เราก็จำได้ว่าสวยแต่ไม่เคยไป ชีวิตนี้อยากไปดูให้เห็นกะตาเหมือนกัน Allianz Stadium ที่มิวหนิก เยอรมัน แต่บริษัทออกแบบนี่สัญชาติสวิสนะฮะ
จำได้ว่า1เดือนก่อนโอลิมปิค(ขุ)นั่งดูทีวีช่องเทคโนโลยี่อะไรไม่รุ้ เกี่ยวกะสนามรังนกนี่ล่ะ ก็ดูแบบฉงนสนใจมากๆ ไอ้พวกโครงสร้างทางวิศวกรรมแปลกๆและวัสดุสมัยใหม่นี่น่าสนใจนะ น่าสนใจมากๆ เราดูแล้วตื่นเต้น พ่อบอกว่าจะยากอะไรพ่อยังสานตะกร้าได้ ทำไมวิศวกรเก่งๆเขาจะถักโครงสร้างวัสดุเป็นสนามกีฬาขนาดนั้นไม่ได้ เราขำทันที เออ เปรียบเทียบได้ดีนะพ่อ
ภาพพ่อเรานั่งสานตะกร้านี่เราเห็นบ่อยๆนะ ตอนไปดูสามก๊ก(ฉบับภาพยนตร์)ที่เล่าปี่นั่งสานรองเท้าให้ทหารลูกน้อง(เป็นทั้งลูก และ น้อง) เราน้ำตาซึมเลยเห็นภาพพ่อตนเอง นั่งสานตะกร้า หรือ ทำงานอะไรแบบนี้ให้คนใกล้ชิดเสมอ ของแบบนี้มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่สื่อถึงคนใกล้ชิดได้มากกว่าการซื้อของแพงๆมาให้หลายเท่านัก อยากให้พ่อเป็นอมตะจัง(เฮ้อ กลุ้ม)
ไอ้เรื่องออกแบบนี่มันพูดยากว่ะ ความรู้เราก็น้อย
วันนี้พึ่งทราบว่า GUCCIเปลี่ยนมือจากLVMHของ เบอร์หนาด อาโน ไปเป็นของ ฟรังซัว ปิโนลต์ไปแล้ว(ปี2004) อาณาจักรของกุ๊ชชี่ ก็ไม่มากนัก USD7700ล้าน 425 Branchesแค่นั้นเอง (เมื่อปี2005 เราคิดว่าเราเขียนเรื่องเพลิงพยาบาทไว้ในนี้ เราชอบตระกูลกุ๊ชชี่ เราว่าบ้าดีเดือดดี ออกแนวๆธรรมวัฒนะ บ้านเรา)
กุ๊ชชี่โงหัวขึ้นทางธุรกิจเพราะ ความสามารถของ คิงออฟกุ๊ดชี่ที่เข้ามาบริหารจัดการแบบ ทอม ฝอด ทอม ฝอดเก่งมากๆ และแม่นมากๆ เรื่องการค้าและออกแบบ แต่ภายหลังเขาก็มีผลิตภัณท์ของตัวเขาเองน่ะละ (คล้ายๆกะตอนจบของหนัง The devil wears Pradaน่ะแหละ เพราะเขาคบกะ บอกอ โว้ก)
กุ๊ชชี่เดือดมากๆ เดือดจนต้องขายให้ LVMH หลายๆหนที่เราเดินตามDuty Free ไม่ว่าที่ไหนของโลกใบนี้หรอก เราเห็นแต่ประโยชน์ของคนเช่าพื้นที่สนามบิน บวก กับ บริษัทระดับโลกที่มีแบรนด์เต็มมือ แบบ LVMH (เกิดความสงสัยว่ารัฐไทยได้อะไรกันนัก)
นอกจากนั้น
คุณ กุลภัทร แกพูดเรื่อง Mono Culture แกบอกว่า "ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนบนโลกก็เลือกซื้อZARAได้"
เราอ่านแล้วขำเลย เราชอบบอกใครๆต่อใครๆว่า คิดอะไรไม่ออกบอกซาร่า เราหมายถึงเสื้อผ้านี่ล่ะ เสื้อผ้าไม่แพงนัก และปลอดภัยในรสนิยมแน่ๆ ไอ้ความรู้สึกแบบใส่แล้วปลอดภัยนี่เปนเรื่องจำเป็นนะ จำเป็นมากๆด้วย คือ ถ้า มองออกว่าอะไรสวยไม่สวยก็ไม่จำเป็นนัก แต่ผู้ชายขี้เกียจๆและมีเงินน้อยและไม่ค่อยมีรสนิยมแบบเราเงี้ยะ ง่ายสุดก็ซาร่า (ใครเห็นด้วยมะ) ยังจำได้เลยว่าเคยไปแพล๊ตตินั่มกะกุ้ง คนขายบอกว่า ของก๊อบซาร่าค่ะ เรานึกขำเลย ไม่ได้ขำที่เขาพูด แต่ขำว่า ซาร่านี่ล่ะ กลางๆดี
อ้อ แต่ไอ้การที่เขาพูดถึงวัฒนธรรมเดี่ยว(เดียว)นี่ไมได้แปลว่าเราชอบหรอกนะ เราเห็นแบบเขาว่า มันต้องมีของพื้นถิ่นได้ดิ ได้แน่ๆ แบบญี่ปุ่นไง ใครๆก็หลงใหล เขาผสานวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาได้อย่างลงตัวมากๆ
คาลากาเฟล อายุ80ปี เป็นเครื่องจักรแฟชั่น เปน Trend setter เปน Spin Master อ่านแล้วก็จ๊าบใจใช่เลย
เราว่าเราไม่แต๋วนะ เเต่เราชอบอ่านชีวประวัติพวกดีไซเน่อร์ดังๆมากกว่าชีวประวัติพวกเศรษฐีอีก พวกนี้ใช้ชีวิตได้สุดเหวี่ยงดี และมักมีบ้านแสนสงบ
สองเดือนก่อนอีฟแซงต์YSLเสียชีวิต อ่านมาหลายๆหนก็นึกเห็นใจ เขาต้องอยู่กับความโดดเดี่ยวตลอด เสพติดเซ็กส์และยาเสพติดอย่างรุนแรง แต่ก็นั่นละ สิ่งเหล่านี้ เป็นแรงบันดาลใจอันทำให้เกิดพรสวรรค์ของเขาในการผลิตเสื้อผ้าชั้นสูง
เขียนไปเขียนมาก็ไปกันใหญ่แล้ว หยุดดีกว่า
แต่ถึงแม้เราจะชอบแฟชั่น แต่ไม่ได้แปลว่า ต้องวิ่งตามแต่ประการใด
ถามว่า รู้ไหม...รู้ แต่ถามว่าซื้อไหม ไม่ได้แปลว่าต้องซื้อ (แต่ชอบดูชิบหาย)
ใช้อะไรที่มันเรียบง่ายsimplyน้อยๆ เซ็นๆที่สุด นั่นแหละวิถีมนุษย์
นึกไปถึงเห็นร้านใหม่ของIssey MiYakeที่สยามดิสก๊อบเวอร์รี่ไม่กี่วันนี้ ก็เดินเข้าไปดู เพราะคิดถึงNHK สำนักงานใหญในโตเกียวเขาอยู่ตรงนั้น วันนี้เมื่อปีที่แล้ว บ้านเราอยู่ใกล้ตรงนั้นมากๆเลย
................
ข่าวไทยในทีวีวันนี้น่าดูมากๆ สลายม๊อบกันแล้ว แม่ตื่นมาถามตะกี๊ว่า "ฆ่ากันยัง?"
โธ่ แม่อย่าให้ฆ่ากันเลย เมื่อวานเห็นภาพข่าวบุกกรมประชาสัมพันธ์ก็ว่าน่ากลัวนะ
ไปดูทีวีดีกั่ว ถ้าวันนี้ถือหุ้นเต็มผอด กูกลุ้มใจตายไปแล้วเนี่ย สาธุๆ
....................
ขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยเถิด
Posted by
T 0 5 E
Tuesday, August 26, 2008
eart
ตีสี่กว่าๆแล้ว พยามนอนตั้งแต่ตีสองแล้ว แต่นอนไม่หลับ แปลกมากๆทั้งๆที่เมื่อคืนนอนไม่กี่ชั่วโมงเอง
นึกไปถึงวันนี้ไปกะพ่อไปนั่งอ่านหนังสือ@ B2S Central World
คำว่า Heart กะ earth ต่างกันที่ตัว Hวางสลับตำแหน่งกัน และโลกนี้ต้องใช้หัวใจในการดูแลโลก
อ่านมาจากหนังสือชื่อ เกาโลก คนเขียนชื่อดำรง(ไม่พุฒตาล)หนังสืออ่านง่ายๆแป๊บๆจบ คนเขียนเขียนดีในแบบเหมือนอ่านตามอินเตอร์เน็ท คือ เขียนด้วยสี และเว้นวรรคเยอะ ให้พยามคิดถ้อยคำระหว่างบรรทัด แต่ไม่เหมือนหนังสือในรูปแบบที่เราคุ้นชิน
เราชินกะนิตยสารตัวอักษรเยอะๆแบบคู่สร้างคู่สมของคุณกานดาเอ๊ย ดำรงมากกว่า
..........
พรุ่งนี้ต้องไปทำธุระกะพ่อแต่เช้าอีกแล้ว สายๆก็พาพ่อไปหาหมอ(อีกแล้ว)
แต่วันนี้ก็สุขใจดี ไว้สัปดาห์หน้า เรากะพ่อคงสนุกกันกว่านี้อีก
วันนี้เจอกิ๊บสองคน กิ๊บคนนึงก็น้องมหาลัย กิ๊บอีกคนก็เพื่อนสนิทแฟนเก่า
วันก่อนไปสยามพารากร ก็เจอนุชสองคน นุชคนนึงเพื่อนสนิทน้อง นุชอีกคนเพื่อนที่คณะ
เมื่อวันเสาร์ไปกินเหล้ากะฝน วันนี้เดินๆอยู่เจอฝน(ไออี8)ก็มีอีกสองฝน
ทำไมโลกนี้คนชื่อซ้ำกันเยอะจริง ตอนเจอฝนนี่ก็งงๆ ฝนบอกว่ารอจิ๊บอยู่ เราก็งงๆ จิ๊บไหนวะ ที่คณะเรารู้จักจิ๊บไหนด้วยหรอวะ เขาบอกว่ารอจิ๊บไหม เราก็ไม่ได้รอ นึกในใจไม่รู้จัก พอรอลิฟท์อยู่กะพ่อ จิ๊บกะฝนก็รีบเดินเร็วๆเข้ามาหา เราก็อ้าวๆๆๆๆ จิ๊บรู้จักกะฝนด้วยหรอ จิ๊บเป็นเพื่อนสนิทตุ้ยที่เซี่ยงไฮ้เลย เขาคงเคยเม้าๆถึงเรากัน ฝนก็เลยรู้ข่าวเราบ้าง ก็ยืนเม้ากันอยู่ ตอนรอบแรกที่เจอฝนคนเดียว ก็บอกไปว่า โห สวยไม่สร่างเลยนะ ฝนไม่เขินอะไร พ่อก็มาเตือนว่า คราวหลังอย่าชมต่อหน้าแบบนี้ดูไม่จริงใจ เราก็งงๆ เอ๊ะ สมัยนี้ในไฮ5เขาก็ชมกันต่อหน้านะ แต่เราจริงใจนะ ก็สวยก็บอกว่าสวย จำได้แม่นตั้งแต่ใส่ชุดเซ็นโยมาสมัครที่คณะด้วยซ้ำ
เวลาคนชมพ่อเราว่าหล่อ ก็ไม่เห็นพ่อว่าอะไร
พอคุยกะจิ๊บอีกที ก็บอกฝนไป ฝนก็เฉยๆ ก็สวยอะเนอะ บางคนเขาก็บอกกันว่า ฝนนี่สวยสุดรุ่น8 อันนี้ก็ได้ยินมานาน เขาบอกกันว่าวันหลังมาทานข้าวกัน เราก็เลยแลกเบอร์ไว้ แต่เรามีเบอร์จิ๊บอยู่แล้ว เพราะ วันก่อนไปหาเหี้ยตุ้ยก็โทรหาจิ๊บนี่ล่ะ แต่วันนั้นสะบักสะบอมมากๆ ตุ้ยบอกว่า เราดูแย่มากๆ ใช่ วันนั้นเราแย่มากๆ
ตุ้ยกะพ่อเราก็ซี้กันนะ
นึกในใจ อ๋อ เหี้ยตุ้ยมันหายไปจากพวกนี้นานแล้ว พวกนี้คงคิดถึงคนหล่ออย่างแม่งล่ะมั้ง ก็บอกฝนไปว่า ไอ้บูแต่งงานเมื่อวานเอง แล้วก็ถามถึงนัท นัทคงเหงาๆแต่งงานแล้วไปอยู่ ตจว กะสามี พี่ชายนัทไปหาเราที่โตเกียวมารอบนึง
พอเดินจากมา ก็นึกได้ว่า ฝนนี่มันยังไงวะ จำไม่ได้ จำได้ว่ามีเรื่องอะไรซักอย่างติดอยู่ในใจ
นึกอยู่นานพอนึกออกก็ฮาในใจ เล่าให้พ่อฟัง แฟนเก่าฝนเรียนวิศวะจุฬา แฟนเก่าเราก็เช่นกัน เราสองคนเรียนไออีเอสไอ มาวันนึงก็พบว่า แฟนฝนมาจีบแฟนเรา(ไม่ฮา) แต่ตอนนั้นเรากะฝนก็เป็นแฟนคนสองคนนี้อยู่
ไอ้เรื่องแบบนี้ก็ตลกดีออก ฉะนั้น คงไม่แปลกใจ ถ้าเราจะมองว่าฝนก็สวย เพราะแฟนเก่าเขาก็เคยเห็นว่าแฟนเราสวย ลักษณะผู้หญิงที่ชอบคงไม่ไกลกันนัก(ผู้หญิงสองคนนี้ หน้าไทยรูปไข่ ตกเทร็นด์สมัยนี้มากๆ)
รอบเย็นๆ เจอไอ้ป้องกะแฟนมัน
แม่งขำนะ เจอกันเป็นปกติแทบทุกวัน แต่วันนี้มาเจอกันห้างกลางเมืองก็เลยคุยกะพ่อเรากันยาว นั่งรอให้รถเขาเลิกแห่กัน รถติดทีเดียว พ่อก็บอกว่า เพื่อนเราก็สวย แต่วันนี้เราก็บอกพ่อไปว่า พอเรื่มแก่ๆกันแล้ว ก็อยากเจอกันน่ะแหละ เราเองก็เป็นคนเฮฮาๆตลกๆในสายตาพวกนี้ มันก็คงมีคนอยากเจอกันบ้าง
แต่นึกในใจตอนจากจิ๊บฝนมา เอ๊ บ่ายสามวันจันทร์ ไม่ทำงานกันหรอวะ555
โอกาสที่พวกแก๊งลูกหมูจะเจอกันที่ห้างกลางเมืองนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย รอบดึกก็เลยไปจับหมูวกันซะหน่อย ฮ่าๆๆ
วันนี้ไปจับหมูบ้านไอ้โป้ง เราไปถึงตอนสี่ทุ่มกว่าๆ
ประโยคแรกๆแม่งด่าใหญ่เลย "ไอ้ทศมึงรู้ตัวไหม มึงทำระบบเสียหมด" ท่าทางมันคับแค้นใจเรื่องเหี้ยไรมาซักอย่างซึ่งไม่เกี่ยวกะกูแน่ๆ
เราก็งงๆ มันบอกว่า ที่มึงขอเบอร์สาวๆมา มึงโทรไหมนี่ เราก็บอกเราไม่ได้ขอ ก็กูไม่ค่อยขอนะ ส่วนใหญ่เขาขอกูกันก่อนด้วย ถ้าเราขอเองเราก็โทรหาทุกคน แต่ส่วนใหย่แม่งก็ไม่รับอยู่ดี กูผิดไรวะ แม่งบอกว่า ไอ้สัด ถ้ามึงทิ้งขยะ1ชิ้นโลกคงไม่สกปรกขึ้นใช่มะในสายตามึง
เราก็ขำๆกัน
ก็แม่งไม่รับโทสับกัน ใครไม่รับกูสองทีก็เลิกโทรแล้ว ใครบอกกูว่าไม่ว่าง กูก็ไม่โทรแล้ว จะไปทำให้เขารำคาญกันทำไมวะ นิสัยกูก็เบื่อผู้หญิงตื๊อเหมือนกัน
ไอ้ห่า ไอ้พวกขอเบอร์กูก็ไม่เห็นจะมีซักกี่ตัวโทรหากู
นึกในใจ สันดานเราแย่ว่ะ ต่อให้เป็นแฟนกันเราก็โทรหาไม่กี่รอบต่อวัน อย่างมากก็สาม
คนสมัยนี้เขาต้องโทรหากันวันละ10ครั้งใช่มะ ทำไมเป้นคนแบบนี้นะ ดูไม่ใส่ใจเลย
วันนี้นั่งพักเหนื่อยอยู่พาราก้อน พ่อมองเด็กเฟรชชี่เกษตรคนหนึ่ง และนิสิตเฟรชชี่จุฬาคนหนึ่ง ผู้หญิงโทสับไม่หยุด ไม่สนใจชายที่มาด้วยกันเลย เหมือนคุยกะผู้ชายอีกฝั่งอยู่ พ่อบอกว่า ทำแบบนี้ไม่ให้เกียรติคนมาด้วย เราก็งงๆ บอกพ่อไปว่า พ่อไม่เข้าใจมนุษย์สมัยนี้มั้ง เดี๋ยวนี้เขาต้องโทสับกันตลอดเวลา
เรานึกในใจว่านั่งรถไปกันสองคน เขาก้อโทสับคุยอีกฝั่งนึงกันได้ตลอดเวลาด้วยซ้ำไป วันก่อนนั่งรถเพื่อนสนิทไปพุทธมณทลสาย2 ซึ่งไกลจากบ้านเราสุดๆ เพื่อนรักพูดโทสับเกือบตลอดเวลา2ชั่วโมง เราแทบกระโดดออกจากรถ จะพาเรามาทำไม
จริงๆควรส่งไอ้อ้ายกะไอ้นนท์ไปสนิทกันด้วยซ้ำ แม่งบ้าโทรกันเหี้ยๆ ไม่คุยแค่สองสามนาทีห้านาทีด้วย เม้าแตกชิบหาย สองตัวนี้สามารถเดินทั่ว500000ห้าแสนตารางเมตรของสยามพาราก้อน แล้วโทรศัพท์ไม่หยุดได้ แต่มันทั้งสองจะกลัวเหงากะการเดินโทสับคนเดียว ต้องเอาเราไปด้วย55555 เอาไปเป็นติ่ง
นึกแบบนี้มันก็ขำนะ
แต่เจอจิงๆก็ไม่ขำนัก ยิ่งถ้าเป็นในรถสองคนก้อไม่ขำเท่าไหร่
(เชือ่ได้เลยว่าพวกแม่งจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้)
ด่าเพื่อน(ไม่ลับหลังเลย) เดี๋ยวพวกแม่งมาอ่านแน่นอน
แล้วก็สบายใจนอนหลับดีกว่า 5555
จิงๆถ้าคืนนี้มีคนให้เรามุดผ้าห่มคุยโทสับบ้านก่อนนอนซักชั่วโมงสองชั่วโมง
เราคงมีความสุขนอนหลับฝันดีกระมัง นอนซักชั่วโมงกว่าๆ เดี๋ยวก้อต้องตื่นแล้วซินะ
นึกไปถึงวันนี้ไปกะพ่อไปนั่งอ่านหนังสือ@ B2S Central World
คำว่า Heart กะ earth ต่างกันที่ตัว Hวางสลับตำแหน่งกัน และโลกนี้ต้องใช้หัวใจในการดูแลโลก
อ่านมาจากหนังสือชื่อ เกาโลก คนเขียนชื่อดำรง(ไม่พุฒตาล)หนังสืออ่านง่ายๆแป๊บๆจบ คนเขียนเขียนดีในแบบเหมือนอ่านตามอินเตอร์เน็ท คือ เขียนด้วยสี และเว้นวรรคเยอะ ให้พยามคิดถ้อยคำระหว่างบรรทัด แต่ไม่เหมือนหนังสือในรูปแบบที่เราคุ้นชิน
เราชินกะนิตยสารตัวอักษรเยอะๆแบบคู่สร้างคู่สมของคุณกานดาเอ๊ย ดำรงมากกว่า
..........
พรุ่งนี้ต้องไปทำธุระกะพ่อแต่เช้าอีกแล้ว สายๆก็พาพ่อไปหาหมอ(อีกแล้ว)
แต่วันนี้ก็สุขใจดี ไว้สัปดาห์หน้า เรากะพ่อคงสนุกกันกว่านี้อีก
วันนี้เจอกิ๊บสองคน กิ๊บคนนึงก็น้องมหาลัย กิ๊บอีกคนก็เพื่อนสนิทแฟนเก่า
วันก่อนไปสยามพารากร ก็เจอนุชสองคน นุชคนนึงเพื่อนสนิทน้อง นุชอีกคนเพื่อนที่คณะ
เมื่อวันเสาร์ไปกินเหล้ากะฝน วันนี้เดินๆอยู่เจอฝน(ไออี8)ก็มีอีกสองฝน
ทำไมโลกนี้คนชื่อซ้ำกันเยอะจริง ตอนเจอฝนนี่ก็งงๆ ฝนบอกว่ารอจิ๊บอยู่ เราก็งงๆ จิ๊บไหนวะ ที่คณะเรารู้จักจิ๊บไหนด้วยหรอวะ เขาบอกว่ารอจิ๊บไหม เราก็ไม่ได้รอ นึกในใจไม่รู้จัก พอรอลิฟท์อยู่กะพ่อ จิ๊บกะฝนก็รีบเดินเร็วๆเข้ามาหา เราก็อ้าวๆๆๆๆ จิ๊บรู้จักกะฝนด้วยหรอ จิ๊บเป็นเพื่อนสนิทตุ้ยที่เซี่ยงไฮ้เลย เขาคงเคยเม้าๆถึงเรากัน ฝนก็เลยรู้ข่าวเราบ้าง ก็ยืนเม้ากันอยู่ ตอนรอบแรกที่เจอฝนคนเดียว ก็บอกไปว่า โห สวยไม่สร่างเลยนะ ฝนไม่เขินอะไร พ่อก็มาเตือนว่า คราวหลังอย่าชมต่อหน้าแบบนี้ดูไม่จริงใจ เราก็งงๆ เอ๊ะ สมัยนี้ในไฮ5เขาก็ชมกันต่อหน้านะ แต่เราจริงใจนะ ก็สวยก็บอกว่าสวย จำได้แม่นตั้งแต่ใส่ชุดเซ็นโยมาสมัครที่คณะด้วยซ้ำ
เวลาคนชมพ่อเราว่าหล่อ ก็ไม่เห็นพ่อว่าอะไร
พอคุยกะจิ๊บอีกที ก็บอกฝนไป ฝนก็เฉยๆ ก็สวยอะเนอะ บางคนเขาก็บอกกันว่า ฝนนี่สวยสุดรุ่น8 อันนี้ก็ได้ยินมานาน เขาบอกกันว่าวันหลังมาทานข้าวกัน เราก็เลยแลกเบอร์ไว้ แต่เรามีเบอร์จิ๊บอยู่แล้ว เพราะ วันก่อนไปหาเหี้ยตุ้ยก็โทรหาจิ๊บนี่ล่ะ แต่วันนั้นสะบักสะบอมมากๆ ตุ้ยบอกว่า เราดูแย่มากๆ ใช่ วันนั้นเราแย่มากๆ
ตุ้ยกะพ่อเราก็ซี้กันนะ
นึกในใจ อ๋อ เหี้ยตุ้ยมันหายไปจากพวกนี้นานแล้ว พวกนี้คงคิดถึงคนหล่ออย่างแม่งล่ะมั้ง ก็บอกฝนไปว่า ไอ้บูแต่งงานเมื่อวานเอง แล้วก็ถามถึงนัท นัทคงเหงาๆแต่งงานแล้วไปอยู่ ตจว กะสามี พี่ชายนัทไปหาเราที่โตเกียวมารอบนึง
พอเดินจากมา ก็นึกได้ว่า ฝนนี่มันยังไงวะ จำไม่ได้ จำได้ว่ามีเรื่องอะไรซักอย่างติดอยู่ในใจ
นึกอยู่นานพอนึกออกก็ฮาในใจ เล่าให้พ่อฟัง แฟนเก่าฝนเรียนวิศวะจุฬา แฟนเก่าเราก็เช่นกัน เราสองคนเรียนไออีเอสไอ มาวันนึงก็พบว่า แฟนฝนมาจีบแฟนเรา(ไม่ฮา) แต่ตอนนั้นเรากะฝนก็เป็นแฟนคนสองคนนี้อยู่
ไอ้เรื่องแบบนี้ก็ตลกดีออก ฉะนั้น คงไม่แปลกใจ ถ้าเราจะมองว่าฝนก็สวย เพราะแฟนเก่าเขาก็เคยเห็นว่าแฟนเราสวย ลักษณะผู้หญิงที่ชอบคงไม่ไกลกันนัก(ผู้หญิงสองคนนี้ หน้าไทยรูปไข่ ตกเทร็นด์สมัยนี้มากๆ)
รอบเย็นๆ เจอไอ้ป้องกะแฟนมัน
แม่งขำนะ เจอกันเป็นปกติแทบทุกวัน แต่วันนี้มาเจอกันห้างกลางเมืองก็เลยคุยกะพ่อเรากันยาว นั่งรอให้รถเขาเลิกแห่กัน รถติดทีเดียว พ่อก็บอกว่า เพื่อนเราก็สวย แต่วันนี้เราก็บอกพ่อไปว่า พอเรื่มแก่ๆกันแล้ว ก็อยากเจอกันน่ะแหละ เราเองก็เป็นคนเฮฮาๆตลกๆในสายตาพวกนี้ มันก็คงมีคนอยากเจอกันบ้าง
แต่นึกในใจตอนจากจิ๊บฝนมา เอ๊ บ่ายสามวันจันทร์ ไม่ทำงานกันหรอวะ555
โอกาสที่พวกแก๊งลูกหมูจะเจอกันที่ห้างกลางเมืองนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย รอบดึกก็เลยไปจับหมูวกันซะหน่อย ฮ่าๆๆ
วันนี้ไปจับหมูบ้านไอ้โป้ง เราไปถึงตอนสี่ทุ่มกว่าๆ
ประโยคแรกๆแม่งด่าใหญ่เลย "ไอ้ทศมึงรู้ตัวไหม มึงทำระบบเสียหมด" ท่าทางมันคับแค้นใจเรื่องเหี้ยไรมาซักอย่างซึ่งไม่เกี่ยวกะกูแน่ๆ
เราก็งงๆ มันบอกว่า ที่มึงขอเบอร์สาวๆมา มึงโทรไหมนี่ เราก็บอกเราไม่ได้ขอ ก็กูไม่ค่อยขอนะ ส่วนใหญ่เขาขอกูกันก่อนด้วย ถ้าเราขอเองเราก็โทรหาทุกคน แต่ส่วนใหย่แม่งก็ไม่รับอยู่ดี กูผิดไรวะ แม่งบอกว่า ไอ้สัด ถ้ามึงทิ้งขยะ1ชิ้นโลกคงไม่สกปรกขึ้นใช่มะในสายตามึง
เราก็ขำๆกัน
ก็แม่งไม่รับโทสับกัน ใครไม่รับกูสองทีก็เลิกโทรแล้ว ใครบอกกูว่าไม่ว่าง กูก็ไม่โทรแล้ว จะไปทำให้เขารำคาญกันทำไมวะ นิสัยกูก็เบื่อผู้หญิงตื๊อเหมือนกัน
ไอ้ห่า ไอ้พวกขอเบอร์กูก็ไม่เห็นจะมีซักกี่ตัวโทรหากู
นึกในใจ สันดานเราแย่ว่ะ ต่อให้เป็นแฟนกันเราก็โทรหาไม่กี่รอบต่อวัน อย่างมากก็สาม
คนสมัยนี้เขาต้องโทรหากันวันละ10ครั้งใช่มะ ทำไมเป้นคนแบบนี้นะ ดูไม่ใส่ใจเลย
วันนี้นั่งพักเหนื่อยอยู่พาราก้อน พ่อมองเด็กเฟรชชี่เกษตรคนหนึ่ง และนิสิตเฟรชชี่จุฬาคนหนึ่ง ผู้หญิงโทสับไม่หยุด ไม่สนใจชายที่มาด้วยกันเลย เหมือนคุยกะผู้ชายอีกฝั่งอยู่ พ่อบอกว่า ทำแบบนี้ไม่ให้เกียรติคนมาด้วย เราก็งงๆ บอกพ่อไปว่า พ่อไม่เข้าใจมนุษย์สมัยนี้มั้ง เดี๋ยวนี้เขาต้องโทสับกันตลอดเวลา
เรานึกในใจว่านั่งรถไปกันสองคน เขาก้อโทสับคุยอีกฝั่งนึงกันได้ตลอดเวลาด้วยซ้ำไป วันก่อนนั่งรถเพื่อนสนิทไปพุทธมณทลสาย2 ซึ่งไกลจากบ้านเราสุดๆ เพื่อนรักพูดโทสับเกือบตลอดเวลา2ชั่วโมง เราแทบกระโดดออกจากรถ จะพาเรามาทำไม
จริงๆควรส่งไอ้อ้ายกะไอ้นนท์ไปสนิทกันด้วยซ้ำ แม่งบ้าโทรกันเหี้ยๆ ไม่คุยแค่สองสามนาทีห้านาทีด้วย เม้าแตกชิบหาย สองตัวนี้สามารถเดินทั่ว500000ห้าแสนตารางเมตรของสยามพาราก้อน แล้วโทรศัพท์ไม่หยุดได้ แต่มันทั้งสองจะกลัวเหงากะการเดินโทสับคนเดียว ต้องเอาเราไปด้วย55555 เอาไปเป็นติ่ง
นึกแบบนี้มันก็ขำนะ
แต่เจอจิงๆก็ไม่ขำนัก ยิ่งถ้าเป็นในรถสองคนก้อไม่ขำเท่าไหร่
(เชือ่ได้เลยว่าพวกแม่งจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้)
ด่าเพื่อน(ไม่ลับหลังเลย) เดี๋ยวพวกแม่งมาอ่านแน่นอน
แล้วก็สบายใจนอนหลับดีกว่า 5555
จิงๆถ้าคืนนี้มีคนให้เรามุดผ้าห่มคุยโทสับบ้านก่อนนอนซักชั่วโมงสองชั่วโมง
เราคงมีความสุขนอนหลับฝันดีกระมัง นอนซักชั่วโมงกว่าๆ เดี๋ยวก้อต้องตื่นแล้วซินะ
Posted by
T 0 5 E
Monday, August 25, 2008
แต่งงาน(อีกทีนะ)
วันนี้ไปงานแต่งงานที่สโมสรทหารบกมา เพื่อนหล๊อหล่อ เจ้าสาวส้วยสวย มีความสุขมากๆ สุขอะไรก็ไม่รุ้บอกไม่ถูก บอกมะถูกจริงๆนะ ตอนแรกไปแบบเซ็งๆ เพราะไปถึงแล้วไม่มีใครที่รู้จัก มองไกลๆก็เห็นไอ้เปะแต่ไกล แต่ไม่ได้อยากทักทายนัก แต่พอค่ำๆก็เจอมันก็ทักกันตามปกตินะ ถ้าเป็นเด็กๆรุ่น11มักเข้าใจว่าเรากะเปะซี้กันมากๆ เพราะทำเชียร์มาด้วยกัน
แต่งานนี้มีเพื่อนๆเอสไอไปไม่มากนัก ซัก15คนเอง ส่วนใหญ่เป็นแก๊งตัวแสบทั้งสิ้น แสบไงไม่เล่านะ แต่เอาเป็นว่าแสบมากๆ แต่ก็ครึกครื้นดี แต่ละคนเราไม่เจอมาหลายปี บางคนเรากระโดดกอดเลย เราพาโน๊ตไปด้วย โน๊ตดีใจใหญ่ได้เข้าสังคมเจอะเจอเพื่อนอีกครั้ง เราก็เป็นกัลยาณมิตรของโน๊ตนี่ล่ะ ถ้าโน๊ตแต่งงานกะเมย์ก็เพราะกูนะมึง(จำไว้(ฮา)) ก็มีพวกเพื่อนสวนของโน๊ตนี่ละไปด้วย พี่แฟร๊งคไอ้เคน อะไรแบบนี้ พี่แฟร๊งค์ก็แต่งงานไป5เดือนเอง แต่ก่อนซิ่งรถแข่งกันไปรังสิตก็บ่อยๆ หนุกดี หนุกหนานๆ ถนนวงแหวนนี่ขับกันพอหอมปากหอมคอ คุยกะพี่แฟร๊งค์เรื่องนี้ แกจำไม่ได้ซะงั้น555แต่พี่แฟร๊งค์น่ารักตลอดกาล บอกไม่ถูกล่ะ ชอบพี่เขาตั้งแต่เจอหนแรกแล้ว เราเรียกพี่แฟร๊งค์นะ แต่เราเรียกไอ้โน๊ตทั้งๆที่เรียนสวนรุ่นเดียวกัน(114) 555 แต่สมัยก่อนใครๆก็เรียกเราว่าน้องเขยไอ้โน๊ต555 อีกเดือนเศษๆ น้องสาวไอ้โน๊ตแต่งงานแล้วล่ะ 555 เคยคบกะเรามาซัก8ปีได้ เอิ๊กๆ
ผู้ใหญ่ก็มากันเยอะแยะมากมาย พ่อเจ้าบ่าวเป็นทูต พ่อเจ้าสาวเป็นนายพล
ตอนดึกๆหนุกดี ผู้ใหญ่กลับหมด เหลือ แต่เพื่อนเจ้าบ่าวซัก25คน เพื่อนเจ้าสาวซัก25คน นักร้องร้องเพลงหนุกมากๆ เป็นนักร้องผู้หญิง2คนที่รวมน้ำหนักได้ซัก170กระมัง แต่เสียงดีสุดๆๆๆ วงเล่นได้ดีเยี่ยม
งานเป็นไปอย่างชื่นมื่น
ที่เจ๋งและประทับใจที่สุดคือ วีดีโอทั้งหมดที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวทำกันเอง แค่สามสี่คน มันได้อารมณ์ความรู้สึกของความจริงของชีวิต อบอุ่นมากๆ สวยงามด้วยมิตรภาพสุดๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนัก ภาพไม่ต้องสวยเกินจริง ชวนฝันใดๆ และเป็นสคริบที่สวยงามที่สุดเท่าที่เราเคยไปงานแต่งงานมา ในวีดีโอมีภาพเจ้าบ่าวทำกับข้าวด้วย เจ้าสาวทำไม่เป็น เจ้าบ่าวกระดกกระทะได้ด้วย เออ แปลกเราคุ้นอยู่ว่าไอ้บูน่าจะทำกับข้าวเก่ง ทำไมเราคิดได้นะ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ของแบบนี้มันจะลงตัวในตัวมันเอง เจ้าสาวไม่ทำกับข้าวก็ได้ เจ้าบ่าวทำเก่งนี่นา หลายๆอย่างในวีดีโอก็ถ่ายทอดมาอย่างสวยงามมากๆ
(เดือนนี้ไปสามงานแล้ว(พี่สาว 1 เพื่อนสนิทของเพื่อนสนิท1 และไอ้บูกะฝ้ายนี่ล่ะ)
เจ้าบ่าวเจอเจ้าสาวคบกันมาแปดปีแล้ว ตอนพิธีกรสัมภาษณ์บนเวทีถามเจ้าบ่าวเจ้าสาวว่าเจอกันได้ยังไง มันตอบสั้นมากๆ ว่า ก็เจอกันที่มหาลัย คือ เรื่องแบบนี้มันปกติพอสมควรล่ะ และคนมาส่วนใหญ่ก็คงไม่นึกสงสัยนักว่าทำไมเขาแต่งงานกัน เพราะเห็นคบกันมานาน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในชีวิตมานานแล้ว พิธีกรถามว่า เจ้าสาวประทับใจเจ้าบ่าวตรงไหน เจ้าสาวบอกว่าเจอตอนแรกก็หมั่นไส้ๆ เพราะเจ้าบ่าวเขาคิดว่าเขาหล่อ เราฟังแล้วก็ขำ มันก็หล่อจิงๆน่ะละ แต่งตัวเก่งด้วย เจ้าสาวบอกอีกวะ เขาดูเกเรนิดๆ มีเสน่ห์ดี ใช่มันเกเรนิด แต่ไม่เจ้าชู้ เจ้าสาวก็พูดจาออดอ้อนน่ารัก
วันนี้รอบดึก กลับมาบ้าน ตอนตี1อ้ายมารับออกไปกินข้าวกันที่ฟู้ดแลนด์ เราก็ไป เพราะอยากคุยกะมันน่ะล่ะ เราบอกมันไปว่า เพื่อนเราไม่เจ้าชู้เลยนะ วันนี้ไอ้โน๊ตก็พูดแบบนี้
ของแบบนี้มันพูดกันยากอะ ไอ้บูหล่อมากๆ
เป็นคนที่มีบุคลิกและความเท่ห์บางอย่างในตัวมากๆ
แต่ไม่เจ้าชู้เลยแม้แต่น้อย
อันนี้มันก็คือของแปลก
(คนหน้าตาไม่ดีไม่เจ้าชู้ก็ไม่แปลก)
ถ้าคนหน้าตาดีไม่เจ้าชู้อันนี้นับได้ว่าแปลก เราว่าเราก็ไม่เจ้าชู้นะ(ฮา)
ไอ้เรื่องเจ้าชู้และมีคนเข้ามาข้องแวะนี่เป็นปัญหาชีวิตนะ วันนี้เราก็บอกมันไปตามตรงว่า ทุกวันนี้กูก็เบื่อ555 สาวมาพัวพันเยอะไป ไม่เห็นน่าสนใจซักคน ที่โทๆกันมาทุกวันนี้ เราก็ไม่สนจะไปเจอไปพบเลยด้วยซ้ำไป
ฝ้ายก็น่ารักมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็หน้าตาดีสู้บูไม่ได้ แต่ก็ไม่แย่ไรเลย น่ารักแบบแต้วๆ ไม่รู้บอกไงดี หน้าไทยๆ ตาแป๋วๆ ยิ้มเก่งๆ แต่ไม่ดำ และฉอเลาะๆ เข้ากันได้ดีมากๆ
คนไทยเขาก็มักแต่งงานแบบคนไทย ตามสถานที่ไทยๆ ตามสโมสรทหารทั้งหลาย
อย่างแฟนเก่าเราจะแต่งงานเดือนหน้าๆ ก็แต่งงานแบบคนจีนๆ(เจ้าบ่าวจีนๆ) ตามโรงแรมแพงๆ แบบนี้เป็นต้น
เห็นเพื่อนเจ้าบ่าวหล่อๆเต็มงาน นึกจำได้ว่า 10ปีก่อน สมัยเฟรชชี่ก็เคยไปเจอพวกนี้ แก๊งไอ้บูสมัยมัธยมหล่อมากๆ(จิตรลดา) หล่อแบบเด็ดขาดไปเลย 10คนหล่อมากซะแปด อีก2หล่อปกติ หล่อจริงจัง ไม่ตี๋นัก
แก๊งเพื่อนเจ้าสาวสวยสุดๆ เต็มไปหมด(พวกแอร์แจล)ละลานตาไปหมด ถ้าเป็นการบินไทยคงไม่สวยขนาดนี้กระมัง
เขาน่ารักต่อกันเป็นธรรมชาติไม่มีขัดเขินกัน
วันนี้ทุกคนมีความสุข งานก็ลงตัว เด็กเยอะ ผู้ใหญ่ก็เยอะ ซุ้มสวยมากๆ อาหารดี
เวลาไปแบบนี้นึกเห็นตัวเองเสมอว่าจะแต่งงานยังไง เห็นประธานในพิธีเป็นหม่อมราชวงศ์องคมนตรี ก็นึกถึงตนเอง เราเองกำหนดไว้แล้ว วันก่อนไปงานแต่งงานกะพ่อ ก็บอกว่า จะให้หม่อมราชวงศ์นักการทูตเป็นประธาน อวยพรเสร็จ ร้องเพลงเอลวิสด้วย พอดีแกเป็นเอลวิสเมืองไทย ฮ่าๆๆ แค่นึกก็ฮาแล้ว
แต่ตอนเช้าไปขอรับพระราชทานน้ำสังข์ก่อน
พิธีกรก็เลือกมืออาชีพ แบบคุณแบ๊ง พชร เรากะแบ๊งใครจะแต่งก่อนกันล่ะนี่555
พรีเซ็นเทชั่นก็ต้องเก๋ๆ ให้เหี้ยนุ่นถ่ายให้ เหี้ยนุ่นมันทำหนังสั้นได้รางวัลมามาก ถ่ายให้เราคงไม่ยากนัก
แต่ที่ขำกว่าก็คือ ภรรยากูอยู่ไหนวะ 555
วันนี้มีคนพูดว่า คนเขาเจอกันในงานแต่งงานกันมากมาย เราก็นึกขำๆ พวกเพื่อนเจ้าสาวก็เล็งๆเพื่อนเจ้าบ่าวกันเป็นปกติ เพื่อนเจ้าบ่าวก็เล็งๆกันเป็นปกติ
จนรอบดึกน่ะละ
เรามองคนนึง แต่เขาไม่มองเราเลย เห็นเขาเดินกลับไป นึกถอนหายใจ คิดว่าชาตินี้คงไม่เจอกันแล้ว
ผ่านไปพักใหญ่เห็นเขากลับมา ดีใจใหญ่เลย เขาคงลงไปส่งเพื่อนที่รถกระมัง
ผ่านไปนานมากๆ เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ยุ่งเป็นปกติน่ะละ
ซักสามทุ่ม จังหวะงามมากๆ เขาถ่ายรูปกัน เห็นคนนั้นไปถ่ายกะบูกะฝ้าย
ไอ้บุเดินผ่านมา เราบอกไปว่า เฮ้ย กูอยากรู้จักคนนั้นอะ ไอ้บู ก็เลยแนะนำ กรี๊ดดดด คุยกันไม่กี่ประโยค เราก็บอกไปตามตรงว่าปกติเราอยู่ญี่ปุ่น กรี๊ดดดดด น่ารักชะมัด
ผ่านไปเป็นชั่วโมง ก็เดินไปคุยกะฝ้ายนิดนึง ไอ้บูแซวว่าไอ้ทศมันชอบ....แล้วก้อเอานิ้วชี้จิ้มๆหัวเรา ถามว่ามึงไม่มีแฟนแน่นะ แซวกันไปมา ฝ้ายถามว่าใครนะ
พอฝ้ายรู้ ฝ้ายกรี๊ดใหญ่เลย แบบกรี๊ดดังมากๆ เฮ้ย น้องเขาโสด ไอ้บูบอกเขาสนิทกันด้วย
ไอ้บูถามสองหนจริงจังว่า เราไม่มีแฟนแน่นะ เราบอกไม่มี ก็ไม่มีจริงๆนี่นา อยากมีใจจะขาด แต่ก็ไม่เลือกนะ หมายถึงว่าไม่รีบเลือกใครนัก เราเลือกคนนานมากๆกว่าจะตกลงได้เสมอ
นอกจากเวลาอ่อนแอจริงๆ แบบเดือนก่อนมีคนถามว่าเป็นแฟนกันไหม เราก็ตกลงง่ายดาย และก็เลิกติดต่อกันไปง่ายดาย แต่โดยภาวะปกติเช่นนี้ ต้องพิจารณากันนาน
แต่คนนี้มีวี่แววไปด้วยดีในระดับนึง
เราเป็นคนดีนะ เราว่าเราเป็นคนดีพอสมควรเลยล่ะ คือ เพื่อนไม่ต้องห่วงเลยว่าจะแนะนำคนไม่ดีให้กับผู้หญิงคนไหน
ตอนสี่ทุ่มเกือบๆห้าทุ่ม งานจะเลิกแล้วล่ะ ก็เลยกลับกัน เราหันไปโบกมือบ๊ายบาย แล้วเดินชนไรไม่รู้1ที เขิลลลลชะมัด เขาขำใหญ่เลย ซุ่มซ่ามสมเป็นกูจริงๆ ถ้าเป็นผู้หญิงซุ่มซ่ามจะดูโก๊ะๆน่ารัก แต่พอเป็นผู้ชายตัวใหญ่ๆแบบเราซุ่มซ่าม แม่ง..อุบาทว์ชิบเป๋ง
คิดดูดิ เพื่อนเจ้าสาวมากันหลายสิบคน มีเพื่อนเจ้าบ่าวแค่คนเดียวเองที่สนใจ เอิ๊กๆ คงเม้ากันน่าดู เพื่อนเจ้าบ่าวทั้งหล่อทั้งโสดด้วยนะเอ้า5555อยู่โตเกียวด้วยนะ พวกนี้อยู่นาริตะซินะ55
พวกมันไปต่อกัน เราขี้เกียจๆ ก้อไปถึงที่แล้วแต่ก็กลับ
กลับมาต่อร้านเนื้อย่างแถวบ้าน พวกพี่ๆสนามบาสนั่งกันอยู่แปดคนเราขับรถผ่านเลยแวะไปกินด้วย ถึงซักเที่ยงคืน
วันนี้มีความสุข กินเหล้าไป30แก้วได้ เบียร์ที่ร้านเนื้อย่าง5แก้ว ดูดบุหรี่ไปซัก10ตัว แฮปปี้ชิบเป๋ง
ที่งานแต่งงานไอ้หมูปิ้งถามเราว่า มึงอยู่ซอยไรเราบอกไป มันบอกว่าเคยมาตามหาเราด้วยเหมือนกัน(มันอยู่หมู่บ้านข้างๆ) เราบอกบ้านเราหาง่ายมากๆ เป็นบ้านเดียวในซอยที่รั้วเป็นต้นไม้
ได้กลับมาคุ้นเคยกะไอ้หมุอีกรอบก็รู้สึกดี วันนี้คุยกะมันตอนยืนดูดบุหรี่กัน บอกมันว่ามึงจำได้ไหม ว่า กูอะ ดูดบุหรี่ตัวแรกในชีวิตกะมึงเลย แม่งขำใหญ่ บอกแฟนมันไปว่า โลกมันกลมๆ
วันนี้เย็นๆเจอเพื่อนเก่าๆที่ไม่เจอกันมาหลายปีในงานแต่งงาน ให้ความรู้สึกดีมากๆ 1
วันนี ดึกๆ ไปนั่งในวงกะครอบครัวสนามบาสให้ความรู้สึกดีมากๆ2
วันนี้ดึกสงัดได้ไปนั่งกินข้าวอรอ่ยๆที่ฟู้ดแลนด์กะเพื่อนที่มึนตึงต่อกันมาหลายวัน ปรับความเข้าใจกัน รับรู้ว่ามันก้อรักเรา ก็ให้ความรู้สึกที่ดีมากๆ3
กรี๊ดดดดด จะตีสี่แล้ว ต้องรีบนอน พรุ่งนี้พาพ่อไปธุระนี่นา
แต่งานนี้มีเพื่อนๆเอสไอไปไม่มากนัก ซัก15คนเอง ส่วนใหญ่เป็นแก๊งตัวแสบทั้งสิ้น แสบไงไม่เล่านะ แต่เอาเป็นว่าแสบมากๆ แต่ก็ครึกครื้นดี แต่ละคนเราไม่เจอมาหลายปี บางคนเรากระโดดกอดเลย เราพาโน๊ตไปด้วย โน๊ตดีใจใหญ่ได้เข้าสังคมเจอะเจอเพื่อนอีกครั้ง เราก็เป็นกัลยาณมิตรของโน๊ตนี่ล่ะ ถ้าโน๊ตแต่งงานกะเมย์ก็เพราะกูนะมึง(จำไว้(ฮา)) ก็มีพวกเพื่อนสวนของโน๊ตนี่ละไปด้วย พี่แฟร๊งคไอ้เคน อะไรแบบนี้ พี่แฟร๊งค์ก็แต่งงานไป5เดือนเอง แต่ก่อนซิ่งรถแข่งกันไปรังสิตก็บ่อยๆ หนุกดี หนุกหนานๆ ถนนวงแหวนนี่ขับกันพอหอมปากหอมคอ คุยกะพี่แฟร๊งค์เรื่องนี้ แกจำไม่ได้ซะงั้น555แต่พี่แฟร๊งค์น่ารักตลอดกาล บอกไม่ถูกล่ะ ชอบพี่เขาตั้งแต่เจอหนแรกแล้ว เราเรียกพี่แฟร๊งค์นะ แต่เราเรียกไอ้โน๊ตทั้งๆที่เรียนสวนรุ่นเดียวกัน(114) 555 แต่สมัยก่อนใครๆก็เรียกเราว่าน้องเขยไอ้โน๊ต555 อีกเดือนเศษๆ น้องสาวไอ้โน๊ตแต่งงานแล้วล่ะ 555 เคยคบกะเรามาซัก8ปีได้ เอิ๊กๆ
ผู้ใหญ่ก็มากันเยอะแยะมากมาย พ่อเจ้าบ่าวเป็นทูต พ่อเจ้าสาวเป็นนายพล
ตอนดึกๆหนุกดี ผู้ใหญ่กลับหมด เหลือ แต่เพื่อนเจ้าบ่าวซัก25คน เพื่อนเจ้าสาวซัก25คน นักร้องร้องเพลงหนุกมากๆ เป็นนักร้องผู้หญิง2คนที่รวมน้ำหนักได้ซัก170กระมัง แต่เสียงดีสุดๆๆๆ วงเล่นได้ดีเยี่ยม
งานเป็นไปอย่างชื่นมื่น
ที่เจ๋งและประทับใจที่สุดคือ วีดีโอทั้งหมดที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวทำกันเอง แค่สามสี่คน มันได้อารมณ์ความรู้สึกของความจริงของชีวิต อบอุ่นมากๆ สวยงามด้วยมิตรภาพสุดๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนัก ภาพไม่ต้องสวยเกินจริง ชวนฝันใดๆ และเป็นสคริบที่สวยงามที่สุดเท่าที่เราเคยไปงานแต่งงานมา ในวีดีโอมีภาพเจ้าบ่าวทำกับข้าวด้วย เจ้าสาวทำไม่เป็น เจ้าบ่าวกระดกกระทะได้ด้วย เออ แปลกเราคุ้นอยู่ว่าไอ้บูน่าจะทำกับข้าวเก่ง ทำไมเราคิดได้นะ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ของแบบนี้มันจะลงตัวในตัวมันเอง เจ้าสาวไม่ทำกับข้าวก็ได้ เจ้าบ่าวทำเก่งนี่นา หลายๆอย่างในวีดีโอก็ถ่ายทอดมาอย่างสวยงามมากๆ
(เดือนนี้ไปสามงานแล้ว(พี่สาว 1 เพื่อนสนิทของเพื่อนสนิท1 และไอ้บูกะฝ้ายนี่ล่ะ)
เจ้าบ่าวเจอเจ้าสาวคบกันมาแปดปีแล้ว ตอนพิธีกรสัมภาษณ์บนเวทีถามเจ้าบ่าวเจ้าสาวว่าเจอกันได้ยังไง มันตอบสั้นมากๆ ว่า ก็เจอกันที่มหาลัย คือ เรื่องแบบนี้มันปกติพอสมควรล่ะ และคนมาส่วนใหญ่ก็คงไม่นึกสงสัยนักว่าทำไมเขาแต่งงานกัน เพราะเห็นคบกันมานาน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในชีวิตมานานแล้ว พิธีกรถามว่า เจ้าสาวประทับใจเจ้าบ่าวตรงไหน เจ้าสาวบอกว่าเจอตอนแรกก็หมั่นไส้ๆ เพราะเจ้าบ่าวเขาคิดว่าเขาหล่อ เราฟังแล้วก็ขำ มันก็หล่อจิงๆน่ะละ แต่งตัวเก่งด้วย เจ้าสาวบอกอีกวะ เขาดูเกเรนิดๆ มีเสน่ห์ดี ใช่มันเกเรนิด แต่ไม่เจ้าชู้ เจ้าสาวก็พูดจาออดอ้อนน่ารัก
วันนี้รอบดึก กลับมาบ้าน ตอนตี1อ้ายมารับออกไปกินข้าวกันที่ฟู้ดแลนด์ เราก็ไป เพราะอยากคุยกะมันน่ะล่ะ เราบอกมันไปว่า เพื่อนเราไม่เจ้าชู้เลยนะ วันนี้ไอ้โน๊ตก็พูดแบบนี้
ของแบบนี้มันพูดกันยากอะ ไอ้บูหล่อมากๆ
เป็นคนที่มีบุคลิกและความเท่ห์บางอย่างในตัวมากๆ
แต่ไม่เจ้าชู้เลยแม้แต่น้อย
อันนี้มันก็คือของแปลก
(คนหน้าตาไม่ดีไม่เจ้าชู้ก็ไม่แปลก)
ถ้าคนหน้าตาดีไม่เจ้าชู้อันนี้นับได้ว่าแปลก เราว่าเราก็ไม่เจ้าชู้นะ(ฮา)
ไอ้เรื่องเจ้าชู้และมีคนเข้ามาข้องแวะนี่เป็นปัญหาชีวิตนะ วันนี้เราก็บอกมันไปตามตรงว่า ทุกวันนี้กูก็เบื่อ555 สาวมาพัวพันเยอะไป ไม่เห็นน่าสนใจซักคน ที่โทๆกันมาทุกวันนี้ เราก็ไม่สนจะไปเจอไปพบเลยด้วยซ้ำไป
ฝ้ายก็น่ารักมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็หน้าตาดีสู้บูไม่ได้ แต่ก็ไม่แย่ไรเลย น่ารักแบบแต้วๆ ไม่รู้บอกไงดี หน้าไทยๆ ตาแป๋วๆ ยิ้มเก่งๆ แต่ไม่ดำ และฉอเลาะๆ เข้ากันได้ดีมากๆ
คนไทยเขาก็มักแต่งงานแบบคนไทย ตามสถานที่ไทยๆ ตามสโมสรทหารทั้งหลาย
อย่างแฟนเก่าเราจะแต่งงานเดือนหน้าๆ ก็แต่งงานแบบคนจีนๆ(เจ้าบ่าวจีนๆ) ตามโรงแรมแพงๆ แบบนี้เป็นต้น
เห็นเพื่อนเจ้าบ่าวหล่อๆเต็มงาน นึกจำได้ว่า 10ปีก่อน สมัยเฟรชชี่ก็เคยไปเจอพวกนี้ แก๊งไอ้บูสมัยมัธยมหล่อมากๆ(จิตรลดา) หล่อแบบเด็ดขาดไปเลย 10คนหล่อมากซะแปด อีก2หล่อปกติ หล่อจริงจัง ไม่ตี๋นัก
แก๊งเพื่อนเจ้าสาวสวยสุดๆ เต็มไปหมด(พวกแอร์แจล)ละลานตาไปหมด ถ้าเป็นการบินไทยคงไม่สวยขนาดนี้กระมัง
เขาน่ารักต่อกันเป็นธรรมชาติไม่มีขัดเขินกัน
วันนี้ทุกคนมีความสุข งานก็ลงตัว เด็กเยอะ ผู้ใหญ่ก็เยอะ ซุ้มสวยมากๆ อาหารดี
เวลาไปแบบนี้นึกเห็นตัวเองเสมอว่าจะแต่งงานยังไง เห็นประธานในพิธีเป็นหม่อมราชวงศ์องคมนตรี ก็นึกถึงตนเอง เราเองกำหนดไว้แล้ว วันก่อนไปงานแต่งงานกะพ่อ ก็บอกว่า จะให้หม่อมราชวงศ์นักการทูตเป็นประธาน อวยพรเสร็จ ร้องเพลงเอลวิสด้วย พอดีแกเป็นเอลวิสเมืองไทย ฮ่าๆๆ แค่นึกก็ฮาแล้ว
แต่ตอนเช้าไปขอรับพระราชทานน้ำสังข์ก่อน
พิธีกรก็เลือกมืออาชีพ แบบคุณแบ๊ง พชร เรากะแบ๊งใครจะแต่งก่อนกันล่ะนี่555
พรีเซ็นเทชั่นก็ต้องเก๋ๆ ให้เหี้ยนุ่นถ่ายให้ เหี้ยนุ่นมันทำหนังสั้นได้รางวัลมามาก ถ่ายให้เราคงไม่ยากนัก
แต่ที่ขำกว่าก็คือ ภรรยากูอยู่ไหนวะ 555
วันนี้มีคนพูดว่า คนเขาเจอกันในงานแต่งงานกันมากมาย เราก็นึกขำๆ พวกเพื่อนเจ้าสาวก็เล็งๆเพื่อนเจ้าบ่าวกันเป็นปกติ เพื่อนเจ้าบ่าวก็เล็งๆกันเป็นปกติ
จนรอบดึกน่ะละ
เรามองคนนึง แต่เขาไม่มองเราเลย เห็นเขาเดินกลับไป นึกถอนหายใจ คิดว่าชาตินี้คงไม่เจอกันแล้ว
ผ่านไปพักใหญ่เห็นเขากลับมา ดีใจใหญ่เลย เขาคงลงไปส่งเพื่อนที่รถกระมัง
ผ่านไปนานมากๆ เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ยุ่งเป็นปกติน่ะละ
ซักสามทุ่ม จังหวะงามมากๆ เขาถ่ายรูปกัน เห็นคนนั้นไปถ่ายกะบูกะฝ้าย
ไอ้บุเดินผ่านมา เราบอกไปว่า เฮ้ย กูอยากรู้จักคนนั้นอะ ไอ้บู ก็เลยแนะนำ กรี๊ดดดด คุยกันไม่กี่ประโยค เราก็บอกไปตามตรงว่าปกติเราอยู่ญี่ปุ่น กรี๊ดดดดด น่ารักชะมัด
ผ่านไปเป็นชั่วโมง ก็เดินไปคุยกะฝ้ายนิดนึง ไอ้บูแซวว่าไอ้ทศมันชอบ....แล้วก้อเอานิ้วชี้จิ้มๆหัวเรา ถามว่ามึงไม่มีแฟนแน่นะ แซวกันไปมา ฝ้ายถามว่าใครนะ
พอฝ้ายรู้ ฝ้ายกรี๊ดใหญ่เลย แบบกรี๊ดดังมากๆ เฮ้ย น้องเขาโสด ไอ้บูบอกเขาสนิทกันด้วย
ไอ้บูถามสองหนจริงจังว่า เราไม่มีแฟนแน่นะ เราบอกไม่มี ก็ไม่มีจริงๆนี่นา อยากมีใจจะขาด แต่ก็ไม่เลือกนะ หมายถึงว่าไม่รีบเลือกใครนัก เราเลือกคนนานมากๆกว่าจะตกลงได้เสมอ
นอกจากเวลาอ่อนแอจริงๆ แบบเดือนก่อนมีคนถามว่าเป็นแฟนกันไหม เราก็ตกลงง่ายดาย และก็เลิกติดต่อกันไปง่ายดาย แต่โดยภาวะปกติเช่นนี้ ต้องพิจารณากันนาน
แต่คนนี้มีวี่แววไปด้วยดีในระดับนึง
เราเป็นคนดีนะ เราว่าเราเป็นคนดีพอสมควรเลยล่ะ คือ เพื่อนไม่ต้องห่วงเลยว่าจะแนะนำคนไม่ดีให้กับผู้หญิงคนไหน
ตอนสี่ทุ่มเกือบๆห้าทุ่ม งานจะเลิกแล้วล่ะ ก็เลยกลับกัน เราหันไปโบกมือบ๊ายบาย แล้วเดินชนไรไม่รู้1ที เขิลลลลชะมัด เขาขำใหญ่เลย ซุ่มซ่ามสมเป็นกูจริงๆ ถ้าเป็นผู้หญิงซุ่มซ่ามจะดูโก๊ะๆน่ารัก แต่พอเป็นผู้ชายตัวใหญ่ๆแบบเราซุ่มซ่าม แม่ง..อุบาทว์ชิบเป๋ง
คิดดูดิ เพื่อนเจ้าสาวมากันหลายสิบคน มีเพื่อนเจ้าบ่าวแค่คนเดียวเองที่สนใจ เอิ๊กๆ คงเม้ากันน่าดู เพื่อนเจ้าบ่าวทั้งหล่อทั้งโสดด้วยนะเอ้า5555อยู่โตเกียวด้วยนะ พวกนี้อยู่นาริตะซินะ55
พวกมันไปต่อกัน เราขี้เกียจๆ ก้อไปถึงที่แล้วแต่ก็กลับ
กลับมาต่อร้านเนื้อย่างแถวบ้าน พวกพี่ๆสนามบาสนั่งกันอยู่แปดคนเราขับรถผ่านเลยแวะไปกินด้วย ถึงซักเที่ยงคืน
วันนี้มีความสุข กินเหล้าไป30แก้วได้ เบียร์ที่ร้านเนื้อย่าง5แก้ว ดูดบุหรี่ไปซัก10ตัว แฮปปี้ชิบเป๋ง
ที่งานแต่งงานไอ้หมูปิ้งถามเราว่า มึงอยู่ซอยไรเราบอกไป มันบอกว่าเคยมาตามหาเราด้วยเหมือนกัน(มันอยู่หมู่บ้านข้างๆ) เราบอกบ้านเราหาง่ายมากๆ เป็นบ้านเดียวในซอยที่รั้วเป็นต้นไม้
ได้กลับมาคุ้นเคยกะไอ้หมุอีกรอบก็รู้สึกดี วันนี้คุยกะมันตอนยืนดูดบุหรี่กัน บอกมันว่ามึงจำได้ไหม ว่า กูอะ ดูดบุหรี่ตัวแรกในชีวิตกะมึงเลย แม่งขำใหญ่ บอกแฟนมันไปว่า โลกมันกลมๆ
วันนี้เย็นๆเจอเพื่อนเก่าๆที่ไม่เจอกันมาหลายปีในงานแต่งงาน ให้ความรู้สึกดีมากๆ 1
วันนี ดึกๆ ไปนั่งในวงกะครอบครัวสนามบาสให้ความรู้สึกดีมากๆ2
วันนี้ดึกสงัดได้ไปนั่งกินข้าวอรอ่ยๆที่ฟู้ดแลนด์กะเพื่อนที่มึนตึงต่อกันมาหลายวัน ปรับความเข้าใจกัน รับรู้ว่ามันก้อรักเรา ก็ให้ความรู้สึกที่ดีมากๆ3
กรี๊ดดดดด จะตีสี่แล้ว ต้องรีบนอน พรุ่งนี้พาพ่อไปธุระนี่นา
Posted by
T 0 5 E
Thursday, August 21, 2008
จะตลกไปหาพ่องมึงหรอ
ก็ไม่ได้ติดตลกและคิดว่าเป็นคนตลกแต่ประการใด
วันนี้ตื่นมา11โมงกว่าๆ ห่าเหี้ยบอยโทรมาต่อเนื่อง จะให้เรารับให้ได้ ก่อนไอ้บอยโทรมา1นาที เหี้ยอ้ายก็โทรมา2มิสคอลล์ พ่อมึงตายซิ กูจะนอน ไอ้สัดอีเหี้ย อย่าให้ถึงคราวกูบ้างนะ เดี๋ยวตีสามคืนนี้แม่งหลับอยู่จะโทรหาแม่งยิกๆเลย พอเรารับแบบรับก็ได้วะไอ้สัด อีเหี้ย แม่งคำแรกพูดเลย ห่า จะเที่ยงแล้ว ยังไม่ตื่นอีกวะ กูนึกในใจ อีเหี้ย เมื่อเช้า7โมงกูพึ่งไปส่งยายที่โรงบาลแล้วกลับมานอนเอง นอนไปสามชั่วโมงกว่าๆ แล้วพ่อก็ไปรับยายกลับมาตะกี๊ บอกมันไปว่า ไอ้บูจะแต่งงานไปกะกูหน่อยดิ แม่งบอกไปต่างจังหวัด ถามว่า ชวนใครไปด้วยดีวะ
(ปกติเราปิดโทสับนอนมาได้ซักพักแล้ว เบื่อ สาวๆโทรมาปลุก เออ พวกมึงจะตื่นเช้า จะขยันทำงานก็ทำกันไป กูเป็นคนขี้เกียจ ไม่ต้องทำงาน ตื่นเที่ยงได้โว้ย จะมาอยากได้ยินเสียงเหี้ยไร บอกตื่นมาได้ยินเสียงเราแล้วสดชื่น ห่า ถ้าโทรศัพท์ยื่นตืนออกไปแนบหูแนบหน้าได้ กูยื่นไปแล้ว บอกรักด้วยส้นตีน รักนะจุ๊บๆ จุ๊บด้วยส้นตีนซักสองที อีห่า...กูจะนอน ข้าคิดถึงเอ็งนะ แต่เวลานอนคือเวลานอน)
กลับมาเข้าเรื่องไอ้บู มันก็เป็นเพื่อนที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เข้ามหาลัยปี41 รู้จักกันมานาน แต่ก็ไม่เจอกันนานแสนนานแล้ว เรียนไออีด้วยกันด้วยซ้ำ มันอีเมลมาในไฮ5ชวนเองและถามเบอร์ชาวบ้านตั้งเป็นเดือนแล้ว ก็ว่าจะไป แต่ตอนนั้นอยู่จีน ก็คิดว่าคงกลับญี่ปุ่นไปก่อน แต่จนแล้วจนแรดก็ติดแหง็กอยู่นี่ล่ะ รอพ่ออยู่ พ่อจัดการธุระที่กรมบังคับคดียังไม่เสร็จ เสร็จแล้วก็จะได้ไปญี่ปุ่นกัน
ไอ้บูเคยบอกว่า ไอ้ทศมึงมาเลยมึง แอร์แจลตรึมเลย แฟนมันก็เป็นแอร์อยู่แจล เราก็เออ นึกขอบคุณ แต่นึกในใจแอร์ทั้งหลายนี่จะสวยซักแค่ไหนเชียววะ ถ้าใครบอกว่าแอร์การบินไทยสวยเราก็ว่าน่าแปลกใจดี แอร์แจลที่เป็นคนไทยมีเปอร์เซ็นต์สวยมากกว่า
ไอ้เราก็เลยอยากไปคนเดียว แต่จะไปคนเดียวก็กระไรอยู่ อารมณ์คล้ายๆกะไปกินเหล้าแถวๆทองหล่อ ถ้าเป็นวันนี้ก็เอกมัย เดินเข้าร้านเจอเพื่อนมากมาย แจมได้ทุกโต๊ะ แต่จะให้ไปคนเดียวหรอ แกร่วตายห่า จะพาแฟนไปก็ยังไงอยู่ ต้องมาแคร์กันอีก จะโทรหาไอ้โน๊ตก็ไม่รับอีก ต้องฝากเรื่องไว้กะเมย์ ก็ไงไงอยู่ ไอ้เรื่องแบบนี้ ไม่ค่อยอยากคุยผ่านเมย์ด้วยซ้ำไป
เหี้ยบอยบอกว่า เออ ชวนยากว่ะ เออ ก็จริงอะดิ ไอ้บูมันออกแนวตัวละครลับๆ ไม่ค่อยมีใครมักคุ้นเท่าไหร่ นึกในใจก็ยังโกรธเหี้ยบอยตอนอีปูแต่งงานอยู่ดี ห่า สิ้นดี
ไอ้บูบอกว่าไอ้หมูก็มา เราก็เฮ้ยๆ ดีเลย ไอ้หมูแม่งอยู่ใกล้ๆบ้านเราเลย แต่มันไปบินป่ะวะ และเราก็ไม่เจอไอ้หมูปิ้งมากี่ปีแล้ววะ เกิน5แน่ๆ
ก็ส่งข้อความไป มันก็โทรกลับมางัวเงียๆ มันบอกว่า มันต้องเอารถไปซ่อมแถวๆประชาชื่นแน่ะ วันอาทิตย์ต่างคนต่างไปละกัน ไปในงานค่อยไปหามันก็ได้ เอ้าเว้ย เซ็งเลยว่ะกู แต่ก็ดีใจนิดนึงว่ามันจำเราได้แม่น คุยกันแบบเดิมๆ แต่ไอ้หมูนี่รู้จักมาตั้งแต่มอ4ได้ว่ะ บังเอิญไปเล่นบาส ก็นานจิงๆนะ
ตกลงกูไปคนเดียวใช่ไหมนี่
ที่จั่วหัวมาคือ จะตลกไปหาพ่องมึงหรอ นี่พูดกะตัวเองนะ ทำไมเวลาเพื่อนๆคุยโทสับกะเรานี่ ตัองขำกันด้วยวะ กูไม่เห็นขำเลย พวกมันคงติดว่าเราเป็นคนตลกหรือไงวะ กูเป็นคนหล่อโว้ย ไม่ใช่คนตลก(ฮา)
กูซีเรียสนะมึง กูไม่อยากไปคนเดียว และกูไม่อยากเอาสาวๆไป กูเป็นโสด
รู้จักกันไว้ที่สโมสรทหารบก ไว้ไปนาริตะไปหานะจ๊ะ แอร์ๆทั้งหลาย ฮ่าๆๆ
ไอ้บูหล่อมาก แฟนก็สวย คบกันมา8ปี
แฟนเก่าไอ้บูปัจจุบันได้ข่าวว่ากำลังจะเป็นนักบินหญิงบางกอกแอร์เวยส์ เรียนอยู่
เท่ห์ชะมดเช็ด นักบินหญิง
..............
.................
.......................
อันนี้ตัดมาจากไฮ5น้องแพร อ่านแล้วชอบใจ วันก่อนก็ตัดมาจากไฮ5ของซี IE11
และไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะเห็นชื่อซ้ำๆกันในบล๊อกนี้ เช่น แพร ออย โบว์ เมย์ เชอร์รี่ ขวัญ กุ้ง ฯลฯ กระทั่งเอ๋ยเพื่อนรัก ก็ยังซ้ำเลย มีเอ๋ยกิ๊กคนแรกในชีวิตอีกด้วย เราเขียนถึงคนไหนก็เดากันไม่ถูกหรอก สาวไทยชื่อซ้ำกันมีมากมาย เช่น เมื่อคืนไปกินเหล้า เจอกุ้งด้วย สบตากันอยู่นาน แต่ขี้เกียจทักทาย ยิ้มให้1ที ยกแก้วขึ้น1ครั้งเปนต้น แล้วกุ้งไหนล่ะ เรารุ้อยู่คนเดียว
อ่านแล้วก็นึกถึงความรู้สึกของตนเองเมื่อเดือนที่แล้ว คิดว่าแพรเขียนเองล่ะ ไม่ได้ตัดมาจากไหน เหมือนที่ซีก็เขียนเองสดๆ อยากให้ความรักดีดีกับผู้หญิงบางคนแต่ทำให้ไม่ได้
......................
ส่วนอันล่างนี้ ยอส่งมาให้ อ่านกี่ทีก็ขำๆดี แล้วฟอเหวิดต่อไปให้ชาวบ้านเปลี่ยนหัวเป็น น้องทศอยากมีเมีย มีเพศสัมพันธ์กะผู้หญิงคนเดียวก็น่าจะพอนะ(ในวัยนี้นะ) ถ้าเมียอายุ40หุ่นเป็นพะโล้ นมยานถึงชายโครง ก็ค่อยคิดอีกแบบละกัน(ฮา)
...............
..............
จะตลกหาพ่องมึงหรอ กูไม่ขำ กูอยากแต่งงาน
เอ้า สาวสวยเพื่อนไอ้ยุดในไฮ5โทรมา ถามประโยคแรกว่า เลิกกะแฟนยัง เราขำกร๊าก ตอบกลับไปว่า ถ้าคนที่บอกว่าเป็นแฟนอะ เราเลิกยุ่งไปแล้ว แต่ไม่ได้บอกเลิกกัน แต่พอดีเธอก็ถามช้าไปอีกล่ะ เพราะเมื่อวานก่อนพึ่งมีคนขอเราเป็นแฟนอีกคนนึงเอง(เป็นแฟนในอีกมิตินึง)
ไม่ได้อำ เขาถามว่าขำป่ะเนี่ย เราบอกไปว่า พูดจริงๆ ไม่ได้มุก ถ้าจะโกหกเราโกหกว่าไม่มีแฟนไม่ดีกว่าหรอ
(นึกในใจจะโกหกว่ามีแฟนไปทำเหี้ยไรล่ะครับ)
เขาบอกว่ากำลังขับรถเข้ากรุงเทพ มาโรงบาล มาตรวจสุขภาพ เราก็ อุ๊ย อยากไปเจอจัง โทรไปเรียกไอ้ยุดไปด้วยกันหน่อย ฮ่าๆๆ ขำดีว่ะ ขำเหี้ยๆ เกิดมากูไม่เคยไปนัดเจอสาวไม่รู้จักทางไฮ5เลย แต่ยัยนี่มันตลกดีนะ ก๋ากั่นดี สวยอีกตะหาก ไอ้ยุดบอกว่าถ้าเป็นไคโย้ตี้ก็เป็นตัวท๊อบๆเลยละ ทำไมช่วงนี้ฮอทแปลกๆ ขำชิบหาย
แต่ก็คงไม่ได้สนใจอะไรใครนัก เท่าที่สัมภาษณ์ดูไม่มีใครเติมเราได้เต็มซักคน เห็นแต่ว่าเราเป็นคนตลกดี เข้ามากอบโกยความสดชื่น สุดท้ายแล้วเดี๋ยวทุกคนก็ทิ้งเราไป เป็นไปตามปกติของชีวิต เวลาพวกคนพวกนี้เข้ามา หึหึ
ชีวิตจะตลกร้ายไปหาพ่องมึงหรอ
วันนี้ตื่นมา11โมงกว่าๆ ห่าเหี้ยบอยโทรมาต่อเนื่อง จะให้เรารับให้ได้ ก่อนไอ้บอยโทรมา1นาที เหี้ยอ้ายก็โทรมา2มิสคอลล์ พ่อมึงตายซิ กูจะนอน ไอ้สัดอีเหี้ย อย่าให้ถึงคราวกูบ้างนะ เดี๋ยวตีสามคืนนี้แม่งหลับอยู่จะโทรหาแม่งยิกๆเลย พอเรารับแบบรับก็ได้วะไอ้สัด อีเหี้ย แม่งคำแรกพูดเลย ห่า จะเที่ยงแล้ว ยังไม่ตื่นอีกวะ กูนึกในใจ อีเหี้ย เมื่อเช้า7โมงกูพึ่งไปส่งยายที่โรงบาลแล้วกลับมานอนเอง นอนไปสามชั่วโมงกว่าๆ แล้วพ่อก็ไปรับยายกลับมาตะกี๊ บอกมันไปว่า ไอ้บูจะแต่งงานไปกะกูหน่อยดิ แม่งบอกไปต่างจังหวัด ถามว่า ชวนใครไปด้วยดีวะ
(ปกติเราปิดโทสับนอนมาได้ซักพักแล้ว เบื่อ สาวๆโทรมาปลุก เออ พวกมึงจะตื่นเช้า จะขยันทำงานก็ทำกันไป กูเป็นคนขี้เกียจ ไม่ต้องทำงาน ตื่นเที่ยงได้โว้ย จะมาอยากได้ยินเสียงเหี้ยไร บอกตื่นมาได้ยินเสียงเราแล้วสดชื่น ห่า ถ้าโทรศัพท์ยื่นตืนออกไปแนบหูแนบหน้าได้ กูยื่นไปแล้ว บอกรักด้วยส้นตีน รักนะจุ๊บๆ จุ๊บด้วยส้นตีนซักสองที อีห่า...กูจะนอน ข้าคิดถึงเอ็งนะ แต่เวลานอนคือเวลานอน)
กลับมาเข้าเรื่องไอ้บู มันก็เป็นเพื่อนที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เข้ามหาลัยปี41 รู้จักกันมานาน แต่ก็ไม่เจอกันนานแสนนานแล้ว เรียนไออีด้วยกันด้วยซ้ำ มันอีเมลมาในไฮ5ชวนเองและถามเบอร์ชาวบ้านตั้งเป็นเดือนแล้ว ก็ว่าจะไป แต่ตอนนั้นอยู่จีน ก็คิดว่าคงกลับญี่ปุ่นไปก่อน แต่จนแล้วจนแรดก็ติดแหง็กอยู่นี่ล่ะ รอพ่ออยู่ พ่อจัดการธุระที่กรมบังคับคดียังไม่เสร็จ เสร็จแล้วก็จะได้ไปญี่ปุ่นกัน
ไอ้บูเคยบอกว่า ไอ้ทศมึงมาเลยมึง แอร์แจลตรึมเลย แฟนมันก็เป็นแอร์อยู่แจล เราก็เออ นึกขอบคุณ แต่นึกในใจแอร์ทั้งหลายนี่จะสวยซักแค่ไหนเชียววะ ถ้าใครบอกว่าแอร์การบินไทยสวยเราก็ว่าน่าแปลกใจดี แอร์แจลที่เป็นคนไทยมีเปอร์เซ็นต์สวยมากกว่า
ไอ้เราก็เลยอยากไปคนเดียว แต่จะไปคนเดียวก็กระไรอยู่ อารมณ์คล้ายๆกะไปกินเหล้าแถวๆทองหล่อ ถ้าเป็นวันนี้ก็เอกมัย เดินเข้าร้านเจอเพื่อนมากมาย แจมได้ทุกโต๊ะ แต่จะให้ไปคนเดียวหรอ แกร่วตายห่า จะพาแฟนไปก็ยังไงอยู่ ต้องมาแคร์กันอีก จะโทรหาไอ้โน๊ตก็ไม่รับอีก ต้องฝากเรื่องไว้กะเมย์ ก็ไงไงอยู่ ไอ้เรื่องแบบนี้ ไม่ค่อยอยากคุยผ่านเมย์ด้วยซ้ำไป
เหี้ยบอยบอกว่า เออ ชวนยากว่ะ เออ ก็จริงอะดิ ไอ้บูมันออกแนวตัวละครลับๆ ไม่ค่อยมีใครมักคุ้นเท่าไหร่ นึกในใจก็ยังโกรธเหี้ยบอยตอนอีปูแต่งงานอยู่ดี ห่า สิ้นดี
ไอ้บูบอกว่าไอ้หมูก็มา เราก็เฮ้ยๆ ดีเลย ไอ้หมูแม่งอยู่ใกล้ๆบ้านเราเลย แต่มันไปบินป่ะวะ และเราก็ไม่เจอไอ้หมูปิ้งมากี่ปีแล้ววะ เกิน5แน่ๆ
ก็ส่งข้อความไป มันก็โทรกลับมางัวเงียๆ มันบอกว่า มันต้องเอารถไปซ่อมแถวๆประชาชื่นแน่ะ วันอาทิตย์ต่างคนต่างไปละกัน ไปในงานค่อยไปหามันก็ได้ เอ้าเว้ย เซ็งเลยว่ะกู แต่ก็ดีใจนิดนึงว่ามันจำเราได้แม่น คุยกันแบบเดิมๆ แต่ไอ้หมูนี่รู้จักมาตั้งแต่มอ4ได้ว่ะ บังเอิญไปเล่นบาส ก็นานจิงๆนะ
ตกลงกูไปคนเดียวใช่ไหมนี่
ที่จั่วหัวมาคือ จะตลกไปหาพ่องมึงหรอ นี่พูดกะตัวเองนะ ทำไมเวลาเพื่อนๆคุยโทสับกะเรานี่ ตัองขำกันด้วยวะ กูไม่เห็นขำเลย พวกมันคงติดว่าเราเป็นคนตลกหรือไงวะ กูเป็นคนหล่อโว้ย ไม่ใช่คนตลก(ฮา)
กูซีเรียสนะมึง กูไม่อยากไปคนเดียว และกูไม่อยากเอาสาวๆไป กูเป็นโสด
รู้จักกันไว้ที่สโมสรทหารบก ไว้ไปนาริตะไปหานะจ๊ะ แอร์ๆทั้งหลาย ฮ่าๆๆ
ไอ้บูหล่อมาก แฟนก็สวย คบกันมา8ปี
แฟนเก่าไอ้บูปัจจุบันได้ข่าวว่ากำลังจะเป็นนักบินหญิงบางกอกแอร์เวยส์ เรียนอยู่
เท่ห์ชะมดเช็ด นักบินหญิง
..............
.................
.......................
อันนี้ตัดมาจากไฮ5น้องแพร อ่านแล้วชอบใจ วันก่อนก็ตัดมาจากไฮ5ของซี IE11
และไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะเห็นชื่อซ้ำๆกันในบล๊อกนี้ เช่น แพร ออย โบว์ เมย์ เชอร์รี่ ขวัญ กุ้ง ฯลฯ กระทั่งเอ๋ยเพื่อนรัก ก็ยังซ้ำเลย มีเอ๋ยกิ๊กคนแรกในชีวิตอีกด้วย เราเขียนถึงคนไหนก็เดากันไม่ถูกหรอก สาวไทยชื่อซ้ำกันมีมากมาย เช่น เมื่อคืนไปกินเหล้า เจอกุ้งด้วย สบตากันอยู่นาน แต่ขี้เกียจทักทาย ยิ้มให้1ที ยกแก้วขึ้น1ครั้งเปนต้น แล้วกุ้งไหนล่ะ เรารุ้อยู่คนเดียว
เคยมั๊ย...ที่บางครั้งคุณก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัวกับคนที่เข้ามาทำดีกับคุณมากเกินไป???
เคยมั๊ย...ที่คุณรู้สึกผิดต่อคนที่รักคุณอย่างสุดหัวใจ เพราะคุณไม่สามารถที่จะให้ความรักแก่เขาได้เท่าที่เขาให้กับคุณ หรือแม้แต่จะเป็นความรักในแบบเดียวกัน???
เคยมั๊ย...ที่คุณรู้สึกแย่ต่อคนๆหนึ่ง ซึ่งเขามีความดีเป็นร้อยเป็นพัน ผิดที่ว่าเขามีข้อเสียอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อเสียที่คุณรับไม่ได้และเกลียดมันที่สุด???
ถ้าคุณเคย...คุณก็คงรู้สึกไม่ต่างอะไรกับฉัน ณ ตอนนี้
อ่านแล้วก็นึกถึงความรู้สึกของตนเองเมื่อเดือนที่แล้ว คิดว่าแพรเขียนเองล่ะ ไม่ได้ตัดมาจากไหน เหมือนที่ซีก็เขียนเองสดๆ อยากให้ความรักดีดีกับผู้หญิงบางคนแต่ทำให้ไม่ได้
......................
ส่วนอันล่างนี้ ยอส่งมาให้ อ่านกี่ทีก็ขำๆดี แล้วฟอเหวิดต่อไปให้ชาวบ้านเปลี่ยนหัวเป็น น้องทศอยากมีเมีย มีเพศสัมพันธ์กะผู้หญิงคนเดียวก็น่าจะพอนะ(ในวัยนี้นะ) ถ้าเมียอายุ40หุ่นเป็นพะโล้ นมยานถึงชายโครง ก็ค่อยคิดอีกแบบละกัน(ฮา)
...............
สาเหตุที่ผม ยังไม่มีภรรยาเพราะว่า ................
ผมสามารถเอ็นจอย xxx ในราคาที่คุ้ม ค่า
เที่ยวทุกอาทิตย์ = 2,000 x 4 = 8,000 บาท/เดือน
= 8000 x 12 = 96,000 บาท/ปี
เลือกได้ทุกรุ่น ทุกขนาด ใหม่ล่าสุดแกะกล่อง
ไม่มีข้อผูกพันใดๆ รับประกันคุณภาพและการบริการ
หาเมีย
ต้นทุนระหว่างจีบ = 100,000 up
ต้นทุนดาวน์ = 300,000 บาท up
ค่าที่ อยู่อาศัยให้ = 1,500,000 up
ค่าพาหนะ = 600,000 up
ค่าบำรุง รายเดือน = 50% ของเงินเดือน up
ไม่รวมค่าเสียเวลาและประสาทเสียจากการแทรกแซง
และการไร้คุณภาพเป็นพักๆของ ผลิตภัณฑ์
ซื้อแล้วห้ามเปลี่ยนคืน ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์อื่นร่วม
ผลิตภัณฑ์มีอายุยืนยาว แต่คุณภาพเสื่อมทันทีที่ซื้อ
ผลิตภัณฑ์อาจเป็นสินค้ามือสอง แต่จำหน่ายในราคาเต็ม
คุณไม่มีสิทธิ์ครอบครอง ผลิตภัณฑ์
แต่ผลิตภัณฑ์มีสิทธิ์ครอบครองคุณ
และทุกสิ่งที่คุณ เป็นเจ้าของ
ผลิตภัณฑ์เกิดแตกหน่อ ร ายได้ข้างต้นที่ว่ามาทั้งหมด
ต้องหักออกอีก 30% ของรายได้...
' ภรย ตา มา ปรมา ทุกขา ' การมีภรรยา มีทุกข์อย่าง ยิ่ง
มีเมีย เหมือนมือถือ ........เป็นเหมือนสื่อคอย ติด ตา ม
มีเมีย เหมือนมียาม .............คอยสอบถามยุ่มย่ามใจ
มี เมีย เหมือนมีบ้าน ..............อยู่นานนานย่อมเบื่อได้
มีเมีย เหมือน มอไซค์ ...........ซิ่งเร็วไปอาจเสี่ยง ตา ย
มีเมีย เหมือน มีรถ ...................ราคาหดเวลาขาย
มีเมีย เหมือนผีพราย ............. หากร่างกายไม่แต่งเติม
มีเมีย เหมือนม้าห้อ .................ควบไม่รอยามฮึก เหิม
มีเมีย เหมือนบัตรเสริม .........ต้องคอยเติมเงินเรื่อยไป
มี เมีย เหมือนปีศาจ ...............ยามอาละวาดน่าตกใจ
มีเมีย เหมือนมี ไห................ปลาร้า....ใส่หลายร้อยปี
มีเมีย เหมือนมี คอมพ์ .........ต้องคอยซ่อมบ่อยเหลือที่
มีเมีย เหมือนปลา กระดี่ .............ได้น้ำดีก็จากไป
มีเมีย เหมือนดั่งเสือ ................ ขย้ำเหยื่อจะเหลือไร
มีเมีย เหมือนกรรไกร........ ตัดทีไรขาดทุกที
มี เมีย ชอบจ่ายดะ ......................ซื้อไม่ละ..นะคุณพี่
มีเมีย ชอบ เซ้าซี้ ........................บ่นทุกทีที่เจอกัน
มีเมีย ละเหี่ย ใจ................ แล้วทำไมชอบมีกัน
..............
จะตลกหาพ่องมึงหรอ กูไม่ขำ กูอยากแต่งงาน
เอ้า สาวสวยเพื่อนไอ้ยุดในไฮ5โทรมา ถามประโยคแรกว่า เลิกกะแฟนยัง เราขำกร๊าก ตอบกลับไปว่า ถ้าคนที่บอกว่าเป็นแฟนอะ เราเลิกยุ่งไปแล้ว แต่ไม่ได้บอกเลิกกัน แต่พอดีเธอก็ถามช้าไปอีกล่ะ เพราะเมื่อวานก่อนพึ่งมีคนขอเราเป็นแฟนอีกคนนึงเอง(เป็นแฟนในอีกมิตินึง)
ไม่ได้อำ เขาถามว่าขำป่ะเนี่ย เราบอกไปว่า พูดจริงๆ ไม่ได้มุก ถ้าจะโกหกเราโกหกว่าไม่มีแฟนไม่ดีกว่าหรอ
(นึกในใจจะโกหกว่ามีแฟนไปทำเหี้ยไรล่ะครับ)
เขาบอกว่ากำลังขับรถเข้ากรุงเทพ มาโรงบาล มาตรวจสุขภาพ เราก็ อุ๊ย อยากไปเจอจัง โทรไปเรียกไอ้ยุดไปด้วยกันหน่อย ฮ่าๆๆ ขำดีว่ะ ขำเหี้ยๆ เกิดมากูไม่เคยไปนัดเจอสาวไม่รู้จักทางไฮ5เลย แต่ยัยนี่มันตลกดีนะ ก๋ากั่นดี สวยอีกตะหาก ไอ้ยุดบอกว่าถ้าเป็นไคโย้ตี้ก็เป็นตัวท๊อบๆเลยละ ทำไมช่วงนี้ฮอทแปลกๆ ขำชิบหาย
แต่ก็คงไม่ได้สนใจอะไรใครนัก เท่าที่สัมภาษณ์ดูไม่มีใครเติมเราได้เต็มซักคน เห็นแต่ว่าเราเป็นคนตลกดี เข้ามากอบโกยความสดชื่น สุดท้ายแล้วเดี๋ยวทุกคนก็ทิ้งเราไป เป็นไปตามปกติของชีวิต เวลาพวกคนพวกนี้เข้ามา หึหึ
ชีวิตจะตลกร้ายไปหาพ่องมึงหรอ
Posted by
T 0 5 E
มายซีนช่อง8
ยังไม่เกี่ยวกะหัวข้อ แต่เกี่ยวกะวันก่อน คืนวันพฤหัสได้ยินโฮ้พพูดตอนขับรถผ่านบ้านกิ๊บกัน
แต้วเบ๊น เก๋เซียม กุ้งจั๊ด
เราแม่งขำก๊าก เหี้ย ไรกันนี่ มีความเกี่ยวข้องอะไรกันวะ ตลกชิบหาย กูเรียกแต้วนนท์มาตลอด
ตะกี๊ก็ไปกินเหล้ามา2คน ร้านแถวๆบ้านแต้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนมันอยู่ไทย ไม่ไปอยู่แม็คควอร์รี่แบบนี้ ก็คงไปรับแม่งมากินด้วยแน่ๆ
พอดีเมื่อคืนก็คิดถึงเซียมมากๆ(ตะกี๊ก็พึ่งตอบอีเมลเซียมไป) ตอนอยู่โตเกียวก็เจอกันบ่อย พอดีเมื่อคืนมีข่าวให้น่าให้กำลังใจ เกี่ยวกะการเรียนที่นู้น แนน กะะเนม(เอสไอ11)ก็จบโทแล้ว เนมเคยบอกเราว่าจะทำเอกต่อ ส่วนแนนก็กลับไทยแน่นอนเพราะเขาไม่ชอบญี่ปุ่นเลย แต่ก่อนสมัยบ้านเราอยู่ชิบูยะ ห่างกันแค่ซัก300เมตรเองกะแนน มารู้ว่าบ้านใกล้ๆกันก็ตอนเลี้ยงต้อนรับพวกเด็กๆเอสไอไปฝึกงานปิดเทอมที่นั่น พวกเราจะผลัดกันจัดเลี้ยงเดือนละหน หนนั้นแนนเป็นคนหาที่ทาง แล้วไปเที่ยวกัน พาเด็กๆน้องๆรุ่น13ไปกัน เอสไอในโตเกียวอบอุ่นมากๆ ใครๆก็บอก มีกัน30คนได้ ทำงานซัก10 เรียนโทเอก ผสมๆกัน เรียนกันดีด้วย นักเรียนทุนมองบุโชเกือบทุกคน
..........
เข้าเรื่องดีกว่า มายซีนช่อง8เมื่อตอนเย็น ดูแล้วความทรงจำพรั่งพรู
เป็นรายการประหลาดๆ หมายถึงรูปแบบไม่ค่อยเหมือนรายการทำอาหารที่เคยดูตามทีวี พิธีกรเป็นแฝดหญิงสองคน หน้าตาไม่แก่ ทำอาหารไม่เก่งถึงขนาดหมึกแดงหรือจานยิ่งศักดิ์แน่ๆและก็ไม่ถึงขั้นคุณหรีดแน่นอน แต่ก็ประยุกต์กันเก่งพอควร ดูมาจากการ์ตูนบ้าง รายการทีวีบ้าง แล้วมาสาธิตให้ดู
แต่ก็เก่งกว่าคนธรรมดาแน่ๆ เหมือนน่าจะไปเรียนพวก กอร์ดอนเบลอมา(มั้ง)
(เมื่อคืนเราเขียนบล๊อกถึงเพลง ลามูร์ เอ เบลอ)
ดูไปดูมา เราว่าหน้าคุ้นมากๆ เสียงก็คุ้น
จนเห็นโฆษณาน่ะแหละ ร้องเสียงดังเลยว่า "เหี้ยเอ๊ยยยย" ยายงงเลย ทำไมลูกพูดไม่เพราะ
คุณแฝดทั้งสองนี่เรารู้จัก แต่แต่งหน้าแล้วดูดีขึ้นมากๆ
แต่ป่านนี้เขาลืมเราไปแล้วแน่นอน แบบที่ไม่น่าจะนึกออก
น่าจะเคยมากินข้าวบ้านเราสมัยอยู่แม็ควอร์รี่ด้วย นึกถึงยุคนั้นปี2003 ที่แม็คควอร์รี่ ถ้าเป็นคนไทย เราจะ หนิทหนมกะ มีน แอน แอนนี่ เบ๊น กร x ผิง พี่แองจี้ พี่นัท พี่โอ๊ต มีเมย์ด้วยนิดนึง แฝดนี่ก็รู้จักกะเบ๊นดี เพราะพวกนี้ส่วนใหญ่เรียนมัธยมที่นั่นกัน และเรียนตรีมหาลัยนี้กัน
จำได้เลยว่า รู้จักแฝดสองคนนี้ ตอนนั้นต้นปี2003 ก็เพราะมีคนนึงใส่เสื้องานบอล เราถามเขาว่าเป็นเด็ก มธ หรอ เขาหันมาทำหน้าเชิดใส่ เราก็เลยงงๆ แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่เด็กธรรมศาสตร์ ถ้าเป็นเด็กธรรมศาสตร์ก็ไม่ใส่เสื้อจุฬาหรอก งานบอลจุฬาหรอก ของแบบนี้เขาไม่ใส่กัน แต่แฝดนี่คงไม่เข้าใจเพราะอยู่ ตปท มานานจัดๆ แต่สมัยเราอยู่หอ แฟนเราเป็นนิสิต ปลอกหมอนเราก็คือเสื้องานบอลนะ สีชมพูสวยดี ใครมาห้องก็ถามกันตลอดว่าไปเอาเสื้อจุฬามาทำหมอนได้ไง ก็ชอบตอบไปว่าก็แฟนกูเป็นหลีดจุฬา 555(โกหก) แต่คนก็เชื่อกันนะ55 ตอนนี้สวยขนาดนั้นกลายเป็นตีนกาเต็มหน้าไปแล้ว อายุ27เอ๊งงง ทำไมเครียดได้ขนาดนั้นน้าที่ร้ากกก
สมัยนั้นเราเป็นหัวหน้าแก๊งเด็ก เราเรียกว่า แก๊งกุมารเศรษฐี พวกไอ้เบ๊นนี่รวย ขี่รถแพงๆกันด้วย เราต้องทำกับข้าวเลี้ยงพวกมันอยู่ช่วงนึง เป็นตั่วเฮียให้น้องๆแก้คิดถึงพ่อ เป็นที่ปรึกษาสารพัดล่ะ ตอนนั้นบ้านอยู่ตรงข้ามมหาลัยกันเลย เพราะเราทำอร่อย และทำเร็ว บ้านเราก็กว้าง แต่พอกินบ่อยๆ เราก็เหนื่อย ทำครั้งคราวพอไหว (เป็ดย่างที่อีสท์หวูดอร่อยมากๆ)
คนไทยผ่านมากินข้าวที่บ้านเราพอสมควร พอวันนึงเราขี้เกียจ เราก็บอกกูเลิกทำละ ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์เราจะอบขาแกะอร่อยมากๆ ใครๆก็ชอบ แต่เมืองไทยขาแกะแพง ก็เลยไม่ได้ทำเลย
แล้วพอวันนึงมีปัญหากะพวกนี้ เราก็เลิกคบไป ทุกวันนี้พวกนี้แทบทุกคนก็ยังอยู่ซิดนี่ย์ แต่เปลี่ยนเป็นสัญชาติออสเตรเลี่ยนกันหมดแล้ว วันก่อนนู้นนนนนนโทรไปหาเมย์ เมย์ก็บอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ใช่น้องเมย์แล้วพี่ทศ เขาเรียกป้าเมย์กันหมดแล้ว555
วันก่อนนู้นก็เจอแซนที่จตุจักร ก็คุยกัน บ้านแซนก็อยู่ใกล้ๆบ้านเราแถวๆแม็ควอร์รี่ (พี่ก๊อบไม้) เรื่องขำก็คือ เรากะแซนเคยนึกตรงกันว่า อีกฝ่ายคงเป็นอินโด คงไม่ใช่คนไทย ส่วนใหญ่นักเรียนไทยที่นู้นจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีนกัน ไม่ค่อยมีตัวดำๆตาโตๆแบบเราๆ
ที่แม็คควอร์รี่ บรรยากาศดีมากๆ มีสนามได๊ก๊อบในมหาลัยด้วย อากาศสดชื่นมากๆ นกเยอะด้วย เช้ามาเต็มระเบียงบ้านเลย กลางดึกวอลลาบี้เต็มมหาลัยเลย มีน้ำตกด้วย
ชีวิตช่วงนั้นจะว่าทุกข์ก็ทุกข์ สุขก็สุข
ซิดนี่ย์อากาศดี(แต่แดดแรงระยำ(โอโซนรั่ว)) ประเทศนี้น่าอยู่ น่าอยู่แบบสร้างครอบครัวเล็กๆอะ ไม่ใช่อยู่แบบคนหนุ่ม เพราะเป็นประเทศที่ช่างไม่มีอะไรเลย ความรู้สึกใกล้เคียงกับเวลาอยู่พิษณุโลก ระบบขนส่งมวลชนไม่ค่อยดี มีเวลามากๆ ออกกำลังกายได้เยอะดี
เมื่อวันอาทิตย์ผ่านไปหน้าบ้านแพมก็คิดถึงคราวน์สตรีทอยู่เลย สมัยก่อนงานไทยไน้ทก์ก็หนุกดี
แปลกนะ แค่เห็นคู่แฝดดังที่นู่น ทำให้ความทรงจำพรั่งพรูมากๆ ถ้าเขาผ่านมาอ่านเขาก็คงเดาไม่ออกอยุ่ดีว่าเราเป็นใคร
ผิงเอาสามก๊กกูไป ไม่คืนด้วย ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย พี่อยากได้คืนนะผิงนะ เอิ๊กๆ จะไปทวงคืนที่ไหนวะ รู้แต่บ้านผิงอยู่เยาวราช แต่ถ้าไปแถวๆนั้น คนชื่อผิงคงมีเป็นล้าน
วันนี้ปวดหัวมาก คงเพราะนอนเยอะมาหลายวัน
ตอนนี้ใกล้ๆตีห้าแระ นอนดีกว่า
(อดเหล้ามา5วัน โอ้วแม่เจ้า สถิติสูงสุดในรอบสองเดือนได้มั้ง)
แต้วเบ๊น เก๋เซียม กุ้งจั๊ด
เราแม่งขำก๊าก เหี้ย ไรกันนี่ มีความเกี่ยวข้องอะไรกันวะ ตลกชิบหาย กูเรียกแต้วนนท์มาตลอด
ตะกี๊ก็ไปกินเหล้ามา2คน ร้านแถวๆบ้านแต้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนมันอยู่ไทย ไม่ไปอยู่แม็คควอร์รี่แบบนี้ ก็คงไปรับแม่งมากินด้วยแน่ๆ
พอดีเมื่อคืนก็คิดถึงเซียมมากๆ(ตะกี๊ก็พึ่งตอบอีเมลเซียมไป) ตอนอยู่โตเกียวก็เจอกันบ่อย พอดีเมื่อคืนมีข่าวให้น่าให้กำลังใจ เกี่ยวกะการเรียนที่นู้น แนน กะะเนม(เอสไอ11)ก็จบโทแล้ว เนมเคยบอกเราว่าจะทำเอกต่อ ส่วนแนนก็กลับไทยแน่นอนเพราะเขาไม่ชอบญี่ปุ่นเลย แต่ก่อนสมัยบ้านเราอยู่ชิบูยะ ห่างกันแค่ซัก300เมตรเองกะแนน มารู้ว่าบ้านใกล้ๆกันก็ตอนเลี้ยงต้อนรับพวกเด็กๆเอสไอไปฝึกงานปิดเทอมที่นั่น พวกเราจะผลัดกันจัดเลี้ยงเดือนละหน หนนั้นแนนเป็นคนหาที่ทาง แล้วไปเที่ยวกัน พาเด็กๆน้องๆรุ่น13ไปกัน เอสไอในโตเกียวอบอุ่นมากๆ ใครๆก็บอก มีกัน30คนได้ ทำงานซัก10 เรียนโทเอก ผสมๆกัน เรียนกันดีด้วย นักเรียนทุนมองบุโชเกือบทุกคน
..........
เข้าเรื่องดีกว่า มายซีนช่อง8เมื่อตอนเย็น ดูแล้วความทรงจำพรั่งพรู
เป็นรายการประหลาดๆ หมายถึงรูปแบบไม่ค่อยเหมือนรายการทำอาหารที่เคยดูตามทีวี พิธีกรเป็นแฝดหญิงสองคน หน้าตาไม่แก่ ทำอาหารไม่เก่งถึงขนาดหมึกแดงหรือจานยิ่งศักดิ์แน่ๆและก็ไม่ถึงขั้นคุณหรีดแน่นอน แต่ก็ประยุกต์กันเก่งพอควร ดูมาจากการ์ตูนบ้าง รายการทีวีบ้าง แล้วมาสาธิตให้ดู
แต่ก็เก่งกว่าคนธรรมดาแน่ๆ เหมือนน่าจะไปเรียนพวก กอร์ดอนเบลอมา(มั้ง)
(เมื่อคืนเราเขียนบล๊อกถึงเพลง ลามูร์ เอ เบลอ)
ดูไปดูมา เราว่าหน้าคุ้นมากๆ เสียงก็คุ้น
จนเห็นโฆษณาน่ะแหละ ร้องเสียงดังเลยว่า "เหี้ยเอ๊ยยยย" ยายงงเลย ทำไมลูกพูดไม่เพราะ
คุณแฝดทั้งสองนี่เรารู้จัก แต่แต่งหน้าแล้วดูดีขึ้นมากๆ
แต่ป่านนี้เขาลืมเราไปแล้วแน่นอน แบบที่ไม่น่าจะนึกออก
น่าจะเคยมากินข้าวบ้านเราสมัยอยู่แม็ควอร์รี่ด้วย นึกถึงยุคนั้นปี2003 ที่แม็คควอร์รี่ ถ้าเป็นคนไทย เราจะ หนิทหนมกะ มีน แอน แอนนี่ เบ๊น กร x ผิง พี่แองจี้ พี่นัท พี่โอ๊ต มีเมย์ด้วยนิดนึง แฝดนี่ก็รู้จักกะเบ๊นดี เพราะพวกนี้ส่วนใหญ่เรียนมัธยมที่นั่นกัน และเรียนตรีมหาลัยนี้กัน
จำได้เลยว่า รู้จักแฝดสองคนนี้ ตอนนั้นต้นปี2003 ก็เพราะมีคนนึงใส่เสื้องานบอล เราถามเขาว่าเป็นเด็ก มธ หรอ เขาหันมาทำหน้าเชิดใส่ เราก็เลยงงๆ แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่เด็กธรรมศาสตร์ ถ้าเป็นเด็กธรรมศาสตร์ก็ไม่ใส่เสื้อจุฬาหรอก งานบอลจุฬาหรอก ของแบบนี้เขาไม่ใส่กัน แต่แฝดนี่คงไม่เข้าใจเพราะอยู่ ตปท มานานจัดๆ แต่สมัยเราอยู่หอ แฟนเราเป็นนิสิต ปลอกหมอนเราก็คือเสื้องานบอลนะ สีชมพูสวยดี ใครมาห้องก็ถามกันตลอดว่าไปเอาเสื้อจุฬามาทำหมอนได้ไง ก็ชอบตอบไปว่าก็แฟนกูเป็นหลีดจุฬา 555(โกหก) แต่คนก็เชื่อกันนะ55 ตอนนี้สวยขนาดนั้นกลายเป็นตีนกาเต็มหน้าไปแล้ว อายุ27เอ๊งงง ทำไมเครียดได้ขนาดนั้นน้าที่ร้ากกก
สมัยนั้นเราเป็นหัวหน้าแก๊งเด็ก เราเรียกว่า แก๊งกุมารเศรษฐี พวกไอ้เบ๊นนี่รวย ขี่รถแพงๆกันด้วย เราต้องทำกับข้าวเลี้ยงพวกมันอยู่ช่วงนึง เป็นตั่วเฮียให้น้องๆแก้คิดถึงพ่อ เป็นที่ปรึกษาสารพัดล่ะ ตอนนั้นบ้านอยู่ตรงข้ามมหาลัยกันเลย เพราะเราทำอร่อย และทำเร็ว บ้านเราก็กว้าง แต่พอกินบ่อยๆ เราก็เหนื่อย ทำครั้งคราวพอไหว (เป็ดย่างที่อีสท์หวูดอร่อยมากๆ)
คนไทยผ่านมากินข้าวที่บ้านเราพอสมควร พอวันนึงเราขี้เกียจ เราก็บอกกูเลิกทำละ ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์เราจะอบขาแกะอร่อยมากๆ ใครๆก็ชอบ แต่เมืองไทยขาแกะแพง ก็เลยไม่ได้ทำเลย
แล้วพอวันนึงมีปัญหากะพวกนี้ เราก็เลิกคบไป ทุกวันนี้พวกนี้แทบทุกคนก็ยังอยู่ซิดนี่ย์ แต่เปลี่ยนเป็นสัญชาติออสเตรเลี่ยนกันหมดแล้ว วันก่อนนู้นนนนนนโทรไปหาเมย์ เมย์ก็บอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ใช่น้องเมย์แล้วพี่ทศ เขาเรียกป้าเมย์กันหมดแล้ว555
วันก่อนนู้นก็เจอแซนที่จตุจักร ก็คุยกัน บ้านแซนก็อยู่ใกล้ๆบ้านเราแถวๆแม็ควอร์รี่ (พี่ก๊อบไม้) เรื่องขำก็คือ เรากะแซนเคยนึกตรงกันว่า อีกฝ่ายคงเป็นอินโด คงไม่ใช่คนไทย ส่วนใหญ่นักเรียนไทยที่นู้นจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีนกัน ไม่ค่อยมีตัวดำๆตาโตๆแบบเราๆ
ที่แม็คควอร์รี่ บรรยากาศดีมากๆ มีสนามได๊ก๊อบในมหาลัยด้วย อากาศสดชื่นมากๆ นกเยอะด้วย เช้ามาเต็มระเบียงบ้านเลย กลางดึกวอลลาบี้เต็มมหาลัยเลย มีน้ำตกด้วย
ชีวิตช่วงนั้นจะว่าทุกข์ก็ทุกข์ สุขก็สุข
ซิดนี่ย์อากาศดี(แต่แดดแรงระยำ(โอโซนรั่ว)) ประเทศนี้น่าอยู่ น่าอยู่แบบสร้างครอบครัวเล็กๆอะ ไม่ใช่อยู่แบบคนหนุ่ม เพราะเป็นประเทศที่ช่างไม่มีอะไรเลย ความรู้สึกใกล้เคียงกับเวลาอยู่พิษณุโลก ระบบขนส่งมวลชนไม่ค่อยดี มีเวลามากๆ ออกกำลังกายได้เยอะดี
เมื่อวันอาทิตย์ผ่านไปหน้าบ้านแพมก็คิดถึงคราวน์สตรีทอยู่เลย สมัยก่อนงานไทยไน้ทก์ก็หนุกดี
แปลกนะ แค่เห็นคู่แฝดดังที่นู่น ทำให้ความทรงจำพรั่งพรูมากๆ ถ้าเขาผ่านมาอ่านเขาก็คงเดาไม่ออกอยุ่ดีว่าเราเป็นใคร
ผิงเอาสามก๊กกูไป ไม่คืนด้วย ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย พี่อยากได้คืนนะผิงนะ เอิ๊กๆ จะไปทวงคืนที่ไหนวะ รู้แต่บ้านผิงอยู่เยาวราช แต่ถ้าไปแถวๆนั้น คนชื่อผิงคงมีเป็นล้าน
วันนี้ปวดหัวมาก คงเพราะนอนเยอะมาหลายวัน
ตอนนี้ใกล้ๆตีห้าแระ นอนดีกว่า
(อดเหล้ามา5วัน โอ้วแม่เจ้า สถิติสูงสุดในรอบสองเดือนได้มั้ง)
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, August 20, 2008
์Noah the ark
ตีสามกว่าๆ คืนวันอังคาร เช้าวันพุธ
สะปอยเต็มเหนี่ยว
ดูEvan Almighty ตอน สี่โมงถึงห้าโมงกว่าๆ เย็นวันนี้ ช่อง เฮ้ดบีโอ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกะโนอานี่ล่ะ แต่ว่าเราไม่เคยเรียนโรงเรียนวัดฝรั่ง ก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรพวกนี้
นั่งดูคนเดียวเพราะไม่มีใครอยู่บ้านเลย หายไปไหนกันหมดไม่รู้ ถ้าไม่ใช่หนังเรื่องนี้เราคงอยากออกไปแรดแล้วล่ะ โหย ร้องไห้ไม่หยุดเล้ยยยย(ต้องบันทึก) คิดถึงพ่อมากๆ
วันนี้พ่อไปจัดการธุระที่บางขุนเทียน จัดการเสร็จเราคงได้ไปญี่ปุ่นกันเสียที แต่ท่าทางจะอีกเป็นสัปดาห์ๆ พรุ่งนี้ก็ต้องไปหาหมออีก เฮ้ออออ
ตอนฉากที่ค่อยหย่อนเชือกลงมาแล้วแสงเรืองรอง หน้าตาผมเผ้าเป็นพระเจ้า ไม่ดิ เป็นโนอาดิ แล้วลูกๆทั้งสามและภรรยากลับมาช่วยกันต่อเรือให้สำเร็จนั้น ร้องไห้ใหญ่เลย คนไม่มีปมแบบเราก็คงไม่อินกะเรื่องแบบนี้หรอก ร้องไห้พอๆกะตอนปี2000 นั่งบัสคนเดียวไปเที่ยวเมลเบิ้น บนรถฉายหนังเรื่อง Big Daddy ที่ อดำ แซนเล่อร์เล่น มันก็ดูตลกดีนะ แต่เวลาเราดูหนังอะไรแบบนี้ พ่อทิ้งลูก ลูกทิ้งพ่อ ต่อมน้ำตาแตกอยู่เรื่อย ตอนอยู่ในโรงดูClickก็เช่นกัน ปริมาณน้ำตาขนาดนี้เลย
แต่ดูอะไรแม่ลูกไม่เคยอินเลยเนอะ ดูไม่เหมือนชาวบ้านนัก คล้ายๆกะเราไม่รักหมา แต่เรารักแมวนี่ล่ะ
แม่กลับมาบ้านเห็นเราตั้งใจดูหนังก็ถามว่าเรื่องอะไร เราก็บอกว่า Almighty พระเจ้าในเรื่องนี้ ชื่อ Al นามสกุล Mighty แค่ชื่อก็เจ๋งแล้ว ยิ่งฉีกไปให้คนดำเป็นพระเจ้าก็จ๊าบใจดี นี่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า Alเป็นprefixหรือเปล่านะ สงสัยต้องถามแม่พรุ่งนี้
ผ่านมาหลายชั่วโมงลืมหมดเลย
ตอนดูประทับใจมากๆ
ชีวิตคนเราจะเอาอะไรนักหนา ในหนังเปิดฉากมาด้วยบ้านหลังสวย สส หนุ่ม ผู้ได้เป็น สส หลังจากประสบความสำเร็จจากรายการโทรทัศน์ที่ตนดำเนินรายการ เดินเข้าคองเกรส อย่างผ่าเผย มีลูกชายสามคนซุกซน มีภรรยาแสนสวยที่คอยเป็นกำลังใจที่ดีให้เสมอ ชีวิตคนเราจะเอาอะไรนักหนาล่ะจริงไหม แต่แน่ล่ะ ถ้าตามวิถีอเมริกันชนแล้ว ต้องสร้างเนื้อสร้างตัวพอสมควรกว่าจะยืนถึงจุดนี้ได้ และ แน่นอน ก็ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเมีย
ตอนที่ดูแล้วร้องไห้นั่นคือ ซาบซึ้งนะ ซาบซึ้งหลายหน หนหนึ่งที่จำได้ก็คือ ลูกกลับมาช่วยพ่อต่อเรือ เพราะบอกว่า ถึงพ่อจะดูเพี้ยนๆในช่วงนี้(พ่อโดนพระเจ้าเลือกสรร) แต่พ่อก็มีเวลาให้พวกเราแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต
ฉากนึงพ่อจะพาลูกๆไปไฮกิ้ง(ปีนเขา) แต่พอ่ไปสภากลับมาพร้อมBill(พระราชบัญญัติ)ปึกใหญ่ที่ต้องพิจารณาก่อนเข้าสภา ลูกๆไม่เข้าใจ ลูกๆงอน แม่ก็งอน พ่อไม่สนใจอะไร ก็พ่ออยากทำงานนี่นา
เราก็ร้องไห้นะ จำได้ว่า ตอนนู้น11ปีก่อน พ่อมีเงิ้นมีเงิน กะจะไปเทร๊กกิ้ง(เดินเขา)กันที่หิมาลัย อินเดีย สุดท้ายพ่อไม่ว่าง เราก็ต้องไปคนเดียวกะเพือ่นพ่อเยอะแยะ ตั้ง30กว่าคน เขามากันเป็นครอบครัว แต่กูไปคนเดียว เหงาชะมัด จำได้
ไอ้อะไรแบบนี้มากมายที่ทรงจำลึกในชีวิตมากๆ มีอะไรมากระแทกทีก็เสียใจที
พ่อกลับมาสี่ทุ่มกว่าๆ หน้าตาอิดโรย ธุระเขามัน.. เฮ้อ เราก็ต้องพยามช่วยให้ได้
นั่งดูแข่งจักรยานกันอยู่ สวยนะโอลิมปิคหนนี้ ชุดสวย จักรยานสวย พื้นสนามโคตรสวย เเต่ก่อนเราบ้าจักรยานมากๆ ขี่ไปรรทุกวันเลยตอนมัธยม
ถามพ่อว่า พ่อจำได้ป่าวว่า ตอนเด็กๆตอนลูกเป็นอีสุกอีใสต้องหยุดโรงเรียนตั้งนาน พ่อไม่รู้พาไปไหนดีพ่อก็พาไปดูทีมชาติไทยซ้อมจักรยานกันที่หัวหมากตอนนั้นใกล้แข่งกีฬาไรไม่รู้ พ่อบอกจำได้ดิ เราบอกว่าเราก็จำได้แม่นมากๆ วันนั้นจักรยานล้ม ดูอยู่ใกล้มากๆ จำได้ภาพติดตา หัวไหล่เนื้อขาดยังกะแฮมสไลด์
แล้วก็ถามว่า ตอนนั้นพ่อกลุ้มใจเรื่องอะไรหรอ ตอนเด็กๆเราก็เห็นพ่อเรากลุ้มบ่อยๆ แต่ตอนเด็กๆเราไม่รู้หรอกว่านั่นคือกลุ้มใจ โตมาซัก25ได้ ถึงได้รู้ว่า เวลาพ่อเรานั่งเงียบๆแบบนั้นคือ พ่อเรากลุ้มใจ ก็เลยคุยกันถึงตอนเด็กๆสมัยพ่อเราสร้างเนื้อสร้างตัว
เรือโนอาสร้างนาน ไม้เยอะแยะไปหมดในหนัง ทุกคนพ่อแม่ลูก สัตว์โลกก็ช่วยกันสร้าง
นึกถึงตอนเด็กๆซัก12ขวบ พ่อไปซื้อเรือนไทยมาจากแม่สอดเยอะแยะไปหมด แล้วก็มาปลูกกัน ตอนนั้นก็ปีนหลังคาไปๆมาๆ เล่นกะคนงานทุกวัน ปีนป่ายซุกซนไปตามประสาเด็กซนๆคนนึง พ่อก็ปลูกอาณาจักรตนเองจนเสร็จ เวลาผ่านไปนาน โลกไม่สวยงามแบบที่คิด ดีใจอยู่บ้างที่ได้พ่อกลับมาเป็นคนเดิม กลับมาจน มีเวลาให้แก่กัน ไม่ออกไปหาผู้หญิงมากมาย แม้จะไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร
เรือได้ใช้เมื่อน้ำท่วมหนัก
เรือจะพาทุกคนอพยพข้ามพ้นทุกปัญหาที่เผชิญ
วันนี้ตอนไปเดินสวนสาธารณะกะแม่ ก็เล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง แม่บอกว่า แม่รอมานานแล้ว เมื่อไหร่ที่อภิชาตบุตรจะพาแม่ไปสบายเสียที แม่ก็เชื่อคำทำนายของโหรหลวงนะ(ฮา) เราก็บอกทุกคนล่ะว่า อดทนกันหน่อย อีกพักนึง
เราคิดเสมอและเชื่อมั่นมากๆว่าเราทำได้ เราจะพาพ่อแม่โบยบินไปอย่างมีความสุข ข้ามพ้นปัญหาที่มีทุกวันนี้ พ่อทุกข์หนักมาหลายปี แม่ก็กลุ้ม เราอยากให้ทุกคนมีความสุข อย่างที่เคยเป็น ไม่ต้องมีเงินมากมายนักหรอก อย่ามีหนี้สินมากนัก ใช้ชีวิตเหมือนตอนเราเด็กๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มีเวลาให้แก่กันทุกวัน อยากไปไหนได้ไป จะไปเขาใหญ่หรือเชียงใหม่ก็ได้ไป อย่าให้งานรัดตัวเกินไป ไม่ต้องมีผู้คนมาห้อมล้อม มีลาภก็มีเสื่อมลาภ มีเกียรติก็มีเสื่อมเกียรติ ชีวิตทุกวันนี้เห็นมามาก เวลามีมากคนก็เข้ามา เวลาลำบากมี่ใครซักกี่คนยื่นมือมาช่วย วัฏจักรของชีวิตมีให้เห็นครบได้เป็นloop
นึกไปถึงวันก่อนนู้นขับรถผ่านไปแถวๆนครปฐม เห็นโรงพิมพ์วัฏจักรใหญ่โตที่กลายเป็นโกดังร้างแล้วก็เศร้าใจ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก่อนวัฏจักรก็ใหญ่ไม่แพ้มติชน หรือ ไทยรัฐ
เห็นเป็นกงล้อแห่งความเสื่อมมากมายที่วนเวียนเข้ามาในชีวิต28ปีของเรา
อยากสร้างเรือๆๆๆๆๆ พระเจ้าจ๋า ขอทุนหน่อย
.....................
วันนี้คิดได้ว่ากำลังจะไปญี่ปุ่น(ก็พูดแบบนี้มาชาตินึงแล้ว) มีคนโทรมาถามว่าเราเป็นอะไร ทำไมไม่ค่อยรับโทรศัพท์หรือว่าโทรกลับ เราบอกว่าเราอารมณ์ไม่ค่อยดี ไม่อยากไปฟาดงวงฟาดงาใส่ เขาถามว่าเป็นอะไร เราบอกว่า เราจะไปญี่ปุ่นล่ะไปกะพ่อเรามีธุระสำคัญมากๆ (แต่ยังไม่ได้ซื้อตั๋วเลยนะ)
เขาโกรธใหญ่ถามว่า ทิ้งเขาได้ไง เราก็ขำใหญ่ เฮ้ย จะบ้าหรอ ไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่?่ ก็เลยคุยกันๆ เขาบอกว่าก็เขาโทรมาหาทุกวันนี่ยังไม่เข้าใจเขาอีกหรอ เขาบอกว่าไม่ไปไม่ได้หรอ ทำงานเมืองไทยไม่ได้หรอ เราก็โกรธปี๊ดขึ้นมา ก็บอกว่าทำไม่ได้ อยากมีเงินก็ต้องไปที่นู้น นึกในใจ ใครคุยกะกูก็ต้องบอกว่า เราเห็นแก่ตัวเสมอ
เขาเถียงว่าไม่เชื่อ อยู่ที่นู่นมีเมียใช่ไหม ทำไมจะอยากไปอะไรนักหนา เราก็ยืนกรานว่าไม่มีจริงๆ ทุกวันนี้ก็คุยกะเธอคนเดียว เราก็ไม่ชอบคุยกะคนหลายคนนัก มันเสียเวลาน่าเบื่อ(บางทีอารมณ์บูดๆก็ไม่อยากคุยกะเธอแม้เเต่น้อยด้วยซ้ำ) แต่เขาก็ไม่เชื่อจริงๆว่าเราไม่มีใคร ทำไมไม่คิดว่าเราไปหาเงินวะ ไม่ได้ไปสนใจอะไรผู้หญิงญี่ปุ่นนักหรอก
โธ่ ใครจะเข้าใจกูวะ กูก็กลุ้มนะ อย่ามายุ่งกะกูน่า พึ่งรู้ว่าเขาคงต้องการเราล่ะมั้ง เราว่าก็แปลกดี รู้จักเจอหน้ากันมาไม่กี่วันหลังกลับจากจีน จะมารักไรกูนักวะ ไม่น่าเป็นไปได้ ตอนโมโหๆ แต่เงียบๆนึกในใจว่า เอออ หรือ จะบอกเลิกยุ่งกันไปเลยดีไหมชีวิตนี้ แล้วก็นึกได้ว่า ไม่ได้ๆ อีนี่สวยสดชื่นเหลือเกิน ไม่เหมือนใครด้วย เขาเคยบอกว่า ตอนเขาเลิกกะแฟนเก่าไป เขาหักซิมทิ้งเลย เรานึกในใจ ตายห่าแล้ว กูไม่หาตัวมึงยากตายห่าเลยหรือเนี่ย
เขาชวนไปเสม็ด เราก็บอกว่าไม่ไปเราบอกไปว่าขนาดวันเกิดพระเพื่อนสนิทบวชอยู่ระยองเรายังไม่ไปเลย
เราจะเดินทางอีกไม่กี่วันเราไม่ออกจากบ้านไปไกลๆเด็ดขาด แม่งงอนตุ๊บป่องเลย วางไปเลย ให้ตายเถอะ แม่เจ้า ตกลงกูต้องง้อใช่ไหมนี่ โทรไปอีกทีบอกกินเหล้าอยู่กะเพื่อนเสียใจมากๆ ทำไมเราทำแบบนี้กะเขาได้ โอ้ว ให้ตายเถอะโรบิ้น แต่มานึกในใจทบทวนใจตัวเองอีกที เป็นเราก็คงโกรธ ชวนเหี้ยไรไม่เล่นด้วยซักอย่าง ไว้พรุ่งนี้ละกัน ตื่นมาจะโทรไปง้อ ถนอมน้ำใจกันหน่อยดีกว่า
ฮอทตลกๆ สิ้นเดือนก่อนไปเดทก็มีผู้หญิงขอเป็นแฟน1คน ตอนนั้นอ่อนแอก็เลยตกลงไป
คุยโทสับกันมีผู้หญิงขอเป็นแฟนอีก1คน ผ่านไปไม่ถึง20วันเลยนะ กูเบื่อผู้หญิงมากๆ จะมาอยากผูกมัดอะไรกะกูวะ ผิดที่ผิดเวลาสิ้นดี กูไม่มีเหี้ยไรเล้ยยย อย่ามายุ่งกะกูเล้ยยยย สุดท้ายมาวอแวมากๆ กูหนีไปโตเกียวไม่ร่ำไม่ลาแม่งซักคนเดียวจริงๆ
ชีวิตนี้แทบไม่เคยโดนผู้หญิงจีบ
ทำไมช่วงนี้มีแบบนี้ได้วะ กูล่ะงงๆ
สาธุ ขอให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีในแบบที่เราต้องการเถอะ
ถ้ายังคุยกะแพมอยู่จะดีมากๆเลย คิดถึงแม่งว่ะ เขาคงให้คำปรึกษาได้ดี เมื่อวันอาทิตย์ขับรถผ่านหน้าบ้านเขา อยากลงไปกดออดชิบเป๋ง
ปล. ใช้บล๊อกให้เป็นประโยชน์
สะปอยเต็มเหนี่ยว
ดูEvan Almighty ตอน สี่โมงถึงห้าโมงกว่าๆ เย็นวันนี้ ช่อง เฮ้ดบีโอ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกะโนอานี่ล่ะ แต่ว่าเราไม่เคยเรียนโรงเรียนวัดฝรั่ง ก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรพวกนี้
นั่งดูคนเดียวเพราะไม่มีใครอยู่บ้านเลย หายไปไหนกันหมดไม่รู้ ถ้าไม่ใช่หนังเรื่องนี้เราคงอยากออกไปแรดแล้วล่ะ โหย ร้องไห้ไม่หยุดเล้ยยยย(ต้องบันทึก) คิดถึงพ่อมากๆ
วันนี้พ่อไปจัดการธุระที่บางขุนเทียน จัดการเสร็จเราคงได้ไปญี่ปุ่นกันเสียที แต่ท่าทางจะอีกเป็นสัปดาห์ๆ พรุ่งนี้ก็ต้องไปหาหมออีก เฮ้ออออ
ตอนฉากที่ค่อยหย่อนเชือกลงมาแล้วแสงเรืองรอง หน้าตาผมเผ้าเป็นพระเจ้า ไม่ดิ เป็นโนอาดิ แล้วลูกๆทั้งสามและภรรยากลับมาช่วยกันต่อเรือให้สำเร็จนั้น ร้องไห้ใหญ่เลย คนไม่มีปมแบบเราก็คงไม่อินกะเรื่องแบบนี้หรอก ร้องไห้พอๆกะตอนปี2000 นั่งบัสคนเดียวไปเที่ยวเมลเบิ้น บนรถฉายหนังเรื่อง Big Daddy ที่ อดำ แซนเล่อร์เล่น มันก็ดูตลกดีนะ แต่เวลาเราดูหนังอะไรแบบนี้ พ่อทิ้งลูก ลูกทิ้งพ่อ ต่อมน้ำตาแตกอยู่เรื่อย ตอนอยู่ในโรงดูClickก็เช่นกัน ปริมาณน้ำตาขนาดนี้เลย
แต่ดูอะไรแม่ลูกไม่เคยอินเลยเนอะ ดูไม่เหมือนชาวบ้านนัก คล้ายๆกะเราไม่รักหมา แต่เรารักแมวนี่ล่ะ
แม่กลับมาบ้านเห็นเราตั้งใจดูหนังก็ถามว่าเรื่องอะไร เราก็บอกว่า Almighty พระเจ้าในเรื่องนี้ ชื่อ Al นามสกุล Mighty แค่ชื่อก็เจ๋งแล้ว ยิ่งฉีกไปให้คนดำเป็นพระเจ้าก็จ๊าบใจดี นี่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า Alเป็นprefixหรือเปล่านะ สงสัยต้องถามแม่พรุ่งนี้
ผ่านมาหลายชั่วโมงลืมหมดเลย
ตอนดูประทับใจมากๆ
ชีวิตคนเราจะเอาอะไรนักหนา ในหนังเปิดฉากมาด้วยบ้านหลังสวย สส หนุ่ม ผู้ได้เป็น สส หลังจากประสบความสำเร็จจากรายการโทรทัศน์ที่ตนดำเนินรายการ เดินเข้าคองเกรส อย่างผ่าเผย มีลูกชายสามคนซุกซน มีภรรยาแสนสวยที่คอยเป็นกำลังใจที่ดีให้เสมอ ชีวิตคนเราจะเอาอะไรนักหนาล่ะจริงไหม แต่แน่ล่ะ ถ้าตามวิถีอเมริกันชนแล้ว ต้องสร้างเนื้อสร้างตัวพอสมควรกว่าจะยืนถึงจุดนี้ได้ และ แน่นอน ก็ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเมีย
ตอนที่ดูแล้วร้องไห้นั่นคือ ซาบซึ้งนะ ซาบซึ้งหลายหน หนหนึ่งที่จำได้ก็คือ ลูกกลับมาช่วยพ่อต่อเรือ เพราะบอกว่า ถึงพ่อจะดูเพี้ยนๆในช่วงนี้(พ่อโดนพระเจ้าเลือกสรร) แต่พ่อก็มีเวลาให้พวกเราแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต
ฉากนึงพ่อจะพาลูกๆไปไฮกิ้ง(ปีนเขา) แต่พอ่ไปสภากลับมาพร้อมBill(พระราชบัญญัติ)ปึกใหญ่ที่ต้องพิจารณาก่อนเข้าสภา ลูกๆไม่เข้าใจ ลูกๆงอน แม่ก็งอน พ่อไม่สนใจอะไร ก็พ่ออยากทำงานนี่นา
เราก็ร้องไห้นะ จำได้ว่า ตอนนู้น11ปีก่อน พ่อมีเงิ้นมีเงิน กะจะไปเทร๊กกิ้ง(เดินเขา)กันที่หิมาลัย อินเดีย สุดท้ายพ่อไม่ว่าง เราก็ต้องไปคนเดียวกะเพือ่นพ่อเยอะแยะ ตั้ง30กว่าคน เขามากันเป็นครอบครัว แต่กูไปคนเดียว เหงาชะมัด จำได้
ไอ้อะไรแบบนี้มากมายที่ทรงจำลึกในชีวิตมากๆ มีอะไรมากระแทกทีก็เสียใจที
พ่อกลับมาสี่ทุ่มกว่าๆ หน้าตาอิดโรย ธุระเขามัน.. เฮ้อ เราก็ต้องพยามช่วยให้ได้
นั่งดูแข่งจักรยานกันอยู่ สวยนะโอลิมปิคหนนี้ ชุดสวย จักรยานสวย พื้นสนามโคตรสวย เเต่ก่อนเราบ้าจักรยานมากๆ ขี่ไปรรทุกวันเลยตอนมัธยม
ถามพ่อว่า พ่อจำได้ป่าวว่า ตอนเด็กๆตอนลูกเป็นอีสุกอีใสต้องหยุดโรงเรียนตั้งนาน พ่อไม่รู้พาไปไหนดีพ่อก็พาไปดูทีมชาติไทยซ้อมจักรยานกันที่หัวหมากตอนนั้นใกล้แข่งกีฬาไรไม่รู้ พ่อบอกจำได้ดิ เราบอกว่าเราก็จำได้แม่นมากๆ วันนั้นจักรยานล้ม ดูอยู่ใกล้มากๆ จำได้ภาพติดตา หัวไหล่เนื้อขาดยังกะแฮมสไลด์
แล้วก็ถามว่า ตอนนั้นพ่อกลุ้มใจเรื่องอะไรหรอ ตอนเด็กๆเราก็เห็นพ่อเรากลุ้มบ่อยๆ แต่ตอนเด็กๆเราไม่รู้หรอกว่านั่นคือกลุ้มใจ โตมาซัก25ได้ ถึงได้รู้ว่า เวลาพ่อเรานั่งเงียบๆแบบนั้นคือ พ่อเรากลุ้มใจ ก็เลยคุยกันถึงตอนเด็กๆสมัยพ่อเราสร้างเนื้อสร้างตัว
เรือโนอาสร้างนาน ไม้เยอะแยะไปหมดในหนัง ทุกคนพ่อแม่ลูก สัตว์โลกก็ช่วยกันสร้าง
นึกถึงตอนเด็กๆซัก12ขวบ พ่อไปซื้อเรือนไทยมาจากแม่สอดเยอะแยะไปหมด แล้วก็มาปลูกกัน ตอนนั้นก็ปีนหลังคาไปๆมาๆ เล่นกะคนงานทุกวัน ปีนป่ายซุกซนไปตามประสาเด็กซนๆคนนึง พ่อก็ปลูกอาณาจักรตนเองจนเสร็จ เวลาผ่านไปนาน โลกไม่สวยงามแบบที่คิด ดีใจอยู่บ้างที่ได้พ่อกลับมาเป็นคนเดิม กลับมาจน มีเวลาให้แก่กัน ไม่ออกไปหาผู้หญิงมากมาย แม้จะไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร
เรือได้ใช้เมื่อน้ำท่วมหนัก
เรือจะพาทุกคนอพยพข้ามพ้นทุกปัญหาที่เผชิญ
วันนี้ตอนไปเดินสวนสาธารณะกะแม่ ก็เล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง แม่บอกว่า แม่รอมานานแล้ว เมื่อไหร่ที่อภิชาตบุตรจะพาแม่ไปสบายเสียที แม่ก็เชื่อคำทำนายของโหรหลวงนะ(ฮา) เราก็บอกทุกคนล่ะว่า อดทนกันหน่อย อีกพักนึง
เราคิดเสมอและเชื่อมั่นมากๆว่าเราทำได้ เราจะพาพ่อแม่โบยบินไปอย่างมีความสุข ข้ามพ้นปัญหาที่มีทุกวันนี้ พ่อทุกข์หนักมาหลายปี แม่ก็กลุ้ม เราอยากให้ทุกคนมีความสุข อย่างที่เคยเป็น ไม่ต้องมีเงินมากมายนักหรอก อย่ามีหนี้สินมากนัก ใช้ชีวิตเหมือนตอนเราเด็กๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มีเวลาให้แก่กันทุกวัน อยากไปไหนได้ไป จะไปเขาใหญ่หรือเชียงใหม่ก็ได้ไป อย่าให้งานรัดตัวเกินไป ไม่ต้องมีผู้คนมาห้อมล้อม มีลาภก็มีเสื่อมลาภ มีเกียรติก็มีเสื่อมเกียรติ ชีวิตทุกวันนี้เห็นมามาก เวลามีมากคนก็เข้ามา เวลาลำบากมี่ใครซักกี่คนยื่นมือมาช่วย วัฏจักรของชีวิตมีให้เห็นครบได้เป็นloop
นึกไปถึงวันก่อนนู้นขับรถผ่านไปแถวๆนครปฐม เห็นโรงพิมพ์วัฏจักรใหญ่โตที่กลายเป็นโกดังร้างแล้วก็เศร้าใจ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก่อนวัฏจักรก็ใหญ่ไม่แพ้มติชน หรือ ไทยรัฐ
เห็นเป็นกงล้อแห่งความเสื่อมมากมายที่วนเวียนเข้ามาในชีวิต28ปีของเรา
อยากสร้างเรือๆๆๆๆๆ พระเจ้าจ๋า ขอทุนหน่อย
.....................
วันนี้คิดได้ว่ากำลังจะไปญี่ปุ่น(ก็พูดแบบนี้มาชาตินึงแล้ว) มีคนโทรมาถามว่าเราเป็นอะไร ทำไมไม่ค่อยรับโทรศัพท์หรือว่าโทรกลับ เราบอกว่าเราอารมณ์ไม่ค่อยดี ไม่อยากไปฟาดงวงฟาดงาใส่ เขาถามว่าเป็นอะไร เราบอกว่า เราจะไปญี่ปุ่นล่ะไปกะพ่อเรามีธุระสำคัญมากๆ (แต่ยังไม่ได้ซื้อตั๋วเลยนะ)
เขาโกรธใหญ่ถามว่า ทิ้งเขาได้ไง เราก็ขำใหญ่ เฮ้ย จะบ้าหรอ ไปคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่?่ ก็เลยคุยกันๆ เขาบอกว่าก็เขาโทรมาหาทุกวันนี่ยังไม่เข้าใจเขาอีกหรอ เขาบอกว่าไม่ไปไม่ได้หรอ ทำงานเมืองไทยไม่ได้หรอ เราก็โกรธปี๊ดขึ้นมา ก็บอกว่าทำไม่ได้ อยากมีเงินก็ต้องไปที่นู้น นึกในใจ ใครคุยกะกูก็ต้องบอกว่า เราเห็นแก่ตัวเสมอ
เขาเถียงว่าไม่เชื่อ อยู่ที่นู่นมีเมียใช่ไหม ทำไมจะอยากไปอะไรนักหนา เราก็ยืนกรานว่าไม่มีจริงๆ ทุกวันนี้ก็คุยกะเธอคนเดียว เราก็ไม่ชอบคุยกะคนหลายคนนัก มันเสียเวลาน่าเบื่อ(บางทีอารมณ์บูดๆก็ไม่อยากคุยกะเธอแม้เเต่น้อยด้วยซ้ำ) แต่เขาก็ไม่เชื่อจริงๆว่าเราไม่มีใคร ทำไมไม่คิดว่าเราไปหาเงินวะ ไม่ได้ไปสนใจอะไรผู้หญิงญี่ปุ่นนักหรอก
โธ่ ใครจะเข้าใจกูวะ กูก็กลุ้มนะ อย่ามายุ่งกะกูน่า พึ่งรู้ว่าเขาคงต้องการเราล่ะมั้ง เราว่าก็แปลกดี รู้จักเจอหน้ากันมาไม่กี่วันหลังกลับจากจีน จะมารักไรกูนักวะ ไม่น่าเป็นไปได้ ตอนโมโหๆ แต่เงียบๆนึกในใจว่า เอออ หรือ จะบอกเลิกยุ่งกันไปเลยดีไหมชีวิตนี้ แล้วก็นึกได้ว่า ไม่ได้ๆ อีนี่สวยสดชื่นเหลือเกิน ไม่เหมือนใครด้วย เขาเคยบอกว่า ตอนเขาเลิกกะแฟนเก่าไป เขาหักซิมทิ้งเลย เรานึกในใจ ตายห่าแล้ว กูไม่หาตัวมึงยากตายห่าเลยหรือเนี่ย
เขาชวนไปเสม็ด เราก็บอกว่าไม่ไปเราบอกไปว่าขนาดวันเกิดพระเพื่อนสนิทบวชอยู่ระยองเรายังไม่ไปเลย
เราจะเดินทางอีกไม่กี่วันเราไม่ออกจากบ้านไปไกลๆเด็ดขาด แม่งงอนตุ๊บป่องเลย วางไปเลย ให้ตายเถอะ แม่เจ้า ตกลงกูต้องง้อใช่ไหมนี่ โทรไปอีกทีบอกกินเหล้าอยู่กะเพื่อนเสียใจมากๆ ทำไมเราทำแบบนี้กะเขาได้ โอ้ว ให้ตายเถอะโรบิ้น แต่มานึกในใจทบทวนใจตัวเองอีกที เป็นเราก็คงโกรธ ชวนเหี้ยไรไม่เล่นด้วยซักอย่าง ไว้พรุ่งนี้ละกัน ตื่นมาจะโทรไปง้อ ถนอมน้ำใจกันหน่อยดีกว่า
ฮอทตลกๆ สิ้นเดือนก่อนไปเดทก็มีผู้หญิงขอเป็นแฟน1คน ตอนนั้นอ่อนแอก็เลยตกลงไป
คุยโทสับกันมีผู้หญิงขอเป็นแฟนอีก1คน ผ่านไปไม่ถึง20วันเลยนะ กูเบื่อผู้หญิงมากๆ จะมาอยากผูกมัดอะไรกะกูวะ ผิดที่ผิดเวลาสิ้นดี กูไม่มีเหี้ยไรเล้ยยย อย่ามายุ่งกะกูเล้ยยยย สุดท้ายมาวอแวมากๆ กูหนีไปโตเกียวไม่ร่ำไม่ลาแม่งซักคนเดียวจริงๆ
ชีวิตนี้แทบไม่เคยโดนผู้หญิงจีบ
ทำไมช่วงนี้มีแบบนี้ได้วะ กูล่ะงงๆ
สาธุ ขอให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีในแบบที่เราต้องการเถอะ
ถ้ายังคุยกะแพมอยู่จะดีมากๆเลย คิดถึงแม่งว่ะ เขาคงให้คำปรึกษาได้ดี เมื่อวันอาทิตย์ขับรถผ่านหน้าบ้านเขา อยากลงไปกดออดชิบเป๋ง
ปล. ใช้บล๊อกให้เป็นประโยชน์
Posted by
T 0 5 E
Tuesday, August 19, 2008
TOS, terminate on sight
TOS, terminate on sight
วันจันทร์แห่งชาติ(วันหยุดแห่งชาติ อีกแล้ว)
วันนี้ไปฟิตเหน็ส
ก็ชื่อฉันเอง
ใครจะทำไมกันล่ะ
ทศ
โทเซ่
หรือ
ทดโตะ
ก็ชื่อฉันเอง
ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้ล่ะ ใครจะมาเปลี่ยนได้
วันก่อนนั่งดู CH-V ก็เห็นเพลงของ จียูหนิด อัลบั้มใหม่ชื่อนี้ T.O.S stands for terminate on sight อ่านแล้วจ๊าบใจโดนไงไม่ทราบ
สิ้นสุดการมองเห็นงั้นหรือ หรือ แปลว่าอะไรดีให้มันสลวยกว่านี้ แต่ชอบคำว่า Out of sight out of mind ที่ตอนเรียนAccessตอนก่อนเอ็น อาจารย์ชัชชัยแกบอกว่า แปลว่า รักแท้แพ้ระยะทาง
อยู่ดีดีเมื่อวานก็คุยกะเพื่อนถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เจอเขาหนสุดท้ายเมื่อซักสองปีสองเดือนมาแล้ว วันนั้นเขากลับมาจากเรียนที่อังกฤษไม่กี่วัน(จำได้เลยว่าเขาไปวันที่6กันยาปี2005) เราไปกินข้าวกัน เขาคงเบื่อๆ เลิกกะแฟนมาไม่กี่วัน เรามองไม่เห็นอะไรในตัวเขาเลย ไม่พิสวาทใดๆ ไม่รุ้สึกอันใดแม้แต่น้อย อ้อ เจออีกหนมั้งไปหาเขาที่บ้าน กลับมาจากญี่ปุ่นเมื่อต้นปี เอาลิบสติกไปฝาก ของแบบนี้มันก็แปลกดีที่เวลาผ่านไป กลับมองหน้าแล้วไม่รู้สึกอันใดต่อกัน
แต่แปลกนะ ดูเขาจะคิดตลอดเวลาว่าเราจะรักเขาตลอดไป บ้าบอสิ้นดี แก่จะตายห่าแล้วนะ
เมื่อวานไปกินร้านอร่อยแน่นอนมา ตรงหัวมุมๆ ซอยที่จะเลี้ยวไป0วัฒนธรรม ไม่ได้ไปหลายปี ปัจจุบันใหญ่โตขึ้นมากๆ แต่ราคาถูกเหมียนเดิม รสชาติดีมากๆ ไปกันหกคน ชายฝามหญิงฝาม ก็เพลินๆชิวๆไปอีกแบบ
ช่วงนี้รู้สึกแปลกๆ เหมือนพอเปิดใจอะไรบางอย่างก็มีคนเดินเข้ามาเพียบเลย แต่ก็งั้นๆแหละ ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจแม้แต่น้อย
ที่ขำๆก็คือ
เมื่อวานสี่โมงเย็นรู้จักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาไม่เป๊ก แต่เจาะจมูกก็เลยชอบใจ คุยกันไปคุยกันมาเอิ๊กๆอ๊ากๆ เขาพูดหลายหนให้ไปส่ง ขณะที่ผู้ชายอีกคนมารอรับ เราก็งงๆ ไรมันวะ แต่ไม่ได้สนใจอะไร (แค่พยามหาในไฮ5แต่ไม่เจอ(ฮา)) เราถามว่าเป็นอะไรหรอ แล้วจะหลบทำไม น้องเขาบอกว่า ก็คุยแล้วไม่ใช่ เราถามว่าต้องคุยกันนานไหม เขาบอกก็ต้องเป็นเดือนซิเพ่(จริงๆน่าจะเรียกเราว่าน้ามากกว่า อายุเรามากกว่าเขาร่วม10ปี) มันก็เกิดคำถามในหัวก้องนานมากๆว่า แล้วต้องอย่างไรถึงจะใช่กันวะ เหมือนเมื่อวานจะมีประโยคพูดกะเขาว่าเราเองเชื่อในรักแรกพบ เราก็ไม่รุ้หรอกว่า มันจะเป็นอะไรไปได้อย่างไร
อ้อ อันนี้สำคัญกว่า เมื่อวานเห็นเด็กผู้หญิงคนนึงหน้าตาเฉยๆ ไม่สวยไม่ขี้เหร่ แต่ว่าขายของเก่งมากๆๆๆๆๆๆ(เก่งกว่าไอ้นนท์(ซึ่งแปลว่าเก่งกว่าเรา)แน่ๆ) นึกในใจ โหย แบบนี้ซิ สวยขึ้นมาเลย คล้ายๆกะหน้าตาB+แต่เรียนแพทย์ศิริราชเราจะว่าสวยA+ขึ้นมาทันที แซวกันมันไปเลย เราหันไปถามอะไรก็ไม่รู้ มีก้างแว่นๆตะโกนว่า "เขามีแฟนแล้ว แฟนหล่อเป็นนายแบบด้วย"
เราเกาหัวนิดนึง นึกงงๆ กูถามด้วยหรอ "ว่ามีแฟนยัง ?"
คิดว่าผู้ชายแบบเราสนใจผู้หญิงง่ายนักหรือไง เรายากนะ ยากมากด้วย ผู้หญิงจีบเราไม่ติดหรอก แต่เทียบกะชะยุดน้องรัก วันก่อนพูดกะมันว่า มึงอะทำตัวยากๆหน่อย ไม่ใช่สาวไหนมาจีบก็ติดหมดแบบนี้ ห่า มันไม่ดีหรอกนะ ทำตัวใจง่ายไปน่ะ สุดท้ายตรวนแห่งความรักก็จะพันธนาการมึงไว้ แล้วปัญหาสารพัดก็จะถาโถมเข้ามา
กลับมาที่เรื่อง TOS, terminate on sight ต่อ
เราแม่งสันดานเสียมากๆ คือ ไม่ค่อยคี๊บคอนแถ็คแบบไปเจอใครต่อใคร
(กรุ๊ฟ บาร์ เอกมัย เปิดแล้วนะ)(พื้นที่โฆษณา)(ไม่มีไรมากหรอก ช่วยเพื่อนทำมาหากิน พอดีเรารู้จักกะเจ้าของร้าน เมื่อต้นปีฉลองวันเกิดด้วยกัน2คน เป่าเค้กพร้อมกัน)(/พื้นที่โฆษณา)
ไอ้เรื่อง คี๊บคอนแถ็ค คือ หมายถึงไปเจอกัน กินข้าว กินเหล้า สังสรรค์กันเหมือนเคยรักกันหรือเคยคุ้นเคยกัน ไอ้แบบโทรหาอาจมีบางอารมณ์มากกว่า ซึ่งเกิดมาก็ไม่ค่อยทำนัก มีแฟนเก่าที่คบกันมา7ปีเพียงคนเดียวที่เรายังติดต่อกันบ้าง(แต่ก็ไม่เจอมาจะสองปีแล้ว) โทรหาก็นับครั้งได้ มันก็แปลกดีนะ ผู้ชายที่ดูจะเฟรนด์ลี่ๆแบบนี้
เดือนหน้ามีวันเกิดผู้หญิงสามคนในชีวิตที่รัก มี3กย(โดเรม่อน)มี6กยแฟน7ปีนี่ล่ะ และ12กย เพื่อนผู้หญิงที่รักที่สุดในชีวิต และอีกหลายๆคน แต่แปลกคือ ผู้หญิงที่เรารู้สึกรัก ก็มาเกิดติดๆกันหมด เดือนอื่นก็งั้นๆ
ที่พูดเรื่องวันเกิดขึ้นมาก็เพราะ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วันเกิดเพื่อนชายสุดที่รัก ชื่อต้อม เขาไปทำบุญกันที่วัดต้อมบวชแต่เราไม่อยากไป ไกลนะ ระยองฮิแน่ะ
ัhttp://toastose.blogspot.com/2008/01/19.html
^
^
^
ถ้าเรารู้ว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายที่ได้คุยกะต้อมในแบบที่ต้อมเป็นเพื่อนเรา เป็นฆราวาสปกติ เราจะนอนคุยกะต้อมทั้งคืนเลย แต่ก่อนเรานอนคุยกันถึงเช้าก็บ่อยๆ เราเลยไม่แปลกใจว่า ทำไมต้อมถึงดูโกรธเรามากๆ ถ้าต้อมบอกเราซักคำว่า มันจะไปบวชและจะไม่สึกแบบนี้ เราคงทำดีกะมันที่สุด(แต่เวลาและวารีไม่เคยไหลย้อนกลับ)
ต้อมไปบวชอยู่วัดป่ามาหนหนึ่งแล้ว20เดือน และบวชคราวนี้ คงยากที่จะสึก ต้อมเป็นเพื่อนที่เข้าใจเราที่สุด ที่สุดจริงๆ เวลาเราทุกข์อะไรหนักๆในชีวิต เราปรึกษาต้อมได้เสมอ
เพื่อนสนิทไปบวชไม่สึก สำหรับเรายิ่งกว่าเพื่อนไปอยุ่เมืองนอกนานๆอีกด้วยซ้ำ แต่ญาติเขาอนุโมทนากัน แต่สำหรับเรายิ่งกว่าเพื่อนตายไปด้วยซ้ำ
(เราบวชมา1พรรษานะ ฉะนั้นอย่าพูดเรื่องบุญ เราพูดถึงเรื่องอารมณ์ของการสูญเสียล้วนๆ)
ต้อมคงรู้ตัวว่าช่วงนั้นคือ ช่วงสุดท้าย ในชีวิตฆราวาสที่จะได้คุยกะเรา ถึงได้โมโหเรามากๆแต่ไม่บอกเราซักคำนี่นา คงคิดว่ายังไงก็ได้คุยกันอีก แต่พอต้อมไปบวช เรากลับมาก็ไปเจอ1หน แต่ก็ไม่ค่อยพอใจนัก คุยได้ไม่เต็มที่ อยากเล่าเรื่องราวมากมายในชีวิต และแน่นอน เราใช้ชีวิตไม่ค่อยดี ต้อมก็ว่าเราเสมอ เราก็รู้ตัว แต่เราไม่ยอมปรับปรุงตัวซะที นั่นก็เป็นเหตุหนึ่งที่ไม่อยากคุยนัก แต่เรื่องที่แย่คือ การมีรักก็มีทุกข์นี่ซิ ต้อมคงไม่อยากให้เรามีความรักกระมัง ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์(จริง) ที่ใดไร้รักที่นั่นไม่มีสุข(สำหรับปุถุชนเช่นเรา อันนี้จริงกว่า)
เรามองไม่เห็นต้อมคนเดิมแล้ว
ที่เราไม่ไปวัดหาต้อม เพราะเรามานึกได้ตอนก่อนนอนวันศุกร์น่ะซิ แล้วก็นึกได้ว่าทำไมเพื่อนไม่โทรมาชวนล่ะ แล้วก็ปิดโทสับนอนไป ช่วงนั้นปิดโทสับนอนบ่อยๆ ใครโทรมาก็เลยไม่รู้เรื่อง
พอเพื่อนกลับมาจากระยอง(ฮิ)ก็ถามว่าทำไมติดต่อไม่ได้ เราก็บอกไปตามตรงว่า เราเบื่อผู้หญิง ชอบโทรมาเวลาเราจะนอน และ เราก็นอนตื่นสายเป็นปกติ อาทิตย์ก่อนมีโทรมาหลายคน
(วันนึงต้องมานั่งฟังผู้หญิงสามสี่คนพูดไรอยู่ได้....กูเบื่อชิบหาย)
ไอ้เรื่องแบบนี้ไม่มีความสุขหรอก จะมีแฟนจริงๆก็มีคนเดียวพอ อย่าไปคุยเจ๊าะแจ๊ะไรมาก น่าเบื่อ ถ้าเขาคิดแบบเพื่อนก็ยินดีคุยด้วย เสียเวลาเปล่าๆ แต่เราไม่ค่อยโทรหาใครแล้ว แต่ใครโทรมา ถ้าไม่ใช่เวลานอน หรือ ทำไรอยู่เราก็คุยได้นะ แต่ให้คุยเป็นเพื่อนเฉยๆพอนะ ไม่อยากปวดหัวอะไร
เมื่อวานอ่านหนังสือเห็นคำที่ไอนสไตน์ พูด ก็อยากจะ quote
" Why does everybody like me, yet nobody understand me. "
"ทำไมทุกๆคนชื่นชอบผม แต่ไม่มีใครเข้าใจผมเลย"
อ่านจบประโยคแล้ว แทบจะกรี๊ดดังๆ ใช่ น่าเบื่อ แต่เฮ้ย เราไม่ได้ฉลาดแบบไอนสไตน์แน่ๆ แต่เราก็มีคนชอบนะ มีบ้าง แต่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจเราหรอก หายากมากๆ เราเพี้ยนกว่าคนปกติมากๆอะ เรารู้ตัว แล้วใครจะเข้าใจกูวะ
แฟนที่ไปตกลงเป็นแฟนเขาเมื่อสิ้นเดือนที่แล้วก็เลิกยุ่งไปแล้ว ไม่เสียดายด้วย
ขี้เกียจยุ่งกะคนเยอะ
เบื่อ
นึกๆไปปีนี้เจอคนนึง เขาเข้าใจเรามากๆเลย เราก็เข้าใจเขามากๆด้วย(แต่เราไม่พูดไรหรอก ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเธอจะหาคนเข้าใจเธอกว่าฉันนั้นหายากน่า) แต่ที่แย่ก็คือ ... ไม่พูดดีกว่า
วันนี้ตอนวิ่งลู่อยู่ เห็นเพลงน้องหวายเขาร้องว่า ถามไม่ตรงคำตอบ ดูแล้วอมยิ้มกะเพื่อน โธ่ ก็แค่ตกลงเป็นแฟนไปก็จบ จะมามัวถามทำไม กินข้าวยัง ตื่นยัง อาบน้ำยัง ขี้ยัง ตดยัง ทำไม
วันนี้เราคุยเม้ากันกะเพื่อนที่ไปฟิตเน็สถึงเพือ่นสนิทที่สุดในชีวิตอีกคนด้วยกันว่า
"สงสารแม่ง แม่งคิดหรอว่า แฟนแม่งจะเปลี่ยนมาทำตัวเป็นคนดีได้ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แม่งก็เลยปิดหูปิดตาไม่ค่อยคุยกะกูไง กูรักแม่งยิ่งกว่าผัวแม่งอีก ยังเสือกหูหนวกตาบอดฟังผัวอยู่ได้"
เพื่อนบอกว่า "จริง รักกันก็อย่าฝืน ถ้าฝืนก็ไม่ต้องคบ แต่เพื่อนเราแม่งหน้าตาขี้เหร่ไปหน่อย หาแฟนยากไปหน่อยว่ะ ก็ต้องทนๆกันไป"
เรากะเพื่อนเราคนนี้ชีวิตแทบไม่ฝืนไรเลย เรื่องผู้หญิง ปล่อยไหลตลอด มาก็มา ไม่มาก็ไม่มา ช่างแม่งๆ ชีวิตสบายใจสุดๆ เวลาเห็นคนบ่นเรื่องไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วเรานึกสงสารเสมอ
กฏข้อที่1 สำหรับความรักเลยก็คือ เราก็ต้องเป็นตัวของตัวเองได้ (ซึ่งแปลว่า คนที่เรารักก็ต้องได้เป็นตัวของตัวเองด้วยเช่นกัน)
แต่ก็ข้อนี้ล่ะ ถึงได้หาคนรักยากชิบหาย ใครจะเข้าใจกูวะ ตัวกูเองยังเพี้ยนๆเลย ยังโชคดีหน่อย ที่พระจันทร์เต็มดวงรอบนี้เราไม่เพี้ยนนัก
เรื่องพระจันทร์เต็มดวง จะมีมนุษย์หมาป่าตนหนึ่ง เขาก็เหมือนชายธรรมดานี่ล่ะ มีหญิงที่ตนรัก แต่โดยธรรมชาติที่บังคับให้เป็นแบบนั้น ทุกๆคืนพระจันทร์เต็มดวง เขาจะกลายร่างไปและเสียสติสัมปชัญญะ ทำร้ายคนที่เขารักทุกครั้ง ผลจากเหตุการณ์ที่เขาจำไม่ได้นั้น ทำให้เวลาเขารักใคร เขาจะเก็บไว้เงียบๆและหายไปในวันที่เขาจะทำร้ายเธอ และแน่นอนในที่สุดชีวิตเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย
(จากภาพยนตร์ He said she said)
มีวันหนึ่งที่น่าจดจำ วันนั้นนอนดูAFอยู่ เผลอหลับไป ตื่นมางัวเงียๆ มือควาญเจอโทสับรีบกฏหาหญิงที่รัก โทรไปหงุดหงิดๆ งอแงๆใส่ เขาถามว่า "พี่เป็นไรเนี่ย พระจันทร์เต็มดวงอีกหรือไง?" เราก็ว่าบ้าหรอ กูตื่นก็ได้วะ ตกดึกออกไปหน้าบ้าน เอ้า พระจันทร์เต็มดวงอีกแล้วเรา ฮ่าๆๆ อีชะนีนี่รู้จักกูดีจังฮู้
แต่ที่เล่า เรื่องมนุษย์หมาป่า มันฟังดูดีไป ในหนังมันก็แค่ผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่งแค่นั้นเอง(เควินเบค่อนเล่นเป็นพระเอก ชารอน สะโตนเป็นนางรอง)
อ้อ เจอเพลงนึง ตะกี๊อ่านแล้วชอบใจมากๆ ต้องบันทึกไว้
ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณสุภาพิมพ์เขาเขียนถึง (สันนิษฐานได้นิดหน่อย)
L'amour est bleu
เป็นเพลงฝรั่งเศสที่ชาวรัสเซียรู้จักดีเพราะเป็นเพลงไตเติ้ลของพยากรณ์อากาศทางทีวี
(คุณสุภาพิมพ์เขียนเรื่องแฟชั่นได้ดีที่สุดในประเทศไทยเลยล่ะ เราว่านะ)
แปลเป็นอังกฤษได้ว่า Love is Blue
Blue, blue, my world is blue
Blue is my world now I'm without you
Gray, gray, my life is gray
Cold is my heart since you went away
Red, red my eyes are red
Crying for you alone in my bed
Green, green, my jealous heart
I doubted you and now we're apart
When we met, how the bright sun shone
Then love died, now the rainbow is gone
Black, black, the nights I've known
Longing for you so lost and alone
Blue, blue, my world is blue
Blue is my world now I'm without you
กินใจดีมะ เปรียบเทียบสวยงามสไตล์เพลงโบราณ(Paul Mauriat)
ฟังดูเศร้าๆมะ แต่เราไม่เศร้าไรนักนะ ชีวิตมันผ่านพ้นเรื่องเศร้าไปแล้ว
วันนี้เพื่อนบอกว่า คุณเคนกะคุณหน่อยเขานามสกุล วงศ์พัวพัน ฟังดูไม่ค่อยดีนะ ทำไมชีวิตเขาเจริญจังวะ มีเงินมีชื่อเสียงมากมาย ลูกเกิดมาก็มีดอกไม้แสดงความยินดีจากทางราชวงศ์ คนธรรมดาใครเขาได้กันล่ะ 4310กรัม เยอะมากเลยนะนั่น ไหนใครว่าหญิงสูงวัยท้องแล้วลูกไม่แข็งแรง
เห็นข่าววันเกิดทักษิณที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ก็พระราชทานดอกไม้ให้ ก็อ่านแล้วแปลกใจดี อิอิ
คือคุยกันเรื่องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลไงล่ะ เรื่องแบบนี้เม้าท์กันมันดี
แต่ภาพที่ครอบครัวอดีตนายกแกช้อปปิ้งนี่แปลกดีนะ ที่สือพิมพ์ทุกฉบับลงภาพเดียวกัน ภาพที่พานทองแท้ใส่เสื้อที่เขียนว่า The best is yet to come.
เพื่อนเม้าต่ออีกว่า ไมเคิ่ล เฟ้ว ผลาญแคลอรี่วันละ12000กิโลแคลอรี่ เยอะนะนั่น วันนี้กูกะมึงไปฟิตเน็สผลาญไปเท่าไหร่วะ 55
ตีสามกว่าๆแล้ว อ่านสือพิมพ์ต่อดีกว่า ไปแรด2วันแล้ว ไม่ได้อ่านเลย
มีผู้หญิงคนนึงที่คุยอยู่ วันก่อนเขาถามว่า ทำไรอยู่ เราบอกอ่านสือพิมอยู่ เขาบอกอ่านเสร็จโทรกลับมานะ ผ่านไปสองชั่วโมงเราโทกลับไป เขาก็งงๆ ทำไมนานจัง เราบอกปกติบางวันเราอ่านหนังสือทั้งวันเลยนะ เขายิ่งงงหนัก นี่เราเป็นคนบ้าอะไร เราบอกว่าเราไม่ได้บ้าอะไร เราชอบอ่านหนังสือ ก็ช่วงนี้เราว่าง วันๆเราไม่ทำอะไรก็อ่านหนังสือ ดูหนัง ดูโอลิมปิคกะพ่อ คุยกะยาย ไปเดินสวนกะแม่
หนังUBCดูวันละเรื่องแทบทุกวัน วันนี้ก็ดูเรื่อง Hollywoodland เรื่องก็หนุกดีนะ พวกคนรวยๆมีเมียน้อยๆ เมียน้อยๆมีผัวน้อยๆ ผัวไม่หึงผัวน้อยถ้าผัวน้อยทำให้เมียน้อยมีความสุขได้ แต่พอผัวน้อยทำให้เมียน้อยเสียใจ ผัวก็ชักไม่ปลื้ม เรื่องแบบนี้ก็คงสะท้อนความจริง พ่อเราบอกว่า มีเมียน้อยนักศึกษาน่าจะดี แต่อึ๊บมันไม่ไหว ก็ให้มันไปยุ่งกะแฟนก็พอ ส่วนพ่อเราแค่กอดๆก้อหอมกลิ่นสาวแล้ว ฮ่าๆๆ พ่อพูดมาตั้งแต่เราเข้ามหาลัยแล้วล่ะ เราว่ามันฟังดูตลกดี แต่พอตอนนี้แก่กว่าเด็กปี1สิบปี ก็หอมดีนะ 555555
ไปจริงๆล่ะ
วันจันทร์แห่งชาติ(วันหยุดแห่งชาติ อีกแล้ว)
วันนี้ไปฟิตเหน็ส
ก็ชื่อฉันเอง
ใครจะทำไมกันล่ะ
ทศ
โทเซ่
หรือ
ทดโตะ
ก็ชื่อฉันเอง
ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้ล่ะ ใครจะมาเปลี่ยนได้
วันก่อนนั่งดู CH-V ก็เห็นเพลงของ จียูหนิด อัลบั้มใหม่ชื่อนี้ T.O.S stands for terminate on sight อ่านแล้วจ๊าบใจโดนไงไม่ทราบ
สิ้นสุดการมองเห็นงั้นหรือ หรือ แปลว่าอะไรดีให้มันสลวยกว่านี้ แต่ชอบคำว่า Out of sight out of mind ที่ตอนเรียนAccessตอนก่อนเอ็น อาจารย์ชัชชัยแกบอกว่า แปลว่า รักแท้แพ้ระยะทาง
อยู่ดีดีเมื่อวานก็คุยกะเพื่อนถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เจอเขาหนสุดท้ายเมื่อซักสองปีสองเดือนมาแล้ว วันนั้นเขากลับมาจากเรียนที่อังกฤษไม่กี่วัน(จำได้เลยว่าเขาไปวันที่6กันยาปี2005) เราไปกินข้าวกัน เขาคงเบื่อๆ เลิกกะแฟนมาไม่กี่วัน เรามองไม่เห็นอะไรในตัวเขาเลย ไม่พิสวาทใดๆ ไม่รุ้สึกอันใดแม้แต่น้อย อ้อ เจออีกหนมั้งไปหาเขาที่บ้าน กลับมาจากญี่ปุ่นเมื่อต้นปี เอาลิบสติกไปฝาก ของแบบนี้มันก็แปลกดีที่เวลาผ่านไป กลับมองหน้าแล้วไม่รู้สึกอันใดต่อกัน
แต่แปลกนะ ดูเขาจะคิดตลอดเวลาว่าเราจะรักเขาตลอดไป บ้าบอสิ้นดี แก่จะตายห่าแล้วนะ
เมื่อวานไปกินร้านอร่อยแน่นอนมา ตรงหัวมุมๆ ซอยที่จะเลี้ยวไป0วัฒนธรรม ไม่ได้ไปหลายปี ปัจจุบันใหญ่โตขึ้นมากๆ แต่ราคาถูกเหมียนเดิม รสชาติดีมากๆ ไปกันหกคน ชายฝามหญิงฝาม ก็เพลินๆชิวๆไปอีกแบบ
ช่วงนี้รู้สึกแปลกๆ เหมือนพอเปิดใจอะไรบางอย่างก็มีคนเดินเข้ามาเพียบเลย แต่ก็งั้นๆแหละ ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจแม้แต่น้อย
ที่ขำๆก็คือ
เมื่อวานสี่โมงเย็นรู้จักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาไม่เป๊ก แต่เจาะจมูกก็เลยชอบใจ คุยกันไปคุยกันมาเอิ๊กๆอ๊ากๆ เขาพูดหลายหนให้ไปส่ง ขณะที่ผู้ชายอีกคนมารอรับ เราก็งงๆ ไรมันวะ แต่ไม่ได้สนใจอะไร (แค่พยามหาในไฮ5แต่ไม่เจอ(ฮา)) เราถามว่าเป็นอะไรหรอ แล้วจะหลบทำไม น้องเขาบอกว่า ก็คุยแล้วไม่ใช่ เราถามว่าต้องคุยกันนานไหม เขาบอกก็ต้องเป็นเดือนซิเพ่(จริงๆน่าจะเรียกเราว่าน้ามากกว่า อายุเรามากกว่าเขาร่วม10ปี) มันก็เกิดคำถามในหัวก้องนานมากๆว่า แล้วต้องอย่างไรถึงจะใช่กันวะ เหมือนเมื่อวานจะมีประโยคพูดกะเขาว่าเราเองเชื่อในรักแรกพบ เราก็ไม่รุ้หรอกว่า มันจะเป็นอะไรไปได้อย่างไร
อ้อ อันนี้สำคัญกว่า เมื่อวานเห็นเด็กผู้หญิงคนนึงหน้าตาเฉยๆ ไม่สวยไม่ขี้เหร่ แต่ว่าขายของเก่งมากๆๆๆๆๆๆ(เก่งกว่าไอ้นนท์(ซึ่งแปลว่าเก่งกว่าเรา)แน่ๆ) นึกในใจ โหย แบบนี้ซิ สวยขึ้นมาเลย คล้ายๆกะหน้าตาB+แต่เรียนแพทย์ศิริราชเราจะว่าสวยA+ขึ้นมาทันที แซวกันมันไปเลย เราหันไปถามอะไรก็ไม่รู้ มีก้างแว่นๆตะโกนว่า "เขามีแฟนแล้ว แฟนหล่อเป็นนายแบบด้วย"
เราเกาหัวนิดนึง นึกงงๆ กูถามด้วยหรอ "ว่ามีแฟนยัง ?"
คิดว่าผู้ชายแบบเราสนใจผู้หญิงง่ายนักหรือไง เรายากนะ ยากมากด้วย ผู้หญิงจีบเราไม่ติดหรอก แต่เทียบกะชะยุดน้องรัก วันก่อนพูดกะมันว่า มึงอะทำตัวยากๆหน่อย ไม่ใช่สาวไหนมาจีบก็ติดหมดแบบนี้ ห่า มันไม่ดีหรอกนะ ทำตัวใจง่ายไปน่ะ สุดท้ายตรวนแห่งความรักก็จะพันธนาการมึงไว้ แล้วปัญหาสารพัดก็จะถาโถมเข้ามา
กลับมาที่เรื่อง TOS, terminate on sight ต่อ
เราแม่งสันดานเสียมากๆ คือ ไม่ค่อยคี๊บคอนแถ็คแบบไปเจอใครต่อใคร
(กรุ๊ฟ บาร์ เอกมัย เปิดแล้วนะ)(พื้นที่โฆษณา)(ไม่มีไรมากหรอก ช่วยเพื่อนทำมาหากิน พอดีเรารู้จักกะเจ้าของร้าน เมื่อต้นปีฉลองวันเกิดด้วยกัน2คน เป่าเค้กพร้อมกัน)(/พื้นที่โฆษณา)
ไอ้เรื่อง คี๊บคอนแถ็ค คือ หมายถึงไปเจอกัน กินข้าว กินเหล้า สังสรรค์กันเหมือนเคยรักกันหรือเคยคุ้นเคยกัน ไอ้แบบโทรหาอาจมีบางอารมณ์มากกว่า ซึ่งเกิดมาก็ไม่ค่อยทำนัก มีแฟนเก่าที่คบกันมา7ปีเพียงคนเดียวที่เรายังติดต่อกันบ้าง(แต่ก็ไม่เจอมาจะสองปีแล้ว) โทรหาก็นับครั้งได้ มันก็แปลกดีนะ ผู้ชายที่ดูจะเฟรนด์ลี่ๆแบบนี้
เดือนหน้ามีวันเกิดผู้หญิงสามคนในชีวิตที่รัก มี3กย(โดเรม่อน)มี6กยแฟน7ปีนี่ล่ะ และ12กย เพื่อนผู้หญิงที่รักที่สุดในชีวิต และอีกหลายๆคน แต่แปลกคือ ผู้หญิงที่เรารู้สึกรัก ก็มาเกิดติดๆกันหมด เดือนอื่นก็งั้นๆ
ที่พูดเรื่องวันเกิดขึ้นมาก็เพราะ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วันเกิดเพื่อนชายสุดที่รัก ชื่อต้อม เขาไปทำบุญกันที่วัดต้อมบวชแต่เราไม่อยากไป ไกลนะ ระยองฮิแน่ะ
ัhttp://toastose.blogspot.com/2008/01/19.html
^
^
^
ถ้าเรารู้ว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายที่ได้คุยกะต้อมในแบบที่ต้อมเป็นเพื่อนเรา เป็นฆราวาสปกติ เราจะนอนคุยกะต้อมทั้งคืนเลย แต่ก่อนเรานอนคุยกันถึงเช้าก็บ่อยๆ เราเลยไม่แปลกใจว่า ทำไมต้อมถึงดูโกรธเรามากๆ ถ้าต้อมบอกเราซักคำว่า มันจะไปบวชและจะไม่สึกแบบนี้ เราคงทำดีกะมันที่สุด(แต่เวลาและวารีไม่เคยไหลย้อนกลับ)
ต้อมไปบวชอยู่วัดป่ามาหนหนึ่งแล้ว20เดือน และบวชคราวนี้ คงยากที่จะสึก ต้อมเป็นเพื่อนที่เข้าใจเราที่สุด ที่สุดจริงๆ เวลาเราทุกข์อะไรหนักๆในชีวิต เราปรึกษาต้อมได้เสมอ
เพื่อนสนิทไปบวชไม่สึก สำหรับเรายิ่งกว่าเพื่อนไปอยุ่เมืองนอกนานๆอีกด้วยซ้ำ แต่ญาติเขาอนุโมทนากัน แต่สำหรับเรายิ่งกว่าเพื่อนตายไปด้วยซ้ำ
(เราบวชมา1พรรษานะ ฉะนั้นอย่าพูดเรื่องบุญ เราพูดถึงเรื่องอารมณ์ของการสูญเสียล้วนๆ)
ต้อมคงรู้ตัวว่าช่วงนั้นคือ ช่วงสุดท้าย ในชีวิตฆราวาสที่จะได้คุยกะเรา ถึงได้โมโหเรามากๆแต่ไม่บอกเราซักคำนี่นา คงคิดว่ายังไงก็ได้คุยกันอีก แต่พอต้อมไปบวช เรากลับมาก็ไปเจอ1หน แต่ก็ไม่ค่อยพอใจนัก คุยได้ไม่เต็มที่ อยากเล่าเรื่องราวมากมายในชีวิต และแน่นอน เราใช้ชีวิตไม่ค่อยดี ต้อมก็ว่าเราเสมอ เราก็รู้ตัว แต่เราไม่ยอมปรับปรุงตัวซะที นั่นก็เป็นเหตุหนึ่งที่ไม่อยากคุยนัก แต่เรื่องที่แย่คือ การมีรักก็มีทุกข์นี่ซิ ต้อมคงไม่อยากให้เรามีความรักกระมัง ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์(จริง) ที่ใดไร้รักที่นั่นไม่มีสุข(สำหรับปุถุชนเช่นเรา อันนี้จริงกว่า)
เรามองไม่เห็นต้อมคนเดิมแล้ว
ที่เราไม่ไปวัดหาต้อม เพราะเรามานึกได้ตอนก่อนนอนวันศุกร์น่ะซิ แล้วก็นึกได้ว่าทำไมเพื่อนไม่โทรมาชวนล่ะ แล้วก็ปิดโทสับนอนไป ช่วงนั้นปิดโทสับนอนบ่อยๆ ใครโทรมาก็เลยไม่รู้เรื่อง
พอเพื่อนกลับมาจากระยอง(ฮิ)ก็ถามว่าทำไมติดต่อไม่ได้ เราก็บอกไปตามตรงว่า เราเบื่อผู้หญิง ชอบโทรมาเวลาเราจะนอน และ เราก็นอนตื่นสายเป็นปกติ อาทิตย์ก่อนมีโทรมาหลายคน
(วันนึงต้องมานั่งฟังผู้หญิงสามสี่คนพูดไรอยู่ได้....กูเบื่อชิบหาย)
ไอ้เรื่องแบบนี้ไม่มีความสุขหรอก จะมีแฟนจริงๆก็มีคนเดียวพอ อย่าไปคุยเจ๊าะแจ๊ะไรมาก น่าเบื่อ ถ้าเขาคิดแบบเพื่อนก็ยินดีคุยด้วย เสียเวลาเปล่าๆ แต่เราไม่ค่อยโทรหาใครแล้ว แต่ใครโทรมา ถ้าไม่ใช่เวลานอน หรือ ทำไรอยู่เราก็คุยได้นะ แต่ให้คุยเป็นเพื่อนเฉยๆพอนะ ไม่อยากปวดหัวอะไร
เมื่อวานอ่านหนังสือเห็นคำที่ไอนสไตน์ พูด ก็อยากจะ quote
" Why does everybody like me, yet nobody understand me. "
"ทำไมทุกๆคนชื่นชอบผม แต่ไม่มีใครเข้าใจผมเลย"
อ่านจบประโยคแล้ว แทบจะกรี๊ดดังๆ ใช่ น่าเบื่อ แต่เฮ้ย เราไม่ได้ฉลาดแบบไอนสไตน์แน่ๆ แต่เราก็มีคนชอบนะ มีบ้าง แต่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจเราหรอก หายากมากๆ เราเพี้ยนกว่าคนปกติมากๆอะ เรารู้ตัว แล้วใครจะเข้าใจกูวะ
แฟนที่ไปตกลงเป็นแฟนเขาเมื่อสิ้นเดือนที่แล้วก็เลิกยุ่งไปแล้ว ไม่เสียดายด้วย
ขี้เกียจยุ่งกะคนเยอะ
เบื่อ
นึกๆไปปีนี้เจอคนนึง เขาเข้าใจเรามากๆเลย เราก็เข้าใจเขามากๆด้วย(แต่เราไม่พูดไรหรอก ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเธอจะหาคนเข้าใจเธอกว่าฉันนั้นหายากน่า) แต่ที่แย่ก็คือ ... ไม่พูดดีกว่า
วันนี้ตอนวิ่งลู่อยู่ เห็นเพลงน้องหวายเขาร้องว่า ถามไม่ตรงคำตอบ ดูแล้วอมยิ้มกะเพื่อน โธ่ ก็แค่ตกลงเป็นแฟนไปก็จบ จะมามัวถามทำไม กินข้าวยัง ตื่นยัง อาบน้ำยัง ขี้ยัง ตดยัง ทำไม
วันนี้เราคุยเม้ากันกะเพื่อนที่ไปฟิตเน็สถึงเพือ่นสนิทที่สุดในชีวิตอีกคนด้วยกันว่า
"สงสารแม่ง แม่งคิดหรอว่า แฟนแม่งจะเปลี่ยนมาทำตัวเป็นคนดีได้ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แม่งก็เลยปิดหูปิดตาไม่ค่อยคุยกะกูไง กูรักแม่งยิ่งกว่าผัวแม่งอีก ยังเสือกหูหนวกตาบอดฟังผัวอยู่ได้"
เพื่อนบอกว่า "จริง รักกันก็อย่าฝืน ถ้าฝืนก็ไม่ต้องคบ แต่เพื่อนเราแม่งหน้าตาขี้เหร่ไปหน่อย หาแฟนยากไปหน่อยว่ะ ก็ต้องทนๆกันไป"
เรากะเพื่อนเราคนนี้ชีวิตแทบไม่ฝืนไรเลย เรื่องผู้หญิง ปล่อยไหลตลอด มาก็มา ไม่มาก็ไม่มา ช่างแม่งๆ ชีวิตสบายใจสุดๆ เวลาเห็นคนบ่นเรื่องไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วเรานึกสงสารเสมอ
กฏข้อที่1 สำหรับความรักเลยก็คือ เราก็ต้องเป็นตัวของตัวเองได้ (ซึ่งแปลว่า คนที่เรารักก็ต้องได้เป็นตัวของตัวเองด้วยเช่นกัน)
แต่ก็ข้อนี้ล่ะ ถึงได้หาคนรักยากชิบหาย ใครจะเข้าใจกูวะ ตัวกูเองยังเพี้ยนๆเลย ยังโชคดีหน่อย ที่พระจันทร์เต็มดวงรอบนี้เราไม่เพี้ยนนัก
เรื่องพระจันทร์เต็มดวง จะมีมนุษย์หมาป่าตนหนึ่ง เขาก็เหมือนชายธรรมดานี่ล่ะ มีหญิงที่ตนรัก แต่โดยธรรมชาติที่บังคับให้เป็นแบบนั้น ทุกๆคืนพระจันทร์เต็มดวง เขาจะกลายร่างไปและเสียสติสัมปชัญญะ ทำร้ายคนที่เขารักทุกครั้ง ผลจากเหตุการณ์ที่เขาจำไม่ได้นั้น ทำให้เวลาเขารักใคร เขาจะเก็บไว้เงียบๆและหายไปในวันที่เขาจะทำร้ายเธอ และแน่นอนในที่สุดชีวิตเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย
(จากภาพยนตร์ He said she said)
มีวันหนึ่งที่น่าจดจำ วันนั้นนอนดูAFอยู่ เผลอหลับไป ตื่นมางัวเงียๆ มือควาญเจอโทสับรีบกฏหาหญิงที่รัก โทรไปหงุดหงิดๆ งอแงๆใส่ เขาถามว่า "พี่เป็นไรเนี่ย พระจันทร์เต็มดวงอีกหรือไง?" เราก็ว่าบ้าหรอ กูตื่นก็ได้วะ ตกดึกออกไปหน้าบ้าน เอ้า พระจันทร์เต็มดวงอีกแล้วเรา ฮ่าๆๆ อีชะนีนี่รู้จักกูดีจังฮู้
แต่ที่เล่า เรื่องมนุษย์หมาป่า มันฟังดูดีไป ในหนังมันก็แค่ผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่งแค่นั้นเอง(เควินเบค่อนเล่นเป็นพระเอก ชารอน สะโตนเป็นนางรอง)
อ้อ เจอเพลงนึง ตะกี๊อ่านแล้วชอบใจมากๆ ต้องบันทึกไว้
ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณสุภาพิมพ์เขาเขียนถึง (สันนิษฐานได้นิดหน่อย)
L'amour est bleu
เป็นเพลงฝรั่งเศสที่ชาวรัสเซียรู้จักดีเพราะเป็นเพลงไตเติ้ลของพยากรณ์อากาศทางทีวี
(คุณสุภาพิมพ์เขียนเรื่องแฟชั่นได้ดีที่สุดในประเทศไทยเลยล่ะ เราว่านะ)
แปลเป็นอังกฤษได้ว่า Love is Blue
Blue, blue, my world is blue
Blue is my world now I'm without you
Gray, gray, my life is gray
Cold is my heart since you went away
Red, red my eyes are red
Crying for you alone in my bed
Green, green, my jealous heart
I doubted you and now we're apart
When we met, how the bright sun shone
Then love died, now the rainbow is gone
Black, black, the nights I've known
Longing for you so lost and alone
Blue, blue, my world is blue
Blue is my world now I'm without you
กินใจดีมะ เปรียบเทียบสวยงามสไตล์เพลงโบราณ(Paul Mauriat)
ฟังดูเศร้าๆมะ แต่เราไม่เศร้าไรนักนะ ชีวิตมันผ่านพ้นเรื่องเศร้าไปแล้ว
วันนี้เพื่อนบอกว่า คุณเคนกะคุณหน่อยเขานามสกุล วงศ์พัวพัน ฟังดูไม่ค่อยดีนะ ทำไมชีวิตเขาเจริญจังวะ มีเงินมีชื่อเสียงมากมาย ลูกเกิดมาก็มีดอกไม้แสดงความยินดีจากทางราชวงศ์ คนธรรมดาใครเขาได้กันล่ะ 4310กรัม เยอะมากเลยนะนั่น ไหนใครว่าหญิงสูงวัยท้องแล้วลูกไม่แข็งแรง
เห็นข่าววันเกิดทักษิณที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ก็พระราชทานดอกไม้ให้ ก็อ่านแล้วแปลกใจดี อิอิ
คือคุยกันเรื่องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลไงล่ะ เรื่องแบบนี้เม้าท์กันมันดี
แต่ภาพที่ครอบครัวอดีตนายกแกช้อปปิ้งนี่แปลกดีนะ ที่สือพิมพ์ทุกฉบับลงภาพเดียวกัน ภาพที่พานทองแท้ใส่เสื้อที่เขียนว่า The best is yet to come.
เพื่อนเม้าต่ออีกว่า ไมเคิ่ล เฟ้ว ผลาญแคลอรี่วันละ12000กิโลแคลอรี่ เยอะนะนั่น วันนี้กูกะมึงไปฟิตเน็สผลาญไปเท่าไหร่วะ 55
ตีสามกว่าๆแล้ว อ่านสือพิมพ์ต่อดีกว่า ไปแรด2วันแล้ว ไม่ได้อ่านเลย
มีผู้หญิงคนนึงที่คุยอยู่ วันก่อนเขาถามว่า ทำไรอยู่ เราบอกอ่านสือพิมอยู่ เขาบอกอ่านเสร็จโทรกลับมานะ ผ่านไปสองชั่วโมงเราโทกลับไป เขาก็งงๆ ทำไมนานจัง เราบอกปกติบางวันเราอ่านหนังสือทั้งวันเลยนะ เขายิ่งงงหนัก นี่เราเป็นคนบ้าอะไร เราบอกว่าเราไม่ได้บ้าอะไร เราชอบอ่านหนังสือ ก็ช่วงนี้เราว่าง วันๆเราไม่ทำอะไรก็อ่านหนังสือ ดูหนัง ดูโอลิมปิคกะพ่อ คุยกะยาย ไปเดินสวนกะแม่
หนังUBCดูวันละเรื่องแทบทุกวัน วันนี้ก็ดูเรื่อง Hollywoodland เรื่องก็หนุกดีนะ พวกคนรวยๆมีเมียน้อยๆ เมียน้อยๆมีผัวน้อยๆ ผัวไม่หึงผัวน้อยถ้าผัวน้อยทำให้เมียน้อยมีความสุขได้ แต่พอผัวน้อยทำให้เมียน้อยเสียใจ ผัวก็ชักไม่ปลื้ม เรื่องแบบนี้ก็คงสะท้อนความจริง พ่อเราบอกว่า มีเมียน้อยนักศึกษาน่าจะดี แต่อึ๊บมันไม่ไหว ก็ให้มันไปยุ่งกะแฟนก็พอ ส่วนพ่อเราแค่กอดๆก้อหอมกลิ่นสาวแล้ว ฮ่าๆๆ พ่อพูดมาตั้งแต่เราเข้ามหาลัยแล้วล่ะ เราว่ามันฟังดูตลกดี แต่พอตอนนี้แก่กว่าเด็กปี1สิบปี ก็หอมดีนะ 555555
ไปจริงๆล่ะ
Posted by
T 0 5 E
Saturday, August 16, 2008
Gemetic Perfection
เสาร์ที่ 16 เวลาเกือบๆสามทุ่ม
จากภาพยนตร์เรื่อง GATTACA สนุกมากๆ นั่งดูอยู่นานในเฮ้ดบีโอ Jude Law สุดหล่อ อีธาน ฮ้อกสุดเท่ห์ และ อูม่า เธอร์แมน สุดเซ็กซี่ เราชอบจู๊ดลอมานาน เราว่าดูมีเสน่ห์ดี หนังโรงล่าสุดที่ดูจู๊ดลอก็ my blueberry nights หนังดีสุดตีน ตอนจบแทบไม่อยากลุกออกจากโรง
เคยเขียนถึงแล้วหนหนึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อปี2005
ตอนนั้นกะตอนนี้บล๊อกเหมือนคนละคนเขียน ว่ามะ
กำลังจะกลับสภาพบล๊อกให้ค่อยๆกลับไปนะ ไม่ใช่ว่าเราเปลี่ยนไปหรอกนะ แต่เราเขียนบล๊อกแบบไหนก็ได้ จะกลับบล๊อกเป็นซ้อเจ็ดก็ไม่ได้ยากเย็นไรหรอก
หนังดีในรูปแบบที่เราชอบ เหมือนดิไอแล่นด์ และ เดอะ ซิกส์ เดย์
ความสมบูรณ์แบบทางพันธุกรรมอันเกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรม หาใช่ชาติกำเนิด เป็นเรือ่งที่เราเกิดความสงสัยใคร่รู้มานาน
2เดือนที่แล้วขับรถผ่านไปแถวๆคณะวิศวะ ม นเรศวร เห็นการก่อสร้างตึกใหม่ ในสาขา วิศวกรรมศาสตร์พันธุกรรม นึกสงสัยมากๆว่า แล้วจะทำงานอะไรกัน(ในเมืองไทย) ต้องไปอยู่สิงคโปร์กันไหมนี่ แน่นอนว่า เทร็นด์ใหม่ของโลกที่ทุกคนทราบคือ ด้านนี้ล่ะ
อีกหน่อยเราคงได้พบมนุษย์แบบในหนังนี้ ความสมบูรณ์แบบของชีวิตถูกบ่งชี้โดยพันธุกรรม(ที่ทุกคนทราบ) จากแต่ก่อนที่ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นความลับ
เรียนมาตั้งแต่มอสี่ว่า โรคทางพันธุกรรมมีหลายโรค ทั้ง ธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย ดาวซินโดรม เช่นนี้เป็นต้น น้องเราเป็นธาลัสซีเมีย โรคพวกนี้ก็มีข้อดีข้อเสีย ส่วนตัวเราเองโชคดีหน่อยที่เป็นเพียงพาหะของโรคนี้
เด็กที่เป็นธาลัสซีเมียจะมีลักษณะหน้าตาที่คล้ายกันมากๆ ตอนเด็กๆน้องไปโรงบาลบ่อยๆ ก็พบเห็นเด็กหน้าตาเหมือนๆกันเยอะ ม้ามโต(เอวใหญ่) หน้าผากโหนก ตัวเหลือง จมูกบี้ เช่นนี้เป็นต้น ต้องกินยาเยอะเพื่อให้ระบบเลือดทำงานได้ปกติ
เมื่อปีที่แล้วนักร้อง ทีฟอร์3 ตายด้วยฮีโมฟีเลียที่เป็นมาแต่กำเนิด
โดยส่วนใหญ่พวกโรคทางพันธุกรรมเหล่านี้ อายุไม่ยืนกันหรอก เพราะเลือดไม่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะมีข้อเสียไปซะหมด ข้อดีก็มี เช่น สมองดีกว่าคนปกติ อันนี้ไม่ได้พูดเอง แต่เป็นข้อเท็จจริง ธรรมชาติสร้างมนุษย์มาสมดุลพอสมควร
แต่ก็นั่นแหละ มิใช่เพียงพันธุกรรมเท่านั้นที่กำหนดให้มนุษย์ฉลาดและหลุดพ้นจากบางอย่างหรือไม่
สิ่งแวดล้อมก็ล้วนมีส่วน พ่อแม่ขยันอัดความรู้ให้ลูก บางครั้งก็ทำให้ลูกมีองค์ความรู้หลายด้าน แบบที่เขาต้องให้ลูกสาวไปเรียนเปียโน บัลเล่ต์ ร้องเพลง กันแต่เด็ก แต่ก้อนั่นแหละ พันธุกรรมสำคัญกว่า เพราะต่อให้มีความสามารถร้องเต้นเล่นละครแค่ไหน แต่หน้าตาและรุปร่างไม่ได้มีสัดส่วนใบหน้าที่เหมาะสม โชคชะตาก็ไม่มีวันอำนวย นั่นแหละ การกำหนดทางพันธุกรรม จึงเป็นส่วนกำหนดความสำเร็จในชีวิต(ใช่หรือไม่?่)
แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้มันเปลี่ยนแปลงกันได้ ดังเช่นที่ทุกวันนี้ทุกคนแก้ไขความบกพร่องทางพันธุกรรมขั้นพื้นฐานได้ เช่น ไปทำเลสิคแก้สายตาสั้น
ในเรื่องจะมีพูดถึงเรื่องนี้ ว่า หากสายตาไม่ดี ไม่มีโอกาสเป็นนักบินอวกาศได้(จริงหรือ?)
อีกหน่อยเมือ่การดัดแปลงตกแต่งพันธุกรรมเดินไปถึงระดับหนึ่ง คนเราย่อมโกงความตายได้ (เคยดูหนังระดับคลาสสิคเรื่อง Death becomes her กันไหม สมัยนั้น บรู๊ซ วิลลิส ยังไม่เล่นดายฮ้าดเลย)
ชีวิตที่เป็นอมตะและสมบูรณ์แบบ เป็นเรื่องที่มีคนสนใจตลอดมา นั่นรวมถึงการเกิดบนภพที่ไร้กาลเวลา ไร้ทุกข์ ไร้สุข ด้วยเช่นกัน
...........
เฮ้ย บันทึกก่อนนิดนึง
(เลี้ยงกุ้งขาวให้ประสบความสำเร็จเริ่มที่การพัฒนาพันธุ์ มติชนสุด ฉบับ1459 หน้า 57)
เล่มเดียวกันหน้า 89
ปัญหาโลกปัจจุบันว่า "ทุน" และ " สังคม" ได้แยกตัวออกจากกัน ฝ่ายทุนนิยม เข้าใจว่าตนมีหน้าที่ทำกำไรเพียงอย่างเดียว (ปล่อยสังคมไปตามยถากรรม) ฝ่ายสังคมนิยม มุ่งสร้างโลกอันอุดมที่ยุติธรรมเสมอภาค(โดย ไม่ยอมรับความสำคัญของบทบาททุน)
เล่มเดียวกันหน้า20
ต้องเปลี่ยนชาวบ้านในวิถีชีวิตชนเผ่าให้กลายเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรเชิงพานิชย์ หรือ กลายเป็นชนชั้นกลางซึ่งหากินกับวิชาชีพ
..............
กลับเข้าเรื่อง GATTACA
การจัดเรียงรหัสพันธุกรรม ให้เป็นคำนี้ได้อย่างไร
การพัฒนาพันธุ์เป็นการกำหนดที่พ้นบ่วงกรรมได้หรืออย่างไร คนเรามีกรรมเป็นกำหนด มีกรรมเป็นกำเนิด แล้วชาติพันธุ์ความเจริญถูกกำหนดด้วยการพัฒนาพันธุ์อย่างไร หลังจากที่นางเอกมีความสัมพันธ์ที่ล้ำลึกทั้งทางใจและทางกายกับพระเอกแล้ว ทำให้เธอเชื่อมั่นทางความรู้สึกอันทำให้หลุดพ้นจากความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการกำหนดรูปแบบขนบธรรมเนียมของมนุษย์ในยุคนั้นๆหรือไม่
ความเข้าใจของยุคสมัย หรือ ความร่วมสมัยบางอย่างอาจถูกเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามวิวัฒนาการของมนุษย์
เคยสงสัยกันไหม ว่าไม่ว่าชนชั้นทางสังคมอย่างไร มนุษย์มักมีคู่ครองในระดับหน้าตาไม่ต่างกัน
เพราะความเข้าใจในกันและกันบางอย่าง มันถ่ายทอดอารมณ์ได้เข้าใจกันมากกว่า เพื่อนเองก็เช่นกัน คนที่มีหน้าตาหรือหุ่นคล้ายกันมักคบกัน นี่ไม่รวมถึงสถานภาพหรือชนชั้นทางเศรษฐกิจนะครับ
สัดส่วนของจมูกมีผลต่อการหายใจ และปริมาณความต้องการความสดชื่น
ต่อมรับรสที่มีความต้องการที่คล้ายกัน ทำให้ คนกินเนื้อ+รักการกินเนื้อมาคบกัน
อวัยวะสั่งจิตใจให้มีรูปแบบวิถีชีวิตแบบไหนๆ และอวัยวะเหล่านั้นก็เกิดมาจากรหัสพันธุกรรม
ช่วงนี้ทุกคนล้วนตื่นเต้น กับการคัดสรรทางพันธุกรรม ระดับโลกที่นำอัจฉริยบุคคลด้านร่างกายมาเเข่งขันกีฬาโอลิมปิคกัน
สัดส่วนร่างกายที่เหมาะสมทำให้เขาเหล่านั้นมีความอดทนมากกว่าคนปกติหรือไม่
การว่ายน้ำนั่นหมายถึงการได้ยินเสียงน้ำด้วย
การได้ยินเสียงน้ำในคลื่นความถี่ที่เหมาะสม
ช่วยทำให้เกิดความสงบภายในจิต
เหมือนดั่งเช่นคราวที่มนุษย์อาศัยอยู่ในท้องมารดาและมีน้ำคร่ำห่อหุ้มเพื่อกำหนดการได้ยิน
ตะกี๊ดูพ่อจะตื่นเต้นกะสถิติโลกวิ่ง100เมตรใหม่มากๆ 9.68 วินาทีต่อร้อยเมตร เดินมาหามาโม้ใหญ่เลย
ตอนเด็กๆ เบนจอนสั้น ก็ทำลายสถิติ แต่ก็พบการโด๊บยา
ว่าแล้วไป นั่งคุยกะเจ้าของรหัสพันธุกรรมเราดีกว่า เรื่องที่เขียนวันนี้เค้นสมองไม่ค่อยออก ช่วงนี้ไม่สบายน้ำมูกไหลมาหลายวันแล้ว พรุ่งนี้บ่ายๆคงไปอบซาวน่าที่ดิเอสพลาหนาดซะหน่อย จะได้หายป่วยเสียที
แต่เหมือนลืมเขียนอะไรซักอย่างเลย ช่างมันเถอะ วันไหนคิดออกค่อยเขียนละกัน
จากภาพยนตร์เรื่อง GATTACA สนุกมากๆ นั่งดูอยู่นานในเฮ้ดบีโอ Jude Law สุดหล่อ อีธาน ฮ้อกสุดเท่ห์ และ อูม่า เธอร์แมน สุดเซ็กซี่ เราชอบจู๊ดลอมานาน เราว่าดูมีเสน่ห์ดี หนังโรงล่าสุดที่ดูจู๊ดลอก็ my blueberry nights หนังดีสุดตีน ตอนจบแทบไม่อยากลุกออกจากโรง
เคยเขียนถึงแล้วหนหนึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อปี2005
ตอนนั้นกะตอนนี้บล๊อกเหมือนคนละคนเขียน ว่ามะ
กำลังจะกลับสภาพบล๊อกให้ค่อยๆกลับไปนะ ไม่ใช่ว่าเราเปลี่ยนไปหรอกนะ แต่เราเขียนบล๊อกแบบไหนก็ได้ จะกลับบล๊อกเป็นซ้อเจ็ดก็ไม่ได้ยากเย็นไรหรอก
หนังดีในรูปแบบที่เราชอบ เหมือนดิไอแล่นด์ และ เดอะ ซิกส์ เดย์
ความสมบูรณ์แบบทางพันธุกรรมอันเกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรม หาใช่ชาติกำเนิด เป็นเรือ่งที่เราเกิดความสงสัยใคร่รู้มานาน
2เดือนที่แล้วขับรถผ่านไปแถวๆคณะวิศวะ ม นเรศวร เห็นการก่อสร้างตึกใหม่ ในสาขา วิศวกรรมศาสตร์พันธุกรรม นึกสงสัยมากๆว่า แล้วจะทำงานอะไรกัน(ในเมืองไทย) ต้องไปอยู่สิงคโปร์กันไหมนี่ แน่นอนว่า เทร็นด์ใหม่ของโลกที่ทุกคนทราบคือ ด้านนี้ล่ะ
อีกหน่อยเราคงได้พบมนุษย์แบบในหนังนี้ ความสมบูรณ์แบบของชีวิตถูกบ่งชี้โดยพันธุกรรม(ที่ทุกคนทราบ) จากแต่ก่อนที่ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นความลับ
เรียนมาตั้งแต่มอสี่ว่า โรคทางพันธุกรรมมีหลายโรค ทั้ง ธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย ดาวซินโดรม เช่นนี้เป็นต้น น้องเราเป็นธาลัสซีเมีย โรคพวกนี้ก็มีข้อดีข้อเสีย ส่วนตัวเราเองโชคดีหน่อยที่เป็นเพียงพาหะของโรคนี้
เด็กที่เป็นธาลัสซีเมียจะมีลักษณะหน้าตาที่คล้ายกันมากๆ ตอนเด็กๆน้องไปโรงบาลบ่อยๆ ก็พบเห็นเด็กหน้าตาเหมือนๆกันเยอะ ม้ามโต(เอวใหญ่) หน้าผากโหนก ตัวเหลือง จมูกบี้ เช่นนี้เป็นต้น ต้องกินยาเยอะเพื่อให้ระบบเลือดทำงานได้ปกติ
เมื่อปีที่แล้วนักร้อง ทีฟอร์3 ตายด้วยฮีโมฟีเลียที่เป็นมาแต่กำเนิด
โดยส่วนใหญ่พวกโรคทางพันธุกรรมเหล่านี้ อายุไม่ยืนกันหรอก เพราะเลือดไม่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะมีข้อเสียไปซะหมด ข้อดีก็มี เช่น สมองดีกว่าคนปกติ อันนี้ไม่ได้พูดเอง แต่เป็นข้อเท็จจริง ธรรมชาติสร้างมนุษย์มาสมดุลพอสมควร
แต่ก็นั่นแหละ มิใช่เพียงพันธุกรรมเท่านั้นที่กำหนดให้มนุษย์ฉลาดและหลุดพ้นจากบางอย่างหรือไม่
สิ่งแวดล้อมก็ล้วนมีส่วน พ่อแม่ขยันอัดความรู้ให้ลูก บางครั้งก็ทำให้ลูกมีองค์ความรู้หลายด้าน แบบที่เขาต้องให้ลูกสาวไปเรียนเปียโน บัลเล่ต์ ร้องเพลง กันแต่เด็ก แต่ก้อนั่นแหละ พันธุกรรมสำคัญกว่า เพราะต่อให้มีความสามารถร้องเต้นเล่นละครแค่ไหน แต่หน้าตาและรุปร่างไม่ได้มีสัดส่วนใบหน้าที่เหมาะสม โชคชะตาก็ไม่มีวันอำนวย นั่นแหละ การกำหนดทางพันธุกรรม จึงเป็นส่วนกำหนดความสำเร็จในชีวิต(ใช่หรือไม่?่)
แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้มันเปลี่ยนแปลงกันได้ ดังเช่นที่ทุกวันนี้ทุกคนแก้ไขความบกพร่องทางพันธุกรรมขั้นพื้นฐานได้ เช่น ไปทำเลสิคแก้สายตาสั้น
ในเรื่องจะมีพูดถึงเรื่องนี้ ว่า หากสายตาไม่ดี ไม่มีโอกาสเป็นนักบินอวกาศได้(จริงหรือ?)
อีกหน่อยเมือ่การดัดแปลงตกแต่งพันธุกรรมเดินไปถึงระดับหนึ่ง คนเราย่อมโกงความตายได้ (เคยดูหนังระดับคลาสสิคเรื่อง Death becomes her กันไหม สมัยนั้น บรู๊ซ วิลลิส ยังไม่เล่นดายฮ้าดเลย)
ชีวิตที่เป็นอมตะและสมบูรณ์แบบ เป็นเรื่องที่มีคนสนใจตลอดมา นั่นรวมถึงการเกิดบนภพที่ไร้กาลเวลา ไร้ทุกข์ ไร้สุข ด้วยเช่นกัน
...........
เฮ้ย บันทึกก่อนนิดนึง
(เลี้ยงกุ้งขาวให้ประสบความสำเร็จเริ่มที่การพัฒนาพันธุ์ มติชนสุด ฉบับ1459 หน้า 57)
เล่มเดียวกันหน้า 89
ปัญหาโลกปัจจุบันว่า "ทุน" และ " สังคม" ได้แยกตัวออกจากกัน ฝ่ายทุนนิยม เข้าใจว่าตนมีหน้าที่ทำกำไรเพียงอย่างเดียว (ปล่อยสังคมไปตามยถากรรม) ฝ่ายสังคมนิยม มุ่งสร้างโลกอันอุดมที่ยุติธรรมเสมอภาค(โดย ไม่ยอมรับความสำคัญของบทบาททุน)
เล่มเดียวกันหน้า20
ต้องเปลี่ยนชาวบ้านในวิถีชีวิตชนเผ่าให้กลายเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรเชิงพานิชย์ หรือ กลายเป็นชนชั้นกลางซึ่งหากินกับวิชาชีพ
..............
กลับเข้าเรื่อง GATTACA
การจัดเรียงรหัสพันธุกรรม ให้เป็นคำนี้ได้อย่างไร
การพัฒนาพันธุ์เป็นการกำหนดที่พ้นบ่วงกรรมได้หรืออย่างไร คนเรามีกรรมเป็นกำหนด มีกรรมเป็นกำเนิด แล้วชาติพันธุ์ความเจริญถูกกำหนดด้วยการพัฒนาพันธุ์อย่างไร หลังจากที่นางเอกมีความสัมพันธ์ที่ล้ำลึกทั้งทางใจและทางกายกับพระเอกแล้ว ทำให้เธอเชื่อมั่นทางความรู้สึกอันทำให้หลุดพ้นจากความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการกำหนดรูปแบบขนบธรรมเนียมของมนุษย์ในยุคนั้นๆหรือไม่
ความเข้าใจของยุคสมัย หรือ ความร่วมสมัยบางอย่างอาจถูกเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามวิวัฒนาการของมนุษย์
เคยสงสัยกันไหม ว่าไม่ว่าชนชั้นทางสังคมอย่างไร มนุษย์มักมีคู่ครองในระดับหน้าตาไม่ต่างกัน
เพราะความเข้าใจในกันและกันบางอย่าง มันถ่ายทอดอารมณ์ได้เข้าใจกันมากกว่า เพื่อนเองก็เช่นกัน คนที่มีหน้าตาหรือหุ่นคล้ายกันมักคบกัน นี่ไม่รวมถึงสถานภาพหรือชนชั้นทางเศรษฐกิจนะครับ
สัดส่วนของจมูกมีผลต่อการหายใจ และปริมาณความต้องการความสดชื่น
ต่อมรับรสที่มีความต้องการที่คล้ายกัน ทำให้ คนกินเนื้อ+รักการกินเนื้อมาคบกัน
อวัยวะสั่งจิตใจให้มีรูปแบบวิถีชีวิตแบบไหนๆ และอวัยวะเหล่านั้นก็เกิดมาจากรหัสพันธุกรรม
ช่วงนี้ทุกคนล้วนตื่นเต้น กับการคัดสรรทางพันธุกรรม ระดับโลกที่นำอัจฉริยบุคคลด้านร่างกายมาเเข่งขันกีฬาโอลิมปิคกัน
สัดส่วนร่างกายที่เหมาะสมทำให้เขาเหล่านั้นมีความอดทนมากกว่าคนปกติหรือไม่
การว่ายน้ำนั่นหมายถึงการได้ยินเสียงน้ำด้วย
การได้ยินเสียงน้ำในคลื่นความถี่ที่เหมาะสม
ช่วยทำให้เกิดความสงบภายในจิต
เหมือนดั่งเช่นคราวที่มนุษย์อาศัยอยู่ในท้องมารดาและมีน้ำคร่ำห่อหุ้มเพื่อกำหนดการได้ยิน
ตะกี๊ดูพ่อจะตื่นเต้นกะสถิติโลกวิ่ง100เมตรใหม่มากๆ 9.68 วินาทีต่อร้อยเมตร เดินมาหามาโม้ใหญ่เลย
ตอนเด็กๆ เบนจอนสั้น ก็ทำลายสถิติ แต่ก็พบการโด๊บยา
ว่าแล้วไป นั่งคุยกะเจ้าของรหัสพันธุกรรมเราดีกว่า เรื่องที่เขียนวันนี้เค้นสมองไม่ค่อยออก ช่วงนี้ไม่สบายน้ำมูกไหลมาหลายวันแล้ว พรุ่งนี้บ่ายๆคงไปอบซาวน่าที่ดิเอสพลาหนาดซะหน่อย จะได้หายป่วยเสียที
แต่เหมือนลืมเขียนอะไรซักอย่างเลย ช่างมันเถอะ วันไหนคิดออกค่อยเขียนละกัน
Posted by
T 0 5 E
อ่านแล้วชอบใจ
อ่านแล้วชอบใจ เจอในเน็ท ไม่รู้จักผู้หญิงในเรื่องนี้ แต่ไปสบแม่รวมนอนบ้านเดียวกันกะซี อ่านแล้วได้อารมณ์มากๆ เขียนแบบใช้จิตโดยแท้จริงงงง้ ถ้าเรามาโพสในนี้ซีจะโกรธไหมนะ แต่อ่านแล้วแบบชอบจริงๆ กลัวว่าวันนึงซีจะลบไป จะหาอ่านไม่ได้(ลางสังหรณ์) ขอเก็บไว้ในบล๊อกหน่อย ชีวิตนี้ต้องอยากอ่านซ้ำแน่นอน
...................
ส่วนเรื่องชาวจีน เจอในบล๊อกคุณปุ้ม
เกิดคำถามในสมองและหัวใจว่าถ้าผู้ชายคนนึงแบบในMVว่า
ถ้าภรรยาตาย สามีเดินเอานำดอกไม้ไปให้ที่หลุมฝังศพทุกวันจะเป็นอย่างไร
ถ้าปู่ชิวเล่นดนตรีให้ภรรยาที่ตายไปแล้วฟังทุกวันจะเป็นอย่างไร
และเกิดคำถามซ้ำซ้อนจากผู้ชายคนนึงว่า
ถ้าผู้ชายคนนึงเขียนจดหมายรักหาผู้หญิงที่รักทุกวันจนเขาตายไปจะเป็นอย่างไร (ฮา)
...................
คืนนี้มีคนเรื่มงี่เง่า โทรมาสั่งเราว่า โทรกลับหาเขาด้วย ก่อนนอนโทรหาด้วย ตื่นโทรหาด้วย หลังจากที่เมื่อวานเขาโทรมาถามว่าไม่โทรหาเขากี่วันแล้ว เบื่อความงี่เง่า
ทำไมเขาไม่อารมณ์ดีตลก ฉลาด ฉอเลาะ น่ารัก แบบวันที่เจอกันหนแรกนะ ถ้าเป็นแบบนั้นทุกวันได้ เรารักตายเลย
ผ่านมาอ่านก็รุ้ตัวซินะว่าใคร ให้โอกาสปรับปรุงตัวนะ
...................
...................
...................
...................
3.เพื่อเธอ...(All words with you...) : Mar 28, 2008
ระหว่างนั้น ซีก็ได้แต่อยู่เฉยๆ อยู่กับตัวเอง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ซีงง งงกับความรัก งงกับดวงใจตัวเอง เหนื่อย เพราะมีหลายๆเรื่องเข้ามา เข้ามาทำให้ชีวิตของซีสับสน กับเรื่องราวความรัก แต่วันนี้ ซีมั่นใจ มั่นใจกับดวงใจของตัวเอง ดวงใจของการเป็นกำลังใจให้เธอคนนี้ได้รู้สึกดี จะเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นซีได้สนิทกับเพื่อน ที่มีหน้าตาคล้ายๆ ปลามมี่ ซีกับเพื่อนคนนี้ ได้เกี่ยวก้อยสัญญากัน สัญญากันไว้ว่า "ซีกับเพื่อนคนนี้ เราจะช่วยกันเรียนไปกันจนจบนะ" มันเป็นวันรับน้องปี่หนึ่ง ตอนพวกเราอยู่ปีสอง มันเป็นตอนที่พวกเราทุกคนกำลังทำบายศรี รุ่นน้อง หลังจากนนั้นเราก็สนิทกันมากขึ้น หลายๆคน คิดว่าซีจีบเพื่อนคนนี้ เพื่อนคนนี้ได้เคยถามซีตอนกำลังนั่งทานก๋วยเตี๋ยวหน้าหอtwinว่า "ซี สนใจเรื่องนี้ หรือแคร์เรื่องนี้หรือเปล่า แคร์กับการอยู่กับกลุ่มผู้หญิง" ซีตอบว่า "ไม่แคร์" แต่พอนานเข้า ซีเป็นคนผิดสัญญาเอง ซีขอโทษนะ ซีไม่คิด แต่เพื่อนๆคนอื่นเค้าคิดนิน่า หลังจากนั้น มันก็เริ่มมีข่าวนู่นข่างนี้ หาว่าซีเป็นเกย์หรือเปล่า เพราะซีเป็นคนที่เข้ากับเพื่อนที่มีจิตใจอ่อนโยนได้ดีเป็นพิเศษ มันทำให้ซี แอบผิดใจกับรุ่นพี่ที่กำลังจีบ เพื่อนคนนี้อยู่ ซีรู้สึก ไม่ดีเอามากๆ ช่วงนั้นมันทำให้ซีเข็ด งง ว่าความรักคืออะไร มันอยากทำให้ซี อยากอยู่ตัวคนเดียว มันทำให้ซีเดินออกจากกลุ่ม กลุ่มที่ซีคิดว่าว่าเป็นกลุ่มที่รักกันดีมาก กลุ่มหนึ่งเลยที่เดียว แต่กลุ่มนี้ใช้เงินเยอะกว่าที่ซีได้ ซีไม่ไว้ ก็เลยต้องไปอยู่กับกลุ่มที่พอจะอยู่ได้ มันทำให้ซีเปลี่ยนไป ดังที่เพื่อนคนนี้ พูดว่า "ซีเปลี่ยนไป" ก็ซีเปลี่ยนไปจริงๆ เพราะซีคิดว่า ซีทำแบบนี้ ด้วยการเดินออกมา การออกมาอยู่กับตัวเอง เพื่อเธอคนนั้น เพื่อเพื่อนคนนี้ และเพื่อนาย มันจะทำให้ทุกๆอย่างดีขึ้น มันคงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกๆคนสบายใจ ทำทุกๆอย่างเพื่อเธอ เพื่อเธอคนนั้น เธอคนที่ทำให้ซีมีความสุขใจ หัวใจเบิกบาน หัวใจมีรอยยิ้ม ยามใดเมื่อได้พบเจอ ทุกครั้งที่ได้เห็นหน้า ที่ได้ยินเสียง ที่ได้เห็นกิจกรรมที่เธอทำ ระหว่างนั้นซีต้องคอยบังคับดวงใจซีเอง ได้แต่บอกกับดวงใจของซีเอง ว่าเราสองคนนั้น แต่ต่างกันเกินไป ราวฟ้ากับดิน คงที่จะไม่มีทางเป็นไปได้ ขอแค่ได้อยู่ในมุมที่เธอนั้นไม่สนใจ ถึงแม้มันจะทรมานบางในบางครั้ง ซีก็มีความสุข เท่านี้ซีก็พอใจแล้ว แม้ทั้งหมดนั้นจะเป็นช่วงเวลาอันสั้นๆ ของชีวิตซี แต่ความทรงจำทั้งหมดนั้น จะแสนมีค่าดังฟ้า กว้างใหญ่ไพศาล หาสิ่งใดมาเปรียบมิได้ แค่ซีมีเธอมานั่งอยู่กลางดวงใจของซี มันก็มาก เกินพอแล้ว ซีคิดว่ารักแท้ของซี ก็คือเธอ "เธอคนนี้" มักมีคำพูดโบราณว่าไว้ ว่า "รักแท้มักแพ้ความใกล้ชิด" มันจะแพ้ได้อย่างไร ก็ในเมื่อรักแท้ เป็นสิ่งที่มีค่าอยู่ในดวงใจ สิ่งที่มีค่านี้เลยใกล้กว่าตัวตน ใกล้กว่าการได้เธอมาครอบครอง ถึงแม้ว่าซีจะเดินไปทางไหน ทานข้าว ดูหนัง หรือว่า เดินไปซื้อของ แม้ซีจะเดินอยู่ตามลำพัง แต่ซีก็จะมีเธอคนนี้เป็นเพื่อนของดวงใจ เดินตามดวงใจซี ซีมักวาดภาพว่ามีเธอเดิน หรือ นั่ง อยู่ข้างๆซี เสมอ ซีมองออกไปรอบกาย หลายๆคนเค้าก็ไปไหนมาไหนคนเดียวยังได้เลย มันก็ดีนะ การที่เรามีเพื่อนเป็นความเหงา ได้ใช้ความคิด คิดไปเรื่อยๆ เมื่อสองปีที่แล้ว เป็นวันคล้ายวันเกิดของซี ซีได้รับของขวัญแสนพิเศษจากเธอคนนี้ เป็นของขวัญชิ้นที่ไม่มีอะไรจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ นั้นก็คือ คำว่า "ซี... แฮปปี้เบริด์เดย์" เสียงอันสดใสจากโทรศัพท์ แค่นี้ซีก็มีความสุขมากแล้ว ซีจำเสียงนั้นได้แม่น ดังนั้น ถ้าชีวิตหน้าของซีมีจริง และซีเกิดมาได้พบกับเธอคนนี้ก่อน เธอคนนี้จะรับรักซีได้ไหมน่า และทั้งหมดนี้มันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ตราบนิรันดร์ ...zebra:)
..........................
2.ถึงเธอคนนั้น.. (All words to you..) share email
3:34 PM
ถึงเธอคนนั้น... เธอคนที่ ซีอยากพบได้ อยากได้ยินเสียง และพูดคุยในทุกๆ วัน แต่ในวันนี้ซีคงไม่มีโอกาสได้พบเหตุการ์ณ เหล่านั้นอีก แต่ซีเอง จะใช้ดวงใจดวงนี้ ดวงใจของซี วาดภาพเหล่าขึ้นมาใหม่ จากตรงนี้ จากความทรงจำของซี วาดเธอผู้ยิ้มแย้ม ร่าเริง มองโลกในแง่ดีเสมอ เธอผู้ใช้รอยยิ้มอันแสนสดใสสู้กับทุกๆอย่าง คนที่ซีได้แค่เพียงคิดถึงเสมอๆ คนที่ซีคิดว่า เป็นผู้หญิงดีที่สุดในชีวิตของซี รองจากแม่ซี ดีเกินไปสำหรับซี นับตั้งแต่ซีลืมตาดูโลกใบนี้ ยามใดที่ซีท้อแท้สิ้นหวัง ซีก็ยังคงมีเค้าอยู่ เป็นแรงใจ ให้ซีเดินสู้ต่อ ถึงแม้นเราจะไม่ได้ใกล้กัน แต่ดวงใจของซี จะวาดภาพเธอคนนี้อยู่ร่ำไป น่าเสียดายจริง เมื่อก่อนนั้น ซีไม่มีโอกาส ถ่ายรูปกับเธอคนนี้ ตอนที่เธอได้เต้นเชียร์ลีดเลอร์ ซีไม่มีโอกาสได้เห็น ภาพเหล่านั้น ไม่มีรูปถ่ายคู่กันในชุดนักศึกษา หรือว่าชุดนักเรียน สมัยนั้นซีมั่วแต่ทำอะไรอยู่น่า ไม่ใช่พอเรียนเสร็จก็เอาแต่กลับห้อง กับเธอคนนี้ ซีจำไม่ได้ว่าซีเริ่มคุยกับเธอ ครั้งแรกเมื่อไร หรือพูดคุยครั้งแรกคำว่าอะไร ทำไมน่า ซีนึกเท่าไร ซีก็นึกไม่ออก เพราะมันอาจจะเยอะเกินไป น่าเสียดายจัง แต่ก็เท่าที่ซีจำได้ ซีเคยพบเธอคนนั้น สมัยเรียนมัธยมปลาย เดินที่สยาม ก็แน่นอนสิ เป็นที่รวมตัวของเด็กไทยนิน่า ก็ไม่น่าเชื่อว่าเราสองคน จะมามีโอกาสได้มารู้จักเธอ เธอคนนี้ที่ มหาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน แถมยังเป็นภาคเดียวกันซะอีก สมัยปีสอง ซีได้เข้าห้องเปิดใจ พวกรุ่นพี่ๆ ได้ให้เปิดใจถามว่าแต่ละคนใน ห้องแอบชอบใครกันบาง ซีก็ตอบไปว่า "เธอ" แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคไม่ดีกันแน่ ที่เธอคนนั้นไม่ได้ไป เพราะซีเป็นคนขี้อาย อายมากับคนที่เราแอบปลื้ม ซีกลับมาคิดว่า ไม่น่าเลยถ้าวันนั้น ซีไม่ทำแบบนั้น มันก็อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ ในวันนี้ มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนหญิงสองคนที่สนิทในภาค แอบหยอกล้อซีเล่น อยู่ข้างหลังเธอคนนั้น ซียังจำภาพนั้นได้ดี มันทำให้ซีรู้สึกเขิน แล้วทำตัวไม่ถูก เพราะกลัว กลัวที่จะเสียเธอคนนี้ ที่ทำให้ซีมีความสุขไป ซีจึงคิดว่า ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ มันไม่ดีแน่นอน จนมาวันหนึ่ง พอดีซีมีโอกาส ได้นั่งเรียนข้างๆ เธอคนนั้น เป็นวิชาอะไรก็ไม่รู้ นั่งข้างหลังห้องเรียนชั้นสองของคณะ ซีจำเลขห้องไม่ได้ ซีก็คิดว่ามีโอกาสแล้วน่าจะพูด ความรู้สึกส่วนลึกข้างในของซี ซีจึงหันหน้าไปที่เธอคนนั้น พร้อมพูดว่า "เธอ" "ซีมีเรื่องจะคุยด้วย" "ซีชอบเธอนะ" "แต่เราเป็นเพื่อนกันนะ" ซีรู้สึกว่ามันทำให้เธอคนนั้นมีความรู้สึกประหลาด ซีก็เลยถามว่า "แล้วเธอรู้สึกยังไง" เธอคนนั้นก็เลยตอบกลับมาว่า "ก็ต้องรู้สึกดีสิ มิน่าวันนั้น เพื่อนๆ ถึงแอบแซว" ซีก็คิดว่าความใกล้ชิดสนิทสนมของเราคงต้องหมดแค่นั้น แต่ไม่เลยเธอคนนั้นกลับทำตัวเหมือนเดิม ทำกับซี ดีขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม ใกล้ชิดกว่าเดิม ซะอีก คอบแบ่งขนมที่แสนอร่อยให้ซีทาน โดยเฉพาะช็อกโกเลต เธอคนนี้จะชอบเป็นพิเศษ เป็นคนคอยพกปากกา zig clean color ให้ซีและเพื่อนๆยืม อ้ออืม เธอคนนี้เป็นคนไม่ชอบทานอะไรที่มีรสมินท์ เป็นคนคอยเอาเสื้อกันหนาวห่มให้ซีในห้องเรียน ตอนที่ซีไม่สบาย ซีรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจัง มันอบอุ่นดีจัง อยากห่มเสื้อตัวนี้ไปจนหมดชั่วโมงเรียน อยากให้ชั่วโมงเรียนไม่มีวันหมดจัง คอยเป็นคนดูแลซียามซีเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะซีแพ้ใจเธอ :p คอยเป็นคนติวหนังสือวิชา Econ ให้ซี มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ไปงานวันเกิดของเธอคนนั้นกับ เพื่อนสนิทอีกสองคน สมัยตอนเรียนอยู่ปีสอง ซีไม่สบาย เป็นหวัดแถมเจอควันบุหรี่ มันทำให้ซีหายใจไม่ค่อยออก ซีได้เห็นภาพของเธอคนนั้น เธอผู้ใจดี เป็นห่วงซี เดินมาถามซีว่า "เป็นอะไรมากไหม" บอกให้เพื่อนซีมาดูแลซี แค่นี้มันก็เกือบทำให้ซีหายแล้ว เชื่อไหม ซีจำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงวันวาเลนไทน์ ซีจึงซื้อดอกไม้ให้ เพื่อนสามสาวของซี แต่ไม่น่าเลยมันไปทำร้าย ดวงใจดวงอื่นเข้า ดวงใจของนาย มันทำนาย "หึง" ซีขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ ซีให้แบบเพื่อนให้เพื่อน มันทำให้ซีรู้สึกผิดมาก นี้เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ซีก็ไม่รู้ว่าถูกคืออะไร แต่มันต้องทำให้ทุกๆคนสบายใจสิ ถึงแม้เราจะไม่สบายใจก็ตาม... zebra :)
..................
1.รักนิรันดร์. (All words for you.) share email
2:50 PM
หลายๆท่าน น่าที่เคยจะรู้สึกถึงคำว่า"รอ" การรอคอยใครสักคนหนึ่ง คนที่จะมาอยู่เคียงคู่กับเรา เป็นคนคอยเดินร่วมทาง คอยแบ่งปันความทุกข์หรือว่าความสุข พูดคุยยามที่เราเหนื่อยใจ ไม่ว่าเราจะไม่มีฐานะทางสังคมสักแค่ไหน หรือว่า มีฐานะมากมายสักแค่ไหน คนที่ดูเราที่จิตใจของเรา นิสัยใจคอของเรา สิ่งที่เราเป็น คบเรา ที่ตัวเรา มิใช่ข้าวของที่เราใช้เราใส่ มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนของซี ได้พูดว่า"ซียังรอเธออยู่" โดยที่ซีอาจจะไม่รู้ตัว มันก็น่าจะจริงนะ เพราะ เธอคนนั้น มีคนดูแลแล้ว เศร้าแฮ่ ถึงแม้ ในทุกๆวัน ที่ผ่านไปตลอดสามปีถึงสี่ปี ในรั่วมหาลัย ซีดีใจทุกครั้ง ที่เห็นเธอคนนั้นมีความสุข ร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส มองโลกในแง่ดีเสมอ เธอคนนั้นเป็นผู้ที่สอนให้ซีรู้จักถึงการยิ้ม พร้อมพูดว่า "ซี...ยิ้ม" เป็นคนบอกให้ซีเปลี่ยนตัวเอง "ซี.. ซีต้องเปลี่ยนตัวเอง ผู้หญิงเค้าชอบผู้ชายเท่ห์ๆ" เป็นคนสอนซีคำว่า "รักแท้" คืออะไร และอะไรอีกหลายๆอย่าง ซียังคงจำภาพ เสียงและเหตุการ์ณเหล่านั้นได้ดี ถึงแม้อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ซีก็จะพยายามเก็บมันไว้ ให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่ซีจะเก็บไว้ได้ มันจะอยู่ในนี้ อยู่ในดวงใจของซี และเมื่อใดก็ตามที่ เวลาที่ซี ท้อแท้ หรือมีปัญหา ก็มักจะมีเธอคนนี้ คอยให้แรงใจกับซีเสมอ ไม่ใช่เฉพาะกับซีคนเดียวเท่านั้น ทุกๆคน ที่เป็นเพื่อน เธอคนนี้ เธอจะเป็นผู้ให้กำลังใจเพื่อนๆ อยู่เสมอๆ ถึงแม้ซีไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง ว่าเธอคนนี้ จะมีเรื่องเศร้าใจหรือว่าเรื่องท้อแท้ใจเลยสักครั้ง ถ้ามีวันนั้นจริงๆ ซีอยากที่จะไปอยู่ตรงนั้นบ้าง ค่อยปรับทุกข์ปรับความเข้าใจ ถ้าเป็นไปได้ ขอโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิตของซี ได้เป็นแรงใจ ให้เธอคนนั้นสักครั้ง มันคงจะทำให้ชีวิตของซี มีความหมายมากขึ้นน่าดู ไม่ว่าจะนานสักเท่าไร นานสักแค่ไหน ความคิดถึง เธอคนนี้ของซี ก็ไม่เคยเปลี่ยน และมันก็ยังคงเป็นแบบนี้เสมอไป ตราบนานเท่านาน ตราบเท่าที่หัวใจของซีจะมี ถึงแม้นการรอคอยหรือการคิดถึงใครสักคนมันน่าเศร้าใจมาก ในบางครั้ง ในบางวัน แต่ซีก็มีความสุข ความสุขที่ได้รอ ความสุขในการคิดถึง เพราะความรักของซี ไม่จำเป็นเสมอไป ที่จะต้องมีเธอเดินเคียงข้างกัน ขอแค่ให้ได้รู้ว่าเธอคนนี้มีความสุข ซีก็พลอยมีความสุขไปด้วย ในบางครั้งก็อยากขอให้ความรู้สึกที่ซีมีต่อเธอคนนี้ อยากขอให้เธอได้รับรู้ มันก็แล้วแต่ฟ้าจะบันดาล บันดาลความรู้สึกของซีส่งไปยังเธอ เธอคนนี้ ความรู้สึกนี้คงไม่มีวันหมด คงไม่มีวันดับ และก็คงไม่มีวันสลาย เพราะกว่าที่ซีจะรู้ว่าซีรักใคร รู้ว่าความรักคืออะไร รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หรือสิ่งที่ซีอยากทำอยากเป็น มันก็อาจจะสายเกินไปซะแล้ว ก็คงต้องรอแบบนี้ต่อไปมัง รอจนกว่าฟ้าจะมีเวลา รอจนกว่าฟ้าจะบันดาล อะไรสักอย่าง ลงมา ไม่ว่าจะอีกนานเป็นสิบหรือว่าเป็นร้อยปี ความรู้สึกดีดี ที่มีต่อเธอคนนั้น ก็คงไม่มีวันจาง เค้าจะมารักซีได้ยังไง รักกับคนที่ไม่มีอะไรเลย เป็นคนที่มีความรู้น้อยๆ เป็นคนที่แสนธรรมดา ไม่สวยหรู เรียบง่าย เป็นคนตัวใหญ่ๆ เดินไปเรียนหนังสือ หรือว่านั่งรถประจำทางไปโรงเรียน หรือ มหาลัย ในทุกๆวัน และก็ทานอาหารธรรมดาๆ สิ่งที่ซีให้ได้เธอคนนี้ได้ คงมีเพียงแค่ความรัก ความเข้าใจที่จะแสนธรรมดา คือการทำให้เธอผู้นั้นสบายใจ เพราะบางสิ่งในใจของซีอาจจะทำให้ดวงใจดวงนี้บอบชำ การที่ไม่ทำร้ายดวงใจดวงนี้ ดวงใจที่ทำให้ซีมีชีวิตอยู่ต่อไปในทุกๆวัน พร้อมเดินสู้ต่อ มีความรู้สึกของคำว่า "ความรักที่ไม่สุขสมหวัง" ซีเลยต้องกลายเป็นคนที่เงียบๆ ดังที่เธอคนนั้นว่าไว้ ซีอยากกลับไปเห็นหน้า พูดคุยกับเธอคนนั้นทุกๆ วันเหมือนสมัยเรียนมหาลัย ในวันนั้น ซีน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ ยังมีหลายสิ่งที่ซีอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำจนถึงทุกวันนี้ ซีอยากย้อนเวลาได้จัง ทำไมน่า ทำไม ซีต้องมารู้จักเค้า ที่หลัง ดังที่เธอคนนั้นได้พูดไว้ว่า "สวรรค์ลิขิตให้เรามาเจอกัน แต่ไม่ได้ลิขิตให้เรามาคู่กัน" มันก็น่าจะจริงอยู่ แต่ก็ไม่แน่นะอีกสี่สิบปี หรือว่าห้าสิบปี ยามแก่เถ่า หรือว่าชีวิตหน้า ซีอาจจะได้เป็นคู่กับเธอคนนี้ก็ได้ เธอคนนี้ ที่ซีรัก รักจนหมดหัวใจ รักทั้งหมด ของที่ซีมี ... zebra :)
..........................
Do you know WHAT LOVE IS ?
..................
: Jul 15, 2008
....................
เรื่องราวความรักอันเหลือเชื่อปรากฏขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ และได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก
เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งกับหญิงที่มีอายุมากกว่าผู้ซึ่งหลีกหนีความมีชีวิต และรักกันอย่างสงบสุขกว่าครึ่งศตวรรษ
ชายอายุ 70 ปี ผู้ซึ่งสลักหินเป็นบันไดด้วยมือ มากกว่า 6,000 ขั้น ปีนภูเขาไปหาคู่รักอายุ 80 ปี ซึ่งจากเขาไปแล้ว เพื่อไปยังถ้ำซึ่งเป็นรังรักของพวกเขามากว่า 50 ปี
เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว หลิว โกวเจียง ชายหนุ่มวัย 19 ตกหลุมรักแม่หม้ายลูกติดนาม ซู เฉากวิน
ผองเพื่อนและญาติๆ กล่าวขวัญถือความสัมพันธ์ อันเนื่องจากความต่างของวัย กับความจริงที่ว่า ซู มีลูกแล้ว ในขณะนั้น เป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและรับไม่ได้ ที่ชายหนุ่มจะรักกับผู้หญิงที่แก่กว่า เพื่อหลีกหนีพวกปากตลาดและการดูถูกของสังคม ทั้งคู่ตัดสินใจพากันหนีและอาศัยอยู่ในถ้ำที่ เจียงจิน เมืองชนบททางตอนใต้ของเขตปกครองตนเอง ชงควิน
ช่วงเริ่มต้น ชีวิตไม่มีอะไร ไม่มีไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอาหาร ทั้งคู่กินหญ้าและพืชหัวที่พบแถวๆ ภูเขา และหลิวก็ได้ประดิษฐ์ตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้แสงสว่าง รวมทั้งนำทางชีวิต
ในปีที่สองของชีวิตบนภูเขา หลิวเริ่มแกะสลักบันได และทำอย่างนั้นต่อเนื่องมากว่า 50 ปี เพื่อที่จะให้คู่ชีวิตของเขาลงจากภูเขาได้โดยง่าย
ครึ่งศตวรรษต่อมา – ปี 2001 นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งได้ค้นพบป่าและต้องประหลาดใจที่พบคู่รักวัยชรา และบันไดที่สลักด้วยมือกว่า 6,000 ขั้น หลิว หมิงเส็ง หนึ่งในลูกทั้งเจ็ดกล่าวว่า “ พ่อ-แม่ของเรารักกันมาก พวกเขาอาศัยอยู่อย่างสันโดษมากว่า 50 ปี และไม่เคยทิ้งกันแม้แต่วันเดียว บันไดที่สลักด้วยมือกว่า 6,000 ขั้นที่มานะทำขึ้นหลายปี เพื่อความสบายของแม่ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ลงจากภูเขาบ่อยเช่นนั้น ”
คู่รักอาศัยอยู่อย่างสงบมากว่า 50 ปี กระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว หลิว ชายวัย 72 ในวันนี้ กลับจากงานประจำวันท ไร่จากนั้นก็ทรุดกายลง ซู นั่งและสวดมนต์กับสามี จากนั้น หลิวก็จากไปภายในอ้อมกอดของภรรยา ดังที่เห็นความรักของหลิวที่มีต่อซู ไม่มีใครสามารถแกะมือของเขาออกจากมือภรรยาได้ แม้กระทั่งหลังเขาตาย
คุณสัญญาว่าจะดูแลฉัน คุณจะอยู่กับฉันเสมอจนถึงวันที่ฉันตาย แต่ตอนนี้คุณจากฉันไปก่อน ฉันจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีคุณ
ในปี 2006 เรื่องราวของพวกเขา กลายมาเป็นเรื่องรักติดอันดับทอปเท็น ในประเทศจีน ซึ่งรวบรวมโดย Chinese Women Weekly รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจอนุรักษ์ บันไดแห่งความรักและรังรักของพวกเขาเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้เรื่องราวแห่งความรักนี้มีอยู่ตลอดไป
...................
ส่วนเรื่องชาวจีน เจอในบล๊อกคุณปุ้ม
เกิดคำถามในสมองและหัวใจว่าถ้าผู้ชายคนนึงแบบในMVว่า
ถ้าภรรยาตาย สามีเดินเอานำดอกไม้ไปให้ที่หลุมฝังศพทุกวันจะเป็นอย่างไร
ถ้าปู่ชิวเล่นดนตรีให้ภรรยาที่ตายไปแล้วฟังทุกวันจะเป็นอย่างไร
และเกิดคำถามซ้ำซ้อนจากผู้ชายคนนึงว่า
ถ้าผู้ชายคนนึงเขียนจดหมายรักหาผู้หญิงที่รักทุกวันจนเขาตายไปจะเป็นอย่างไร (ฮา)
...................
คืนนี้มีคนเรื่มงี่เง่า โทรมาสั่งเราว่า โทรกลับหาเขาด้วย ก่อนนอนโทรหาด้วย ตื่นโทรหาด้วย หลังจากที่เมื่อวานเขาโทรมาถามว่าไม่โทรหาเขากี่วันแล้ว เบื่อความงี่เง่า
ทำไมเขาไม่อารมณ์ดีตลก ฉลาด ฉอเลาะ น่ารัก แบบวันที่เจอกันหนแรกนะ ถ้าเป็นแบบนั้นทุกวันได้ เรารักตายเลย
ผ่านมาอ่านก็รุ้ตัวซินะว่าใคร ให้โอกาสปรับปรุงตัวนะ
...................
...................
...................
...................
3.เพื่อเธอ...(All words with you...) : Mar 28, 2008
ระหว่างนั้น ซีก็ได้แต่อยู่เฉยๆ อยู่กับตัวเอง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ซีงง งงกับความรัก งงกับดวงใจตัวเอง เหนื่อย เพราะมีหลายๆเรื่องเข้ามา เข้ามาทำให้ชีวิตของซีสับสน กับเรื่องราวความรัก แต่วันนี้ ซีมั่นใจ มั่นใจกับดวงใจของตัวเอง ดวงใจของการเป็นกำลังใจให้เธอคนนี้ได้รู้สึกดี จะเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นซีได้สนิทกับเพื่อน ที่มีหน้าตาคล้ายๆ ปลามมี่ ซีกับเพื่อนคนนี้ ได้เกี่ยวก้อยสัญญากัน สัญญากันไว้ว่า "ซีกับเพื่อนคนนี้ เราจะช่วยกันเรียนไปกันจนจบนะ" มันเป็นวันรับน้องปี่หนึ่ง ตอนพวกเราอยู่ปีสอง มันเป็นตอนที่พวกเราทุกคนกำลังทำบายศรี รุ่นน้อง หลังจากนนั้นเราก็สนิทกันมากขึ้น หลายๆคน คิดว่าซีจีบเพื่อนคนนี้ เพื่อนคนนี้ได้เคยถามซีตอนกำลังนั่งทานก๋วยเตี๋ยวหน้าหอtwinว่า "ซี สนใจเรื่องนี้ หรือแคร์เรื่องนี้หรือเปล่า แคร์กับการอยู่กับกลุ่มผู้หญิง" ซีตอบว่า "ไม่แคร์" แต่พอนานเข้า ซีเป็นคนผิดสัญญาเอง ซีขอโทษนะ ซีไม่คิด แต่เพื่อนๆคนอื่นเค้าคิดนิน่า หลังจากนั้น มันก็เริ่มมีข่าวนู่นข่างนี้ หาว่าซีเป็นเกย์หรือเปล่า เพราะซีเป็นคนที่เข้ากับเพื่อนที่มีจิตใจอ่อนโยนได้ดีเป็นพิเศษ มันทำให้ซี แอบผิดใจกับรุ่นพี่ที่กำลังจีบ เพื่อนคนนี้อยู่ ซีรู้สึก ไม่ดีเอามากๆ ช่วงนั้นมันทำให้ซีเข็ด งง ว่าความรักคืออะไร มันอยากทำให้ซี อยากอยู่ตัวคนเดียว มันทำให้ซีเดินออกจากกลุ่ม กลุ่มที่ซีคิดว่าว่าเป็นกลุ่มที่รักกันดีมาก กลุ่มหนึ่งเลยที่เดียว แต่กลุ่มนี้ใช้เงินเยอะกว่าที่ซีได้ ซีไม่ไว้ ก็เลยต้องไปอยู่กับกลุ่มที่พอจะอยู่ได้ มันทำให้ซีเปลี่ยนไป ดังที่เพื่อนคนนี้ พูดว่า "ซีเปลี่ยนไป" ก็ซีเปลี่ยนไปจริงๆ เพราะซีคิดว่า ซีทำแบบนี้ ด้วยการเดินออกมา การออกมาอยู่กับตัวเอง เพื่อเธอคนนั้น เพื่อเพื่อนคนนี้ และเพื่อนาย มันจะทำให้ทุกๆอย่างดีขึ้น มันคงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกๆคนสบายใจ ทำทุกๆอย่างเพื่อเธอ เพื่อเธอคนนั้น เธอคนที่ทำให้ซีมีความสุขใจ หัวใจเบิกบาน หัวใจมีรอยยิ้ม ยามใดเมื่อได้พบเจอ ทุกครั้งที่ได้เห็นหน้า ที่ได้ยินเสียง ที่ได้เห็นกิจกรรมที่เธอทำ ระหว่างนั้นซีต้องคอยบังคับดวงใจซีเอง ได้แต่บอกกับดวงใจของซีเอง ว่าเราสองคนนั้น แต่ต่างกันเกินไป ราวฟ้ากับดิน คงที่จะไม่มีทางเป็นไปได้ ขอแค่ได้อยู่ในมุมที่เธอนั้นไม่สนใจ ถึงแม้มันจะทรมานบางในบางครั้ง ซีก็มีความสุข เท่านี้ซีก็พอใจแล้ว แม้ทั้งหมดนั้นจะเป็นช่วงเวลาอันสั้นๆ ของชีวิตซี แต่ความทรงจำทั้งหมดนั้น จะแสนมีค่าดังฟ้า กว้างใหญ่ไพศาล หาสิ่งใดมาเปรียบมิได้ แค่ซีมีเธอมานั่งอยู่กลางดวงใจของซี มันก็มาก เกินพอแล้ว ซีคิดว่ารักแท้ของซี ก็คือเธอ "เธอคนนี้" มักมีคำพูดโบราณว่าไว้ ว่า "รักแท้มักแพ้ความใกล้ชิด" มันจะแพ้ได้อย่างไร ก็ในเมื่อรักแท้ เป็นสิ่งที่มีค่าอยู่ในดวงใจ สิ่งที่มีค่านี้เลยใกล้กว่าตัวตน ใกล้กว่าการได้เธอมาครอบครอง ถึงแม้ว่าซีจะเดินไปทางไหน ทานข้าว ดูหนัง หรือว่า เดินไปซื้อของ แม้ซีจะเดินอยู่ตามลำพัง แต่ซีก็จะมีเธอคนนี้เป็นเพื่อนของดวงใจ เดินตามดวงใจซี ซีมักวาดภาพว่ามีเธอเดิน หรือ นั่ง อยู่ข้างๆซี เสมอ ซีมองออกไปรอบกาย หลายๆคนเค้าก็ไปไหนมาไหนคนเดียวยังได้เลย มันก็ดีนะ การที่เรามีเพื่อนเป็นความเหงา ได้ใช้ความคิด คิดไปเรื่อยๆ เมื่อสองปีที่แล้ว เป็นวันคล้ายวันเกิดของซี ซีได้รับของขวัญแสนพิเศษจากเธอคนนี้ เป็นของขวัญชิ้นที่ไม่มีอะไรจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ นั้นก็คือ คำว่า "ซี... แฮปปี้เบริด์เดย์" เสียงอันสดใสจากโทรศัพท์ แค่นี้ซีก็มีความสุขมากแล้ว ซีจำเสียงนั้นได้แม่น ดังนั้น ถ้าชีวิตหน้าของซีมีจริง และซีเกิดมาได้พบกับเธอคนนี้ก่อน เธอคนนี้จะรับรักซีได้ไหมน่า และทั้งหมดนี้มันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ตราบนิรันดร์ ...zebra:)
..........................
2.ถึงเธอคนนั้น.. (All words to you..) share email
3:34 PM
ถึงเธอคนนั้น... เธอคนที่ ซีอยากพบได้ อยากได้ยินเสียง และพูดคุยในทุกๆ วัน แต่ในวันนี้ซีคงไม่มีโอกาสได้พบเหตุการ์ณ เหล่านั้นอีก แต่ซีเอง จะใช้ดวงใจดวงนี้ ดวงใจของซี วาดภาพเหล่าขึ้นมาใหม่ จากตรงนี้ จากความทรงจำของซี วาดเธอผู้ยิ้มแย้ม ร่าเริง มองโลกในแง่ดีเสมอ เธอผู้ใช้รอยยิ้มอันแสนสดใสสู้กับทุกๆอย่าง คนที่ซีได้แค่เพียงคิดถึงเสมอๆ คนที่ซีคิดว่า เป็นผู้หญิงดีที่สุดในชีวิตของซี รองจากแม่ซี ดีเกินไปสำหรับซี นับตั้งแต่ซีลืมตาดูโลกใบนี้ ยามใดที่ซีท้อแท้สิ้นหวัง ซีก็ยังคงมีเค้าอยู่ เป็นแรงใจ ให้ซีเดินสู้ต่อ ถึงแม้นเราจะไม่ได้ใกล้กัน แต่ดวงใจของซี จะวาดภาพเธอคนนี้อยู่ร่ำไป น่าเสียดายจริง เมื่อก่อนนั้น ซีไม่มีโอกาส ถ่ายรูปกับเธอคนนี้ ตอนที่เธอได้เต้นเชียร์ลีดเลอร์ ซีไม่มีโอกาสได้เห็น ภาพเหล่านั้น ไม่มีรูปถ่ายคู่กันในชุดนักศึกษา หรือว่าชุดนักเรียน สมัยนั้นซีมั่วแต่ทำอะไรอยู่น่า ไม่ใช่พอเรียนเสร็จก็เอาแต่กลับห้อง กับเธอคนนี้ ซีจำไม่ได้ว่าซีเริ่มคุยกับเธอ ครั้งแรกเมื่อไร หรือพูดคุยครั้งแรกคำว่าอะไร ทำไมน่า ซีนึกเท่าไร ซีก็นึกไม่ออก เพราะมันอาจจะเยอะเกินไป น่าเสียดายจัง แต่ก็เท่าที่ซีจำได้ ซีเคยพบเธอคนนั้น สมัยเรียนมัธยมปลาย เดินที่สยาม ก็แน่นอนสิ เป็นที่รวมตัวของเด็กไทยนิน่า ก็ไม่น่าเชื่อว่าเราสองคน จะมามีโอกาสได้มารู้จักเธอ เธอคนนี้ที่ มหาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน แถมยังเป็นภาคเดียวกันซะอีก สมัยปีสอง ซีได้เข้าห้องเปิดใจ พวกรุ่นพี่ๆ ได้ให้เปิดใจถามว่าแต่ละคนใน ห้องแอบชอบใครกันบาง ซีก็ตอบไปว่า "เธอ" แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคไม่ดีกันแน่ ที่เธอคนนั้นไม่ได้ไป เพราะซีเป็นคนขี้อาย อายมากับคนที่เราแอบปลื้ม ซีกลับมาคิดว่า ไม่น่าเลยถ้าวันนั้น ซีไม่ทำแบบนั้น มันก็อาจจะไม่เป็นอย่างนี้ ในวันนี้ มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนหญิงสองคนที่สนิทในภาค แอบหยอกล้อซีเล่น อยู่ข้างหลังเธอคนนั้น ซียังจำภาพนั้นได้ดี มันทำให้ซีรู้สึกเขิน แล้วทำตัวไม่ถูก เพราะกลัว กลัวที่จะเสียเธอคนนี้ ที่ทำให้ซีมีความสุขไป ซีจึงคิดว่า ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ มันไม่ดีแน่นอน จนมาวันหนึ่ง พอดีซีมีโอกาส ได้นั่งเรียนข้างๆ เธอคนนั้น เป็นวิชาอะไรก็ไม่รู้ นั่งข้างหลังห้องเรียนชั้นสองของคณะ ซีจำเลขห้องไม่ได้ ซีก็คิดว่ามีโอกาสแล้วน่าจะพูด ความรู้สึกส่วนลึกข้างในของซี ซีจึงหันหน้าไปที่เธอคนนั้น พร้อมพูดว่า "เธอ" "ซีมีเรื่องจะคุยด้วย" "ซีชอบเธอนะ" "แต่เราเป็นเพื่อนกันนะ" ซีรู้สึกว่ามันทำให้เธอคนนั้นมีความรู้สึกประหลาด ซีก็เลยถามว่า "แล้วเธอรู้สึกยังไง" เธอคนนั้นก็เลยตอบกลับมาว่า "ก็ต้องรู้สึกดีสิ มิน่าวันนั้น เพื่อนๆ ถึงแอบแซว" ซีก็คิดว่าความใกล้ชิดสนิทสนมของเราคงต้องหมดแค่นั้น แต่ไม่เลยเธอคนนั้นกลับทำตัวเหมือนเดิม ทำกับซี ดีขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม ใกล้ชิดกว่าเดิม ซะอีก คอบแบ่งขนมที่แสนอร่อยให้ซีทาน โดยเฉพาะช็อกโกเลต เธอคนนี้จะชอบเป็นพิเศษ เป็นคนคอยพกปากกา zig clean color ให้ซีและเพื่อนๆยืม อ้ออืม เธอคนนี้เป็นคนไม่ชอบทานอะไรที่มีรสมินท์ เป็นคนคอยเอาเสื้อกันหนาวห่มให้ซีในห้องเรียน ตอนที่ซีไม่สบาย ซีรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจัง มันอบอุ่นดีจัง อยากห่มเสื้อตัวนี้ไปจนหมดชั่วโมงเรียน อยากให้ชั่วโมงเรียนไม่มีวันหมดจัง คอยเป็นคนดูแลซียามซีเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะซีแพ้ใจเธอ :p คอยเป็นคนติวหนังสือวิชา Econ ให้ซี มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ไปงานวันเกิดของเธอคนนั้นกับ เพื่อนสนิทอีกสองคน สมัยตอนเรียนอยู่ปีสอง ซีไม่สบาย เป็นหวัดแถมเจอควันบุหรี่ มันทำให้ซีหายใจไม่ค่อยออก ซีได้เห็นภาพของเธอคนนั้น เธอผู้ใจดี เป็นห่วงซี เดินมาถามซีว่า "เป็นอะไรมากไหม" บอกให้เพื่อนซีมาดูแลซี แค่นี้มันก็เกือบทำให้ซีหายแล้ว เชื่อไหม ซีจำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงวันวาเลนไทน์ ซีจึงซื้อดอกไม้ให้ เพื่อนสามสาวของซี แต่ไม่น่าเลยมันไปทำร้าย ดวงใจดวงอื่นเข้า ดวงใจของนาย มันทำนาย "หึง" ซีขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ ซีให้แบบเพื่อนให้เพื่อน มันทำให้ซีรู้สึกผิดมาก นี้เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ซีก็ไม่รู้ว่าถูกคืออะไร แต่มันต้องทำให้ทุกๆคนสบายใจสิ ถึงแม้เราจะไม่สบายใจก็ตาม... zebra :)
..................
1.รักนิรันดร์. (All words for you.) share email
2:50 PM
หลายๆท่าน น่าที่เคยจะรู้สึกถึงคำว่า"รอ" การรอคอยใครสักคนหนึ่ง คนที่จะมาอยู่เคียงคู่กับเรา เป็นคนคอยเดินร่วมทาง คอยแบ่งปันความทุกข์หรือว่าความสุข พูดคุยยามที่เราเหนื่อยใจ ไม่ว่าเราจะไม่มีฐานะทางสังคมสักแค่ไหน หรือว่า มีฐานะมากมายสักแค่ไหน คนที่ดูเราที่จิตใจของเรา นิสัยใจคอของเรา สิ่งที่เราเป็น คบเรา ที่ตัวเรา มิใช่ข้าวของที่เราใช้เราใส่ มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนของซี ได้พูดว่า"ซียังรอเธออยู่" โดยที่ซีอาจจะไม่รู้ตัว มันก็น่าจะจริงนะ เพราะ เธอคนนั้น มีคนดูแลแล้ว เศร้าแฮ่ ถึงแม้ ในทุกๆวัน ที่ผ่านไปตลอดสามปีถึงสี่ปี ในรั่วมหาลัย ซีดีใจทุกครั้ง ที่เห็นเธอคนนั้นมีความสุข ร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส มองโลกในแง่ดีเสมอ เธอคนนั้นเป็นผู้ที่สอนให้ซีรู้จักถึงการยิ้ม พร้อมพูดว่า "ซี...ยิ้ม" เป็นคนบอกให้ซีเปลี่ยนตัวเอง "ซี.. ซีต้องเปลี่ยนตัวเอง ผู้หญิงเค้าชอบผู้ชายเท่ห์ๆ" เป็นคนสอนซีคำว่า "รักแท้" คืออะไร และอะไรอีกหลายๆอย่าง ซียังคงจำภาพ เสียงและเหตุการ์ณเหล่านั้นได้ดี ถึงแม้อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ซีก็จะพยายามเก็บมันไว้ ให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่ซีจะเก็บไว้ได้ มันจะอยู่ในนี้ อยู่ในดวงใจของซี และเมื่อใดก็ตามที่ เวลาที่ซี ท้อแท้ หรือมีปัญหา ก็มักจะมีเธอคนนี้ คอยให้แรงใจกับซีเสมอ ไม่ใช่เฉพาะกับซีคนเดียวเท่านั้น ทุกๆคน ที่เป็นเพื่อน เธอคนนี้ เธอจะเป็นผู้ให้กำลังใจเพื่อนๆ อยู่เสมอๆ ถึงแม้ซีไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง ว่าเธอคนนี้ จะมีเรื่องเศร้าใจหรือว่าเรื่องท้อแท้ใจเลยสักครั้ง ถ้ามีวันนั้นจริงๆ ซีอยากที่จะไปอยู่ตรงนั้นบ้าง ค่อยปรับทุกข์ปรับความเข้าใจ ถ้าเป็นไปได้ ขอโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิตของซี ได้เป็นแรงใจ ให้เธอคนนั้นสักครั้ง มันคงจะทำให้ชีวิตของซี มีความหมายมากขึ้นน่าดู ไม่ว่าจะนานสักเท่าไร นานสักแค่ไหน ความคิดถึง เธอคนนี้ของซี ก็ไม่เคยเปลี่ยน และมันก็ยังคงเป็นแบบนี้เสมอไป ตราบนานเท่านาน ตราบเท่าที่หัวใจของซีจะมี ถึงแม้นการรอคอยหรือการคิดถึงใครสักคนมันน่าเศร้าใจมาก ในบางครั้ง ในบางวัน แต่ซีก็มีความสุข ความสุขที่ได้รอ ความสุขในการคิดถึง เพราะความรักของซี ไม่จำเป็นเสมอไป ที่จะต้องมีเธอเดินเคียงข้างกัน ขอแค่ให้ได้รู้ว่าเธอคนนี้มีความสุข ซีก็พลอยมีความสุขไปด้วย ในบางครั้งก็อยากขอให้ความรู้สึกที่ซีมีต่อเธอคนนี้ อยากขอให้เธอได้รับรู้ มันก็แล้วแต่ฟ้าจะบันดาล บันดาลความรู้สึกของซีส่งไปยังเธอ เธอคนนี้ ความรู้สึกนี้คงไม่มีวันหมด คงไม่มีวันดับ และก็คงไม่มีวันสลาย เพราะกว่าที่ซีจะรู้ว่าซีรักใคร รู้ว่าความรักคืออะไร รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หรือสิ่งที่ซีอยากทำอยากเป็น มันก็อาจจะสายเกินไปซะแล้ว ก็คงต้องรอแบบนี้ต่อไปมัง รอจนกว่าฟ้าจะมีเวลา รอจนกว่าฟ้าจะบันดาล อะไรสักอย่าง ลงมา ไม่ว่าจะอีกนานเป็นสิบหรือว่าเป็นร้อยปี ความรู้สึกดีดี ที่มีต่อเธอคนนั้น ก็คงไม่มีวันจาง เค้าจะมารักซีได้ยังไง รักกับคนที่ไม่มีอะไรเลย เป็นคนที่มีความรู้น้อยๆ เป็นคนที่แสนธรรมดา ไม่สวยหรู เรียบง่าย เป็นคนตัวใหญ่ๆ เดินไปเรียนหนังสือ หรือว่านั่งรถประจำทางไปโรงเรียน หรือ มหาลัย ในทุกๆวัน และก็ทานอาหารธรรมดาๆ สิ่งที่ซีให้ได้เธอคนนี้ได้ คงมีเพียงแค่ความรัก ความเข้าใจที่จะแสนธรรมดา คือการทำให้เธอผู้นั้นสบายใจ เพราะบางสิ่งในใจของซีอาจจะทำให้ดวงใจดวงนี้บอบชำ การที่ไม่ทำร้ายดวงใจดวงนี้ ดวงใจที่ทำให้ซีมีชีวิตอยู่ต่อไปในทุกๆวัน พร้อมเดินสู้ต่อ มีความรู้สึกของคำว่า "ความรักที่ไม่สุขสมหวัง" ซีเลยต้องกลายเป็นคนที่เงียบๆ ดังที่เธอคนนั้นว่าไว้ ซีอยากกลับไปเห็นหน้า พูดคุยกับเธอคนนั้นทุกๆ วันเหมือนสมัยเรียนมหาลัย ในวันนั้น ซีน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ ยังมีหลายสิ่งที่ซีอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำจนถึงทุกวันนี้ ซีอยากย้อนเวลาได้จัง ทำไมน่า ทำไม ซีต้องมารู้จักเค้า ที่หลัง ดังที่เธอคนนั้นได้พูดไว้ว่า "สวรรค์ลิขิตให้เรามาเจอกัน แต่ไม่ได้ลิขิตให้เรามาคู่กัน" มันก็น่าจะจริงอยู่ แต่ก็ไม่แน่นะอีกสี่สิบปี หรือว่าห้าสิบปี ยามแก่เถ่า หรือว่าชีวิตหน้า ซีอาจจะได้เป็นคู่กับเธอคนนี้ก็ได้ เธอคนนี้ ที่ซีรัก รักจนหมดหัวใจ รักทั้งหมด ของที่ซีมี ... zebra :)
..........................
Do you know WHAT LOVE IS ?
..................
: Jul 15, 2008
....................
เรื่องราวความรักอันเหลือเชื่อปรากฏขึ้นที่ประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ และได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก
เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งกับหญิงที่มีอายุมากกว่าผู้ซึ่งหลีกหนีความมีชีวิต และรักกันอย่างสงบสุขกว่าครึ่งศตวรรษ
ชายอายุ 70 ปี ผู้ซึ่งสลักหินเป็นบันไดด้วยมือ มากกว่า 6,000 ขั้น ปีนภูเขาไปหาคู่รักอายุ 80 ปี ซึ่งจากเขาไปแล้ว เพื่อไปยังถ้ำซึ่งเป็นรังรักของพวกเขามากว่า 50 ปี
เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว หลิว โกวเจียง ชายหนุ่มวัย 19 ตกหลุมรักแม่หม้ายลูกติดนาม ซู เฉากวิน
ผองเพื่อนและญาติๆ กล่าวขวัญถือความสัมพันธ์ อันเนื่องจากความต่างของวัย กับความจริงที่ว่า ซู มีลูกแล้ว ในขณะนั้น เป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและรับไม่ได้ ที่ชายหนุ่มจะรักกับผู้หญิงที่แก่กว่า เพื่อหลีกหนีพวกปากตลาดและการดูถูกของสังคม ทั้งคู่ตัดสินใจพากันหนีและอาศัยอยู่ในถ้ำที่ เจียงจิน เมืองชนบททางตอนใต้ของเขตปกครองตนเอง ชงควิน
ช่วงเริ่มต้น ชีวิตไม่มีอะไร ไม่มีไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอาหาร ทั้งคู่กินหญ้าและพืชหัวที่พบแถวๆ ภูเขา และหลิวก็ได้ประดิษฐ์ตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้แสงสว่าง รวมทั้งนำทางชีวิต
ในปีที่สองของชีวิตบนภูเขา หลิวเริ่มแกะสลักบันได และทำอย่างนั้นต่อเนื่องมากว่า 50 ปี เพื่อที่จะให้คู่ชีวิตของเขาลงจากภูเขาได้โดยง่าย
ครึ่งศตวรรษต่อมา – ปี 2001 นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งได้ค้นพบป่าและต้องประหลาดใจที่พบคู่รักวัยชรา และบันไดที่สลักด้วยมือกว่า 6,000 ขั้น หลิว หมิงเส็ง หนึ่งในลูกทั้งเจ็ดกล่าวว่า “ พ่อ-แม่ของเรารักกันมาก พวกเขาอาศัยอยู่อย่างสันโดษมากว่า 50 ปี และไม่เคยทิ้งกันแม้แต่วันเดียว บันไดที่สลักด้วยมือกว่า 6,000 ขั้นที่มานะทำขึ้นหลายปี เพื่อความสบายของแม่ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ลงจากภูเขาบ่อยเช่นนั้น ”
คู่รักอาศัยอยู่อย่างสงบมากว่า 50 ปี กระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว หลิว ชายวัย 72 ในวันนี้ กลับจากงานประจำวันท ไร่จากนั้นก็ทรุดกายลง ซู นั่งและสวดมนต์กับสามี จากนั้น หลิวก็จากไปภายในอ้อมกอดของภรรยา ดังที่เห็นความรักของหลิวที่มีต่อซู ไม่มีใครสามารถแกะมือของเขาออกจากมือภรรยาได้ แม้กระทั่งหลังเขาตาย
คุณสัญญาว่าจะดูแลฉัน คุณจะอยู่กับฉันเสมอจนถึงวันที่ฉันตาย แต่ตอนนี้คุณจากฉันไปก่อน ฉันจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีคุณ
ในปี 2006 เรื่องราวของพวกเขา กลายมาเป็นเรื่องรักติดอันดับทอปเท็น ในประเทศจีน ซึ่งรวบรวมโดย Chinese Women Weekly รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจอนุรักษ์ บันไดแห่งความรักและรังรักของพวกเขาเป็นพิพิธภัณฑ์ ให้เรื่องราวแห่งความรักนี้มีอยู่ตลอดไป
Posted by
T 0 5 E
Thursday, August 14, 2008
Interior Affairs
มหาดไทย
กิจการภายในที่ไม่เกี่ยวกะเขมร
(หลับไปสี่สิบกว่าปี พึ่งตื่นมางัวเงียๆรู้ความจริง(ตลกน่า))
(เกลียด จ๊อด บุ๊ด)
ตีห้าวันพฤหัส14สคแล้ว
ไม่ยอมหลับยอมนอน พ่อหลับไปแล้ว นั่งสนทนากันหลายชั่วโมง เถียงกันเสียงดัง แต่ก็จบลงด้วยดี เรื่มต้นเถียงกันทำไมก็ไม่รู้ คนรักกันพูดจากันดีดีซิ จริงๆวันนี้งอนพ่อ พ่อก็รู้ว่าเรางอน พ่อก็เลยซื้อข้าวมันไก่ประตูน้ำมาฝาก หายงอนเลยกู ก็ชอบจริงๆนี่นา ไม่รุ้ใครควรงอนใคร วันนี้เขาก็ไปหาหมออีกแระ พ่อบอกว่า พรุ่งนี้ไปซื้อเกาเหลาเนื้อที่ราชวัตรให้ โหย เจ้านี้โคตรอร่อย สงสัยต้องแกล้งงอนอีกหลายๆวันจะได้กินไรหร่อยๆ
อยากกินปั้นขลิบ(โคตรรรรรอร่อยที่สุโขทัยอะพ่อ 555 ไกลไปป่าวววว)
Interior Affairs ในความหมายว่ากิจการภายใน หรือ มหาดไทยนั่นเอง
เมื่อตอนเย็นนั่งอ่านข่าวในประชาชาติ เรื่องเกี่ยวกะรถไฟฟ้า และการเปิดประมูล ไม่ได้สนใจไรนัก จะทำก็ทำกันเสียทีเถอะ (กุอยากนั่ง)แต่ที่ติดใจมากๆก็คือ
การที่เจบิกปล่อยกู้
แล้วบังคับกลายๆให้บริษัทรับเหมาไทยที่สามารถก่อสร้างสาธารณูปโภคเหล่านี้ได้(แต่ก่อนเทคโนโลยี่และความสามารถไม่พอ)ต้องมีหุ้นส่วนเป็นบริษัทรับเหมาสัญชาติญี่ปุ่นด้วยนั้น(เพื่อมาเปิดซองประมูล) ทำให้เราเกิดความสงสัยและหงุดหงิดในระดับนึง ว่า ทำไม ต้องยุ่งเกี่ยวกะกิจการภายในนักด้วย นึกถึงทักษิณขึ้นมานิดๆว่า ถ้าแกเป็นนายกอยู่ ป่านนี้ก็คงก่อสร้างไปแล้ว และ ไม่ต้องง้อเจบิคมากนัก อาจออกเป็นบอนด์หรืออะไรแปลกๆในวิธีระดมทุนได้ (อาจจะออกหวยรถไฟฟ้าก็ได้ใครจะรู้)
และการสร้างหนี้สาธารณะเพื่มก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น
นึกไปถึงเลยว่าจำได้ว่า รัฐบาลพลเอกสุรยุทธแกบินไปเซ็นFTAที่โตเกียวเป็นอย่างไร และขอกู้เงินเจบิคตอนนั้นเป็นอย่างไร
สมัยก่อนก็จะคุยกะท่านทูตจี๋บ่อยๆว่า การที่เราอยู่ญี่ปุ่นไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นขี้ข้าพวกมันซะเมื่อไหร่ เหตุผลงี่ๆเง่าๆแบบนี้ด้วยนะ ที่เราจะไม่มีวันแต่งงานกะคนญี่ปุ่น
เราไม่เข้าใจนักว่า ทำไมคนเจรจาจำเป็นแค่ไหนต้องยอมในเงื่อนไขเหล่านี้ (หรือต่อรองอย่างดีที่สุดแล้ว)
เออ ถ้าบริษัทรับเหมาก่อสร้างไทย ทำอะไรพวกนี้ไม่เป็นเลยก็ว่าไปอย่าง ถ้าบนโลกนี้ไม่มีบริษัทออกแบบหรือบริษัทที่ปรึกษาเลยก็ว่าไปอย่าง(สามารถจ้างได้นี่) แต่มันมีเหตุผลไร ที่ต้องเป็นแบบนี้
พ่อบอกว่า ก็เหมือนเราไปทำถนนลาวเขมรไรเขาก็กำหนดแบบนี้นะ เออ รู้ เหมือนEXIM BANK ไทยให้รัฐพม่ากูซื้อของไทยใช่มะ (แต่เสือกเป็นของนายก)
เหมือนกำหนดมาว่า EXIM BANK USA ปล่อยกู้ ชินแซ่ท แล้วบังคับซื้อของจากเมกาใช่มะ
คือ ปัจจุบันคนไทยก็ทำท่าเรือ สนามบิน รถไฟฟ้า ทางด่วน อุโมงค์น้ำประปา สารพัดสารเพได้แล้ว ทำไมต้องให้ต่างชาติมาทำวะ
ตอนไปจีนก็ประทับใจที่เขาเจอเขาเขาขุดอุโมงค์ เขาเจอเหวเขายกตอม่อขึ้นมารับ ถนนค่อนข้างตรงและสะดวกและลดต้นทุนในการเดินทางได้มาก(สำคัญที่สุดก็ลดเวลาไปมาก)
การให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์บางอย่างเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบใจ(ไม่ได้แปลว่าเรารับไม่ได้นะ)
ธุรกิจบางอย่างมันก็ต้องเป็นของคนไทย อาจมีหุ้นส่วนกันบ้าง แต่ก็ต้องเพื่อคนไทย โดยคนไทย อะไรแบบนี้
อ่านๆดูอาจมีคนว่าเราบ้า รักชาติผิดที่ผิดทางหรือเปล่า อยากพัฒนาประเทศหรือไม่
นับวันเรื่องที่พูดได้มันน้อยลง อะฟิวเยียร์ที่ผ่านมา งดสนทนาเรื่องการเมืองไปแล้ว ปีนี้เทร็นด์ใหม่มาแรง ห้ามสนทนาเรื่องจิตสำนึกรักชาติ (รักไทยมากต้องพูดไทยคำอังกฤษคำ)
ประมาณ10ปีที่ผ่านมา หลังวิกฤติเศรษฐกิจและการเปิดประตูรับIMFเข้ามา เราเสียอธิปไตยทางการเงินไปมากโข พอเราลุกขึ้นมา นายทุนไทยก็เข้ามากอบโกยกัน ทหาร(ถือปืนแบกปูนไปโบกตึก) เข้ามายึดอำนาจจากกลุ่มทุนไทยเชื้อสายจีน ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นเริ่มกลับไปเป็นแบบเดิม คือ การเปิดประตูเข้ามาให้ต่างชาติได้รับผลประโยชน์ เพื่อให้นักการเมืองสามารถเรียกค่าต๋งได้อย่างไม่ผิด
แน่ล่ะ เราเองก็ไม่ได้รู้สึกดีอะไร กะการมีข่าวถึงความไม่โปร่งใสของบริษัทรับเหมาญี่ปุ่นที่มาทำระบบบำบัดน้ำเสียในกทม แล้วบอกว่า เจ้าหน้าที่กทม เรียกรับสินบนเป็นร้อยๆล้าน เราไม่ได้ชาตินิยมบ้าๆบอว่าสามารถไม่โปร่งใสแบบนั้นได้ และข่าวแบบนี้ก็ไม่ได้ชอบใจอะไร
เราไปลาว เข้าใจได้ว่า อยากนำสินค้าเข้าต้องเดินเอกสารและจ่ายอย่างไร นึกไปถึงวันที่เรือบั๊กเอาตู้อบผ้ามา เดินไปดูกระเบื้องสารพัดเข้ามา วิธีการเข้าไปจ่ายเงินให้เจ้าแขวง อะไรต่างๆนานา พวกนี้ก็น่าสนใจอยู่หรอก เพราะไม่มีในตำราเรียนแน่ๆ และไม่มีใครสอนได้ จริงอยู่ตำราตะวันตกสอนเรื่องธรรมมาภิบาล( Good Governance)แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต่างชาติเข้ามากอบโกยได้อย่างโปร่งใส อันนี้ต้องใช้ตะวันออกมองตะวันตกด้วย คนตะวันออกมีน้ำใจต่อกันเสมอ การให้สินน้ำใจเป็นเรื่องที่ต้องทำ การทำCSR เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไปในพื้นถิ่นๆนั้น (หมายถึง Corporate Social Responsibility) ตกลงพูดไปพูดมา กูก็ไม่อยู่กะร่องกะรอยเนอะ(Double Standard)
บ้าบอไปแล้ว
ไม่ชอบใจเรื่องที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงทั้งกิจการและผลประโยชน์ที่คนไทยเราควรได้แล้วไม่ได้
เช่น ผลตอบแทนจากหุ้น เหมือนที่วันนึงเคยมียี่แปะยี่ปั๊วซาปั๊วชาวไทยหลายแสนคนได้เงินจากการขายส่ง วันนึงก็ไม่มีถูกตัดตอนจากห้างสัญชาติอังกฤษฝรั่งเศสที่สำนักงานใหญ่อยู่ลอนดอนปารีสนู้น ไม่มีกระทั่งเงินปันผลผู้ถือหุ้นที่อยู่ในไทยนัก อย่างดีก็มีภาษีท้องถิ่น ภาษีโรงเรือน
เรื่องพวกนี้ เราเหมือนคนบ้าเนอะ 5555
ปัจจุบันเซ็นทั่นร้วยรวยจากการมีหุ้นบิ๊กซีและท๊อบในมือ แต่พวก โลตัส คาฟู นี่ซิ ถ้าเจ้าของมีหุ้นในไทยบ้าง อย่างน้อยที่สุดเงินปันผลก็ยังอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศเทย
............
แต่ไอ้ที่รับไม่ได้ที่สุด คือ การที่เราต้อนรับให้จ๊อดบุ๊ด มาด่าพม่า ด่าจีนในไทย จะบ้าป่าว เราปล่อยให้คนบ้านไกล มาด่าเพื่อนบ้านเราได้ไง ด่าเสร็จก็เปิดตูดหนีไป แล้วกูจะมองหน้าเพื่อนบ้านไงเนี่ยยยย
บ้าฤเปล่า
กิจการภายในไทย เมกาอย่าเสือก
กิจการภายในภูมิภาค เมกาเสือกน้อยๆหน่อยได้ไหม
ไอ้เรื่องที่ไม่ได้จริงจังมากนัก แต่เราว่ามันตลกดี คือ เรื่องสิทธิมนุษยชนในธิเบต
เพราะ หาก พูดถึงสิทธิมนุษยชนคนจีนในเมืองจีน เราว่ามีมหาศาลกว่าคนไทยมากมาย เรื่องนึงก็ส่งผลมาหลายสิบปีแล้วจากการปฏิวัติวัฒนธรรมของ ประธาน เหมาเจ๋อตุง (วิธีแช่แข็งความวุ่นวายของสังคม) คนจะขากจะถุย จะทิ้งขยะ จะกินเหล้าเล่นไพ่หน้าบ้าน มีเซ็กส์ จะบีบแตรตลอดเวลา นึกจะแซงก็แซง จะจอดก็จอด หรือกระทั่งค้าขายกันเต็มที่แค่ไหนก็ทำได้
อิสระเสรีกว่าคนไทยเเละเมืองไทยรวมถึงเมกันชนยิ่งนัก ช่างไม่ใช่ภาพของคอมมิวนิด ใส่เสื้อแบบม่อห้อมสิ้นดี
แต่ก็อีกนั่นแหละ จีนเองก็เจริญเพราะพึ่งพาตนเองเป็นหลัก (จะด่าก็ด่าเรื่องสิ่งแวดล้อมดิวะ)
จะมีประเทศไหนเจริญเพราะปล่อยให้ประเทศมหาอำนาจ(ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ)แทรกแซงกิจการภายในนัก
อาจมีไทเป
ว้ายๆๆๆ ตายแว้วววววว
หกโมงแว้ว นอนก่อนดีกว่า
เดี๋ยวแม่ตื่นมาเจอ
จะว่าได้ว่าทำไมลลูุกชายคึกไรไม่ยอมลับยอมนอน
จะบอกแม่ว่า พิมพ์บล๊อกอยู่หมั่นไส้ จ๊อด บุ๊ด ก็ไงไงอยู่ แม่จะเชื่อไหมนี่
กิจการภายในที่ไม่เกี่ยวกะเขมร
(หลับไปสี่สิบกว่าปี พึ่งตื่นมางัวเงียๆรู้ความจริง(ตลกน่า))
(เกลียด จ๊อด บุ๊ด)
ตีห้าวันพฤหัส14สคแล้ว
ไม่ยอมหลับยอมนอน พ่อหลับไปแล้ว นั่งสนทนากันหลายชั่วโมง เถียงกันเสียงดัง แต่ก็จบลงด้วยดี เรื่มต้นเถียงกันทำไมก็ไม่รู้ คนรักกันพูดจากันดีดีซิ จริงๆวันนี้งอนพ่อ พ่อก็รู้ว่าเรางอน พ่อก็เลยซื้อข้าวมันไก่ประตูน้ำมาฝาก หายงอนเลยกู ก็ชอบจริงๆนี่นา ไม่รุ้ใครควรงอนใคร วันนี้เขาก็ไปหาหมออีกแระ พ่อบอกว่า พรุ่งนี้ไปซื้อเกาเหลาเนื้อที่ราชวัตรให้ โหย เจ้านี้โคตรอร่อย สงสัยต้องแกล้งงอนอีกหลายๆวันจะได้กินไรหร่อยๆ
อยากกินปั้นขลิบ(โคตรรรรรอร่อยที่สุโขทัยอะพ่อ 555 ไกลไปป่าวววว)
Interior Affairs ในความหมายว่ากิจการภายใน หรือ มหาดไทยนั่นเอง
เมื่อตอนเย็นนั่งอ่านข่าวในประชาชาติ เรื่องเกี่ยวกะรถไฟฟ้า และการเปิดประมูล ไม่ได้สนใจไรนัก จะทำก็ทำกันเสียทีเถอะ (กุอยากนั่ง)แต่ที่ติดใจมากๆก็คือ
การที่เจบิกปล่อยกู้
แล้วบังคับกลายๆให้บริษัทรับเหมาไทยที่สามารถก่อสร้างสาธารณูปโภคเหล่านี้ได้(แต่ก่อนเทคโนโลยี่และความสามารถไม่พอ)ต้องมีหุ้นส่วนเป็นบริษัทรับเหมาสัญชาติญี่ปุ่นด้วยนั้น(เพื่อมาเปิดซองประมูล) ทำให้เราเกิดความสงสัยและหงุดหงิดในระดับนึง ว่า ทำไม ต้องยุ่งเกี่ยวกะกิจการภายในนักด้วย นึกถึงทักษิณขึ้นมานิดๆว่า ถ้าแกเป็นนายกอยู่ ป่านนี้ก็คงก่อสร้างไปแล้ว และ ไม่ต้องง้อเจบิคมากนัก อาจออกเป็นบอนด์หรืออะไรแปลกๆในวิธีระดมทุนได้ (อาจจะออกหวยรถไฟฟ้าก็ได้ใครจะรู้)
และการสร้างหนี้สาธารณะเพื่มก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น
นึกไปถึงเลยว่าจำได้ว่า รัฐบาลพลเอกสุรยุทธแกบินไปเซ็นFTAที่โตเกียวเป็นอย่างไร และขอกู้เงินเจบิคตอนนั้นเป็นอย่างไร
สมัยก่อนก็จะคุยกะท่านทูตจี๋บ่อยๆว่า การที่เราอยู่ญี่ปุ่นไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นขี้ข้าพวกมันซะเมื่อไหร่ เหตุผลงี่ๆเง่าๆแบบนี้ด้วยนะ ที่เราจะไม่มีวันแต่งงานกะคนญี่ปุ่น
เราไม่เข้าใจนักว่า ทำไมคนเจรจาจำเป็นแค่ไหนต้องยอมในเงื่อนไขเหล่านี้ (หรือต่อรองอย่างดีที่สุดแล้ว)
เออ ถ้าบริษัทรับเหมาก่อสร้างไทย ทำอะไรพวกนี้ไม่เป็นเลยก็ว่าไปอย่าง ถ้าบนโลกนี้ไม่มีบริษัทออกแบบหรือบริษัทที่ปรึกษาเลยก็ว่าไปอย่าง(สามารถจ้างได้นี่) แต่มันมีเหตุผลไร ที่ต้องเป็นแบบนี้
พ่อบอกว่า ก็เหมือนเราไปทำถนนลาวเขมรไรเขาก็กำหนดแบบนี้นะ เออ รู้ เหมือนEXIM BANK ไทยให้รัฐพม่ากูซื้อของไทยใช่มะ (แต่เสือกเป็นของนายก)
เหมือนกำหนดมาว่า EXIM BANK USA ปล่อยกู้ ชินแซ่ท แล้วบังคับซื้อของจากเมกาใช่มะ
คือ ปัจจุบันคนไทยก็ทำท่าเรือ สนามบิน รถไฟฟ้า ทางด่วน อุโมงค์น้ำประปา สารพัดสารเพได้แล้ว ทำไมต้องให้ต่างชาติมาทำวะ
ตอนไปจีนก็ประทับใจที่เขาเจอเขาเขาขุดอุโมงค์ เขาเจอเหวเขายกตอม่อขึ้นมารับ ถนนค่อนข้างตรงและสะดวกและลดต้นทุนในการเดินทางได้มาก(สำคัญที่สุดก็ลดเวลาไปมาก)
การให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์บางอย่างเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบใจ(ไม่ได้แปลว่าเรารับไม่ได้นะ)
ธุรกิจบางอย่างมันก็ต้องเป็นของคนไทย อาจมีหุ้นส่วนกันบ้าง แต่ก็ต้องเพื่อคนไทย โดยคนไทย อะไรแบบนี้
อ่านๆดูอาจมีคนว่าเราบ้า รักชาติผิดที่ผิดทางหรือเปล่า อยากพัฒนาประเทศหรือไม่
นับวันเรื่องที่พูดได้มันน้อยลง อะฟิวเยียร์ที่ผ่านมา งดสนทนาเรื่องการเมืองไปแล้ว ปีนี้เทร็นด์ใหม่มาแรง ห้ามสนทนาเรื่องจิตสำนึกรักชาติ (รักไทยมากต้องพูดไทยคำอังกฤษคำ)
ประมาณ10ปีที่ผ่านมา หลังวิกฤติเศรษฐกิจและการเปิดประตูรับIMFเข้ามา เราเสียอธิปไตยทางการเงินไปมากโข พอเราลุกขึ้นมา นายทุนไทยก็เข้ามากอบโกยกัน ทหาร(ถือปืนแบกปูนไปโบกตึก) เข้ามายึดอำนาจจากกลุ่มทุนไทยเชื้อสายจีน ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นเริ่มกลับไปเป็นแบบเดิม คือ การเปิดประตูเข้ามาให้ต่างชาติได้รับผลประโยชน์ เพื่อให้นักการเมืองสามารถเรียกค่าต๋งได้อย่างไม่ผิด
แน่ล่ะ เราเองก็ไม่ได้รู้สึกดีอะไร กะการมีข่าวถึงความไม่โปร่งใสของบริษัทรับเหมาญี่ปุ่นที่มาทำระบบบำบัดน้ำเสียในกทม แล้วบอกว่า เจ้าหน้าที่กทม เรียกรับสินบนเป็นร้อยๆล้าน เราไม่ได้ชาตินิยมบ้าๆบอว่าสามารถไม่โปร่งใสแบบนั้นได้ และข่าวแบบนี้ก็ไม่ได้ชอบใจอะไร
เราไปลาว เข้าใจได้ว่า อยากนำสินค้าเข้าต้องเดินเอกสารและจ่ายอย่างไร นึกไปถึงวันที่เรือบั๊กเอาตู้อบผ้ามา เดินไปดูกระเบื้องสารพัดเข้ามา วิธีการเข้าไปจ่ายเงินให้เจ้าแขวง อะไรต่างๆนานา พวกนี้ก็น่าสนใจอยู่หรอก เพราะไม่มีในตำราเรียนแน่ๆ และไม่มีใครสอนได้ จริงอยู่ตำราตะวันตกสอนเรื่องธรรมมาภิบาล( Good Governance)แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต่างชาติเข้ามากอบโกยได้อย่างโปร่งใส อันนี้ต้องใช้ตะวันออกมองตะวันตกด้วย คนตะวันออกมีน้ำใจต่อกันเสมอ การให้สินน้ำใจเป็นเรื่องที่ต้องทำ การทำCSR เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไปในพื้นถิ่นๆนั้น (หมายถึง Corporate Social Responsibility) ตกลงพูดไปพูดมา กูก็ไม่อยู่กะร่องกะรอยเนอะ(Double Standard)
บ้าบอไปแล้ว
ไม่ชอบใจเรื่องที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงทั้งกิจการและผลประโยชน์ที่คนไทยเราควรได้แล้วไม่ได้
เช่น ผลตอบแทนจากหุ้น เหมือนที่วันนึงเคยมียี่แปะยี่ปั๊วซาปั๊วชาวไทยหลายแสนคนได้เงินจากการขายส่ง วันนึงก็ไม่มีถูกตัดตอนจากห้างสัญชาติอังกฤษฝรั่งเศสที่สำนักงานใหญ่อยู่ลอนดอนปารีสนู้น ไม่มีกระทั่งเงินปันผลผู้ถือหุ้นที่อยู่ในไทยนัก อย่างดีก็มีภาษีท้องถิ่น ภาษีโรงเรือน
เรื่องพวกนี้ เราเหมือนคนบ้าเนอะ 5555
ปัจจุบันเซ็นทั่นร้วยรวยจากการมีหุ้นบิ๊กซีและท๊อบในมือ แต่พวก โลตัส คาฟู นี่ซิ ถ้าเจ้าของมีหุ้นในไทยบ้าง อย่างน้อยที่สุดเงินปันผลก็ยังอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศเทย
............
แต่ไอ้ที่รับไม่ได้ที่สุด คือ การที่เราต้อนรับให้จ๊อดบุ๊ด มาด่าพม่า ด่าจีนในไทย จะบ้าป่าว เราปล่อยให้คนบ้านไกล มาด่าเพื่อนบ้านเราได้ไง ด่าเสร็จก็เปิดตูดหนีไป แล้วกูจะมองหน้าเพื่อนบ้านไงเนี่ยยยย
บ้าฤเปล่า
กิจการภายในไทย เมกาอย่าเสือก
กิจการภายในภูมิภาค เมกาเสือกน้อยๆหน่อยได้ไหม
ไอ้เรื่องที่ไม่ได้จริงจังมากนัก แต่เราว่ามันตลกดี คือ เรื่องสิทธิมนุษยชนในธิเบต
เพราะ หาก พูดถึงสิทธิมนุษยชนคนจีนในเมืองจีน เราว่ามีมหาศาลกว่าคนไทยมากมาย เรื่องนึงก็ส่งผลมาหลายสิบปีแล้วจากการปฏิวัติวัฒนธรรมของ ประธาน เหมาเจ๋อตุง (วิธีแช่แข็งความวุ่นวายของสังคม) คนจะขากจะถุย จะทิ้งขยะ จะกินเหล้าเล่นไพ่หน้าบ้าน มีเซ็กส์ จะบีบแตรตลอดเวลา นึกจะแซงก็แซง จะจอดก็จอด หรือกระทั่งค้าขายกันเต็มที่แค่ไหนก็ทำได้
อิสระเสรีกว่าคนไทยเเละเมืองไทยรวมถึงเมกันชนยิ่งนัก ช่างไม่ใช่ภาพของคอมมิวนิด ใส่เสื้อแบบม่อห้อมสิ้นดี
แต่ก็อีกนั่นแหละ จีนเองก็เจริญเพราะพึ่งพาตนเองเป็นหลัก (จะด่าก็ด่าเรื่องสิ่งแวดล้อมดิวะ)
จะมีประเทศไหนเจริญเพราะปล่อยให้ประเทศมหาอำนาจ(ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ)แทรกแซงกิจการภายในนัก
อาจมีไทเป
ว้ายๆๆๆ ตายแว้วววววว
หกโมงแว้ว นอนก่อนดีกว่า
เดี๋ยวแม่ตื่นมาเจอ
จะว่าได้ว่าทำไมลลูุกชายคึกไรไม่ยอมลับยอมนอน
จะบอกแม่ว่า พิมพ์บล๊อกอยู่หมั่นไส้ จ๊อด บุ๊ด ก็ไงไงอยู่ แม่จะเชื่อไหมนี่
Posted by
T 0 5 E
รัฐบาลแห่งชาติ
Wednesday, August 13, 2008
รัฐบาลแห่งชาติ
4.45 pm
ตื่นมาด้วยฟามรู้สึกเดิมๆเบื่อหน่ายโลกไปหมด เห็นพ่อโทรมาหลายหน เราก็ปิดโทสับนอนตามปกติ เดี๋ยวนี้เป็นความรู้สึกแย่ อยากนอนให้ได้เยอะๆ ไม่อยากให้ใครโทรมากวน ตื่นมาก็เบื่อโลก ยายก็ถามว่ากินข้าวไหมตามปกติ เราก็บอกว่าไม่หิว ยายสงสัยมานานแล้วว่าทำไมเราไม่ค่อยกินไรเลยวันๆ(แต่เราไม่ค่อยอยากบอกเขากลัวเขาเป็นทุกข์แทนเรา) ยายก็เลยถามว่า แล้วนอนหลับไหมลูก เราก็ตอบไปเลยว่า นอนก็ไม่หลับ หลับไม่นานก็ตื่น(กินน้อยก็นอนน้อยเป็นปกติ)
แต่ยายไม่รู้หรอกนะว่าเราออกไปกินเหล้าแทบทุกวัน เพราะออกไปตอนดึกๆ กลับมาตอนก่อนเช้า ยายถามต่อว่า แล้ว อยากได้อะไรไหมลูก เราบอกไปตามตรงว่าไม่อยากได้อะไรเลย เบื่อไปหมด
ยายก็เลยไปหยิบหนังสือมาให้อ่าน
สมเป็นยายเราจริงๆ
ไม่ต้องพูดอะไรมาก หยิบรีดเด้อร์ไดเจสท์ที่เป็นสารานุกรมเกี่ยวกะสุขภาพจิตมาให้อ่าน ก็หนาแค่สามร้อยกว่าหน้า ขนาดเอสี่เอง555 บ้านเรามีพวกนี้แทบครบทุกเล่มเลย ก็เลยสุขภาพค่อนข้างจะดีกัน อยากรุ้อะไรก็หาอ่านเอา
ช่วงนี้เราป่วยล่ะ เราก็รุ้ตัวนะ ก็เลยไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวกะใครนัก
บอกยายไปว่า โอ้ย หนังสือที่พ่อให้มาตั้งห้าเล่มยักษ์ก็ยังอ่านไม่หมดเยยย แต่ก็ต้องอ่านของยายก่อนล่ะ เอิ๊กๆ
when you educate a man you educate an individual; when you educate a woman you educate a whole family. ให้การศึกษาแก่ผู้ชายคือการให้แก่บุคคลเดียว หากให้การศึกษาแก่ผู้หญิงคือการให้แก่ทั้งครอบครัว Charles D. McIver
เมื่อคืนไปนั่งกินโกลด์ เลเบิ้ล ฟรีๆ มา นุ่มเกินเหตุ ไร้ความเมาสิ้นดี
.................
เข้าเรื่องรัฐบาลแห่งชาติดีกว่า
ก็ความสุขจากการอ่านหนังสือก้อหายไป ความสุขจากการกินข้าวก็ไม่มี ความต้องการทางผู้หญิงก็ไม่มี การงานไม่ต้องพูดถึง ฉะนั้นแล้ว ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร
ปกติเรารักการอ่านหนังสือพิมพ์มากๆ มีความสุขทุกหนที่อ่าน และก็อ่านประจำเป็นปกติ
จะมีช่วงนี้ที่อ่านเป็นการฆ่าเวลา
ช่วงนี้ข่าวคุณทักษิณลี้ภัยดูจะเป็นข่าวใหญ่โต
สัปดาห์ก่อน เขาก็บ่นๆเปรยๆกันว่าอยากมีรัฐบาลแห่งชาติ
คนพูดก็ประชาธิปัตย์และบิ๊กจิ๋ว เห็นก็ตลกดีน่า
จู่ๆก็จะมาจั่วๆเอาตำแหน่งกันง่ายๆโดยไม่มีเสียงมากนักงั้นหรือ
เราเข้าใจว่าทุกวันนี้ประชาธิปัตย์ เบือ่หน่ายการเลือกตั้งเต็มที เลือกยังไงก็ไม่ชนะ เรียกได้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าเลือกตั้งกันทีเดียว กระสุนน้ำเลี้ยงอะไรก็หากันลำบาก จังหวะนี้ขอเป็น สส นานๆหน่อย อย่าพึ่งรีบเลือกตั้งกันเลย
(Groove Bar เอกมัย เปิดแล้วนะ)(พื้นที่โฆษณา)
วันนี้สมดุล ประชาธิปไตยกำลังเกิดขึ้นใหม่ แต่เป็นการเกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกับสมัยก่อน ทุนภูธรกำลังกลับมามีบทบาทสำคัญ ทุนสิบล้าน ร้อยล้าน กลับมาแล้ว ระบบทุนหมื่นล้านแบบ ช่อง3 อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ เจ้าของมือถือ พวกนี้กำลังหมดไป
ในอดีตที่ผ่านมาระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ก็เปลี่ยนถ่ายอำนาจมาหลายรูปแบบ จากเจ้าเป็นทหาร จากคนจีนจับมือทหารเข้ายึดอำนาจรัฐ(แบ๊งกรุงเทพอดีตคือแบ๊งทหาร) จนวนเวียนไปต่างๆมากมาย ก็กลับมาในรูปแบบวันนี้อีก วันนี้แหวนแห่งอำนาจ ที่เคยอยู่ในมือเจ้า ในมือปืน ในมือทุน กำลังเปลี่ยนไป และไม่มีใครรู้ว่าอำนาจเหล่านั้นไปตกอยู่ที่ไหน และอีกนานแค่ไหนจะกลับสู่ปวงชนชาวไทยอีกครั้ง
อาจจะแบบที่ทักษิณบอกว่า ไว้รอเวลาที่เหมาะสม เราว่าใครๆก็พอคาดเดาได้เวลาที่เหมาะสมเขาแปลว่าอะไร ทุกชีวิตมีเกิดล้วนมีตาย ไม่มีใครอยู่ยั้งยืนยงเป็นอมตะ คนเราจะยื้อความตายได้นานซักเพียงไหนเชียว
รัฐบาลแห่งชาติที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในชาติเขาอยากให้มี มันน่าแปลกใจมากๆว่า คิดได้ไง
เพราะขนาดเราวงนอกเราเองยังทราบเลยว่า ปัญหามันไม่ได้เกิดในสภา ปัญหาไม่ได้เกิดเพราะพรรคการเมืองแก่งแย่งอำนาจการบริหารกัน แต่ปัญหามันอยู่นอกสภา
จะมีประเทศใดบนโลกที่เป็นแบบเรา พรรคาการเมืองได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งสภา แต่กลับไปไม่สามารถมีความมั่นคงของสภาได้
วันก่อนไปประเทศจีน คุยกับคุณกุ้ง ผู้จัดการสาขาที่นั่น
บอกว่า แค่คนจีนถุยน้ำลายใส่หน้ากุ้งคนละแหมะ น้ำก็ท่วมโลกแล้วกุ้งเอ๊ย
คุณกุ้งแกขำใหญ่ แล้วก็คุยกันต่อว่า ถ้าลงขันกัน คนไทยที่เลือก ไทยรักไทย เอ๊ย พลังประชาชน ลงขันกันเก็บสนธิ(ลิ้ม)คนละบาทก็ได้เงินเป็นสิบๆล้านบาทแล้วนะ แต่เงินไม่ไ ่ด้เอาไปจ้างมือปืนหรอก
เอามาโยนเฟี่ยงหัวแป๊ะแก คนละเหรียญก็พอ แกหัวแตกตายแน่นอน (ตั๋งโต๊ะตายอย่างไร?)
แล้วจะมีรัฐบาลแห่งชาติไปเพื่ออะไรกัน มีแล้วจะมั่นคงขึ้นไหม แล้วไม่ยิ่งกลายไปเป็นเผด็จการรัฐสภางั้นหรือ
ช่วงนี้อ่านพลเอก บัญชร แกเขียนเรื่อง พลเอกสุจินดา สุดหล่อ ไม่อยากเป็นนายกอยู่ ก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา เหมือนกันนะ
การยึดทรัพย์ พลเอก ชาติชาย จนพลเอกชาติชาย คำแบ๊ค ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง
แต่นั่นแหละ บุญญาบารมีคนเราไม่เหมือนกัน พลเอกชาติชายแกมีภรรยาเป็นบุคคลชั้นสูง(อย่างแท้จริง) การจะคำแบ๊คมันไม่ยาก
ไอ้เรื่องแบบนี้แข่งเรือแข่งพายแข่งกันได้ แข่งบุญวาสนากันมันแข่งกันยาก
ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้าหรอก แต่ต้องมีเครือข่ายแห่งอำนาจที่ครบถ้วน
อำนาจอยู่แห่งไหนกัน ความลับพวกนี้มันมีอยู่
อำนาจไม่ใช่พลังแห่งเงินตราเท่านั้นหรอก อย่าประเมินสิ่งนั้นต่ำไป
ไม่ใช่เพราะคุณทักษิณอยากได้ทุกอย่างหรอกหรือ จึงต้องเสียทุกอย่าง
อายุก็ปูนนี้แล้ว ทำลูกเมียลำบากขนาดนี้ คนเราในฐานะที่ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์น่าดู
รัฐบาลแห่งชาติ อยู่หนใด
แล้วประชาธิปไตย อำนาจที่หายไป
ตอนนี้ไปตกหล่นที่ไหน ใครบอกได้
..........
ไปเดินสวนเสรีไทยกะแม่ดีกั่ว
ถ้าเป็นยุคหลังสงครามโลก
อำนาจอยู่ในมือเสรีไทย
ดักแด้ตอนกำลังจะเป็นผีเสื้อ ดูอ่อนแอสิ้นดี แล้วก็เปลี่ยนเป็นปีกที่แข็งแกร่งและสวยงาม ช่วงชีวิตคนเราก็เช่นกัน ต้องมีช่วงอ่อนแอบ้าง เพื่อจะแข็งแกร่งและโบยบินได้อย่างสวยงาม
รัฐบาลแห่งชาติ
4.45 pm
ตื่นมาด้วยฟามรู้สึกเดิมๆเบื่อหน่ายโลกไปหมด เห็นพ่อโทรมาหลายหน เราก็ปิดโทสับนอนตามปกติ เดี๋ยวนี้เป็นความรู้สึกแย่ อยากนอนให้ได้เยอะๆ ไม่อยากให้ใครโทรมากวน ตื่นมาก็เบื่อโลก ยายก็ถามว่ากินข้าวไหมตามปกติ เราก็บอกว่าไม่หิว ยายสงสัยมานานแล้วว่าทำไมเราไม่ค่อยกินไรเลยวันๆ(แต่เราไม่ค่อยอยากบอกเขากลัวเขาเป็นทุกข์แทนเรา) ยายก็เลยถามว่า แล้วนอนหลับไหมลูก เราก็ตอบไปเลยว่า นอนก็ไม่หลับ หลับไม่นานก็ตื่น(กินน้อยก็นอนน้อยเป็นปกติ)
แต่ยายไม่รู้หรอกนะว่าเราออกไปกินเหล้าแทบทุกวัน เพราะออกไปตอนดึกๆ กลับมาตอนก่อนเช้า ยายถามต่อว่า แล้ว อยากได้อะไรไหมลูก เราบอกไปตามตรงว่าไม่อยากได้อะไรเลย เบื่อไปหมด
ยายก็เลยไปหยิบหนังสือมาให้อ่าน
สมเป็นยายเราจริงๆ
ไม่ต้องพูดอะไรมาก หยิบรีดเด้อร์ไดเจสท์ที่เป็นสารานุกรมเกี่ยวกะสุขภาพจิตมาให้อ่าน ก็หนาแค่สามร้อยกว่าหน้า ขนาดเอสี่เอง555 บ้านเรามีพวกนี้แทบครบทุกเล่มเลย ก็เลยสุขภาพค่อนข้างจะดีกัน อยากรุ้อะไรก็หาอ่านเอา
ช่วงนี้เราป่วยล่ะ เราก็รุ้ตัวนะ ก็เลยไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวกะใครนัก
บอกยายไปว่า โอ้ย หนังสือที่พ่อให้มาตั้งห้าเล่มยักษ์ก็ยังอ่านไม่หมดเยยย แต่ก็ต้องอ่านของยายก่อนล่ะ เอิ๊กๆ
when you educate a man you educate an individual; when you educate a woman you educate a whole family. ให้การศึกษาแก่ผู้ชายคือการให้แก่บุคคลเดียว หากให้การศึกษาแก่ผู้หญิงคือการให้แก่ทั้งครอบครัว Charles D. McIver
เมื่อคืนไปนั่งกินโกลด์ เลเบิ้ล ฟรีๆ มา นุ่มเกินเหตุ ไร้ความเมาสิ้นดี
.................
เข้าเรื่องรัฐบาลแห่งชาติดีกว่า
ก็ความสุขจากการอ่านหนังสือก้อหายไป ความสุขจากการกินข้าวก็ไม่มี ความต้องการทางผู้หญิงก็ไม่มี การงานไม่ต้องพูดถึง ฉะนั้นแล้ว ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร
ปกติเรารักการอ่านหนังสือพิมพ์มากๆ มีความสุขทุกหนที่อ่าน และก็อ่านประจำเป็นปกติ
จะมีช่วงนี้ที่อ่านเป็นการฆ่าเวลา
ช่วงนี้ข่าวคุณทักษิณลี้ภัยดูจะเป็นข่าวใหญ่โต
สัปดาห์ก่อน เขาก็บ่นๆเปรยๆกันว่าอยากมีรัฐบาลแห่งชาติ
คนพูดก็ประชาธิปัตย์และบิ๊กจิ๋ว เห็นก็ตลกดีน่า
จู่ๆก็จะมาจั่วๆเอาตำแหน่งกันง่ายๆโดยไม่มีเสียงมากนักงั้นหรือ
เราเข้าใจว่าทุกวันนี้ประชาธิปัตย์ เบือ่หน่ายการเลือกตั้งเต็มที เลือกยังไงก็ไม่ชนะ เรียกได้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าเลือกตั้งกันทีเดียว กระสุนน้ำเลี้ยงอะไรก็หากันลำบาก จังหวะนี้ขอเป็น สส นานๆหน่อย อย่าพึ่งรีบเลือกตั้งกันเลย
(Groove Bar เอกมัย เปิดแล้วนะ)(พื้นที่โฆษณา)
วันนี้สมดุล ประชาธิปไตยกำลังเกิดขึ้นใหม่ แต่เป็นการเกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกับสมัยก่อน ทุนภูธรกำลังกลับมามีบทบาทสำคัญ ทุนสิบล้าน ร้อยล้าน กลับมาแล้ว ระบบทุนหมื่นล้านแบบ ช่อง3 อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ เจ้าของมือถือ พวกนี้กำลังหมดไป
ในอดีตที่ผ่านมาระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ก็เปลี่ยนถ่ายอำนาจมาหลายรูปแบบ จากเจ้าเป็นทหาร จากคนจีนจับมือทหารเข้ายึดอำนาจรัฐ(แบ๊งกรุงเทพอดีตคือแบ๊งทหาร) จนวนเวียนไปต่างๆมากมาย ก็กลับมาในรูปแบบวันนี้อีก วันนี้แหวนแห่งอำนาจ ที่เคยอยู่ในมือเจ้า ในมือปืน ในมือทุน กำลังเปลี่ยนไป และไม่มีใครรู้ว่าอำนาจเหล่านั้นไปตกอยู่ที่ไหน และอีกนานแค่ไหนจะกลับสู่ปวงชนชาวไทยอีกครั้ง
อาจจะแบบที่ทักษิณบอกว่า ไว้รอเวลาที่เหมาะสม เราว่าใครๆก็พอคาดเดาได้เวลาที่เหมาะสมเขาแปลว่าอะไร ทุกชีวิตมีเกิดล้วนมีตาย ไม่มีใครอยู่ยั้งยืนยงเป็นอมตะ คนเราจะยื้อความตายได้นานซักเพียงไหนเชียว
รัฐบาลแห่งชาติที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในชาติเขาอยากให้มี มันน่าแปลกใจมากๆว่า คิดได้ไง
เพราะขนาดเราวงนอกเราเองยังทราบเลยว่า ปัญหามันไม่ได้เกิดในสภา ปัญหาไม่ได้เกิดเพราะพรรคการเมืองแก่งแย่งอำนาจการบริหารกัน แต่ปัญหามันอยู่นอกสภา
จะมีประเทศใดบนโลกที่เป็นแบบเรา พรรคาการเมืองได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งสภา แต่กลับไปไม่สามารถมีความมั่นคงของสภาได้
วันก่อนไปประเทศจีน คุยกับคุณกุ้ง ผู้จัดการสาขาที่นั่น
บอกว่า แค่คนจีนถุยน้ำลายใส่หน้ากุ้งคนละแหมะ น้ำก็ท่วมโลกแล้วกุ้งเอ๊ย
คุณกุ้งแกขำใหญ่ แล้วก็คุยกันต่อว่า ถ้าลงขันกัน คนไทยที่เลือก ไทยรักไทย เอ๊ย พลังประชาชน ลงขันกันเก็บสนธิ(ลิ้ม)คนละบาทก็ได้เงินเป็นสิบๆล้านบาทแล้วนะ แต่เงินไม่ไ ่ด้เอาไปจ้างมือปืนหรอก
เอามาโยนเฟี่ยงหัวแป๊ะแก คนละเหรียญก็พอ แกหัวแตกตายแน่นอน (ตั๋งโต๊ะตายอย่างไร?)
แล้วจะมีรัฐบาลแห่งชาติไปเพื่ออะไรกัน มีแล้วจะมั่นคงขึ้นไหม แล้วไม่ยิ่งกลายไปเป็นเผด็จการรัฐสภางั้นหรือ
ช่วงนี้อ่านพลเอก บัญชร แกเขียนเรื่อง พลเอกสุจินดา สุดหล่อ ไม่อยากเป็นนายกอยู่ ก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา เหมือนกันนะ
การยึดทรัพย์ พลเอก ชาติชาย จนพลเอกชาติชาย คำแบ๊ค ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง
แต่นั่นแหละ บุญญาบารมีคนเราไม่เหมือนกัน พลเอกชาติชายแกมีภรรยาเป็นบุคคลชั้นสูง(อย่างแท้จริง) การจะคำแบ๊คมันไม่ยาก
ไอ้เรื่องแบบนี้แข่งเรือแข่งพายแข่งกันได้ แข่งบุญวาสนากันมันแข่งกันยาก
ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้าหรอก แต่ต้องมีเครือข่ายแห่งอำนาจที่ครบถ้วน
อำนาจอยู่แห่งไหนกัน ความลับพวกนี้มันมีอยู่
อำนาจไม่ใช่พลังแห่งเงินตราเท่านั้นหรอก อย่าประเมินสิ่งนั้นต่ำไป
ไม่ใช่เพราะคุณทักษิณอยากได้ทุกอย่างหรอกหรือ จึงต้องเสียทุกอย่าง
อายุก็ปูนนี้แล้ว ทำลูกเมียลำบากขนาดนี้ คนเราในฐานะที่ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์น่าดู
รัฐบาลแห่งชาติ อยู่หนใด
แล้วประชาธิปไตย อำนาจที่หายไป
ตอนนี้ไปตกหล่นที่ไหน ใครบอกได้
..........
ไปเดินสวนเสรีไทยกะแม่ดีกั่ว
ถ้าเป็นยุคหลังสงครามโลก
อำนาจอยู่ในมือเสรีไทย
ดักแด้ตอนกำลังจะเป็นผีเสื้อ ดูอ่อนแอสิ้นดี แล้วก็เปลี่ยนเป็นปีกที่แข็งแกร่งและสวยงาม ช่วงชีวิตคนเราก็เช่นกัน ต้องมีช่วงอ่อนแอบ้าง เพื่อจะแข็งแกร่งและโบยบินได้อย่างสวยงาม
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, August 13, 2008
แม่ปลื้มหรือแม่ไม่ปลื้ม
ตีสี่กว่าๆ
ไอ้คำแบบนี้นักข่าวบันเทิงชอบกันนักแล
คนพวกกระเทยหรือพวกผิดเพศจำนวนหนึ่งที่มีในแวดวงผู้สื่อข่าวสายบันเทิง มนุษย์ที่มีความผิดปกติทางจิต
(ปัจจุบันเรียกรสนิยมทางเพศ)
มักไม่ได้รับความรักที่เหมาะสมแบบมนุษย์ร่วมสังคมทั่วๆไป รักกระท่อนกระแท่นอะไรต่างๆนานา คนพวกนี้ก็เลยชอบป้ายสีและเห็นผิดเป็นชอบ นอกจากที่เห็นดอกบัวเป็นกงจักรมานาน เห็นใครดีกว่าไม่ได้ อิจฉาริษยา ไม่อยากให้เขาเหล่านั้นสมหวังกัน ต้องมาคคอยเต้าข่าวสร้างข่าวกันว่าเขาเลิกกันแล้ว ดูจะมองโลกในแง่ลบไปซะฉิบ
พอดีนั่งดูทีวีอยู่ ก็รอดูตั้งแต่อ่านไทยรัฐตอนตื่นแล้วล่ะ
ก็อยากดูอภัสราเขาออกทีวี เขาสวยดี ลูกเขาตัวจริงดูดีกว่าในทีวี
แต่ข่าวก็พาดกันไป สัมภาษณ์ที่ออกทีวีก็ไม่ได้เห็นว่าแม่ปลื้มหรือไม่ปลื้มกะแฟนลูกสาวนัก แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ทางบ้านเรานั่งดูทั้งครอบครัวเพราะ ใครๆแก่ๆก็อยากดูอภัสรากันทั้งนั้น ในบ้านเราคนแก่เขาคุยกันว่า ทั้งสามีและตัวอภัสราคงคุยกันแล้วเกี่ยวกะลูกชายคนนี้ ก่อนที่สื่อจะพาไปไกลและกู่ไม่กลับ ถ้าคนจะดันให้ลูกดังมันไม่ยากอะไร ถ้าคนจะกางปีกปกป้องลูกก็ไม่แปลกอะไร แต่ที่น่ากลัว(มากๆ)ในปัจจุบันก็คือสื่อเป็นพิษ สื่อทำร้ายมวลชนบ่อยด้วยการท่วมล้นของข้อมูลข่าวสารที่ไม่จริง และไร้ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ถ้าพ่อแม่ไม่ช่วยเหลือลูกอาจลำบากได้
ดูแม่จะปลื้มกะนางเอกช่อง7อยู่พอควร ถึงอนุญาตให้เป็นข่าวได้
จบข่าว
.............
วันนี้ไปซื้อบีทาเก้น หน้าปากซอยกะแม่ แม่ถามถึงแม่นางบีทาเก้น เราตอบไปขำๆ แต่งงานไปแล้วมั้ง(ฮา) ก้อเลยงงๆ อยู่ดีดีแม่ก็พูดถึงขึ้นมาไม่เคยได้ยินมานานสามสิบชาติและก็ไม่ค่อยนึกถึง เราบอกว่า โอ๊ย ถ้าแม่เจอแม่ก็ชอบ มันเป็นคนน่ารักว่ะแม่ ฉอเลาะ เสียงหวาน ตัวจิ๋วๆ แต่ที่แย่ก็คือ แต่ก่อนมันปล่อยให้แฟนๆทั้งหลายมัน โทรมาโวยวายกะทศบ่อยไปหน่อย ก็เลยเลิกคบมันไป
จริงๆแม่งก็เป็นเพื่อนที่ดีคนนึงในชีวิตทีเดียว แถมยังสวยอีกตะหาก แต่ที่แปลกมากๆก้อคือ ไม่เคยสะป๊าคกันเลยซักนิด
เป็นดั่งเพื่อนดั่งน้อง ที่คอยแนะนำชีวิตกันอยู่ช่วงหนึ่ง บอกแม่ว่า ถ้าแม่เจอแม่ก็ชอบ เอก ฝรั่งเศส บางเทอมได้เอช้วนด้วยนะแม่ แม่ขำใหญ่ โห เก่งงั้นเลยหรือลูก
แต่ที่กล่าวถึงในบล๊อกนี้เพราะผ่านเวลามาสี่ปีแล้วที่เลิกเป็นเพื่อนแม่งไป ทั้งๆที่ตอนนั้นคิดกันทั้งคู่เลยว่า จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป จู่ๆแม่ถามถึงขึ้นมาซะงั้นก็เลยนึกถึง เบอร์ก็ไม่มี msn เราก็ไม่อยากใช้ ก็ไม่เจอกันหรอก จำได้อย่างเดียวก็บ้าน แต่จะแวะไปก็ไงไงอยู่ เราหายโกรธเขาแล้วนะ แต่แม่งหายโกรธกูยังวะ555 แค่นึกถึงแม่ง เสียงกรี๊ดแม่งก็เข้ามาในโสตประสาทเราทันที
(วันนี้ก็เลยนึกถึงว่า ทำไมกูไม่เคยได้เขยิบฐานะเพื่อนขึ้นมาเป็นแฟนได้เลยวะ ให้ตายชีวิตนี้ก็คงไม่มี)
......
นึกไปถึงวิธีทำให้แม่เราปลื้มนี่ง่ายมากๆ แค่หาหนังสือหนุกๆมาให้อ่านเยอะๆ ทำบลูเบอร์รี่ชีสพาย มาให้กินก็พอแล้ว ตอนแม่จะเป่าเทียนวันเกิดเมื่อปลายเดือนที่แล้ว แม่เงยหน้ามาบอกเราว่า อยากกินบลูเบอร์รี่ชีสพาย เรานึกในใจ แม่พูดไรของแม่เนี่ย ฮึ
แต่วิธีเอาใจพ่อกูนี่ซิ หึหึ ไม่มีทางเลย พ่อเพี้ยนอย่างหนัก
วันนี้เห็นเอ็มวี Angela อากิจัง ในทีวีก้อเลยดูทันทหลายนาที ทั้งๆที่เปลี่ยนช่องไปๆมาๆอยู่ พอเพลงจบก็เห็นคนๆนึงโผล่ออกมา บอกพ่อไปว่า เนี่ย ไงคนนี้ไง พ่อพูดว่า โห ดังงี้เลยหรอ แล้วเขาจะมองลูกไหม ล่ะ หันไปยักคิ้วทีนึง ทำหน้าหล่อ แล้วบอก พ่อก็เห็นนี่ เขามองไม่มอง แล้วก็ขำกันสองคน บอกพ่อกลับไปว่า อากินี่ดังมากที่ญี่ปุ่น แต่สำหรับคนไทยไม่ดังเลย (ญี่ปุ่นมีมากกว่าบอยแบนด์ เกาหลีก็เช่นกัน)
.....
วันนี้2ทุ่มนั่งดูซีนีแหม็กซ์ He said She said หนังที่ชอบเรื่องนึง เป็นหนังเก่าๆ ที่ดีทีเดียว เคยดูเมื่อหลายปีก่อนหนนึง ดีในระดับที่เราชอบ The mirror has 2 faces.
ในหนังมีตอนนึงตลกดี พระเอกไปกินข้าวมื้อแรกกะครอบครัวนางเอก นางเอกก็บอกไปตลอดทางที่พระเอกขับรถว่า ครอบครัวเขาก็เหมือนครอบครัวปกติ
พอไปถึงพระเอกก็งงๆ กับบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร มีตั้งแต่การคุมกำเนิดและการเป็นปัจเจกชน การมีพลังอำนาจของผู้หญิงอันเนื่องมาจากการใช้ห่วงคุมกำเนิด
และอีกมากมาย ที่เป็นเรื่องปรัชญาเชิงสังคมวิทยา ที่แปลกประหลาดเกินบทสนทนาของคนปกติ
ดูกับแม่เเล้วขำ ถามแม่ว่า แม่ว่า บ้านเราเพี้ยนๆแบบนี้เปล่า (แต่บ้านเราไม่เปิดเผยเรื่องเพศขนาดนี้หรอกนะ) แม่ขำใหญ่ เออ ใช่ ไอ้พ่อกะลูกชายชอบคุยกันแปลกๆบ้าๆบอๆ แต่ก็นานๆทีนะ แต่มักเป็นบนโต๊ะอาหารมื้อพิเศษเสมอ (ฮา)
แต่เรื่องนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงนางเอกนักเขียน ต้องโตมาแบบนี้ล่ะ ถึงได้มีแนวคิดต่อสังคมจนเป็นคอล่ำนิสต์ในสือพิพม์ได้
โดยรวมก็คือ ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ
เมื่อคืน
ร้านเหล้าเลิก เดินไปขอเบอร์ผู้หญิงคนนึง เขาให้เบอร์เสร็จก็เดินไปเยี่ยว ยัยน้องสาวตัวดี เดินเข้ามาดุสัดๆ ถามว่า "พี่ทศทำไรอะ?" แม่งเอ๊ย หวง ขึ้นมาเลย เป็นเหี้ยไรวะ ก็ขอเบอร์สาวดิวะ ปล้ำกันทางสายตามาตั้งหลายชั่วโมง พอเรากลับบ้าน แม่งโทรมาเม้งอีกหลายนาที ขี้เกียจคุยด้วยก็เลยตัดบท นึกในใจ เปนเหี้ยไรมากป่ะเนี่ย
เป็นน้องอะถูกต้องแล้ว พี่ไม่เคยรู้สึกชู้สาวกะหนูเลยนะจ๊ะ อย่าทำให้พี่เสียความรู้สึกซิ อีนี่ก็ฉอเลาะน่ารัก แม่เจอคงดีใจ555 เมื่อวานมันถามว่า "ไม่รักน้องหรอ?" กูล่ะงง ถามทำเหี้ยไรวะ วันนี้โทรไปก็ไม่รับไม่โทรกลับ นี่คือวิธีงอนของแม่งป่ะวะ แล้วกูต้องง้อไหมนี่ เกิดมาเคยง้อคนไหมวะ แฟนกูยังไม่ง้อเลย พ่อแม่ก็ไม่ง้อ แล้วน้องนอกสายเลือดกูจะง้อไหมนี่ 555 แต่นี่คิดถึงว่ะ
ไอ้คำแบบนี้นักข่าวบันเทิงชอบกันนักแล
คนพวกกระเทยหรือพวกผิดเพศจำนวนหนึ่งที่มีในแวดวงผู้สื่อข่าวสายบันเทิง มนุษย์ที่มีความผิดปกติทางจิต
(ปัจจุบันเรียกรสนิยมทางเพศ)
มักไม่ได้รับความรักที่เหมาะสมแบบมนุษย์ร่วมสังคมทั่วๆไป รักกระท่อนกระแท่นอะไรต่างๆนานา คนพวกนี้ก็เลยชอบป้ายสีและเห็นผิดเป็นชอบ นอกจากที่เห็นดอกบัวเป็นกงจักรมานาน เห็นใครดีกว่าไม่ได้ อิจฉาริษยา ไม่อยากให้เขาเหล่านั้นสมหวังกัน ต้องมาคคอยเต้าข่าวสร้างข่าวกันว่าเขาเลิกกันแล้ว ดูจะมองโลกในแง่ลบไปซะฉิบ
พอดีนั่งดูทีวีอยู่ ก็รอดูตั้งแต่อ่านไทยรัฐตอนตื่นแล้วล่ะ
ก็อยากดูอภัสราเขาออกทีวี เขาสวยดี ลูกเขาตัวจริงดูดีกว่าในทีวี
แต่ข่าวก็พาดกันไป สัมภาษณ์ที่ออกทีวีก็ไม่ได้เห็นว่าแม่ปลื้มหรือไม่ปลื้มกะแฟนลูกสาวนัก แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ทางบ้านเรานั่งดูทั้งครอบครัวเพราะ ใครๆแก่ๆก็อยากดูอภัสรากันทั้งนั้น ในบ้านเราคนแก่เขาคุยกันว่า ทั้งสามีและตัวอภัสราคงคุยกันแล้วเกี่ยวกะลูกชายคนนี้ ก่อนที่สื่อจะพาไปไกลและกู่ไม่กลับ ถ้าคนจะดันให้ลูกดังมันไม่ยากอะไร ถ้าคนจะกางปีกปกป้องลูกก็ไม่แปลกอะไร แต่ที่น่ากลัว(มากๆ)ในปัจจุบันก็คือสื่อเป็นพิษ สื่อทำร้ายมวลชนบ่อยด้วยการท่วมล้นของข้อมูลข่าวสารที่ไม่จริง และไร้ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ถ้าพ่อแม่ไม่ช่วยเหลือลูกอาจลำบากได้
ดูแม่จะปลื้มกะนางเอกช่อง7อยู่พอควร ถึงอนุญาตให้เป็นข่าวได้
จบข่าว
.............
วันนี้ไปซื้อบีทาเก้น หน้าปากซอยกะแม่ แม่ถามถึงแม่นางบีทาเก้น เราตอบไปขำๆ แต่งงานไปแล้วมั้ง(ฮา) ก้อเลยงงๆ อยู่ดีดีแม่ก็พูดถึงขึ้นมาไม่เคยได้ยินมานานสามสิบชาติและก็ไม่ค่อยนึกถึง เราบอกว่า โอ๊ย ถ้าแม่เจอแม่ก็ชอบ มันเป็นคนน่ารักว่ะแม่ ฉอเลาะ เสียงหวาน ตัวจิ๋วๆ แต่ที่แย่ก็คือ แต่ก่อนมันปล่อยให้แฟนๆทั้งหลายมัน โทรมาโวยวายกะทศบ่อยไปหน่อย ก็เลยเลิกคบมันไป
จริงๆแม่งก็เป็นเพื่อนที่ดีคนนึงในชีวิตทีเดียว แถมยังสวยอีกตะหาก แต่ที่แปลกมากๆก้อคือ ไม่เคยสะป๊าคกันเลยซักนิด
เป็นดั่งเพื่อนดั่งน้อง ที่คอยแนะนำชีวิตกันอยู่ช่วงหนึ่ง บอกแม่ว่า ถ้าแม่เจอแม่ก็ชอบ เอก ฝรั่งเศส บางเทอมได้เอช้วนด้วยนะแม่ แม่ขำใหญ่ โห เก่งงั้นเลยหรือลูก
แต่ที่กล่าวถึงในบล๊อกนี้เพราะผ่านเวลามาสี่ปีแล้วที่เลิกเป็นเพื่อนแม่งไป ทั้งๆที่ตอนนั้นคิดกันทั้งคู่เลยว่า จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป จู่ๆแม่ถามถึงขึ้นมาซะงั้นก็เลยนึกถึง เบอร์ก็ไม่มี msn เราก็ไม่อยากใช้ ก็ไม่เจอกันหรอก จำได้อย่างเดียวก็บ้าน แต่จะแวะไปก็ไงไงอยู่ เราหายโกรธเขาแล้วนะ แต่แม่งหายโกรธกูยังวะ555 แค่นึกถึงแม่ง เสียงกรี๊ดแม่งก็เข้ามาในโสตประสาทเราทันที
(วันนี้ก็เลยนึกถึงว่า ทำไมกูไม่เคยได้เขยิบฐานะเพื่อนขึ้นมาเป็นแฟนได้เลยวะ ให้ตายชีวิตนี้ก็คงไม่มี)
......
นึกไปถึงวิธีทำให้แม่เราปลื้มนี่ง่ายมากๆ แค่หาหนังสือหนุกๆมาให้อ่านเยอะๆ ทำบลูเบอร์รี่ชีสพาย มาให้กินก็พอแล้ว ตอนแม่จะเป่าเทียนวันเกิดเมื่อปลายเดือนที่แล้ว แม่เงยหน้ามาบอกเราว่า อยากกินบลูเบอร์รี่ชีสพาย เรานึกในใจ แม่พูดไรของแม่เนี่ย ฮึ
แต่วิธีเอาใจพ่อกูนี่ซิ หึหึ ไม่มีทางเลย พ่อเพี้ยนอย่างหนัก
วันนี้เห็นเอ็มวี Angela อากิจัง ในทีวีก้อเลยดูทันทหลายนาที ทั้งๆที่เปลี่ยนช่องไปๆมาๆอยู่ พอเพลงจบก็เห็นคนๆนึงโผล่ออกมา บอกพ่อไปว่า เนี่ย ไงคนนี้ไง พ่อพูดว่า โห ดังงี้เลยหรอ แล้วเขาจะมองลูกไหม ล่ะ หันไปยักคิ้วทีนึง ทำหน้าหล่อ แล้วบอก พ่อก็เห็นนี่ เขามองไม่มอง แล้วก็ขำกันสองคน บอกพ่อกลับไปว่า อากินี่ดังมากที่ญี่ปุ่น แต่สำหรับคนไทยไม่ดังเลย (ญี่ปุ่นมีมากกว่าบอยแบนด์ เกาหลีก็เช่นกัน)
.....
วันนี้2ทุ่มนั่งดูซีนีแหม็กซ์ He said She said หนังที่ชอบเรื่องนึง เป็นหนังเก่าๆ ที่ดีทีเดียว เคยดูเมื่อหลายปีก่อนหนนึง ดีในระดับที่เราชอบ The mirror has 2 faces.
ในหนังมีตอนนึงตลกดี พระเอกไปกินข้าวมื้อแรกกะครอบครัวนางเอก นางเอกก็บอกไปตลอดทางที่พระเอกขับรถว่า ครอบครัวเขาก็เหมือนครอบครัวปกติ
พอไปถึงพระเอกก็งงๆ กับบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร มีตั้งแต่การคุมกำเนิดและการเป็นปัจเจกชน การมีพลังอำนาจของผู้หญิงอันเนื่องมาจากการใช้ห่วงคุมกำเนิด
และอีกมากมาย ที่เป็นเรื่องปรัชญาเชิงสังคมวิทยา ที่แปลกประหลาดเกินบทสนทนาของคนปกติ
ดูกับแม่เเล้วขำ ถามแม่ว่า แม่ว่า บ้านเราเพี้ยนๆแบบนี้เปล่า (แต่บ้านเราไม่เปิดเผยเรื่องเพศขนาดนี้หรอกนะ) แม่ขำใหญ่ เออ ใช่ ไอ้พ่อกะลูกชายชอบคุยกันแปลกๆบ้าๆบอๆ แต่ก็นานๆทีนะ แต่มักเป็นบนโต๊ะอาหารมื้อพิเศษเสมอ (ฮา)
แต่เรื่องนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงนางเอกนักเขียน ต้องโตมาแบบนี้ล่ะ ถึงได้มีแนวคิดต่อสังคมจนเป็นคอล่ำนิสต์ในสือพิพม์ได้
โดยรวมก็คือ ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ
เมื่อคืน
ร้านเหล้าเลิก เดินไปขอเบอร์ผู้หญิงคนนึง เขาให้เบอร์เสร็จก็เดินไปเยี่ยว ยัยน้องสาวตัวดี เดินเข้ามาดุสัดๆ ถามว่า "พี่ทศทำไรอะ?" แม่งเอ๊ย หวง ขึ้นมาเลย เป็นเหี้ยไรวะ ก็ขอเบอร์สาวดิวะ ปล้ำกันทางสายตามาตั้งหลายชั่วโมง พอเรากลับบ้าน แม่งโทรมาเม้งอีกหลายนาที ขี้เกียจคุยด้วยก็เลยตัดบท นึกในใจ เปนเหี้ยไรมากป่ะเนี่ย
เป็นน้องอะถูกต้องแล้ว พี่ไม่เคยรู้สึกชู้สาวกะหนูเลยนะจ๊ะ อย่าทำให้พี่เสียความรู้สึกซิ อีนี่ก็ฉอเลาะน่ารัก แม่เจอคงดีใจ555 เมื่อวานมันถามว่า "ไม่รักน้องหรอ?" กูล่ะงง ถามทำเหี้ยไรวะ วันนี้โทรไปก็ไม่รับไม่โทรกลับ นี่คือวิธีงอนของแม่งป่ะวะ แล้วกูต้องง้อไหมนี่ เกิดมาเคยง้อคนไหมวะ แฟนกูยังไม่ง้อเลย พ่อแม่ก็ไม่ง้อ แล้วน้องนอกสายเลือดกูจะง้อไหมนี่ 555 แต่นี่คิดถึงว่ะ
Posted by
T 0 5 E
Tuesday, August 12, 2008
Daily Soulmate

โอ้ว โห ทำไมดูโค้ดยาวขนาดนั้นล่ะครับ เอาง่ายๆว่า เอารูปมาจากไทยรัฐหน้า4วันนี้
http://thairath.co.th/newspic.php?cat=1886&id=12402
พี่เอ๊าะแต่งงานกะพี่บอม รายละเอียดเพียงนิดเดียวดูได้ในนั้น ส่วนรายละเอียดมากขึ้นนิดนึงในความทรงจำผมก็คือ บล๊อกที่เขียนติดกันเมื่อสองวันก่อน
..................
เนื่องในโอกาสวันนี้วันแม่แห่งซาดจะเขียนถึงแม่นิดๆหน่อยๆ แต่ตะกี๊หารูปพี่เอ๊าะกะแม่เต๊าะในไทยรัฐก็ยากแระ
ว่าจะหารูปแม่แมวในหน้าสังคม สตรี วันนี้ก็เลยพาลขี้เกียจหาไปด้วย
วันนี้ตอน5โมงแม่กลับมา เราก็ดีใจ เราตื่นมาพักใหญ่ๆอากศขมุกขมัวมากๆ เลยขี้เกียจไปไหน อ่านสือพิพม์จบไปแล้ว นั่งดูทีวีอยู่ ชวนแม่ไปเดินสวนเสรีไทย ตามปกติ แม่บอกว่าไม่ไป พรุ่งนี้ไปปลูกป่า วันนี้มีงานต้องเคลียร์เยอะแยะ แม่ดูจะเห่อกะไปปลูกป่าเอาซะมากๆ ไม่รู้เป็นไร โธ่ แม่มีเรื่องเม้าเยอะแยะเยย เมื่อวานไปเจอโซลเหมทอีกแล้ว555
เอาหนังสือพิพม์ให้แม่ดู บอกว่านี่ไงแม่ น้องเอื้อมที่ทศเคยบอกว่า แม่เขาชื่อแมว(เหมือนกัน)และเรียนอักษรรุ่นใกล้ๆแม่อะ แม่ก็ดูๆแล้วบอก เออ นึกหน้าไม่ออกจริงๆ (ผู้หญิงอายุ50กว่าๆกัน ใครจะจำกันได้นะ) เเล้วก็บอกว่า น้องเอื้อมน่าร้ากกกก แม่ก็ถามถึง... หลีดอักษรที่เราเขียนในบล๊อกคราวล่าสุด เราก็บอกไปตามตรง โอ๊ย ตื่นมาก็ลืมแล้วแม่ 555 แม่ขำใหญ่ ก็บอกแล้วว่าแค่เรื่องตลก
เราคิดว่าปี53เราก็จะไปเรียนโทที่อักษรนะ อันนี้บอกแม่ไว้นานแล้วว่าถ้าเวลาเหมาะสมก็อยากไปเรียน ถ้าเอ็นติดเรียนตั้งแต่ตรีป่านนี้จบเอกไปแล้วมั้งเนี่ย555 เราว่าเรามีความสามารถทางนี้พอสมควร แม่กะยายบ่นเสียดายเสมอที่เราไม่ยอมไปเรียนเหมือนเขาทั้งคู่
น้องเอื้อมกะแม่แมว เขาไป ออกข่าวกะมิกิโมโต้ ้ ซื้อ มุกแม่ให้แม่ วิธีการเลี้ยงลูกอะไรประมาณนี้ล่ะ แต่เป็นข่าวเพราะคนนำเข้ามิกิโมโต้เขาคงยากให้เป็นข่าวมากกว่า สื่อมวลชนไทยก็ชอบทำข่าวพวกนี้อยู่แล้ว
ไข่มุกยี่ห้อนี้ สวยนะ ตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่นหนแรก ตอนนั้นไปทำที่ตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น(แต่ทำชั้นใต้ดิน(ฮา)) มีร้านนึงที่เราเดินไปดูบ่อยๆตอนพัก ร้านนึงก็คือ มิกิโมโต้นี่ล่ะ สวย ไข่มุก สวย และแพง
เเม่แมวเราก็ชอบไข่มุก เราก็ชอบ แต่เราชอบเพชรมากกว่า แต่ทุกวันนี้ก็ไม่มีเงิน อยากซื้อให้เเม่เหมือนกันนะ แม่เคยบอกว่าแม่อยากได้ต้องของยี่ห้อนี้ด้วย ไว้ซักวันเกิดแม่ปีหน้าละกันนะแม่น้า
ถ้าจำไม่ผิดแม่แมวของน้องเอื้อมเขานำเข้า Kenzo เขาก็เลยต้องเดินทางไปญี่ปุ่นกันบ่อย
วันก่อนนู้นนนไปดูคอนเสิด The Touch of Bekeryที่Curve เป็นงานที่เหล้าแบล๊กเขาจัด กอ้เจอกันกะเอื้อม เขาอยุ่โต๊ะข้างๆ มากันกะพี่น้องญาติๆกันเต็มไปหมด เราก็ไปกันกะยุตม์สองคนก้เลยไปเกาะโต๊ะชาวบ้านเอา พวกมาเป็นโต๊ะก็มากันเยอะจริงๆ โต๊ะเอื้อมก็เป็นญาติๆเขา กะเพื่อนๆ โต๊ะ ติดกะเอื้อม ก็เป็น คุณ อาจหาญ ลูกเฉลิม ส่วนอีกโต๊ะ เป็นโต๊ะ คุณ พานทองแท้ลูกพันโททัก โอ๊ย กูจะเป็นลม สาวๆสวยๆสามโต๊ะ ล้อมรอบบาร์ หน้าเวที โต๊ะพวกนี้ สาวเยอะจัดๆ สวยด้วย
กลับมาที่เรื่องมิกิโมโต้ ช้อบชอบ เราชอบผู้หญิงที่ใส่ตุ้มหูมุกเสมอ ไม่รู้ทำไม แต่เป็นใส่ในชีวิตประจำวันนะ ไม่ใช่ใส่ออกงานหรืออะไร
สาวอักษรที่ทำให้เราเปิดบล๊อกนี้ ก็ชอบใส่ตุ้มหูมุกเสมอ แฟนเก่าที่คบมาตั้ง7ปี ก็ใส่ตุ้มหูมุกเป็นหลัก ทำไมกันนะ มันคงเป็นเหตุผลอะไรบางอย่างที่คนบางประเภทที่เหมือนกันมักใช้เครื่องประดับที่เหมือนกันซินะ และ คนที่เลือกเครื่องประดับเหมือนๆกัน ย่อมมีรสนิยมบางอย่างที่ตรงกัน และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คนเรามาผูกพันในกันและกันได้
บางทีฝนตกหนักแบบวันนี้ก้อทำให้...็คิดถึง เพราะวันที่เดินกางร่มไปด้วยกันมันมีความสุขมากทีเดียว
แต่อดีตก็คืออดีต
.......
มาพูดเรื่องเมื่อวานดีกว่า เมื่อวานสนุกมากๆ ไปงานแต่งงานเพื่อนสนิทของเพื่อนสนิท คุณทศก็เมาอีกแล้ว เมาเพราะเจอสาวสวย แต่ไม่กล้าเข้าไปหา กินเหล้าไปเยอะมากๆ ตอนก่อนงานจะเลิก บอกกัปตันตัวแรงว่า เดี๋ยวผมกินครบอีกสามแก้วจะเข้าไปถามชื่อนะพี่
กินหมดสามแก้วไม่กี่นาทีก็ฮา ก็ยังไม่กล้าอยู่ พี่เขารำคาญเลยพาเดินจูงมือเราไปคุยกะน้องเจ้าสาวทันที
อ้อ เพื่อนแต่งงานนี่อยู่ในหัวข้อบล๊อกเรื่องไรไม่รุ้ เดือนที่แล้ว ที่เพื่อนเป็นชาวพัทลุงกัน แต่งกันแล้วรอบนึงเมื่อสัปดาห์ก่อนที่พัทลุง โต๊ะจีน150โต๊ะแน่ะ หมดกันเป็นล้านๆบาท แต่พ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นนามสกุลเจ้าเมืองที่นู้น เจ้าบ่าวเป็นนักบินเจ้าสาวเป็นทันตแพทย์
คราวนี้ ก็แต่งแบบเด็กๆหน่อย ห้องเล็กๆ แต่ว่าคนแน่นนมากกกก ที่สโมสรทหารบก คนมาล้นงานเลยล่ะ
ก็มีแต่วัยประมาณเราและแก่กว่านิดหน่อย เจ้าบ่าวเจ้าสาวอายุพอๆกัน
เพื่อนรักตั้งคำว่า Daily Soulmate ให้กะเรา ก็ไอ้ทศมึงบอกว่ามึงเจอเนื้อคู่ทุกวันเลยนี่นา
ก็ดูจะจริงอยู่ไม่น้อย
จริงๆคืนนี้มีนัดออกไปเจอสาวด้วย แน๊ทจัดให้ดู แต่ไปไม่ได้เพราะไปบ้านแน๊ทวันก่อน แลกบัตรที่ตู้ยามก่อนเข้าหมู่บ้าน ผลคือ ลืมเอาบัตรประชาชนกลับ บัตรหายไปแล้ว วันนี้ขี้เกียจไปทำ ก้ออดไปเที่ยว ถ้าไปก็เจอ เจอสาวสวยทุกวัน ฮ่าๆๆ นับได้ว่าใจแตกไปใหญ่แล้วกู
ใจแตกขึ้นแต่ไม่ได้แปลว่าเป็นสุขขึ้นเลย กินข้าวไม่ลงมานานแล้ว แต่ขยันกินเหล้าเหมือนเดิมเด๊ะ ใจแตกเเบบต้องการคนเติมเต็ม แต่ที่เข้ามาไม่มีใครเติมได้เต็มซักคน คุยไปก็เบื่ออยู่ดี
วันๆไม่ค่อยกินอะไร เพราะกินไม่ลง ยายก็งอนแล้วล่ะ แต่พุงป่องกว่าเดิมเพราะยัดเหล้าเข้าไปเยอะ
ไปงานแต่งงาน2วันก็กินเหล้าไปเยอะมากๆ เลิกงานก็ไปกินต่ออีก
กินเพราะจะได้กล้าเข้าหาหญิง ฮ่าาๆๆๆ
อ้อ เมื่อวานมีผู้ชายเต็มงานเลย เพราะเจ้าบ่าาวจบ นายเรืออากาศมาก่อนเป็นนักบินการบินไทย ล่ำๆหล่อๆเพียบๆ
สองวันนี้เห็นพิธีเดินลอดซุ้มกระบี่แล้วแบบแหม เยี่ยมจริงๆ ขลังมากๆ
ผู้หญิงที่เราชอบ หน้าตาดี แก้มป่องๆด้วย กว่าจะเข้าไปคุยได้ ก็ปาไปหลายชั่วโมง
แอบมองบ้าง เขาก็รู้ตัว แต่ก็มองไม่เยอะนักหรอก เพราะว่า ไม่ได้สนใจมาก แต่ไอ้ทศมันสายตาบ้าอยู่แล้ว 555
เขาเป็นเพื่อนเจ้าสาว แต่เขาอายุมากกว่าเราดิ เราโคตรเซ็งเลย เขาบอกว่า เราเมาด้วยนะ 555
แต่หมอฟันที่ไหนวะ สวยขนาดนี้ นี่พอลลีนมาเองเลยป่ะเนี่ย555
กลับมาเจอเพื่อนด่าชิบหายเลย ที่ไม่ขอเบอร์ เพื่อนบอกว่าการเดินเข้าไปคุย มีคนจัดให้ เจ้าสาวจัดให้ขนาดนี้แล้วไม่ขอเบอร์โคตรเป็นการไม่ให้เกียรติ เออ ก็คงจะจริงมั้ง ก็ทำไงได้ ก็ดันแก่กว่ากูนี่ ถึงหน้าตาจะเอ๊าะมากๆเหมือนพวกคุณหมอทั่วๆไปก็ตาม บอกว่าเรียนปี5ก็ดูน่าเชื่อ
อีเพื่อนรัก โคตรจะงอนกูเล้ยยยย งอนจริงจังแทบจะกลับก่อน ตอนเราเดินไปคุยด้วย มันลงไปรอที่ลานจอดรถเลย งอนไม่เข้าท่าตลอด เพื่อนคนอื่นๆก็จะรู้กันว่า แม่งงอนไอ้ทศคนเดียวงอนชิบหายวายป่วงอยู่เรื่อย
จะเอาไรกะกูละเอ๋ย
เอ๋ยบอกว่า น้องกุ้งน่ารักกว่าตั้งเยอะ มันให้กุ้งผ่านนะ
อีนี่ก็ไม่รู้เป็นห่าไร ชอบมาหวงก้างเพื่อนหล่อๆกัน แฟนไอ้โป้งก็ต้องผ่านความเห็นชอบของมันก่อน
ทีแฟนมันโคตรจะไม่รักมัน เราเองก็ยังไม่ได้บอกให้เลิกคบอะไรกันเล้ยยย
ไอ้เรื่องรักกันต้องให้เกียรติกันนี่สำคัญมากๆ
ทำอะไรก็ไว้หน้ากันบ้าง คิดถึงหัวอกหัวใจกันบ้าง แต่ทำไงได้ เพื่อนเราไม่สวยไรนัก อายุก็ปานนี้แล้ว (27) จะเลิกกะแฟนซักคนคงเป็นไปไม่ได้
เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบากนักเชียว ต่อให้สวยหยาดเยิ้มแค่ไหนซัก28นี่ก็ลำบากกันทุกคน
ตกดึกนั่งกินเหล้ากันที่บ้านตรงข้ามบ้านเจ้าบ่าวเจ้าสาว จนเช้า
เรื่องที่เม้ากันเยอะมากๆ ก็คือ เรื่องกูนี่ล่ะ ไอ้ทศมันโง่ตลอด
เหมือนเป็นตัวตลกในหมู่เพื่อนเสมอๆ เรื่องสาวๆเรานี่ล่ะ
เพื่อนรักพูดขึ้นมาว่า ปกติเวลาหญิงขอเบอร์เราไปแล้วโทรมาหาทุกวัน บอกว่าคิดถึง เอาแต่พองาม ไม่มากไป มึงรู้สึกดีไหม เราบอกไปตามตรง เออ ก็รู้สึกดีนี่นา ทุกวันนี้ก็มีจริงๆ มีคนนึงโทรหาทุกวันเลย แต่อยู่ไกลกันไปหน่อย ก็เจอกันยาก คงอีกนานหรืออาจตลอดไปที่ไม่ได้เจอกัน ส่วนอีกคนหนึ่งที่ไปตกลงเป็นแฟนเขาเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เขาก็ไม่โทรหาเราอีกแล้ว เออ แต่กูก็รู้สึกดีนะ ที่แต่ก่อนนี่เขาโทรหาทุกวันเวลาตื่นและก่อนนอน แล้วพวกนี้ก็ขอเบอร์กูไปนี่นา
ก็บอกเพือ่นๆไปว่า ปกติก็มีคนขอเบอร์กูอยู่เรื่อยนี่ กูไม่ค่อยเดือดร้อนในการขอเบอร์ใคร และที่สำคัญมากๆ ก้อคือ กูเองขี้เกียจจีบสาวจะตายห่า กูอยากมีแฟนกูอยากแต่งงาน ไม่ค่อยอยากเสียเวลาอะไรนักกะชีวิต
แต่ว่าไป ก็ไม่ใช่แต่งไวไวนี้หรอกนะ ไว้ซัก31ค่อยคิดเรื่อง
หมั้นด้วยซ้ำไป
พวกมันก็บอกว่า (เราเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่มีแฟน) มึงก็อย่าคิดมาก ก็คุยๆไปก่อน พวกหมอฟันทำงานวันละหลายๆคลีนิค ใครเขาจะมีเวลาหรือมีคนมาจีบวะ เจ้าสาวเขาก็บอกนะว่า เพื่อนเขาก็โสดสนิท เราก็เชื่อว่า สนิทจริงๆ (เป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้)มึงก็คุยสนุกออกขนาดนี้ สาวไหนจะไม่อยากคุยด้วย(วะ) เราก็บอกไปตามตรงว่า กูคุยไม่หนุกนะ คุยๆไปกูก็เลิกตลกทุกทีล่ะ พอกูเริ่มจริงจัง เดี๋ยวกูก็จะเลิกตลก
นึกๆไปถึงตนเองในรอบสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาก็รู้สึกดีมากๆ ที่มีผู้หญิงโทรมาบอกว่า คิดถึงทุกวัน บางวันก็สองคนก็ยิ่งรู้สึกดี แต่ถามว่าให้ไปสนใจอะไรเขามากไหม เราก็บอกตามตรงว่าขี้เกียจ ขี้เกียจถึงขั้นสุด (เราเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ)
สันดานเราเสียมากๆ
ชอบดูใจผู้หญิงนานๆ เกลียดความสัมพันธ์แบบไวไวเกินไป ยิ่ง one night stand นี่ยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ ไม่เคยเวิ้รคซักหนหรอก
พวกเพื่อนชอบด่าว่าโง่
นั่นซิสำหรับความรักกูคงโง่มากๆ กูชอบใช้ใจมากกว่าใช้กายมากๆ
พอขากลับเพื่อนรักที่รอไปอบรมผู้พิพากษามาส่งบ้าน ก็คุยกันต่อส่วนตั๊วส่วนตัว เป็นชั่วโมงๆ เรื่องที่เรากลุ้มใจ มันก็บอกว่ามันรู้ว่าเรามีปัญหาชีวิตแน่ๆ เพราะเราไม่กลับโตเกียวเสียที มันก็อยากคุยกะเรา ใช่ เรามีปัญหาแน่ๆ (มีเพื่อนรู้กฏหมายนี่ดีจัง)
ปัญหานี้ก็พาลทำให้เราไม่สนใจผู้หญิงไปด้วยซ้ำ และที่สำคัญเราคิดเองว่า ปัญหานี้ทำให้ทุกวันนี้เรากินไม่ได้นอนไม่หลับทุกคืน ถ้าเป็นแบบนี้ไปนานๆ รับรองโทรมตายชัก หลังๆนี้ไม่ได้หิวข้าว และไม่ได้หิวผู้หญิงเลย เจอใครทีก็ตื่นเต้นๆ แล้วพออีกวันก็หมดความสนใจไป ซึ่ง ทำให้ชีวิตน่าเบื่อมากๆ เหมือนตายๆไงไม่รู้
มันมาส่งเพราะว่าเมื่อเช้าเราไม่ได้ไปถ่ายรูปงานซ้อมรับปริญญาที่ท่าพระจันทร์กะมัน มันเรียนกฏหมายมา10ปี มันบอกว่าเบือ่เหมือนกันนะ แต่ก็ยังดีที่เดินไปตามทางนี้ได้อย่างผู้ชนะ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็อยากเป็นอัยการมากกว่า เราก็เห็นว่างานอัยการ โดยตัวงานแล้วมันกว่า สนุกกว่า เป็นประโยชน์กว่า ผู้พิพากษามากๆ แต่ว่ามันต้องรอเข้ารอบช้าไปปีหน้านู้นกว่าจะบรรจุ เพื่อนก็ไม่เอา คนสอบได้ก็สอบได้สองอย่าง คนสอบไม่ได้ก็ล้วนยากเย็น ตอนนี้น้องมันก็เครียดมากๆ เพราะพ่อก็เป็นอัยการ พี่ก็ได้ผู้พิพากษา
เมื่อคืนในวงเหล้า พูดอะไรกันขึ้นมาไม่รู้ ว่าหน้าตาใครเหมือนคนจน แล้วเราก็บอกว่า กูไง กูจน เพื่อนคนนี้บอกว่าดูมึงไม่เห็นจนเลย เราก็ เฮ้อ นั่นซิ เข้าใจหน่อยดิ ว่ากูรู้สึกลำบ๊ากลำบาก
หน้าตาโคตรเศร้าหมองเล้ยยย
จะตีห้าแล้ว วันนี้ตอนไปวิ่งคนเดียวที่สวน ฟังถ่ายทอดเสียงสดๆ พระราชเสาวณีย์จากสมเด็จฯ ด้วย สองชั่วโมงได้ จริงๆก็อยากเขียนเรื่องนี้มากกว่า แต่ยายตื่นแล้ว ไปนั่งคุยกะยยายดีกว่า แล้วกูจะนอนกี่โมงวะเนี่ย เล่นตื่นมาตอนตีหนึ่งแบบนี้
นึกไปถึงเพื่อนคนนึงเคยบอกว่า ขึ้นรถไฟฟ้าทีไรเจอเนื้อคู่ทุกทีไป คนน่ารักเต็มเลย
แต่เราว่า Soulmate น่าจะเเปลว่า คู่สร้าง คู่สม มากกว่า ต้องทำบุยกันมาน่า ถึงจะรักกันได้ เจอกันได้ อยู่กันยืด คุยกันรู้เรื่อง
แหวะ เบื่อผู้หญิงไปทั้งโลก
Posted by
T 0 5 E
Sunday, August 10, 2008
ไปงานแต่งงานพี่สาวเราก้อเจอเนื้อคู่(ฮา)
ไปงานแต่งงานพี่สาวมาเจอเนื้อคู่(ฮา)
เที่ยงคืนฝ่าๆแล้ว ของคืนวันเสาร์เช้าวันอาทิตย์ ไปงานแต่งงานพี่เอ๊าะมาที่ราชนาวีสโมสร มีความสุขสุดๆ อาจจะเพราะกินเหล้าไปเยอะมากด้วย
จะเรื่มยังไงดีล่ะ เอาเป็นเพลงก่อนละกัน เดี๋ยวหาเพลงก่อนนะ เพลงนี้เคยเปิดที่ร้านไอ้นนท์เวลามีลูกค้าสวยๆเข้ามา จะตะโกนไปร้านข้างๆ เฮ้ย แพ๊ทสุดสวย ขอเพลงหน่อย
เรื่องจริง(ของรักแรกพบ)
..................
เรื่องจริง
Boyd feat. ป๊อด ธนชัย อุชชิน
เสียงร้องที่เธอกำลังได้ยิน กลั่นออกมาจากใจจริงๆ
และเปียโนที่เธอได้ยิน กลั่นออกมาจากใจจริงๆ
เพื่อระบายทุกสิ่งข้างใน
ให้ได้ไหลออกรินออกจากหัวใจ
ไม่รู้จากนี้จะเป็นยังไง เมื่อเธอฟังแล้วจะเป็นยังไง
เธอจะเชื่อคำพูดฉันหรือไม่ กับเรื่องจริงต่อจากนี้ไป
กับเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
*ว่าฉันรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก
และฉันรักเธอตั้งแต่แรกพบหน้า
มากมายจนจนข้างใน ต้องระบายออกมา
ให้เธอได้ยิน
**ว่าสำหรับฉันนั้นเธอคือทุกสิ่ง
เป็นแรงบันดาลใจเป็นทุก ๆ อย่าง
เธอเชื่อไหมฉันเห็นภาพที่สวยงามของชีวิต
แม้ว่าเรายังไม่ทันได้รู้จักกันเลย
ไม่มีเรื่องราวไม่มีอะไร ไม่มีเหตุผลที่มาที่ไป
เธอจะเชื่อคำพูดชั้นหรือไม่
กับเรื่องจริงต่อจากนี้ไป กับเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
*,**
และเสียงเพลงต่อจากนี้ไป
จะเป็นเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
*,**
.................
...................
เรื่มยังไงดีเขิลลลลลชะมัดเลย
วันก่อนส่งไอ้เหี้ยเล็กเสร็จที่อินทรา(ปีกไก่ต้ม)มระ 12 เสร็จ ก็คุยกะเหี้ยนินถึงผู้หญิงคนนี้ ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ทีวีไทยเป็นอะไรไปหมด
.............
ตัดกลับมาที่ราชนาวีสโมสร เราชอบที่นี่มากๆ เราว่าสวย ข้างนอกสวยกว่าข้างใน มางานแต่งงานที่นี่หนที่สองแล้ว บรรยากาศข้างนอกดีมากๆ ถ้าใครคิดว่าวีวี่ดีแล้ว ฝั่งนี้มองเห็นพระบรมมหาราชวังสวยกว่าเยอะมากๆ
พ่อทูลหัวชื่อพ่ออู๊ด เเละเราเรียกว่าแม่เต๊าะด้วย พี่เอ๊าะ(เต๊าะ+อู๊ด)แต่งงานวันนี้หลังจากหมั้นมาปีเศษๆ พี่เอ๊าะโฆษณาคุณคะ นะแหละ เคยเห็นโฆษณา คุณคะ ทางทีวีกันไหมล่ะ มีน้องแพรด้วยในโฆษณานี้ พรุ่งนี้คงเจอน้องแพร ในงานแต่งงานนักบินการบินไทยที่สโมสรกองทัพบก(แต่ก่อนเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ)(ชื่อ เล่น ว่า บอม)
ไม่เจอพี่เอ๊าะมานานมากๆ นานจนจำไม่ได้ แต่ก็สวยน่ะแหละ เจ้าบ่าวหล่อมากกกกกกกกกกก(ชื่อเล่น ว่า บอม) เป็นนักบินทหารเรือซะด้วย ประจำฝูงบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ พ่อเจ้าบ่าวก็เป็นทหารเรือใหญ่โต
เข้าเรื่องเลยดีกว่า แล้วค่อยย้อนกลับมาเรื่องงานแต่งงาน
ไปงานแต่งงานมาก็หลายหน เจอผู้หญิงมาก็มาก ไม่เคยตื่นเต้นดีใจขนาดนี้มาก่อน คงเพราะมันคืองานแต่งงานกระมัง มันจะมีอารมณ์อินในความรักแปลกๆ เพลงก็เพราะ ความรักอบอวลไปทั่วงาน
..............
ไอ้เหี้ยเอ๊ย ใช้เวลานานมากๆ ซัก1ชั่วโมงได้ ในการหาผู้หญิงคนนี้ทางไฮ5 แต่พอเจอแล้วเซ้งเซ็ง
จะเล่าโดยพยามทำอารมณ์ไม่เซ็งละกัน
...............
เรื่องของเรื่องคือ ก็ยืนอยู่ดีดี พยามแสกนดูรอบๆงานแต่งงานตามปกติว่า มีใครสวยไหม แต่ก็ปกติน่ะละ มีแต่แขกผู้ใหญ่ ส่วนเพื่อนเจ้าสาวก็แก่กว่าเราทั้งนั้นล่ะ
จู่ๆก็เห็น พ่อ แม่ลูกสาวสองคนคู่หนึ่ง สวยมากๆ หน้าตา ประมาณ ดวง กะ ดาว รวมกัน ป่านนี้ดวงแต่งงานไปแล้วมั้ง ส่วนดาวก็คงใกล้กลับจากโตเกียว
ตีสองแล้ว หมดหนุกแล้ว งอแงจะนอนแล้ว รีบๆบันทึกดีกว่า
เอ้า ตีสองยี่สิบแล้ว เน็ทจะตัดแล้ว เข้าเรื่องเลยไวไว ไม่ต้องโรแมนติคไรแล้ว
ก็เห็นคนยืนคุยกันในงานแต่งงาน ก็ดูสวยดี สบตากันด้วยความถี่ประมาณ 20ครั้งต่อ1ชั่วโมง แต่ว่า อยู่กันหลายชั่วโมง พ่อกะแม่ก็งงๆ เรามองอะไรใครกันอยู่ แต่งานเป็นค๊อกเทล และมีที่นั่งส่วนนึงเป็นโต๊ะกลมๆสำหรับผู้ใหญ่
คอมรวนๆแล้ว ทำไงดี กลัวข้อมูลหาย แค่เวลาเปลี่ยนอารมณ์ก็เปลี่ยนขนาดนี้
วิ่งไปฉี่ กลับมาผู้หญิงคนนั้นและครอบครัวกลับไปแล้ว
(กินเหล้าไป15แก้วได้ ย้อมใจ ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย เยี่ยวแตกแน่นอน)
ตีสามนิดๆแล้ว
มัวแต่นั่งๆหาไรอ่านนิดๆหน่อยๆ
เขียนไม่ต่อเนื่องเลย
ก็พอเห็น ก็สบตากันไปมา เราก็บอกพ่อว่า พ่อดูคนนั้นดิ น่ารักเนอะ พ่อก็เห็นด้วย ก็ไม่มีอะไร ดูพิธีอะไรไปเรื่อยเปื่อย คุยกับพวกที่ทำงานเก่าพ่อบ้าง ใครๆต่างก็เคยเห็นเรามาแต่เด็กๆ เพราะตอนเด็กๆเราไปวื่งซนบ่อยๆ
มีเดินลอดกระบี่ด้วยตามธรรมเนียมนายร้อย เท่ห์มากๆ เดินมาตัดเค้กเบ้อเร่อ
งานพี่ออที่นี่ ก็เดินลอดซุ้มกระบี่งี้เช่นกัน
แต่งานพี่ออ BSO วงใหญ่กว่านี้เพราะพี่ออก็เคยอยู่BSO
อ้อ อาหารเยอะมากๆๆๆๆๆ
พอเราเดินไปฉี่เสร็จกลับมาแม่เต๊าะพึ่งว่าง แขกเยอะมากๆ เขาก็เหน็ดเหนื่อยกันล่ะ ทั้งพ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาว แต่ว่าทุกๆคนก้อดูมีความสุขดี
เข้าไปถามเลยว่า แม่เต๊าะครับ คนนู้นอะครับ ที่โบว์ใหญ่ๆ ใครอะครับ เห็นแม่เต๊าะคุยด้วยตอนนู้นนนน เขาก็บอก อ๋อ ลูกสาวเจ้านายพี่เอ๊าะ แล้วก็ให้รายละเอียดมาหลายอย่าง เราก้อขำ เอิ๊กอ๊าก
แต่รายละเอียดนึงที่ว่าน่าสงสารคือ เขาบอกว่า อ๋อ น้องเขามีแฟนแล้ว เป็นนักบินด้วยน้า เรานึกในใจ โห ชอกช้ำตายละ แต่พอบอกชื่อน้องเขามา เราก็นึกออกทันที พยามแอบฟังก็ไม่แน่ใจว่าชื่อไร
อ้อ มีทีนึงเรานั่งอยู่คนเดียวเงียบๆบนแถวเก้าอี้เรียงกันว่างๆ10ตัวได้ หลังจากเขาโยนดอกไม้กันเสร็จ พ่อแม่พี่สาวและน้องเขา ก็เดินมานั่งใกล้ๆเรา พ่อแม่เขายิ้มให้ด้วย ดูน่ารักดี อัธยาศัยดี พอเขาจะถ่ายรูปกันเราก็เลยอาสาถ่ายรูปครอบครัวให้เขา นึกไปก็ขำนะ สบตากันมากี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย ไม่กล้าคุย มีพ่อแม่เขามั้ง เราก็เกรงๆเกร็งๆ ลองเจอตาม เอกมัยละก็ไม่ต้องห่วง ครึ่งชั่วโมงก็ต้องกล้าเข้าไปหาแล้ว (ถ้าสวยขนาดนี้นะ) อันนี้มีพ่อแม่เขา พ่อแม่เรา อยู่ในพิธีเงียบๆหาใช่ผับไม่
แต่พอแม่เต๊าะบอกข้อมูลและชื่อมา เราก็นึกออกทันที ทุกอย่างในหัวประติดประต่อกันหมด ถามกลับไปว่า เขาเป็นหลีดอักษรและเป็นหลีดจุฬานี่ฮะ แม่เต๊าะขำกร๊ากเลย แม่เราก็ขำ ถ้าบอกแม่ว่า สาวอักษรแม่จะชอบเป็นพิเศษ แล้วแม่เต๊าะก็แซวใหญ่ว่า”ลูกชายร้ายเหลือ ปกติเป็นงี้ป่ะเนี่ย” พ่อกะแม่เราก็บอกว่า” ไม่เป็น” ก็จริงๆนี่นา ปกติไม่ค่อยสนใจผู้หญิงนัก เออ มา ก็มา ไปก็ไป จะเอาไรกะกูล่ะ
สงสัยวันนี้จะอินจัดๆ บรรยากาศงานแต่งงานดีมากๆ
ที่ขำคือ แม่เต๊าะ ถามหลายหนว่า เพื่อนๆพี่เอ๊าะกลุ่มนั้นสนใจใครไหม เราว่ามันตลกอะ ก็สวยดีหรอกครับ แต่แก่กว่าผม ผมคงไม่สน(คิดในใจ) สาวๆนิเทศจุฬาสวยๆเต็มเลย แต่พี่เอ๊าะจบมา10ปีแล้วนะ ฮ่าๆๆ
โดยรวมก็ไม่มีไรหรอก แอ๊ดไฮไฟ้ว์ไปแล้วด้วย ประทับใจนะ อยากรู้จักนะ แต่มีแฟนอยู่แล้วล่ะ สวยๆขนาดนี้ แต่ไม่เป็นไรเราไม่รีบ ถือว่าการเจอกันหนนี้ก็ปาฏิหาริย์ไปอีกแบบ
แต่จะว่าไป สิ่งที่ง่ายกว่าและน่าพอใจกว่าก็คือ เจอหน้าพ่อแม่กันและกันแล้ว ฮ่าๆๆ พ่อแม่เขาจำหน้าเราได้แน่ๆ และเดี๋ยวพี่เอ๊าะก็ต้องไปพูดที่บริษัทแน่ๆ นึกไปก็อดฮาล่วงหน้าไม่ได้
พ่อแม่เราชอบใจใหญ่เรื่องนี้ พ่ออู๊ดแม่เต๊าะก็ขำใหญ่ ตอนเราบอกว่า เจอกันที่งานแต่งงานนับได้ว่าเป็นเนื้อคู่ (ตลกดีน่า)
แต่ก็อย่างว่าแหละ เราก็แค่เห่อเป็นพักๆ พรุ่งนี้ก็คงลืมๆไปแล้วล่ะ
วันนี้พ่อบอกว่า พ่อกะแม่ และ พ่ออู๊ดกะแม่เต๊าะ ไปฮันนีมูนกัน2คู่ล่ะ แต่งงานระยะใกล้ๆกัน
ตอนบ่ายพ่อตัดผมให้เรา พ่อบอกแต่ก่อนก็ตัดให้พ่ออู๊ดบ่อยๆ แม่ก็บอกว่าแม่เต๊าะก็ตัดเสื้อสวยแต่ก่อนก็ตัดให้แม่บ่อยๆ มิตรภาพอะไรที่มันยืนนานแบบนี้เราก็ประทับใจนะ VTRวันนี้ว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวเจอกันยังไงเราก็ประทับใจนะ
.......................
วันนี้ขากลับขับรถผ่านนางเลิ้ง
พ่อเล่าเรื่องเก่าอีกแล้ว(เก่ามากๆซักเกือบๆ80ปีก่อน)
สมัยคุณปู่คุณย่าเจอกัน
ปู่หลงรักคุณย่าจากร้านถ่ายรูป (ยังอยู่) ชื่อ นางเลิ้ง อาร์ท
เห็นรูปก็ถามเจ้าของร้านว่า คนในรูปเป็นใคร
เขาก็บอกว่าเป็นครูสอนตัดเสื้อโรงเรียนการเรือน
ตอนนั้นปู่เราเป็นนักเรียนกฏหมายอยู่
และก็บังเอิญมากๆที่พี่ชายคุณย่าแกต้องไปเรียนกฏหมายที่โรงเรียนกฏหมาย พ่อบอกว่าแต่ก่อนรัฐศาสตร์จุฬาเรียนการปกครองครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งต้องไปเรียนกฏหมาย
แต่ก่อนพ่อบอกว่า ปู่จบมอแปดสวนกุหลาบก็รับราชการได้แล้ว แต่ปู่เรียนเก่งจัดก็ไปต่อเนติบัณทิตไทยได้อีก จบปี2472 (ตอนนั้นยังไม่มีธรรมศาสตร์)
ปู่ก็ไปบ่นกะเพื่อนปู่ว่า ไปหลงรักผู้หญิงคนนึงเห็นรูปที่ร้านถ่ายรูปแล้วเพ้อถึง ไปๆมาๆ ก็เลยขำขันกันว่า นี่คือพี่ชายคุณย่า และเรื่องราวความรักก็ดำเนินไปตามปกติของมนุษย์
จนได้แต่งงานกัน
แต่ย่ามีลูกยากมากๆ แต่งงานกันเป็นสิบๆปีกว่าจะมีลูก
นึกไปก็ขำดีว่า สมัยก่อนกว่าจะได้เห็นรูปกัน กว่าจะมีรูปซักใบช่างยากเย็นนัก
หลายสิบปีผ่านไป เราเจอสาวสวยในงานแต่งงาน หน้าตาน่าหลงใหล กลับบ้านมาไล่ตามหาในไฮ5 ยังไงก็เจอ
แต่หานานเหมือนกันนะ
แต่ก็เท่านั้นแหละ ถ้าเขามีแฟนแล้ว เราไม่ยุ่งหรอก ถ้าเรามีแฟนเราก็ไม่อยากให้ใครมายุ่งกะแฟนเราเช่นกัน
จริงๆแล้วถ้าพรุ่งนี้ไปท่าพระจันทร์แต่เช้า ให้เราเดาเราว่าเราก็เจอเขาอีกล่ะ คนพวกนี้เขาชอบปรากฏตัว(หรือเปล่าน้า)
เที่ยงคืนฝ่าๆแล้ว ของคืนวันเสาร์เช้าวันอาทิตย์ ไปงานแต่งงานพี่เอ๊าะมาที่ราชนาวีสโมสร มีความสุขสุดๆ อาจจะเพราะกินเหล้าไปเยอะมากด้วย
จะเรื่มยังไงดีล่ะ เอาเป็นเพลงก่อนละกัน เดี๋ยวหาเพลงก่อนนะ เพลงนี้เคยเปิดที่ร้านไอ้นนท์เวลามีลูกค้าสวยๆเข้ามา จะตะโกนไปร้านข้างๆ เฮ้ย แพ๊ทสุดสวย ขอเพลงหน่อย
เรื่องจริง(ของรักแรกพบ)
..................
เรื่องจริง
Boyd feat. ป๊อด ธนชัย อุชชิน
เสียงร้องที่เธอกำลังได้ยิน กลั่นออกมาจากใจจริงๆ
และเปียโนที่เธอได้ยิน กลั่นออกมาจากใจจริงๆ
เพื่อระบายทุกสิ่งข้างใน
ให้ได้ไหลออกรินออกจากหัวใจ
ไม่รู้จากนี้จะเป็นยังไง เมื่อเธอฟังแล้วจะเป็นยังไง
เธอจะเชื่อคำพูดฉันหรือไม่ กับเรื่องจริงต่อจากนี้ไป
กับเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
*ว่าฉันรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก
และฉันรักเธอตั้งแต่แรกพบหน้า
มากมายจนจนข้างใน ต้องระบายออกมา
ให้เธอได้ยิน
**ว่าสำหรับฉันนั้นเธอคือทุกสิ่ง
เป็นแรงบันดาลใจเป็นทุก ๆ อย่าง
เธอเชื่อไหมฉันเห็นภาพที่สวยงามของชีวิต
แม้ว่าเรายังไม่ทันได้รู้จักกันเลย
ไม่มีเรื่องราวไม่มีอะไร ไม่มีเหตุผลที่มาที่ไป
เธอจะเชื่อคำพูดชั้นหรือไม่
กับเรื่องจริงต่อจากนี้ไป กับเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
*,**
และเสียงเพลงต่อจากนี้ไป
จะเป็นเสียงเพลงที่พูดแทนหัวใจ
*,**
.................
...................
เรื่มยังไงดีเขิลลลลลชะมัดเลย
วันก่อนส่งไอ้เหี้ยเล็กเสร็จที่อินทรา(ปีกไก่ต้ม)มระ 12 เสร็จ ก็คุยกะเหี้ยนินถึงผู้หญิงคนนี้ ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ทีวีไทยเป็นอะไรไปหมด
.............
ตัดกลับมาที่ราชนาวีสโมสร เราชอบที่นี่มากๆ เราว่าสวย ข้างนอกสวยกว่าข้างใน มางานแต่งงานที่นี่หนที่สองแล้ว บรรยากาศข้างนอกดีมากๆ ถ้าใครคิดว่าวีวี่ดีแล้ว ฝั่งนี้มองเห็นพระบรมมหาราชวังสวยกว่าเยอะมากๆ
พ่อทูลหัวชื่อพ่ออู๊ด เเละเราเรียกว่าแม่เต๊าะด้วย พี่เอ๊าะ(เต๊าะ+อู๊ด)แต่งงานวันนี้หลังจากหมั้นมาปีเศษๆ พี่เอ๊าะโฆษณาคุณคะ นะแหละ เคยเห็นโฆษณา คุณคะ ทางทีวีกันไหมล่ะ มีน้องแพรด้วยในโฆษณานี้ พรุ่งนี้คงเจอน้องแพร ในงานแต่งงานนักบินการบินไทยที่สโมสรกองทัพบก(แต่ก่อนเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ)(ชื่อ เล่น ว่า บอม)
ไม่เจอพี่เอ๊าะมานานมากๆ นานจนจำไม่ได้ แต่ก็สวยน่ะแหละ เจ้าบ่าวหล่อมากกกกกกกกกกก(ชื่อเล่น ว่า บอม) เป็นนักบินทหารเรือซะด้วย ประจำฝูงบินเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ พ่อเจ้าบ่าวก็เป็นทหารเรือใหญ่โต
เข้าเรื่องเลยดีกว่า แล้วค่อยย้อนกลับมาเรื่องงานแต่งงาน
ไปงานแต่งงานมาก็หลายหน เจอผู้หญิงมาก็มาก ไม่เคยตื่นเต้นดีใจขนาดนี้มาก่อน คงเพราะมันคืองานแต่งงานกระมัง มันจะมีอารมณ์อินในความรักแปลกๆ เพลงก็เพราะ ความรักอบอวลไปทั่วงาน
..............
ไอ้เหี้ยเอ๊ย ใช้เวลานานมากๆ ซัก1ชั่วโมงได้ ในการหาผู้หญิงคนนี้ทางไฮ5 แต่พอเจอแล้วเซ้งเซ็ง
จะเล่าโดยพยามทำอารมณ์ไม่เซ็งละกัน
...............
เรื่องของเรื่องคือ ก็ยืนอยู่ดีดี พยามแสกนดูรอบๆงานแต่งงานตามปกติว่า มีใครสวยไหม แต่ก็ปกติน่ะละ มีแต่แขกผู้ใหญ่ ส่วนเพื่อนเจ้าสาวก็แก่กว่าเราทั้งนั้นล่ะ
จู่ๆก็เห็น พ่อ แม่ลูกสาวสองคนคู่หนึ่ง สวยมากๆ หน้าตา ประมาณ ดวง กะ ดาว รวมกัน ป่านนี้ดวงแต่งงานไปแล้วมั้ง ส่วนดาวก็คงใกล้กลับจากโตเกียว
ตีสองแล้ว หมดหนุกแล้ว งอแงจะนอนแล้ว รีบๆบันทึกดีกว่า
เอ้า ตีสองยี่สิบแล้ว เน็ทจะตัดแล้ว เข้าเรื่องเลยไวไว ไม่ต้องโรแมนติคไรแล้ว
ก็เห็นคนยืนคุยกันในงานแต่งงาน ก็ดูสวยดี สบตากันด้วยความถี่ประมาณ 20ครั้งต่อ1ชั่วโมง แต่ว่า อยู่กันหลายชั่วโมง พ่อกะแม่ก็งงๆ เรามองอะไรใครกันอยู่ แต่งานเป็นค๊อกเทล และมีที่นั่งส่วนนึงเป็นโต๊ะกลมๆสำหรับผู้ใหญ่
คอมรวนๆแล้ว ทำไงดี กลัวข้อมูลหาย แค่เวลาเปลี่ยนอารมณ์ก็เปลี่ยนขนาดนี้
วิ่งไปฉี่ กลับมาผู้หญิงคนนั้นและครอบครัวกลับไปแล้ว
(กินเหล้าไป15แก้วได้ ย้อมใจ ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย เยี่ยวแตกแน่นอน)
ตีสามนิดๆแล้ว
มัวแต่นั่งๆหาไรอ่านนิดๆหน่อยๆ
เขียนไม่ต่อเนื่องเลย
ก็พอเห็น ก็สบตากันไปมา เราก็บอกพ่อว่า พ่อดูคนนั้นดิ น่ารักเนอะ พ่อก็เห็นด้วย ก็ไม่มีอะไร ดูพิธีอะไรไปเรื่อยเปื่อย คุยกับพวกที่ทำงานเก่าพ่อบ้าง ใครๆต่างก็เคยเห็นเรามาแต่เด็กๆ เพราะตอนเด็กๆเราไปวื่งซนบ่อยๆ
มีเดินลอดกระบี่ด้วยตามธรรมเนียมนายร้อย เท่ห์มากๆ เดินมาตัดเค้กเบ้อเร่อ
งานพี่ออที่นี่ ก็เดินลอดซุ้มกระบี่งี้เช่นกัน
แต่งานพี่ออ BSO วงใหญ่กว่านี้เพราะพี่ออก็เคยอยู่BSO
อ้อ อาหารเยอะมากๆๆๆๆๆ
พอเราเดินไปฉี่เสร็จกลับมาแม่เต๊าะพึ่งว่าง แขกเยอะมากๆ เขาก็เหน็ดเหนื่อยกันล่ะ ทั้งพ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาว แต่ว่าทุกๆคนก้อดูมีความสุขดี
เข้าไปถามเลยว่า แม่เต๊าะครับ คนนู้นอะครับ ที่โบว์ใหญ่ๆ ใครอะครับ เห็นแม่เต๊าะคุยด้วยตอนนู้นนนน เขาก็บอก อ๋อ ลูกสาวเจ้านายพี่เอ๊าะ แล้วก็ให้รายละเอียดมาหลายอย่าง เราก้อขำ เอิ๊กอ๊าก
แต่รายละเอียดนึงที่ว่าน่าสงสารคือ เขาบอกว่า อ๋อ น้องเขามีแฟนแล้ว เป็นนักบินด้วยน้า เรานึกในใจ โห ชอกช้ำตายละ แต่พอบอกชื่อน้องเขามา เราก็นึกออกทันที พยามแอบฟังก็ไม่แน่ใจว่าชื่อไร
อ้อ มีทีนึงเรานั่งอยู่คนเดียวเงียบๆบนแถวเก้าอี้เรียงกันว่างๆ10ตัวได้ หลังจากเขาโยนดอกไม้กันเสร็จ พ่อแม่พี่สาวและน้องเขา ก็เดินมานั่งใกล้ๆเรา พ่อแม่เขายิ้มให้ด้วย ดูน่ารักดี อัธยาศัยดี พอเขาจะถ่ายรูปกันเราก็เลยอาสาถ่ายรูปครอบครัวให้เขา นึกไปก็ขำนะ สบตากันมากี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย ไม่กล้าคุย มีพ่อแม่เขามั้ง เราก็เกรงๆเกร็งๆ ลองเจอตาม เอกมัยละก็ไม่ต้องห่วง ครึ่งชั่วโมงก็ต้องกล้าเข้าไปหาแล้ว (ถ้าสวยขนาดนี้นะ) อันนี้มีพ่อแม่เขา พ่อแม่เรา อยู่ในพิธีเงียบๆหาใช่ผับไม่
แต่พอแม่เต๊าะบอกข้อมูลและชื่อมา เราก็นึกออกทันที ทุกอย่างในหัวประติดประต่อกันหมด ถามกลับไปว่า เขาเป็นหลีดอักษรและเป็นหลีดจุฬานี่ฮะ แม่เต๊าะขำกร๊ากเลย แม่เราก็ขำ ถ้าบอกแม่ว่า สาวอักษรแม่จะชอบเป็นพิเศษ แล้วแม่เต๊าะก็แซวใหญ่ว่า”ลูกชายร้ายเหลือ ปกติเป็นงี้ป่ะเนี่ย” พ่อกะแม่เราก็บอกว่า” ไม่เป็น” ก็จริงๆนี่นา ปกติไม่ค่อยสนใจผู้หญิงนัก เออ มา ก็มา ไปก็ไป จะเอาไรกะกูล่ะ
สงสัยวันนี้จะอินจัดๆ บรรยากาศงานแต่งงานดีมากๆ
ที่ขำคือ แม่เต๊าะ ถามหลายหนว่า เพื่อนๆพี่เอ๊าะกลุ่มนั้นสนใจใครไหม เราว่ามันตลกอะ ก็สวยดีหรอกครับ แต่แก่กว่าผม ผมคงไม่สน(คิดในใจ) สาวๆนิเทศจุฬาสวยๆเต็มเลย แต่พี่เอ๊าะจบมา10ปีแล้วนะ ฮ่าๆๆ
โดยรวมก็ไม่มีไรหรอก แอ๊ดไฮไฟ้ว์ไปแล้วด้วย ประทับใจนะ อยากรู้จักนะ แต่มีแฟนอยู่แล้วล่ะ สวยๆขนาดนี้ แต่ไม่เป็นไรเราไม่รีบ ถือว่าการเจอกันหนนี้ก็ปาฏิหาริย์ไปอีกแบบ
แต่จะว่าไป สิ่งที่ง่ายกว่าและน่าพอใจกว่าก็คือ เจอหน้าพ่อแม่กันและกันแล้ว ฮ่าๆๆ พ่อแม่เขาจำหน้าเราได้แน่ๆ และเดี๋ยวพี่เอ๊าะก็ต้องไปพูดที่บริษัทแน่ๆ นึกไปก็อดฮาล่วงหน้าไม่ได้
พ่อแม่เราชอบใจใหญ่เรื่องนี้ พ่ออู๊ดแม่เต๊าะก็ขำใหญ่ ตอนเราบอกว่า เจอกันที่งานแต่งงานนับได้ว่าเป็นเนื้อคู่ (ตลกดีน่า)
แต่ก็อย่างว่าแหละ เราก็แค่เห่อเป็นพักๆ พรุ่งนี้ก็คงลืมๆไปแล้วล่ะ
วันนี้พ่อบอกว่า พ่อกะแม่ และ พ่ออู๊ดกะแม่เต๊าะ ไปฮันนีมูนกัน2คู่ล่ะ แต่งงานระยะใกล้ๆกัน
ตอนบ่ายพ่อตัดผมให้เรา พ่อบอกแต่ก่อนก็ตัดให้พ่ออู๊ดบ่อยๆ แม่ก็บอกว่าแม่เต๊าะก็ตัดเสื้อสวยแต่ก่อนก็ตัดให้แม่บ่อยๆ มิตรภาพอะไรที่มันยืนนานแบบนี้เราก็ประทับใจนะ VTRวันนี้ว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวเจอกันยังไงเราก็ประทับใจนะ
.......................
วันนี้ขากลับขับรถผ่านนางเลิ้ง
พ่อเล่าเรื่องเก่าอีกแล้ว(เก่ามากๆซักเกือบๆ80ปีก่อน)
สมัยคุณปู่คุณย่าเจอกัน
ปู่หลงรักคุณย่าจากร้านถ่ายรูป (ยังอยู่) ชื่อ นางเลิ้ง อาร์ท
เห็นรูปก็ถามเจ้าของร้านว่า คนในรูปเป็นใคร
เขาก็บอกว่าเป็นครูสอนตัดเสื้อโรงเรียนการเรือน
ตอนนั้นปู่เราเป็นนักเรียนกฏหมายอยู่
และก็บังเอิญมากๆที่พี่ชายคุณย่าแกต้องไปเรียนกฏหมายที่โรงเรียนกฏหมาย พ่อบอกว่าแต่ก่อนรัฐศาสตร์จุฬาเรียนการปกครองครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งต้องไปเรียนกฏหมาย
แต่ก่อนพ่อบอกว่า ปู่จบมอแปดสวนกุหลาบก็รับราชการได้แล้ว แต่ปู่เรียนเก่งจัดก็ไปต่อเนติบัณทิตไทยได้อีก จบปี2472 (ตอนนั้นยังไม่มีธรรมศาสตร์)
ปู่ก็ไปบ่นกะเพื่อนปู่ว่า ไปหลงรักผู้หญิงคนนึงเห็นรูปที่ร้านถ่ายรูปแล้วเพ้อถึง ไปๆมาๆ ก็เลยขำขันกันว่า นี่คือพี่ชายคุณย่า และเรื่องราวความรักก็ดำเนินไปตามปกติของมนุษย์
จนได้แต่งงานกัน
แต่ย่ามีลูกยากมากๆ แต่งงานกันเป็นสิบๆปีกว่าจะมีลูก
นึกไปก็ขำดีว่า สมัยก่อนกว่าจะได้เห็นรูปกัน กว่าจะมีรูปซักใบช่างยากเย็นนัก
หลายสิบปีผ่านไป เราเจอสาวสวยในงานแต่งงาน หน้าตาน่าหลงใหล กลับบ้านมาไล่ตามหาในไฮ5 ยังไงก็เจอ
แต่หานานเหมือนกันนะ
แต่ก็เท่านั้นแหละ ถ้าเขามีแฟนแล้ว เราไม่ยุ่งหรอก ถ้าเรามีแฟนเราก็ไม่อยากให้ใครมายุ่งกะแฟนเราเช่นกัน
จริงๆแล้วถ้าพรุ่งนี้ไปท่าพระจันทร์แต่เช้า ให้เราเดาเราว่าเราก็เจอเขาอีกล่ะ คนพวกนี้เขาชอบปรากฏตัว(หรือเปล่าน้า)
Posted by
T 0 5 E
Friday, August 08, 2008
Anime
อะนิเม
ชื่อตอนวันนี้ประหลาดๆหน่อยๆ อยากเขียนมานานแล้วตั้งแต่ไปห้วยทราย
เมื่อคืนอ้อมมันเป็นไรของมันวะ
โทรมาพูดจาแปลกๆ
วันก่อนนู้นเลี้ยงเหล้าเรามาขวดครึ่ง
ฝันจะมาทวงหรอ
(แต่น้องนุชน่ารักชะมัด)
ยากส์ไอ้น้อง....รอพี่มีเงินก่อนนะ
เมื่อวานตื่นมา
แฟนถามว่า
ลืมไปหรือเปล่าว่ามีแฟน?Q
ก็ เออ ซิวะ A
กลางคืนเลยไปหาด้วย
บอกเขาไปว่า นี่เธอติดหนังเรา15เรื่องนะ
เขาบอกว่า เออรู้น่า (เรื่องนี้จบข่าว)
..........
ตะกี๊แม่บอกว่าอีก1/2ชั่วโมงไฟจะดับ นึกในใจ เอ๊ ดับได้ไงวะ ถ้าการไฟฟ้านครหลวงจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แบบน้ำประปาไทย เรื่องแบบนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้
มีเรื่องงงๆคือ ในไฮ5
น้องหญิงรุ่นไอ้นนท์ มาคอมเม้นว่าฮามากๆ ที่เราคอมเม้นไว้ในของไอั้ยุดไอ้นนท์ไอ้โฮ้พ เราก็งง ขำจริงหรอวะ รู้แต่พวกแม่งโทรมาหาเรากันทุกคนจากคอมเม้นเพี้ยนๆ แต่มันรู้จักตัวเราตะหากมันถึงตลก
ถ้าคนไม่รู้ว่าเราเพี้ยนมันจะตลกจริงหรือวะ (นี่ก็น่าสงสัย)
............
เข้าเรื่องดีกว่า อะนิเม นี่โคตรจะรหัสเลย ใครแก้ได้ให้เตะเลย1ที(อยากเตะชิบเป๋ง)
คนตลกนี่แม่งตลกดีจริงๆ คิดถึงคนบ้าบางคนมากๆ อยากพาไปเที่ยวกระบี่
มีคน2คนในชีวิตที่เราอยากพาไปเที่ยวกระบี่แบบไอ้ยุตม์
ต้องไปก่อนปีหน้าเดือนกันยาซะด้วย
แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วชีวิตนี้จะได้ไปกันจริงๆหรือ
เจอกันยังแทบเป็นไปไม่ได้
นึกไปถึงเมื่ออบรมมัคกุเทศก์ คนตลกใครๆก็อยากเดินทางด้วย
วันก่อนไปเดินสวนจตุจักร นึกไปถึงตอนซื้อกระเป๋ากล้องไปฝากแอ๊คคร่า อีนี่ก็บ้าอะนิเม
คนบ้าในสายตาคนอื่น บางครั้งก็น่ารักมากๆในสายตาเรา
เมื่อวานตอนเดินสวนถามพ่อว่า กาละเเมร์กะมีสุขโสด จีบใครดีพ่อ พ่อขำใหญ่ พ่อรู้ว่า เราชอบจัดจ้านแบบกาละเเมร์ แต่ใครจะไปกล้าจีบเล่า 555
เมื่อคืนคิดได้ว่า มีผู้หญิงเพียงสองชนิดสองแบบที่ทำให้เราหยุดได้ คือ ผู้หญิงเรียบจัดๆแบบแม่เรา กะผู้หญิงตลกโคตรๆ เช่น อะนิเม ส่วนที่เหลือ บอกผ่านให้หมด ไม่ต้องแดก ไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องเกี่ยวอะไรเลย
r u finding my story? นี่คุณหาเรื่องฉันหรอ (ฮา)
out of sight out of mind นะ รักแท้แพ้ระยะทางกันหมดน่ะละ
.
........
ความสุขนี่มันมีรูปแบบที่น่าจดจำจริงๆนะละ
ความสุขมีได้น้อยรูปแบบด้วยซ้ำ
สุขจากความเรียบง่าย และสุขจากการมีเข็มขัดสั้น(คาดไม่ถึง)
บางทีการที่สามารถเข้าใจตนเองได้ก็ดีไม่น้อย แต่บ่อยครั้งก็ตั้งกฏเกณท์บ้าบอให้กับชีวิตตนเองมากไป เช่น ถ้าไม่ฉีดน้ำหอมจะออกจากบ้านไม่ได้ ถ้าให้ความสุขคนไม่ได้ จะไม่ยอมตกลงเป็นแฟนด้วย เช่นนี้เป็นต้น
ดูดู๊ดู ดูเจ้าทำ ทำไมเจ้าทำกะข้อยได้
เคยเปิดวีดีโออันนี้ให้โฮ้พดูนี่นา มันจะจำได้ไหมวะ
ไก่ทอดทำไมต้องกินกะข้าวเหนียว
กุ้งต้องแดกกะน้ำจิ้มซีฟู้ด
อยากแดกปีกเป็ดที่ห้วยทรายว่ะ อร่อยอย่างที่เกิดมาไม่เคยกินมาก่อน
จั๊มโกรธที่ซื้อถั่วปากอ้า555
เออ ว่าแล้วก็นึกได้ว่า ทำไมเรามักชอบผู้หญิงที่บ้าตากีล่า นี่เป็นมาตั้งแต่โตเกียวแล้ว มันคงเป็นชนิดของคนล่ะมั้ง เหมือนเราชอบกินคาสสิสแมงโก้มากๆ กอ้เลยมีรสนิยมแบบนึง
จะว่าไป ก็อยากกินขึ้นมานะ คาสสิส
ช่วงนี้สุขภาพไม่ดี
หน้าก็พังไปหมด น้องทักว่า ไปทำไรมา ดูโทรมจัดๆเลย อยู่บ้านเดียวกันแต่รู้สึกจะไม่ค่อยได้เจอกันมานานแล้ว
นั่นซิ สุขภาพโทรมระยำ จามฮัดชิ้วๆตลอดเวลา หน้าโคตรดำเลย หัวใจก็ไม่พองโตแม้แต่น้อย มีอย่างเดียวคือ ขี้สวย ผิดปกติ ซึ่งจริงๆแล้ว ขี้คือดัชนี้ชี้วัดสุขภาพของเราเสมอ แล้วทำไมช่วงนี้หน้าตาโทรมนักวะ
ต้องเรียกแคทเธอรีนมาช่วยซะแล้ว
กรี๊ด รีบส่งขึ้นบล๊อกก่อนไฟดับดีกว่า แต่เราว่าไฟไม่ดับหรอก แต่ไปหาไรกินดีกว่า
เออ หรือว่า ไม่สบายเพราะข้าวไม่ค่อยกิน กินแต่เหล้าหว่า
สะแน๊กขุกาหลุโฮ่กะอี้เดสซึโย๋ คังเคไน่กะร่ะ
ชื่อตอนวันนี้ประหลาดๆหน่อยๆ อยากเขียนมานานแล้วตั้งแต่ไปห้วยทราย
เมื่อคืนอ้อมมันเป็นไรของมันวะ
โทรมาพูดจาแปลกๆ
วันก่อนนู้นเลี้ยงเหล้าเรามาขวดครึ่ง
ฝันจะมาทวงหรอ
(แต่น้องนุชน่ารักชะมัด)
ยากส์ไอ้น้อง....รอพี่มีเงินก่อนนะ
เมื่อวานตื่นมา
แฟนถามว่า
ลืมไปหรือเปล่าว่ามีแฟน?Q
ก็ เออ ซิวะ A
กลางคืนเลยไปหาด้วย
บอกเขาไปว่า นี่เธอติดหนังเรา15เรื่องนะ
เขาบอกว่า เออรู้น่า (เรื่องนี้จบข่าว)
..........
ตะกี๊แม่บอกว่าอีก1/2ชั่วโมงไฟจะดับ นึกในใจ เอ๊ ดับได้ไงวะ ถ้าการไฟฟ้านครหลวงจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แบบน้ำประปาไทย เรื่องแบบนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้
มีเรื่องงงๆคือ ในไฮ5
น้องหญิงรุ่นไอ้นนท์ มาคอมเม้นว่าฮามากๆ ที่เราคอมเม้นไว้ในของไอั้ยุดไอ้นนท์ไอ้โฮ้พ เราก็งง ขำจริงหรอวะ รู้แต่พวกแม่งโทรมาหาเรากันทุกคนจากคอมเม้นเพี้ยนๆ แต่มันรู้จักตัวเราตะหากมันถึงตลก
ถ้าคนไม่รู้ว่าเราเพี้ยนมันจะตลกจริงหรือวะ (นี่ก็น่าสงสัย)
............
เข้าเรื่องดีกว่า อะนิเม นี่โคตรจะรหัสเลย ใครแก้ได้ให้เตะเลย1ที(อยากเตะชิบเป๋ง)
คนตลกนี่แม่งตลกดีจริงๆ คิดถึงคนบ้าบางคนมากๆ อยากพาไปเที่ยวกระบี่
มีคน2คนในชีวิตที่เราอยากพาไปเที่ยวกระบี่แบบไอ้ยุตม์
ต้องไปก่อนปีหน้าเดือนกันยาซะด้วย
แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วชีวิตนี้จะได้ไปกันจริงๆหรือ
เจอกันยังแทบเป็นไปไม่ได้
นึกไปถึงเมื่ออบรมมัคกุเทศก์ คนตลกใครๆก็อยากเดินทางด้วย
วันก่อนไปเดินสวนจตุจักร นึกไปถึงตอนซื้อกระเป๋ากล้องไปฝากแอ๊คคร่า อีนี่ก็บ้าอะนิเม
คนบ้าในสายตาคนอื่น บางครั้งก็น่ารักมากๆในสายตาเรา
เมื่อวานตอนเดินสวนถามพ่อว่า กาละเเมร์กะมีสุขโสด จีบใครดีพ่อ พ่อขำใหญ่ พ่อรู้ว่า เราชอบจัดจ้านแบบกาละเเมร์ แต่ใครจะไปกล้าจีบเล่า 555
เมื่อคืนคิดได้ว่า มีผู้หญิงเพียงสองชนิดสองแบบที่ทำให้เราหยุดได้ คือ ผู้หญิงเรียบจัดๆแบบแม่เรา กะผู้หญิงตลกโคตรๆ เช่น อะนิเม ส่วนที่เหลือ บอกผ่านให้หมด ไม่ต้องแดก ไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องเกี่ยวอะไรเลย
r u finding my story? นี่คุณหาเรื่องฉันหรอ (ฮา)
out of sight out of mind นะ รักแท้แพ้ระยะทางกันหมดน่ะละ
.
........
ความสุขนี่มันมีรูปแบบที่น่าจดจำจริงๆนะละ
ความสุขมีได้น้อยรูปแบบด้วยซ้ำ
สุขจากความเรียบง่าย และสุขจากการมีเข็มขัดสั้น(คาดไม่ถึง)
บางทีการที่สามารถเข้าใจตนเองได้ก็ดีไม่น้อย แต่บ่อยครั้งก็ตั้งกฏเกณท์บ้าบอให้กับชีวิตตนเองมากไป เช่น ถ้าไม่ฉีดน้ำหอมจะออกจากบ้านไม่ได้ ถ้าให้ความสุขคนไม่ได้ จะไม่ยอมตกลงเป็นแฟนด้วย เช่นนี้เป็นต้น
ดูดู๊ดู ดูเจ้าทำ ทำไมเจ้าทำกะข้อยได้
เคยเปิดวีดีโออันนี้ให้โฮ้พดูนี่นา มันจะจำได้ไหมวะ
ไก่ทอดทำไมต้องกินกะข้าวเหนียว
กุ้งต้องแดกกะน้ำจิ้มซีฟู้ด
อยากแดกปีกเป็ดที่ห้วยทรายว่ะ อร่อยอย่างที่เกิดมาไม่เคยกินมาก่อน
จั๊มโกรธที่ซื้อถั่วปากอ้า555
เออ ว่าแล้วก็นึกได้ว่า ทำไมเรามักชอบผู้หญิงที่บ้าตากีล่า นี่เป็นมาตั้งแต่โตเกียวแล้ว มันคงเป็นชนิดของคนล่ะมั้ง เหมือนเราชอบกินคาสสิสแมงโก้มากๆ กอ้เลยมีรสนิยมแบบนึง
จะว่าไป ก็อยากกินขึ้นมานะ คาสสิส
ช่วงนี้สุขภาพไม่ดี
หน้าก็พังไปหมด น้องทักว่า ไปทำไรมา ดูโทรมจัดๆเลย อยู่บ้านเดียวกันแต่รู้สึกจะไม่ค่อยได้เจอกันมานานแล้ว
นั่นซิ สุขภาพโทรมระยำ จามฮัดชิ้วๆตลอดเวลา หน้าโคตรดำเลย หัวใจก็ไม่พองโตแม้แต่น้อย มีอย่างเดียวคือ ขี้สวย ผิดปกติ ซึ่งจริงๆแล้ว ขี้คือดัชนี้ชี้วัดสุขภาพของเราเสมอ แล้วทำไมช่วงนี้หน้าตาโทรมนักวะ
ต้องเรียกแคทเธอรีนมาช่วยซะแล้ว
กรี๊ด รีบส่งขึ้นบล๊อกก่อนไฟดับดีกว่า แต่เราว่าไฟไม่ดับหรอก แต่ไปหาไรกินดีกว่า
เออ หรือว่า ไม่สบายเพราะข้าวไม่ค่อยกิน กินแต่เหล้าหว่า
สะแน๊กขุกาหลุโฮ่กะอี้เดสซึโย๋ คังเคไน่กะร่ะ
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, August 06, 2008
I am sorry. I love you.
I am sorry. I love you.
Wednesday, August 06, 2008
4:20:59 PM
ดูนานมากๆซีรี่ส์เกาหลีเรื่องนี้ 16ชั่วโมงใช้เวลากี่เดือนวะ ยืมเมย์มาเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ แต่ผ่านมานานเป็นเดือนๆเเล้วล่ะ พึ่งดูจบซึ้งมากมาย ดูจบปุ๊บว่าจะมาบันทึกอะไรให้โรแมนติคในอารมณ์ซักหน่อย พ่อกลับมาจากหาหมอ(อีกแล้ว) บ่นไรไม่หยุดเลย ก็ต้องฟัง หมดรมเลย เหมือนเวลาหนังเลิก แล้วออกมาพบโลกความจริง แต่คอมเครื่องนี้จอห่วย เราก็เขียนได้ไม่ดีอยู่แล้ว เขียนดีไม่ดีขึ้นกะคอมด้วยเป็นหลัก อยากให้พ่อแข็งแรงเหมือนเมื่อ5ปีก่อนจัง
แม่ดูสองวันก็จบ แม่ชอบมากๆ หนังมันก็ซึ้งนะแหละ ถ่ายที่ออสเตรเลียบ้าง แม่ก็คุยกันถึงสมัยเราเรียนอยู่ที่นั่นและแม่ไปหา แม่เวลาติดอะไรก็รีบๆทำ ตอนนู้นแม่บอกแสงเงารักมันมาก แม่ก็อ่านทั้งวันทั้งคืนจนจบ เราหรือก็อ่านเป็นเดือนๆเลยเชียว
เหมือนหนังเกาหลีทุกเรื่อง ตอนจบพระเอกนางเอกตาย ซาบซึ้งมากๆ (รู้ตั้งแต่ตอนแรกๆว่าต้องตาย)
ซึ้งกะตอนสุดท้าย เข้าใจเลยว่าทำไม พระเอกพูดคำว่า แอมซอรี่ไอเลิฟยู พระเอกรู้ตัวว่าไม่สามารถให้ความสุขนางเอกได้ เพราะตนเองกำลังจะตาย แต่นางเอกกลับมองว่าพระเอกเห็นแก่ตัว ในเมื่อเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้วทำไมไม่ดูแลกันและกันให้ดี
ซึ่งจริงๆแล้วไม่ต้องขอโทษหรอก ทำตัวดีดีเท่าที่เคยดีก็น่าจะพอ ดีกว่าทำตัวไม่ดีแล้วมาเอ่ยคำขอโทษ (เข้าใจ):D
มีตอนนางเอกงอนๆ ไปกะผู้ชายคนอื่นก็บอกไปแบบละครๆ นะแหละว่า นี่แฟนฉัน อะไรเทือกๆนั้น ถ้าชีวิตคนเรามันง่ายดายแบบในละครว่าแค่นางเอกบอกพระเอกว่ามีแฟนแล้วแปลว่าประชด ก็ดีน่ะซิ
วันก่อนเดินผ่านจอทีวีในบ้านช่วงละครหลังข่าว(ตอนอวสาน) เห็นพระเอกเกย์ไทยคนหนึ่งพูดในโรงบาลทำตัวว่าจะตาย ทำให้นางเอกกล้าสารภาพรัก แล้วพระเอกก็หายป่วย(ในบัดดล) นางเอกต่อว่า ว่า ทำไมแกล้งป่วย พระเอกก็บอกว่า โธ่ ทีคุณ ยังหลอกผมว่าแต่งงานแล้วได้เลย เราก็ขำๆ ถามแม่ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ใครจะหลอกว่าแต่งงานแล้วทั้งๆที่รักผู้ชายคนนึง แม่บอกก็หนังสือโบราณน่ะลูก กว่าจะรักกันได้พระเอกนางเอกต้องผ่านอุปสรรคทางความรักกันมา
เมื่อคืนเม้าแตกทางโทสับอีกแระ หลายชั่วโมงมากๆ ขำกันหนุกหนาน นึกในใจถ้าเมื่อวานซืนเราขำได้ซักครึ่งหนึ่งของเมื่อวาน ก็คงดีกว่านี้ แอมซอรี่ไอเลิ้บยู เหมือนจะพูดหลายๆหน แต่มาเข้าใจความหมายที่ตรงกันแบบในละครเรื่องนี้ก็วันนี้เองล่ะ
เมื่อคืนเม้ากะเหี้ยนนท์ไปเรื่อยเปื่อย เม้าแม่งไปหมดเลอะเทอะเปรอะเปื้อนอะไรไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรื่องบะหมี่ไปจนถึงการค้า ไรไม่รู้ แต่มีที่ขำก็คือ มันย้ำอีกทีว่า แต้วของไอ้เบ๊นนะพี่ ไม่ใช่แต้วมัน กูละขำ เล่าใฟ้ฟังว่าน้องออมของไอ้บังนะ ไม่ใช่น้องออมของกู แต่พ่อจะเรียกว่าออมลูกไอ้สิงห์
วันก่อนไปช่วยมันเฝ้าร้าน มันถามมาว่า “ที่พี่มาช่วยผมเฝ้าร้านบ่อยๆนี่ คิดอะไรกะผมป่ะ” เราหันไปมองหน้าอย่างแน่วแน่ว่า “เออ กูคิด” แม่งขำกันกลิ้งเลย แต่ช่วงสองวันมานี้เราคิดถึงประโยคเด็ดจากเรื่องรัก3เส้ามากกว่า ที่บอกว่า “ถ้าเป็นคนรักกันจะไม่ทำให้กันและกันร้องไห้ ใช่ไหม? ”
มันแย่ว่ะ ทำไมคนรักกันต้องทำให้กันและกันร้องไห้ด้วยนะ ?
ในหนังมีตอนนึงก่อนเดินลงสถานีรถไฟใต้ดิน นางเอกร้องไห้และบอกรักพระเอกไม่หยุด พระเอกแม่งเลวจริงๆทำผู้หญิงร้องไห้ได้ไงวะ เมื่อวานเพื่อนสนิทบอกว่าเกิดมามันไม่เคยทำผู้หญิงร้องไห้เลย นึกในใจเออ ก็คงจะจริง ถึงมันจะเจ้าชู้เหลือเกินก็ตาม
นางเอกเรื่องนี้ไม่สวยเลย พระเอกก็หน้าตาธรรมดากันสุดๆ แต่เรื่องก็ดูแล้วเพลินดี ภาพไม่สวยตามแบบฉบับดีวีดีปลอม ปกติเราไม่ชอบดูหนังโหลดๆหรือพวกของปลอมก็เพราะสาเหตุนี้ล่ะ ฟังดูดัดจริตดีไหม
อ้อ อีกเรื่อง
พี่สาวกำลังจะแต่งงานเสาร์นี้ที่ราชนาวีสโมสร
นี่เรามีพี่สาวตั้งแต่เมื่อไหร่กันน้า ?
เราดวงแรงมากๆ เป็นคนแข็งมากๆ ตามพื้นดวงก็คือ ต้องฆ่าพ่อด้วย หมอดูก็ดูได้แบบนี้กันทั้งนั้น แต่ไม่ได้หมายถึงว่าฆ่าพ่อแบบที่ ฆ่าจริงๆ แต่เป็นเรื่องเข้ากันไม่ได้มากกว่า มีดวงข่มพ่อตลอด เป็นเพราะเป็นคนเก่งทั้งคู่ แต่เรียกได้ว่าเป็นคนเก่งคนละด้านแบบตรงข้ามกันสุดขั้ว เหตุสำคัญนี้ เราก็เลยมี พ่อทูลหัวด้วย1ท่าน เอาไว้เฉลี่ยดวงล่ะมั้ง(ฮา)
เรื่องนี้เราพึ่งถามพ่อไม่กี่วันนี้เองตอนไปเดินสวนสาธารณะกัน ว่า ทำไมเราต้องมีพ่อทูลหัวด้วย น้องไม่เห็นมี พ่อก็บอกว่าดวงแรงนี่ล่ะ พ่อทูลหัวเป็นเพื่อนรักที่ทำงานพ่อ สมัยก่อน ตอนเด็กๆเราก็เรียกเขาว่า พ่ออู๊ด แม่เต๊าะ ก็ไม่เห็นเคยสงสัยเลยว่า ทำไมเรียกพ่ออู๊ดแม่เต๊าะ ทั้งๆที่เพื่อนๆพ่อคนอื่นๆก็เรียกว่า ลุงป้าอาน้า ตลอด ผ่านมา28ปีพึ่งคิดอยากรู้ ตลกดีเว้ยยยย
พ่ออู๊ดบ้านอยู่ใกล้ๆกันด้วยซอย14 นี่เอง (บ้านเราอยู่ซอย19) แล้วไม่นานเขาก้อย้ายบ้านออกไป ซอย14ก็มีบ้านเพื่อนวชิราวุธพ่อคนนึงก็ย้ายออกไปเพราะบ้านไฟไหม้ ย้ายออกไปช่วงพอๆกันเลย ชื่อ อาต๋อย อาต๋อยมีลูกชื่อต๊อย เป็นต๊อยที่น่ารักเสมอ(ต๊อยเป็นเพื่อนคณะIE แต่เป็นหลีดมหาลัยรุ่นเดียวกะคุณ จุ๋ย และคุณ หมิง) งานนี้นับได้ว่า ภาณินส่งต๊อยเข้าประกวด ส่วนเพื่อนคนแรกในชีวิตเรา ก็คือ กองฟาง บ้านกองฟางอยู่ซอย12นี่เอง ย้ายออกไปพร้อมๆกันหมด (หลายๆสาเหตุ) ลุงจุ๋มสนิทกะพ่อมากๆๆๆๆตั้งแต่วชิราวุธมา พวกลูกเพื่อนพ่อก็สวยๆทุกคนน่ะละ แต่ไม่ค่อยมีผู้ชาย สมัยนั้นก็คงคุ้นเคยกัน เวลาผ่านไปอะไรๆก็ผ่านไป และก็ไม่ได้สนิทกะใครเหมือนตอนเด็กๆที่เคยวิ่งเล่นกันที่เขาใหญ่หรือที่ไหนๆ
แต่ช่วงนี้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆกะเพื่อนแถวๆบ้าน ไปสนามบาสเป็นประจำ
พ่ออู๊ดกะแม่เต๊าะ เมื่อพี่เอ๊าะแต่งงานแล้วก็จะย้ายไปอยู่เชียงใหม่กัน
ผู้หญิงสมัยนี้เขาแต่งงานกันช้าเหมือนกันเนอะ คิดถึงพี่สาวลูกเพื่อนสนิทพ่ออีกคนที่แต่งงานไปซักหลายปีก่อน พี่ออก็แต่งงานช้า ตอนเด็กๆพี่ออสวยชะมัด
แต่งงานที่ราชนาวีสโมสรเช่นกัน ตรงนี้ก็สวยดี
พี่ออรักเรามากเลย ตอนเด็กๆไปเล่นกะเขาบ่อย เวลาปิดเทอมต้องไปอยู่ต่างจังหวัดกันเป็นเดือนๆ เล่นกันทุกวัน สงกรานต์ก็ไปเล่นด้วยกัน
เมื่อไม่นานมานี้ไปงานแซยิดย่าพี่ออ84ปีแน่ะแต่แข็งแรงชะมัด พี่เขากระโดดกอดจากข้างหลัง ตกใจหมดเลย ถ้ามีพี่สาวก็คงดีเหมือนกันเนอะ มีคนดูแล บ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบรรยากาศดีชะมัด
ชีวิตทั้งชีวิต เคยมีผู้หญิงกระโดดกอดแรงๆแบบนี้สองคนเอง นึกแล้วจดจำได้ดี ตกกะใจหมดเลย พี่ออและน้องหมิว 555
พอดีกว่า ไม่อยากทำให้ใครเสียใจหรือร้องไห้อีกเลย อยากให้ทุกๆวันทุกๆคนรอบตัวเรามีความสุข อยู่เงียบๆดีกว่า ห้ามตนเองไปฟาดงวงฟาดงากะใคร
แม่มาแล้ว ไปเดินสวนกะแม่ดีกว่า
Wednesday, August 06, 2008
4:20:59 PM
ดูนานมากๆซีรี่ส์เกาหลีเรื่องนี้ 16ชั่วโมงใช้เวลากี่เดือนวะ ยืมเมย์มาเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ แต่ผ่านมานานเป็นเดือนๆเเล้วล่ะ พึ่งดูจบซึ้งมากมาย ดูจบปุ๊บว่าจะมาบันทึกอะไรให้โรแมนติคในอารมณ์ซักหน่อย พ่อกลับมาจากหาหมอ(อีกแล้ว) บ่นไรไม่หยุดเลย ก็ต้องฟัง หมดรมเลย เหมือนเวลาหนังเลิก แล้วออกมาพบโลกความจริง แต่คอมเครื่องนี้จอห่วย เราก็เขียนได้ไม่ดีอยู่แล้ว เขียนดีไม่ดีขึ้นกะคอมด้วยเป็นหลัก อยากให้พ่อแข็งแรงเหมือนเมื่อ5ปีก่อนจัง
แม่ดูสองวันก็จบ แม่ชอบมากๆ หนังมันก็ซึ้งนะแหละ ถ่ายที่ออสเตรเลียบ้าง แม่ก็คุยกันถึงสมัยเราเรียนอยู่ที่นั่นและแม่ไปหา แม่เวลาติดอะไรก็รีบๆทำ ตอนนู้นแม่บอกแสงเงารักมันมาก แม่ก็อ่านทั้งวันทั้งคืนจนจบ เราหรือก็อ่านเป็นเดือนๆเลยเชียว
เหมือนหนังเกาหลีทุกเรื่อง ตอนจบพระเอกนางเอกตาย ซาบซึ้งมากๆ (รู้ตั้งแต่ตอนแรกๆว่าต้องตาย)
ซึ้งกะตอนสุดท้าย เข้าใจเลยว่าทำไม พระเอกพูดคำว่า แอมซอรี่ไอเลิฟยู พระเอกรู้ตัวว่าไม่สามารถให้ความสุขนางเอกได้ เพราะตนเองกำลังจะตาย แต่นางเอกกลับมองว่าพระเอกเห็นแก่ตัว ในเมื่อเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้วทำไมไม่ดูแลกันและกันให้ดี
ซึ่งจริงๆแล้วไม่ต้องขอโทษหรอก ทำตัวดีดีเท่าที่เคยดีก็น่าจะพอ ดีกว่าทำตัวไม่ดีแล้วมาเอ่ยคำขอโทษ (เข้าใจ):D
มีตอนนางเอกงอนๆ ไปกะผู้ชายคนอื่นก็บอกไปแบบละครๆ นะแหละว่า นี่แฟนฉัน อะไรเทือกๆนั้น ถ้าชีวิตคนเรามันง่ายดายแบบในละครว่าแค่นางเอกบอกพระเอกว่ามีแฟนแล้วแปลว่าประชด ก็ดีน่ะซิ
วันก่อนเดินผ่านจอทีวีในบ้านช่วงละครหลังข่าว(ตอนอวสาน) เห็นพระเอกเกย์ไทยคนหนึ่งพูดในโรงบาลทำตัวว่าจะตาย ทำให้นางเอกกล้าสารภาพรัก แล้วพระเอกก็หายป่วย(ในบัดดล) นางเอกต่อว่า ว่า ทำไมแกล้งป่วย พระเอกก็บอกว่า โธ่ ทีคุณ ยังหลอกผมว่าแต่งงานแล้วได้เลย เราก็ขำๆ ถามแม่ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ใครจะหลอกว่าแต่งงานแล้วทั้งๆที่รักผู้ชายคนนึง แม่บอกก็หนังสือโบราณน่ะลูก กว่าจะรักกันได้พระเอกนางเอกต้องผ่านอุปสรรคทางความรักกันมา
เมื่อคืนเม้าแตกทางโทสับอีกแระ หลายชั่วโมงมากๆ ขำกันหนุกหนาน นึกในใจถ้าเมื่อวานซืนเราขำได้ซักครึ่งหนึ่งของเมื่อวาน ก็คงดีกว่านี้ แอมซอรี่ไอเลิ้บยู เหมือนจะพูดหลายๆหน แต่มาเข้าใจความหมายที่ตรงกันแบบในละครเรื่องนี้ก็วันนี้เองล่ะ
เมื่อคืนเม้ากะเหี้ยนนท์ไปเรื่อยเปื่อย เม้าแม่งไปหมดเลอะเทอะเปรอะเปื้อนอะไรไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรื่องบะหมี่ไปจนถึงการค้า ไรไม่รู้ แต่มีที่ขำก็คือ มันย้ำอีกทีว่า แต้วของไอ้เบ๊นนะพี่ ไม่ใช่แต้วมัน กูละขำ เล่าใฟ้ฟังว่าน้องออมของไอ้บังนะ ไม่ใช่น้องออมของกู แต่พ่อจะเรียกว่าออมลูกไอ้สิงห์
วันก่อนไปช่วยมันเฝ้าร้าน มันถามมาว่า “ที่พี่มาช่วยผมเฝ้าร้านบ่อยๆนี่ คิดอะไรกะผมป่ะ” เราหันไปมองหน้าอย่างแน่วแน่ว่า “เออ กูคิด” แม่งขำกันกลิ้งเลย แต่ช่วงสองวันมานี้เราคิดถึงประโยคเด็ดจากเรื่องรัก3เส้ามากกว่า ที่บอกว่า “ถ้าเป็นคนรักกันจะไม่ทำให้กันและกันร้องไห้ ใช่ไหม? ”
มันแย่ว่ะ ทำไมคนรักกันต้องทำให้กันและกันร้องไห้ด้วยนะ ?
ในหนังมีตอนนึงก่อนเดินลงสถานีรถไฟใต้ดิน นางเอกร้องไห้และบอกรักพระเอกไม่หยุด พระเอกแม่งเลวจริงๆทำผู้หญิงร้องไห้ได้ไงวะ เมื่อวานเพื่อนสนิทบอกว่าเกิดมามันไม่เคยทำผู้หญิงร้องไห้เลย นึกในใจเออ ก็คงจะจริง ถึงมันจะเจ้าชู้เหลือเกินก็ตาม
นางเอกเรื่องนี้ไม่สวยเลย พระเอกก็หน้าตาธรรมดากันสุดๆ แต่เรื่องก็ดูแล้วเพลินดี ภาพไม่สวยตามแบบฉบับดีวีดีปลอม ปกติเราไม่ชอบดูหนังโหลดๆหรือพวกของปลอมก็เพราะสาเหตุนี้ล่ะ ฟังดูดัดจริตดีไหม
อ้อ อีกเรื่อง
พี่สาวกำลังจะแต่งงานเสาร์นี้ที่ราชนาวีสโมสร
นี่เรามีพี่สาวตั้งแต่เมื่อไหร่กันน้า ?
เราดวงแรงมากๆ เป็นคนแข็งมากๆ ตามพื้นดวงก็คือ ต้องฆ่าพ่อด้วย หมอดูก็ดูได้แบบนี้กันทั้งนั้น แต่ไม่ได้หมายถึงว่าฆ่าพ่อแบบที่ ฆ่าจริงๆ แต่เป็นเรื่องเข้ากันไม่ได้มากกว่า มีดวงข่มพ่อตลอด เป็นเพราะเป็นคนเก่งทั้งคู่ แต่เรียกได้ว่าเป็นคนเก่งคนละด้านแบบตรงข้ามกันสุดขั้ว เหตุสำคัญนี้ เราก็เลยมี พ่อทูลหัวด้วย1ท่าน เอาไว้เฉลี่ยดวงล่ะมั้ง(ฮา)
เรื่องนี้เราพึ่งถามพ่อไม่กี่วันนี้เองตอนไปเดินสวนสาธารณะกัน ว่า ทำไมเราต้องมีพ่อทูลหัวด้วย น้องไม่เห็นมี พ่อก็บอกว่าดวงแรงนี่ล่ะ พ่อทูลหัวเป็นเพื่อนรักที่ทำงานพ่อ สมัยก่อน ตอนเด็กๆเราก็เรียกเขาว่า พ่ออู๊ด แม่เต๊าะ ก็ไม่เห็นเคยสงสัยเลยว่า ทำไมเรียกพ่ออู๊ดแม่เต๊าะ ทั้งๆที่เพื่อนๆพ่อคนอื่นๆก็เรียกว่า ลุงป้าอาน้า ตลอด ผ่านมา28ปีพึ่งคิดอยากรู้ ตลกดีเว้ยยยย
พ่ออู๊ดบ้านอยู่ใกล้ๆกันด้วยซอย14 นี่เอง (บ้านเราอยู่ซอย19) แล้วไม่นานเขาก้อย้ายบ้านออกไป ซอย14ก็มีบ้านเพื่อนวชิราวุธพ่อคนนึงก็ย้ายออกไปเพราะบ้านไฟไหม้ ย้ายออกไปช่วงพอๆกันเลย ชื่อ อาต๋อย อาต๋อยมีลูกชื่อต๊อย เป็นต๊อยที่น่ารักเสมอ(ต๊อยเป็นเพื่อนคณะIE แต่เป็นหลีดมหาลัยรุ่นเดียวกะคุณ จุ๋ย และคุณ หมิง) งานนี้นับได้ว่า ภาณินส่งต๊อยเข้าประกวด ส่วนเพื่อนคนแรกในชีวิตเรา ก็คือ กองฟาง บ้านกองฟางอยู่ซอย12นี่เอง ย้ายออกไปพร้อมๆกันหมด (หลายๆสาเหตุ) ลุงจุ๋มสนิทกะพ่อมากๆๆๆๆตั้งแต่วชิราวุธมา พวกลูกเพื่อนพ่อก็สวยๆทุกคนน่ะละ แต่ไม่ค่อยมีผู้ชาย สมัยนั้นก็คงคุ้นเคยกัน เวลาผ่านไปอะไรๆก็ผ่านไป และก็ไม่ได้สนิทกะใครเหมือนตอนเด็กๆที่เคยวิ่งเล่นกันที่เขาใหญ่หรือที่ไหนๆ
แต่ช่วงนี้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆกะเพื่อนแถวๆบ้าน ไปสนามบาสเป็นประจำ
พ่ออู๊ดกะแม่เต๊าะ เมื่อพี่เอ๊าะแต่งงานแล้วก็จะย้ายไปอยู่เชียงใหม่กัน
ผู้หญิงสมัยนี้เขาแต่งงานกันช้าเหมือนกันเนอะ คิดถึงพี่สาวลูกเพื่อนสนิทพ่ออีกคนที่แต่งงานไปซักหลายปีก่อน พี่ออก็แต่งงานช้า ตอนเด็กๆพี่ออสวยชะมัด
แต่งงานที่ราชนาวีสโมสรเช่นกัน ตรงนี้ก็สวยดี
พี่ออรักเรามากเลย ตอนเด็กๆไปเล่นกะเขาบ่อย เวลาปิดเทอมต้องไปอยู่ต่างจังหวัดกันเป็นเดือนๆ เล่นกันทุกวัน สงกรานต์ก็ไปเล่นด้วยกัน
เมื่อไม่นานมานี้ไปงานแซยิดย่าพี่ออ84ปีแน่ะแต่แข็งแรงชะมัด พี่เขากระโดดกอดจากข้างหลัง ตกใจหมดเลย ถ้ามีพี่สาวก็คงดีเหมือนกันเนอะ มีคนดูแล บ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบรรยากาศดีชะมัด
ชีวิตทั้งชีวิต เคยมีผู้หญิงกระโดดกอดแรงๆแบบนี้สองคนเอง นึกแล้วจดจำได้ดี ตกกะใจหมดเลย พี่ออและน้องหมิว 555
พอดีกว่า ไม่อยากทำให้ใครเสียใจหรือร้องไห้อีกเลย อยากให้ทุกๆวันทุกๆคนรอบตัวเรามีความสุข อยู่เงียบๆดีกว่า ห้ามตนเองไปฟาดงวงฟาดงากะใคร
แม่มาแล้ว ไปเดินสวนกะแม่ดีกว่า
Posted by
T 0 5 E
Friday, August 01, 2008
ทอแสงรัศมี
ทอแสงรัศมี
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
๑๖:๓๕:๒๙ น.
ชื่อตอนวันนี้แปลกดีไหมน้า หรือว่ายังไง แต้น้องสาวเราชื่อทอรุ้งนะ
เกี่ยวกันไหมนี่ เกี่ยวซิ จะทอแสงหรือทอรุ้ง เสียงน่ารักกินกันไม่ลงเลย
แต่หน้าตาคนละชั้นเลย555
เมื่อคืนกลับบ้านมาตี1เศษๆ เปิดทีวีช่อง80ดูตามปกติ(ดูช่องนี้บ่อยถ้าเทียบสัมพัทธ์กับช่องอื่นๆ) ช่องนี้ผู้ประกาศข่าวสวย และเสียงดี(เกือบ)ทุกคน แต่ไม่ค่อยชอบผู้ชายนักเพราะว่า ผู้ชายมักอายุน้อยเกินจะมาวิจารณ์เศรษฐกิจและดูเชื่อมั่นตนเองสูงเกินเหตุ แต่ถ้าพวกอาจารย์ที่เป็นด๊อกเต้อร์ทั้งหลายนั้นชอบดูประจำ มีมุก ลูกล่อลูกชนเเพรวพราวเสมอ
เปิดผ่านมาเห็นคุณทอแสงรัศมีเขาพูดอยู่ เสียงน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เห็นทีไรก็ต้องอดฟังไม่ได้ พ่อเราก็ชอบ พ่อเคยบอกว่าเสียงเหมือนพิมม์มาดา เราก็งงๆ นี่พ่อกูรู้จัก นักร้องซาซ่าด้วยหรอวะ แปลกดี คนละวัยกันสุดๆ(พ่อคงดูเป็นต่อ...ตามแม่)
ว่าแล้วก็นึกถึงน้องพิมอีกคน(พิมพ์ชนก) น้องพิมของเพื่อนรัก เสียงไม่หวานแต่พูดจาเพราะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก เป็นเด็กผู้หญิงที่พูดเพราะที่สุดในโลกคนนึง เรียกว่าพาออกงานได้สบาย ผู้ใหญ่เห็นผู้ใหญ่ต้องรัก วันก่อนเจอกันบังเอิญก็น่ารักเช่นเคย เพื่อนเราคิดถึงใจจะขาด555
เราชอบผู้หญิงเสียงน่ารักๆแบบนี้ล่ะ ไม่รู้บอกไงดี
บางคนชอบผู้หญิงนมโตๆ บางคนชอบผู้หญิงตาแป๋วๆ บางคนชอบผู้หญิงก้นงอนๆ ขาเรียวๆ ส่วนเราแพ้ผู้หญิงเสียงสวยๆเสมอ เจอไม่ได้...หลงรัก...คิดถึงเสมอ
แต่ผู้หญิงเสียงดีดีหายาก(มาก) ยิ่งหน้าตาดีๆก็ยากไปใหญ่
ที่พูดนี่คือ เมื่อคืนนี้ นั่งอมยิ้มคนเดียวตอนฟังคุณทอแสงรัศมีเขาเล่าข่าว
ยิ้มเพราะนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง เสียงเขารวมกันระหว่างคุณทอแสงรัศมีกับคุณชนิดา(ช่อง80ทั้งคู่) รวมกัน ไม่กี่วันก่อนนี้ เขาถามเราว่า ”ทำไมเราชอบเขา?” เราตอบไปตามตรงว่า “ก็เธอเสียงสวยน่ะ” เขาก็อมยิ้ม เอื้อมมือเขามาจับมือเรา
นึกในใจอยากขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณฟ้า ที่ได้ฟังเสียงน่ารักๆแบบนี้มาพูดจาออดอ้อนเรา กุหามานานแล้ว ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ เหี้ย วันนี้เขาตื่นแล้วยังไม่โทรหาเราเลยนี่นา มิน่าอะไรมันหายไปแปลกๆ เอ้า แล้วไมกูไม่โทรไปล่ะ อ๋อ ก็คืนนี้มีนัดกันใช่ไหมล่า เดี๋ยวถึงเวลาค่อยโทรหาละกัน
ต่อด้วยเรื่องผู้หญิงเสียงสวยๆดีกว่า ถ้าไม่นับคุณทอรุ้งแล้วก็มีอีกสองคนที่นึกถึง
นึกถึงออย ตอนอยู่โตเกียวคิดถึงออยทีนึง แล้วบังเอิญมากๆที่จำเบอร์มือถือได้ ฝันถึง เป็นฝันที่แปลกๆมากๆ ก็เลยต้องโทรไปเล่าสู่กันฟัง ออยก็งงๆว่าทำไมเราโทรหา แต่ก็คุยกันดี ออยบอกว่า(ตามมารยาท) “กลับมาไทยแล้วไปกินข้าวกันนะ” เราก็เออออห่อหมก จนทุกวันนี้ยังไม่ได้นึกอยากโทรหาอีกเลย แต่ออยเสียงน่ารักมากจริงๆ แววตาเขาอ่อนโยนด้วย ที่จำออยได้แม่นเพราะว่า ดอกไม้ที่ให้ออยไปเป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดในชีวิตเท่าที่เราเคยซื้อให้ผู้หญิงเลยทีเดียว รู้สึกมานานแล้วว่าการซื้อดอกไม้ในประเทศไทยแม่งเหมือนซื้อหวย โอกาสถูกรางวัลนี่ยากเหลือเกิน
6ปีแล้ว หรือ เนี่ย ไวเหมือนโกหก
อีกคนก็ตูน ตูนเป็นผู้หญิงที่เสียงเย็นมากๆ
จำได้ว่าเคยเรียกชื่อตูนผิดเป็นโบว์1หน โคตรจะขำเลย ซักพักผ่านไป ตูนถามว่า “ทศรู้ป่าว ทศเรียกชื่อตูนผิด” เหี้ย-เรื่องจริงตอนนั้นมันคงไม่ขำ ตอนนั้นยืนอยู่ที่สวนสันติชัยปราการสุดแสนจะโรแมนติก เสือกเรียกชื่อผิด (เมษา2005)
สองคนนี้ชอบไว้ผมสั้น (สาวไทยไว้ผมสั้นหายากพอๆกับสาวไทยเสียงหวานๆ)
อ้อ นึกถึงอีกคน(แต่ไม่รู้จักกัน) เมื่อวานก่อนนั่งคุยกะเพื่อน เพื่อนพูดถึงว่า เขาไปทำศัลยกรรมมา แต่ก่อนไม่สวย(กูไม่เชื่อ) เราก็งงๆ เอ๊ะ กูเคยเห็นเมื่อนานมาแล้วก็ว่าสวยดีนะ แต่นึกอยู่นานนึกไม่ออกว่าเห็นที่ไหน เช้านี้นึกออกแล้ว เคยเห็นที่งานบอลใส่กระโปรงจีบรอบรองเท้าขาวไงเล่า จำได้ว่าเคยขำๆถ่ายรูปคู่ด้วยซ้ำไป จะตูนหรือออย ก็สวยไม่แพ้คุณก้อยรักสามเส้านี่หรอก เสียงก็หวานกินกันไม่ลง แต่จะห่างก็คือ วัยที่ต่างกัน ผมสั้นแบบนี้เราชอบชะมัด
ผู้หญิงวัย29กะ27 จะสวยแค่ไหน ยังไงก้อแก่ แต่สิ่งที่ไม่แก่เลยก็คือ เสียง
ปล.
เมื่อเช้างัวเงียๆ กิ๊บโทรมาหา กูล่ะงงๆ ก็เลยรับ กิ๊บชวนไปเจอกัน ก็ขี้เกียจน่ะซิ ตั้งแต่ไปดูสะบายดี...หลวงพระบางแล้ว ก็ยังไม่เจอกันเลยนี่นา เขาถามว่ายังอยู่ไทยไหม เราก็ขี้เกียจจะเล่าว่าไปลาวไปจีนมา ถ้ากิ๊บเสียงน่ารักกว่านี้จะดีมากๆ แต่จะดีกว่านี้ถ้าไม่มีแฟน ไม่ชอบยุ่งกับคนมีแฟนแล้ว ฉะนั้นอย่ามายุ่งกะกู เอิ๊กๆ แต่จะว่าไปก็นั่งรถเมล์มาแค่ไฟแดงเดียวก็ถึงบ้านพี่แล้วนะกิ๊บ มาดิมา กลางวันขี้เกียจออกจากบ้านโว้ย
ปล.2 พาแม่ไปเดินสวนดีกว่า
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
๑๖:๓๕:๒๙ น.
ชื่อตอนวันนี้แปลกดีไหมน้า หรือว่ายังไง แต้น้องสาวเราชื่อทอรุ้งนะ
เกี่ยวกันไหมนี่ เกี่ยวซิ จะทอแสงหรือทอรุ้ง เสียงน่ารักกินกันไม่ลงเลย
แต่หน้าตาคนละชั้นเลย555
เมื่อคืนกลับบ้านมาตี1เศษๆ เปิดทีวีช่อง80ดูตามปกติ(ดูช่องนี้บ่อยถ้าเทียบสัมพัทธ์กับช่องอื่นๆ) ช่องนี้ผู้ประกาศข่าวสวย และเสียงดี(เกือบ)ทุกคน แต่ไม่ค่อยชอบผู้ชายนักเพราะว่า ผู้ชายมักอายุน้อยเกินจะมาวิจารณ์เศรษฐกิจและดูเชื่อมั่นตนเองสูงเกินเหตุ แต่ถ้าพวกอาจารย์ที่เป็นด๊อกเต้อร์ทั้งหลายนั้นชอบดูประจำ มีมุก ลูกล่อลูกชนเเพรวพราวเสมอ
เปิดผ่านมาเห็นคุณทอแสงรัศมีเขาพูดอยู่ เสียงน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เห็นทีไรก็ต้องอดฟังไม่ได้ พ่อเราก็ชอบ พ่อเคยบอกว่าเสียงเหมือนพิมม์มาดา เราก็งงๆ นี่พ่อกูรู้จัก นักร้องซาซ่าด้วยหรอวะ แปลกดี คนละวัยกันสุดๆ(พ่อคงดูเป็นต่อ...ตามแม่)
ว่าแล้วก็นึกถึงน้องพิมอีกคน(พิมพ์ชนก) น้องพิมของเพื่อนรัก เสียงไม่หวานแต่พูดจาเพราะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก เป็นเด็กผู้หญิงที่พูดเพราะที่สุดในโลกคนนึง เรียกว่าพาออกงานได้สบาย ผู้ใหญ่เห็นผู้ใหญ่ต้องรัก วันก่อนเจอกันบังเอิญก็น่ารักเช่นเคย เพื่อนเราคิดถึงใจจะขาด555
เราชอบผู้หญิงเสียงน่ารักๆแบบนี้ล่ะ ไม่รู้บอกไงดี
บางคนชอบผู้หญิงนมโตๆ บางคนชอบผู้หญิงตาแป๋วๆ บางคนชอบผู้หญิงก้นงอนๆ ขาเรียวๆ ส่วนเราแพ้ผู้หญิงเสียงสวยๆเสมอ เจอไม่ได้...หลงรัก...คิดถึงเสมอ
แต่ผู้หญิงเสียงดีดีหายาก(มาก) ยิ่งหน้าตาดีๆก็ยากไปใหญ่
ที่พูดนี่คือ เมื่อคืนนี้ นั่งอมยิ้มคนเดียวตอนฟังคุณทอแสงรัศมีเขาเล่าข่าว
ยิ้มเพราะนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง เสียงเขารวมกันระหว่างคุณทอแสงรัศมีกับคุณชนิดา(ช่อง80ทั้งคู่) รวมกัน ไม่กี่วันก่อนนี้ เขาถามเราว่า ”ทำไมเราชอบเขา?” เราตอบไปตามตรงว่า “ก็เธอเสียงสวยน่ะ” เขาก็อมยิ้ม เอื้อมมือเขามาจับมือเรา
นึกในใจอยากขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณฟ้า ที่ได้ฟังเสียงน่ารักๆแบบนี้มาพูดจาออดอ้อนเรา กุหามานานแล้ว ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ เหี้ย วันนี้เขาตื่นแล้วยังไม่โทรหาเราเลยนี่นา มิน่าอะไรมันหายไปแปลกๆ เอ้า แล้วไมกูไม่โทรไปล่ะ อ๋อ ก็คืนนี้มีนัดกันใช่ไหมล่า เดี๋ยวถึงเวลาค่อยโทรหาละกัน
ต่อด้วยเรื่องผู้หญิงเสียงสวยๆดีกว่า ถ้าไม่นับคุณทอรุ้งแล้วก็มีอีกสองคนที่นึกถึง
นึกถึงออย ตอนอยู่โตเกียวคิดถึงออยทีนึง แล้วบังเอิญมากๆที่จำเบอร์มือถือได้ ฝันถึง เป็นฝันที่แปลกๆมากๆ ก็เลยต้องโทรไปเล่าสู่กันฟัง ออยก็งงๆว่าทำไมเราโทรหา แต่ก็คุยกันดี ออยบอกว่า(ตามมารยาท) “กลับมาไทยแล้วไปกินข้าวกันนะ” เราก็เออออห่อหมก จนทุกวันนี้ยังไม่ได้นึกอยากโทรหาอีกเลย แต่ออยเสียงน่ารักมากจริงๆ แววตาเขาอ่อนโยนด้วย ที่จำออยได้แม่นเพราะว่า ดอกไม้ที่ให้ออยไปเป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดในชีวิตเท่าที่เราเคยซื้อให้ผู้หญิงเลยทีเดียว รู้สึกมานานแล้วว่าการซื้อดอกไม้ในประเทศไทยแม่งเหมือนซื้อหวย โอกาสถูกรางวัลนี่ยากเหลือเกิน
6ปีแล้ว หรือ เนี่ย ไวเหมือนโกหก
อีกคนก็ตูน ตูนเป็นผู้หญิงที่เสียงเย็นมากๆ
จำได้ว่าเคยเรียกชื่อตูนผิดเป็นโบว์1หน โคตรจะขำเลย ซักพักผ่านไป ตูนถามว่า “ทศรู้ป่าว ทศเรียกชื่อตูนผิด” เหี้ย-เรื่องจริงตอนนั้นมันคงไม่ขำ ตอนนั้นยืนอยู่ที่สวนสันติชัยปราการสุดแสนจะโรแมนติก เสือกเรียกชื่อผิด (เมษา2005)
สองคนนี้ชอบไว้ผมสั้น (สาวไทยไว้ผมสั้นหายากพอๆกับสาวไทยเสียงหวานๆ)
อ้อ นึกถึงอีกคน(แต่ไม่รู้จักกัน) เมื่อวานก่อนนั่งคุยกะเพื่อน เพื่อนพูดถึงว่า เขาไปทำศัลยกรรมมา แต่ก่อนไม่สวย(กูไม่เชื่อ) เราก็งงๆ เอ๊ะ กูเคยเห็นเมื่อนานมาแล้วก็ว่าสวยดีนะ แต่นึกอยู่นานนึกไม่ออกว่าเห็นที่ไหน เช้านี้นึกออกแล้ว เคยเห็นที่งานบอลใส่กระโปรงจีบรอบรองเท้าขาวไงเล่า จำได้ว่าเคยขำๆถ่ายรูปคู่ด้วยซ้ำไป จะตูนหรือออย ก็สวยไม่แพ้คุณก้อยรักสามเส้านี่หรอก เสียงก็หวานกินกันไม่ลง แต่จะห่างก็คือ วัยที่ต่างกัน ผมสั้นแบบนี้เราชอบชะมัด
ผู้หญิงวัย29กะ27 จะสวยแค่ไหน ยังไงก้อแก่ แต่สิ่งที่ไม่แก่เลยก็คือ เสียง
ปล.
เมื่อเช้างัวเงียๆ กิ๊บโทรมาหา กูล่ะงงๆ ก็เลยรับ กิ๊บชวนไปเจอกัน ก็ขี้เกียจน่ะซิ ตั้งแต่ไปดูสะบายดี...หลวงพระบางแล้ว ก็ยังไม่เจอกันเลยนี่นา เขาถามว่ายังอยู่ไทยไหม เราก็ขี้เกียจจะเล่าว่าไปลาวไปจีนมา ถ้ากิ๊บเสียงน่ารักกว่านี้จะดีมากๆ แต่จะดีกว่านี้ถ้าไม่มีแฟน ไม่ชอบยุ่งกับคนมีแฟนแล้ว ฉะนั้นอย่ามายุ่งกะกู เอิ๊กๆ แต่จะว่าไปก็นั่งรถเมล์มาแค่ไฟแดงเดียวก็ถึงบ้านพี่แล้วนะกิ๊บ มาดิมา กลางวันขี้เกียจออกจากบ้านโว้ย
ปล.2 พาแม่ไปเดินสวนดีกว่า
Posted by
T 0 5 E
อุบาทว์....กูจะอ้วก
อุบาทว์....กูจะอ้วก
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551
๑๖:๒๗:๓๑ น.
จริงๆแล้ววันนี้วันฤกษ์แดง และจริงๆแล้ววันนี้ก็ไม่ใช่วันนี้
เรื่องนี้คิดได้ตอนดูสามก๊กเมื่อหลายวันก่อน นึกๆไปแล้วจะอ้วกในความอุบาทว์
เคยคุยกับเพื่อนรักที่โตเกียวว่า ทำไมคนบางคนมีวิธีคิดที่ไม่ฉลาดนัก ทั้งๆที่สมองเขาก็มี
พยามขจัดเรื่องนี้ออกจากหัวมาหลายวันแล้ว แต่พอประเมินประมวล ประกบอเหตุผลและหลักฐานสารพัดอย่างแล้วบอกตามตรงว่ารับไม่ได้ กุจะอ้วกจริงๆ
มีวันนึงเคยนั่งคุยกะแก๊งลุกหมูซึ่งเราว่าหลายๆคนรับได้ พวกมันกลับพูดขึ้นมาว่า รับไม่ได้ ทำความฉงนระคนแปลกใจแก่เรามากทีเดียว
กลับจากดูสามก๊ก อ่านสือพิพม์อยู่ดีดี เงยหน้าถามพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ พ่อเงียบไปนานมากๆ แล้วตอบว่า”ก็เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม” เรายิ้มๆแห้งๆ ก้มหน้าอ่านสือพิมพ์ต่อไป แล้วเงยหน้าบอกพ่ออีกทีว่า อยากปลูกอพ้าดเม้นให้ญี่ปุ่นเช่าอะพ่อ พ่องงๆ คุยกันคนละเรื่องไปไกลมากๆ
เล่าให้พ่อฟังว่า มีวันนึงไปอาคารธนิยะ(วันที่ดูมายบลูเบอร์รี่ไน้ทส์) ไปดูเอเจนซี่บ้านเช่าสำหรับคนญี่ปุ่น เป็นธุรกิจที่น่าทำมากๆ เงินดีกว่าปล่อยฝรั่งเช่าหลายเท่านักๆ เพราะมีพวกค่าเรคิงชิอิคิง ตามแบบระบบญี่ปุ่น
กลับมาที่เรื่อง....จะอ้วก
วันก่อนได้ยินเพื่อนรักพูดอะไรบางอย่าง แหวะ ฟังแล้วจะอ้วก
วันก่อนได้ยินเพื่อนรักอีกคนพูดบางเรื่อง อยากบอกให้หยุดพูดซะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งโน้นทั้งไหนก็ตามที เวลานี้อาจรับไม่ได้ พอถึงเวลาจริงๆอาจรับได้ก็เป็นได้
เมื่อวานตอนตีสี่กว่าๆ คุยกับสุดที่รักว่า เราเองก็เป็นคนธรรมดานะ เราก็มีหัวใจนะ เราไม่ชอบใช้สมองในเรื่องแบบนี้เลยแม้แต่น้อย เขาก็บอกว่าเขาเป็นคนธรรมดา แต่ที่ขำกว่าก็คือ “เปิดใจจนจีบ” เราชอบคำนี้นะ เหมือนคำว่าอย่าอยู่อย่างอยาก เพื่อนแก๊งลูกหมูนิยามให้เรากัน ตลกดี เราเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตว่า สิ่งที่ต้องการที่สุดแท้จริงแล้วมันเรียบง่ายที่สุด อย่าใส่หัวโขนต่อกัน ใช้ความจริงใจในแววตา เพื่อนบอกว่า จนๆจีบสาวนี่โคตรจะมัน เราเห็นด้วย จะรักจะชอบกูก็เพราะกูเป็นแบบนี้นี่ล่ะ แต่ส่วนใหญ่เพื่อนเรามักฐานะทางการเงินไม่แย่นัก ไอ้พวกเปิดใจจนจีบเลยทำได้ไม่สมจริง แต่จริงๆแล้วเธอรวย เธอก็เลี้ยงชั้นซิ ง่ายจะตาย
เราเกลียดสมองตนเองนะในบางเวลา เราจะใช้แต่หัวใจเท่านั้นในเรื่องความรัก เพราะถ้าเราใช้สมองลงไป เราร้ายเกินเหตุ เรื่องบางเรื่องก็ต้องปล่อยวางบ้าง
เคยนึกสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมผู้หญิงชอบพูดประชดประชัน แต่ใครจะรู้ ประชดแล้วไงล่ะ ก็ได้ผลสมประชดไหมล่ะ
บันทึกได้แล้ว ก็ค่อยสบายใจขึ้นนิดนึง แต่ก็คงรับไม่ได้อยู่ดี แหวะ กูจะอ้วก สะอิดสะเอียนมากๆ ไม่น่ารับรู้ความจริงข้อนี้เล้ยยยย เฮ้อ
ห้าโมงแล้วพาแม่ไปสวนดีกว่า สบายใจกว่ากันมาก
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551
๑๖:๒๗:๓๑ น.
จริงๆแล้ววันนี้วันฤกษ์แดง และจริงๆแล้ววันนี้ก็ไม่ใช่วันนี้
เรื่องนี้คิดได้ตอนดูสามก๊กเมื่อหลายวันก่อน นึกๆไปแล้วจะอ้วกในความอุบาทว์
เคยคุยกับเพื่อนรักที่โตเกียวว่า ทำไมคนบางคนมีวิธีคิดที่ไม่ฉลาดนัก ทั้งๆที่สมองเขาก็มี
พยามขจัดเรื่องนี้ออกจากหัวมาหลายวันแล้ว แต่พอประเมินประมวล ประกบอเหตุผลและหลักฐานสารพัดอย่างแล้วบอกตามตรงว่ารับไม่ได้ กุจะอ้วกจริงๆ
มีวันนึงเคยนั่งคุยกะแก๊งลุกหมูซึ่งเราว่าหลายๆคนรับได้ พวกมันกลับพูดขึ้นมาว่า รับไม่ได้ ทำความฉงนระคนแปลกใจแก่เรามากทีเดียว
กลับจากดูสามก๊ก อ่านสือพิพม์อยู่ดีดี เงยหน้าถามพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ พ่อเงียบไปนานมากๆ แล้วตอบว่า”ก็เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม” เรายิ้มๆแห้งๆ ก้มหน้าอ่านสือพิมพ์ต่อไป แล้วเงยหน้าบอกพ่ออีกทีว่า อยากปลูกอพ้าดเม้นให้ญี่ปุ่นเช่าอะพ่อ พ่องงๆ คุยกันคนละเรื่องไปไกลมากๆ
เล่าให้พ่อฟังว่า มีวันนึงไปอาคารธนิยะ(วันที่ดูมายบลูเบอร์รี่ไน้ทส์) ไปดูเอเจนซี่บ้านเช่าสำหรับคนญี่ปุ่น เป็นธุรกิจที่น่าทำมากๆ เงินดีกว่าปล่อยฝรั่งเช่าหลายเท่านักๆ เพราะมีพวกค่าเรคิงชิอิคิง ตามแบบระบบญี่ปุ่น
กลับมาที่เรื่อง....จะอ้วก
วันก่อนได้ยินเพื่อนรักพูดอะไรบางอย่าง แหวะ ฟังแล้วจะอ้วก
วันก่อนได้ยินเพื่อนรักอีกคนพูดบางเรื่อง อยากบอกให้หยุดพูดซะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งโน้นทั้งไหนก็ตามที เวลานี้อาจรับไม่ได้ พอถึงเวลาจริงๆอาจรับได้ก็เป็นได้
เมื่อวานตอนตีสี่กว่าๆ คุยกับสุดที่รักว่า เราเองก็เป็นคนธรรมดานะ เราก็มีหัวใจนะ เราไม่ชอบใช้สมองในเรื่องแบบนี้เลยแม้แต่น้อย เขาก็บอกว่าเขาเป็นคนธรรมดา แต่ที่ขำกว่าก็คือ “เปิดใจจนจีบ” เราชอบคำนี้นะ เหมือนคำว่าอย่าอยู่อย่างอยาก เพื่อนแก๊งลูกหมูนิยามให้เรากัน ตลกดี เราเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตว่า สิ่งที่ต้องการที่สุดแท้จริงแล้วมันเรียบง่ายที่สุด อย่าใส่หัวโขนต่อกัน ใช้ความจริงใจในแววตา เพื่อนบอกว่า จนๆจีบสาวนี่โคตรจะมัน เราเห็นด้วย จะรักจะชอบกูก็เพราะกูเป็นแบบนี้นี่ล่ะ แต่ส่วนใหญ่เพื่อนเรามักฐานะทางการเงินไม่แย่นัก ไอ้พวกเปิดใจจนจีบเลยทำได้ไม่สมจริง แต่จริงๆแล้วเธอรวย เธอก็เลี้ยงชั้นซิ ง่ายจะตาย
เราเกลียดสมองตนเองนะในบางเวลา เราจะใช้แต่หัวใจเท่านั้นในเรื่องความรัก เพราะถ้าเราใช้สมองลงไป เราร้ายเกินเหตุ เรื่องบางเรื่องก็ต้องปล่อยวางบ้าง
เคยนึกสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมผู้หญิงชอบพูดประชดประชัน แต่ใครจะรู้ ประชดแล้วไงล่ะ ก็ได้ผลสมประชดไหมล่ะ
บันทึกได้แล้ว ก็ค่อยสบายใจขึ้นนิดนึง แต่ก็คงรับไม่ได้อยู่ดี แหวะ กูจะอ้วก สะอิดสะเอียนมากๆ ไม่น่ารับรู้ความจริงข้อนี้เล้ยยยย เฮ้อ
ห้าโมงแล้วพาแม่ไปสวนดีกว่า สบายใจกว่ากันมาก
Posted by
T 0 5 E
โลกของเมย์กะัโน๊ตเป็นจี๋จมปู
โลกของเมย์กะะัโน๊ตเป็นจี๋จมปู
ตื่นมาวันนี้มีความสุขมากๆ
มองอะไรก็สวยไปหมด
ให้ความรู้สึกตลกๆดี
ไม่รู้เป็นเหี้ยอะไร (จริงๆก็รู้นะ)
เลยโทรไปเม้ากะเมย์หลังจากห่างหายไปนาน
สมัยเราคบกะน้องสาวโน๊ต เขาชอบพูดว่า จี๋จมปู แบบว่าพูดมะชะ น่ารักชะมัด วันนี้นึกไปก็ขำดี ที่จัดเมย์กะโน๊ตให้ได้พบกันอีกครั้ง หน้าตาแก่ไปทั้งคู่ ก็วัยก็ล่วงเลยมาถึงป่านนี้แล้ว โน๊ตไม่ใช่โน๊ตคนที่รถแรงที่สุดในเอสไอแล้ว เมย์ก็ไม่สวยเหมือนตอนเด็กๆแล้ว แต่ก็หัวเหม่งเหมือนเดิม
เวลาผ่านไปอะไรๆก็เปลี่ยน ดีใจนะที่ทำให้คนสองคนรักกันได้ จะรักมากรักน้อยก็คนละเรื่องนะ โน๊ตเพื่อนเราก็เป็นคนดี ส่วนเมย์นั้นจริงๆแล้วก็จิตใจดี แต่อาจจะแสบกะโน๊ตบ้างนิดหน่อยพอเป็นกระษัย พอให้โน๊ตแสบๆคันๆในอารมณ์จีบสาว แค่ลงไปให้ลึกพอก็จะพบความง่ายดาย แต่ถ้าลงไปน้อยไปก็จะพบแต่ดื้อดึงงี่เง่า ถ้าอยากจะจิ้มลงไปทะลุลงในจิตเมย์จนถึงแก่นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่กระเทาะเปลือกทั้งหมดด้วยการร่อนตะแกรงพฤติกรรม ผลก็จะออกมาเป็นที่พึงพอใจของโน๊ตอย่างแน่นอน
ชีวิตเมย์ช่วงนี้เราเขียนบทละครให้เล่นใช่ไหมนี่ 5555 สำหรับเรารักออกแบบได้เสมอ ขึ้นกับว่าอยากใช้ชีวิตคู่ด้วยไหม
เหี้ยนินพึ่งพูดว่า ผู้ชายแบบพวกเราจีบใครก้อติดใช่ป่ะ55(ประชด)
(นิน เมย์ นน ยุด กุ้ง แด๊ก แอม ขาประจำบล๊อกกู(จริงหรือ))
โน๊ตก็ใช้ความซื่อและจริงใจในการจีบน่ะละ เมย์บ่นเรื่องโน๊ตงกเงิน โธ่ นี่คุณคาดหวังว่าจะเจอผู้ชายจ่ายเงินรวดเร็วร้อนแรง แบบคนที่เคยขับรถสปอร์ต300แรงม้า คันนั้นหรือไง โน๊ตมันอายุ29แล้ว อยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้างตัวแล้ว จะมาใช้เงินแบบนั้นได้ไง เราเองก็เช่นกัน
เออ เมื่อคืนไม่สบายไปหานางพยาบาลมา มีความสุขชะมัด สุดยอดเลยล่ะ
เรามีความเชื่อว่า
ถ้าเมย์กะโน๊ตคบกัน มันจะสมดุลในกันและกัน ต้องค่อยๆหมุนค่อยๆปรับไป เมย์บอกว่าแม่โน๊ตเขาก็ดูพอใจในตัวเมย์ เมย์คงพอใจ ไอ้เรื่องแม่ๆนี่ก็ตลกดีนะ แค่แม่ผู้ชายไม่รังเกียจตัวผู้หญิง แค่นี้ก็ดีแล้ว
ไอ้แบบละครไทยแม่ผัวลูกสะใภ้นี่มันก็ขำดี
(เรื่องจริงกว่า พี่ชายเราแต่งงาน ป้าไม่มาดูหน้าลูกสะใภ้ด้วยซ้ำ พี่ชายเป็นจิตแพทย์หนุ่มที่ออกทีวีบ่อยๆแต่แก้ปัญหาภายในครอบครัวตนเองไม่ได้(ในช่วงนั้น(ฮา)))
แต่ที่แย่ก็คือ โน๊ตไปอยู่สุพรรณนี่ซิ อีกหน่อยเมย์รักโน๊ตมากขึ้นๆแล้วก็ทรมานกันแย่เลยซินะ
แล้วถ้าอีกหน่อยเมย์ไปทำปริญญาเอกที่ต่างประเทศ แล้วโน๊ตจะอยู่อย่างไงล่ะนี่
........
วันนี้ตื่นมาโคตรจะขำเลย ยิ้มอยู่คนเดียวพักนึงแล้วโทรหาน้อง ทักไปคำแรกว่า "ที่รัก กินข้าวหรือยัง คิดถึงเขาป่าว" น้องขำใหญ่ ด่ากลับมาว่า"ไอ้บ้าชั้นทำงานอยู่ มีไรยะ"
น้องโทรกลับมาถามเรื่องงานไรนิดหน่อย เราก็บอกไปนิดๆ น้องบอกว่า "เก่งนี่รู้ทุกอย่าง ทำไมไม่ทำงานวะ?" ขำก๊ากเลยกู
วันนี้ตื่นมาก็มีความสุข แม่ก็อยู่บ้าน ยายก็อยู่บ้าน พ่อก็ไปจัดการธุระให้เรา ถ้าพ่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เราก็ได้เดินทางกัน ฮิฮิ อยากซื้อกล้องดีดีให้พอ่เหมือนกันนะ
ชีวิตครอบครัวมีความสุข เราเองมีความสุข ทุกคนมีความสุขดี แค่นี้ก็แฮปปี้พอสมควรแล้วนะ
นิ้วก้อยตีนฝา เจ็บไม่หายเลยว่ะ แปลกนะ ทำไมไม่หายซะทีวะ จะสองอาทิตย์แล้วนะ วันนั้นแม่งรีบรับโทสับเลยเตะเก้าอี้บ้านไอ้โป้งเข้าไปเต็มๆ ก็ยังดีมีที่ระลึก แผลทำไมหายช้านักวะ ยังบวมอยู่เลย แต่ก็เกิดความสงสัยบางอย่างขึ้นมาว่า ถ้ามันหายเจ็บแล้วจะเป็นไงนะ ก็เรายังอยากรู้สึกเจ็บอยู่นี่นา รู้สึกเจ็บให้รู้สึกดีว่ายังมีนิ้วตีนอยู่
แหวะ ไปขึ้นอันใหม่ดีกว่า คิดไรได้นิดนึง เกลียดสมองตนเอง
ตื่นมาวันนี้มีความสุขมากๆ
มองอะไรก็สวยไปหมด
ให้ความรู้สึกตลกๆดี
ไม่รู้เป็นเหี้ยอะไร (จริงๆก็รู้นะ)
เลยโทรไปเม้ากะเมย์หลังจากห่างหายไปนาน
สมัยเราคบกะน้องสาวโน๊ต เขาชอบพูดว่า จี๋จมปู แบบว่าพูดมะชะ น่ารักชะมัด วันนี้นึกไปก็ขำดี ที่จัดเมย์กะโน๊ตให้ได้พบกันอีกครั้ง หน้าตาแก่ไปทั้งคู่ ก็วัยก็ล่วงเลยมาถึงป่านนี้แล้ว โน๊ตไม่ใช่โน๊ตคนที่รถแรงที่สุดในเอสไอแล้ว เมย์ก็ไม่สวยเหมือนตอนเด็กๆแล้ว แต่ก็หัวเหม่งเหมือนเดิม
เวลาผ่านไปอะไรๆก็เปลี่ยน ดีใจนะที่ทำให้คนสองคนรักกันได้ จะรักมากรักน้อยก็คนละเรื่องนะ โน๊ตเพื่อนเราก็เป็นคนดี ส่วนเมย์นั้นจริงๆแล้วก็จิตใจดี แต่อาจจะแสบกะโน๊ตบ้างนิดหน่อยพอเป็นกระษัย พอให้โน๊ตแสบๆคันๆในอารมณ์จีบสาว แค่ลงไปให้ลึกพอก็จะพบความง่ายดาย แต่ถ้าลงไปน้อยไปก็จะพบแต่ดื้อดึงงี่เง่า ถ้าอยากจะจิ้มลงไปทะลุลงในจิตเมย์จนถึงแก่นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่กระเทาะเปลือกทั้งหมดด้วยการร่อนตะแกรงพฤติกรรม ผลก็จะออกมาเป็นที่พึงพอใจของโน๊ตอย่างแน่นอน
ชีวิตเมย์ช่วงนี้เราเขียนบทละครให้เล่นใช่ไหมนี่ 5555 สำหรับเรารักออกแบบได้เสมอ ขึ้นกับว่าอยากใช้ชีวิตคู่ด้วยไหม
เหี้ยนินพึ่งพูดว่า ผู้ชายแบบพวกเราจีบใครก้อติดใช่ป่ะ55(ประชด)
(นิน เมย์ นน ยุด กุ้ง แด๊ก แอม ขาประจำบล๊อกกู(จริงหรือ))
โน๊ตก็ใช้ความซื่อและจริงใจในการจีบน่ะละ เมย์บ่นเรื่องโน๊ตงกเงิน โธ่ นี่คุณคาดหวังว่าจะเจอผู้ชายจ่ายเงินรวดเร็วร้อนแรง แบบคนที่เคยขับรถสปอร์ต300แรงม้า คันนั้นหรือไง โน๊ตมันอายุ29แล้ว อยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้างตัวแล้ว จะมาใช้เงินแบบนั้นได้ไง เราเองก็เช่นกัน
เออ เมื่อคืนไม่สบายไปหานางพยาบาลมา มีความสุขชะมัด สุดยอดเลยล่ะ
เรามีความเชื่อว่า
ถ้าเมย์กะโน๊ตคบกัน มันจะสมดุลในกันและกัน ต้องค่อยๆหมุนค่อยๆปรับไป เมย์บอกว่าแม่โน๊ตเขาก็ดูพอใจในตัวเมย์ เมย์คงพอใจ ไอ้เรื่องแม่ๆนี่ก็ตลกดีนะ แค่แม่ผู้ชายไม่รังเกียจตัวผู้หญิง แค่นี้ก็ดีแล้ว
ไอ้แบบละครไทยแม่ผัวลูกสะใภ้นี่มันก็ขำดี
(เรื่องจริงกว่า พี่ชายเราแต่งงาน ป้าไม่มาดูหน้าลูกสะใภ้ด้วยซ้ำ พี่ชายเป็นจิตแพทย์หนุ่มที่ออกทีวีบ่อยๆแต่แก้ปัญหาภายในครอบครัวตนเองไม่ได้(ในช่วงนั้น(ฮา)))
แต่ที่แย่ก็คือ โน๊ตไปอยู่สุพรรณนี่ซิ อีกหน่อยเมย์รักโน๊ตมากขึ้นๆแล้วก็ทรมานกันแย่เลยซินะ
แล้วถ้าอีกหน่อยเมย์ไปทำปริญญาเอกที่ต่างประเทศ แล้วโน๊ตจะอยู่อย่างไงล่ะนี่
........
วันนี้ตื่นมาโคตรจะขำเลย ยิ้มอยู่คนเดียวพักนึงแล้วโทรหาน้อง ทักไปคำแรกว่า "ที่รัก กินข้าวหรือยัง คิดถึงเขาป่าว" น้องขำใหญ่ ด่ากลับมาว่า"ไอ้บ้าชั้นทำงานอยู่ มีไรยะ"
น้องโทรกลับมาถามเรื่องงานไรนิดหน่อย เราก็บอกไปนิดๆ น้องบอกว่า "เก่งนี่รู้ทุกอย่าง ทำไมไม่ทำงานวะ?" ขำก๊ากเลยกู
วันนี้ตื่นมาก็มีความสุข แม่ก็อยู่บ้าน ยายก็อยู่บ้าน พ่อก็ไปจัดการธุระให้เรา ถ้าพ่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เราก็ได้เดินทางกัน ฮิฮิ อยากซื้อกล้องดีดีให้พอ่เหมือนกันนะ
ชีวิตครอบครัวมีความสุข เราเองมีความสุข ทุกคนมีความสุขดี แค่นี้ก็แฮปปี้พอสมควรแล้วนะ
นิ้วก้อยตีนฝา เจ็บไม่หายเลยว่ะ แปลกนะ ทำไมไม่หายซะทีวะ จะสองอาทิตย์แล้วนะ วันนั้นแม่งรีบรับโทสับเลยเตะเก้าอี้บ้านไอ้โป้งเข้าไปเต็มๆ ก็ยังดีมีที่ระลึก แผลทำไมหายช้านักวะ ยังบวมอยู่เลย แต่ก็เกิดความสงสัยบางอย่างขึ้นมาว่า ถ้ามันหายเจ็บแล้วจะเป็นไงนะ ก็เรายังอยากรู้สึกเจ็บอยู่นี่นา รู้สึกเจ็บให้รู้สึกดีว่ายังมีนิ้วตีนอยู่
แหวะ ไปขึ้นอันใหม่ดีกว่า คิดไรได้นิดนึง เกลียดสมองตนเอง
Posted by
T 0 5 E
Subscribe to:
Posts (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น