เขียนสองอันนะ
อันนึงคือ เยี่ยวเหนียว อีกอันคือ ขอมือหน่อย
เยี่ยวเหลือง เป็นอาการขั้นต้นของเยี่ยวเหนียว ส่วนเยี่ยวที่เหลืองขึ้นทั้งๆที่ดื่มน้ำไม่น้อย นั่นเพราะ เครียดนั่นเอง
เกิดมาเคยเยี่ยวเหนียวแค่ไม่กี่หนในชีวิตหรอก และช่วงนี้ก็ไม่ได้กินวิตามินใดๆให้เยี่ยวเหลืองด้วย
ช่วงนี้ทำงานหนัก (ขอดัดจริตแบบคนทั่วไปหน่อย) แต่จริงๆถ้าคนรู้ว่าทำอะไรก็คงขำ มึงจะทำเหี้ยไรหนัก ฮึ ไอ้ทศ
ปวดตามากๆ ปวดหัวยังไม่เท่าไหร่ อีกไม่นานก็คงต้องไปออกกำลังกายแบบที่อยากทำ และ นั่งสมาธิทุกวันเพิ่มพลังสมองซะหน่อย อยากไปว่ายน้ำทุกวัน สระหน้าหมู่บ้านก็โอเคล่ะ แต่จริงๆชอบว่ายในร่มมากกว่า แบบในโรงยิมน่ะ ครั้งสุดท้ายที่ว่ายเมื่อต้นเดือนที่ชินจูกุ หนุกมากๆ ว่ายอึดมาก พอคิดว่าจะเป็นการว่ายน้ำหนสุดท้ายในโตเกียวรึเปล่าก็ยิ่งว่ายบ้าคลั่งแบบไม่เคยทำมาก่อนเลย ว่ายตลอด2ชั่วโมงเต็มๆ เสียงน้ำทำให้ใจสงบเสมอ คงเป็นคลื่นบัพปฏิบัพเดียวกับในท้องแม่มั้งเลยรู้สึกสงบ
ว่าจะไปเรียนท่าผีเสื้อเพิ่ม ถ้าไม่ว่ายน้ำ ต้องเครียดตายไปข้างนึงแน่นอน ว่ายตอนค่ำๆนะ ไม่งั้นดำตายเลย
ช่วงนี้ก็เดินตากแดดไปขึ้นรถเมล์ ตัวดำปี๋เลยอะ เสียเวลาวันเป็นชั่วโมงๆนั่งรถเมล์ อยากมีรถซักคันจัง
เอาเป็นว่าเรื่องเยี่ยวเหลืองก็เยี่ยวเหลืองเพราะเครียดน่ะละ
เราก็คนง่ายๆนะ เครียดก็บอกกันตรงๆ สบายก็บอกว่าสบาย
ว่างก็บอกว่าว่าง ไม่ว่างก็บอกว่าไม่ว่าง
จริงๆแล้วเรื่องแบบนี้มันแปลกดีนะ คนขี้บ่นต่อให้ว่างก็บ่น คนขี้หึงต่อให้เมียซื่อสัตย์ก็หาเรื่องมาหึงได้อยู่ดี
แล้วเรื่องที่สองสามวันนี้เราเหนื่อยกะการงานเนี่ยนะ มันทำให้พาลไม่อยากคุยกะใครเลยซักคน
เมื่อวานก่อน ตอนนั้นยังไม่เครียดนัก คืนวันอาทิตย์ แต่ช่วงนี้(วันพฤหัส)เครียด ห้ามใครมางี่เง่าใส่
คืนวันอาทิตย์
มีเรื่องเถียงทางโทสับกะหญิงคนนึง เราถามเขาต่อว่า เเล้วไงอีก เเล้วไงอีกเเล้วไงอีก หลายหนล่ะ แล้วตบท้ายว่า พูดให้หมดนะ (ในใจนึก เราอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยตลอดชีวิต) เขาก็พูดหมดเลย แล้ววางไปแบบโกรธๆ ซักพักก็โทรมาอีก บอกว่า ถ้าพูดแบบนี้อีกอย่าโทรมาอีกนะ เรานึกขำในใจ โถ แม่คุณ คุณ พูดอะไรออกมาน่ะ ไม่รู้ตัวเลยใช่ไหม
แล้วก็ไม่ได้สนใจไรอีก นึกจะเฉยๆชาๆด้วยซ้ำไป เราเหนื่อยกะเขามามากพอแล้ว เขาคงไม่รู้หรอกว่า ความงี่เง่าบางอย่างเราไม่อยากทน แต่เราก็ทนได้นะ ถ้าอยากทน บางทีเราก็ไม่เข้าใจผู้หญิงหรอก
มีวันนึงหลายเดือนก่อนคุณแพ้ทเธอพูดว่า ถ้าแพ้ทมีแฟนแพ้ทจะงี่เง่าใส่เขา เราก็งงๆ ทำไมละแพ้ท แพ้ทบอกว่า ไม่รู้ดิพี่ทศ แต่มันเปนแบบนี้ทุ้กกะที เรานึกในใจ ก็เพราะน้องแพ้ทตั้งธงไว้แบบนี้ไงจ๊ะ แพ้ทก็เลยงี่เง่า
คุณผู้หญิงที่วางโทสับเราไปก็เช่นกัน เขาตั้งธงไว้เลยว่า เขาจะต้องเอาแต่ใจตัวกะเราให้ถึงที่สุด เราเคยบอกเขานะว่า เราเหนื่อยนะ เอาพอสมควรเถอะ รักกันก็ทำตัวปกติ ปกติอยู่คนเดียวก็ไม่ได้เป็นคนเอาแต่ใจตนเองขนาดนี้ไม่ใช่หรอ ถ้ามีเราเข้ามาในชีวิตไม่ต้องเอาแต่ใจตัวเกินปกติ คือ เราเป็นคนตามใจคนเสมอ ตามใจจนเสียคนกันทั้งนั้น เลยมักคิดว่าเราจะตามใจได้ตลอดไป หารู้ไม่ว่า เส้นบางเส้นขาดผึง ไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ง่ายดายแบบที่คุณๆตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว
และก็ไม่ใช่เพราะคนอื่นๆสาวอื่นใดเข้ามาเกี่ยวด้วยซ้ำ เราเจอคนเยอะนะ ผู้หญิงมารุมชอบจนเอียนเลย55555 แต่เวลาจะเลือกก็คิดแล้วตรองแล้วเสมอว่า นี่ล่ะ ใช่ละ ตกลงฉันจะลองคบเธอนะ อะไรแบบนี้
อ้อ วันนี้เข้าไปสะเป๊ดเหี้ยนิน อ่านแล้วชอบใจ ขอตัดมานิดนึงนะเพื่อนไม่ได้ไปดูมาครึ่งปีได้ แม่งก็ไม่ได้อัพครึ่งปีได้เช้นกัน ฉะนั้นเวลาก็อยู่เท่ากัน
"
แฟนรักเหมือนเดิม ไม่งอแง ไม่งี่เง่า เอาแต่ใจ ถึงขนาดที่รับไม่ได้ แปลว่า ก็มีบ้างตามประสา แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่พูดจากันรู้เรื่อง
คงเพราะต่างฝ่ายต่างก็โตๆ กันแล้ว แต่จะว่าไปก็ไม่น่าเกี่ยวนะ คนอื่นที่โตๆ กว่านี้ยังทะเลาะด้วยเรื่องงี่เง่านิดเดียวจนเลิกรากันไปก็เยอะ
ก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อยหน่าย ไม่หวือหวา ไม่บ้าไม่บอ จนไม่เป็นอันทำอะไร ถึงจะมีบ้างแต่ก็ยังเอาอยู่
ความผิดหวังพลั้งพลาดจากอดีตหลายๆ ครั้งที่เจอ คงตกตะกอนได้ที่ ทำให้รู้จักคิด รู้จักปล่อยวางมากขึ้น
หลายครั้งหลายหนที่เห็นคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เราเคยเจอ ก็อดที่จะหัวเราะพลางปลอบพลางไม่ได้เหมือนกัน
อย่างว่า นาทีนั้น ใครพูดอะไร ก็ไม่เห็นหรอก เพราะเจ้าตัวกำลังอยู่ในวังวน...ของอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน "
ก็ไม่มีไรหรอก เราเชื่อว่าอีกไม่กี่วันนี้เขาก็คงคิดได้ว่าไม่มีใครแล้ว ก็มีกูคนเดียวเนี่ยละ หล่อขนาดนี้ ฉลาดขนาดนี้ แม้ไม่รวยนัก แต่คุณสมบัติที่มีของคุณทศ(เราว่าเขาหน้าสวยนะแต่หุ่นเฉยๆ) คุณแก่ขนาดนี้ก็ไปหาที่ไหนไม่ได้หรอก แต่ถ้า ไม่โผล่มาจริงๆ เราก็คงปล่อยผ่าน เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ
................
เราเหนื่อยจากงานเรา อันนี้ปวดตา ถ้าเราเหนื่อยขนาดนี้แล้วต้องมาเจอคนเอาแต่ใจตัวอีก เราคงเหนือ่ยกว่าเดิม
................
เล่าเรื่อง
ขอมือดีกว่า
นานแล้วล่ะ น่าจะซัก สามปีแล้วมั้ง
อยากเล่านะ เคยเล่าให้เอ๋ยกะกุ้งฟัง กุ้งบอกว่าน่ารักจัง วันนี้อยากเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง
นั่งอยู่ที่ทรูเออร์เบ้อนพาร์ค ร้านกาแฟน้องเอ๋(เราเรียกกันแบบนั้น)
รอใครอยู่ก็ไม่รู้ จำไม่ได้ มีเด็กผู้ชายคนนึงอายุซัก23 นั่งคนเดียวเหมือนเรา โต๊ะข้างๆกัน รอคอยการมาพบกันจากแฟนนี่ล่ะ
รออยู่พักใหญ่ เราก็รอใครอยู่ไม่รู้ คงไอ้ยุดอะแหละ
ผู้หญิงมานั่ง บอกขอโทษที่มาช้านะ แต่วันนี้เราเหนื่อยจัง
ขอจับมือเธอหน่อย ผู้ชายก็เงียบๆ ออกแนวเฉยๆ
แล้วผู้หญิงก็จับมือผู้ชายเอนหัวลงซบกะผนังเก้าอี้แสนสบาย
แล้วซักพักหลายนาทีก็ลืมตาขึ้นก็ปล่อยมือผู้ชายและบอกว่า อื้ม พอแล้วล่ะ แค่นี้เราก็หายเหนื่อยแล้วล่ะ ขอบคุณเธอมากนะ
ผู้ชายก็ยังเงียบๆอยู่ แต่เราหันไปแอบมอง เห็นเลยว่าผู้หญิงแลดูความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้งจริงๆ
..................
เมื่อคืนก่อน เม้าโทสับกะเหี้ยนนท์ มันบ่นเรื่อง ตัวแม่ เราก็งง ตัวแม่คือไร
คงไม่ใช่ภาษาไทยมั้ง
เราบอกว่ากูโชคดีนะ กูไม่ค่อยเจอผู้หญิงงี่เง่า แล้วก็พูดต่อไปว่า เออ แต่จริงๆแล้วเพราะกูเรียกผู้หญิงแมนๆทุกทีเลยว่ะ กูถึงไม่ค่อยเจอ อารมณ์อ้าทตัวแม่ไรของมึง เรื่องแบบนี้แปลกดีว่ะ ทำไมคนเราชอบบ่นเรื่องแฟน เกิดมาเราเคยบ่นไหมวะ ไม่ค่อยบ่นมั้ง ทนไม่ได้ก็เลิกเกี่ยวข้องกันไป ถ้าพึ่งจีบๆก็เลิกจีบไป ก็แค่นั้นเอง
..............
กุ้งนี่น่ารักที่สุดแล้ว แมนชิบหาย อยากได้แฟนแบบนี้
Thursday, October 30, 2008
Wednesday, October 15, 2008
งานสัปดาห์หนังสือและการเขียนจดหมาย
ตี๑ครึ่ง วันที่๑๔ตุลาคม
ช่วงนี้ไปรษณีย์เขารณรงค์ให้เป็นสัปดาห์แห่งการเขียนจดหมาย เมื่อกลางวันก็เลยไปส่งจดหมายหาคนที่คุณรักมา(หนังสือสุดซึ้งของยาขอบ) แล้วก็ต้องวนรถกลับมาบ้านจากบางกะปิเพราะต้องส่งเอกสารทางอีเมล อุ๊ย มีคนโทรมาทวง แล้วก็ไปซื้อหนังสือแถวๆบ้านนี่ล่ะ ร้านหนังสือที่ถูกที่สุดในประเทศไทย ฮา ฮา ฮา สามเล่มแน่ะ อยากได้จิงๆ
แล้วก็แหวกรถติดไป๐สิริกิติ์ โอ้วตายมายก้อช ขับรถเองใช้เวลาร่วมๆ๒ชั่วโมง จากราม๒๔ หัวครวยมากๆครับ รถติดหนักๆมาหลายวันแล้ว เมื่อวันเสาร์ไปจตุจักรด้วยรถเมล์ อุ แม่เจ้า ชั่วโมงสี่สิบนาที เอาง่ายๆว่าทำเวลาหายไป สอง ชั่วโมง ภายในไม่กี่วัน
นี่ล่ะ สาเหตุที่เขียนบล๊อกไว้ว่า อยากทำงานที่บ้าน หมายถึงทำงานอยู่ในบ้านนี่ล่ะ ไม่ต้องไปไหนเลย พูดเหมือนโฆษณาบนเน็ทไหม เอิ๊กๆ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก
ไปงานหนังสือด้วยเงินในกระเป๋า เพียง๒๐๐บาท เพราะ คิดแล้วว่า จะไม่ซื้อแน่ๆ ที่ซือ้ๆมาก็กองอยู่เยอะแยะไปหมดเต็มบ้าน ปีนี้อยากอ่านหนังสือซัก ๖๐เล่ม มีที่ต้องอ่านอย่างจริงจังประมาณ๑๕เล่ม ที่เหลือ อ่านทยอยๆละกัน ตามเวลาว่างเท่าที่มี ซึ่ง ถ้าเราทำงานในบ้าน เราก็มีเวลามหาศาลอ่านหนังสือ (ต้องอ่านต่อเนื่องจากเรื่องวันเกิดทอรุ้ง ถึงจะเข้าใจกระมัง) ไปเอาบรรยากาศเฉยๆ ได้หนังสือพิมพ์ฟรีๆมานิดๆหน่อยๆ พอจอดรถเสร็จ เดินผ่านคนขายไส้กรอกอีสานหน้าตาน่าอร่อย ก็เลยซื้อ แล้วก็มีเด็กขายน้ำอยู่ก็ซื้ออีก ทำไมน้ำกระป๋องละ๒๐ แล้วเบียร์ช้างกระป๋องละ๒๕ ล่ะ คุณทศก็ต้องเลือกเบียร์ซิคร้าบ ไปนั่งกินดูผู้คนอยู่แป๊บๆ ก็เดินเข้าไปในงาน ได้หนังสือฟรีมา ก็เลยเดินกลับมาเก็บที่รถเพราะขี้เกียจถือ ซื้อเบียร์อีกป๋องนึงกิน
เดินกลับเข้าไปในงาน เห็นร้านนึงโป๊สสะก๊าดถูกมากๆ ซื้อมาสองชุด๑๐๐บาทได้มา ๔๒ใบ ซื้ออีก๖ใบในราคา๒๐บาท สรุปได้มา ๔๘ใบ ในราคา ๑๒๐บาท ทำไมถูกขนาดนั้นล่ะ พี่น้องครับ (อย่างชอบธรรม) โอเคตังค์หมดแระ สบายใจแระ เดินพักใหญ่ๆ ก็ออกมา อยากกินลูกชิ้นสาหร่ายกุ้ง ร้านเดิม ก็เลยซื้ออีก น้องที่ขายน้ำ อายุซัก๘ขวบ บอกแม่เขาที่ขายลูกชิ้นว่า "ลุงเขาซื้อเบียร์ช้างกินตั้ง๒กระป๋องแน่ะแม่" เราก็ยิ้มๆ ตอนนั้นก็เย็นๆแล้ว หกโมงเศษๆ อารมณ์ดีดี แดดร่มลมตก มองหน้าแม่เด็ก เออ เราคงแก่กว่าแม่เขาเป็นแน่แท้ ลุงก็ได้วะ
เปลี่ยนภาพใหม่ ซีน๑เทค๒ แอ๊กชั่น
สมมติว่าไม่ได้มาคนเดียวแบบวันนี้ มากะใครดีที่อยากมางานหนังสือ น้องกุ้งละกัน
เด็กน้อยบอกแม่อย่างน่าเอ็นดูว่า
"แม่ๆ ป้าเขาซื้อเบียร์ช้างกินตั้ง๒กระป๋อง" ป้ากุ้งจะโกรธไหมนี่ ฮ่าๆๆ
จำไม่ได้แล้วว่ามาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ คงนานมากๆแล้วล่ะ มากะพ่อด้วย ตอนนั้นนุ่นวรนุชเป็นไหมแก้ว เขาแจกลายเซ็นอยู่ พ่อมองเพ้อๆเรียกว่า ไหมแก้ว ไม่ค่อยแน่ใจว่านี่คือ ครั้งสุดท้ายไหม แต่น่าจะใช่
มาอีกทีมากะโบว์ ตอนนั้นยังไม่มีรถใต้ดิน คนน้อย เราชอบรรยากาศแบบนั้นมากๆ ตอนนั้นน่าจะซักมีนา๔๕ มั้ง จำไม่ค่อยได้ จำได้ว่าโบว์ชอบอ่านหนังสือเพราะเรียนอักษร จำได้แค่นี้จริงๆ แต่เรื่องที่โบว์อ่านมักจะคนละโลกกะเรา
มาอีกทีกะกิ๊บ อันนั้นบังเอิญสุดๆ บ้านอยู่ใกล้ๆกัน เมษาปี๒๐๐๕ดิวะ นึกออกแล้ว ก็เลยชวนไป กิ๊บก็บอกว่าไปไปไปไปไป เราก็เลยไปกัน ไปถึงเจอเพื่อนกิ๊บแบบบังเอิญหลายคน คนก็แซวๆกัน เราก็งงๆ กิ๊บก็งงๆ ไอ้โบ๊ท ไอ้กิด ไอ้ปามโทรมารังควาญกูใหญ่ว่าจีบหรอ กูล่ะงง(เกิดคำถามว่า พวกนี้มันชอบมันจีบแล้วจะปากแข็งไปไมวะ) กูไปงานหนังสือ พอดีบ้านใกล้กัน จะไปเหมือนกัน ก็ไปด้วยกันแปลกตรงไหน ไปแป๊บนึงพอเราได้หนังสือถูกใจก็รีบกลับบ้านมาอ่าน กิ๊บก็ไปต่อกะเพือ่น
ปกติออก
หลังจากนั้นไม่ไปไหนกะกิ๊บอีกเลย ไม่อยากครหา เข็ดสุดตีน กิ๊บก็คงเข็ดนิดๆ แต่ละตัวพวกเหี้ยนั่นจีบกิ๊บกันหมด กูแม่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดนด่าไปด้วยเลย วันก่อนนู้น ชี้ให้โฮ้พดูว่าบ้านเรากะกิ๊บใกล้กันมากๆ แต่เจอกันไม่ได้ตลกดีนะ ฮ่าๆๆ จะว่าไปก็นึกถึงนะ วันหลังไปหาดีกว่า เรียนจบแล้ว เพื่อนคงไม่เม้าแล้ว
เออ ประมาณนี้ละ เท่าที่จำได้ว่า เคยไป เฮ้ยๆ น่าจะมีอีกหนนึงมั้ง ที่เสียงดังจัดๆ เราไปแค่ชั่วโมงเดียวเดินออกเลย แต่มันเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ด้วยมั้ง แบบวันนี้วันธรรมดา ก็บรรยากาศโอเคน้า
แปลกมะ ที่คนรักการอ่านแบบเรา ไม่ค่อยอยากไปงานหนังสือ อ่านหนังสือทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ไม่ใช่งานอดิเรกด้วยซ้ำไป อ่านเอาเรื่องเลยล่ะ แต่รู้สึกไม่ได้เขียนจดหมายมานานแล้วเหมือนกันนะ
เข้าถ้ำก่อน เดี๋ยวออกจากถ้ำมาค่อยว่ากันดีกว่า
หนังสือ ที่ส่งไป ยังอ่านไม่จบเล้ยยยยยย ให้ตายดิ ก็แค่ซักหกร้อยหน้ามั้ง เอาไปลาวไปจีนไปญี่ปุ่นด้วย สุดท้ายก็อ่านไปไม่ถึงไหน มัวแต่อ่านไรอยู่วะ บ้าสิ้นดี
ไม่ไปงานหนังสือไม่กี่ปีเอง คุณปราบดาแกผลิตหนังสือมาได้มหาศาลเป็น๑๐เล่ม ไอ้นินเคยถามเราว่า ทำไมคนไปอยู่ญี่ปุ่นถึงได้เขียนไรกันได้นักหนา เออ เราก็ไม่รู้บอกไงดี บรรยากาศให้กระมัง
ครึ่งปีแล้วนะ จากวันสงกรานต์ นั่นแปลว่า ...
...........................
เออ วันก่อนอ่านคำผกา แล้วก็ว่าตลกร้ายดี ทำไมเขาไม่ถามกันว่า ดาราใครอยากแสดงบทบาทไร หรือ อยากให้วรรณกรรมไหนมาทำละคร ทำไมมีแต่แถลงข่างเรื่องจะเอากันหรือ เลิกกัน เขาใช้คำว่า เอากัน เลยนะ อ่านแล้วตลกดี
ใครเขาจะเอากันวะ ดาราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ต้องแต่งงานก่อนนู้น ถึงจะเอากันได้
............................
อีกไม่กี่วันกี่นานกระมัง ฝันจะเป็นจริง ฝันๆเพ้อๆเจ้อๆ ในแบบของเรา คงไม่กี่ปีหรอกมั้ง เฮ้ๆ เย้ๆ หัวเม็ดลูกบัวเอกมัยไฉไล สงสัยว่าจะเริ่มมันแล้วล่ะ อิอิอิอิ ของแบบนี้อยู่ที่ทำใจได้ หรือ ไม่ จู่ๆสถานีรถบัสก็ลอยมา กรี๊ดๆๆๆๆๆ
อยากดูละครเวทีซินเดอเลล่า ล้าล้าล้า ถ้าชวน...ไปดูเขาจะไปดูไหมน้า แต่จะว่าไปก็ไม่กล้าชวนอยู่ดี เขิลลลลล จะโทรก็ไม่กล้าโทร กรี๊ดดดดดดด ฝันข้างเดียวดีกว่า เขาบอกเราเองว่ามีแฟนแล้วนี่นา กรี๊ดดดดดดดดดดดดด
ดีใจจัง นอนดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นเช้านี่นา ตีสองแล้วกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ตื่นแปดโมงนี่เช้าป่ะวะ เอิ๊กๆๆ
ช่วงนี้ไปรษณีย์เขารณรงค์ให้เป็นสัปดาห์แห่งการเขียนจดหมาย เมื่อกลางวันก็เลยไปส่งจดหมายหาคนที่คุณรักมา(หนังสือสุดซึ้งของยาขอบ) แล้วก็ต้องวนรถกลับมาบ้านจากบางกะปิเพราะต้องส่งเอกสารทางอีเมล อุ๊ย มีคนโทรมาทวง แล้วก็ไปซื้อหนังสือแถวๆบ้านนี่ล่ะ ร้านหนังสือที่ถูกที่สุดในประเทศไทย ฮา ฮา ฮา สามเล่มแน่ะ อยากได้จิงๆ
แล้วก็แหวกรถติดไป๐สิริกิติ์ โอ้วตายมายก้อช ขับรถเองใช้เวลาร่วมๆ๒ชั่วโมง จากราม๒๔ หัวครวยมากๆครับ รถติดหนักๆมาหลายวันแล้ว เมื่อวันเสาร์ไปจตุจักรด้วยรถเมล์ อุ แม่เจ้า ชั่วโมงสี่สิบนาที เอาง่ายๆว่าทำเวลาหายไป สอง ชั่วโมง ภายในไม่กี่วัน
นี่ล่ะ สาเหตุที่เขียนบล๊อกไว้ว่า อยากทำงานที่บ้าน หมายถึงทำงานอยู่ในบ้านนี่ล่ะ ไม่ต้องไปไหนเลย พูดเหมือนโฆษณาบนเน็ทไหม เอิ๊กๆ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก
ไปงานหนังสือด้วยเงินในกระเป๋า เพียง๒๐๐บาท เพราะ คิดแล้วว่า จะไม่ซื้อแน่ๆ ที่ซือ้ๆมาก็กองอยู่เยอะแยะไปหมดเต็มบ้าน ปีนี้อยากอ่านหนังสือซัก ๖๐เล่ม มีที่ต้องอ่านอย่างจริงจังประมาณ๑๕เล่ม ที่เหลือ อ่านทยอยๆละกัน ตามเวลาว่างเท่าที่มี ซึ่ง ถ้าเราทำงานในบ้าน เราก็มีเวลามหาศาลอ่านหนังสือ (ต้องอ่านต่อเนื่องจากเรื่องวันเกิดทอรุ้ง ถึงจะเข้าใจกระมัง) ไปเอาบรรยากาศเฉยๆ ได้หนังสือพิมพ์ฟรีๆมานิดๆหน่อยๆ พอจอดรถเสร็จ เดินผ่านคนขายไส้กรอกอีสานหน้าตาน่าอร่อย ก็เลยซื้อ แล้วก็มีเด็กขายน้ำอยู่ก็ซื้ออีก ทำไมน้ำกระป๋องละ๒๐ แล้วเบียร์ช้างกระป๋องละ๒๕ ล่ะ คุณทศก็ต้องเลือกเบียร์ซิคร้าบ ไปนั่งกินดูผู้คนอยู่แป๊บๆ ก็เดินเข้าไปในงาน ได้หนังสือฟรีมา ก็เลยเดินกลับมาเก็บที่รถเพราะขี้เกียจถือ ซื้อเบียร์อีกป๋องนึงกิน
เดินกลับเข้าไปในงาน เห็นร้านนึงโป๊สสะก๊าดถูกมากๆ ซื้อมาสองชุด๑๐๐บาทได้มา ๔๒ใบ ซื้ออีก๖ใบในราคา๒๐บาท สรุปได้มา ๔๘ใบ ในราคา ๑๒๐บาท ทำไมถูกขนาดนั้นล่ะ พี่น้องครับ (อย่างชอบธรรม) โอเคตังค์หมดแระ สบายใจแระ เดินพักใหญ่ๆ ก็ออกมา อยากกินลูกชิ้นสาหร่ายกุ้ง ร้านเดิม ก็เลยซื้ออีก น้องที่ขายน้ำ อายุซัก๘ขวบ บอกแม่เขาที่ขายลูกชิ้นว่า "ลุงเขาซื้อเบียร์ช้างกินตั้ง๒กระป๋องแน่ะแม่" เราก็ยิ้มๆ ตอนนั้นก็เย็นๆแล้ว หกโมงเศษๆ อารมณ์ดีดี แดดร่มลมตก มองหน้าแม่เด็ก เออ เราคงแก่กว่าแม่เขาเป็นแน่แท้ ลุงก็ได้วะ
เปลี่ยนภาพใหม่ ซีน๑เทค๒ แอ๊กชั่น
สมมติว่าไม่ได้มาคนเดียวแบบวันนี้ มากะใครดีที่อยากมางานหนังสือ น้องกุ้งละกัน
เด็กน้อยบอกแม่อย่างน่าเอ็นดูว่า
"แม่ๆ ป้าเขาซื้อเบียร์ช้างกินตั้ง๒กระป๋อง" ป้ากุ้งจะโกรธไหมนี่ ฮ่าๆๆ
จำไม่ได้แล้วว่ามาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ คงนานมากๆแล้วล่ะ มากะพ่อด้วย ตอนนั้นนุ่นวรนุชเป็นไหมแก้ว เขาแจกลายเซ็นอยู่ พ่อมองเพ้อๆเรียกว่า ไหมแก้ว ไม่ค่อยแน่ใจว่านี่คือ ครั้งสุดท้ายไหม แต่น่าจะใช่
มาอีกทีมากะโบว์ ตอนนั้นยังไม่มีรถใต้ดิน คนน้อย เราชอบรรยากาศแบบนั้นมากๆ ตอนนั้นน่าจะซักมีนา๔๕ มั้ง จำไม่ค่อยได้ จำได้ว่าโบว์ชอบอ่านหนังสือเพราะเรียนอักษร จำได้แค่นี้จริงๆ แต่เรื่องที่โบว์อ่านมักจะคนละโลกกะเรา
มาอีกทีกะกิ๊บ อันนั้นบังเอิญสุดๆ บ้านอยู่ใกล้ๆกัน เมษาปี๒๐๐๕ดิวะ นึกออกแล้ว ก็เลยชวนไป กิ๊บก็บอกว่าไปไปไปไปไป เราก็เลยไปกัน ไปถึงเจอเพื่อนกิ๊บแบบบังเอิญหลายคน คนก็แซวๆกัน เราก็งงๆ กิ๊บก็งงๆ ไอ้โบ๊ท ไอ้กิด ไอ้ปามโทรมารังควาญกูใหญ่ว่าจีบหรอ กูล่ะงง(เกิดคำถามว่า พวกนี้มันชอบมันจีบแล้วจะปากแข็งไปไมวะ) กูไปงานหนังสือ พอดีบ้านใกล้กัน จะไปเหมือนกัน ก็ไปด้วยกันแปลกตรงไหน ไปแป๊บนึงพอเราได้หนังสือถูกใจก็รีบกลับบ้านมาอ่าน กิ๊บก็ไปต่อกะเพือ่น
ปกติออก
หลังจากนั้นไม่ไปไหนกะกิ๊บอีกเลย ไม่อยากครหา เข็ดสุดตีน กิ๊บก็คงเข็ดนิดๆ แต่ละตัวพวกเหี้ยนั่นจีบกิ๊บกันหมด กูแม่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดนด่าไปด้วยเลย วันก่อนนู้น ชี้ให้โฮ้พดูว่าบ้านเรากะกิ๊บใกล้กันมากๆ แต่เจอกันไม่ได้ตลกดีนะ ฮ่าๆๆ จะว่าไปก็นึกถึงนะ วันหลังไปหาดีกว่า เรียนจบแล้ว เพื่อนคงไม่เม้าแล้ว
เออ ประมาณนี้ละ เท่าที่จำได้ว่า เคยไป เฮ้ยๆ น่าจะมีอีกหนนึงมั้ง ที่เสียงดังจัดๆ เราไปแค่ชั่วโมงเดียวเดินออกเลย แต่มันเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ด้วยมั้ง แบบวันนี้วันธรรมดา ก็บรรยากาศโอเคน้า
แปลกมะ ที่คนรักการอ่านแบบเรา ไม่ค่อยอยากไปงานหนังสือ อ่านหนังสือทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ไม่ใช่งานอดิเรกด้วยซ้ำไป อ่านเอาเรื่องเลยล่ะ แต่รู้สึกไม่ได้เขียนจดหมายมานานแล้วเหมือนกันนะ
เข้าถ้ำก่อน เดี๋ยวออกจากถ้ำมาค่อยว่ากันดีกว่า
หนังสือ ที่ส่งไป ยังอ่านไม่จบเล้ยยยยยย ให้ตายดิ ก็แค่ซักหกร้อยหน้ามั้ง เอาไปลาวไปจีนไปญี่ปุ่นด้วย สุดท้ายก็อ่านไปไม่ถึงไหน มัวแต่อ่านไรอยู่วะ บ้าสิ้นดี
ไม่ไปงานหนังสือไม่กี่ปีเอง คุณปราบดาแกผลิตหนังสือมาได้มหาศาลเป็น๑๐เล่ม ไอ้นินเคยถามเราว่า ทำไมคนไปอยู่ญี่ปุ่นถึงได้เขียนไรกันได้นักหนา เออ เราก็ไม่รู้บอกไงดี บรรยากาศให้กระมัง
ครึ่งปีแล้วนะ จากวันสงกรานต์ นั่นแปลว่า ...
...........................
เออ วันก่อนอ่านคำผกา แล้วก็ว่าตลกร้ายดี ทำไมเขาไม่ถามกันว่า ดาราใครอยากแสดงบทบาทไร หรือ อยากให้วรรณกรรมไหนมาทำละคร ทำไมมีแต่แถลงข่างเรื่องจะเอากันหรือ เลิกกัน เขาใช้คำว่า เอากัน เลยนะ อ่านแล้วตลกดี
ใครเขาจะเอากันวะ ดาราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ต้องแต่งงานก่อนนู้น ถึงจะเอากันได้
............................
อีกไม่กี่วันกี่นานกระมัง ฝันจะเป็นจริง ฝันๆเพ้อๆเจ้อๆ ในแบบของเรา คงไม่กี่ปีหรอกมั้ง เฮ้ๆ เย้ๆ หัวเม็ดลูกบัวเอกมัยไฉไล สงสัยว่าจะเริ่มมันแล้วล่ะ อิอิอิอิ ของแบบนี้อยู่ที่ทำใจได้ หรือ ไม่ จู่ๆสถานีรถบัสก็ลอยมา กรี๊ดๆๆๆๆๆ
อยากดูละครเวทีซินเดอเลล่า ล้าล้าล้า ถ้าชวน...ไปดูเขาจะไปดูไหมน้า แต่จะว่าไปก็ไม่กล้าชวนอยู่ดี เขิลลลลล จะโทรก็ไม่กล้าโทร กรี๊ดดดดดดด ฝันข้างเดียวดีกว่า เขาบอกเราเองว่ามีแฟนแล้วนี่นา กรี๊ดดดดดดดดดดดดด
ดีใจจัง นอนดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นเช้านี่นา ตีสองแล้วกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ตื่นแปดโมงนี่เช้าป่ะวะ เอิ๊กๆๆ
Posted by
T 0 5 E
วันเกิดทอรุ้ง
วันเกิดทอรุ้ง
วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ๐๒:๒๔:๑๖ น.
คืนนี้อารมณ์ดี นั่งดูพ่อหลับอยู่ อารมณ์ดีเพราะหุ้นไทย ๔ ๙ ๙ จุด ๙ ๙ เลขสวยมากๆ เมื่อวานตะโกนดังลั่นบ้านว่า “ชิบหายยยย” ตอนเห็นดัชนีนิคเคอิ ฮิหลุด๑๐๐๐๐ เอ๊ะ กูจะไปดีใจอะไรกันทำไม บ้าป่าวววว ยายวิ่งมาถามใหญ่ว่า”เป็นไรลูก? ” บอกยายว่า ไม่มีไรแค่หุ้นตก ยายนึกว่า เราเจอตะขาบ ฮ่าๆๆ
ถ้าโตเกียวได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิค๒๐๑๖นะ เศรษฐกิจโลกไปไกลแน่ๆ ปักกิ่ง ลอนดอน โตเกียว เมืองหลวงโลกทั้งสิ้น
เมื่อคืนเพื่อนๆน้องสาวเขาไปแด๊นๆกัน ในโอกาสเลี้ยงวันเกิดน้อง เราก็เลยติดสอยห้อยตามไปด้วย ตื่นมาแฮ้งเหี้ยๆ น้องสาวเป็นสาวแล้วแต่หน้าเด็กชิบเป๋ง ตอนแรกกะว่าจะไปแป๊บๆ แต่พอเห็นเพื่อนมันซื้อเค้กมาก็เลย ต้องอยู่ยาว เวลาไปงานวันเกิดใครก็ควรอยู่จนเขาเป่าเค้กกัน ถูกไหม แต่ว่า เราและครอบครัวก็กินเลี้ยงกันแล้ว เป็นแค่ครอบครัวเล็กๆ กินกันที่ร้านเดิมที่เรากินมาตั้งแต่สองขวบ ชอบอาหารที่นี่ รสชาดถูกปากทีเดียว วันเกิดเราเมื่อต้นปีก็กินที่นี่เช่นกัน มีความสุขนะ เชื่อกันไหมว่า ความสุขของคนเรานั้นมีน้อยรูปแบบมากๆ และนี่เป็นปีแรกๆในรอบสิบปีเลยมั้ง ที่แม่เราได้ฉลองวันเกิด เรา น้องและตนเอง โดยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันพ่อแม่ลูก เราหันหลังให้ครอบครัวมานานเหลือเกิน
พาพ่อไปเที่ยวโตเกียวมาพักนึง ยังกะแข่ง Amazing race เหนื่อยจัด วันนี้มีคนถามถึงโตเกียว เราบอกว่า เราไม่ไปแล้ว เราอยู่เมืองไทยนี่ล่ะ ที่นี่มีครอบครัวเรา ห้าปีกว่าๆเกือบๆหกปีที่ผ่านมา เราอยู่ต่างประเทศและต่างจังหวัด ซักสองในสามได้ ทิ้งครอบครัวไปนาน ปล่อยให้แม่และยายเหงาๆ ไม่รวมถึงตลอดเวลาที่ไปอยู่หอช่วงมหาลัยด้วย พูดง่ายๆว่า เหมือนออกจากบ้านนี้ไป๑๐ปีน่ะละ
ปัญหาหลายๆอย่างของพ่อก็ผ่านมารุมเร้า แต่ก็ไม่ถึงที่สุดหรอกนะ ก็มีคุยกะไอ้นนท์และเหี้ยแด๊กว่า กูอาจจะไปอีกนะ ถ้ากูได้ทุนเรียนปริญญาเอก พวกแม่งขำกันขี้แตกเลย ฮ่าๆๆๆ ก็เรื่องแบบนี้มันตลกจริงๆน่ะละ กูพูดเอาฮา
วันนี้เหี้ยนนท์ก็ถามว่า แล้วพี่กลับมาแล้วโทรหาใครบ้าง เราก็ตอบไปแบบติดตลกว่า ก็โทรหาท่านผู้พิพากษาแด๊กกะท่านนักบินอะน้ำ ส่วนอาจารย์เอ๋ยไปเที่ยวโคลำโบ โทรหานักบินไม่มีไรหรอก กูหิวเหล้า หิวเหล้ามากๆๆๆ เดี๋ยวนี้หาคนแดกเหล้ามันๆด้วยยากจัง คนแม่งหันมาจิบๆกันหมด อีกซักพักเราก็คงเพลาๆแล้วล่ะ กินมากไปก็ไม่ดี
อ้อ ใช่วันนี้โทรหาเหี้ยโฮ้พ มันถามว่า “พี่มีไวน์ป่าวพี่? พรุ่งนี้ผมอยากแดกไวน์” กูล่ะขำชิบหาย ห่า ดัดจริตเหี้ยๆ กูเกลียดไวน์ มาถามกูทำไม (ทั้งซิดนี่ย์และโตเกียว ไวน์ถูกมากๆ กูยังไม่ชอบแดกเลย) คืนพรุ่งนี้วันศุกร์มีเลี้ยงส่งน้องภัคไปชิคาโก้ดึกๆคืนวันอาทิตย์(ใกล้ๆคิกคาปู้) คงเหมือนๆเดิม มีแก๊งภัคซักสามสี่คน กะมีแก๊งเราซักสามสี่คน เหี้ยยุดมาช้าแน่ๆ เหี้ยนนท์อย่าไปสนใจ พรุ่งนี้ก็มาช้าอีกแน่ๆ แม่งสันดานโอ้เอ้ทุกเรื่อง วันนี้ไปโรงพิมพ์เดลินิวส์ของน้องแดนไปเอาของ แม่งก็โอ้เอ้ชิบหาย หนังสือ ๒๑๐ โล กูยกแป๊บๆก็เสร็จ รอแม่งยกแม่งชาติหน้า ถึงจะได้ขึ้นรถหมด ตอนยกลงมันยกสองลัง กูก็ยกไป๖ลังซะแล้ว แต่เรื่องแบบนี้มันอาจจะเกี่ยวกะเรื่องร่างกายแข็งแรงป่ะวะ ไอ้นนท์ร่างกายมันปวกเปียก ซัก๗ปีก่อน เราเคยช่วยกันยกฟูกกะน้องไปตากแดด ช่วยกันสองคนแข็งขันอย่างช้าๆ ยายเห็นเข้าแสนรำคาญใจ ยกคนเดียวปลิวเลย ฮ่าๆๆ แบบว่า ตอนนั้นยายแข็งแรงจัดๆ
พาพ่อไปเที่ยวโตเกียว ก็หนุกนะ พาเดินไกลๆทุกวัน พ่อแข็งแรงขึ้นมากๆ แม่บอกว่าผมดำขึ้นเลย เราก็ว่าดำขึ้นนะ พ่อมีความสุขมากๆ ได้ดูAmazing race ที่มีคู่พ่อลูกกันไหมล่ะ เบื่อกันขนาดนั้นเลย แต่ก็เบื่อๆรักๆน่ะละ ความสัมพันธ์ดีต่อกันขึ้นมากๆ แต่ก็เถียงๆงอนๆกันเป็นปกตินะ แต่ภาพที่ยังติดอยู่ในใจมากๆคือ ภาพตอนพ่อล้มที่บันไดเลื่อนตอนวันสุดท้ายที่สถานีโตเกียว(สถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีtrafficแน่นมากๆ) เช้าหกโมงครึ่ง พ่อล้มที่บันไดขั้นสุดท้าย บันไดเลื่อนหยุด(Safety factor) เราอยู่บนสุด พ่ออยุ่ล่างสุด ส่งสายตามาเว้าวอนขอความช่วยเหลือ วันนั้นของเยอะมากๆ กระเป๋าหลายใบเกือบๆร้อยโล พ่อจู่ๆขาพับ เราก็เลยตกรถไฟรอบแรกที่ไปนาริตะ ตกไป๑นาที คุยกันตอนรอรถไฟเที่ยวต่อมา ว่า พ่อคิดไงเนี่ย เช้านี้เหนื่อยสุดๆ พ่อบอกว่า ความรู้สึกเหมือนแพ้กีฬา ฟิตมาทั้งปี สุดท้ายก็แพ้ นึกถึงเรื่องแบบนี้ บางทีก็เศร้านะ แต่ไม่คิดมาก ชีวิตเรามีมือมีสมอง ยังไงก็ล้มไม่นานหรอก
สาเหตุที่เราจะกลับมาอยู่เมืองไทยก็ไม่มีอะไรหรอก ก็เรื่องพ่อนี่ล่ะ เราใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักเดียว แล้วก็ทิ้งทุกสิ่งทุกความฝันที่มีที่นั่น เรื่องแบบนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักในการตัดสินใจ เพราะที่สุดแล้วการรักษาครอบครัวไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตอยู่ดี เคยดูโฆษณา AIS กันไหมล่ะ ที่ นาน้ำท่วม ฝนตก มรสุม (ชีวิต)เข้ามา สุดท้ายครอบครัวนั่งกินข้าวกันบนแคร่ใต้ถุนบ้าน กันพร้อมหน้าพร้อมตา ดูหนแรกก็สะอึกเลยนะ อุปสรรคที่ผ่านพ้น ทำให้พวกเราทุกคนแข็งแกร่ง(โฆษณา irpcในช่อง๘๐โผล่มาพอดี) โฆษณาAISตัวนี้ เราดูหนนึงแล้วหันไปพูดกะแก๊งลูกหมูตอนจับหมูว่า เขาทำให้ทักษิณดูป่ะวะ ว่า ”ไม่ว่า ชีวิตจะเหนื่อยหรือลำบากเพียงไหน ก็มีครอบครัวอยู่ข้างๆ นี่ล่ะสำคัญที่สุด”
ดูอะเมซซิ่งเรซ ก็ชอบนะ แต่ก่อนไม่ชอบดูอะไรที่เป็นการแข่งขันนัก แต่พอไปอยู่ญี่ปุ่นก็ติดนิสัยชอบแข่งขันมาจากที่นั่น แต่ก็ยังไม่เป็นมากนักหรอก ชอบคู่จากไทยนะ คุณไหม แกดูใจเย็นๆดี เดี๋ยวนี้ชอบดูช่อง AXNช่องนี้เร้าใจ ดู nip / tuck วันนี้แม่บอกว่า แปลว่า คู่แข่งขันที่ฝีมือทัดเทียมกัน หลังๆนี้ ละครพวกนี้ทำกันดี สมจริง เราชอบเรื่องราวที่เผยสันดานมนุษย์แบบนี้ล่ะ โหดๆ แบบ นิบแอ่นถัก หรือ Gossip Girls ไรแบบนี้ล่ะ เพราะชีวิตจริงเราไม่ค่อยพบเจอกะคนไม่ดีมากนัก
คนติดละครมักเป็นคนขาดสังคมญาติมิตร คนติดเกมโชว์มักเป็นคนขาดเพื่อนเล่นหัว การดูละครหรือหนังร่วมกันแล้วพอจบก็วิจารณ์ก็เป็นวิธีที่แม่ใช้สอนเรามาตลอดตั้งแต่๑๐ขวบ วันนี้เรื่องในนิบถักเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ของ พ่อ และลูก และ เศรษฐีตัวแสบกับหมอศัลยกรรม แม่ก็ใช้วิธีแบบนี้ล่ะ สอนเด็กวิชาวรรณคดีอังกฤษ
เมื่อซักกลางปีคุณยายไม่สบายมากๆ เรากลัวไปเองว่า ยายจะเป็นอะไรไหม
บอกยายว่า ยายๆ ถ้าทศแต่งงานมีเหลนให้คุณยาย ยายจะแข็งแรงขึ้นไหม(ช่วงนั้นอินเลิ้ฟๆ ฮ่าๆๆ) แทนที่ยายจะตอบเรื่องนิ้ ยายกลับบอกว่า ให้ชีวิตมีการงานมั่นคงก่อนดีกว่าลูก ค่อยคิดเรื่องมีลูก ฮากันเข้าไป แต่เราก็เชื่อมั่นจริงๆน่ะละ ว่า หาก เรามีเหลนให้ยาย ยายต้องแข็งแรงมากๆแน่ๆ แค่วันที่เราตัดสินใจแล้วบอกยายว่า ทศจะกลับมาอยู่เมืองไทย ยายก็ดีใจมากๆ ยิ่งพอวันที่กลับมาถึงบ้าน ยายดีใจสุดๆ แข็งแรงขึ้นมากๆเลย ยายเราแข็งแรงเพราะชอบตัดต้นไม้นี่ล่ะ เหมือนที่เพ็ญพักตร์สวย๒๐๐๐ปีเพราะ ปลูกผักสวนครัวนี่ละ อยากให้อยู่ไปนานๆจัง
แต่งานเดี๋ยวก็ต้องทำนะ แต่อยากทำงานแบบที่ทำที่บ้านได้ มีนะ ไว้จะไปหาดู อยากอยู่บ้านกลางวันนั่งเม้าคุยกะยาย ตอนเย็นๆไปเดินสวนเสรีไทยกะแม่ ดึกๆนั่งคุยกะพ่อ อยากอยู่บ้านเยอะๆ ชดเชย๑๐ปีที่ผ่านมา ถ้าทำงานที่หาเงินได้มากๆและเป็นอาชีพที่ดีไม่น้อยหน้าใคร ยายน่าจะภูมิใจ ในตัวเรามากขึ้น มีนะงานที่ทำที่บ้านได้ ให้แม่ให้ยายช่วยทำก็ได้ ฮ่าๆๆ ไว้รอก่อนๆ ถึงเวลาถ้าได้ทำ อาจเล่าให้ทุกคนฟัง แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าจะได้หรือไม่ สู้ๆๆ
บ้านเราเป็นครอบครัวเล็กมากๆเลย พ่อเป็นลูกคนเดียว แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย พี่น้องยายก็ตายไปหมดแล้ว น้องสาวก็มีลูกไม่ได้ คนที่เราอยากให้เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตเราก็ต้องเข้ากับครอบครัวจิ๋วๆของเราได้ เข้าใจเรา เข้าใจความเพี้ยนๆของพ่อเราด้วย ฮ่าๆๆ วันนี้บทสนทนานึงที่โต๊ะอาหารที่สยาม เราบอกพี่คนนึงไปว่า “พี่ไม่ต้องเข้าใจผมหรอก ผมยังไม่เข้าใจตนเองเลย” ฮ่าๆๆ นนท์หันมา บอกว่า “คนเข้าใจพี่มีอยู่คนเดียวอะล่ะ” เราทำหน้างงๆ ไรมันวะ หันไปถามว่า “พ่อกูหรอ?” ไอ้นนท์ก็เอ่ยชื่อออกมา ฮ่าๆๆ เราไม่ขำเลย จู่ๆก็สะดุ้งเลย มึงรู้ไหมกูคิดถึงเขามากๆเลยนะ แล้วหันไปบอกพี่คนนั้นว่า “ผมค่อนข้างเข้าใจคนอะพี่ แต่ผมหาคนเข้าใจผม ไม่ค่อยเจอ”
ตกลงเขียนมายืดยาว ตอนแรกจะเขียนเรื่องทำไมฉันไปญี่ปุ่น แต่สุดท้ายก็ไม่เขียน เรื่องก็ไม่มีอะไรมากนัก เพียงวันนึงเปิดหนังสือพิมพ์มติชนรายวันเห็นภาพสวนโยโยกิ แล้วก็คิดได้ ก็เลยหาทางไป เวลาผ่านไปเกิน๒ปีแล้วล่ะ อย่ารู้กันเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิตเรา แต่๒ปีที่ผ่านมา ชีวิตทรหดสุดๆ แกร่งขึ้นมากๆ ทั้งกายและใจ ถ้าเราอยู่ไทยแล้วขยันได้เท่ามาตรฐานญี่ปุ่น ไม่นานหรอก ชีวิตเจริญแน่ๆ คนไทยขี้เกียจ ฮ่าๆๆ
ตอนแกะกระเป๋า เอาของให้น้อง บอกมันไปว่า เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลีเต็มเลย เสื้อผ้าเป็น๑๐ชุด เอามาจากญี่ปุ่นนะ มันตะโกนมาว่า ของเมียแกซิ เราแม่งขำกร๊าก บ้าๆๆ ฉันชอบคนไทย ฉันรักผู้หญิงไทย และฉันจะไม่เดินทางไปต่างประเทศอีกอย่างต่ำก็๑ปี (ยกเว้นลาวนะ)
แต่แม่ชอบใจเสื้อโค้ทขนฟูที่แบกเอามาให้มากๆ เสื้อตัวนี้สวย แม่บอกใส่แล้วเหมือนนางเอกหนังเกาหลีเลย ฮ่าๆๆ แม่ไปเวียนนา สิ้นเดือนได้เอาไปใส่พอดี
เพราะดึก ตีสามครึ่งแล้ว นอนดีกว่า
ปล. อยากมีแฟนที่เข้าใจผู้ชายเพี้ยนๆแบบเรา (เมื่อเผชิญทะเลสีดำ ฉันจะได้ไม่ต้องหวั่นไหว)
มันต่อเนื่องนะ เขียนต่อๆกันมาแต่Journalในนี้มันให้แค่๑๐๐๐๐ตัว ก็เลยต้องแบ่งเป้นสองอัน อันนี้เขียนเรื่องทำไมกลับจากญี่ปุ่นมาไทย
มันต่อเนื่องนะ เขียนต่อๆกันมาแต่Journalในนี้มันให้แค่๑๐๐๐๐ตัว ก็เลยต้องแบ่งเป้นสองอัน อันนี้เขียนเรื่องทำไมกลับจากญี่ปุ่นมาไทย
วันเกิดทอรุ้ง๑
http://hi5.com/friend/profile/displayJournalDetail.do?ownerId=62154&journalId=80854506
วันเกิดทอรุ้ง๒
http://hi5.com/friend/profile/displayJournalDetail.do?ownerId=62154&journalId=80854224
วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ๑๕:๔๒:๑๐ น.
น้องภัคไปแล้ว เมื่อคืนไปส่งมาที่สุวรรณภูมิ พวกไอ้นนท์ไม่มีใครไปส่งกะกูเล้ยยยย ก็เลยชวนกะปิตันอะน้ำไปเป็นเพื่อนหน่อย ไอ้น้ำกะไอ้กกมองหน้าไอ้ภัค แล้วเม้ากันว่าอายุเท่าไหร่วะ หน้ายังกะ๑๖ เราชี้ให้ดูเพื่อนสนิทภัคคนนึงว่า หน้าตาเหมือนทอรุ้งน้องกูป่ะวะ พวกแม่งขำใหญ่ หน้ายังกะฝาแฝด
ก่อนน้องเดินเข้าประตูตรวจพาสปอดไปซัก๑นาที ไอ้นนท์โทรมาขอคุยกะภัค
ภัคพูดไรไม่รู้ ฟังแล้วตกกะใจเลย มองหน้าเราเป๋ง โอย กูจะเป็นลม นนท์เอ๊ย ประโยคแบบนี้กินใจไปทั้งชีวิตแน่นอน
เมื่อวานไปจตุจักรกะน้องเรา ไปช่วยไอ้นนท์ขายของ แล้วก็แวะไปกินมื้อเย็นที่บ้านไอ้เมย์ หนุกดี เพลินๆดี ไอ้บอยทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่น(ราดหน้าทงคัตซึ) และหุงข้าวญี่ปุ่นด้วย เดียร์ทำคัสตาดมา พร้อมชีสเค้กชาเขียว เหี้ยเมย์เปิดไวน์แดงเพ็นโฟลด์ให้แดก๑ขวด กินกันอิ่ม แล้วเราบอกว่า เหี้ยเอ๊ย นี่กูนั่งแดกข้าวในบ้านหรอวะ แม่งดัดจริต ยังกะราชา ฮ่าๆๆ
ส่งภัคเสร็จเที่ยงคืนก็ไปบ้านไอ้น้ำต่อ ก็กินอีกตามปกติ (วิสกี้๒คน๑ลิตร(ปริมาณปกติของขี้เหล้าแบบเราๆนะนี่) (ฮา)) กินกันถึงเช้า นานๆเจอกันที กินเหล้าหนักๆเดือนละครั้งที่บ้านไอ้น้ำ เราก็น่าจะพอใจได้แล้ว เม้ากันแตกทุกเรื่องไปหมด มันดี แต่เราสองคนเลิกเที่ยวมาพักใหญ่ๆในชีวิตแล้วอะดิ นิมิตหมายดีดีในชีวิตจริงๆนะนี่
วันก่อนนู้น ไปนั่งคุยปรึกษาเหี้ยแด๊กเรื่องกฏหมายต่างๆนานา(ปรับโครงสร้างหนี้) บุ๊กกี้ก็หิว เลยเดินมานั่งกินแม็คฟิชแล้วฟังเราคุยกัน เราก็เลยต้องแนะนำกันไปว่า พอดีเพื่อนพี่รู้กฏหมายเยอะ หัวมันโตเป็นแตงโมเลยดูดิ อีกหน่อยเป็นผู้พิพากษาแตงโม(แฟนเรียกมันว่าแตงโม) แล้วน้องเขาก็ขอคำปรึกษาเรื่องกฏหมายด้วย เลยเม้ากันเพลิน แต่ไอ้น้ำหัวโตกว่า ใส่หมวกนักบินเบอร์ใหญ่สุด ฮ่าๆ บุ๊กกี้เจอไอ้น้ำที่สนามบิน เราชี้ให้ดู ดูเพื่อนพี่ดิ หัวโตป่ะล่ะ ฮ่าๆๆ บุ๊กกี้บอกว่าดูจากอาชีพเพื่อนๆพี่แล้ว ดูเก่งกันทุกคนเลย เราก็บอกว่า เออ ใช่ แก๊งยอดมนุษย์ แต่ละตัวเพี้ยนหนักเหี้ยๆ เราบอกไปว่า เราจะเลิกใช้ชีวิตแบบหนักๆแล้ว อยากใช้ชีวิตแบบคนธรรมดานี่ละ มีแฟนดีดีซักคน(ต้องหาก่อน ฮา) ทำงานดีดี หาเงินให้ได้พอควร เลิกเดินทางเผชิญโลกเสียที (กูเหนื่อย) อยู่ติดที่เสียที ให้เวลากับครอบครัวให้มาก
เมื่อวานคุยกันเรื่องแต่งงานกันก็ขำดี เราบอกว่า เออ กูอยากแต่งงานแล้วว่ะ อีกซัก๓ ๔ปี ก็คุยกันขำขันกันไป สุดท้าย คุยกันว่า อ้าว กูลืมไป กูยังไม่มีแฟน (แม่งขำกลิ้งเลย) คล้ายกะว่าคุยกันเรื้องซื้อรถเฮ้ย บีเอ็มสวย ฮอนด้าก็ดูดี ซื้อๆๆๆๆ ตืลืมไปว่า เอ้า เหี้ย กูขับรถไม่เป็นนี่หว่า ฮ่าๆๆ คุยกันก็ไม่มีไรหรอก พอดีแฟนเก่าพึ่งแต่งงานไปเมื่อต้นเดือน ไอ้น้ำไปงานแต่งงานนามา แม่งบอกว่า งานแต่งงานไม่หนุกเลย อย่างเซ็ง บรรยากาศมาคุสุดๆ ฮ่าๆๆ ฟังแล้วแอบขำนะ เหี้ย ถ้ากูอยู่ไทยแล้วกูไปด้วย แม่งมาคุกว่านี้อีกมึงเอ๊ย
พูดถึงไอ้ภัคกะไอ้น้ำ นอกจากหัวโตหน้าเหลี่ยมตาสวยกินเหล้าดุเหมือนกันแล้ว สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างนึงก็คือ หมาเหมือนกันเลย ตอนเราเห็นภัคหนแรกๆที่เชียงใหม่เมื่อ๓ปีก่อน เรารู้สึกว่าทำไมมันเหมือนบาร์บี้(ชื่อหมาชิสุสีขาวบ้านไอ้น้ำ)เลยวะ ท่าทางกิริยามารยาทเหมือนกันมากๆ เหมือนหมานะ ไม่ใช่เหมือนคน มารู้ตอนพาไอ้โฮ้พมากินเหล้ากันที่บ้านไอ้น้ำนี่ล่ะ มันบอกว่า หมาบ้านพี่น้ำเหมือนหมาภัคเลย เราเลยขำ มิน่าล่ะ เจ้าของหมาส่วนใหญ่ก็เหมือนหมากันทั้งนั้น พวกเลี้ยงชะเน๊าเซ่อร์ก็มักคล้ายๆกัน
แต่เราชอบพุดเดิ้ลอะ พุดเดิ้ลตัวเท่าเอวนะ โคตรชอบเลย แต่ก่อนอะพ๊าดเม้นบ้านหลังชิบุย่ะ แม่งเลี้ยงกันทั้งตึกสวยชิบเป๋ง พุดเดิ้ลยักษ์ ทำไมเมืองไทยไม่มีขายวะ ตัวเกือบเท่าเซ้นต์เบอร์หนาด
ตกลงคืนวันอาทิตย์ ขับรถกลับบ้านมาตอนหกโมงเช้า ได้ยินเพลงstatusเหอะๆ กรี๊ดดดดดดดด
คืนวันเสาร์ก็กลับบ้านดึกสงัด ไปถ่ายรูปสะพานแฝ๋นวงแหวนอุตสาหกรรมมา
ดึกๆก็สวยดี ตีสามไม่มีรถ จอดถ่ายรูปกัน รู้สึกดี รูปไม่สวยนักเพราะกล้องก็ใหม่ มือก็ใหม่ แต่วิวสวยทีเดียว
เมืองไทยวุ่นวายจัดๆสัดๆ ขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยครับ
วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ๐๒:๒๔:๑๖ น.
คืนนี้อารมณ์ดี นั่งดูพ่อหลับอยู่ อารมณ์ดีเพราะหุ้นไทย ๔ ๙ ๙ จุด ๙ ๙ เลขสวยมากๆ เมื่อวานตะโกนดังลั่นบ้านว่า “ชิบหายยยย” ตอนเห็นดัชนีนิคเคอิ ฮิหลุด๑๐๐๐๐ เอ๊ะ กูจะไปดีใจอะไรกันทำไม บ้าป่าวววว ยายวิ่งมาถามใหญ่ว่า”เป็นไรลูก? ” บอกยายว่า ไม่มีไรแค่หุ้นตก ยายนึกว่า เราเจอตะขาบ ฮ่าๆๆ
ถ้าโตเกียวได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิค๒๐๑๖นะ เศรษฐกิจโลกไปไกลแน่ๆ ปักกิ่ง ลอนดอน โตเกียว เมืองหลวงโลกทั้งสิ้น
เมื่อคืนเพื่อนๆน้องสาวเขาไปแด๊นๆกัน ในโอกาสเลี้ยงวันเกิดน้อง เราก็เลยติดสอยห้อยตามไปด้วย ตื่นมาแฮ้งเหี้ยๆ น้องสาวเป็นสาวแล้วแต่หน้าเด็กชิบเป๋ง ตอนแรกกะว่าจะไปแป๊บๆ แต่พอเห็นเพื่อนมันซื้อเค้กมาก็เลย ต้องอยู่ยาว เวลาไปงานวันเกิดใครก็ควรอยู่จนเขาเป่าเค้กกัน ถูกไหม แต่ว่า เราและครอบครัวก็กินเลี้ยงกันแล้ว เป็นแค่ครอบครัวเล็กๆ กินกันที่ร้านเดิมที่เรากินมาตั้งแต่สองขวบ ชอบอาหารที่นี่ รสชาดถูกปากทีเดียว วันเกิดเราเมื่อต้นปีก็กินที่นี่เช่นกัน มีความสุขนะ เชื่อกันไหมว่า ความสุขของคนเรานั้นมีน้อยรูปแบบมากๆ และนี่เป็นปีแรกๆในรอบสิบปีเลยมั้ง ที่แม่เราได้ฉลองวันเกิด เรา น้องและตนเอง โดยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันพ่อแม่ลูก เราหันหลังให้ครอบครัวมานานเหลือเกิน
พาพ่อไปเที่ยวโตเกียวมาพักนึง ยังกะแข่ง Amazing race เหนื่อยจัด วันนี้มีคนถามถึงโตเกียว เราบอกว่า เราไม่ไปแล้ว เราอยู่เมืองไทยนี่ล่ะ ที่นี่มีครอบครัวเรา ห้าปีกว่าๆเกือบๆหกปีที่ผ่านมา เราอยู่ต่างประเทศและต่างจังหวัด ซักสองในสามได้ ทิ้งครอบครัวไปนาน ปล่อยให้แม่และยายเหงาๆ ไม่รวมถึงตลอดเวลาที่ไปอยู่หอช่วงมหาลัยด้วย พูดง่ายๆว่า เหมือนออกจากบ้านนี้ไป๑๐ปีน่ะละ
ปัญหาหลายๆอย่างของพ่อก็ผ่านมารุมเร้า แต่ก็ไม่ถึงที่สุดหรอกนะ ก็มีคุยกะไอ้นนท์และเหี้ยแด๊กว่า กูอาจจะไปอีกนะ ถ้ากูได้ทุนเรียนปริญญาเอก พวกแม่งขำกันขี้แตกเลย ฮ่าๆๆๆ ก็เรื่องแบบนี้มันตลกจริงๆน่ะละ กูพูดเอาฮา
วันนี้เหี้ยนนท์ก็ถามว่า แล้วพี่กลับมาแล้วโทรหาใครบ้าง เราก็ตอบไปแบบติดตลกว่า ก็โทรหาท่านผู้พิพากษาแด๊กกะท่านนักบินอะน้ำ ส่วนอาจารย์เอ๋ยไปเที่ยวโคลำโบ โทรหานักบินไม่มีไรหรอก กูหิวเหล้า หิวเหล้ามากๆๆๆ เดี๋ยวนี้หาคนแดกเหล้ามันๆด้วยยากจัง คนแม่งหันมาจิบๆกันหมด อีกซักพักเราก็คงเพลาๆแล้วล่ะ กินมากไปก็ไม่ดี
อ้อ ใช่วันนี้โทรหาเหี้ยโฮ้พ มันถามว่า “พี่มีไวน์ป่าวพี่? พรุ่งนี้ผมอยากแดกไวน์” กูล่ะขำชิบหาย ห่า ดัดจริตเหี้ยๆ กูเกลียดไวน์ มาถามกูทำไม (ทั้งซิดนี่ย์และโตเกียว ไวน์ถูกมากๆ กูยังไม่ชอบแดกเลย) คืนพรุ่งนี้วันศุกร์มีเลี้ยงส่งน้องภัคไปชิคาโก้ดึกๆคืนวันอาทิตย์(ใกล้ๆคิกคาปู้) คงเหมือนๆเดิม มีแก๊งภัคซักสามสี่คน กะมีแก๊งเราซักสามสี่คน เหี้ยยุดมาช้าแน่ๆ เหี้ยนนท์อย่าไปสนใจ พรุ่งนี้ก็มาช้าอีกแน่ๆ แม่งสันดานโอ้เอ้ทุกเรื่อง วันนี้ไปโรงพิมพ์เดลินิวส์ของน้องแดนไปเอาของ แม่งก็โอ้เอ้ชิบหาย หนังสือ ๒๑๐ โล กูยกแป๊บๆก็เสร็จ รอแม่งยกแม่งชาติหน้า ถึงจะได้ขึ้นรถหมด ตอนยกลงมันยกสองลัง กูก็ยกไป๖ลังซะแล้ว แต่เรื่องแบบนี้มันอาจจะเกี่ยวกะเรื่องร่างกายแข็งแรงป่ะวะ ไอ้นนท์ร่างกายมันปวกเปียก ซัก๗ปีก่อน เราเคยช่วยกันยกฟูกกะน้องไปตากแดด ช่วยกันสองคนแข็งขันอย่างช้าๆ ยายเห็นเข้าแสนรำคาญใจ ยกคนเดียวปลิวเลย ฮ่าๆๆ แบบว่า ตอนนั้นยายแข็งแรงจัดๆ
พาพ่อไปเที่ยวโตเกียว ก็หนุกนะ พาเดินไกลๆทุกวัน พ่อแข็งแรงขึ้นมากๆ แม่บอกว่าผมดำขึ้นเลย เราก็ว่าดำขึ้นนะ พ่อมีความสุขมากๆ ได้ดูAmazing race ที่มีคู่พ่อลูกกันไหมล่ะ เบื่อกันขนาดนั้นเลย แต่ก็เบื่อๆรักๆน่ะละ ความสัมพันธ์ดีต่อกันขึ้นมากๆ แต่ก็เถียงๆงอนๆกันเป็นปกตินะ แต่ภาพที่ยังติดอยู่ในใจมากๆคือ ภาพตอนพ่อล้มที่บันไดเลื่อนตอนวันสุดท้ายที่สถานีโตเกียว(สถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีtrafficแน่นมากๆ) เช้าหกโมงครึ่ง พ่อล้มที่บันไดขั้นสุดท้าย บันไดเลื่อนหยุด(Safety factor) เราอยู่บนสุด พ่ออยุ่ล่างสุด ส่งสายตามาเว้าวอนขอความช่วยเหลือ วันนั้นของเยอะมากๆ กระเป๋าหลายใบเกือบๆร้อยโล พ่อจู่ๆขาพับ เราก็เลยตกรถไฟรอบแรกที่ไปนาริตะ ตกไป๑นาที คุยกันตอนรอรถไฟเที่ยวต่อมา ว่า พ่อคิดไงเนี่ย เช้านี้เหนื่อยสุดๆ พ่อบอกว่า ความรู้สึกเหมือนแพ้กีฬา ฟิตมาทั้งปี สุดท้ายก็แพ้ นึกถึงเรื่องแบบนี้ บางทีก็เศร้านะ แต่ไม่คิดมาก ชีวิตเรามีมือมีสมอง ยังไงก็ล้มไม่นานหรอก
สาเหตุที่เราจะกลับมาอยู่เมืองไทยก็ไม่มีอะไรหรอก ก็เรื่องพ่อนี่ล่ะ เราใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักเดียว แล้วก็ทิ้งทุกสิ่งทุกความฝันที่มีที่นั่น เรื่องแบบนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักในการตัดสินใจ เพราะที่สุดแล้วการรักษาครอบครัวไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตอยู่ดี เคยดูโฆษณา AIS กันไหมล่ะ ที่ นาน้ำท่วม ฝนตก มรสุม (ชีวิต)เข้ามา สุดท้ายครอบครัวนั่งกินข้าวกันบนแคร่ใต้ถุนบ้าน กันพร้อมหน้าพร้อมตา ดูหนแรกก็สะอึกเลยนะ อุปสรรคที่ผ่านพ้น ทำให้พวกเราทุกคนแข็งแกร่ง(โฆษณา irpcในช่อง๘๐โผล่มาพอดี) โฆษณาAISตัวนี้ เราดูหนนึงแล้วหันไปพูดกะแก๊งลูกหมูตอนจับหมูว่า เขาทำให้ทักษิณดูป่ะวะ ว่า ”ไม่ว่า ชีวิตจะเหนื่อยหรือลำบากเพียงไหน ก็มีครอบครัวอยู่ข้างๆ นี่ล่ะสำคัญที่สุด”
ดูอะเมซซิ่งเรซ ก็ชอบนะ แต่ก่อนไม่ชอบดูอะไรที่เป็นการแข่งขันนัก แต่พอไปอยู่ญี่ปุ่นก็ติดนิสัยชอบแข่งขันมาจากที่นั่น แต่ก็ยังไม่เป็นมากนักหรอก ชอบคู่จากไทยนะ คุณไหม แกดูใจเย็นๆดี เดี๋ยวนี้ชอบดูช่อง AXNช่องนี้เร้าใจ ดู nip / tuck วันนี้แม่บอกว่า แปลว่า คู่แข่งขันที่ฝีมือทัดเทียมกัน หลังๆนี้ ละครพวกนี้ทำกันดี สมจริง เราชอบเรื่องราวที่เผยสันดานมนุษย์แบบนี้ล่ะ โหดๆ แบบ นิบแอ่นถัก หรือ Gossip Girls ไรแบบนี้ล่ะ เพราะชีวิตจริงเราไม่ค่อยพบเจอกะคนไม่ดีมากนัก
คนติดละครมักเป็นคนขาดสังคมญาติมิตร คนติดเกมโชว์มักเป็นคนขาดเพื่อนเล่นหัว การดูละครหรือหนังร่วมกันแล้วพอจบก็วิจารณ์ก็เป็นวิธีที่แม่ใช้สอนเรามาตลอดตั้งแต่๑๐ขวบ วันนี้เรื่องในนิบถักเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ของ พ่อ และลูก และ เศรษฐีตัวแสบกับหมอศัลยกรรม แม่ก็ใช้วิธีแบบนี้ล่ะ สอนเด็กวิชาวรรณคดีอังกฤษ
เมื่อซักกลางปีคุณยายไม่สบายมากๆ เรากลัวไปเองว่า ยายจะเป็นอะไรไหม
บอกยายว่า ยายๆ ถ้าทศแต่งงานมีเหลนให้คุณยาย ยายจะแข็งแรงขึ้นไหม(ช่วงนั้นอินเลิ้ฟๆ ฮ่าๆๆ) แทนที่ยายจะตอบเรื่องนิ้ ยายกลับบอกว่า ให้ชีวิตมีการงานมั่นคงก่อนดีกว่าลูก ค่อยคิดเรื่องมีลูก ฮากันเข้าไป แต่เราก็เชื่อมั่นจริงๆน่ะละ ว่า หาก เรามีเหลนให้ยาย ยายต้องแข็งแรงมากๆแน่ๆ แค่วันที่เราตัดสินใจแล้วบอกยายว่า ทศจะกลับมาอยู่เมืองไทย ยายก็ดีใจมากๆ ยิ่งพอวันที่กลับมาถึงบ้าน ยายดีใจสุดๆ แข็งแรงขึ้นมากๆเลย ยายเราแข็งแรงเพราะชอบตัดต้นไม้นี่ล่ะ เหมือนที่เพ็ญพักตร์สวย๒๐๐๐ปีเพราะ ปลูกผักสวนครัวนี่ละ อยากให้อยู่ไปนานๆจัง
แต่งานเดี๋ยวก็ต้องทำนะ แต่อยากทำงานแบบที่ทำที่บ้านได้ มีนะ ไว้จะไปหาดู อยากอยู่บ้านกลางวันนั่งเม้าคุยกะยาย ตอนเย็นๆไปเดินสวนเสรีไทยกะแม่ ดึกๆนั่งคุยกะพ่อ อยากอยู่บ้านเยอะๆ ชดเชย๑๐ปีที่ผ่านมา ถ้าทำงานที่หาเงินได้มากๆและเป็นอาชีพที่ดีไม่น้อยหน้าใคร ยายน่าจะภูมิใจ ในตัวเรามากขึ้น มีนะงานที่ทำที่บ้านได้ ให้แม่ให้ยายช่วยทำก็ได้ ฮ่าๆๆ ไว้รอก่อนๆ ถึงเวลาถ้าได้ทำ อาจเล่าให้ทุกคนฟัง แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าจะได้หรือไม่ สู้ๆๆ
บ้านเราเป็นครอบครัวเล็กมากๆเลย พ่อเป็นลูกคนเดียว แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย พี่น้องยายก็ตายไปหมดแล้ว น้องสาวก็มีลูกไม่ได้ คนที่เราอยากให้เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตเราก็ต้องเข้ากับครอบครัวจิ๋วๆของเราได้ เข้าใจเรา เข้าใจความเพี้ยนๆของพ่อเราด้วย ฮ่าๆๆ วันนี้บทสนทนานึงที่โต๊ะอาหารที่สยาม เราบอกพี่คนนึงไปว่า “พี่ไม่ต้องเข้าใจผมหรอก ผมยังไม่เข้าใจตนเองเลย” ฮ่าๆๆ นนท์หันมา บอกว่า “คนเข้าใจพี่มีอยู่คนเดียวอะล่ะ” เราทำหน้างงๆ ไรมันวะ หันไปถามว่า “พ่อกูหรอ?” ไอ้นนท์ก็เอ่ยชื่อออกมา ฮ่าๆๆ เราไม่ขำเลย จู่ๆก็สะดุ้งเลย มึงรู้ไหมกูคิดถึงเขามากๆเลยนะ แล้วหันไปบอกพี่คนนั้นว่า “ผมค่อนข้างเข้าใจคนอะพี่ แต่ผมหาคนเข้าใจผม ไม่ค่อยเจอ”
ตกลงเขียนมายืดยาว ตอนแรกจะเขียนเรื่องทำไมฉันไปญี่ปุ่น แต่สุดท้ายก็ไม่เขียน เรื่องก็ไม่มีอะไรมากนัก เพียงวันนึงเปิดหนังสือพิมพ์มติชนรายวันเห็นภาพสวนโยโยกิ แล้วก็คิดได้ ก็เลยหาทางไป เวลาผ่านไปเกิน๒ปีแล้วล่ะ อย่ารู้กันเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับชีวิตเรา แต่๒ปีที่ผ่านมา ชีวิตทรหดสุดๆ แกร่งขึ้นมากๆ ทั้งกายและใจ ถ้าเราอยู่ไทยแล้วขยันได้เท่ามาตรฐานญี่ปุ่น ไม่นานหรอก ชีวิตเจริญแน่ๆ คนไทยขี้เกียจ ฮ่าๆๆ
ตอนแกะกระเป๋า เอาของให้น้อง บอกมันไปว่า เสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลีเต็มเลย เสื้อผ้าเป็น๑๐ชุด เอามาจากญี่ปุ่นนะ มันตะโกนมาว่า ของเมียแกซิ เราแม่งขำกร๊าก บ้าๆๆ ฉันชอบคนไทย ฉันรักผู้หญิงไทย และฉันจะไม่เดินทางไปต่างประเทศอีกอย่างต่ำก็๑ปี (ยกเว้นลาวนะ)
แต่แม่ชอบใจเสื้อโค้ทขนฟูที่แบกเอามาให้มากๆ เสื้อตัวนี้สวย แม่บอกใส่แล้วเหมือนนางเอกหนังเกาหลีเลย ฮ่าๆๆ แม่ไปเวียนนา สิ้นเดือนได้เอาไปใส่พอดี
เพราะดึก ตีสามครึ่งแล้ว นอนดีกว่า
ปล. อยากมีแฟนที่เข้าใจผู้ชายเพี้ยนๆแบบเรา (เมื่อเผชิญทะเลสีดำ ฉันจะได้ไม่ต้องหวั่นไหว)
มันต่อเนื่องนะ เขียนต่อๆกันมาแต่Journalในนี้มันให้แค่๑๐๐๐๐ตัว ก็เลยต้องแบ่งเป้นสองอัน อันนี้เขียนเรื่องทำไมกลับจากญี่ปุ่นมาไทย
มันต่อเนื่องนะ เขียนต่อๆกันมาแต่Journalในนี้มันให้แค่๑๐๐๐๐ตัว ก็เลยต้องแบ่งเป้นสองอัน อันนี้เขียนเรื่องทำไมกลับจากญี่ปุ่นมาไทย
วันเกิดทอรุ้ง๑
http://hi5.com/friend/profile/displayJournalDetail.do?ownerId=62154&journalId=80854506
วันเกิดทอรุ้ง๒
http://hi5.com/friend/profile/displayJournalDetail.do?ownerId=62154&journalId=80854224
วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ๑๕:๔๒:๑๐ น.
น้องภัคไปแล้ว เมื่อคืนไปส่งมาที่สุวรรณภูมิ พวกไอ้นนท์ไม่มีใครไปส่งกะกูเล้ยยยย ก็เลยชวนกะปิตันอะน้ำไปเป็นเพื่อนหน่อย ไอ้น้ำกะไอ้กกมองหน้าไอ้ภัค แล้วเม้ากันว่าอายุเท่าไหร่วะ หน้ายังกะ๑๖ เราชี้ให้ดูเพื่อนสนิทภัคคนนึงว่า หน้าตาเหมือนทอรุ้งน้องกูป่ะวะ พวกแม่งขำใหญ่ หน้ายังกะฝาแฝด
ก่อนน้องเดินเข้าประตูตรวจพาสปอดไปซัก๑นาที ไอ้นนท์โทรมาขอคุยกะภัค
ภัคพูดไรไม่รู้ ฟังแล้วตกกะใจเลย มองหน้าเราเป๋ง โอย กูจะเป็นลม นนท์เอ๊ย ประโยคแบบนี้กินใจไปทั้งชีวิตแน่นอน
เมื่อวานไปจตุจักรกะน้องเรา ไปช่วยไอ้นนท์ขายของ แล้วก็แวะไปกินมื้อเย็นที่บ้านไอ้เมย์ หนุกดี เพลินๆดี ไอ้บอยทำแกงกะหรี่ญี่ปุ่น(ราดหน้าทงคัตซึ) และหุงข้าวญี่ปุ่นด้วย เดียร์ทำคัสตาดมา พร้อมชีสเค้กชาเขียว เหี้ยเมย์เปิดไวน์แดงเพ็นโฟลด์ให้แดก๑ขวด กินกันอิ่ม แล้วเราบอกว่า เหี้ยเอ๊ย นี่กูนั่งแดกข้าวในบ้านหรอวะ แม่งดัดจริต ยังกะราชา ฮ่าๆๆ
ส่งภัคเสร็จเที่ยงคืนก็ไปบ้านไอ้น้ำต่อ ก็กินอีกตามปกติ (วิสกี้๒คน๑ลิตร(ปริมาณปกติของขี้เหล้าแบบเราๆนะนี่) (ฮา)) กินกันถึงเช้า นานๆเจอกันที กินเหล้าหนักๆเดือนละครั้งที่บ้านไอ้น้ำ เราก็น่าจะพอใจได้แล้ว เม้ากันแตกทุกเรื่องไปหมด มันดี แต่เราสองคนเลิกเที่ยวมาพักใหญ่ๆในชีวิตแล้วอะดิ นิมิตหมายดีดีในชีวิตจริงๆนะนี่
วันก่อนนู้น ไปนั่งคุยปรึกษาเหี้ยแด๊กเรื่องกฏหมายต่างๆนานา(ปรับโครงสร้างหนี้) บุ๊กกี้ก็หิว เลยเดินมานั่งกินแม็คฟิชแล้วฟังเราคุยกัน เราก็เลยต้องแนะนำกันไปว่า พอดีเพื่อนพี่รู้กฏหมายเยอะ หัวมันโตเป็นแตงโมเลยดูดิ อีกหน่อยเป็นผู้พิพากษาแตงโม(แฟนเรียกมันว่าแตงโม) แล้วน้องเขาก็ขอคำปรึกษาเรื่องกฏหมายด้วย เลยเม้ากันเพลิน แต่ไอ้น้ำหัวโตกว่า ใส่หมวกนักบินเบอร์ใหญ่สุด ฮ่าๆ บุ๊กกี้เจอไอ้น้ำที่สนามบิน เราชี้ให้ดู ดูเพื่อนพี่ดิ หัวโตป่ะล่ะ ฮ่าๆๆ บุ๊กกี้บอกว่าดูจากอาชีพเพื่อนๆพี่แล้ว ดูเก่งกันทุกคนเลย เราก็บอกว่า เออ ใช่ แก๊งยอดมนุษย์ แต่ละตัวเพี้ยนหนักเหี้ยๆ เราบอกไปว่า เราจะเลิกใช้ชีวิตแบบหนักๆแล้ว อยากใช้ชีวิตแบบคนธรรมดานี่ละ มีแฟนดีดีซักคน(ต้องหาก่อน ฮา) ทำงานดีดี หาเงินให้ได้พอควร เลิกเดินทางเผชิญโลกเสียที (กูเหนื่อย) อยู่ติดที่เสียที ให้เวลากับครอบครัวให้มาก
เมื่อวานคุยกันเรื่องแต่งงานกันก็ขำดี เราบอกว่า เออ กูอยากแต่งงานแล้วว่ะ อีกซัก๓ ๔ปี ก็คุยกันขำขันกันไป สุดท้าย คุยกันว่า อ้าว กูลืมไป กูยังไม่มีแฟน (แม่งขำกลิ้งเลย) คล้ายกะว่าคุยกันเรื้องซื้อรถเฮ้ย บีเอ็มสวย ฮอนด้าก็ดูดี ซื้อๆๆๆๆ ตืลืมไปว่า เอ้า เหี้ย กูขับรถไม่เป็นนี่หว่า ฮ่าๆๆ คุยกันก็ไม่มีไรหรอก พอดีแฟนเก่าพึ่งแต่งงานไปเมื่อต้นเดือน ไอ้น้ำไปงานแต่งงานนามา แม่งบอกว่า งานแต่งงานไม่หนุกเลย อย่างเซ็ง บรรยากาศมาคุสุดๆ ฮ่าๆๆ ฟังแล้วแอบขำนะ เหี้ย ถ้ากูอยู่ไทยแล้วกูไปด้วย แม่งมาคุกว่านี้อีกมึงเอ๊ย
พูดถึงไอ้ภัคกะไอ้น้ำ นอกจากหัวโตหน้าเหลี่ยมตาสวยกินเหล้าดุเหมือนกันแล้ว สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างนึงก็คือ หมาเหมือนกันเลย ตอนเราเห็นภัคหนแรกๆที่เชียงใหม่เมื่อ๓ปีก่อน เรารู้สึกว่าทำไมมันเหมือนบาร์บี้(ชื่อหมาชิสุสีขาวบ้านไอ้น้ำ)เลยวะ ท่าทางกิริยามารยาทเหมือนกันมากๆ เหมือนหมานะ ไม่ใช่เหมือนคน มารู้ตอนพาไอ้โฮ้พมากินเหล้ากันที่บ้านไอ้น้ำนี่ล่ะ มันบอกว่า หมาบ้านพี่น้ำเหมือนหมาภัคเลย เราเลยขำ มิน่าล่ะ เจ้าของหมาส่วนใหญ่ก็เหมือนหมากันทั้งนั้น พวกเลี้ยงชะเน๊าเซ่อร์ก็มักคล้ายๆกัน
แต่เราชอบพุดเดิ้ลอะ พุดเดิ้ลตัวเท่าเอวนะ โคตรชอบเลย แต่ก่อนอะพ๊าดเม้นบ้านหลังชิบุย่ะ แม่งเลี้ยงกันทั้งตึกสวยชิบเป๋ง พุดเดิ้ลยักษ์ ทำไมเมืองไทยไม่มีขายวะ ตัวเกือบเท่าเซ้นต์เบอร์หนาด
ตกลงคืนวันอาทิตย์ ขับรถกลับบ้านมาตอนหกโมงเช้า ได้ยินเพลงstatusเหอะๆ กรี๊ดดดดดดดด
คืนวันเสาร์ก็กลับบ้านดึกสงัด ไปถ่ายรูปสะพานแฝ๋นวงแหวนอุตสาหกรรมมา
ดึกๆก็สวยดี ตีสามไม่มีรถ จอดถ่ายรูปกัน รู้สึกดี รูปไม่สวยนักเพราะกล้องก็ใหม่ มือก็ใหม่ แต่วิวสวยทีเดียว
เมืองไทยวุ่นวายจัดๆสัดๆ ขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยครับ
Posted by
T 0 5 E
งามหน้า
งามหน้า
วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551
๐๓:๕๒:๒๒ น.
ให้ความรู้สึกที่แปลกแสนแปลก กลับมาจากสำโรง ไม่รู้พูดอะไรอย่างไรดี ไปยืนถ่ายรูปที่สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมตอนตีสองสี่สิบ เพลินๆดี ง่วงนอนจัง อย่าไปคิดไรมากเลย เชื่อว่าอะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรมันจะดับก็ต้องดับ นอนดีกว่ามั้ง เรื่องนี้ห้ามคิด ห้ามคิด ห้ามคิด ฝืนดวงชะตาก็คงไม่ได้ เห็นคนทำหน้าคล้ายๆแบบที่...
อยากถ่ายรูปได้สวยๆเหมือนกันน้า
เออ วันนี้ฟังเพลงนี้ในหัวตนเอง ตอนดูดหรี่อยู่ริมระเบียง ห้องนอนตนเอง
แต่ไม่เกี่ยวกะสะพานที่ไปมาเลยแม้แต่น้อย
อยากลดน้ำหนัก อยากลดพุง อยากนู้นนี้นั้น หลายๆอย่าง แต่ช่วงนี้ความมั่นใจในชีวิตติดลบ ขี้เกลือขึ้นเสื้อเป็นรูปหัวใจเลย ตลกดี เมื่อวานแปลกๆดีที่ มีความรู้สึกเดิมๆกลับมาอีกแล้ว หลายปีแล้วซินะ ที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้ นั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้สีเหลืองๆ ดูแผ่นป้ายบางอย่าง ดื่มแป๊บซี่คนเดียว ไม่ใช่หลายปีหรอก แต่ครั้งนึงบนเก้าอี้ตัวนี้เมื่อต้นเดือนพฤษภาก็มี อยากเข้าถ้ำ เมื่อออกมาจากถ้ำาแล้วจะเป็นอย่างไรกันนะ สงสัยเหมือนกัน
วันนี้ไม่ฟุ้งซ่านอะไร ไม่เพ้อเจ้ออะไร ๒๒ บวก ๓ เท่ากับ๒๕ ๒๘บวก๓ เท่ากับ๓๑ ๒๔ บวกครึ่ง เท่ากับ๒๙
วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551
๐๓:๕๒:๒๒ น.
ให้ความรู้สึกที่แปลกแสนแปลก กลับมาจากสำโรง ไม่รู้พูดอะไรอย่างไรดี ไปยืนถ่ายรูปที่สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมตอนตีสองสี่สิบ เพลินๆดี ง่วงนอนจัง อย่าไปคิดไรมากเลย เชื่อว่าอะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรมันจะดับก็ต้องดับ นอนดีกว่ามั้ง เรื่องนี้ห้ามคิด ห้ามคิด ห้ามคิด ฝืนดวงชะตาก็คงไม่ได้ เห็นคนทำหน้าคล้ายๆแบบที่...
อยากถ่ายรูปได้สวยๆเหมือนกันน้า
เออ วันนี้ฟังเพลงนี้ในหัวตนเอง ตอนดูดหรี่อยู่ริมระเบียง ห้องนอนตนเอง
แต่ไม่เกี่ยวกะสะพานที่ไปมาเลยแม้แต่น้อย
อยากลดน้ำหนัก อยากลดพุง อยากนู้นนี้นั้น หลายๆอย่าง แต่ช่วงนี้ความมั่นใจในชีวิตติดลบ ขี้เกลือขึ้นเสื้อเป็นรูปหัวใจเลย ตลกดี เมื่อวานแปลกๆดีที่ มีความรู้สึกเดิมๆกลับมาอีกแล้ว หลายปีแล้วซินะ ที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้ นั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้สีเหลืองๆ ดูแผ่นป้ายบางอย่าง ดื่มแป๊บซี่คนเดียว ไม่ใช่หลายปีหรอก แต่ครั้งนึงบนเก้าอี้ตัวนี้เมื่อต้นเดือนพฤษภาก็มี อยากเข้าถ้ำ เมื่อออกมาจากถ้ำาแล้วจะเป็นอย่างไรกันนะ สงสัยเหมือนกัน
วันนี้ไม่ฟุ้งซ่านอะไร ไม่เพ้อเจ้ออะไร ๒๒ บวก ๓ เท่ากับ๒๕ ๒๘บวก๓ เท่ากับ๓๑ ๒๔ บวกครึ่ง เท่ากับ๒๙
Posted by
T 0 5 E
Tuesday, October 14, 2008
ถวายงาน
ข่าวจาก มติชน
.........................
"พระราชินี"ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับ "สนธิ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯกลับ หลังจากพระราชทานเพลิงศพ นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ระหว่างเสด็จฯกลับ สมเด็จพระเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชปฏิสันถารกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชน เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามนายสนธิ ตอบเพียงสั้นๆว่า "เรื่องดังกล่าวตรัสเป็นการส่วนตัวอย่ารู้เลย "
"พ่อโบว์"ระบุ"ราชินี"ทรงชมลูกสาวเป็นเด็กดีช่วยชาติ
นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ พ่อน้องโบว์ ให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งและชมว่า ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งตนได้กราบทูลกลับไปว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ทั้งสองพระองค์เสด็จมา
"นอกจากนี้ท่านยังตรัสอีกว่า เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตร " นายจินดา กล่าว
"พระองค์ท่านยังทรงรับสั่งว่า ขอให้กำลังใจกับครอบครัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับทราบแล้ว และเงินที่เป็นค่ารักษา ในหลวงเป็นผู้พระราชทานให้ "นายจินดากล่าว
พระราชินี-ฟ้าหญิงเล็ก เสด็จฯถึงวัด พระราชทานเพลิงศพ
เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 13 ตุลาคม สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ยังวัดศรีประวัติ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เพื่อพระราชทานเพลิงศพ นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ โดยมีองคมนตรี ประกอบด้วย พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ น.พ.เกษม วัฒนชัย นายพลากร สุวรรณรัฐ รวมทั้ง พล.อ.ทรงกิตติ จักกะบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมาพร้อมลูกพรรค เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯถึงยังวัดศรีประวัติ ก็พระราชดำเนินไปยังเมรุมาศ ทรงขึ้นถวายผ้าไตร จากนั้นเสด็จฯ ยังพลับพลาที่ประทับ โดยมีพ่อแม่ และครอบครัวของ น.ส.อังคณา เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ โดยมีพระราชดำรัสต่อครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ
จากนั้น เป็นการเปิดให้ประชาชนวางดอกไม้จันท์ โดยชุดแรกเป็นแกนนำพันธมิตร ประกอบด้วยนาย สนธิ ลิ้มทองกุล สุริยะใส กติศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข สำราญ รอดเพชร พิภพ ธงไชย ดร.เจิมศักดิ ปิ่นทอง นอกจากนี้ นายศรัญยู วงศ์กระจ่าง และน.ส.ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ดารานักแสดงก็มาร่วมพิธี
นอกจากนี้ ยังมีบุคคลในสังคม อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณหญิงจารุวรรณ เมฆะกา น.ส.รสนา โตสิตระกูล เฝ้ารับเสด็จฯ
เวลา 16.40 น.สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินกลับโดยรถยนตร์พระที่นั่ง พร้อมกับคณะองคมนตรี โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ อาทิ ผบ.สส. ผบ.ทร. และผบ.ทอ. ส่งเสด็จฯ ด้านผู้ชุมนุมที่มาร่วมงานพร้อมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และตะโกนโห่ร้องไชโย
"มือตบ" ไล่ "อนุพงษ์" กลางงานศพน้องโบว์
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจำนวนมากถือมือตบและกล่าว ไล่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในขณะที่มีกลุ่มผู้มาร่วมงานหลายคนเข้าขอลายเซ็นและขอถ่ายรูปกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายกรณ์ จาติกวรรณ น.ส.รสนา โตสิตระกูล คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดสองข้างทางในซอยวัดศรีประวัติ ระยะทางประมาณ 200 เมตรปิดเส้นทางการจราจร จะเปิดให้รถยนต์ของบุคคลสำคัญแล่นผ่านเท่านั้น ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากสภ.นนทบุรี ร่วมกับทหารจาก กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัยมณฑลทหารบกที่ 11มาดูแลรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวก โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่เฝ้ารับเสด็จฯอยู่ภายนอก ต่างโห่ร้องถวายพระพร "ทรงพระเจริญ" ตลอดสองข้างทาง ซึ่งมีธงชาติ ธง สก. และมือตบ มาร่วมตบอยู่อยู่ตลอดเส้นทาง ส่วนภายในวัด อนุญาตติดธงชาติ และธง สก. ไม่อนุญาตให้นำมือตบเข้าไปร่วมด้วย
ผบ. เหล่าทัพ รับเสด็จฯ"ราชินี"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่13 ตุลาคม เวลา 15.00 น. ที่วัดศรีประวัติ ผู้นำเหล่าทัพประกอบด้วย พล.อ. อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางไปรับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะเสด็จฯพระราชทานเพลิงศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ โบว์ ในเวลา 16.00 น.
ขณะที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาที นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตส.ว.
"มาร์ค"นำทีม ปชป.ร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ
เวลา 15.10 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.นายกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคและลูกพรรค ทั้งนี้มีนายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม. เดินทางไปรับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะเสด็จฯพระราชทานเพลิงศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ โบว์ ในเวลา 16.00 น. ณ วัดศรีประวัติ จ.นนทบุรี ซึ่งได้สร้างความปลื้มปิติให้กับครอบครัว ระดับปัญญาวุฒิ เป็นอย่างมาก
ส่วนบรรยากาศ งานพระราชทานเพลิงศพของน.ส.อังคณา ขณะนี้ มีเพียงญาติสนิท และเพื่อนเข้าร่วมงาน เพื่อเตรียมการต้อนรับเสด็จฯ และมีประชาชนหลายพันคนเดิมทางมาร่วมงาน
...........................
มากันหมดทั้งองค์ราชินี ฝ่ายค้าน องคมนตรี สามเหล่าทัพ ประชาธิปัตย์
อ่านข่าวนี้ด้วยความรู้สึกแปลกๆ สัญญานการสิ้นชาติ อุบัติขึ้นแล้วกระมัง
............................
เจอคิมลาผู้หญิงเกาหลีคนสวยหน๑ที่ชิบุย่ะเราคุยกันเรื่องนี้ เขามีความรู้ด้านพวกนี้ดี เพราะไปเรียนไรแปลกๆมาจากเมกา คุยกันเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยภายใต้กษัตริย์ ทำไมเวลาผ่านไปจากที่คุยกันวันนั้นก็แค่ปีเดียว มันเดินมาถึงเวลานี้ได้
งดแสดงความคิดเห็นดีกว่า ขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทย
.........................
"พระราชินี"ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับ "สนธิ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯกลับ หลังจากพระราชทานเพลิงศพ นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ระหว่างเสด็จฯกลับ สมเด็จพระเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชปฏิสันถารกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชน เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามนายสนธิ ตอบเพียงสั้นๆว่า "เรื่องดังกล่าวตรัสเป็นการส่วนตัวอย่ารู้เลย "
"พ่อโบว์"ระบุ"ราชินี"ทรงชมลูกสาวเป็นเด็กดีช่วยชาติ
นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ พ่อน้องโบว์ ให้สัมภาษณ์ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งและชมว่า ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งตนได้กราบทูลกลับไปว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ทั้งสองพระองค์เสด็จมา
"นอกจากนี้ท่านยังตรัสอีกว่า เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตร " นายจินดา กล่าว
"พระองค์ท่านยังทรงรับสั่งว่า ขอให้กำลังใจกับครอบครัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับทราบแล้ว และเงินที่เป็นค่ารักษา ในหลวงเป็นผู้พระราชทานให้ "นายจินดากล่าว
พระราชินี-ฟ้าหญิงเล็ก เสด็จฯถึงวัด พระราชทานเพลิงศพ
เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 13 ตุลาคม สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ยังวัดศรีประวัติ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เพื่อพระราชทานเพลิงศพ นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ โดยมีองคมนตรี ประกอบด้วย พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ น.พ.เกษม วัฒนชัย นายพลากร สุวรรณรัฐ รวมทั้ง พล.อ.ทรงกิตติ จักกะบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมาพร้อมลูกพรรค เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯถึงยังวัดศรีประวัติ ก็พระราชดำเนินไปยังเมรุมาศ ทรงขึ้นถวายผ้าไตร จากนั้นเสด็จฯ ยังพลับพลาที่ประทับ โดยมีพ่อแม่ และครอบครัวของ น.ส.อังคณา เข้าเฝ้าฯรับเสด็จ โดยมีพระราชดำรัสต่อครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ
จากนั้น เป็นการเปิดให้ประชาชนวางดอกไม้จันท์ โดยชุดแรกเป็นแกนนำพันธมิตร ประกอบด้วยนาย สนธิ ลิ้มทองกุล สุริยะใส กติศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข สำราญ รอดเพชร พิภพ ธงไชย ดร.เจิมศักดิ ปิ่นทอง นอกจากนี้ นายศรัญยู วงศ์กระจ่าง และน.ส.ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ดารานักแสดงก็มาร่วมพิธี
นอกจากนี้ ยังมีบุคคลในสังคม อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณหญิงจารุวรรณ เมฆะกา น.ส.รสนา โตสิตระกูล เฝ้ารับเสด็จฯ
เวลา 16.40 น.สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินกลับโดยรถยนตร์พระที่นั่ง พร้อมกับคณะองคมนตรี โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ อาทิ ผบ.สส. ผบ.ทร. และผบ.ทอ. ส่งเสด็จฯ ด้านผู้ชุมนุมที่มาร่วมงานพร้อมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และตะโกนโห่ร้องไชโย
"มือตบ" ไล่ "อนุพงษ์" กลางงานศพน้องโบว์
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจำนวนมากถือมือตบและกล่าว ไล่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในขณะที่มีกลุ่มผู้มาร่วมงานหลายคนเข้าขอลายเซ็นและขอถ่ายรูปกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายกรณ์ จาติกวรรณ น.ส.รสนา โตสิตระกูล คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดสองข้างทางในซอยวัดศรีประวัติ ระยะทางประมาณ 200 เมตรปิดเส้นทางการจราจร จะเปิดให้รถยนต์ของบุคคลสำคัญแล่นผ่านเท่านั้น ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากสภ.นนทบุรี ร่วมกับทหารจาก กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัยมณฑลทหารบกที่ 11มาดูแลรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวก โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่เฝ้ารับเสด็จฯอยู่ภายนอก ต่างโห่ร้องถวายพระพร "ทรงพระเจริญ" ตลอดสองข้างทาง ซึ่งมีธงชาติ ธง สก. และมือตบ มาร่วมตบอยู่อยู่ตลอดเส้นทาง ส่วนภายในวัด อนุญาตติดธงชาติ และธง สก. ไม่อนุญาตให้นำมือตบเข้าไปร่วมด้วย
ผบ. เหล่าทัพ รับเสด็จฯ"ราชินี"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่13 ตุลาคม เวลา 15.00 น. ที่วัดศรีประวัติ ผู้นำเหล่าทัพประกอบด้วย พล.อ. อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ. ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางไปรับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะเสด็จฯพระราชทานเพลิงศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ โบว์ ในเวลา 16.00 น.
ขณะที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาที นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตส.ว.
"มาร์ค"นำทีม ปชป.ร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ
เวลา 15.10 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.นายกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคและลูกพรรค ทั้งนี้มีนายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม. เดินทางไปรับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะเสด็จฯพระราชทานเพลิงศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ โบว์ ในเวลา 16.00 น. ณ วัดศรีประวัติ จ.นนทบุรี ซึ่งได้สร้างความปลื้มปิติให้กับครอบครัว ระดับปัญญาวุฒิ เป็นอย่างมาก
ส่วนบรรยากาศ งานพระราชทานเพลิงศพของน.ส.อังคณา ขณะนี้ มีเพียงญาติสนิท และเพื่อนเข้าร่วมงาน เพื่อเตรียมการต้อนรับเสด็จฯ และมีประชาชนหลายพันคนเดิมทางมาร่วมงาน
...........................
มากันหมดทั้งองค์ราชินี ฝ่ายค้าน องคมนตรี สามเหล่าทัพ ประชาธิปัตย์
อ่านข่าวนี้ด้วยความรู้สึกแปลกๆ สัญญานการสิ้นชาติ อุบัติขึ้นแล้วกระมัง
............................
เจอคิมลาผู้หญิงเกาหลีคนสวยหน๑ที่ชิบุย่ะเราคุยกันเรื่องนี้ เขามีความรู้ด้านพวกนี้ดี เพราะไปเรียนไรแปลกๆมาจากเมกา คุยกันเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยภายใต้กษัตริย์ ทำไมเวลาผ่านไปจากที่คุยกันวันนั้นก็แค่ปีเดียว มันเดินมาถึงเวลานี้ได้
งดแสดงความคิดเห็นดีกว่า ขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทย
Posted by
T 0 5 E
เชฟเทวดา
เชฟเทวดา [11 ต.ค. 51 - 19:22]จากไทยรัฐ
“ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ก็เลิกเป็นลูกแหง่ซะ!! แล้วเก็บข้าวของออกจากบ้านไปเรียนรู้ชีวิตในโลกกว้างด้วยตนเอง คนที่ยังติดพ่อแม่ และรักความสะดวกสบาย ไม่มีวันได้ลิ้มรสความทะยานอยากที่จะเป็นหนึ่ง”...นี่คือคำท้าทายจาก กอร์ดอน เจมส์ แรมเซย์ เชฟ มิชลีนสตาร์ วัย 42 ที่สู้ชีวิตมาด้วยตนเอง จนสมหวังได้เป็นเชฟระดับโลก
หนุ่มราศีพิจิกผู้นี้ เป็นชาวสกอตแลนด์โดยกำเนิด และมาเติบโตที่เมืองสเตรทฟอร์ด อัพพอน เอวอน แคว้นวอร์วิคเชียร์ บ้านเกิดของ “วิลเลียม เชคสเปียร์” เขาเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลาง มีชีวิตระหกระเหินตั้งแต่เด็ก เป็นผลมาจากความไม่เป็นโล้เป็นพายของพ่อ ซึ่งติดเหล้า และชอบทุบตีลูกเมียคงเพราะเหตุนี้ “แรมเซย์” จึงหนีออกจากบ้านตอนอายุ 16 ปี และไปอาศัยอยู่กับพี่สาว ที่แฟลตประชาสงเคราะห์
เส้นทางสู่ความเป็นเชฟระดับโลกของ “แรมเซย์” เริ่มต้นขึ้นอย่างบังเอิญแท้ๆ อันที่จริงแล้ว ตั้งแต่เป็นเด็กๆ เขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และติดทีมฟุตบอลรุ่นจูเนียร์ของเมืองวอร์วิคเชียร์ ตอนอายุ 12 ปี เขามุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างจริงจัง จนกระทั่งได้รับการทาบทามจากสโมสรฟุตบอลชื่อดังของสกอตแลนด์ “กลาสโกว์ เรนเจอร์ส” ให้ร่วมทีม เพราะเล็งเห็นแววรุ่ง อย่างไรก็ดี ด้วยอาการบาดเจ็บที่เข่า ซึ่งสะสมมาตลอดระยะเวลาหลายปี ทำให้เขาชวดโอกาส อดเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และในที่สุด ก็ต้องยุติความฝันขณะอายุได้ 19 ปี
ถึงจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอย่างที่หวัง แต่ “แรมเซย์” ก็หาได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาเบนเข็มหันมาเอาดีด้านการปรุงอาหารแทน โดยเข้าศึกษาต่อ ในแผนกบริหารการโรงแรม ที่วิทยาลัยการเรือนท้องถิ่น พร้อมกับทำงานพิเศษ เพื่อหาเลี้ยงตัวเอง
หลังจากเรียนจบได้ทำงานหาประสบการณ์ระยะสั้นๆ เขาก็ตัดสินใจมุ่งหน้าเข้ากรุงลอนดอน เพื่อตามหาความฝันในการเป็นเชฟระดับชาติ โดยเริ่มต้นบทเรียนสุดโหด ด้วยการทำงานที่ร้าน “Harveys” กับ “มาร์โค ปิแอร์ ไวท์” เชฟใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องความเจ้าอารมณ์ เขาอดทนทำงานอยู่เกือบ 3 ปี จนตัดสินใจว่าถ้าอยากก้าวหน้าในอาชีพการงานได้อัพเกรดเป็นเชฟชื่อดัง ต้องเรียนรู้ตำรับการปรุงอาหารฝรั่งเศส
แต่แทนที่จะได้ไปฝึกปรือวิชาที่กรุงปารีสอย่างตั้งใจ กลับถูกอาจารย์รั้งตัวไว้ เนื่องจากเสียดายในฝีไม้ลายมือของศิษย์รัก จึงยื่นข้อเสนอใหม่ให้ “แรม-เซย์” ย้ายไปทำงานกับเชฟชื่อดังอีกคน คือ “อัลเบิร์ต รูกซ์” ที่เรสเตอรองต์ เก่าแก่ “LeGavroche” ย่านเมย์แฟร์ หลังทำงานได้ปีเศษ เขาก็ถูกส่งตัวไป คุมงานที่โรงแรมรีสอร์ตสุดหรู แถบเทือกเขาแอลป์ ในประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะย้ายไปปารีส เพื่อทำงานกับสองเชฟใหญ่ระดับมิชลีนสตาร์ คือ “กี ซาวอย” และ “โจเอล โรบูชอง” เขาใช้เวลาเก็บเกี่ยว ประสบการณ์ในฝรั่งเศสถึง 3 ปีเต็ม ก่อนที่จะผันตัวไปเป็นเพอร์ซันแนลเชฟ บนเรือยอชต์สุดหรู ในแถบเบอร์มิวดา
เมื่อ “แรมเซย์” เดินทางกลับมากรุงลอนดอน ในปี 1993 เขาได้รับข้อเสนออีกครั้งจาก “มาร์โค ไวท์” ให้รั้งตำแหน่งหัวหน้าเชฟ ดูแลร้านอาหารสุดหรู “Aubergine” โดยแบ่งหุ้นให้ 10% ภายใต้การบริหารงานของเชฟหนุ่มไฟแรง ในเวลา 14 เดือน เรสเตอรองต์แห่งนี้ ก็ได้ติดดาวมิชลีนสตาร์เป็นครั้งแรก ต่อมาในปี 1997 สามารถคว้ามิชลีนสตาร์มาประดับเพิ่มอีกดวง
อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ไม่ลงรอยกับเจ้าของเรสเตอรองต์ ทำให้ “แรมเซย์” ตัดสินใจแยกตัวออกมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง ขณะอายุ 31 ปี ตั้งชื่อว่า “Gordon Ramsay at Royal Hospital Road” อยู่ในย่านเชลซี ได้เงินทุนจากพ่อตา ช่วยให้ฝันเป็นจริง ภายในเวลา 3 ปี เรสเตอรองต์ ของเขาได้รับการการันตีคุณภาพตามมาตรฐานมิชลีนสตาร์
ทุกอย่างกำลังไปได้สวย “แรมเซย์” จึงตัดสินใจร่วมหุ้นกับพ่อตา ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจกอร์ดอน แรมเซย์ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด โดยเขาถือหุ้นใหญ่ 69% ภายในระยะเวลาอันสั้น อาณาจักรทางธุรกิจของเขาได้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว นอกจากจะเปิดร้านอาหารระดับไฮคลาสทั่วกรุงลอนดอน และขยายบิสเนสออกไปยังต่างประเทศ ทั้งดูไบ, โตเกียว, นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส เขายังเขียนตำราอาหารหลายต่อหลายเล่ม, เป็นที่ปรึกษาให้องค์กรด้านแคเทอริ่งหลายแห่ง และมีรายการโทรทัศน์เป็นของตัวเอง รายการที่โด่งดังเป็นที่รู้จัก คือ ซีรีส์ชุด Ramsay's Kitchen Nightmares และเรียลลิตี้โชว์ชุด Hell's Kitchen นำเสนอเรื่องราวของเชฟคนเก่ง ขณะพยายามฝึกให้กลุ่มคนดังของอังกฤษเป็นเชฟอาชีพให้ได้
ความดังของเขายังฉุดไม่อยู่ เมื่อค่ายฟ็อกซ์ มิเดียยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ได้ชักชวนให้ “แรมเซย์” ยกคอนเซปต์ของสองรายการดังไปผลิตเป็นเวอร์ชั่นใหม่สไตล์อเมริกัน ปรากฏว่าเรตติ้งพุ่งกระฉูด จนต้องสร้างสรรค์ออกมาอีกหลาย ซีซั่น และเมื่อปลายปี 2005 เขาได้เปิดตัวรายการใหม่ “The F-Word” ในสไตล์ฟู้ดโชว์ ครบรสทั้งการสาธิตปรุงอาหาร และเชิญคนดังมาเป็นแขกร่วมพูดคุย
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูง ก้าวขึ้นสู่การเป็นเชฟมิชลีนสตาร์ คนแรกของสกอตแลนด์ และเป็นเชฟที่โด่งดังที่สุดระดับท็อปทรีของโลก แต่สำหรับนักวิจารณ์บางกลุ่มแล้ว “กอร์ดอน แรมเซย์” กลับเป็น ได้แค่เชฟปากจัดอารมณ์ร้าย ที่ดีแต่ระเบิดอารมณ์ใส่ลูกน้องจนสื่อ บางสำนักจงใจจัดอันดับให้เป็น “เจ้านายที่เลวร้ายที่สุด” และเจ็บกว่านั้นก็คือ คำเหน็บแนมของนักวิจารณ์อาหารชื่อดัง ที่ชี้เปรี้ยงว่า“แรมเซย์” อาจจะเป็นเชฟที่มีฝีมือน่าทึ่ง แต่ในความเป็นมนุษย์แล้ว เขาเป็นได้แค่บุคคลชั้นสองเท่านั้น!!
มิสแซฟไฟร์
“ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ก็เลิกเป็นลูกแหง่ซะ!! แล้วเก็บข้าวของออกจากบ้านไปเรียนรู้ชีวิตในโลกกว้างด้วยตนเอง คนที่ยังติดพ่อแม่ และรักความสะดวกสบาย ไม่มีวันได้ลิ้มรสความทะยานอยากที่จะเป็นหนึ่ง”...นี่คือคำท้าทายจาก กอร์ดอน เจมส์ แรมเซย์ เชฟ มิชลีนสตาร์ วัย 42 ที่สู้ชีวิตมาด้วยตนเอง จนสมหวังได้เป็นเชฟระดับโลก
หนุ่มราศีพิจิกผู้นี้ เป็นชาวสกอตแลนด์โดยกำเนิด และมาเติบโตที่เมืองสเตรทฟอร์ด อัพพอน เอวอน แคว้นวอร์วิคเชียร์ บ้านเกิดของ “วิลเลียม เชคสเปียร์” เขาเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลาง มีชีวิตระหกระเหินตั้งแต่เด็ก เป็นผลมาจากความไม่เป็นโล้เป็นพายของพ่อ ซึ่งติดเหล้า และชอบทุบตีลูกเมียคงเพราะเหตุนี้ “แรมเซย์” จึงหนีออกจากบ้านตอนอายุ 16 ปี และไปอาศัยอยู่กับพี่สาว ที่แฟลตประชาสงเคราะห์
เส้นทางสู่ความเป็นเชฟระดับโลกของ “แรมเซย์” เริ่มต้นขึ้นอย่างบังเอิญแท้ๆ อันที่จริงแล้ว ตั้งแต่เป็นเด็กๆ เขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และติดทีมฟุตบอลรุ่นจูเนียร์ของเมืองวอร์วิคเชียร์ ตอนอายุ 12 ปี เขามุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างจริงจัง จนกระทั่งได้รับการทาบทามจากสโมสรฟุตบอลชื่อดังของสกอตแลนด์ “กลาสโกว์ เรนเจอร์ส” ให้ร่วมทีม เพราะเล็งเห็นแววรุ่ง อย่างไรก็ดี ด้วยอาการบาดเจ็บที่เข่า ซึ่งสะสมมาตลอดระยะเวลาหลายปี ทำให้เขาชวดโอกาส อดเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และในที่สุด ก็ต้องยุติความฝันขณะอายุได้ 19 ปี
ถึงจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอย่างที่หวัง แต่ “แรมเซย์” ก็หาได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาเบนเข็มหันมาเอาดีด้านการปรุงอาหารแทน โดยเข้าศึกษาต่อ ในแผนกบริหารการโรงแรม ที่วิทยาลัยการเรือนท้องถิ่น พร้อมกับทำงานพิเศษ เพื่อหาเลี้ยงตัวเอง
หลังจากเรียนจบได้ทำงานหาประสบการณ์ระยะสั้นๆ เขาก็ตัดสินใจมุ่งหน้าเข้ากรุงลอนดอน เพื่อตามหาความฝันในการเป็นเชฟระดับชาติ โดยเริ่มต้นบทเรียนสุดโหด ด้วยการทำงานที่ร้าน “Harveys” กับ “มาร์โค ปิแอร์ ไวท์” เชฟใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องความเจ้าอารมณ์ เขาอดทนทำงานอยู่เกือบ 3 ปี จนตัดสินใจว่าถ้าอยากก้าวหน้าในอาชีพการงานได้อัพเกรดเป็นเชฟชื่อดัง ต้องเรียนรู้ตำรับการปรุงอาหารฝรั่งเศส
แต่แทนที่จะได้ไปฝึกปรือวิชาที่กรุงปารีสอย่างตั้งใจ กลับถูกอาจารย์รั้งตัวไว้ เนื่องจากเสียดายในฝีไม้ลายมือของศิษย์รัก จึงยื่นข้อเสนอใหม่ให้ “แรม-เซย์” ย้ายไปทำงานกับเชฟชื่อดังอีกคน คือ “อัลเบิร์ต รูกซ์” ที่เรสเตอรองต์ เก่าแก่ “LeGavroche” ย่านเมย์แฟร์ หลังทำงานได้ปีเศษ เขาก็ถูกส่งตัวไป คุมงานที่โรงแรมรีสอร์ตสุดหรู แถบเทือกเขาแอลป์ ในประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะย้ายไปปารีส เพื่อทำงานกับสองเชฟใหญ่ระดับมิชลีนสตาร์ คือ “กี ซาวอย” และ “โจเอล โรบูชอง” เขาใช้เวลาเก็บเกี่ยว ประสบการณ์ในฝรั่งเศสถึง 3 ปีเต็ม ก่อนที่จะผันตัวไปเป็นเพอร์ซันแนลเชฟ บนเรือยอชต์สุดหรู ในแถบเบอร์มิวดา
เมื่อ “แรมเซย์” เดินทางกลับมากรุงลอนดอน ในปี 1993 เขาได้รับข้อเสนออีกครั้งจาก “มาร์โค ไวท์” ให้รั้งตำแหน่งหัวหน้าเชฟ ดูแลร้านอาหารสุดหรู “Aubergine” โดยแบ่งหุ้นให้ 10% ภายใต้การบริหารงานของเชฟหนุ่มไฟแรง ในเวลา 14 เดือน เรสเตอรองต์แห่งนี้ ก็ได้ติดดาวมิชลีนสตาร์เป็นครั้งแรก ต่อมาในปี 1997 สามารถคว้ามิชลีนสตาร์มาประดับเพิ่มอีกดวง
อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ไม่ลงรอยกับเจ้าของเรสเตอรองต์ ทำให้ “แรมเซย์” ตัดสินใจแยกตัวออกมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง ขณะอายุ 31 ปี ตั้งชื่อว่า “Gordon Ramsay at Royal Hospital Road” อยู่ในย่านเชลซี ได้เงินทุนจากพ่อตา ช่วยให้ฝันเป็นจริง ภายในเวลา 3 ปี เรสเตอรองต์ ของเขาได้รับการการันตีคุณภาพตามมาตรฐานมิชลีนสตาร์
ทุกอย่างกำลังไปได้สวย “แรมเซย์” จึงตัดสินใจร่วมหุ้นกับพ่อตา ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจกอร์ดอน แรมเซย์ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด โดยเขาถือหุ้นใหญ่ 69% ภายในระยะเวลาอันสั้น อาณาจักรทางธุรกิจของเขาได้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว นอกจากจะเปิดร้านอาหารระดับไฮคลาสทั่วกรุงลอนดอน และขยายบิสเนสออกไปยังต่างประเทศ ทั้งดูไบ, โตเกียว, นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส เขายังเขียนตำราอาหารหลายต่อหลายเล่ม, เป็นที่ปรึกษาให้องค์กรด้านแคเทอริ่งหลายแห่ง และมีรายการโทรทัศน์เป็นของตัวเอง รายการที่โด่งดังเป็นที่รู้จัก คือ ซีรีส์ชุด Ramsay's Kitchen Nightmares และเรียลลิตี้โชว์ชุด Hell's Kitchen นำเสนอเรื่องราวของเชฟคนเก่ง ขณะพยายามฝึกให้กลุ่มคนดังของอังกฤษเป็นเชฟอาชีพให้ได้
ความดังของเขายังฉุดไม่อยู่ เมื่อค่ายฟ็อกซ์ มิเดียยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ได้ชักชวนให้ “แรมเซย์” ยกคอนเซปต์ของสองรายการดังไปผลิตเป็นเวอร์ชั่นใหม่สไตล์อเมริกัน ปรากฏว่าเรตติ้งพุ่งกระฉูด จนต้องสร้างสรรค์ออกมาอีกหลาย ซีซั่น และเมื่อปลายปี 2005 เขาได้เปิดตัวรายการใหม่ “The F-Word” ในสไตล์ฟู้ดโชว์ ครบรสทั้งการสาธิตปรุงอาหาร และเชิญคนดังมาเป็นแขกร่วมพูดคุย
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูง ก้าวขึ้นสู่การเป็นเชฟมิชลีนสตาร์ คนแรกของสกอตแลนด์ และเป็นเชฟที่โด่งดังที่สุดระดับท็อปทรีของโลก แต่สำหรับนักวิจารณ์บางกลุ่มแล้ว “กอร์ดอน แรมเซย์” กลับเป็น ได้แค่เชฟปากจัดอารมณ์ร้าย ที่ดีแต่ระเบิดอารมณ์ใส่ลูกน้องจนสื่อ บางสำนักจงใจจัดอันดับให้เป็น “เจ้านายที่เลวร้ายที่สุด” และเจ็บกว่านั้นก็คือ คำเหน็บแนมของนักวิจารณ์อาหารชื่อดัง ที่ชี้เปรี้ยงว่า“แรมเซย์” อาจจะเป็นเชฟที่มีฝีมือน่าทึ่ง แต่ในความเป็นมนุษย์แล้ว เขาเป็นได้แค่บุคคลชั้นสองเท่านั้น!!
มิสแซฟไฟร์
Posted by
T 0 5 E
Thursday, October 09, 2008
แม่ค้าขายกล้วยแขกและพ่อค้าผัดไทย
แม่ค้าขายกล้วยแขกและพ่อค้าผัดไทย
วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551
๑๑:๒๓:๑๓ น.
แฮ้งเหี้ยๆ ปวดหัวมากๆ เมื่อคืนเจอใครไม่รู้หน้าตาเหมือนแม่ค้าขายกล้วยแขกเด๊ะๆ เธอบอกว่าเธออายุ๒๖ เราอยากกรี๊ด หลังๆนี่ชอบคนแก่ๆ แต่แลดูสาวๆ เราเป็นพ่อค้าขายผัดไทย เธอก็เป็นแม่ค้าขายกล้วยแขก คิดถึงจัง ถ้าตอนคริสต์มาสปีที่แล้ว เรากำลังจะตาย ถ้าไม่ได้เธอพูดจาดีดีด้วย จะตายไหมน้า ชอบผู้หญิงหน้าตาแบบนี้จัง ป่านนี้แม่ค้าขายกล้วยแขกมีลูกไปยังน้า นานๆทีจะเจอรักแรกพบ วันนั้น๑๑พฤษภาคม ๒๐๐๗ ซินะ
พูดไปก็ขำดี
แอบหลงรักอยู่คนเดียวดีกว่า มีความสุขดี ละเมอเพ้อพกในจินตนาการแสนสุขใจ ไม่ต้องเสียใจด้วย
กิ๊ดดดดด กิ๊ดดดด กิ๊ดดดด
เขิลลลลลลลล
อ๊างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
คิดถึงโอมจัง
ฉันรักดวงดาว God bless the flower
ลุ้นๆๆๆ วันนี้หุ้นจะตกอีกไหม
อยากได้ข่าวคราวจากคนบางคนจัง
พฤหัสนู้นไปคุยกะอัครา เขาถามว่าเราสบายดีไหม เราอยากตอบไปว่า เราสบายดี แต่ ยู ลุค ไล้ค์ ชิท
นี่เธอจ๋าทำไมเธอโทรมจัง
แม่ค้าขายผัดไทยเคยพูดกับเราว่า โห ถ้าพี่ทศเห็นอาเขานะ อายุสามสิบกว่าๆ จะตกใจ หน้าตายังกะ๒๕ เราไม่แปลกใจนัก เพราะ แม่ของแม่ค้านี่ก็สาวจัดๆ สวยมากๆ ทำไมผู้หญิงบางคนแก่แล้วก็ยังสวยได้นะ คิดถึงความหลังก็มีความสุขดีนะ ได้เม้าโทสับกันทุกวันๆ แม้ว่าวันนี้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาอยู่แห่งหนไหนบนโลกใบนี้
วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551
๑๑:๒๓:๑๓ น.
แฮ้งเหี้ยๆ ปวดหัวมากๆ เมื่อคืนเจอใครไม่รู้หน้าตาเหมือนแม่ค้าขายกล้วยแขกเด๊ะๆ เธอบอกว่าเธออายุ๒๖ เราอยากกรี๊ด หลังๆนี่ชอบคนแก่ๆ แต่แลดูสาวๆ เราเป็นพ่อค้าขายผัดไทย เธอก็เป็นแม่ค้าขายกล้วยแขก คิดถึงจัง ถ้าตอนคริสต์มาสปีที่แล้ว เรากำลังจะตาย ถ้าไม่ได้เธอพูดจาดีดีด้วย จะตายไหมน้า ชอบผู้หญิงหน้าตาแบบนี้จัง ป่านนี้แม่ค้าขายกล้วยแขกมีลูกไปยังน้า นานๆทีจะเจอรักแรกพบ วันนั้น๑๑พฤษภาคม ๒๐๐๗ ซินะ
พูดไปก็ขำดี
แอบหลงรักอยู่คนเดียวดีกว่า มีความสุขดี ละเมอเพ้อพกในจินตนาการแสนสุขใจ ไม่ต้องเสียใจด้วย
กิ๊ดดดดด กิ๊ดดดด กิ๊ดดดด
เขิลลลลลลลล
อ๊างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
คิดถึงโอมจัง
ฉันรักดวงดาว God bless the flower
ลุ้นๆๆๆ วันนี้หุ้นจะตกอีกไหม
อยากได้ข่าวคราวจากคนบางคนจัง
พฤหัสนู้นไปคุยกะอัครา เขาถามว่าเราสบายดีไหม เราอยากตอบไปว่า เราสบายดี แต่ ยู ลุค ไล้ค์ ชิท
นี่เธอจ๋าทำไมเธอโทรมจัง
แม่ค้าขายผัดไทยเคยพูดกับเราว่า โห ถ้าพี่ทศเห็นอาเขานะ อายุสามสิบกว่าๆ จะตกใจ หน้าตายังกะ๒๕ เราไม่แปลกใจนัก เพราะ แม่ของแม่ค้านี่ก็สาวจัดๆ สวยมากๆ ทำไมผู้หญิงบางคนแก่แล้วก็ยังสวยได้นะ คิดถึงความหลังก็มีความสุขดีนะ ได้เม้าโทสับกันทุกวันๆ แม้ว่าวันนี้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขาอยู่แห่งหนไหนบนโลกใบนี้
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, October 08, 2008
Back up
Back up
Wednesday, October 08, 2008
3:34:58 PM ตามเวลาที่ไม่ใช่กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ แต่เป็นเวลาโตเกียว
Bad money drives good money out of circulation. นี่เป็นกฏของ Gresham เงินเลวไล่เงินดีออกจากระบบ จะยก ตัวอย่างยังไงดีล่ะ เช่นเมืองแบบลาสเวกัสเป็นต้น
จะเขียนเรื่องหนังฮ่องกงที่ดูเมื่อวันจันทร์ที่๖ตุลาที่ผ่านมา ตอนเที่ยงๆได้
เรื่อง L for love, L for lies เรื่องย่อมีอยู่ว่า in the game of love, there are no rules, as these twenty-some things going through the rounds of hook up and break-ups prove.
แต่ ว่า ช่วง ๒ สัปดาห์ก็ดูหนังมาหลายเรื่อง เมื่อวานก็ดูเรื่อง ไรหว่า นึกชื่อไม่ออกซะงั้น เป็นเรื่องท้องก่อนแต่ง นึกออกแระ เค้นอยู่นาน Knocked up
วันนู้นนนนน ดู Cyborg she ชอบมากๆ นึกถึงการ์ตูนตอนเด็กๆที่ชอบมากคือเรื่องคุณปู่ไซบอก อารมณ์เดียวกะบลูซอนเหน็ท รวมกะ เทอร์มิเนเต้อร์ + โดราเอม่อง
หนังฮ่องกงที่ดูราวๆสองสัปดาห์ที่แล้วก็ชื่อเรื่อง Sparrow ก็ชอบเช่นกัน
แต่หนังที่ดูแล้วชอบมากๆ เรื่องนึงเลยก็คือ
My Blueberry nights- Singer Norah Jones takes on the role of Elizabeth who goes on a journey of discovery across America, where witnessing true loneliness and emptiness opens her eyes to her own life.
หนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงคนที่เคยให้ บลูเบอร์รี่ชีสพายมา ๑ ก้อน อันนี้ดูซ้ำเพราะเคยไปดูที่ลิโด้มาแล้วรอบนึง ดูจบไม่ยอมลุกออกจากโรง แบบว่า อินมากๆ อ้อ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์การเขียนจดหมายแห่งชาติ
เออ ว่าแต่จะเขียนเรื่องไรนี่ สรุปคือ ๒๐วันที่ผ่านมา ดูหนังไปซักห้าเรื่องได้
เมื่อวานคิดอะไรได้ที่ตะเข็บแห่งหนึ่ง เพราะอยู่ดีดี หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านในร้านกาแฟ คิดได้แบบ วูบบบบบ กรี๊ดดดดดดดดดดดด สุดยอดดดดดดไปเล้ยยยยยย เป็นไปในแบบที่ต้องการ
ถ้าภาษาที่โป้งบอกก็ต้องบอกว่า ก็ใครๆก็รู้ว่าก อ ไ ก่ เขียนยังไง ไม่ต้องโกหกหรอก พอคิดได้ก็ดีใจมากๆ
อ้อ วันก่อนส่งจดหมายบ้าไรวะ ตั้งห้าร้อยเยน ห่า ตลก ชิบเป๋ง จะถึงหรือไม่นี่ก็ไม่แน่ใจนัก
กลับมาต่อที่หนังเรื่อง L ฟอลายส์
นางร้ายหน้าตาสวยมากๆ หน้าตาประมาณ น้องติ๊ก + พี่ปอย + กี้ (แฟนเค้าเอง)(ฮา)
ดูหนังฮ่องกงพูดกวางตุ้ง ก็ต้องมีซับอังกฤษเป็นปกติ คำว่า Back up ในเรื่องนี้ใช้แทนคำว่ากิ๊ก ในความหมายของคนไทยน่ะแหละ ฟังดูดีนะ ดูไปก้อเพลินๆดี เรื่องนี้นางเอกหน้าตาธรรมดาสุดๆประมาณน้องพลอย วันก่อนน้องพลอยพึ่งบ่นกะเราทางmsnว่า ทำไมใครๆต้องมาบอกแต่ว่าเขาหน้าเหมือน คนนู้นคนนี้ ทั้ง นักร้องไม้เอก ครูสอนว่ายน้ำในปิ๊ดปี้ปิ๊ด๒ หรือ อะไรแบบนั้น เราก็บอกไปตามตรงก็เธอหน้าตาเหมือนคนจีนๆทั่วๆไป หุ่นปากกาๆ ก็ต้องไปเหมือนดาราไม่แปลกอะไร เขาบอกไม่ชอบเลยเวลามีคนพูดถึงแบบนี้ แต่ตอนเราดูปิ๊ดปี้ปิ๊ดกะไอ้โป้ง ก็คุยกันนะ ว่าเหมือนพลอยกันมากๆ อยู่เมืองไทยคนหน้าจีนๆแบบนี้แปลกๆ นับได้ว่าสวยเด่น ไปเดินในจีน เจอแบบนี้ตามตลาดเต็มไปหมด
หนังเรื่องนี้เร้าใจมากๆ จูบกันจริงๆ นัวๆนิดๆ พอให้เร้าอารมณ์ แต่เราชอบเนื้อเรื่อง เรื่องมันก็แค่คนชอบแย่งแฟนชาวบ้าน และการเผลอไผลไปกะคนสวยที่เข้ามาเย้ายวนในชีวิต ก็แค่นั้นเอง เรื่องแบบนี้ต้องหักห้ามใจกันบ้าง
เออ เมื่อคืนวันเสาร์ ไปกินเหล้า กะเพื่อนที่ร้านประจำที่ชินจูกุ เจอคำถามที่ทำให้จุกอกสุดๆ แล้วคุณเคยมี...ไหม? (จงเติมคำในช่องว่าง) เลิกคุยด้วยเลย นั่งเงียบตลอดไปหลายนาทีและลุกออกมาจากวงทันที ชีวิตนี้อาจไม่เจอเพื่อนคนนี้อีก
คนบางพวกเขาก็คบกันได้ เราคงไปคบด้วยไม่ได้
ในหนังสวยงามด้วยภาพของการโกหกหลอกลวง การใช้หน้าตาเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุด
นึกไปถึง คุยกะผู้หญิงฮ่องกงสวยๆคนหนึ่งที่ชิบูย่า เมื่อวันพฤหัส๒สัปดาห์ที่แล้ว เขาบอกว่า เดี๋ยวอีเมลมา ห่า เอ๊ย แล้วหายไปเลย เหี้ยกูต้องการข้อมูลบางอย่าง ห่าเอ๊ย นึกว่าจะจีบหรือไง วัยรุ่นเซ็งๆๆๆ
วันก่อนนู้น เพื่อนยอที่แสนดี เป็นห่วงเป็นใย ถามมาทางMsnเรื่องครอบครัวเรา เราบอกว่าสบายดี นึกขอบคุณมากๆ ที่เป็นห่วง ไม่เจอยอมานานแล้ว ตั้งแต่วันไหนนะ ที่ไปส่งกุ้งเสร็จก็ไปเล่นกะหมาบ้านยอต่อ คงตั้งแต่ต้นพฤษภากระมัง
แต่ที่ขำก็คือ เราตอบไปว่า เราตัดสินใจได้แล้วล่ะยอ ว่า เราควรทำตัวแบบชายไทยปกติ มีแม่งให้ครบหมดเลย ทั้ง เมียหลวง กิ๊ก แฟน คู่ขา พี่สาว น้องสาว ฮ่าๆๆๆ คิดไปแม่งขำ ยอก็คงรู้ว่าเราไม่มีทางทำได้ ถ้าทำได้ก็คงทำได้ตั้งแต่สมัยอายุซัก๑๘แล้ว ไอ้ผู้ชายโง่ๆแบบเราก็ทำได้แค่รักเดียวใจเดียวเสมอมา มีแฟนก้อรักเขาคนเดียวหรืออะไรเทือกๆนั้น
แบ๊กอัพที่หมายถึงนี่ตลกดีนะ คนเรามันจะหักห้ามใจให้เป็นแค่แบ๊กอัพกิ๊กกันได้แค่ไหน ยิ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศลึกซึ้งกันบ่อยมากๆขึ้นๆ ก็ยิ่งผูกพันกันซินะ ก็คือบอกว่าไงดีล่ะ พอใจที่จะคบกันแต่ไม่มากพอที่จะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รัก เพราะ ฉันรักคนอื่นมากๆๆกว่าๆๆๆ แต่ฉันก็พอใจที่จะมีเพศ๓๐๐๐กับเธอได้นะ ในมุมมองของผู้หญิงในเรื่อง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ
ปัจจัยที่ทำให้คนเรารักกันได้หรือไม่ได้นั้น มันมีมากกว่าเรื่องความรักอีกตั้งมากมายนี่เนอะ ในหนังนั้น ผู้ชายที่คบอยู่กับผู้หญิงคนนั้นเป็นคนมีเงินและก็ออกเงินให้ทำร้านด้วย ค่าเช่าบ้านด้วยและไรอีกสารพัด ใช่ล่ะ ไม่ว่าในโลกไหนๆ เงินก็สำคัญ เราจะฝากอนาคตกับผู้ชายที่ไร้อนาคตได้อย่างไร
คืนก่อนนั่งดูทีวี พิธีกร เห็นว่าคนนึงการศึกษาดี อาชีพเท่ๆดี พร้อมเปิดโอกาสในแขกรับเชิญเลย มันตลกดีนะ เรื่องแบบนี้จั๊กกะจี้ดี แล้วผู้ชายห่วยๆล่ะ ใครกันจะมอง เป็นได้แค่กิ๊ก หรือ Back up งั้นหรือ เธอจะรับฉันไว้ในหัวใจแบบที่เธออยากให้ใครคนนั้นหรือไง
ที่ฉันเขียนฉันเขียนไม่ได้น้อยใจอะไรนัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องการอะไรมากนัก เพราะ เรื่องตลกที่มีอยู่ก็คือ วันก่อนคุยกะชาวบ้าน ต้องมีแฟนก่อนดิ ถึงจะมีกิ๊กได้ เอ๊ แล้วหากเธอไม่มีใคร เธอจะต้องการฉันเป็นแค่กิ๊กหรอ กลับมาที่อีกความเข้าใจนึงที่เราไม่เข้าใจโลก คนบางคนต้องการให้เพื่อนมีพัฒนาการไปเป็นเพื่อนสนิท และกลายเป็นแฟน ในขณะที่เรากลับต้องการเป็นแฟนกับคนที่ชอบมากกว่าการค่อยๆเปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นแฟน เช่นเดียวกับคนบางคนต้องการมีพี่ชายก่อนแล้วถึงค่อยเปลี่ยนเป็นแฟน ความเข้าใจทางภาษาและพฤติกรรมของมนุษย์ที่ต่างกันทำให้เรางุนงง สับสนกะมนุษย์โลกมากขึ้นทุกวัน
เขียนมาทั้งหมดไม่ค่อยตรงประเด็นกับอะไรนัก จะแบ๊กอัพ หรือ กิ๊ก หรือ เหี้ยไรก็ตาม อ้อ กิ๊กนี่ตลกดี ได้ยินคนพูดว่า กิ๊กก็ทำไรได้ทุกอย่างแหละ เพียงแต่ไม่ใช่คนที่จะแต่งงานด้วย เอ๊ กูละงง กิ๊ก ก็มีเพศสัมพันธ์กันได้ใช่ไหม มากกว่านั้น งงยิ่งกว่า เมื่อเขาบอกว่า เพื่อนผูกพันกว่าแฟนอีก
แต่ที่ตลกก็คือ เมื่อวานตอนเกือบเที่ยง วางโทสับกดสายทิ้งทันที ที่มีคนพูดไม่ดีใส่ และอย่าหวังว่าจะโทรไปหาอีกใน๒๐วันนี้ และที่สุดแล้วเธอก็ต้องนอนร้องไห้เสียใจ เพราะพูดจากับฉันไม่ดีเพียงไม่กี่ประโยค
แต่หลักๆก็คือ เพราะหนังสือเล่มนั้นล่ะ ที่ร้านกาแฟนั้นล่ะที่ทำให้เราคิดอะไรได้ว่า แท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เราเลือกหรือเขาเลือกแต่เป็นเรื่องที่มีคนอื่นสูงๆเลือกเราหรือเราเลือกสูงๆมากกว่า
คนเรามีความต้องการสารพัดที่ไม่อาจปกป้อง หรือ บอกได้ เราต้องหัดเข้าใจตนเองซิว่า ต้องการอะไร อย่ามามัวพลาดพลั้งหลงทางเดิน บ้าๆบอๆ ไปกับคน และแสงสีที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ว่าแล้วก็ออกไปห้องสมุดดีกว่า ชีวิตอีกหลายปีนี้ต้องใช้ห้องสมุดอีกมาก กลับมายืนในห้องสมุดอีกหน หลังจากที่ห่างหายไปประมาณ๑ปีเต็มๆ ห้องสมุดเป็นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยเสมอ และเราก็พร้อมจะจมลงไปในโลกไร้กาลเวลาอีกหนหนึ่ง ช่วงเวลาที่ไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนไหนๆมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตได้วนกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจนักว่า Loopนี้จะยาวนานแค่ไหน
นึกในใจ คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่น้อยใจตายห่าเลยหรือ ถ้ารู้ว่าเราให้ความสำคัญกับหนังสือมากกว่าเขา
ในหนังน้อกอับเมื่อคืน ภรรยาน้อยใจที่ สามีติดก๊าดเบสบอลมากกว่าตน
คนเราก็ต้องมีโลกส่วนตัวนอกชีวิตคู่กันบ้าง
แต่แบบเรา เหอะๆ สันดานเสียกว่านั้นเยอะ
ยิ่งชีวิตแบบนี้นะ บอกได้เลยว่า ไม่อยากยุ่งกับผู้หญิงซักคนเดียว
ไปดีกว่า หิวข้าวด้วย อยากอ่านหนังสือด้วย มีอีก๑๐กว่าเล่มที่ต้องอ่านให้หมดในครึ่งปีนี้
ผู้ชายคนนี้เห็นแก่ตัวจริงๆ
ปล.เมื่อคืนหิวเหล้ามากๆ แต่หักห้ามใจไว้
Wednesday, October 08, 2008
3:34:58 PM ตามเวลาที่ไม่ใช่กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ แต่เป็นเวลาโตเกียว
Bad money drives good money out of circulation. นี่เป็นกฏของ Gresham เงินเลวไล่เงินดีออกจากระบบ จะยก ตัวอย่างยังไงดีล่ะ เช่นเมืองแบบลาสเวกัสเป็นต้น
จะเขียนเรื่องหนังฮ่องกงที่ดูเมื่อวันจันทร์ที่๖ตุลาที่ผ่านมา ตอนเที่ยงๆได้
เรื่อง L for love, L for lies เรื่องย่อมีอยู่ว่า in the game of love, there are no rules, as these twenty-some things going through the rounds of hook up and break-ups prove.
แต่ ว่า ช่วง ๒ สัปดาห์ก็ดูหนังมาหลายเรื่อง เมื่อวานก็ดูเรื่อง ไรหว่า นึกชื่อไม่ออกซะงั้น เป็นเรื่องท้องก่อนแต่ง นึกออกแระ เค้นอยู่นาน Knocked up
วันนู้นนนนน ดู Cyborg she ชอบมากๆ นึกถึงการ์ตูนตอนเด็กๆที่ชอบมากคือเรื่องคุณปู่ไซบอก อารมณ์เดียวกะบลูซอนเหน็ท รวมกะ เทอร์มิเนเต้อร์ + โดราเอม่อง
หนังฮ่องกงที่ดูราวๆสองสัปดาห์ที่แล้วก็ชื่อเรื่อง Sparrow ก็ชอบเช่นกัน
แต่หนังที่ดูแล้วชอบมากๆ เรื่องนึงเลยก็คือ
My Blueberry nights- Singer Norah Jones takes on the role of Elizabeth who goes on a journey of discovery across America, where witnessing true loneliness and emptiness opens her eyes to her own life.
หนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงคนที่เคยให้ บลูเบอร์รี่ชีสพายมา ๑ ก้อน อันนี้ดูซ้ำเพราะเคยไปดูที่ลิโด้มาแล้วรอบนึง ดูจบไม่ยอมลุกออกจากโรง แบบว่า อินมากๆ อ้อ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์การเขียนจดหมายแห่งชาติ
เออ ว่าแต่จะเขียนเรื่องไรนี่ สรุปคือ ๒๐วันที่ผ่านมา ดูหนังไปซักห้าเรื่องได้
เมื่อวานคิดอะไรได้ที่ตะเข็บแห่งหนึ่ง เพราะอยู่ดีดี หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านในร้านกาแฟ คิดได้แบบ วูบบบบบ กรี๊ดดดดดดดดดดดด สุดยอดดดดดดไปเล้ยยยยยย เป็นไปในแบบที่ต้องการ
ถ้าภาษาที่โป้งบอกก็ต้องบอกว่า ก็ใครๆก็รู้ว่าก อ ไ ก่ เขียนยังไง ไม่ต้องโกหกหรอก พอคิดได้ก็ดีใจมากๆ
อ้อ วันก่อนส่งจดหมายบ้าไรวะ ตั้งห้าร้อยเยน ห่า ตลก ชิบเป๋ง จะถึงหรือไม่นี่ก็ไม่แน่ใจนัก
กลับมาต่อที่หนังเรื่อง L ฟอลายส์
นางร้ายหน้าตาสวยมากๆ หน้าตาประมาณ น้องติ๊ก + พี่ปอย + กี้ (แฟนเค้าเอง)(ฮา)
ดูหนังฮ่องกงพูดกวางตุ้ง ก็ต้องมีซับอังกฤษเป็นปกติ คำว่า Back up ในเรื่องนี้ใช้แทนคำว่ากิ๊ก ในความหมายของคนไทยน่ะแหละ ฟังดูดีนะ ดูไปก้อเพลินๆดี เรื่องนี้นางเอกหน้าตาธรรมดาสุดๆประมาณน้องพลอย วันก่อนน้องพลอยพึ่งบ่นกะเราทางmsnว่า ทำไมใครๆต้องมาบอกแต่ว่าเขาหน้าเหมือน คนนู้นคนนี้ ทั้ง นักร้องไม้เอก ครูสอนว่ายน้ำในปิ๊ดปี้ปิ๊ด๒ หรือ อะไรแบบนั้น เราก็บอกไปตามตรงก็เธอหน้าตาเหมือนคนจีนๆทั่วๆไป หุ่นปากกาๆ ก็ต้องไปเหมือนดาราไม่แปลกอะไร เขาบอกไม่ชอบเลยเวลามีคนพูดถึงแบบนี้ แต่ตอนเราดูปิ๊ดปี้ปิ๊ดกะไอ้โป้ง ก็คุยกันนะ ว่าเหมือนพลอยกันมากๆ อยู่เมืองไทยคนหน้าจีนๆแบบนี้แปลกๆ นับได้ว่าสวยเด่น ไปเดินในจีน เจอแบบนี้ตามตลาดเต็มไปหมด
หนังเรื่องนี้เร้าใจมากๆ จูบกันจริงๆ นัวๆนิดๆ พอให้เร้าอารมณ์ แต่เราชอบเนื้อเรื่อง เรื่องมันก็แค่คนชอบแย่งแฟนชาวบ้าน และการเผลอไผลไปกะคนสวยที่เข้ามาเย้ายวนในชีวิต ก็แค่นั้นเอง เรื่องแบบนี้ต้องหักห้ามใจกันบ้าง
เออ เมื่อคืนวันเสาร์ ไปกินเหล้า กะเพื่อนที่ร้านประจำที่ชินจูกุ เจอคำถามที่ทำให้จุกอกสุดๆ แล้วคุณเคยมี...ไหม? (จงเติมคำในช่องว่าง) เลิกคุยด้วยเลย นั่งเงียบตลอดไปหลายนาทีและลุกออกมาจากวงทันที ชีวิตนี้อาจไม่เจอเพื่อนคนนี้อีก
คนบางพวกเขาก็คบกันได้ เราคงไปคบด้วยไม่ได้
ในหนังสวยงามด้วยภาพของการโกหกหลอกลวง การใช้หน้าตาเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุด
นึกไปถึง คุยกะผู้หญิงฮ่องกงสวยๆคนหนึ่งที่ชิบูย่า เมื่อวันพฤหัส๒สัปดาห์ที่แล้ว เขาบอกว่า เดี๋ยวอีเมลมา ห่า เอ๊ย แล้วหายไปเลย เหี้ยกูต้องการข้อมูลบางอย่าง ห่าเอ๊ย นึกว่าจะจีบหรือไง วัยรุ่นเซ็งๆๆๆ
วันก่อนนู้น เพื่อนยอที่แสนดี เป็นห่วงเป็นใย ถามมาทางMsnเรื่องครอบครัวเรา เราบอกว่าสบายดี นึกขอบคุณมากๆ ที่เป็นห่วง ไม่เจอยอมานานแล้ว ตั้งแต่วันไหนนะ ที่ไปส่งกุ้งเสร็จก็ไปเล่นกะหมาบ้านยอต่อ คงตั้งแต่ต้นพฤษภากระมัง
แต่ที่ขำก็คือ เราตอบไปว่า เราตัดสินใจได้แล้วล่ะยอ ว่า เราควรทำตัวแบบชายไทยปกติ มีแม่งให้ครบหมดเลย ทั้ง เมียหลวง กิ๊ก แฟน คู่ขา พี่สาว น้องสาว ฮ่าๆๆๆ คิดไปแม่งขำ ยอก็คงรู้ว่าเราไม่มีทางทำได้ ถ้าทำได้ก็คงทำได้ตั้งแต่สมัยอายุซัก๑๘แล้ว ไอ้ผู้ชายโง่ๆแบบเราก็ทำได้แค่รักเดียวใจเดียวเสมอมา มีแฟนก้อรักเขาคนเดียวหรืออะไรเทือกๆนั้น
แบ๊กอัพที่หมายถึงนี่ตลกดีนะ คนเรามันจะหักห้ามใจให้เป็นแค่แบ๊กอัพกิ๊กกันได้แค่ไหน ยิ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศลึกซึ้งกันบ่อยมากๆขึ้นๆ ก็ยิ่งผูกพันกันซินะ ก็คือบอกว่าไงดีล่ะ พอใจที่จะคบกันแต่ไม่มากพอที่จะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รัก เพราะ ฉันรักคนอื่นมากๆๆกว่าๆๆๆ แต่ฉันก็พอใจที่จะมีเพศ๓๐๐๐กับเธอได้นะ ในมุมมองของผู้หญิงในเรื่อง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ
ปัจจัยที่ทำให้คนเรารักกันได้หรือไม่ได้นั้น มันมีมากกว่าเรื่องความรักอีกตั้งมากมายนี่เนอะ ในหนังนั้น ผู้ชายที่คบอยู่กับผู้หญิงคนนั้นเป็นคนมีเงินและก็ออกเงินให้ทำร้านด้วย ค่าเช่าบ้านด้วยและไรอีกสารพัด ใช่ล่ะ ไม่ว่าในโลกไหนๆ เงินก็สำคัญ เราจะฝากอนาคตกับผู้ชายที่ไร้อนาคตได้อย่างไร
คืนก่อนนั่งดูทีวี พิธีกร เห็นว่าคนนึงการศึกษาดี อาชีพเท่ๆดี พร้อมเปิดโอกาสในแขกรับเชิญเลย มันตลกดีนะ เรื่องแบบนี้จั๊กกะจี้ดี แล้วผู้ชายห่วยๆล่ะ ใครกันจะมอง เป็นได้แค่กิ๊ก หรือ Back up งั้นหรือ เธอจะรับฉันไว้ในหัวใจแบบที่เธออยากให้ใครคนนั้นหรือไง
ที่ฉันเขียนฉันเขียนไม่ได้น้อยใจอะไรนัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องการอะไรมากนัก เพราะ เรื่องตลกที่มีอยู่ก็คือ วันก่อนคุยกะชาวบ้าน ต้องมีแฟนก่อนดิ ถึงจะมีกิ๊กได้ เอ๊ แล้วหากเธอไม่มีใคร เธอจะต้องการฉันเป็นแค่กิ๊กหรอ กลับมาที่อีกความเข้าใจนึงที่เราไม่เข้าใจโลก คนบางคนต้องการให้เพื่อนมีพัฒนาการไปเป็นเพื่อนสนิท และกลายเป็นแฟน ในขณะที่เรากลับต้องการเป็นแฟนกับคนที่ชอบมากกว่าการค่อยๆเปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นแฟน เช่นเดียวกับคนบางคนต้องการมีพี่ชายก่อนแล้วถึงค่อยเปลี่ยนเป็นแฟน ความเข้าใจทางภาษาและพฤติกรรมของมนุษย์ที่ต่างกันทำให้เรางุนงง สับสนกะมนุษย์โลกมากขึ้นทุกวัน
เขียนมาทั้งหมดไม่ค่อยตรงประเด็นกับอะไรนัก จะแบ๊กอัพ หรือ กิ๊ก หรือ เหี้ยไรก็ตาม อ้อ กิ๊กนี่ตลกดี ได้ยินคนพูดว่า กิ๊กก็ทำไรได้ทุกอย่างแหละ เพียงแต่ไม่ใช่คนที่จะแต่งงานด้วย เอ๊ กูละงง กิ๊ก ก็มีเพศสัมพันธ์กันได้ใช่ไหม มากกว่านั้น งงยิ่งกว่า เมื่อเขาบอกว่า เพื่อนผูกพันกว่าแฟนอีก
แต่ที่ตลกก็คือ เมื่อวานตอนเกือบเที่ยง วางโทสับกดสายทิ้งทันที ที่มีคนพูดไม่ดีใส่ และอย่าหวังว่าจะโทรไปหาอีกใน๒๐วันนี้ และที่สุดแล้วเธอก็ต้องนอนร้องไห้เสียใจ เพราะพูดจากับฉันไม่ดีเพียงไม่กี่ประโยค
แต่หลักๆก็คือ เพราะหนังสือเล่มนั้นล่ะ ที่ร้านกาแฟนั้นล่ะที่ทำให้เราคิดอะไรได้ว่า แท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เราเลือกหรือเขาเลือกแต่เป็นเรื่องที่มีคนอื่นสูงๆเลือกเราหรือเราเลือกสูงๆมากกว่า
คนเรามีความต้องการสารพัดที่ไม่อาจปกป้อง หรือ บอกได้ เราต้องหัดเข้าใจตนเองซิว่า ต้องการอะไร อย่ามามัวพลาดพลั้งหลงทางเดิน บ้าๆบอๆ ไปกับคน และแสงสีที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ว่าแล้วก็ออกไปห้องสมุดดีกว่า ชีวิตอีกหลายปีนี้ต้องใช้ห้องสมุดอีกมาก กลับมายืนในห้องสมุดอีกหน หลังจากที่ห่างหายไปประมาณ๑ปีเต็มๆ ห้องสมุดเป็นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยเสมอ และเราก็พร้อมจะจมลงไปในโลกไร้กาลเวลาอีกหนหนึ่ง ช่วงเวลาที่ไม่ต้องการให้ผู้หญิงคนไหนๆมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตได้วนกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจนักว่า Loopนี้จะยาวนานแค่ไหน
นึกในใจ คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่น้อยใจตายห่าเลยหรือ ถ้ารู้ว่าเราให้ความสำคัญกับหนังสือมากกว่าเขา
ในหนังน้อกอับเมื่อคืน ภรรยาน้อยใจที่ สามีติดก๊าดเบสบอลมากกว่าตน
คนเราก็ต้องมีโลกส่วนตัวนอกชีวิตคู่กันบ้าง
แต่แบบเรา เหอะๆ สันดานเสียกว่านั้นเยอะ
ยิ่งชีวิตแบบนี้นะ บอกได้เลยว่า ไม่อยากยุ่งกับผู้หญิงซักคนเดียว
ไปดีกว่า หิวข้าวด้วย อยากอ่านหนังสือด้วย มีอีก๑๐กว่าเล่มที่ต้องอ่านให้หมดในครึ่งปีนี้
ผู้ชายคนนี้เห็นแก่ตัวจริงๆ
ปล.เมื่อคืนหิวเหล้ามากๆ แต่หักห้ามใจไว้
Posted by
T 0 5 E
Monday, October 06, 2008
นักเขียนถ่ายรูปคู่กะแมว

www.matichon.co.th
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01fun01051051§ionid=0140&day=2008-10-05
วันที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11166 มติชนรายวัน
ชีวิตยิ่งกว่านิยาย "ชาติวุฒิ บุณยรักษ์" นักเขียน-วิทยากร Young Writer Camp
โดย เชตวัน เตือประโคน
"ขอถ่ายรูปกับแมวได้มั้ย คือผมไม่เข้าใจว่า ทำไมนักเขียนบ้านเราเวลาถ่ายรูป ต้องเป็นรูปนั่งอ่านหนังสือของตัวเองด้วย?" ประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของเขา ทันทีที่เห็นว่าช่างภาพเตรียมพร้อมทำหน้าที่
รูปที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น - หนุ่มวัย 33 ปี กับแมวหนึ่งตัว
"ชาติวุฒิ บุณยรักษ์" คือหนึ่งในไม่กี่คนของนักเขียนใน "สยามประเทศ" ที่ยึดอาชีพ "นักเขียน" เพียงอย่างเดียว
"ดังนั้น ความที่เงินค่าเรื่องจากการเขียนก็ได้ไม่ค่อยมาก ยอดขายหนังสือ (โดยเฉพาะวรรณกรรม) ก็ใช่ว่าจะสูงทำเงินมหาศาล เขาจึงต้องหันหลังให้กับเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่ชนบท ปลูกบ้านหลังเล็กๆ เขียนหนังสืออยู่ที่นี่ ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว ลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้มีชีวิตอยู่เขียนหนังสือต่อไปได้"
ชาติวุฒิ เกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2518 เป็นลูกคนที่สองของพ่อ- "ธนพัฒน์ บุณยรักษ์" อดีตนักบินสายการบินพาณิชย์แห่งหนึ่ง แต่เป็นลูกคนแรกของแม่- "อรวรรณยา วารีกาล" เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน จาก 5 แม่
อธิบายให้เข้าใจง่ายหน่อยก็คือ พ่อผู้ให้กำเนิดเขานั้น ปัจจุบัน ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 5 ครั้ง แม่เขาเป็นเมียแต่งคนที่ 2 แต่ที่น่าสนใจก็คือ เขาเป็น 1 เดียวในพี่น้อง 6 คน ที่อยู่กับพ่อ ส่วนพี่น้องที่เหลือนั้น หลังจากพ่อหย่าขาดจากเมียคนไหน ลูกก็จะไปทางฝ่ายแม่
""ชีวิตผมแม่-งน้ำเน่ายิ่งกว่าละครดาวพระศุกร์ซะอีก" เขาบอก"
ปัจจุบัน ชาติวุฒิปลูกบ้านหลังเล็กๆ อยู่กับภรรยาที่หมู่บ้านท่าพลู ต.ลำสมพุง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เขียนหนังสือเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว ผลงานของเขาที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนแล้ว มี "ตำนานสุดท้ายไอ้มดแดง, วันพิพากษา, นาฏกรรมเมืองหรรษา" และล่าสุด "กรณีศึกษาลูกแกะฟันผุ" และในเร็ววันนี้ ผู้อ่านจะได้พบกับ "คาราโอเกะ" นวนิยายเล่มแรกของชาติวุฒิ
ถึงวันนี้ คงไม่มีใครส่ายหน้าหากจะเรียกเขาว่า "นักเขียน" อย่างเต็มปากเต็มคำ
ถึงวันนี้ ชาติวุฒิได้รับเกียรติคุณการันตีผลงานของตนเองมาแล้วไล่ตั้งแต่ รางวัลหนังสือดีเด่นจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ, รางวัลเซเว่น บุ๊ค อวอร์ด และรางวัลการประกวดเรื่องสั้นต่างๆ อีกมากมาย
และล่าสุด ในโครงการ "จุดประกายปัญญาปี 4- Young Writer Camp" ชาติวุฒิ รับหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้การเขียนเรื่องสั้นให้กับเยาวชน 40 คน ที่ผ่านการคัดเลือกมาเข้าค่าย โดยเขาจะใช้ชีวิตกิน-อยู่-หลับนอน กับเด็กทุกคนอย่างใกล้ชิดตลอดค่าย
ขออุ่นเครื่องให้เยาวชนทั้ง 40 คนใน "Young Writer Camp" ด้วยการแนะนำให้รู้จักกับนักเขียนผู้นี้
" แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ไปร่วมค่าย แต่! สนใจแวดวงหนังสือ ลองฟังเขาพูดถึงสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่"
- เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด?
ผมไม่เคยมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด อยู่กรุงเทพฯมาตั้งแต่เกิด เกิดมาได้ไม่กี่เดือนพ่อกับแม่ก็ฟ้องหย่ากัน ผมก็อยู่กับพ่อกับปู่-ย่า ผมคือภาพแทนแห่งการล่มสลายของสถาบันครอบครัวชนชั้นกลางในประเทศโลกที่สาม ชีวิตยิ่งกว่าละคร "ดาวพระศุกร์" อีก
พ่อแต่งงาน 5 ครั้ง มีลูกทั้งหมด 6 คน โดยแม่ผมเป็นเมียแต่งคนที่ 2 ผมอยู่กับฝ่ายพ่อ ต้องย้ายบ้านหลายๆ ครั้งตามแต่พ่อแต่งงานใหม่ จำได้ว่าผมเห็นหน้าแม่ผู้ให้กำเนิดตัวเองครั้งแรกก็ตอนอายุ 22 ปีแล้ว
ผมกับพ่อไม่ค่อยลงรอยกัน ทะเลาะกันตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่น เวลาผมกระทบกระทั่งกับแม่เลี้ยง พ่อก็จะมาว่า ผมคิดว่ามีไม่กี่คู่หรอกที่จะเป็นแม่เลี้ยงในฝันหรือลูกเลี้ยงในฝันของกันและกัน
- เริ่มเรียนที่ไหน?
เรียนอนุบาลหลายที่มาก สาเหตุเพราะพ่อเปลี่ยนเมียคนไหนก็ย้ายตาม ที่จำได้มีอนุบาลทับทอง, ลาดปลาเค้า, ปานะพันธ์ ที่จำไม่ได้อีกเยอะ แล้วพอเรียน ป.1 ผมถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำ ป.1-2 เรียนที่โรงเรียนอักษรเจริญ ก็คือโรงเรียนเตรียมวชิราวุธ พอ ป.3-6 ก็มาเรียนที่วชิราวุธ อยู่ประจำ
ทีนี้พอเข้า ม.1 ความป่วยไข้-ความขบถในตัว ทำให้เราอยู่ในกรอบไม่ได้ เรียน ม.1 ที่วชิราวุธได้เพียงเทอมเดียว ก็มีเรื่องชกต่อยกกับรุ่นพี่ ขอออก มาเข้ากลางเทอมที่ ร.ร.ศรีวิกรณ์ เรียนจบ ม.ต้น มาได้อย่างถูๆ ไถๆ เริ่มกินเหล้า สูบบุหรี่ ประชดชีวิตหนักขึ้น พ่อก็เอาไปยัดเข้าโรงเรียนหอวัง ยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม จบ ม.4 แบบไม่มีความรู้ในหัว ขึ้น ม.5 ได้ 2-3 อาทิตย์ ทะเลาะกับฝ่ายปกครอง โดนไล่ออก ช่วงนั้นสิงสถิตตามบ้านเพื่อนไม่กลับบ้านเลย
- พ่อว่าไงตอนโดนไล่ออก?
ตอนโทร.ไปบอกพ่อ กลัวมาก มือสั่นเลย แต่ปรากฏว่าพ่อไม่ด่าสักคำ พ่อถามว่า "แล้วจะทำอย่างไรต่อไป?" เราก็คิดแล้วตอนนั้นว่า โดนไล่ออกก็ออก(วะ) จะสอบเทียบเอา ก็เลยบอกพ่อว่าจะสอบเทียบ แล้วผมก็ไปสมัครเรียนจริงๆ เรียนเสาร์-อาทิตย์ ลงเรียนสองเทอม สอบผ่านหมด ก็สอบเทียบได้จบ ม.6 คือในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันกับผมเรียน ม.6 ผมเรียนจบแล้ว และก็ไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 1 แล้วด้วย
ความที่เราออกจากบ้านมาแล้ว ก็ต้องหาเงินเอง หางานทำด้วยวุฒิ ม.6 ที่มี เช่น พนักงานโรงแรม, พนักงานเก็บข้อมูล, ตัวประกอบละคร คือใครมีอะไรให้ทำก็เอามันหมด อยู่อย่างนี้พักหนึ่งเริ่มคิดว่าไม่น่าจะมีอนาคต วุฒิแค่ ม.6 งานมันหนัก อย่างต่ำต้องปริญญาตรี ผมจึงคิดจะกลับไปเรียน
- ความคิดนี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต?
ก็ส่วนหนึ่ง คือผมตัดสินใจบวช เพื่อขอขมา พอสึกออกมาก็เข้าไปอยู่บ้านพ่อ ตอนนั้นแต่งงานกับเมียคนที่ 5 แล้ว จากนั้นคุณย่าก็เกลี้ยกล่อมให้ผมเลิกเรียนราม เลยสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ด้วยเหตุผลง่ายๆ เลยว่า คณะนี้ไม่ต้องเรียนคณิตศาสตร์ แต่ชีวิตก็เหมือนเดิม เข้าเรียนปี 1 ก็รู้สึกว่า เรามันเด็กซิล เก๋า ไม่เข้าเชียร์ แต่งตัวไม่ถูกระเบียบ ทั้งที่จะมาตั้งใจเอาไอ้สิ่งที่เรียกว่าปริญญาตรีนะ แต่ชีวิตก็กลับไปเหมือนเดิม อยู่แต่กับวงเหล้า วิชาไหนไม่เช็คชื่อไม่เข้าเรียน
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือ วันหนึ่งได้ชีตวิชาปรัชญามา นั่งกินเหล้าด้วยก็หยิบชีตดู มันมีคำถามทำนองว่า คนเราคืออะไร? ชีวิตเกิดมาทำไม? ผมอยากรู้มาก เลยเข้าเรียนวิชานี้ไม่เคยขาด จบมาด้วยเกรด A และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ในวิชาจิตวิทยาเบื้องต้น อาจารย์กำหนดให้อ่านหนังสือเรื่อง "คำพิพากษา" ของ "ชาติ กอบจิตติ" เป็นหนังสืออ่านเสริม พออ่านจบ โอ้โห! รู้สึกเหมือนโลกของตัวเองถูกเขย่าอีกครั้ง เกิดคำถามว่า เฮ้ย! มันคืออะไรวะ ไอ้ตัวอักษรที่ติดๆ กันในหนังสือนี่ จากนั้นประตูสู่โลกการอ่านก็เปิด
- แล้วก็เรียนจบมาได้ด้วยดี?
มีเพื่อนชวนแข่งเรียน จึงตั้งใจเรียนมากขึ้น ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ สุดท้ายก็เรียนจบมาได้ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง อย่างไม่มีใครเชื่อ
โทร.บอกพ่อ พ่อว่า "ทำไมไม่เอาให้ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง" ช่วงนั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หางานลำบาก คุณย่าก็ผลักดันให้เรียนต่อปริญญาโท สุดท้ายเรียนคณะเดิม คือ นิเทศศาสตร์ ซึ่งเปิดสอนปีแรก เรียนไปเรื่อยๆ ตามใจคุณย่า แต่เพราะวิธีการเรียนโทกับตรีมันต่างกัน สภาวะแวดล้อมบีบให้ต้องขยัน จบมาได้ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.8 เป็นที่ 1 ในรุ่น แต่มันก็ไม่ได้บอกหรอกว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จ
- ออกมาทำงานอะไร?
มีอาชีพหนึ่งที่ฝังอยู่ในหัวของผมมาตลอด คือ เอ็นจีโอ ไปทำงานกับมูลนิธิกระจกเงา แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน ผมไม่เหมาะกับที่นั่น จากเชียงรายก็ลงมาภูเก็ต ทำงานกับมูลนิธิเกี่ยวกับสัตว์ป่าพักหนึ่ง แล้วก็มีปัญหา เพราะเราดันไปรู้อะไรไม่ดี แล้วนิสัยผมมันจะเป็นพวก เจอใครโกงไม่ได้ ผมไม่ยอม ทำให้อยู่ไม่ได้
จากนั้นมีคนแนะนำให้ไปเป็นผู้จัดการร้านเบเกอรี่ ที่หาดลิ้น เกาะพงัน ไปคุมร้านได้สักพักก็รู้สึกไม่ชอบใจ เพราะมีความรู้สึกว่าเจ้าของร้านกดขี่คนงานมาก เราไม่ยอม ก็ออก กลับมาอยู่บ้านเช่าที่ภูเก็ตอีก มาได้ตำแหน่ง เลขาธิการสมาคมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แต่ทำงานไปก็เหมือนเดิมเลย ไปเจออะไรต่างๆ ที่เราไม่ยอมตามน้ำ สุดท้ายก็โดนเลิกจ้าง
- ตัดสินใจเป็นนักเขียน?
พอถูกไล่ออก เหลือทางเลือกคือ หางานใหม่ทำกับเขียนหนังสือ มีเงินเก็บก้อนหนึ่งจากที่เขาชดเชยมาให้ ถามตัวเอง อยากเขียนหนังสือไม่ใช่เหรอ? เอ้า เขียน จดไว้เลยว่า เริ่มวันที่ 12 พ.ค.2545 ในงานเขียน แรกๆ ผมจะเขียนไว้เลยที่ด้านบนว่า 1.แก่นของเรื่องคือ 2.ฉากที่ไหน 3.ตัวละคร 4.อารมณ์เรื่อง 5.บทสนทนา เขียนย่อๆ ไว้เพื่อตีกรอบให้ตัวเอง
อยู่ภูเก็ตจนสิ้นปี 45 จากนั้นขึ้นมากรุงเทพฯ มีงานเขียนตีพิมพ์ครั้งแรกช่วงต้นปี 46 และในรอบปีนั้น ก็มีเรื่องตอนเขียนอยู่ภูเก็ตทยอยตีพิมพ์เรื่อยๆ พอได้จำนวนหนึ่ง จึงส่งไปให้เขาคัดเลือกเพื่อตีพิมพ์รวมเล่มกว่า 40 เรื่อง กระทั่งมาได้ที่ สำนักพิมพ์เดอะรีดเดอร์เฮ้าส์ เขาตัดสินใจพิมพ์พร้อมกันเลย 2 เล่ม
- ได้รางวัลมาเยอะ คิดยังไงกับเรื่องนี้?
ไม่เคยยึดติด และผมจะบอกว่ารางวัลให้คุณให้โทษอะไรกับสังคม โดยเฉพาะ "รางวัลที่คุณก็รู้ว่าเป็นอะไร" ที่มันผูกขาด และคนที่แวดล้อมทั้งหมดก็วิ่งเข้าหา นักเขียน สำนักพิมพ์ กรรมการ นักวิจารณ์ สื่อมวลชล เพื่ออะไร ก็เพื่อเงิน
ไม่ปฏิเสธ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น รางวัลนี้เหมือนแทงหวย ต้องอย่าลืมนะ ผมไม่ได้ทำอาชีพอื่น เขียนหนังสืออย่างเดียว รู้แต่ว่าต้องเขียนเพื่อความอยู่รอด ต้องส่งประกวด เพราะเงินที่จะตามมามันเยอะ สถานการณ์นี้มันไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมการอ่านของประเทศดีขึ้นเลย "รางวัลที่คุณก็รู้ว่าเป็นอะไร" ทำให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านหนังสือปีละเล่ม คือเล่มที่มีตรารางวัลของมันประทับอยู่
- สื่อมวลชนก็เป็นส่วนหนึ่ง?
ใช่ เพราะโลกทุกวันนี้เป็นโลกของสื่อ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมนักข่าววรรณกรรมให้ความสำคัญกับ "รางวัลที่คุณก็รู้ว่าเป็นอะไร?" เพียงรางวัลเดียว ทั้งที่บ้านเราก็มีรางวัลอื่นๆอีก
คุณอย่าลืมนะว่า คุณทำหน้าที่เป็นนายทวารข่าวสาร ต้องเป็นคนที่ให้บทบาทกับทุกสิ่งเสมอกัน ดังนั้น ต้องทำข่าวรางวัลในประเทศให้เสมอกันด้วย
""สถานการณ์เกี่ยวกับการอ่านที่อยากเห็น?
ผู้อ่านเขาเป็นคนตัดสินการอ่านของเขาเองได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือที่ประทับตรารางวัล กล้าค้นหานักเขียนที่เขาชอบเองได้ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าสถานการณ์นี้จะเกิดได้ บ้านเราต้องมีต้นทุนทางสังคมที่เข้มแข็ง การเมืองมันต้องไม่เป็นอย่างนี้ เศรษฐกิจมันต้องไม่เป็นอย่างนี้ การศึกษามันต้องไม่เป็นอย่างนี้
ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนช่วยแก้ไขกันได้ อย่าโบ้ยให้ใครคนใดคนหนึ่ง อย่ามองแบบแยกส่วนหรือโยนปัญหาให้คนอื่น ต้องเปลี่ยนวิธีคิดกันได้แล้ว และอีกอย่าง สำหรับการเขียนเราต้องข้ามพรมแดนทางภาษาไปให้ได้ หากมีหนังสือดี ก็ควรมีการสนับสนุนให้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ ไปสู่ตลาดอื่นๆ ด้วย
- คิดอย่างไรกับ Young Writer Camp ของมติชน-เอชซีจี?
แน่นอน การจัดค่ายการอ่าน-การเขียนเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมองอนาคตด้วย อย่างค่าย "มติชน-เอสซีจี" เด็ก 40 คน ถ้ามีคนเป็นนักเขียนได้ 5 คน ไม่แน่ อีก 5 ปีข้างหน้า พวกเขาอาจมาถามผมว่า "ทำไมตอนนั้นพี่ไม่บอกผมสักคำเลยว่าอาชีพนี้มันลำบาก?"
ใช่ครับ มันอยู่ไม่ได้ เพราะตราบใดที่คุณเขียนเรื่องสั้น 1 เรื่อง ใช้เวลาเป็นเดือน แต่ได้ค่าเรื่องแค่ 800-1,000-1,500 บาท มันอยู่ไม่ได้ การดำรงชีพในบ้านเราด้วยการเขียนหนังสืออย่างเดียว เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ถ้าคุณไม่ใช่ 1 ใน 10 ของประเทศ
คนทำค่ายนักเขียนมีเยอะ แต่ต้องไม่ลืมว่า เมื่อสอนให้เขาเป็นนักเขียนที่ดีแล้ว มีตลาดให้เขาหรือเปล่า
"สร้างสิ่งที่ทำให้เขาดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเป็นนักเขียนได้จริงหรือเปล่า"
หน้า 17
อันนี้แถม ดูแล้วเสียวดี
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1223084981&grpid=04&catid=02
Posted by
T 0 5 E
Sunday, October 05, 2008
เรือโพระดก
วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ๑๐:๕๕:๕๘ น.
ตะกี๊พิมพ์จากลายมือพี่หนิงในกระดาษเอสี่
อีเมลกลับไปให้พี่หนิงตามคำขอเมื่อหลายวันก่อน
....................................
เรือโพระดก
โดย: พลัง เพียงพิรุฬห์
ยินเสียงฮ๊กป๊กผายอกเพรียก
ยินเสียงกู่เรียกแว่วฟังว่า
ลูกลูกไปแล้วไม่หวนมา
พรากใจสู่ของฟ้า ธิดาไพร
ละกิ่งสั่นลั่นทมสวมกอด
หมอกเหมยเพลงพลอดยังหมาดใหม่
เอียงคอย่อเข่ากวาดตาไกล
ลูกแม่ไปไหน ฮกป๊ก ฮกป๊ก
โผจับกิ่งไม้ใหญ่อันขรุขระ
ถูกหนาม เขี้ยวเกี่ยวระตื่นตระหนก
ลืมอ้อมธารน้ำตกระอองพราว
ละอองพรายแพร่งพรมตะไคร่เขียว
ลมคืนพระจันทร์เสี้ยวเหนือป่าหนาว
ระหว่างทางเภทภัยหลากเรื่องราว
บินหลงทิศ ปวดร้าวมิอาจรู้
กลับมาเถิดกลับสู่เรือนโพระดก
กลับมาสู่อ้อมอกแม่รออยู่
แม้ยากจน สิ้นยศถา ไร้ตราชู
เคยพลาดผิดเป็นครูไว้จดจาร
เพื่อจดจำเมื่อปีกล้าฝ่าลมร้อน
แม้เปียกปอนเยียบเย็นไปทุกด้าน
สดับเสียงกำลังใจอย่าร้าวราน
เถิด....คืนสู่เรือนชานที่แม่รอ
ตะกี๊พิมพ์จากลายมือพี่หนิงในกระดาษเอสี่
อีเมลกลับไปให้พี่หนิงตามคำขอเมื่อหลายวันก่อน
....................................
เรือโพระดก
โดย: พลัง เพียงพิรุฬห์
ยินเสียงฮ๊กป๊กผายอกเพรียก
ยินเสียงกู่เรียกแว่วฟังว่า
ลูกลูกไปแล้วไม่หวนมา
พรากใจสู่ของฟ้า ธิดาไพร
ละกิ่งสั่นลั่นทมสวมกอด
หมอกเหมยเพลงพลอดยังหมาดใหม่
เอียงคอย่อเข่ากวาดตาไกล
ลูกแม่ไปไหน ฮกป๊ก ฮกป๊ก
โผจับกิ่งไม้ใหญ่อันขรุขระ
ถูกหนาม เขี้ยวเกี่ยวระตื่นตระหนก
ลืมอ้อมธารน้ำตกระอองพราว
ละอองพรายแพร่งพรมตะไคร่เขียว
ลมคืนพระจันทร์เสี้ยวเหนือป่าหนาว
ระหว่างทางเภทภัยหลากเรื่องราว
บินหลงทิศ ปวดร้าวมิอาจรู้
กลับมาเถิดกลับสู่เรือนโพระดก
กลับมาสู่อ้อมอกแม่รออยู่
แม้ยากจน สิ้นยศถา ไร้ตราชู
เคยพลาดผิดเป็นครูไว้จดจาร
เพื่อจดจำเมื่อปีกล้าฝ่าลมร้อน
แม้เปียกปอนเยียบเย็นไปทุกด้าน
สดับเสียงกำลังใจอย่าร้าวราน
เถิด....คืนสู่เรือนชานที่แม่รอ
Posted by
T 0 5 E
Saturday, October 04, 2008
เป๋าใหม่ เย้ๆๆๆ มีฟามสุข พรสุมิตร
วันนี้ไปซื้อเป๋าตังค์ใบใหม่มา เย้ๆๆๆ ดีใจสุดๆ ไปถึงร้านตอนเกือบๆสามทุ่ม เป็นห้างแถวๆกินซ่า เป็นกระเป๋าใบแรกในรอบ๕ ปี ครึ่ง เป๋าใบเก่าเยินเหลือเกิน ใบนั้นซื้อที่หนามบินเมืองซิดนี่ย์ สนามบืนชื่อไรจำไม่ได้แล้ว ราคาประมาณนี้ล่ะ สามพันห้าร้อยบาทได้ ใบนั้น bally ใบนี้ Paul smith ใบนี้เนี่ยอยากได้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้วไปดูมา แล้วก็คิดว่า ถ้าอยากได้จิงๆ ค่อยกลับมาซื้อละกัน แล้วปรากฏว่ามันเรียกในใจกูทุกวันเล้ยยยยย ก็เลยต้องมาทั้งๆที่วันนี้ไปนู้นนี้นั้นมากมาย ไปถึงห้างกำลังจะปิด หันไปบอกคนหน้าประตูว่า ไอว้อนท์ช้อบปิ้งด้วยสำเนียงและหน้าตาแบบเรียวโกะเด๊ะๆ อ้อนๆหน่อย เข้าไปถึงบันไดเลื่อนปิด ก็เดินขึ้นไป ไปถึงคนก็ถามอีกบอกว่าไม่ได้แล้ว เราบอกไปว่า จะไปซื้อเป๋าตังค์ยี่ห้อนี้ ขอแค่นี้ละก่อนห้างปิด ก็เลยวอกันบอกกัน แล้วก็ขึ้นลิบไปชั้นแปด เย้ๆ ได้ดั่งใจ ได้ลดด้วยร้อยกว่าบาท นิดหน่อย ๆ ก็เอา คนขายห่อให้อย่างดีมากๆ ช้าเหลือเกิน ซื้อของเสร็จเราก็ต้องรีบไปนู้นนี้นั้นต่อ ให้อารมณ์เหมือน มิสเตอร์บีนห่อของแบบในเลิกแอ๊คช่วลลี่
เมื่อครึ่งปีก่อน พาทรายไปซื้อเป๋าตังค์ยี่ห้อนี้ที่พาร์โก้ชิบูย่ะ มีประโยคสนทนาแบบตลกๆด้วย แต่ทรายเลือกลายที่เป็นยี่ห้อนี้เลย แต่ของทรายเขาจ่ายเงินแพงเหมือนกันนะเราว่า วันนี้เราซื้อมาแบบเรียบๆมากๆ แต่ถูกใจ ยังไม่ได้แกะกล่องเลย กลัวมัวแต่เห่อ ไม่ได้นอนพอดี นี่ก็ตีสามแล้วนา ไม่ได้ซื้อของมานานแสนนานแล้ว ซื้อให้ตนเองนี่ล่ะ ปกติซื้อให้แต่คนอื่น ไอ้เราก็ไม่ค่อยอยากได้อะไร แต่วันนี้ดีใจมากๆ เย้ๆๆๆๆๆๆๆ
แฟนเก่ากำลังจะแต่งงานในอีกไม่กี่วันนี้เอง เขาเคยคืนของเราทุกๆอย่างสมัยเลิกกัน เราก็ไม่เอาซักอย่าง แต่ที่เขาไม่คืนมีชิ้นเดียวก็คือ เป๋าตังค์หลุย เราเคยนึกในใจอยากได้คืนเหมือนกันนะ เพราะเขาไม่ใช้แล้ว เราก็อยากใช้นะ ถ้าขอคืนจะน่าเกลียดไหมนี่ ฮ่าๆๆ(ล้อเล่นนะ เอิ๊กๆ)
เรื่องแปลกๆก็คือ ชีวิตนี้ซื้อเป๋าเงินให้คนมาเป็นสิบๆใบแล้ว ทำไมไม่เคยมีใครซื้อให้เราเลยนะ นอกจากพ่อและแม่เนี่ย
แล้วเป๋าตังค์ใบเก่าๆเราไปอยู่ไหนหมดนี่ ฮึ
แต่วันนี้มันจริงๆ ทำไรหลายอย่างดี เหนื่อยสะใจดี กลับมาบ้านตีสองแน่ะ
เราแม่งชอบเหนื่อยจริงๆ เวลาพักผ่อนก็แสนสบาย เวลาบ้าๆอยากมันก็ต้องให้สุดเหวี่ยง ต้องหันกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติๆซะแล้ว หักเป็นคนปกติบ้างอย่าเพี้ยนมากนัก
นานๆทีซื้อของให้ตนเองก็มีความสุขแฮะ บอกไม่ถูกเลย อิ่มอกอิ่มใจจัง
อ้อ ตะกี๊อ่านข่าวนี้ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1222838008&grpid=04&catid=08 ดูรูปและนึกไปถึงเหตุการณ์เจี๊ยวตั้งเล้ยยยยย ทำนมไหมวะ
เมื่อครึ่งปีก่อน พาทรายไปซื้อเป๋าตังค์ยี่ห้อนี้ที่พาร์โก้ชิบูย่ะ มีประโยคสนทนาแบบตลกๆด้วย แต่ทรายเลือกลายที่เป็นยี่ห้อนี้เลย แต่ของทรายเขาจ่ายเงินแพงเหมือนกันนะเราว่า วันนี้เราซื้อมาแบบเรียบๆมากๆ แต่ถูกใจ ยังไม่ได้แกะกล่องเลย กลัวมัวแต่เห่อ ไม่ได้นอนพอดี นี่ก็ตีสามแล้วนา ไม่ได้ซื้อของมานานแสนนานแล้ว ซื้อให้ตนเองนี่ล่ะ ปกติซื้อให้แต่คนอื่น ไอ้เราก็ไม่ค่อยอยากได้อะไร แต่วันนี้ดีใจมากๆ เย้ๆๆๆๆๆๆๆ
แฟนเก่ากำลังจะแต่งงานในอีกไม่กี่วันนี้เอง เขาเคยคืนของเราทุกๆอย่างสมัยเลิกกัน เราก็ไม่เอาซักอย่าง แต่ที่เขาไม่คืนมีชิ้นเดียวก็คือ เป๋าตังค์หลุย เราเคยนึกในใจอยากได้คืนเหมือนกันนะ เพราะเขาไม่ใช้แล้ว เราก็อยากใช้นะ ถ้าขอคืนจะน่าเกลียดไหมนี่ ฮ่าๆๆ(ล้อเล่นนะ เอิ๊กๆ)
เรื่องแปลกๆก็คือ ชีวิตนี้ซื้อเป๋าเงินให้คนมาเป็นสิบๆใบแล้ว ทำไมไม่เคยมีใครซื้อให้เราเลยนะ นอกจากพ่อและแม่เนี่ย
แล้วเป๋าตังค์ใบเก่าๆเราไปอยู่ไหนหมดนี่ ฮึ
แต่วันนี้มันจริงๆ ทำไรหลายอย่างดี เหนื่อยสะใจดี กลับมาบ้านตีสองแน่ะ
เราแม่งชอบเหนื่อยจริงๆ เวลาพักผ่อนก็แสนสบาย เวลาบ้าๆอยากมันก็ต้องให้สุดเหวี่ยง ต้องหันกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติๆซะแล้ว หักเป็นคนปกติบ้างอย่าเพี้ยนมากนัก
นานๆทีซื้อของให้ตนเองก็มีความสุขแฮะ บอกไม่ถูกเลย อิ่มอกอิ่มใจจัง
อ้อ ตะกี๊อ่านข่าวนี้ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1222838008&grpid=04&catid=08 ดูรูปและนึกไปถึงเหตุการณ์เจี๊ยวตั้งเล้ยยยยย ทำนมไหมวะ
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, October 01, 2008
ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว
ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว
คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2551 นี้ ทางบริษัทน้ำงึมสองซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทเซ้าอีสเอเชียเอนเนอยี บริษัทราชบุรี และการไฟฟ้าลาว ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างและบริหารเขื่อนน้ำงึมสอง เหนือเขื่อนน้ำงึมซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโขง ประเทศลาว คณะกรรมการบริษัทได้รับเชิญจากบริษัท โตชิบา จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาก่อสร้างกังหันน้ำ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่จะติดตั้งที่ตัวเขื่อนที่จะผลิตไฟฟ้าประมาณ 650 เมกะวัตต์ ให้ไปดูกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 ตัวที่บริษัทได้ว่าจ้างให้ผลิตให้
ทางบริษัทได้รับความกรุณาจากท่านเอกอัคราชทูตสุวิทย์ สิมะสกุล มาร่วมในงานเลี้ยงอาหารเย็น ซึ่งจัดโดยบริษัทมิตซุย และได้กรุณาชวนให้ไปพักที่ทำเนียบทูตในฐานะที่ได้ช่วยงานในกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะเลขาธิการและนายกสมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพมานาน
ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ท่านทูตสุวิทย์ได้กรุณาพาชมทำเนียบเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นคฤหาสน์เก่าแก่ใหญ่โต ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 8,251 ตารางเมตร หรือประมาณ 5 ไร่ กับ 64 ตารางวา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว รวมทั้งทำเนียบตั้งอยู่ที่อำเภอกามิ-โอซากิ ตำบลชินางาวา เดี๋ยวนี้อยู่กลางกรุงโตเกียว
คฤหาสน์หลังนี้เดิมเป็นของตระกูลฮามางูจิ กิจิเอมอง ฮามางูจิ รุ่นที่ 10 ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของกิจิเอมองรุ่นที่ 9 เกิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2426 ตระกูลฮามางูจิ เป็นเจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์จากน้ำซีอิ๊วญี่ปุ่นหรือโชยุ มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ที่จังหวัดวากายามา ทางตะวันตกของญี่ปุ่น
กิจิเอมองจบการศึกษาจากวิทยาลัยวาเซดะ เดี๋ยวนี้เป็นมหาวิทยาลัยวาเซดะ แล้วบิดาก็ส่งไปศึกษาต่อที่เมืองนิวเฮเวน มลรัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา อยู่หลายปี ในปี 2473 อายุเพียง 47 ปี ก็มอบให้ลูกชายคนโตเป็นผู้ดูแลธุรกิจโชยุ หรือซีอิ๊วญี่ปุ่นแทน เพราะปัญหาสุขภาพ แล้วมาอยู่ที่อำเภอกามิ-โอซากิ กรุงโตเกียว
อยู่มาไม่นานก็ซื้อที่แห่งนี้จากโมโมซุเกะ ฟูกูซาวะ บุตรบุญธรรมของยูกิจิ ฟูกูซาวะ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคโอะ ที่ท่านสมหมาย ฮุนตระกูล ไปเรียนหนังสือก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
กิจิเอมอง เป็นผู้รักงานศิลปะ ได้สะสมงานศิลปะของอิตาลี ทั้งที่เป็นงานจิตรกรรม และ
ปฏิมากรรม ได้ซื้อภาพเขียนและปฏิมากรรมหินอ่อนแกะสลักอิตาลีขนาดใหญ่จากสถานทูตอิตาลีไว้หลายชิ้น งานศิลปะอิตาลีที่ซื้อไว้มีขนาดใหญ่ เอาเข้าบ้านที่อยู่ไม่ได้ เลยตัดสินใจสร้างคฤหาสน์ เพื่อเอางานศิลปะที่ซื้อจากสถานทูตอิตาลีไปประดับ
กิจิเอมอง ฮามากูจิ จึงให้สถาปนิกชื่อวาดะ ซึ่งจบวิชาศิลปะจากวิทยาลัยศิลปากรโตเกียวมาเป็นผู้ออกแบบ เขาเป็นผู้ตรวจแบบและแก้แบบอยู่ถึง 21 ครั้ง จึงเป็นที่พอใจ และวางศิลาฤกษ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2475 สร้างเสร็จ มีพิธีขึ้นบ้านใหม่เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2478 เป็นคฤหาสน์ 2 ชั้น มีชั้นใต้ดิน และมีเล่าเต้งชั้นสามบางส่วน รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,000 ตารางเมตร
คฤหาสน์หลังนี้ออกแบบแบบนีโอ-คลาสสิก แบบกอทิก ผนังชั้นนอกเป็นหินแกรนิตสีเทาเข้ม ภายในบุด้วยไม้โอ๊ก แกะสลักแบบอิตาเลียน เตาผิงเป็นหินอ่อนอิตาเลียนสีแดง ขณะนี้มีอยู่ 2 แห่งในกรุงโตเกียว คือที่นี่ กับที่พระราชวังอากาซากะ ที่ประทับขององค์มกุฎราชกุมาร ประตูหน้าตึกทำด้วยทองแดง ลวดลายแบบคลาสสิกบานใหญ่ ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหารใช้เฟอร์นิเจอร์แบบหลุยส์ของฝรั่งเศส พื้นไม้ปาร์เกต์ไม้สนสลับลวดลาย ฝ้าเป็นปูนปั้นแบบหลุยส์ หน้าต่างแบบฝรั่งเศสบานกระจกเจียรนัย ห้องรับแขกแบบหลุยส์ ด้านตะวันตกเป็นห้องนั่งเล่นรับแสงพระอาทิตย์ ฝาบุด้วยไม้โอ๊กแกะสลัก ปูด้วยพรมเปอร์เซียบนพื้นไม้ปาร์เกต์สลับสี พร้อมกับเตาผิงหินอ่อนจากอิตาลี ห้องเลี้ยงรับรองและเป็นห้องประชุมด้วย ใช้โต๊ะยาวรูปปลายมน มีเตาผิงหินอ่อนสีแดงจากอิตาลีดังที่กล่าวมาแล้ว โคมไฟเป็นโลหะ ศิลปะ เดคอร์ ประดับด้วยแก้วคริสตัลเจียรนัยทุกห้อง
บันไดสู่ชั้นที่สองเป็นแบบยุโรป เกาะกับฝาผนังไม่มีเสา ราวบันไดข้างบนเป็นไม้โอ๊ก ลูกกรงเป็นโลหะผสมหล่อเป็นลวดลายยุโรปแบบคลาสสิก ห้องนั่งเล่นชั้นบนมีเตาผิงหินอ่อนจากอิตาลีเช่นเดียวกัน ห้องนอนเอกเป็นศิลปะสมัยใหม่ ตอนต้นศตวรรษที่ 20 ผสมกับศิลปะเดคอร์ ห้องนอนรองรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์เป็นแบบนีโอ-คลาสสิก โคมไฟศิลปะแบบต้นศตวรรษที่ 20
ภาพเขียนขนาดใหญ่มีหลายชิ้น ทั้งที่เขียนโดยศิลปินอิตาเลียน และศิลปินญี่ปุ่น ที่เขียนโดยศิลปินญี่ปุ่นที่มีชื่อก็คือรูป กลุ่มคนเมาเหล้าองุ่นในโรงงานทำเหล้าองุ่น รูปที่เขียนโดย คามิลล์ ปิซซาโร เขียนเมื่อปี 2407 เดี๋ยวนี้เอาไปติดไว้ที่ห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศที่กรุงเทพฯ หินอ่อนอิตาลีแกะสลักเป็นรูปหญิงสาวเปลือยในอิริยาบถต่างๆ หลายชิ้น รูปบรรดาลูกชายลูกสาวเดินออกจากโบสถ์ มีบาทหลวงเดินตาม เขียนโดยศิลปินอิตาเลียน กิราเตลลี่
ภาพที่เขียนโดยศิลปินญี่ปุ่นก็มีหลายชิ้น เช่น รูปคลื่นตอนทะเลบ้าจากไต้ฝุ่น ที่โจชิ เมืองจิมะ เขียนโดยกานจิ มาเอะตะ เมื่อปี 2472 ภาพนี้เคยได้รับรางวัลราชเตโกกุ รูปยอดเขาฟูจิ โดยชุนสุเกะ เรียว เขียน เมื่อปี 2482 เป็นต้น
ห้องโถงชั้นล่างมีเปียโนอายุกว่า 100 ปี ทำโดยบริษัทอเมริกันที่นิวยอร์ก ชื่อบริษัท ฮาเซลตัน บราเธอร์ เป็นเปียโนประจำอยู่ที่คฤหาสน์แห่งนี้
สนามหน้าบ้านกว้างไม่เท่าสนามหลังบ้าน จากการสำรวจของเทศบาลชินากาวะ สถานเอกอัครราชทูตเรามีต้นไม้ขนาดใหญ่ถึง 70 ต้น มีต้นแดงญี่ปุ่นที่หายาก ต้นซีดาร์หิมาลัย ต้นแมกโนเลีย ต้นเมเปิลญี่ปุ่น ต้นแปะก๊วย หรือกิงโกะ ต้นซากุระขนาดใหญ่มีอายุเท่าๆ กับบ้าน
สนามหลังบ้านจัดเป็นสวนญี่ปุ่นมีต้นไม้ยืนต้นสีต่างๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว มีสนแคระแบบญี่ปุ่น มีการวางหินขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ราวๆ กลางเดือนเมษายน ต้นซากุระออกดอกสีชมพูอ่อนสะพรั่งไปทั้งต้น
คฤหาสน์หลังนี้มีประวัติที่น่าทึ่งกล่าวคือ กิจิเอมองมีบุตรชาย 3 คน มีน้องชาย 3 คน และน้องสาว 2 คน น้องสาวคนโตชื่อ ฮิซาโกะ ไปแต่งงานกับซาเนโตะ ซางา ขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก ซาเนะโตะและฮิซาโกะ มีบุตรชายคนหนึ่ง บุตรสาว 4 คน ลูกสาวคนโต ฮิโร ได้มาอยู่กับลุงตั้งแต่เด็กที่คฤหาสน์แห่งนี้
นางสาวฮิโรสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนการเรือนกุลธิดา เดี๋ยวนี้คือมหาวิทยาลัยกากุชิอิงและฝึกฝนงานศิลปะที่คฤหาสน์แห่งนี้ ผ่านทางแม่สื่อ-พ่อสื่อ ฮิโรน่าจะได้เป็นเจ้าสาวของเจ้าชายปูเจียะ พระอนุชาของพระเจ้าปูอี้ หรือคนไทยเรียกว่าพระเจ้าปูยี่ จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง ต่อมาญี่ปุ่นสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิ์แห่งแมนจูเรียที่กรุงมุกเดน แคว้นแมนจูเลีย เดี๋ยวนี้คือเมืองเสินหยาง มณฑลเหลียวหนิงเจ้าชายปูเจียะถูกส่งมาเป็นตัวประกันที่กรุงโตเกียว พระเจ้าปูอี้ สมเด็จพระจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพระราชทานพระนามใหม่ว่า สมเด็จพระเจ้าฟูงี ไอชินกากุระ เจ้าชายปูเจียะพระอนุชาได้รับพระราชทานพระนามว่า เจ้าชายฟูเกะซึ ไอชินกากุระ ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุได้ 30 พรรษา ทรงสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมจากโรงเรียนนายร้อยโตเกียว
ได้มีการมาดูตัวกันที่คฤหาสน์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2480 เจ้าชายปูเจียะทรงพอพระทัยและทรงหมั้นกับฮิโรในเดือนต่อมา คือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และมีพิธีอภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 3 เมษายน ปีเดียวกัน ฮิโรได้ตามเสด็จพระสวามีไปอยู่ที่อำเภออินาเงะ จังหวัดชิบา และเสด็จไปประทับที่เมืองมุกเดน ประเทศแมนจูกัว ที่ญี่ปุ่นสถาปนาขึ้นเมื่อยึดแมนจูเรียจากสาธารณรัฐจีนได้สำเร็จ หลังจากอภิเษกสมรสได้เพียง 6 เดือน
ระหว่างสงครามโตเกียว เจ้าของคฤหาสน์กิจิเอมอง ฮามางูจิ ต้องการขายคฤหาสน์พร้อมเครื่องตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ให้กับรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่น ทางรัฐบาลไทยสมัยท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมอบหมายให้ท่านดิเรก ชัยนาม เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยซื้อคฤหาสน์แห่งนี้มาด้วยราคา 1 ล้านเยนหรือประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2486 และใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา
หลังจากขายคฤหาสน์แห่งนี้ให้รัฐบาลไทยแล้ว กิจิเอมอง ฮามางูจิ ก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองกามากุระ จังหวัดกามากุระ ที่มีพระพุทธรูปโลหะทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนถึงวาระสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2488 ปีที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามในเดือนธันวาคม
คฤหาสน์ทำเนียบเอกอัครราชทุตแห่งนี้รัฐบาลไทยทำการซ่อมใหญ่ 2 ครั้ง โดยบริษัทซิมิซุ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคฤหาสน์แห่งนี้มากที่สุด เมื่อปี 2538 และปี 2546
เมื่อไปนอนพัก รุ่งเช้าระหว่างอาหารเช้า ท่านทูตสุวิทย์ สิมะกุล กับภริยา ซึ่งเป็นสิงห์ดำรุ่นน้องทั้งคู่ ช่วยกันเล่าให้ฟังอย่างละเอียด
เลยเก็บมาเล่าต่อ ผิดพลาดอย่างไรไปโทษท่านทูตก็แล้วกัน
หน้า 50
คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย วีรพงษ์ รามางกูร
เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2551 นี้ ทางบริษัทน้ำงึมสองซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทเซ้าอีสเอเชียเอนเนอยี บริษัทราชบุรี และการไฟฟ้าลาว ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานก่อสร้างและบริหารเขื่อนน้ำงึมสอง เหนือเขื่อนน้ำงึมซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโขง ประเทศลาว คณะกรรมการบริษัทได้รับเชิญจากบริษัท โตชิบา จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาก่อสร้างกังหันน้ำ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่จะติดตั้งที่ตัวเขื่อนที่จะผลิตไฟฟ้าประมาณ 650 เมกะวัตต์ ให้ไปดูกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 ตัวที่บริษัทได้ว่าจ้างให้ผลิตให้
ทางบริษัทได้รับความกรุณาจากท่านเอกอัคราชทูตสุวิทย์ สิมะสกุล มาร่วมในงานเลี้ยงอาหารเย็น ซึ่งจัดโดยบริษัทมิตซุย และได้กรุณาชวนให้ไปพักที่ทำเนียบทูตในฐานะที่ได้ช่วยงานในกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะเลขาธิการและนายกสมาคมไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพมานาน
ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ท่านทูตสุวิทย์ได้กรุณาพาชมทำเนียบเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นคฤหาสน์เก่าแก่ใหญ่โต ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 8,251 ตารางเมตร หรือประมาณ 5 ไร่ กับ 64 ตารางวา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว รวมทั้งทำเนียบตั้งอยู่ที่อำเภอกามิ-โอซากิ ตำบลชินางาวา เดี๋ยวนี้อยู่กลางกรุงโตเกียว
คฤหาสน์หลังนี้เดิมเป็นของตระกูลฮามางูจิ กิจิเอมอง ฮามางูจิ รุ่นที่ 10 ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของกิจิเอมองรุ่นที่ 9 เกิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2426 ตระกูลฮามางูจิ เป็นเจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์จากน้ำซีอิ๊วญี่ปุ่นหรือโชยุ มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ที่จังหวัดวากายามา ทางตะวันตกของญี่ปุ่น
กิจิเอมองจบการศึกษาจากวิทยาลัยวาเซดะ เดี๋ยวนี้เป็นมหาวิทยาลัยวาเซดะ แล้วบิดาก็ส่งไปศึกษาต่อที่เมืองนิวเฮเวน มลรัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา อยู่หลายปี ในปี 2473 อายุเพียง 47 ปี ก็มอบให้ลูกชายคนโตเป็นผู้ดูแลธุรกิจโชยุ หรือซีอิ๊วญี่ปุ่นแทน เพราะปัญหาสุขภาพ แล้วมาอยู่ที่อำเภอกามิ-โอซากิ กรุงโตเกียว
อยู่มาไม่นานก็ซื้อที่แห่งนี้จากโมโมซุเกะ ฟูกูซาวะ บุตรบุญธรรมของยูกิจิ ฟูกูซาวะ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคโอะ ที่ท่านสมหมาย ฮุนตระกูล ไปเรียนหนังสือก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
กิจิเอมอง เป็นผู้รักงานศิลปะ ได้สะสมงานศิลปะของอิตาลี ทั้งที่เป็นงานจิตรกรรม และ
ปฏิมากรรม ได้ซื้อภาพเขียนและปฏิมากรรมหินอ่อนแกะสลักอิตาลีขนาดใหญ่จากสถานทูตอิตาลีไว้หลายชิ้น งานศิลปะอิตาลีที่ซื้อไว้มีขนาดใหญ่ เอาเข้าบ้านที่อยู่ไม่ได้ เลยตัดสินใจสร้างคฤหาสน์ เพื่อเอางานศิลปะที่ซื้อจากสถานทูตอิตาลีไปประดับ
กิจิเอมอง ฮามากูจิ จึงให้สถาปนิกชื่อวาดะ ซึ่งจบวิชาศิลปะจากวิทยาลัยศิลปากรโตเกียวมาเป็นผู้ออกแบบ เขาเป็นผู้ตรวจแบบและแก้แบบอยู่ถึง 21 ครั้ง จึงเป็นที่พอใจ และวางศิลาฤกษ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2475 สร้างเสร็จ มีพิธีขึ้นบ้านใหม่เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2478 เป็นคฤหาสน์ 2 ชั้น มีชั้นใต้ดิน และมีเล่าเต้งชั้นสามบางส่วน รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,000 ตารางเมตร
คฤหาสน์หลังนี้ออกแบบแบบนีโอ-คลาสสิก แบบกอทิก ผนังชั้นนอกเป็นหินแกรนิตสีเทาเข้ม ภายในบุด้วยไม้โอ๊ก แกะสลักแบบอิตาเลียน เตาผิงเป็นหินอ่อนอิตาเลียนสีแดง ขณะนี้มีอยู่ 2 แห่งในกรุงโตเกียว คือที่นี่ กับที่พระราชวังอากาซากะ ที่ประทับขององค์มกุฎราชกุมาร ประตูหน้าตึกทำด้วยทองแดง ลวดลายแบบคลาสสิกบานใหญ่ ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหารใช้เฟอร์นิเจอร์แบบหลุยส์ของฝรั่งเศส พื้นไม้ปาร์เกต์ไม้สนสลับลวดลาย ฝ้าเป็นปูนปั้นแบบหลุยส์ หน้าต่างแบบฝรั่งเศสบานกระจกเจียรนัย ห้องรับแขกแบบหลุยส์ ด้านตะวันตกเป็นห้องนั่งเล่นรับแสงพระอาทิตย์ ฝาบุด้วยไม้โอ๊กแกะสลัก ปูด้วยพรมเปอร์เซียบนพื้นไม้ปาร์เกต์สลับสี พร้อมกับเตาผิงหินอ่อนจากอิตาลี ห้องเลี้ยงรับรองและเป็นห้องประชุมด้วย ใช้โต๊ะยาวรูปปลายมน มีเตาผิงหินอ่อนสีแดงจากอิตาลีดังที่กล่าวมาแล้ว โคมไฟเป็นโลหะ ศิลปะ เดคอร์ ประดับด้วยแก้วคริสตัลเจียรนัยทุกห้อง
บันไดสู่ชั้นที่สองเป็นแบบยุโรป เกาะกับฝาผนังไม่มีเสา ราวบันไดข้างบนเป็นไม้โอ๊ก ลูกกรงเป็นโลหะผสมหล่อเป็นลวดลายยุโรปแบบคลาสสิก ห้องนั่งเล่นชั้นบนมีเตาผิงหินอ่อนจากอิตาลีเช่นเดียวกัน ห้องนอนเอกเป็นศิลปะสมัยใหม่ ตอนต้นศตวรรษที่ 20 ผสมกับศิลปะเดคอร์ ห้องนอนรองรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์เป็นแบบนีโอ-คลาสสิก โคมไฟศิลปะแบบต้นศตวรรษที่ 20
ภาพเขียนขนาดใหญ่มีหลายชิ้น ทั้งที่เขียนโดยศิลปินอิตาเลียน และศิลปินญี่ปุ่น ที่เขียนโดยศิลปินญี่ปุ่นที่มีชื่อก็คือรูป กลุ่มคนเมาเหล้าองุ่นในโรงงานทำเหล้าองุ่น รูปที่เขียนโดย คามิลล์ ปิซซาโร เขียนเมื่อปี 2407 เดี๋ยวนี้เอาไปติดไว้ที่ห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศที่กรุงเทพฯ หินอ่อนอิตาลีแกะสลักเป็นรูปหญิงสาวเปลือยในอิริยาบถต่างๆ หลายชิ้น รูปบรรดาลูกชายลูกสาวเดินออกจากโบสถ์ มีบาทหลวงเดินตาม เขียนโดยศิลปินอิตาเลียน กิราเตลลี่
ภาพที่เขียนโดยศิลปินญี่ปุ่นก็มีหลายชิ้น เช่น รูปคลื่นตอนทะเลบ้าจากไต้ฝุ่น ที่โจชิ เมืองจิมะ เขียนโดยกานจิ มาเอะตะ เมื่อปี 2472 ภาพนี้เคยได้รับรางวัลราชเตโกกุ รูปยอดเขาฟูจิ โดยชุนสุเกะ เรียว เขียน เมื่อปี 2482 เป็นต้น
ห้องโถงชั้นล่างมีเปียโนอายุกว่า 100 ปี ทำโดยบริษัทอเมริกันที่นิวยอร์ก ชื่อบริษัท ฮาเซลตัน บราเธอร์ เป็นเปียโนประจำอยู่ที่คฤหาสน์แห่งนี้
สนามหน้าบ้านกว้างไม่เท่าสนามหลังบ้าน จากการสำรวจของเทศบาลชินากาวะ สถานเอกอัครราชทูตเรามีต้นไม้ขนาดใหญ่ถึง 70 ต้น มีต้นแดงญี่ปุ่นที่หายาก ต้นซีดาร์หิมาลัย ต้นแมกโนเลีย ต้นเมเปิลญี่ปุ่น ต้นแปะก๊วย หรือกิงโกะ ต้นซากุระขนาดใหญ่มีอายุเท่าๆ กับบ้าน
สนามหลังบ้านจัดเป็นสวนญี่ปุ่นมีต้นไม้ยืนต้นสีต่างๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว มีสนแคระแบบญี่ปุ่น มีการวางหินขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ราวๆ กลางเดือนเมษายน ต้นซากุระออกดอกสีชมพูอ่อนสะพรั่งไปทั้งต้น
คฤหาสน์หลังนี้มีประวัติที่น่าทึ่งกล่าวคือ กิจิเอมองมีบุตรชาย 3 คน มีน้องชาย 3 คน และน้องสาว 2 คน น้องสาวคนโตชื่อ ฮิซาโกะ ไปแต่งงานกับซาเนโตะ ซางา ขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก ซาเนะโตะและฮิซาโกะ มีบุตรชายคนหนึ่ง บุตรสาว 4 คน ลูกสาวคนโต ฮิโร ได้มาอยู่กับลุงตั้งแต่เด็กที่คฤหาสน์แห่งนี้
นางสาวฮิโรสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนการเรือนกุลธิดา เดี๋ยวนี้คือมหาวิทยาลัยกากุชิอิงและฝึกฝนงานศิลปะที่คฤหาสน์แห่งนี้ ผ่านทางแม่สื่อ-พ่อสื่อ ฮิโรน่าจะได้เป็นเจ้าสาวของเจ้าชายปูเจียะ พระอนุชาของพระเจ้าปูอี้ หรือคนไทยเรียกว่าพระเจ้าปูยี่ จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง ต่อมาญี่ปุ่นสถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิ์แห่งแมนจูเรียที่กรุงมุกเดน แคว้นแมนจูเลีย เดี๋ยวนี้คือเมืองเสินหยาง มณฑลเหลียวหนิงเจ้าชายปูเจียะถูกส่งมาเป็นตัวประกันที่กรุงโตเกียว พระเจ้าปูอี้ สมเด็จพระจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพระราชทานพระนามใหม่ว่า สมเด็จพระเจ้าฟูงี ไอชินกากุระ เจ้าชายปูเจียะพระอนุชาได้รับพระราชทานพระนามว่า เจ้าชายฟูเกะซึ ไอชินกากุระ ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุได้ 30 พรรษา ทรงสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมจากโรงเรียนนายร้อยโตเกียว
ได้มีการมาดูตัวกันที่คฤหาสน์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2480 เจ้าชายปูเจียะทรงพอพระทัยและทรงหมั้นกับฮิโรในเดือนต่อมา คือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และมีพิธีอภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 3 เมษายน ปีเดียวกัน ฮิโรได้ตามเสด็จพระสวามีไปอยู่ที่อำเภออินาเงะ จังหวัดชิบา และเสด็จไปประทับที่เมืองมุกเดน ประเทศแมนจูกัว ที่ญี่ปุ่นสถาปนาขึ้นเมื่อยึดแมนจูเรียจากสาธารณรัฐจีนได้สำเร็จ หลังจากอภิเษกสมรสได้เพียง 6 เดือน
ระหว่างสงครามโตเกียว เจ้าของคฤหาสน์กิจิเอมอง ฮามางูจิ ต้องการขายคฤหาสน์พร้อมเครื่องตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ให้กับรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่น ทางรัฐบาลไทยสมัยท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมอบหมายให้ท่านดิเรก ชัยนาม เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยซื้อคฤหาสน์แห่งนี้มาด้วยราคา 1 ล้านเยนหรือประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2486 และใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นมา
หลังจากขายคฤหาสน์แห่งนี้ให้รัฐบาลไทยแล้ว กิจิเอมอง ฮามางูจิ ก็ย้ายไปอยู่ที่เมืองกามากุระ จังหวัดกามากุระ ที่มีพระพุทธรูปโลหะทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนถึงวาระสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2488 ปีที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามในเดือนธันวาคม
คฤหาสน์ทำเนียบเอกอัครราชทุตแห่งนี้รัฐบาลไทยทำการซ่อมใหญ่ 2 ครั้ง โดยบริษัทซิมิซุ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคฤหาสน์แห่งนี้มากที่สุด เมื่อปี 2538 และปี 2546
เมื่อไปนอนพัก รุ่งเช้าระหว่างอาหารเช้า ท่านทูตสุวิทย์ สิมะกุล กับภริยา ซึ่งเป็นสิงห์ดำรุ่นน้องทั้งคู่ ช่วยกันเล่าให้ฟังอย่างละเอียด
เลยเก็บมาเล่าต่อ ผิดพลาดอย่างไรไปโทษท่านทูตก็แล้วกัน
หน้า 50
Posted by
T 0 5 E
Subscribe to:
Posts (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น