Wednesday, December 31, 2008

หลงรักทราย

0 comments
หลงรักทราย

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551

๐๖:๒๐:๓๒ น.

เราปวดกระบอกตาและเหนื่อยสมองเพราะอ่านหนังสือมาก จึงคลายเครียดด้วยการอ่านมติชนสุดสัปดาห์ (และการเขียนบล๊อกนี่คือที่สุดแห่งการคลายเครียดเลยล่ะ ) มติชนสุดที่กองๆไว้ แต่ละเล่มซื้อมาก็อ่านไม่ค่อยหมดหรอก แต่ก็เกินค่อนเล่ม อ่านไม่ค่อยทัน ซื้อแล้วก็วางไว้ที่บ้าน แต่ชีวิตไม่ค่อยได้อยู่บ้าน อ่านเป็นประจำมาสิบปีได้แล้วมั้ง แต่ไม่ได้เป็นแฟนแบบที่อ่านทุกตัวอักษร

ถ้าอยู่ไทยปีนึงก้ออ่านไม่เกิน๒๐เล่ม เท่าที่โอกาสจะอำนวย

ถ้าอยู่ตปทก็ซื้อซัก๓๐เล่มต่อปี แต่ไม่ได้อ่านครบทั้ง๕๒(สัปดาห์ละเล่ม)แน่ๆ หลงรักมติชนสุดมากๆ เมื่อตอนอายุ๑๘ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนในเล่มนี้ ผ่านไป๑๐ปีเต็ม ไม่ได้ไปทางนี้เลยแม้แต่น้อย

ถ้าเราเป็นเจ้าของมาม่า เราจะโฆษณาปกหลังเล่มนี้ เพราะ มติชนสุด มีขายตามเมืองใหญ่ทั่วโลก (เช่นเดียวกับ คู่สร้างคู่สม และทีวีพูล ส่วนหนังสืออื่นมีบ้างไม่มีบ้าง) ขายดีด้วย หมดไวเสมอ

เรื่องฮาๆที่โตเกียว คือ หลังปฏิวัติปกไหนเป็นทหาร ปกนั้นขายไม่ออก

นักเขียนประจำที่เราเดาว่าอายุคงน้อยที่สุดในเล่มนี้ คือ ทราย เจริญปุระ เขาเขียนมานานแล้ว เราก็อ่านมานานแล้ว ถ้าตามภาษาบอกอบอหอก็บอกว่า อยู่ในวัยดัดดรุณี อายุก็คงพอๆกับเรามั้ง(อาจน้อยกว่าซัก๑ปี) ทรายเขียนได้เก่งกาจขึ้นทุกวัน นักเขียนรุ่นไม่ต่างกันที่ตอนเริ่มต้นดูจะเก่งกว่าคุณทรายอีก คือ กาละแมร์(อายุมากกว่าเรา๒ปี) แต่ปัจจุบันฝีมือการเขียนตกลงอย่างมาก เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นดาราหรือเป็นผู้ประกาศข่าวหรือเป็นตลกหรืออะไรกันแน่ บทบาทดูออกแนวดาราๆ ทั้งๆที่แต่ก่อนเราว่ากาละแมร์ จัดเป็นนักเขียนที่มาแรง ถ้าเขาคงเส้นคงวามาซักห้าหกเจ็ดปีนี้ ก็คงขึ้นหิ้งไปแบบ ปราย พันแสง หรือ คำ ผกา ได้อย่างไม่ยากไม่เย็น แต่น่าเสียดาย เขาเป็นดาราไปเสียแล้ว สิ่งที่เขาเขียนมันลุ่มลึกกว่าภาพลักษณ์ก๋ากั่นของเขามากนักๆ

สำหรับ คุณ ทราย เราว่าเขาสวยมากๆ ไม่ได้สวยที่หน้าตาเลยแม้แต่น้อย เขาสวยที่มันสมอง รอยหยักเยอะดี เขามีวิธีนำเสนอที่ดีและน่าสนใจเสมอ อาจติดขัดทะแม่งๆที่ไวยากรณ์เขามักใช้แบบภาษาอังกฤษมากไปหน่อย ไม่น่าแปลกใจที่เขามักเป็นแฟนกับนักดนตรี เพราะเราคาดว่าอารมณ์คนเขียนหนังสือได้ในรูปแบบนี้ก็ต้องมีอารมณ์ศิลปินอยู่พอสมควร (และใครจะเข้าใจศิลปินเท่าศิลปินด้วยกันเอง)

แต่ก่อน หน้าแรกหลังดวงที่เราต้องอ่านคือ คุณ วาณิช แต่คุณวาณิชแกตายไปจากมติชนนานแล้ว ปัจจุบันหน้าแรกที่มักอ่านคือ คุณ ทรายนี่ล่ะ

อ่านเพราะ ทั้งคุณวาณิชและคุณทรายมีวิธีการนำเสนอคอล่ำในรูปแบบที่ใกล้เคียงกันซึ่งถูกจริตเรามากๆ หรือเพราะเขาทั้งคู่เป็นคนแกรมมี่ที่โดนสป่อทไล้ทอยู่แล้ว ทำให้เรารู้สึกว่าคุ้นเคยมากกว่านักเขียนคนอื่นๆที่ไม่เคยเห็นหน้า

แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเราติดตามผลงานของเขาทางทีวีเลยนะ เราเข้าใจว่าเขาเป็นพิธีกร รายการประจำวันแทบทุกวัน แต่เราก็ไม่ดูหรอก เคยเปิดไปดูอยู่พักนึง แล้วก็นึกไม่ชอบใจ อาจเพราะเสียงไม่หวาน หน้าตาไม่ได้สวย(ในแบบที่เราชื่นชอบ) แล้วยิ่งยุคนี้ทุกรายการแย่งกันพูดไปหมด เราสู้เก็บความประทับใจที่คุณทรายเป็นนักเขียนไว้ดีกว่า การเป็นนักแสดงของเขา เรายิ่งไม่รู้อะไรเข้าไปใหญ่ เคยดูนางนากเรื่องเดียว น่ากลัวชิบหายเลย ละครไม่เคยเห็น เคยเห็นตัวเป็นๆหนนึงเมื่อปีก่อนหรือสองปีก่อน เขาเป็นพิธีกรที่หน้าร้านพิซซ่า สยาม แต่ก็มองห่างๆและเดินผ่านไป (แต่เราจำเรื่องที่เขาบอกว่าเขาสายตาสั้นมากๆ มองอะไรจากบนเวทีลงมาไม่เห็น เพราะแสงสว่างมากๆ (จำได้จากตัวอักษรมากกว่า))

และเคยเห็นอีกหนเมื่อนานมากๆแล้ว นานจัดๆ ที่บร๔ ตอนนั้นเขามาเล่นคอนเสิด ตอนนั้นคุณทรายผมสั้นและมีรูหูเต็มไปหมด และตอนนั้นคบพี่แมวเป็นแฟน ปัจจุบันพี่แมวหย่ากะนิโคลไปแล้วมีลูกติด๑หน่อ

อ้อ เราจำได้ด้วยว่าเห็นหนแรกในMV UHT และนึกในใจว่าทำไมนางเอกเอ็มวีคนนี้ไม่สวยเลย ต่างจากยุคนั้นที่นางเอกมักหน้าตาน่ารักๆ เขาก็หน้าตาดีน่ะละ แต่หากเทียบกับดาราชั้นนำแล้วเขาก้อเลยหน้าตาธรรมดา ยุคนี้นางเอกไม่ต้องสวย ขอให้หมวยเป็นพอ

ที่อยากบอกเลยเขียนในบล๊อกวันนี้ก็คือ (เข้าเรื่องล่ะนะ)

จู่ๆเราก็คิดได้ว่า การที่เราอ่านเขาเขียนมาเรื่อยๆมันทำให้เราแอบชอบตัวอักษรของเขา แต่นั้นเรารู้ตัวอยู่แล้ว แต่ที่เราคิดได้วันนี้คือ นั้นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนบางคนชอบเรา

แต่ในโลกความเป็นจริง

เราไม่ได้ต้องการอยากรู้จักคุณทรายเลย (เพราะเขาเป็นคนดัง เพราะเขาเสียงห้าว หรือเพราะอะไรก้อตาม) แต่ในโลกหนังสือมีตัวอักษร เรากลับหลงรักเขาขาดใจ

มีผู้หญิงที่เราเคยจีบผ่านทางเน็ทคนหนึ่ง(และจะเป็นคนเดียวในชีวิต) เราเคยบอกเขาว่า สมมติเราสองคนชอบกินเส้นขนมจีนใส่แกงเขียวหวานเหมือนกัน มันอาจฟังดูดีและมีรสนิยมเหมือนกัน แต่ในโลกความเป็นจริงที่เราสองคนต้องไปกินข้าวด้วยกัน เราอาจกินข้าวไม่เรียบร้อย เขาอาจเอามือท้าวโต๊ะ รายละเอียดเล็กน้อยของชีวิตเหล่านี้เป็นองค์ประกอบทางอารมณ์ที่สำคัญไม่น้อยสำหรับชีวิตคู่ และทำให้เราเข้ากันไม่ได้

อาจฟังดูติ๊งต๊อง แต่มันก็คือเรื่องจริง หรือเพราะเราไม่ได้มีประสบการณ์ที่ดีในเรื่องนี้ทำให้เรามองโลกในแง่ร้ายเกินไป

เราเคยชอบบล๊อกผู้หญิงคนนึง เขาเขียนสั้นมากๆ แต่เราชอบ เราบอกเพื่อนไปว่า อยากเจอเขาจัง ตั้งใจเลยว่าจะแอบไปที่สำนักพิมพ์ที่เขาทำงานด้วยซ้ำ แต่เพื่อนรักที่ทำงานที่นั่นบอกว่า ห้ามมาเจอเด็ดขาด เก็บความประทับใจไว้เถอะ เขาไม่สวยเลยแม้แต่น้อย เราฟังแล้วงงๆ แต่มันบอกว่ามันรู้จักเราดี เราอย่าเจอเลยจะดี

เราหลงรักคนทางตัวอักษรได้

ฉันใดฉันนั้น

คนหลงรักหลงชอบเราได้จากโลกเน็ท ถามใจคุณเองให้ดีว่าคุณแน่ใจแล้วหรือ (อีหยิก)
(พูดกับผู้หญิงคนเดียว คนอื่นอ่านคงหมั่นไส้)

ปล. พรุ่งนี้มีนักร้องเก่าแกรมมี่ชื่อ ทราย เช่นกัน มาโตเกียว ต้องพาเขาไปเที่ยวเยอะมากๆหลายๆวัน ห้ามหึงนะจ๊ะ ยังไงผมก้อรักคุณคนเดียว (แล้วคุณล่ะ จะรักซักกี่คน) แล้วเราจะข้ามเวลามาพบกัน ผมอยากพาคุณไปเที่ยวเชียงใหม่ อยากไปด้วยกันไหม ผมถือว่าเชียงใหม่คือที่ที่ผมพบคุณครั้งแรก แม้คุณจะเห็นผมทางเน็ทมาก่อนนั้นหลายปีก็ตาม

วันแห่งการลาจาก

0 comments
วันแห่งการลาจาก

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551

๐๐:๕๔:๕๖ น.


บ่ายสองโมง

วันนี้คือวันแห่งการลาจากโดยแท้จริง เราจากคนไทยบางคนที่ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้เจอกันอีกไหม เราคาดว่าเราได้เจอกันอีกอย่างแน่นอน หากแต่เวลาที่เจอมันย่อมไม่เหมือนกับวันที่เจอที่นี่อย่างแน่แท้ นั้นละคือสาเหตุแสนสำคัญที่เราจะไม่พบเขาอีก เพราะความต่างกันมากเกินไป

เราไปนั่งคุยกับเพื่อนสนิทอยู่นาน ว่า เราไม่คาดคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นแบบนี้ เขาตอบกลับมาว่าเขาก็ไม่คาดคิดว่าเราจะเป็นแบบนี้ เราคิดกับใครเกินความคาดหมายของเพื่อน เราได้ระบาย เรานั่งดื่มคาเฟ่ ลาเต้แก้วใหญ่แบบที่ชื่นชอบ แต่ไม่คิดว่าเราจะค่อยๆพรั่งพรูความรู้สึกที่แท้จริงๆค่อยๆออกไป มีไม่บ่อยครั้งที่เรารู้สึกแบบนี้ เราบอกเพื่อนไปว่า เราไม่คิดว่า เขาจะเป็นแบบนี้ เขาเป็นหนึ่งในนับพันคนที่เราพูดด้วยแล้วเรารู้สึกสบายใจ ในชีวิตนี้เราพบคนเพียงสองคน ที่ทำให้เรารู้สึกในรูปแบบนี้ รูปแบบที่เราสามารถพูดอะไรก็ได้ แล้วเราสบายใจ เรารู้สึกได้ว่า เขาไม่มีพิษมีภัย คนหนึ่งคือน้องสาวทอดกระเทียม อีกคนหนึ่งคือคนที่ลาจากในวันนี้


.......................

บ่ายสี่โมง

พอคุยกับเพื่อนเสร็จเราไปเจอคนในอีกสังคมหนึ่ง เราถ่ายรูปบ้างเพราะเรารู้ว่า เราอาจไม่เจอเขาเหล่านั้นอีกในชีวิตนี้

.......................

ห้าโมงเย็น

เรานั่งคุยกับรุ่นน้องคนไทยคนหนึ่งเป็นเวลานานมากๆตอนบ่ายแก่ๆ เขาบอกว่าConnection ของเรายอดเยี่ยมเลยนะในญี่ปุ่น เรานึกในใจ เพราะเราเป็นเรา เราไม่เคยคิดอยากคบใครเพื่อประโยชน์อันใด นั่นคือความบริสุทธิ์ใจที่เรามีกับเพื่อนร่วมชีวิต นั่นล่ะ คือ เหตุให้เรารู้จักคนเยอะมากๆ และคนเอ็นดูเรา เราคิดด้วยสมองของตนเอง เราปฏิบัติกับคนทุกคนแบบที่เราอยากให้เขาปฏิบัติเช่นนั้นกับเรา เราจริงใจ เราไม่อ้อมค้อม และเราไม่ทำลายใคร เรามีแต่อภัยทานเมื่อโกรธ เราไม่เจ็บแค้นกับใคร เราอาจบ่นบ้าง แต่เราเข้าใจว่าเราเป็นอย่างไร แต่ข้อเสียฉันเยอะกว่านี้อีก เอิ๊กๆ

........................

หกโมงครึ่ง

ไปกินเหล้ากับเพื่อน เพื่อนที่แสนดี ดีอย่างถึงที่สุด คบกับเราแบบไร้ข้อแม้ เรารักเพื่อนคนนี้มาก เป็นเพื่อนรักไม่กี่คนในญี่ปุ่นเลยล่ะ มันชื่อ กิวซค มันบอกที่จัดงานวันนี้เพราะมันรู้ว่าเรามีเรื่องสำคัญต้องทำในวันที่มันจัดงานอำลาตนเอง เราอาจไปไม่ได้ ถ้าวันเสาร์นี้เราพอไปได้เราก็จะทำ แต่เรารู้ตัวว่าเราอาจปลีกตัวไปยากมากๆ

เราไปนั่งกับเพื่อนสิบคน ด้วยภาษาแล้ว วันนี้สมดุลมากๆ เรามีน้องคนไทยไปด้วย๑คน บทสนทนาในโต๊ะล้วนเป็นภาษาญี่ปุ่น ทุกคนกำลังจะกลับประเทศ ๑๐คนนั้นมีความแตกต่างกันมาก มี ควร เลมี่ คาโอริ ชุ่ย แอนเดรียน่า เจมส์ เฮยอง ริซ่า และผู้หญิงญี่ปุ่นอีกคนข้างเรา

ตอนเฮยองมา เราคุยกันขำจะตายไป เราถามเฮยองตามประสาที่เคยคุ้นกันแต่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว คนงงๆว่าเราพูดอะไรกัน แต่ก่อนนั้นเรามักแวะไปบ้านเขาเสมอ เราว่าเขาน่ารักดี บ้านก็ใกล้ๆกัน และเขาก็ชอบขำทุกๆคำพูดของเราเสมอ ในสายตาเขาเราเป็นผู้ชายที่ตลกเสมอ และในสายตาเราเขาก็เป็นผู้หญิงอมทุกข์เสมอ เพราะมันตรงข้ามกันขนาดนี้กระมังเขาถึงหัวเราะคิกคักทุกๆครั้งที่เจอหน้าเรา ทั้งๆที่แค่เพียงทักทาย

และคืนนี้นั่งคุยกับชุ่ยอยู่นานมากๆ ชุ่ยบอกว่า เขาพูดอังกฤษได้นะ เราก็คุยกันสลับๆกันสองภาษา ชุ่ยหน้าเหมือนกุ้งราวกับแกะ เราสงสารเขา เรามักสงสารคนที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำเสมอ เพราะเราเคยยืนอยู่ในจุดนั้นเป็นเวลานาน เขาเป็นแบบนั้น และไม่น่าเชื่อ ที่ผ่านมาเราไม่ทราบแม้แต่น้อยว่า เขาพูดอังกฤษได้ เราคุยกันถูกคอ เราคิดว่าเขาฉลาดมากๆด้วยซ้ำไป เป็นความรู้สึกที่ไม่เจอผู้หญิงฉลาดมานานแล้ว แต่อย่างว่าแหละ เราเอง อาจไม่ได้เจอกันอีก เพราะวันนี้คือวันแห่งการลาจากโดยแท้จริง จะไม่มีวาทามิ จะไม่มีพวกเราอีกแล้ว

เราเศร้ามากๆตอนจากกันที่สถานี กอดกับเพื่อนกันกลมป๊อก แต่เราว่ามันโชคดีที่มีอินเตอร์เน็ทและวันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับทุกคน มีเพื่อนห่างๆที่เจอกันที่ร้านเหล้าโดยบังเอิญพูดกับเราเป็นภาษาญี่ปุ่นว่ามากันเยอะ เราบอกไปตามตรงว่ามากันน้อย เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ที่ร้านนี้เป็นที่ที่ทุกๆคนผูกพันและรักกันมากันสม่ำเสมอ มากันแต่ละทีมากกว่านี้มากๆ

เราอาจได้เจอคนบางคนอีก แต่คืนแบบนี้เราเรียกมันกลับคืนมาไม่ได้

คืนนี้กิวซคบรรยายสรรพคุณของเรา สายตาคนเปลี่ยนไป เราไม่รู้จะบอกอย่างไร ได้แต่เขินอาย เราเป็นแบบนั้นจริงๆ เราเป็นผู้ชายที่คนคิดว่าเจ๋ง(ช่างกล้าพูดนะคุณทศ) แต่เรารู้ดีว่ามันยังไม่ถึงเวลาอันสมควรที่จะประกาศทุกสิ่งไป รอให้อะไรอะไรมันพร้อมกว่านี้ก่อนดีกว่า

วันนี้คือวันที่ทุกคนลาจาก ในใจเราอยากร้องไห้ แต่เราเสถียรและสุขุมกว่าที่คิด

นอนล่ะ พรุ่งนี้เจอศึกหนักมากๆในรอบปี และเมื่อผ่านสี่วันนี้ไปได้ เราจะว่างที่สุด เราจะมีความสุขมากๆ

และคำว่า “เรา” ทศไม่ได้ใช้คำว่าเราพูดกับผู้หญิงคนไหนมานานแล้ว ช่วงนี้พูดบ่อย รู้สึกแปลกๆ

Tokyo Disney Sea

0 comments
Tokyo Disney Sea

Tuesday, March 25, 2008

3:35:24 AM

จริงๆเรื่องวันนี้ใช้รูปบรรยายแทนดีกว่ามากๆ ว่าแฮปปี้แค่ไหน แต่ว่า ไว้ยกขึ้นไฮไฟ้ว์ละกัน
ไม่อยากโพสในนี้ ขี้เกียจ

ไม่หลับไม่นอนนะฮะ ทั้งที่วันนี้ก็ตื่นมานานแสนนานแล้ว พรุ่งนี้ก็ตื่นแต่เช้าอีก ตะกี๊คุยกะปลายสายทางไทยเป็นเวลาเกือบๆสองชั่วโมง เปลืองเงินตายแน่ๆ แต่วันนี้มีเรื่องไม่สบายใจมากๆ สุดๆ ไม่สบายใจเพราะอึดอัดที่ไม่ได้ทะเลาะมากกว่าการได้ทะเลาะกับใครแล้วมานั่งเสียใจ ซึ่งจริงๆก็เป็นคนที่เราพูดไม่เข้าคายไม่ออกอยู่แล้ว

ขอบคุณเสียงตามสายที่ยอมเสียเงินโทรกลับมาคุยด้วย ขอโทษจริงๆที่รบกวน วันนี้พูดไปว่า กว่ามึงจะทอดไมตรี กูก็แทบสิ้นใจตาย เขาถามว่าทอดด้วยน้ำมันอะไรเพ่ (เกือบไปแล้วนะ..ขอบอก..เกือบสุดๆ) เขาขำใหญ่บอกเรากลับมาว่า “ก็วันนั้นที่เชียงใหม่ เขาก็ทอดให้แล้วไง”เรานึกในใจว่ามันก็จริงน่ะละ หากวันนั้นเขาไม่เปิดบทสนทนากับเราชีวิตนี้เราไม่มีทางได้คุยกันแน่ๆ เราฟังแล้วแอบขำ คืนนั้นดาวสวย

ก็เรามันโง่นี่นา โง่เรื่องผู้หญิง...เสมอๆ ผู้ชายไม่กล้า ไม่ได้มีอะไรเจ๋งๆ แบบเราก็เจียมเนื้อเจียมตัวเจียมใจเสมอ เห็นคนสวยๆ ดูสูงส่งน่าหลงใหล เราก็ไม่กล้ายุ่งหรอก

แต่วันนี้ทำชาวบ้านทะเลาะกันเพราะเราซะอย่างนั้น ด้วยขอบเขตของกรอบความคิดบางอย่าง ก็ต้องช่างมันเถอะ เราคิดแล้วว่า อะไรควรทำ หรือ อะไรไม่ควรทำ คงต้องห่างๆกันไปซักระยะ ให้อะไรๆมันดีขึ้น เราขอโทษจริงๆ

ตอนเช้าไปนั่งกินมอสเบอร์เก้อร์ ที่เมกูโหระ กะทราย เมื่อตอนต้นเดือนเราก็พึ่งกินมอสเบอร์เก้อร์เป็นอาหารเช้า มันแปลกดีนะ คนคงไม่เข้าใจเราหรอกว่ามันแปลกตรงไหนกัน เพราะมอสเบอร์เก้อร์มันอร่อยแต่ไม่อิ่มน่ะซิ ปกติมื้อเช้าเราชอบกินเยอะๆ และมอสเบอร์เก้อร์ปกติมันน้อยสุดๆ เราเลยไม่ชอบกิน แต่มันก็อร่อยดีอยู่หรอก

ก็โลเลทัวร์ตามประสาเราเองนี่ล่ะ ก็ไปเดินต่อที่Atre’ ดูนู้นนี้นั้นนิดหน่อย เราชอบห้างนี้ ห้างนี้มักจะอบอุ่นๆเสมอ เล่าให้ทรายฟังว่า วันก่อนถามเพื่อนชาวฝรั่งเศสแปลว่าอะไร มันบอกมาว่าเตาผิงแสนอบอุ่นกลางบ้าน แล้วก็เดินทางไกลไปสถานีโตเกียว (สถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก) แล้วก็ต่อไปไมฮามะ นานพอควรแต่เราคุ้นทางแล้วเพราะ เมื่อวันศุกร์ที่๗พึ่งไปดิสนี่ย์แลนด์มาเองล่ะ ตอนกระโดดขึ้นรถไฟชั่นล่างสุดที่โตเกียว คนขำๆเพราะดูเซ่อๆซ่าๆ เราเห็นเขามองมาก็หันไปถามว่า คนไทยหรือครับ แม่งยังกะฟังไทยออก ตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าไต้หวันจิน แล้วหัวเราะกันคิกคัก เราบอกทรายไปว่าทรายหน้าเหมือนผู้หญิงฮ่องกงเลย วันนี้เวลามีคนถ่ายรูปให้ชอบพูด ๑ ๒ ๓ เป็นภาษาจีน หน้ากูเป็นจีนหรือไงวะ ไอ้บ้า

คราวนี้โลเลทัวร์มากๆ เพราะเราเฉยๆ เราจำได้ว่าดิสนี่ย์แลนด์ประทับใจน้อยเพียงใด ผิดหวังมากๆ คนก็เยอะ ต่อคิวก็นานเกินเหตุ

พอไปถึง ฝนก็ยังไม่หยุดตก ทรายก็ดันซุ่มซ่ามๆทำตั๋วหายไปอีก เขาก็เลยต้องเสียเงินเพิ่มอีก แล้วเราก็ไม่เดินเลี้ยวขวาแล้ว เราไปทางซ้ายกัน ก็เดินเข้าไปในmallใหญ่ ที่สวยดี ก็ไม่รีบกันอีกเพราะฝนตกหนัก ก็อยู่ตรงนี้กันเป็นชั่วโมง ทรายอยากได้เสื้อแก๊พ สีน้ำเงิน ลายทาง ที่เมื่อวานไปดูด้วยกันที่ชิบูย่า เราก็ว่าสวย ของ earth music and ecology แบบคล้ายๆกันก็สวยดีด้วยแต่ราคาแพงไป ไว้ถ้าเรามีอารมณ์อาจซื้อให้ แต่ถ้าไม่มีก็อดไปละกัน เดินเข้าไปดูร้านดีเซลเห็นกระเป๋าถือผู้ชายสวยจัดๆ ก็เลยขอเขาดู แต่มันวางอยู่เป็นของโชว์เฉยๆ ก็เลยต้องให้เจ้าหน้าที่เอาลงมาให้ดู พอรู้ราคาแล้วจะเป็นลม บอกคนขายไปว่าแพงนะ เขาขำใหญ่ ทรายเดินมาถามว่า แล้วราคาเท่าไหร่ เราบอกไปว่า ห้าหมื่นเยน ทรายทำตาโตแล้วบอกว่า “ตาถึงมากพี่ทศ” เราบอก เฮ้ย ซื้อให้พี่หน่อย ได้ยินคำตอบขำๆกลับมา เราเลยเล่นมุกคำตอบเขานี้ต่อๆไป หลายครั้งในวันนี้ แรกๆก็ฮาดี หลังๆชักฝืดๆ

ตอนเดินดูของอยู่ก็คุยๆกันไป เราพูดไปว่า “ไม่มีหรอกคนที่ชอบบอกว่าตอนนี้ไม่อยากมีแฟน” มีแต่คนเขาต้องพูดในใจกันว่า “กูไม่เอามึงซะมากกว่า” เราว่าไอ้เรื่องแบบนี้ได้ยินกันบ่อยๆนะ มัวแต่เรื่อยเปื่อยกันอยู่ แล้วก็เลยเดินไปถามทางเขาว่า ดิสนี่ย์ซีย์ไปทางไหน เขาบอกให้นั่งโมโนเรลกันไปแต่เรารู้สึกว่าน่าจะเดินได้ แต่ทรายขี้เกียจเดิน ก็เลยเดินตามหาโมโนเรล หาเจอแล้วแทบกรี๊ด ขึ้นไปแล้วถ่ายรูปกันใหญ่ สนุกดี หน้าต่างเป็นรูปมิกกี้เม้าส์ ราวจับก็มิกกี้ น่ารักโคตรๆ วิวก็สวย วนไปรอบๆดิสนี่ย์แลนด์ ผ่านสารพัดโรงแรม แล้วก็มามาถึงดิสนี่ย์ซีย์ มองไปไกลๆสวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สวยทุกๆมุมๆๆๆๆ เราว่าเป็นที่ที่เราประทับใจที่สุดในชีวิตเท่าที่เราเคยไปมาบนโลกนี้แล้วล่ะ สถาปัตยกรรมเจ๋ง วิวสวย เพลงเพราะ(มากๆๆ) อากาศหลังฝนก็ดี และที่สำคัญได้ถ่ายรูปเยอะ และ แบบก็สวย แต่ยิ้มไม่ถูกใจ หน้าเฉยๆสวยกว่า แต่เขาบอกว่าก็ “หนูชอบยิ้มอะพี่”

ตอนลงมาจากสถานีโมโนเรลก็มีความสุขนะ ถ่ายรูปนิดหน่อย

พอเดินมาถึงตรงใกล้ๆทางเข้า ก็เห็นฝนแล้วจะเป็นลม ร่มก็มีคันเดียว เห็นคนกำลังถอดเสื้อกันฝนกันอยู่ เขาถามว่า ”เสื้อกันฝนหยิบได้ที่ไหน” เราก็งงๆ มันจะมีแจกหรอวะ ก็เดินเข้าไปถาม ครอบครัวนั้นก็บอกว่า ให้เดินเข้าไปข้างในจะมีขายอยู่ เราก็เออๆออๆ เออ ที่แปลกคือ ตอนแรกกะจะไปถามอีกคู่หนึ่ง แต่ทำไมไม่รู้เดินไปไกลกว่าคู่แรกหลายก้าว เพื่อถามคนนี้

แล้วก็มายืนงงๆกัน เพราะว่า ทำไงดีวะ ฝนตกหนักระยำหมา และลมที่ประเทศนี้ก็แรงมากๆด้วย แล้วเขาก็เดินเข้ามาหาเอาเสื้อกันฝนมายื่นให้สองตัว เราขอบอกขอบใจเขาใหญ่ เลยหยิบกล้องมาจะขอถ่ายรูป แล้วถ่ายกัน ซักพักเขาเดินกลับไป กลับมาใหม่ ยื่นตั๋วให้สองใบ บอกว่าเอาไปใช้เถอะ เรางงๆ รับมาโดยดี ทรายฟังภาษาญี่ปุ่นไม่เข้าใจ เขาบอกว่าเขาจะกลับแล้ว ฝนตกหนักเดี๋ยวลูกป่วย ขอบคุณเขามากๆ เขาให้ตั๋วสองวันมาฟรีๆ เขาคงเล่นไปวันนึงแล้วล่ะ

ดีใจกันลิงโลดสุดๆ

แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ ก็งงๆ เดินผิดทางไปเป็นร้อยๆเมตรทั้งๆที่ทางเข้าทิ่มตาอยู่ เห็นทางเข้าปุ๊บ เดินเข้าไปทางre entry entrance ทันที ทรายหยอดตั๋วไปแล้วแต่ไม่ผ่าน เรายื่นตั๋วให้ เจ้าหน้าที่เขาถามหาตราประทับที่ข้อมือ เราฟังเข้าใจนะ แต่ทำหน้างงๆเป็นชาวต่างชาติแล้วบอกไปว่า ไม่มี เขาก็งงๆ เราก็หันไปคุยกะทรายพักนึง เขาก็พูดจาดีดี งั้นบอกว่า ขอดูรูปหน่อย ว่าเข้าไปมาแล้ว เราก็เลยเอารูปที่ถ่ายกันเมื่อกี๊ตามร้านนู้นนี้ของดิสนี่ย์ให้เขาดู แล้ว เขาก็ให้เข้า พอเข้าไปแล้วดีใจกันใหญ่ ค่าเข้ามันหลายพันเยนนะเฟ้ย สองคนก็หมื่นกว่าเยนนะเฟ้ย เข้าได้ฟรีๆนี่มันดีนะ บอกทรายไปว่าโชคดีที่เราถ่ายรูปกันมาก่อนนะนี่ ดูมันดิสนี่ย์ดีล่ะ

เข้าไปแล้วไม่เจอตัวการ์ตูนอะไรเลย และวันนี้เดินทั้งวันก็ไม่เจอตัวการ์ตูน ไม่เหมือนดิสนี่ย์แลนด์ที่เราเข้าไปปุ๊บก็เจอปั๊บ แต่ตอนไปดิสนี่ย์แสนด์เราไม่มีความสุข เพราะเครียดบางเรื่องกับบางคนแบบสุดๆ แต่ที่นี่มีความสุขตั้งแต่เข้า เข้าไปก็ถ่ายรูปกะโลกใหญ่ๆข้างหน้า แต่เราไม่รู้หรอกว่าเป็นโลกจนขากลับ พึ่งสังเกตเห็น ทรายก็งงๆที่เราบอกว่าเราไม่ได้เห็นเป็นโลก ถ่ายรูปก็ไม่สวยเพราะใส่เสื้อกันฝนกัน และ อากาศไม่ค่อยดี ฝนยังตกอยู่ เดินไปๆ มีร้านขายของเยอะเหมือนดิสนี่ย์แลนด์

ดูของเยอะแยะ เพราะเราไม่ได้รีบอะไรกันเลย ไม่ได้อยากเล่นไรนัก และเราเข็ดที่ดิสนี่ย์แลนด์ต่อคิวเครื่องเล่นนึงเป็นสองชั่วโมงแน่ะ เลยไม่คาดหวังอะไร ทรายซื้อกิ๊ฟสีฟ้ามาอันนึงน่ารักดี เป็นแบบหมวกคัดสรรจิ๋วๆ เออถ่ายรูปกับเปกาซัสในร้านด้วย ชอบๆ แล้วออกมาก็ไปถ่ายรูปกันตรงกลาง มีรถดอกไม้และรถผลไม้ ไหว้วานเจ้าหน้าที่ให้ถ่ายรูปให้ สนุกดี แล้วไปถ่ายร้านไรไม่รู้ เขียนว่า จูเลียด เราพูดว่า “จูเลียดข้าจะไต่เถาองุ่นขึ้นไปหาเจ้านะ” แล้วไล่ไปถ่ายมุมกาแฟสวยๆ เดินไปตรงสะพานเห็นเรือกอนโดล่าสวยๆพายผ่านไป ที่นี่บึงใหญ่สวยงามมากๆ อลังการดี มีภูเขาไฟปลอมไฟกรุ่นๆด้วย เดินไปเรื่อยๆ ค่อยๆไป ถ่ายรูปกันไป รถตุ๊กๆบ้าง แท๊กซี่บ้าง ร้านนู้นนี้บ้าง เราตกลงกันว่า จะเดินให้ครบ๑รอบก่อน เพื่อเก็บบรรยากาศและ ถ่ายรูป ไม่ได้อยากเล่นอะไรนักหนา

ตอนนี้ฝนเรื่มหยุดตกแล้ว

มีพนักงานเช็ดโต๊ะอยู่ก็เลยไปนั่งกิ๊บเก๋ ถ่ายรูปกัน ตรงนี้เรานึกถึงตลาดเก่าที่เมลเบิ้นและร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เคยไปเมื่อปี๒๐๐๐ แล้วไปถ่ายต่อที่แท๊กซี่จอดสนิทโบราณๆอยู่ ถ่ายเสานาฬิกาสวยๆโบราณๆ ทรายกอดด้วย เราบอกว่า นี่คือ นาฬิกาทรายใช่ไหม หรือเป็นกรรณิการ์ทรายกันแน่ เดินผ่านบรอดเวย์ที่มีโชว์ไป อยากดูมากๆ แต่ทรายไม่อยากดู เราเคยชวนทรายไปดูละครเวทีแถวบ้านเราแล้ว เรื่องCATSแต่ทรายบอกว่าไม่ได้อยากดู อันนี้ก็แปลกดี เพราะเขาเรียกเอกละครและการกำกับละครมานะ แล้วเราก็ปวดฉี่ก็ไปเข้าห้องน้ำ ทางเข้าห้องน้ำสวยมากๆ และ สวนสงบๆข้างๆก็สวยมากๆ ดูเหมือนบ้านพ่อไงไม่รู้ ถ้าอีกหน่อยเราจะปลูกบ้าน รั้วก็คงหน้าตาแบบนี้ หน้าตาจะออกแนวฝรั่งๆ เข้าไปฉี่ เพราะ เห็นทรายส่งข้อความไปเมืองไทย (มั้ง)อะไรบางอย่างอยู่ บางอย่างก็ขี้เกียจรับรู้ เขาอยากพูดก็คงพูดเองล่ะ ห้องน้ำสะอาดก๊อกเงาวับ พยามถ่ายรูปสะท้อนจากก๊อก แต่ยากจัง ทำไม่เป็นไม่สวย


แล้วเดินผ่านบ้านผีไป เป็นอาคารสูงจัดๆ คงเป็นตึกเป็นยี่สิบชั้น ดูน่ากลัวดี และคนต่อคิวรอเล่นเยอะ ตอนเย็นเราก็กลับมาต่อคิว แต่ทรายคิดไปคิดมาทรายก็กลัว ก็เลยไม่ได้เล่นกัน แต่มันก็ดูน่ากลัวจริงๆนะละ สูงขนาดนั้น ตกมาหัวใจวายพอดี วันนี้ก็เสียวๆเครื่องเล่นไปหลายอย่าง

มีเรือแบบไททานิคด้วย แล้วก็ไปนั่งดูดบุหรี่ในมุมสงบ ซึ่งไม่ใช่ที่สูบเลยแม้แต่น้อย วันนี้เห็นที่สูบแค่สองที่เอง เราถามทรายว่าได้ยินเสียงนกแบบพวกนกชายทะเลไหม เราชอบนีโมเพราะใช้ฉากในซิดนี่ย์และที่สำคัญ นกก็ร้องแบบนั้นจริงๆ นกตามชายทะเลจะร้องแบบนึง ทรายบอกว่าคงเสียงผสมกันของจริงและปลอม เราเห็นด้วย แต่มีนกเป็ดน้ำลอยไปมาตรงด็อคนั้นนะ ชี้ชวนให้ดู เราว่าสวยดี นั่งคุยกันพักใหญ่เราไม่รู้คิดอะไร เลยบอกไปเรื่องแฟนเก่าเรา เคยไปเที่ยวยูโรดิสนี่ย์แลนด์กะแฟนใหม่เขา ตอนนั้นเราเจ็บปวดมากๆ ทรายพูดถึงสวีเด็น แต่เราไม่ได้พูดอะไรถึงตอนนั้นกว่านี้ แต่แค่นึกก็เสียใจแล้ว ก็คุยๆกันเรื่องรักเก่าๆของชีวิตเราๆ กันอยู่พักนึง แล้วก็โลเลทัวร์กันต่อไป ค่อยๆเดินอ้อยอิ่งไปถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้กันต่อ ทรายดูไอ้บู๊ธเล็กๆขายของแล้วบอกเราว่า เคยอยากได้ที่ตบมือใหญ่ๆแบบนี้ด้วย เราบอกเขาไปว่า อยากซื้ออะไรก็ซื้อเถอะ วันนี้เราเข้ากันมาฟรีๆ เดินดูของกันเยอะ ร้านไหนสวยก็ถ่ายรูป แสงสวย ฉากสวย องค์ประกอบดี แย่คือ ฝีมือถ่ายรูปเราห่วยมากๆ ถ่ายรูปกับเครื่องคิดเงินสวยๆด้วยซ้ำ วันนี้บอกไปว่าคนทำงานที่นี่คงเสพติดที่นี่และไปไหนไม่ได้ แก่แล้วเลยได้แต่ขายขนม เขาขำๆบอกว่า มันก็เศร้าเนอะ เอิ๊กๆ ถ่ายรูปกับลุงโดนั่ลขุดเงินด้วยภาพในหัวเราช่อง๗วันเสาร์โผล่มาชัดมากๆ ไอ้ลุงรวยกระโดดเวียนว่ายอยู่ในบ่อธนบัตร คล้ายๆอาลาดินเจอเพชรนิลจินดาในถ้ำ ตอนเด็กๆเราก็นึกแล้วล่ะว่า มันแปลกดีนะกระดาษมีค่ากว่าเพชรอีก หินสวยๆมันสวยดีออก

แล้วเริ่มเดินไปอีกฝั่ง เราชี้ชวนให้ดู ท่อส่งน้ำประปาที่อายุเก่าแก่เป็นการจำลองระบบชลประทานที่เก่าที่สุดในโลกมา เราไม่แน่ใจว่าที่อิตาลี่อ๊ะเปล่า

เดินไปเรื่อยๆ ทรายหิวน้ำ แต่เราสองคนไม่หิวข้าวเลย เราถามเขาว่าหิวข้าวไหม เขาบอกว่าไม่ เราก็บอกว่าไม่ เราบอกว่าคงเป็นเพราะวันนี้เราอิ่มเอมมากๆ เขาบอกว่า สงสัยร่างกายหลั่งอะดรีนาลีนมากๆ เรานึกถึงผู้หญิงชาวอิตาเลี่ยนที่เราเคยรู้จักชื่อ เอเดรียน่า เราขึ้นคำขำๆบนMSNว่า Adrianna controls my adrenaline. เราคิดว่าคำพ้องเสียงแบบนี้มันสนุกดี แต่ก็ไม่หิวกันจริงๆนี่นา ทั้งๆที่กินข้าวเช้ากันไปแต่เช้ามากๆ

แล้วเดินข้ามมาอีกฝั่งนึง เป็นเรื่องสนุกแล้วล่ะ เห็นเรือหมุนติ้วๆ แต่ตอนแรกเรานึกว่ารถบั๊มๆ ก้อเลยบอกไปเล่นกัน ทรายก็อยากเล่น เราก็อยากมากๆ ดูมันสนุกดี คุยกันว่าเคยเล่นรถบั๊มกันไหม เราเล่าให้ฟังว่าเคยไปเดทแรกในชีวิต กะแฟนคนแรกในชีวิตที่แดนเนรมิตเมื่อปี๒๕๓๖สิ้นปี และเล่นรถบั๊มที่นั่นล่ะ และเล่าอีกว่ารอบที่แล้วกลับไทยไปเจอเพื่อนคนนึงที่เคยไปแดนเนรมิตด้วยกัน เป็นแอร์บนเครื่องซะงั้น เขาถามเราว่า ทศจำได้ป่าว ตอนนู้นเคยโดดเรียนพิเศษไปแดนเนรมิต โห แทบจำไม่ได้

มีความสุขมากๆ ผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ค่อยมัน

เดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ เจอวงดนตรีอยู่ สนุกดี ดนตรีแบบเกาะๆนิดๆจังหวะสนุกๆ ตอนนี้เราหยิบมือถือมาถ่ายวีดีโอ และถามทรายว่า มีความสุขไหม เขาตอบว่ามีความสุขมากๆ ทำท่าเต้นๆน่ารักดี นึกถึงเรื่องคุยกันเมื่อตอนกินไก่ร้านอร่อยวั้นก่อนนู้นว่า เขาบอกว่าเขาเรียนเต้นคลาสเดียวกะปั๊บ เราเล่าว่า ปั๊บมาญี่ปุ่นเราฝากของไปให้เอิงด้วย ตอนจังหวะเพลงนี้ มันมีความสุขแบบบอกไม่ถูก เราเชื่อว่าต้องคิดตรงกัน จังหวะนี้ทรายบอกว่า “อยาก.มี..” เราบอกไปว่า อะไรวะ เมื่อ๑๐นาทีที่แล้วยังพูดอีกอย่างนึง นึกไปถึงเมื่อคราวข้ามถนนตรงHyde Park เมื่อหลายปีก่อน เราพูดแบบนี้กับคนที่วิ่งข้ามถนน ว่า เป็นไง เขาบอกว่า มีความสุขดีเนอะ เรานึกในใจเมื่อกี๊กูก็นึกในใจแบบนี้ ความสุขของคนไปเที่ยวด้วยกันมักมาพร้อมๆกันมั้ง แต่บางทีเบื่อก็เบื่อพร้อมๆกัน

เดินไปขึ้นสะพาน เห็นเขาเอาเครื่องบินรบเก่าๆมาวางไว้ ริมแม่น้ำ ก็ถามทรายว่า เครื่องบินตกอะทราย ทรายเคยทำรถไฟชนกันป่าว ทรายทำตาโต และ ตอบมาว่า บ่อย ฮ่าๆๆ เราขำเสียงดัง เกิดเป็นคนสวยก็ลำบากแบบนี้ล่ะ


แล้วเดินข้ามสะพานไปฝั่งเหมือนๆอีหยิบ

เห็นพีระมิดที่ถ่ายไปหลายรูป เป็นวัฒนธรรมสมัยมายาที่เม็กซิโก(คิดว่าจำไม่ผิด) วานชาวบ้านถ่ายให้นิดหน่อย การมาเที่ยวสองคนก็แย่ตรงที่ไม่ค่อยมีรูปคู่นี่ล่ะ เห็นพ่อแม่ลูกสองครอบครัวหนึ่ง ลูกขี่คอด้วย เห็นว่าน่ารักดี เราบอกทรายไปว่าถ้าเรามีลูกจะพาลูกมาที่นี่ ทรายกวนตีนบอกว่า ก่อนมีลูก หาเมียก่อนนะพี่ เราตอบตามตรงไปเลยว่า เมียไม่ค่อยสน กูอยากมีลูกมากกว่า

แถวๆนี้ดอกไม้สีสวยมากๆ ยังกะดอกไม้ปลอม อาจเพราะฝนพึ่งหยุดตกกระมัง มีดอกหงอนไก่ อะไรแบบนี้ เราถามทรายว่า ดอกกรรณิการ์หน้าตาเป็นยังไงอะ ทรายบอกว่าไม่รู้ เราก็งงๆ ชวนตีไป บอกว่าพ่อทรายอาจชอบกลิ่นมากๆก็ได้ ทรายบอกว่าพระตั้งให้ตะหาก หน้าตาฉุนๆ แล้วก็ได้ยินเสียงแว่วๆเป็นภาษาไทยถ่ายรูปดอกไม้กันอยู่ เราก็เลยถามว่าคนไทยหรือครับ ทักทายนิดหน่อยพอเป็นมารยาท แล้วพอเดินผ่านไปก็เลยวานเขาถ่ายรูปให้หน่อย แล้วก็อยากเล่นไรไม่รู้ แต่ตั๋วไม่ผ่าน คงเพราะครอบครัวอุปถัมภ์เขาใช้สิทธิ์นั้นไปแล้น ก็เลยไป

นอนก่อนง่วงมากๆ

ไอ้บ้าเอ๊ย

0 comments
ไอ้บ้าเอ๊ย

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๖:๒๐:๑๙ น.

วันนี้ถามคนคนนึงเป็นภาษาไทยว่า มีแฟนหรือยังครับ เขาตอบว่า ไม่ ไม่ ไม่ ฟังดูตลกดีเพราะพูดไทยสำเนียงญี่ปุ่น เป็นคำถามที่ถามเพื่อทดสอบระดับภาษาของเขาน่ะแหละ วันนี้วันเกิดเพื่อนรักชาวฝรั่งเศส สนุกดี ไม่ค่อยมีคนอยากกลับ แต่เราโคตรง่วง แต่ก็คุ้มค่าการไปจริงๆน่ะละ

วันนี้มีคนพูดถึงคนๆนึง ว่าเดือนเมษานี้จะมาญี่ปุ่น เราฟังแล้วตกกะใจอย่างยิ่งยวด(แปลว่าไรวะ) แค่นึกถึงก็อยากดูดมาโบโร่เร้ดแล้วล่ะ แต่ตอนนั้นเราคิดได้อย่างนึง ว่า ไอ้บ้าเอ๊ย กูลืมแม่งไปได้นานแล้วนะ ตั้งแต่กลับไทยไปนี่ล่ะ ภูมิต้านทานมากขึ้นมหาศาล

แต่ว่า ไอ้บ้าเอ๊ย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

ชีวิตนี้ไม่เจอะกันอีกเลยจะดีกว่า

เงี่ยนว่ะ ชักว่าวซักหน่อยดีกว่า เออ วันก่อนได้ยินคำนึงโคตรชอบ เกิดมาไม่เคยได้ยินและไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน

มีคนพูดว่า “ก็คิดซะว่ายืมจิ๋มแม่งชักว่าว”ละกัน จะได้ไม่รู้สึกผิด


“””””””””””””””””””””

.....................

.................
..........

Thursday, February 07, 2008

5:29:40 AM


เอาเรื่องอะไรก่อนดีน้า วันนี้เจอไอจังด้วย น่ารักเหมือนเดิม แต่เด๋วก่อนดีกว่า เอาว่าเช้าวันใหม่วันนี้แย่มากๆ หิมะตกหนัก บอลไทยก็แพ้ญี่ปุ่นไป๔ ๑ ไอ้บ้าเอ๊ย อุตส่าห์ยิงตีเสมอได้ภายใน๑นาทีแล้วนะ ครึ่งแรก๑ ๑ ครึ่งหลังเสียไปสอง ใบแดงไปหนึ่งคน โดนอีก๑ประตูตอนทศเวลาบาดเจ็บ หิมะตกหนัก แข่งไงไงก็แพ้ กูเดินถนนยังไม่อยากเดินเล้ยยยหนาวจะตายห่า จะเอาอะไรกะคนไทยไปเตะบอล จะบ้ารึเปล่า

เอาเรื่องแสนน่าเบื่อดีกว่า เบื่อคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรมา (ถ่ะไดมา) คนจำนวนนึงชอบบอกเราว่าไปไหนไม่ชวน (มักเป็นคนๆเดียวกะที่ชอบทวงของฝาก) เป็นมาแต่ไหนแต่ไร น่าเบื่อมากๆ เราแทบไม่พูดคำนี้กับใครเลยนะ

ฝันดีเวลาใกล้ตื่น

0 comments
ฝันดีเวลาใกล้ตื่น

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

๑๐:๔๒:๓๑ น.

ใครก็ไม่รู้ จำไม่ได้คงเป็นแฟนเพื่อนแล้วเพื่อนบ่นให้ฟังเรื่องตื่นมาเจี๊ยวตั้ง แล้วแฟนมันหึงหาว่าฝันถึงใครอื่นๆ ฮากันเข้าไป


ตอนนี้ฝนตกอยู่แถวๆนี้เวลาฝนตกเราจะอารมณ์ดีทุกครั้งไป วันนี้ก็อีกเช่นกัน

ต้นจามจุรีแผ่กิ่งก้านใหญ่ล้นบ้านเลยทีเดียวเชียว

เมื่อคืนไม่ดิเมื่อตะกี้เองฝันเห็นเอ ฝันว่านั่งรสบัสไปเที่ยวกันแล้วมันเบียด แล้วเขามาซบ เราก็คิดถึงกันน่ะแหละ แล้วก็เลยจูบกัน จูบกันจุ๊บๆอยู่ได้ มีความสุขเหลือเกิน จุ๊บไปจุ๊บมาก็แลกลิ้นกันมันส์ แล้วก็ตกใจตื่น ฮ่าๆๆๆอันนี้เช้าวันศุกร์

เมื่อเช้าวันพฤหัส ฝันว่าน้องดี บังเอิญเจอกัน ก็เลยกอดกันใหญ่แล้วก็ไปนั่งคุยกัน เจอกันกอดกันก็มีความสุขแล้ว

สองคนนี้จริงๆต้องใช้ฉากเป็นโตเกียวถึงจะถูก เพราะชีวิตนี้อาจไม่ได้เจอกันอีกเลย

เมื่อเช้าวันพุธ ฝันดีอย่างน่าตกใจ น้องพี เธอนั่งสะอึกสะอื้นอยู่ในรถ พูดว่า ก็แอบชอบมานานแล้ว ไม่รู้หรือไง ในทำนองว่า โธ่ ไอ้แก่ทศทำไมมึงโง่แบบนี้ เล่าให้เหี้ยนินฟัง เหี้ยนินขำกลิ้ง ก็ก็ยังงงๆเลยว่าฝันแบบนี้ได้ไง ฝันเข้าข้างตนเองเหี้ยๆ แต่เรื่องนี้ก็นึกมาหลายหนว่า ไม่มีทางเป็นจริงๆได้ น้องเขาไม่มีทางชอบเราหรอก แต่พวกพ่อสื่อก็บอกกันนะว่า น้องเขาชอบเรา อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด เก็บความเบิกบานไว้คนเดียวเถอะจ้ะ สุดหล่อ

ไปขี้ดีก่า

การขย้ำกันของสัตว์ร้าย

0 comments
การขย้ำกันของสัตว์ร้าย

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551

๐๒:๑๓:๐๓ น.

ตื่นมาตะกี๊ งอแง อีกแล้ว ดึกๆหิวเสมอ กับข้าวก็ไม่มีกิน ว้าแย่จัง ฝนตกทั้งวันทั้งคืนพอเข้าบ้านก็ไม่ต้องออกไปไหนกันพอดี ฝันร้าย หรือฝันตามปกติไม่ทราบ ภาพเป็นการ์ตูนเลย มีจังหวะหยุดมีจังหวะเร่ง การเห็นผู้หญิงสองคนขย้ำห้ำหั่นกันภายใต้จิตสำนึก มันก็คงเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ก็เราเจอเขาทั้งสองแทบทุกวันเป็นเวลาครึ่งปี จะเก็บมาฝันบ้างก็คงไม่แปลกอะไร เขาดีต่อกัน แต่เขาก็มีความไม่พึงพอใจต่อกัน ในฝันฝันไปว่า เขาไปตีกันที่สิงคโปร์ เลยโดนจับเข้าคุก เพราะโทษที่นั่นหนัก ทำไมต้องที่นั่นด้วยนะ เราไม่เข้าใจ หรือเพราะก่อนนอนเราอ่านเรื่อง ซ่อง ที่เกลัง หรือเพราะเราไปเดินที่Parcoมา

แต่ว่าหิวข้าวอะ ทำไงดี ขี้เกียจทำชะมัด อยากอยู่ไทย ตื่นมาตอนนี้จะออกไปแดกโกบู้ คิดถึงความสบายที่ไทยจัง ยายจ๋า อีกไม่กี่วันทศไปหาแล้วน้า

“””””””””””””””””””””””””

Friday, March 28, 2008

๑๘:๑๒:๒๐ น.

เครียดอยากอ้วก

เพื่อนเก่าๆ

0 comments
เพื่อนเก่าๆ

Saturday, November 29, 2008

1:38:39 PM



วันนี้ตื่นมาหงุดหงิดแบบไม่สมควร เพราะเห็นคุณบุ๋มขึ้นหน้า๑ไทยรัฐ ควรจะยินดีนิ

อีกซักพักออกไปนอกบ้านดีกั่ว

เมื่อคืนกลับมาบ้านตีสี่แน่ะ ไปกินเหล้ากะเมธีกะเหี้ยบอยมา ตอนแรกไปร้านอ้น แต่แม่งเสียงดังชิบหาย ก็เลยไปต่อกันที่นั่งอ้วน ไม่รู้คึกไรกันถ่ายรูปกันใหญ่ อยากเอาขึ้นไฮไฟ้วเหมือนกันนะ ไอ้บอยนานๆจะโทรมาหาทีนึง มันโทรมาเพราะเมื่อวานเมสิรินทร์ โทรหาเราถามว่าไปเขาใหญ่ไหม มีที่พักฟรีมีคอนเสิดคลื่น๙๘ กู๊ดเอฟเอ็ม ให้ฟัง เช้ามามีกิจกรรมนิดๆหน่อยๆ เราบอกว่าไปไม่ได้หรอก ก็เลยตามหาเพื่อนๆให้ ก็เลยได้ไอ้บอยไปกะแฟนมัน บรรยากาศคงดีมากๆ อภิสิทธิ์แจกเพื่อนๆได้เสมอๆ เมสิรินทร์กะจะชวนเราและอินทรีไปปล้ำซินะ แต่เรากะอินทรีรู้ทันก็เลยไม่ไป ฮา ฮา ฮา มีวันนึงโคตรขำเลย เรากะมิ้มชอบคุยกันแบบบทละคร มิ้มเคยส่งsmsมาขำมากๆว่า คืนนั้นเมตกเป็นของโน๊ต ทศตกเป็นของนุ้ย มิ้มตกเป็นของอินทรี แม่งกูละขำกลิ้งเลย พอดีเพลินๆอยู่สุโขทัยเลยลืมๆไป อ้อ เมื่อวานตอนเย็นๆเจอไอ้เอ๊ดทั้งแก๊งยกเว้นพระต้อม อินทรีก็พูดเรื่องเมชวนไปเขาใหญ่ เราก็ขำๆ ฮิฮิ


อ้อ พาไอ้ยุตม์ไอ้นนท์ไปบ้านป้องหนแรกเลย กินกันแต่สี่ทุ่มถึงตีสองได้ ถึงได้ไปหาเหี้ยบอย บ้านป้องก็ตลกเหมือนเดิม มีป้องโป้งเรานนท์ยุตม์ ขำนิดหน่อย แต่แต่ละคนดูเหนื่อยๆ


เมื่อวานเย็นๆไปดูมอเต้อร์เอ๊กซ์โป กะไอ้ยุตม์ เจอบอมบ์เพื่อนสนิทสมัยก่อน ไม่เจอกันนาน ห่างเหินกันไปพอควร บอกบอมบ์ว่าวันก่อนเจอโบว์ ก็เลยชวนตีแบ่ด วันไหนมึงมาตีแบ่ดกะกูกะโบว์กันไหม ช่วงนี้เห็นพ่อบอมบ์ออกทีวีทุกวันเลย บ้านก็อยู่ใกล้กันแค่เนี้ยะเอง

ไอ้บอยโทรไปจองที่พักจากเมย์ เสือกพูดชื่อผิด ว่า โบว์ แม่งเอาเหี้ยไรมาจำวะ เมย์คงงอนกูซิวะ ชื่อไหนไม่ชื่อเสือกชื่อโบว์

เจอไอ้หมิงด้วย ไม่เจอมานานหลายปี เม้ากันแตกเลย เจอจิ๋วด้วย ไอ้จิ๋วก็เหมือนๆเดิม แต่ก่อนไอ้บอยซี้กะไอ้จิ๋ว เราก็ซี้กะไอ้บอย ตอนไอ้จิ๋วทะเลาะกะโบว์(หลายคนจังชื่อนี้) ที่ซิดนี่ย์ เราก็นั่งแท๊กซี่ไปปลอบมันตอนตีห้านี่จำได้เลยวันนั้น แปลกดี ไอ้จิ๋วพูดว่า เราหายไปจากชีวิตมันเลย เออ จริงซินะ แต่กูมาแล้วนะ เราจะเริ่มติดต่อเพื่อนๆเก่าๆแล้วล่ะ ไว้โอกาสเหมาะเจาะก็จะได้เจอกันเรื่อยๆ ต้องกลับไปพบปะเจอผู้คนแล้วล่ะ เผื่อจะมีแฟนกะเขาบ้าง เจอไอ้จิ๋วครั้งสุดท้ายก็งานศพพ่อไอ้เจ ไอ้ยุตม์ก็งงๆทำไมเราเจอคนรู้จักเยอะจัง เราบอกไปว่าก็นี่มันวันแรกรอบวีไอพี คนจนอย่างกูก็ต้องมาเดินกระทบไหล่พวกเพื่อนรวยๆกันบ้างดิวะ

ไอ้จิ๋วจำไอ้ยุตม์ได้นะว่าเป็นน้องคณะ แต่ไอ้ยุตม์มันซื้อเหล็กไม่มากพอที่จะซื้อตรงๆผ่าน เล้า เป๊ง ง้วน จิ๋ว

เมื่อวานไอ้ยุตม์บอกว่า ดาวไปเรียนโทอีกใบที่Harvardแล้ว ไอ้บอมบ์ก็บอกว่า ไอ้ถั่วไปเรียนโทที่Harvardแล้ว โอ้วมายก้อช เป็นการรับรู้ที่แปลกสิ้นดี แปลกมากๆ ชีวิตนี้นึกว่าจะรู้จักกะอ๋อม คนเดียวที่เรียนHarvard พอดีเมื่อวาน เดินผ่านดีลเล่อร์รถเบ๊นซ์ ก็หันไปบอกยุตม์ (คงเสียงดังไปหน่อย) ว่า นี่ไงเบ๊นน้องดาว (ไอ้ยุตม์มันหาอยู่) พวกเซลล์หันมากันหมดเลย ไอ้ยุตม์มันก็มีแก๊งรวยๆมัน

จริงๆแล้วการทำอุตสาหกรรมเหล็กๆกลึงๆหนักๆนี่ดีนะ ได้เงินเยอะดี เมื่อคืนไอ้จิ๋วโทรชวนไปฟาราเบลลล่าไรไม่รู้ เราถามว่ากี่ตังค์วะ ได้ข่าวว่าแพง มันบอกว่า เหล้าชุดนึง รวมมิกด้วยเบ็ดเสร็จตกห้าพัน เย็ดตะม่อน กูจะเป็นลม ถามมันไปว่า สาวสวยไหม มันบอกว่าสวยเลิศ ก็แน่ละวะ ราคาแบบนี้

อ้อ เมื่อสองวันก่อนไอ้นนท์พึ่งถามถึงที่ตรงนี้ว่าคืออะไรเอง เพราะมันเห็นรถสวยๆเยอะจัดๆ เราก็อธิบายไป เราบอกมันไปว่า กูเคยเห็นว่าสวยดี ขับรถผ่านไปหลายปีก่อนตอนเปิดใหม่ๆ ก็เลี้ยวเข้าไป เขาไม่ให้เข้าไปด้วยซ้ำ ไอ้เรื่องอภิสิทธิ์ชนแบบนี้ก็แปลก รถญี่ปุ่นกระจอกๆเข้าไม่ได้ เพื่อนสนิทไอ้จิ๋วในปัจจุบันชื่อปั้น เป็นแฟนเพื่อนสนิทเราเอง เราและปั้นรู้จักชื่อกันมาซักเจ็ดแปดปีได้แล้ว แต่พึ่งเจอหน้ากันจะจะ เรื่องแบบนี้ตลกดีมากๆ จริงๆแล้วจิ๋วและแฟนปั้นเคยเจอกันแล้วที่คลื่นแทรกจากการแนะนำของเรา เมื่อนานแสนนานมาแล้ว แต่ก็จำกันไม่ได้

แต่ช่วงนั้นไปตรงนั้นทุกๆวัน ส่งสาวเสร็จ ซอยตรงข้ามอันนี้ล่ะ(มหาดเล็กหลวง๒) ก็จะไป70’s Barsหลังสวน ยืนกินเบียร์ขวดนึง ริมเค้าเต้อร์ ดูสาวๆเต้น(แต่ก่อนยังไม่ใช่ย่านเกย์) ซักชั่วโมงนึงแล้วก็กลับบ้านจำได้ว่าไปคนเดียวก็แปลกๆดี คุยกะแคชเชียร์บ่อยๆ

ตะกี๊ไอ้บอยโทรมาถามทางไปปากช่อง กูจะรู้ไหมนี่ มันอยู่ตรงไหนของปากช่องวะ ดิสก๊อบเวอร์รี่ฮิลล์เนี่ย ก็เลยคุยกะแฟนมัน แต่โทรศัพท์เราไม่ค่อยดีแฮะ อ๋อ รู้แล้ว ถ้าขับรถอยู่จะเสียงขาดๆเสมอ เดียร์ถามว่าแล้วทำไมเราไม่ไปเขาใหญ่ล่ะ เราบอกไปว่า เราไม่ว่าง แล้วเดียร์ถามถึงน้องคนนั้นๆๆๆๆน่ะ เราแม่งขำ ใครวะ เดียร์บอกว่า คนที่ สวยๆอะ เราแม่งขำใครวะ ฮ่าๆๆ จนในที่สุดก็รู้ เมื่อวานเจอไอ้แวนด้วย เจอกันคราวสุดท้ายก็ไม้เอกเมื่อชาติที่แล้ว แม่งทักโคตรขำเลย เมื่อวานก็บอกไอ้จิ๋วว่ากูส่งไอ้บอยไปฮันนีมูนว่ะ

เฮ้ย กรี๊ดดดดด สองโมงครึ่งแล้ววววว ออกจากบ้านได้แล้วววววววว


Privilege elites (03/12/51 05:39 น.)

เจี๊ยบไม่ใช่กวางนะทศนะ

0 comments
เจี๊ยบไม่ใช่กวางนะทศนะ

Saturday, September 06, 2008

00:41:50

นั่งดูทีวีช่องประจำคุ้นเคยอยู่ เห็นพิธีกรยิ้มสวยที่สุดเท่าที่เคยดูทีวีมา
(ไม่ได้หมายถึงหน้าสวยที่สุดในโลกนะ แต่หมายถึงยิ้มสวยมากกกกก)

รายการข่าวเศรษฐกิจเครียดๆแต่พูดไปยิ้มไปน่ารักชะมดเช็ด ฉาดฉานมากๆ แต่ช่องนี้พีธีกรสวยทุกคน

ภาษาคุณ พชร แกบอกว่า ช่องนี้พิธีกรสวยกว่านางงามอีก เราเห็นด้วย

แต่ไม่รู้จักเขาหรอก แต่จำได้ว่า เขาชื่อกวาง เหมือนเพื่อนเคยแนะนำที่เอสพลาหนาดวันที่ไปขอวีซ่าไปจีนเมื่อปลายเดือนกรกฏาคม จำได้ว่าวันนั้นไปหาเพื่อนสนิท กินข้าวกลางวันกัน นั่งรอถึงบ่ายสามเดินไปเอาพาสปอดกลับ

และวันนั้นเป็นวันที่เอาลูกชิ้นหมูเต๊กกอไปให้กุ้งที่ออฟฟิซกุ้ง จำได้ว่าน้องของกุ้งชื่อกวาง

วันก่อนหน้านั้นไปซื้อลูกชิ้นจากเต๊กกอนครปฐม

แต่กลางวันวันนั้นที่นครปฐมนั้น นั่งกินข้าวกะเต๊กกอตัวจริงด้วยล่ะ กินกันที่โรงแรมเป็นอาหารจีนเยอะแยะเต็มเลย อร่อยดี หนุกดี คุยกันเม้าแตกหลายคนหลายชั่วโมง อาหารจีนอร๊อยอร่อย เต๊กกอพูดว่า “น้องทศ ฟังนะ ผู้หญิงทุกคนชอบผู้ชายเจ้าชู้ แต่ไม่ชอบให้ไปเจ้าชู้กับคนอื่น” วันนั้นไปหาป๊าก็มันดี เออ แต่ที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกก็คือ เรื่อง เราว่าเราเคยรู้จักผู้ประกาศคนนี้เมื่อไหร่ แต่เขาไม่มีทางจำได้แน่นอนเพราะเราเองยังนึกไม่ค่อยออกเลย แต่ทำไมจำได้ว่า ต้องเคยไรๆซักอย่างที่เอ็มเคสยามเลย แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกตอนนั้นต้องอายุซัก๒๐เองมั้ง แต่เห็นในทีวีก็อดนึกไม่ได้ว่าทำไมดูเขามีความสุขจัง ยิ้มหวานตลอดรายการเลย ถ้ายิ้มแบบนี้และอยู่ฟรีทีวีน้า รับรองมีสุขชิดซ้าย

เข้าเรื่องๆ

ก่อนไปลาว และ จีน เมื่อต้นเดือนที่แล้วนู้น

ช่วงนั้นเจอกะอีเจี๊ยบหลายหนอยู่ ไปช่วยมันติดม่านไรหลายๆอย่าง พอดีมันมาซื้อบ้านใหม่เอี่ยมเศรษฐศิริใกล้ๆบ้านเรา อีเจี๊ยบก็สวยจะตายห่า น่ะแหละ ไม่แก่ด้วย พอดีเมื่อคืนไปกินเหล้ากะเจี๊ยบมาที่บ้านน้ำก็เลยคุยกันถึงเรื่องนี้ เรื่องที่เจี๊ยบมันพูดว่า เจี๊ยบไม่ใช่กวางนะทศนะ แม่งตลกดีตรงที่ มันถามว่าเคยเห็นเขาควายไหม ควายมีสองเขาโง้งๆไม่สั้นไม่ยาว แต่กวางมีเขายาวและโง้งกว่า (แปลว่าโง่กว่า(ฮา))

และเจี๊ยบมันก็มักบ่นเรื่องแฟนมัน ที่เห็นมันโง่นักหรือไง ถึงได้ ชอบหลอกมัน มีผู้หญิงตั้งกี่คนจับได้ตั้งกี่หน แต่ก็ปากแข็งบอกมีมันคนเดียวตลอด มันก็จะพูดด้วยเสียงแหลมๆ ของแม่งน่ะแหละ ว่า “เจี๊ยบไม่ใช่กวางนะทศนะ ทำไมพี่เขาทำกับเจี๊ยบแบบนี้ๆๆๆๆๆ” แค่นึกถึงเองก็ขำแล้ว เพราะถ้าได้ยินประโยคนี้เมื่อไหร่ แม่งก็คือ แม่งกำลังจะบ่นๆๆๆๆๆด้วยเสียงแปดหลอดของแม่ง แต่เมื่อคืนแม่งตลกดี ตลกดีตรงที่พอเจี๊ยบเมาแม่งพูดเสียงดังชิบหาย ไม่ค่อยจะยอมกลับบ้านด้วย จนไอ้น้ำหลับคาโต๊ะน่ะละ เราเองก็เช่นกัน พวกผู้หญิงสวยหยาดเยิ้มขนาดไหน ถ้าคุยกะผู้ชายเยอะเราก็ต้องถอยเช่นกัน และก็ถอยทุกครั้งในชีวิตน่ะละ

นึกไปถึงเจี๊ยบแม่งอยากแต่งงานอ่ะนะ แต่ว่า แฟนมันก็ยังไม่ยอมหยุด

นึกไปก็ตลกดี เมื่อวานบอกมันไปว่า ช่วงซักเดือนกว่าๆสองเดือน ที่ผ่านมานะเจี๊ยบนะ เราแม่งมีผู้หญิงผ่านเข้ามาพูดมาคุยมาจีบๆกันตั้ง๗คน(แต่ต้นปีถึงกลางปีดูใจแค่คนเดียวเอง) โทรศัพท์เม้าแตกกระหน่ำสุดๆทุกๆวันเลย ทำตัวกะหรี่สิ้นดีเลยกูใครโทรมาคุยด้วยก็คุยหมดเลย แต่ไม่จีบนะ ไม่บอกรักแม้แต่คนเดียว แต่นึกไปแล้วหัวใจแม่งวี้ดวิ้วสิ้นดี แต่มีแต่ความสนุก หาได้มีความสุขไม่ เพราะที่ใดมีรักก็จะมีความสุขตามมาเอง เราไม่ได้อยากมีเพื่อน พี่น้อง เราอยากมีคนที่เรารัก คนเดียวก็เกินจะพอ

แต่แล้วกูก็หยุดว่ะเจี๊ยบ เฮ้ย

หยุดกับคนที่เรียบที่สุด แต่ไม่ใช่คนที่สวยที่สุด (จาก๑ใน๗) แต่เราก็เถียงมันว่า มันไม่เกี่ยวกะเรื่องหยุดไม่หยุดหรอกว่ะ แต่ว่า ถ้า ไม่เจอ มันก็ไม่ได้นึกอยากหยุดล่ะมั้ง ยังดีนะมึงที่เขาไม่ทำร้ายอะไรมึงนัก แค่เพียงเขาไม่ได้นึกอยากหยุดหยุดๆๆๆกะมึงแค่นั้นเอง

ผู้ชายเนี่ย ถ้าฐานะทางการเงินดีนิดนึง มีงานดีนิดนึง แม่งเอ๊ย ไงไงผู้หญิงก็จีบก็จับ ไอ้ความมั่นคง(ภายนอก)เท่ห์ๆบางอย่างมันทำให้ผู้หญิงพอใจได้ ไอ้เจี๊ยบมันก็เห็นด้วยอยู่แล้วที่เราพูด แฟนมันก็เท่ห์แสนจะเท่ห์ ผู้ชายเนี่ยความเท่ห์ความน่าสนใจ มันอยู่ที่ความแมนและไลฟสไตล์ของชีวิตว่ะ นอกเหนือไปจากการงานที่แสนมั่นคงล่ะนะ แต่ไอ้ไลฟสไตล์ที่แสนเท่ห์นี่ล่ะ ที่มันมักจะสนุกเกินไป

แต่ช่วงนี้ เราหยุดนะ เราพอใจในทัศนคติบางอย่างของเขามากๆ ไอ้เจี๊ยบแซวชิบหาย ก็บอกแล้วกูเจอผู้หญิงทุกวันแต่จะมีซักกี่คนที่กูอยากมีอนาคตร่วมกันกับเขา และสิ่งที่วิเศษที่สุดก็คือ เขาเองก็เชื่อมั่นในตัวเราระดับนึงเลย เดี๋ยวไว้วันเกิดเจี๊ยบพาไปๆ ฮ่าๆๆ เขาโทรมาตอนเรานั่งแดกเหล้าอยู่ข้างเจี๊ยบ บอกเขาไปว่า เพื่อนๆเราอยากรู้จักเธอกันจริงๆเล้ยยยยยย เขาก็บอกว่าอยากให้เราเจอพวกเพื่อนเขา แต่เราบอกเขาไปตามตรงว่า การไปเจอเพื่อนสาวๆเป็นกองทัพนี่น่ากลัวมากๆ แค่เราเดินไปฉี่ ก็โดนแทะไปทั้งตัวแล้ว เขาขำใหญ่บอกเราว่า ใช่ แต่เธอก็ต้องทำนะ ถ้าเธอเอาชนะใจเพื่อนชั้นได้ ชั้นจะมีความสุข พวกเพื่อนเขาทุกคนก็กลัวเราจะมาหลอกผู้หญิงใสซื่อน่ะแหละ

วันจันทร์ ผู้หญิงที่ทำให้หยุดสุดที่รักก็จะกลับมาไทยแล้ว ตั้งหน้าตั้งตารอใจจะขาด หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า การที่เราไม่เห็นเขาเป็นกวาง จะทำให้เขาไม่เห็นเราเป็นกวางเช่นกัน แต่ใครจะรู้ล่ะ จริงไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต รู้แต่ชั่วโมงนี้คืนนี้เราอยากดูแลความรักของเรา๒คนให้ดีที่สุด เพราะการที่เราสองคนได้พบกันเราว่าก็เป็นเรื่องที่ยากมากๆอยู่แล้ว ชีวิตนักกีฬาผู้มีวินัยแบบคุณและชีวิตขี้เหล้านักเที่ยวแบบผมมันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน แต่เราก็หากันจนเจอ จริงแมะ?

พอดีกว่าๆ อ่านหนังสือค้างอยู่๓เล่มแน่ะ อ่านสลับๆกันพร้อมๆกัน

เริ่มต้นอ่านพร้อมกันก็จะได้อ่านจบพร้อมกันซินะ

Hi5 2

0 comments
Hi5 2

Wednesday, September 10, 2008

2:02 AM

Home is ต่อมาจากคอมอีกเครื่องนึงนะฮะ

เอ๊ ต้องเขียนจากไหนกันน้า

วันก่อนมีเรื่องเศร้ามากๆ ตอนบ่ายโมงครึ่ง พอบ่ายสองเศษๆวันที่๘ตั้งสติได้ ก็เลยขับรถกลับบ้าน ฟังเพลงนี้แล้วว่าซึ้งดี น้ำตาไหลไม่หยุด นี่เป็นหนที่สองในชีวิตที่ขับรถไปร้องไห้ไป พอกันทีความฝันบ้าๆบอๆ อยู่บนโลกความจริงกันบ้าง ในรอบ๒อาทิตย์ที่ผ่านมามีปัญหาหนักหน่วงทางความรู้สึกเข้ามาในชีวิตสามเรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกออกแนวตกใจๆที่แฟนเก่าที่คบกันมาแค่๗ ๘ ปีกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายที่ทำให้เราเลิกกัน(รู้๒๒สค) เรื่องสองรู้สึกราวกับโลกพินาศ(รู้๒๘สค) เรื่องสามทำลายความฝัน(๘กย) ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงไม่เกี่ยวกับเรื่องความรักฉันท์ชู้สาวของเราในปัจจุบันเลย เป็นเรื่องกลุ้มใจที่ชีวิตโสดนี้คงไม่เจอหนักกว่านี้แล้ว(ถ้ามีลูกคงมีเรื่องทุกข์กว่านี้) เวลาผ่านไปก็ทำใจได้ อยู่บนโลกความจริงซะหน่อย และทั้งหมดเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยมีในชีวิต๒๘ปี ถ้าพูดสวยๆหรูๆก็คือ เราต้องหันมาปรับโครงสร้างหนี้และบริหารสินทรัพย์เสียใหม่(แหวะ กูจะอ้วก พูดซะดูดี)

ปีนี้ทั้งปีมีเรื่องตกใจสุดๆแค่สามเรื่องนี้เอง น้อยเนอะ(สมัยเล่นหุ้น หัวใจกูจะวายวันละ๓รอบ(ฮา)) แต่ชีวิตปกติจะมีเรื่องตกใจแบบนี้สองปีหนเองนะ (ถ้าเดือนหน้าปตทไฟไหม้ลงไปถึง๑๙๒บาทกูจะขายบ้านมาซื้อเล้ยยย ฮ่าๆๆ)

ไม่รู้ทำไงดี ไม่อยากรีบขับรถกลับบ้านไม่อยากเศร้าๆทำให้ยายและแม่กังวล ก็เลยแวะไปหาเอ๋ย แต่วันนี้แต่งตัวหล่อเป็นพิเศษ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว แวะไปเขาก็กินเที่ยงกันอยู่ พ่อแม่ลูก

แม่มันทักว่าวันนี้หล่อเชียว แม่ถามว่า “แล้วเธอเป็นไงบ้างจะเอายังไงกับอนาคต?” เราตอบไปด้วยดวงหน้าที่สุดแสนเศร้าสร้อยและเสียงที่แทบไม่มีความมั่นใจในชีวิตหลงเหลืออยู่ไปว่า “ทศก็เหมือนผู้ชายปกติล่ะครับ อยากมีเงินมากพอดูแลครอบครัวได้” แม่มันแทรกขึ้นมาทันที “อ้าว แม่ว่าทศเป็นคนพิเศษน้า ธรรมดาตรงไหน” เราอมยิ้มเลย เออ ก็คงจริง เรามันก็คนแปลกๆ วิถีชีวิตก็แปลกๆ ความสามารถพิเศษก็แปลกๆ แล้วก็คุยไปอีกซักพัก ดูแม่มันมองเราในทางที่ดีขึ้น

นึกไปถึงวันแวะไปช่วยอีเจี๊ยบติดม่านบ้านใหม่ ม่าม้าแม่งก็ทักขำๆทำเราอมยิ้มแบบนี้เช่นกัน

อีเอ๋ยกะอีเจี๊ยบเกิดวันเดียวกันปีเดียวกัน มะรืนนี้พวกแม่ง๒๘(อี๋...แก่...เหี่ยว) (๑๒กย) แต่หน้าตาและนิสัยแม่งเอ๊ย คนละเรื่องเล้ย อีเจี๊ยบสวยสัดๆหมาๆ สุขสันต์วันเกิดนะเพื่อนรักทั้งสอง จนป่านนี้แล้ว กูคงได้คบมึงๆไปตลอดชีวิต หนีกันไปไม่พ้น บ้านก็แสนจะใกล้กัน สาธุ ขอให้พวกมึงได้ผัวดีดีหล่อๆไม่เจ้าชู้ซื่อสัตย์ต่อเมียได้ซักครึ่งนึงของกู กูจะได้ไม่ต้องมานั่งฟังพวกคุณๆมึงๆบ่นกันอีก (ปัจจุบันกูก็หล่อ(ที่สุดในโลก)และประเสริฐกว่าผัวมึงๆอยู่แล้วและแฟนกูก็ต้องสวยกว่าพวกมึงด้วย(ฮา))(พ่ออีเจี๊ยบชื่อประเสริฐ)(ฮากว่า)

แต่ที่อยากเล่าก็คือ

ชีวิตเมืองไทยรู้สึกอบอุ่นดีที่มีเพื่อนดีดี มีแก๊งลูกหมู มีกลุ่มเพื่อนชยุตม์ มีบ้านอยู่ มีครอบครัวที่อบอุ่น(ที่ครอบครัวอบอุ่นเพราะบ้านมีทีวีเครื่องเดียว(ฮา) ได้ไปเล่นกีฬากับเพื่อน แม้จะเล่นไม่ค่อยเป็นเพื่อนก็ไม่ค่อยว่า ถือซะว่ามาฮาร่วมกัน แล้วจะไปอยู่ต่างประเทศทำไมจริงไหม ?

ตั้งแต่เข้าหอที่ธรรมศาสตร์เราออกจากบ้านไป๑๐ปีแทบไม่เคยอยู่เลย หันหลังให้ครอบครัวมาตลอด๑๐ปีที่ผ่านมา เดินทางมาก รู้จักคนมาก แต่ชีวิตในรอบปีนี้ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาทำให้ได้เรียนรู้ว่า จะมีประโยชน์อันใดที่จะเดินทางไปไกลแสนไกล สวยแสนสวย แต่กลับหันมามองไม่เจอคนรอบข้างเหล่านี้ที่เรารักและรักเราอยู่เคียงกายเราเสมอมา

ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ขอบคุณทุกๆคนในครอบครัว ที่เป็นกำลังใจและพร้อมจะสนับสนุนทุกความฝันของเราเสมอมา

ปล.อันนี้ก็สำคัญ ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวาน พูดได้มากกว่าสองภาษา ทำบัญชีได้ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน กรี๊ดดดดดด สะเป๊กช้านนนนน เราหาเจอแล้ว (แต๊งก๊อดดดไอฟาวยู รักนะ จุ๊บๆ ) จะทำตัวดีดี รักษาไว้ให้ดีที่สุดเนะ

คิดถึงไทย

0 comments
คิดถึงไทย

วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2551

๐๑:๐๕:๕๙ น.

แพงชิบหายละกูคราวนี้ โทรไปไทยมาครึ่งชั่วโมง หาคนสามคน คนหนึ่งเป็นรุ่นน้องผู้หญิงที่คณะ คนหนึ่งเป็นเพื่อนชายแสนดีจากคณะ อีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนสาวแสนซี้สมัยมัธยม

ต่างคนต่างกรรมต่างวาระ ให้ได้รู้จักกัน

ไอ้เพื่อนมัดยมอยู่กะเพื่อนซี้เราอีกตัว นั่งกินปากเป็ดกันอยู่ร้านลาบหน้าปากซอยลาดพร้าว๑๐๗ มันบอกว่า กูไม่ได้เงินมึงนะที่โอนมา เหี้ย ปวดขมับเลยกู โดนอีกแล้ว โทรไปคุยทั่วๆไป ออกอารมณ์แบบอยากไปเที่ยวด้วยจัง ไปเชียงใหม่กันน้าวันสงกรานต์ เพื่อนบอกว่า เออ มีที่พักหรอวะ เราบอกไปว่า เออ น่าเดี๋ยวก็รู้ เที่ยวแบบเราๆสนุกกันอยู่แล้ว มึงรวมตัวเพื่อนๆให้กูหน่อยดิ เชื่อกูดิ กูจัดการได้น่า ไอ้นี่มันหัวหน้าแก๊งลูกหมูเรา จะรวมพลต้องใช้แม่งนี่ล่ะ

ไอ้เพื่อนสุดรักที่คณะ มันบอกเรื่องที่ทำงานมันจะส่งไปรับตำแหน่งใหญ่โตที่เมืองเวียดนาม เราถามว่ามันอยากแต่งงานหรือยัง(คนเรามันไม่ต้องพูดกันมากจริงๆ ซี้กันน่ะ มันพูดเรื่องงาน เราเข้าเรื่องให้เลยว่ามึงจะพูดเรื่องความไกลกะแฟนใช่ไหม) มันถามเราว่า เอาไงดีวะ เราบอกว่าก็หมั้นก่อนดิวะ แล้วไปอยู่ด้วยกัน บ้านนั้นลูกสาวเยอะ เขาคงไม่หวงเกินเหตุหรอก(๕คน) พ่อก็เสียแล้ว มันก็บอกว่า เออ ว่ะ จริง พ่อแม่มันก็แต่งงานปุ๊บ เช้ามาไปเมกาเลยปั๊บ มันก็เกิดเมกานู้นล่ะ เรื่องขำคือ แม่มันก็เป็นเพื่อนกะพ่อเราสมัยนู่นแน่ะ แต่จะแต่งงานเลยก็ยากไป เงินทองมันก็ไม่ค่อยมีนัก เอาไปผ่อนคอนโดหมด แต่ไอ้นี่เป็นคนดี เราเป็นผู้หญิงเราจับไม่ปล่อยแน่ๆ อนาคตดีชัวร์ๆ ไม่นอกลู่นอกทางด้วย มาเป็นเพื่อนเราได้ไงน้า เอิ๊กๆ เราดีใจแทนผู้หญิงด้วยเลยล่ะ

คุณน้องสาวที่คณะ โทรไปทำไมกันน้าเรา โทรไปแล้วก็มานั่งเหงา แต่สองวันมานี้มันเหนื่อยจริงๆนะล่ะ อยากได้ยินเสียงใครซักคนบ้างเป็นกำลังใจชีวิต ตอนเราบอกไปว่า “แต่พี่ไม่ได้กลับไทยเลยน้า” เราไปจัดการธุระยักษ์ใหญ่มหึมาของชีวิตที่จำเป็นต้องทำ (สำหรับบางคนคงเป็นเรื่องเล็กๆ) เขาคิดยังไงน้า เขาอยากให้เราไปอยู่ด้วยรึเปล่า เราเองก็อยากรู้ แต่เราบอกไปว่า ถ้าพี่ยังไม่รวยก็กลับไปอยู่ไทยไม่ได้หรอก ก็จริงๆนี่หว่า หนี้เตี่ยท่วมหัวอยู่แบบนี้จะให้ทำยังไง ต้องหาทางทำกินอยู่นี่ล่ะ ขอเวลาซักปีสองปีน่า ต้องได้เห็นอะไรกันบ้าง ถ้ายังติดต่อกันอยู่แบบนี้ ก็คงดีน่า แต่มันก็คงทรมานพิลึกเนอะ ต้องหมั้นๆ ฮ่าๆๆๆ คิดไปขำนะนี่

เพื่อนซี้ถามว่าเป็นเหี้ยไรมึง ง่าวไรอีกล่ะ เราแม่งขำกร๊าก ก็ง่าวจริงๆน่ะละ เป็นหมาหงอยเลยกู มันถามว่าแล้วมึงจะกลับไปทำไมบ่อยๆ อย่าบอกนะว่าเจอสาวรอบที่แล้วรอบนี้ก็เลยกลับไว เราแม่งบอกไปจะบ้าหรอ กูกลับเพราะมีธุระจริงๆ เพื่อนพยามถามว่าสาวไรมึง เราไม่ได้บอกไรไป ก็ไม่รู้ดิ จะให้บอกไงอะ ถ้าอยู่ใกล้ๆคงอยากบอกรักเขาทุกวันล่ะมั้ง แต่พออยู่ไกลปากมันหนัก พูดไม่เป็น อยากรักนะ

เฮ้ย ไปเที่ยวเชียงใหม่กันเถอะ ทุกคนในนี้เลย

เอ้ย โทรอีกรอบดีกว่า บ้าไปแล้วกู โทรไปเม้าแตกชวนชาวบ้านไปสงกรานต์อีก

โทรไปคุยกะชาวบ้านมา พอวางไป อยู่ๆก็คิดถึงงานแต่งงานพี่ออ นานแล้วนะ สองปีแล้วมั้ง ก่อนมานี่ไม่กี่วันเรานั่งดูรูปเก่าๆตอนเด็กๆอยู่ พี่ออสวย แต่ที่คิดถึงไม่เกี่ยวกับงานแต่งงานพี่ออหรอก นึกถึงสงกรานต์ที่เคยเล่นตอนเด็กๆกันมากกว่า ตอนนั้นเด็กมากๆเลยซัก๑๑ขวบได้ พี่ออก็เป็นสาวแล้วล่ะ ซัก๑๗ได้ จำได้ว่าพี่ออส้วยสวย มีคนมาจับแก้มพี่ออ แบบลวนลาม ตอนนั้นเล่นกันหนุกดี แล้วอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้ ไอ้ขี้เมานั่นก็ไปว่าพ่อเราที่ขับรถคันแดงอยู่ อะไรประมาณนี้ล่ะ นึกถึงไปถึงว่าไม่ได้เล่นสงกรานต์แบบสนุกมานานแล้ว นานจนจำไม่ได้แล้วเชียวล่ะ เจอพี่ออล่าสุดก็งานแซยิดคุณย่าพี่ออ(๘๔ปี) ที่บ้านริมน้ำเจ้าพระยา บ้านเฉยๆ แต่ไอ้การมีบ้านริมน้ำในเมืองกรุง มันมีความสุขดีนะ สดชื่นมากๆ พี่ออเข้ามากอดบอกว่าคิดถึง เราโคตรเขินเหมือนกลับไปเป็นเด็กเลย พี่ออบอกว่าจำได้ว่า น้องทศชอบอ่านหนังสือ อันนี้เราก็จำไม่ได้หรอก แล้วเขาก็เล่าๆให้ฟัง อืม นั่นซิเนอะเราชอบอ่านหนังสือจริงๆ แต่ก่อนเราไปนอนบ้านเขาบ่อยไปเล่นกะเอม เวลาผ่านไปไวจริงๆ พี่ออบอกสมัยนั้นเราจำได้หมดเลยนะ ๑๔๓ บุคคลสำคัญของโลกมีใครบ้าง พี่ออชอบทายปัญหาแบบนี้ จากหนังสือที่เราอ่าน หนังสือพวกซีเอ็ดนี่ดีจริงๆ แต่ก็แพงจริงๆ ตอนเด็กๆกว่าจะอ้อนพ่อให้ซื้อแต่ละชุดได้ยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่งพอมันแพงก็ยิ่งอ่านหลายรอบ ยิ่งอ่านก็ยิ่งจำ ปัจจุบันรึ ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของเงินเหมือนตอนเด็กๆเลยเนอะ ทศ

งานแต่งงานพี่ออสวย จัดที่ราชนาวีสโมสร ถ้านั่งที่วีวี่มองไปเยื้องๆก็จะเห็น สร้างตอนประชุมAPEC งานแต่งงานจัดสโมสรริมน้ำแบบนี้ดีกว่าโรงแรมเป็นไหนๆ

เดินลอดซุ้มกระบี่ด้วยเพราะแฟนเจ้าบ่าวเป็นทหาร มีวงBSOวงเบ้อเร่อเล่นตลอดงานด้วย เพราะพี่ออเขาเคยเป็นนักดนตรีวงนี้ด้วย แต่พี่ออแกไม่ได้เรียนดนตรีเฉพาะนะ แกเรียนอักษร แกเป็นแพ่งสภาคนสวย ตระกูลนี้มั่งคั่งและหน้าตาดีทั้งนั้น ถ้าจำไม่ผิดพี่ออไปเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่รรทหารซักแห่ง เขาแยกเหล่ากันมะ หรือ รวมๆ

ทำไมจู่ๆก็นึกถึงพี่ออนะ แค่เรานึกถึงวันสงกรานต์แสนสนุกวัยเด็ก ร้อยวันพันปีไม่เคยนึกถึง จึงต้องบันทึก

ซักวันเราอาจไปปลูกบ้านอยู่ริมโค้งแม่น้ำน่านแสนสวยแห่งนั้นก็ได้ แม้น้ำน่านพระอาทิตย์ตกส้วยสวย ตอนเด็กๆตอนพ่อไปซื้อที่แล้วพ่อพาไปอวด นึกในใจมาซื้อทำไมบ้านน้อกบ้านนอก บอกพ่อว่า พ่อตายจะขายให้หมด คำพูดตอนเด็กๆคงทำให้พ่อเสียใจ ทุกวันนี้แก่ขึ้น เห็นความงามทางธรรมชาติมากขึ้นมากๆ แต่ธรรมชาติไม่เห็นใจเราเลย เปลี่ยนแปลงไปได้ทุกวัน จะโทษใครละก้อด้วยน้ำมือมนุษย์กันเองนี่ล่ะเนอะ

พ่อบอกว่า ตอนเราเกิดเอาดวงไปให้โหรหลวงดู โหรหลวงบอกว่า เราจะเป็นเศรษฐีที่ดิน อันนี้พ่อกะแม่เล่าให้ฟังอีกครั้งเมื่อมกรานี้เอง แต่ก่อนเราจำไม่ได้หรอก แต่ที่เขาบอกครั้งนี้ก็คือ ลุงถันแกบอกว่า เราจะเป็นอภิชาตบุตร และเรียนหนังสือสูงกว่าพ่อแม่และบรรพบุรุษ (มันจะจริงหรอวะ) พ่อแม่ยายกูเรียนสูงจะแย่แล้วนะ แต่ข้อเสียคือ ต้องเลี้ยงเราแบบลูกเศรษฐี เราใช้เงินเก่งมาก เห็นท่าจะจริง ชีวิตนี้ล้างผลาญไปมหาศาล ขอบคุณที่คิดได้ตอนอายุ๒๗ คงไม่สายเกินไปที่ทศทดแทนพระคุณ อย่าพึ่งเป็นไรกันไปน้า รออภิชาตบุตรซักพัก

สู้ สู้ สู้ตาย

เจอะคำถามอย่างนี้จึงหมดคำตอบ

0 comments
เจอะคำถามอย่างนี้จึงหมดคำตอบ

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

๐๒:๒๓:๐๕ น.

วันเสาร์แรกต้นเดือนตุลาคม นั่งกินเหล้าในร้านคุ้นเคยที่ชินจูกุ มีคนถามคำถามแปลกๆเชิงเสียดสีกับเราตอนตีสอง เราตอบไม่ถูก ได้แต่คิดว่า ชีวิตนี้เขาถามเราแบบนี้คงไม่ได้เจอกันอีกแน่นอนเลย ก็เลยหลับเลย ไหนๆก็เมาจะแย่แล้ว

วันนี้ยุตม์น้องรักถามคำถามคล้ายๆแบบนั้น แต่เป็นคนละอารมณ์กัน ตอบไปด้วยอารมณ์และคารมแปลกๆ เหมือนแก้ตัวและมีเหตุผล แต่แท้จริงแล้วในใจก็ปวดร้าว และก็รู้ดีว่าคำตอบจริงๆแล้วคืออะไร แต่ไม่ได้ตอบไป

เพลง นูโว สมัยนานมากๆแล้ว มีเพลงนึงเราชอบ คือ เพลงที่ร้องว่า “เจอะคำตอบอย่างนี้จึงหมดคำถาม”

มนุษย์เราจะทุกข์ร้อนได้ไม่กี่เรื่องหรอก เราเองแบ่งเป็นสามหลัก หลัก๑ หลัก๒ หลัก๓

เราทำได้ไม่ดีซักอย่าง และมันก็ส่งผลต่อเนื่องมาถึงข้อสามด้วยเช่นกัน

คำถามบางคำถาม มันเป็นคำถามที่ไม่อยากตอบนักในชีวิต และที่สำคัญการตั้งมาตรฐานคำตอบไว้สูงเกินไป ก็ทำให้เกิดคำถามนี้ตลอดมา

วันนี้ได้ยินเสียงหวานจับใจของผู้หญิงคนนึง ผ่านมือถือตนเอง นึกในใจว่าชีวิตนี้จะได้ยินเสียงหวานๆแบบนี้ไปอีกกี่นานเชียว เราจะอดทนได้นานแค่ไหนกัน

การไม่รู้จักอดทนกับเรื่องบางเรื่อง เปรียบเหมือนการขุดน้ำไปตื้นๆ แล้วก็ย้ายไปขุดบ่อใหม่ ขุดไปเรื่อยๆย้ายไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่กันเล่า จะเจอตาน้ำ แล้วการขุดบ่อเดียวลงไปลึกๆนั้นเล่า จะเจอหรืออย่างไร

บางคราวคิดถึงน้ำทิพย์

น้ำทิพย์ ที่เคยซื้อตุ้มหูเงินแท้สวยๆให้ เมื่อวานพึ่งขับรถผ่านร้านเครื่องเงินนั้นเอง ไม่เคยผ่านไปตรงนั้นเป็นเวลากว่าสามปีแล้วซินะ

มีเสียงผ่านมาว่า ทำไมเสียงเครียดๆ ใช่ วันนี้เครียด เครียดเรื่องสำคัญ หากหลายเดือนที่ผ่านมานี้เราไม่ผ่านเรื่องยากๆมา วันนี้เราคงสติแตกไปแล้ว แต่ถ้าผ่านเรื่องยากๆมาได้หลายๆหน เรื่องยากน้อยๆ ก็จะผ่านได้ง่ายๆสบายๆ

เรารู้ว่าอีกไม่นานหรอก อีกซัก๑ปี ทุกเรื่องจะผ่านพ้นไปด้วยดี ขอให้อดทนเฝ้ารอให้ถึงวันนั้น ปัจจุบันมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป ไม่ต้องไปคิดถึงอนาคตและโหยหาอดีตอันแสนหวานนัก สักครู่นี้ดูภาพเก่าๆจากคอมพิวเต้อร์บางภาพเห็นภาพในสมองตนเองกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนที่เราใช้คำว่า ของเล่นคนรวย กับคำถามแปลกๆร้ายๆที่ผ่านเข้ามาในสมองว่า ทำไมวันนี้เราถึงต้องเป็นแบบนี้ไปได้ เวลาผ่านมาเกือบสี่ปี

ฉันรักความฝันของฉันที่สนับสนุนโดยพ่อฉัน

0 comments
ฉันรักความฝันของฉันที่สนับสนุนโดยพ่อฉัน

ฉันรักความฝันของฉันที่สนับสนุนโดยพ่อฉัน และชีวิตนี้ฉันจะสนับสนุนพ่อฉันให้ความฝันของเขาเป็นจริงก่อนเขาจะตาย

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

๐๓:๔๑:๒๑ น.

ฉันนั่งดูรายการทีวีสีอยู่รายการ๑ รายการนี้เป็นรายการประจำที่ดูกับพ่อทุกสัปดาห์หลายเดือนที่อยู่ประเทศไทย(Fashion Focus By กฤษณราช) พ่อฉันเก่งนะเป็นศิลปินที่เก่งมากๆ พ่อฉันเขียนแพ๊ทเทิ่นได้ และมีความสามารถทางศิลปะอีกมากมาย แต่สิ่งที่พ่อมีและไม่เหมือนใครบนโลกนี้เลยก็คือ พ่อเข้าใจฉันๆ พูดเพียงไม่กี่คำ พ่อเข้าใจทุกอย่าง พ่อเข้าใจทุกอย่างทั้งรสชาติและสีสันที่ฉันอยากมองเห็น รวมทั้งสิ่งที่ฉันต้องการจะมีอาณาจักรในโตเกียวและนิวย้อรค์ ฉันเติบโตมากับการได้ยินคนจำนวนมหาศาลชื่นชมพ่อฉันในโลกของศิลปะ แต่ในโลกธุรกิจของพ่อฉัน ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน

เมื่อวานก่อน ฉันทะเลาะกะพ่อรุนแรงที่สุดในชีวิตของฉัน พ่อฉันเสียใจและเจ็บปวด ฉันเองก็เสียใจ

พ่อฉันเป็นผู้ชายตัวผอมๆสูง๑๘๐ ที่พร้อมจะจำทุกเรื่องราวแสนเจ็บปวดในชีวิต

ส่วนฉันเป็นผู้ชายตัวอ้วนๆที่พร้อมจะโวยวายและลืมทุกสิ่งที่พูดไปเมื่อไม่กี่นาทีผ่านไป

(คนอ้วนผอมนิสัยย่อมต่างกัน)

พ่อหายไปจากบ้านฉัน กลับไปบ้านของเขา ฉันเสียใจ ฉันนอนรอเขาอยู่ที่บ้านแม่ฉัน พ่อบอกแม่ฉันว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว ฉันปวดร้าวคิดถึงวัย๑๐ขวบที่พ่อออกจากบ้านไปนานเหลือเกิน ฉันจำได้ว่าทุกเย็นฉันนั่งรอพ่อกลับบ้าน แต่พ่อไม่กลับมา...ผ่านไปนานมากกว่าพ่อจะกลับมา และพ่อกลับมาไม่กี่วันแล้วพ่อก็จะจากไป ฉันเฝ้าโทษตัวเองเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา ว่าฉันทำอะไรผิด ฉันไม่ตั้งใจเรียนใช่ไหม ฉันดื้อ ฉันซนเกินไปใช่ไหม พ่อถึงได้ไม่กลับมาบ้านซักที

ฉันนั่งดูทีวีอยู่ ฉันคิดถึงพ่อ ฉันผ่านเหตุการณ์ที่ฉันคาดว่าเลวร้ายที่สุดของฉันเมื่อไม่กี่วันนี้ และเชื่อมั่นลึกๆว่าเดี๋ยวพ่อจะกลับมา แล้วเราจะไปทำธุรกิจสร้างอาณาจักรที่โตเกียวด้วยกัน เราจะนอนด้วยกัน ฉันจะทำกับข้าวให้พ่อกินทุกวัน พาพ่อไปเที่ยวทุกๆที่ที่พ่ออยากไป ชีวิตของเรามันสั้นนักๆนะพ่อนะ เราดีต่อกันในวันนี้เถอะ

ทศอยากให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในบ้านหลังนี้อย่างมีความสุข

กลับมาอยู่ด้วยกัน

ทุกข์ร่วมกัน

สุขด้วยกัน

ในรูปแบบที่เราเคยมีเมื่อ๒๐ปีก่อนได้ไหม

Tuesday, December 30, 2008

หมิงหมิง นานา

0 comments
หมิงหมิง นานา และ อาเด

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๑๒:๔๔:๑๓ น.


ตอนแรกเปิดผ่านๆหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ดู (ช่อง ๑๑) พอเปลี่ยนกลับมาก็เลยไปแล้วครึ่งชั่วโมง ดูเพราะนางเอกหน้าตาน่ารักมากๆ ชมพูเชียวล่ะ หนังชื่อเรื่องว่า MING MING

๑๓:๐๔:๓๒ น.

มัวไปอ่านไรมากันล่ะนี่ เออ เมื่อคืนไป The Crystalริส กะผึ้งไปนั่งดื่มเบียร์๑เหยือก ก็มีความสุขดีนะ ผึ้งดัดจริตดี อยากแดกเป็นSandy Graf เราก็บอกว่า เรารู้สูตรค๊อกเทลมหาศาลเลยนะ คืนนี้มีนัดไปนั่งเล่น วันเกิดน้องใหม่ น้องที่คณะ แต่ก็แปลกดีที่จะไปกะผึ้ง เพื่อนแถวๆบ้าน ช่วงนี้ไปแรดๆแถวๆเอกมัยบ่อยๆ วันก่อนนู้นก็ไปสามวันติด รู้สึกแย่มากๆเลยล่ะ ไปแถวนั้น เห็นคนมีเรื่องกันเยอะ เหล้าก็แพง คนก็เบียด แต่คนเขาก็ชอบไปกันอะเนอะ ก็แปลกดี เรานั่งกินเหล้าไม้เอก จ่ายเงินน้อยกว่ามากๆ แต่ดีสุดก็นั่งกินเหล้าอยู่แถวๆบ้านนี้ล่ะ สบายสุดๆ

1:28:58 PM

กลับมาก่อนที่จะลืม หมิงหมิง นานา และ อาเด



หนังสวยมากๆ สวยจัดๆเลย เคยเห็นหนังสวยแบบนี้ไม่บ่อยครั้งนักในชีวิต เพราะไม่ค่อยได้ดูหนังartๆ แปลกดีที่โผล่มาทางช่อง๑๑ หนังภาษากวางตุ้งเรื่องสุดท้ายที่ดูก็ Sparrow เมื่อสองเดือนก่อน นางเอกหนังฮ่องกงมักน่ารัก เราชอบนะ เราชอบสาวฮ่องกงตลอดแหละ


ไม่ได้ดูแต่แรกเลยไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงต้องตามหาตัวผู้ชายคนนี้ด้วย มาเข้าใจตอนหลังๆแบบไม่แน่ใจนัก



หมิงหมิง และ นานา หน้าตาราวแฝด หากแต่คนนึงสดใสน่ารัก อีกคนเก็บกดชีวิต คนนึงผมดำ อีกคนผมส้ม ตามหาผู้ชายคนเดียวกัน หนังเรื่องนี้เราได้เห็นวิชายิงลูกประคำเสียด้วย



เออขี้เกียจแล้ว เอาเป็นว่าหนังดีและสวยมากๆละกัน แนะนำให้หาดูกันเน้อ






ไปขโมยยายอ่านเกิดวังปารุสก์ดีกว่า ซักสองชั่วโมงตอนยายหลับ อิอิ


เราชอบนะหนังสือเล่มนี้

เคยไปอ่านๆแบบเเสกนๆสกิมๆอยู่เมือ่หลายปีก่อน

แต่พอดีเมื่อวานรีดเด้อร์ไดเจสท์ส่งมา ตามยายสั่ง ผลัดกันอ่านละกันนะยายนะ



ตอนนี้เขาฉลอง๑๐๐ปีอยู่ที่วังจักรพงษ์กัน เมื่อวานก่อนตอนขากลับมาในรถเพื่อนพูดคนนึงพูดว่า ถ้ารวยๆแบบฮิวโก้ จะทำตัวฟรีแมนแค่ไหนก็ได้ เล่นเอาฮากันไปหมด แต่ก็เคยได้ยินคุณเล็กแกพูดในทีวีนะว่า แกพูดคำว่า เศรษฐกิจพอเพียงได้สบายปากมากๆเพราะรู้ว่าตนเองรวย เออ เราเห็นด้วย แต่จำได้ว่า จากหนังสือเล่มนึง พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็บอกว่า ทูลกระหม่อมอาแดง นับได้ว่า รวย กว่าพระองค์เจ้าอื่นๆ

Thursday, December 25, 2008

ธัญทิพ

0 comments
ธัญทิพ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๐๐:๒๓:๐๘ น.

นั่งขำคนเดียว ดูรูปฟอเหวิดเมล กำลังจะนอนแล้ว พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าไปสกลนคร เย้ๆ ได้กินยานอนหลับ คิดถึงยานอนหลับเหมือนกันนะ ไม่ได้กินมานาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า


วันนี้ส่ง SMS หายอ และเอ๋ย แม่งอย่างฮา แต่ไม่รู้เพื่อนๆฮาด้วยกันไหม คาดว่าคงฉุนๆ ฮ่าๆๆ


เห็นใน นสพ เห็นคนชื่อ ธัญทิพ ออกหนังสือเล่มใหม่ ชื่อ จดหมายจากสายรุ้ง ก็เลยไปดูที่B2Sแถวๆบ้าน เออ ชื่อเก๋ดี ตรงความหมายด้วยตามกิจการครอบครัว เราชอบชื่อแบบนี้นะ อยากให้ลูกสาวชื่อ อาหารทิพย์(ฮาไปป่ะ) แบบอิ่มทิพย์ไรงี้ ก็จริงๆอะนะ คือ คนเรามีลูกก็มีความสุขก็ต้องอิ่มทิพย์ซินะ แต่ก็ต้องแล้วแต่โหรด้วยว่าตั้งได้ไหมสระพยัญชนะอะไร พ่อบอกว่าชื่อเราก็เอาไปให้โหรดูตามลักษณะคนมีลูกชายคนแรก ก็เห่อเป็นปกติ เราก็ว่าชื่อดี ใช้ไปได้ อยู่มาวันนึง เพื่อนมาบอกให้เปลี่ยนเพราะซินแสทัก (ฮา ไม่ออก) ได้แต่นึกถึงว่าซินแสเก่งเท่าโหรหลวงไหม


ตื่นมานั่งอ่านดวงประเทศ ที่โหร โสรัจจะ เขียนประจำในสกุลไทย ทุกๆสิ้นปี แม่นนะ แม่นเสมอ เป็นปกติ ความยาว๑๐หน้าได้ แต่เดี๋ยวก็มีฟอเหวิดเมล์มั่วๆซั่วๆ ย่อความเหลือซักสองหน้า โธ่ ทำไมมักเป็นแบบนี้นะ


หน้าปกเป็นบุ๋ม นางสาวไทยปีล่าสุด เราว่าเขาก็หน้าตาน่ารักดีนะ แต่เพื่อนๆบอกว่า หน้าเหมือนระเบียบรัตน์ตอนสาวๆ เราด่ากลับว่า จะบ้าหรอ ระเบียบรัตน์ต้องดั้งหักกว่านี้ แต่คุณบุ๋มแก่ๆไปต้องพูดจาแบบนั้นแน่ๆเลย เราชอบนะ จริงๆเราชอบฟังเวลาป้าเขาพูดนะ เห็นด้วยคล้อยตามทุกหนไป แต่คนในเน็ทเขาไม่ชอบกัน ไม่เชื่อดูในhi5ดิ เราลงไว้ว่า ความคิดเห็นทางการเมืองเป็น conservativeด้วยซ้ำ เราเป็นอนุรักษ์นิยมนะ ชอบให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้าๆ เสมอๆ ชอบระเบียบรัตน์ ผิดไหม แต่บุ๋มเขามีระบบประมวลผลที่ยอดเยี่ยมเลยนะ เคยนึกอยากผ่าสมองเขาเลยนะ สมองเยี่ยมเลยล่ะ เรียบเรียง รวบรวม ประมวล ลำดับ นำเสนอ ทุกอย่างกระบวนการดีทีเดียว


โหรแกก็ดูตามดวงดาวน่ะล่ะ

เมื่อวานซืนเห็นโหรชื่อดัง เก่งกาจ จงใจพระ ออกทีวีกับโหรอีกคนพูดกันเรื่องจรรยาบรรณหมอดู ก็บอกว่าควรตั้งเป็นสภากันเลย แบบสภาทนายความน่ะล่ะ แล้วก็จัดการเป็นเรื่องเป็นราวมีกฏหมายอะไรก็ว่ากันไป เห็นด้วยอย่างมากๆ แกบอกว่า สมัยก่อนโหร สังกัด กระทรวงวัง ใครอยากดูดวงก็ต้องติดต่อกระทรวงวังตามระเบียบราชการนู้น เออ มันก็ดี ควบคุมได้หมด พอตอนนี้อิสระกันเกินเหตุ อะไรก็ไม่รู้ มั่วกันไปหมด อยากรู้อะไรใคร ก็ไปหาดวงมาแอบดู นี่มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะ ดวงนะเว้ย ไม่ใช่บล๊อกจะได้เปิดให้สาธารณชนดู แล้วก็ดันพูดผ่านสื่อกันด้วย ตะกี๊ก็นั่งดูหมอกริด แกนั่งดูดวง โดม สุดหล่อ ปกรณ์ ลำ


วันก่อนแม่เพื่อนไม่สบาย เพื่อนอีกคนไม่ดิ ต้องเรียกว่า ท่าน ก็เลยเอาดวงแม่เพื่อนไปดูให้ เฮ้อ แปลกดีนะ คนเรา แต่ที่ขำก็คือ หมอดูบอกว่าเพื่อนเราจะเป็นตุ๊ดด้วย ล้อ กัน น่า ดู ถามเพื่อนว่าแล้วหมอดูศึกษาจากไหน อะพิโถ จากตำราเดียวกะเราเลย แบบนี้ให้กูดูก็ได้ (ฮา)


แต่ก่อนชอบศาสตร์อะไรแบบนี้ อยู่ๆไปบวชมา เรียนนักธรรมตรีมา เลิกชอบพระเครื่อง เลิกชอบดูดวงเลย คิดได้แต่ว่าศาสตร์พวกนี้ไม่ใช่พุทธ แต่ทำไรก็ทำกันไปเถอะ แต่อย่ามายุ่งกะเรานัก แต่แปลกนะ แต่ก่อนตอนซัก๑๘ ๑๙ ชอบพระเครื่องมากๆ หนังสือเรียนดูดวงก็อ่านเยอะ พอบวชเสร็จ เลิกสนใจพวกนี้ทันที ทั้งๆที่ เขามีแต่ยิ่งแก่ยิ่งชอบนี่เนอะ


กลับมาที่ธัญทิพ ไม่เห็นหน้าที่ชัดนักของคนรวบรวมเขียน และเป็นหนังสือที่ดีเลิศทีเดียว ไว้มีเงินจะซื้อแจกคนเลยล่ะ แต่คงอีกนานกว่าจะมี คงติดต่อไปที่มูลนิธิเขาเองว่าขอซื้อหนังสือราคาถูกนิดนึงไปแจกเด็กๆตามเขาตามดอยในห้องสมุดโรงเรียน เขารวบรวมข้อคิดมาจากคนดังในสังคมไทย หายากนะหนังสือที่รวมได้เป็นร้อยคนแบบนี้ คงเพราะเป็นมูลนิธิใหญ่ด้วยล่ะ


เป็นหนังสือให้กำลังใจที่ดีมากๆเล่มนึง


พวกหนังสือให้กำลังใจนี่ก็ขึ้นกับช่วงเวลาด้วยล่ะ ถ้าใจไม่ฝ่อ อ่านไปก็เท่านั้น ถ้าฝ่อๆ หนังสือไรนิดหน่อย ก็ดีหมดล่ะ สำหรับเราแล้ว ตอนนี้ฝ่อมากๆ ฝ่อมาหลายเดือนแล้วด้วยซ้ำไป กำลังใจในชีวิตไม่ค่อยมี พยามฝืนๆทำตัวให้สุขสุขอยู่ คิดว่า ผ่านปีนี้ไปได้ อะไรๆก็ดีขึ้นล่ะ เพราะตามพื้นดวง ดวงปีนี้น่ะ ดีสุดในรอบ๑๒ปีแล้ว และปีนี้ก็หมดแล้ว ปีหน้าดวงไม่ดีแบบนี้หรอก ก็เลยต้องพยามตั้งหลักให้ได้ ขนาดปีนี้ดวงดีขนาดนี้ ยังมีเรื่องใหญ่ๆมากระทบได้ขนาดนี้เลย


ก็ต้องตั้งหลักนะล่ะชีวิต


กำลังพยามๆอยู่ อายุกำลังจะ๒๙ ไม่มีเงินซักบาท ติดลบอยู่หลายหมื่นบาท(ส่วนตัวนะ) (ถ้าธุรกิจพ่ออย่าถามเลย นู้นแน่ะ ดอกเบี้ยอย่างเดียว ซื้อ ลำบอร์กินี่ป้ายแดงได้เลย แบ๊งก็เสือกไม่ยึดอีก อยากให้ยึดๆขายทอดตลาดไปให้ซะสิ้นเรื่องสิ้นราว หมดเวรหมดกรรมไป อยู่แบบนี้แม่งเหนื่อยใจกันไปหมดทั้งแม่ทั้งลูก คอนเน็คชั่นดีเกินเหตุเรื่องเลยไม่จบ กูล่ะเบื่อ)

ฟังดูแย่เนอะ(ปกติอายุ๒๙เขาต้องมีรถ๑คัน ผ่อนคอนโดแล้วก็เตรียมตัวแต่งงานกะแฟนที่คบกันมาหลายปีแล้ว แต่เราไม่มีแฟนและไม่มีรถ ไม่มีคอนโด)


ยังดีอยู่บ้างที่รู้สึกได้ว่า เพื่อนๆรัก วันก่อนนั่งกะเพื่อนๆอยู่ดีดี นึกได้ว่า โห ชีวิตเราดีจังเพื่อนมากขนาดนี้ นั่งล้อมวงอยู่ร้านข้าวแถวๆบ้าน ถ้าเอาเวลานั่งเม้ากะเพื่อนไปโทสับจีบสาว๑คนนะ ก็ได้แค่๑คน(จะจีบหลายคนเราก็ทำไม่ได้อีก รู้สึกผิดอีก) นั่งกะเพื่อนได้เพื่อนตั้งหลายคน ไอ้สาว๑คนนั้นซักวันก็ต้องเลิกไปอีก เสียเวลาเสียเงินทองสิ้นดี แต่พูดแบบนี้ก็อยากมีคนรักนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไงดี เอาให้พอสมควรและทำให้สมดุลละกันเน้อ เพื่อนก็ต้องพอมี แฟนก็ต้องมี มันจะได้มีเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ แต่ถ้ามีลูกแล้วเพื่อนก็อาจไม่สนเลยก็ได้(ฮา)



แต่อยากแต่งงานจัง สงสัยปีหน้าคบใครปั๊บ ได้แต่งปุ๊บแน่ๆเลย นะเนี่ย


นั่งดูกาละแมเขาพาไปดูงานแต่งงานหล่อสวย คุณตุ้ย คุณแอนนา แล้วว่าแปลกดี นี่งานแต่งงานหรือคอนเสริ์ตกันเนี่ย มีคนมาทำข่าวเต็มเลย เทร็นด์ผู้หญิงแก่กว่ามาแรงเนอะ แต่สวยขนาดนั้นอะเนอะ ใครจะไม่รักเล่า


อ้อ วันนี้แปลกดี เจอ เติ้ง ธีรภัทร ตอนกำลังดูหนังสือของคุณ ธัญทิพ ด้วยที่B2S เติ้งนี่อยู่บ้านติดกะเรานะ แต่ไม่ค่อยเจอกันหรอก ฮ่าๆๆ ไปเจอกันไกลบ้านเชียว


กรี๊ด ตี๑ ๒๑ แล้ว นอนดีกั่ว พีทมารับที่บ้าน๗โมงครึ่งเน้อ ไปกันหลายคน เรา ไผ่ ไอ้เติ้ง พีท และ แฟนมัน คุยกันจนเบื่อกันไปข้างล่ะวะ ไกลชิบหาย สกลนคร



...........
.......................

Wednesday, December 24, 2008

Shut ดาว

0 comments
Shut ดาว

Wednesday, December 24, 2008

3:51:54 AM

หาของเป็นชั่วโมงๆ หาไม่เจอ ซื้อของมาจากญี่ปุ่นหลายอย่างนานแล้ว พอดีวันนี้เมย์ทวง ดันหาไม่เจอ แต่เจอของฝากชาวบ้านมากมาย แต่จะว่าไปก็พึ่งวันนี้ล่ะ ที่กล้าดู กลับมาใหม่ๆ ทำใจจริงๆไม่ได้ ทำใจปลอมๆได้ มีพวกผ้าเช็ดหน้าฝากโป้ง ป้อง กุ้ง มีลูกอมเซี้ยะ มีหลายอย่างแหละ เครื่องรางไรหลายอย่าง ถือเป็นสวัสดีปีใหม่ไปละกันนะเพื่อนๆ ฮา ฮา


วันนี้อ่านกรุงเทพธุรกิจอยู่ เห็นภาพฉลอง๕๐ปีโตเกียวทาวเว่อร์(เมื่อวาน) ก็คิดถึงดาวนะ เคยไปเดินถ่ายรูปเล่นกัน ตอนนั้นเอากล้อง D70ไป ดาวเอา แคนน่อนไรไปไม่รู้ ตัวเบ้อเร่อเลย(ไม่จำ) แต่ละคนเลนส์ยาวเท่าศอก ปีนึงแล้วล่ะ สวยดีนะคืนนั้นมีความสุขกันมากๆ ถ่ายกันไปคนละเป็นร้อยๆรูป เดินกันหลายชั่วโมงจากเคโอไปถึงรปปงกิ


วันนี้ คุณ รุ่ง หาเรื่องคุยกะเราได้ตลกดี ถามว่า คุณทศรู้จัก คุณ ฉัตรด้วยหรอ เราก็งงๆ ฉัตรไรวะ ชีวิตนี้ก็รู้จักอยู่ฉัตรเดียว น้องที่คณะซึ่งเป็นน้องที่โรงเรียนด้วย ก็งงๆ ก็บอกว่าเออ รู้จัก คุยไปคุยมาคนละคนมั้ง ก็เออ ๆ ออๆ กันไป ก็ช่างมันๆ ตอนแรกถามว่าชายหรือหญิง รุ่งบอกว่า ชาย เราเลยถามไปแบบขำๆว่า ฉัตรสุดาหรอ เขาบอกจะบ้าหรอ อ้อ คุยๆไป เขาถามด้วยนะว่า จะเอาเรื่องนี้มาเขียนไหม ฮ่าๆๆ


จะบอกว่า ชอบชื่อแบบที่เพื่อนเรียกแบบลดรูปอะ ดาว ชื่อ ฉัตรสุดา เขาบอกว่าเพื่อนก็เรียกกันว่า ชัดดาๆ แต่เวลาเราเห็นคำว่า Shut down เราก็นึกถึงดาวนะเป็นบางที สวรรยาเคยบอกว่า เพื่อนสนิทชื่อนลินา เห็นในไฮ5ว่าเพื่อนๆเขาเรียกว่า นะนา เออ ก็เข้าทีดี แต่ไม่รู้จักไรหรอก นลินาคนนี้อะ


กลับมาที่ชัด ดาว ตะกี๊นั่งดูของนู้นนี้มากมายที่เคยอยู่ในห้องที่โตเกียว เห็นลายมือดาวด้วยก็ว่าแปลกดี ป่านนี้ก็คงอยู่ไทยล่ะ แต่ก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย เราเองก็online msn ปีละไม่กี่หน ก็ยากจะเจอกันล่ะเนอะ


นึกไปก็ขำ ที่ญี่ปุ่นหน้าตาแบบเราและดาว ใครๆก็ชมว่าหน้าตาดีมากๆ เพราะหน้าตาแบบไทยแท้ๆเลย(บัวขาวหล่อกว่ากอล์ฟไม้ค์ บอกไปใครจะเชื่อ) แต่คนไทยกลับนิยมหน้าตาตี๋ๆกัน คนญี่ปุ่นชอบหน้าแบบคนไทยมากกว่า(คิ้วเข้ม ตาโต ผิวคล้ำ) เราเคยพูดแบบขำๆกะเพื่อนๆว่า ดีเจบีมที่ตี๋ๆอะ อยู่ญี่ปุ่นเราจีบสาวสู้ได้อยู่แล้ว แบบว่าหล่อกว่าแน่นอน(คุณบีมเขาอยู่ญี่ปุ่นนานนี่) เรียกความเฮฮากันไป แต่ก็จริงๆนะ มั่นใจเลย อยู่ไทยหรอ โห หน้าตี๋แบบนั้น เท่ห์กว่าเยอะ แต่บอกไปใครจะเชื่อว่า หน้าเข้มๆไม่ว่าชายหรือหญิงที่ญี่ปุ่นหล่อสวยกว่าหน้าจืดๆ เราก็ต้องหล่อกว่าคุณบีม ดาวก็ต้องสวยกว่าคุณติ๊กกัญญารัตน์(สองคนนี้หน้าตาเหมือนคนญี่ปุ่นเดินตามถนนเพียบๆเต็มเลย) ของแบบนี้บอกไปใครเล่าจะเชื่อ นอกจากพวกเคยอยู่ญี่ปุ่นมาด้วยกัน


หน้าแบบเราและดาว คนเขาก็ชมกันนะ เราก็ขำๆดี จะไปหาดาวเจอได้ที่ไหนล่ะนี่ อยากเจอนะ


ตะกี๊ก่อนเข้าบ้านเพื่อนบอกว่า เสียดายเรากลับบ้านมาช้าไป (กลับมาสี่ทุ่ม) เลยไม่เจอแฟนเก่ามัน นานๆจะมาหามันทีนึง คนนี้มันคาดว่าอีกหน่อยอาจแต่งด้วย เราก็หรอ แต่มันก็บอกนะว่า วันนี้เขายังสวยยังสาวยังเจ้าชู้อยู่(๒๔ขวบ) รักมันก็รัก มันก็รักเขานะ แต่ก็เข้าใจในตัวเด็กผู้หญิงด้วย เขายังอยู่ในวัยสนุกมากๆอยู่ เด็กวัยนี้ทุกอย่างดูตื่นเต้นไปหมด เรื่มหาเงินได้มากขึ้นด้วย อืม ก็จริงว่ะ ลองอายุ๒๙เท่ามึงนะ เป็นผู้หญิงสวยแค่ไหนก็ไม่มีใครนักหรอก มันบอกอีกว่า น้อยคนนะที่เป็นแฟนแล้วมันอยากแต่งงานด้วย(เพื่อนผ่านผู้หญิงมาเกิน๑๐๐คนแน่ๆ)


เพื่อนบอกว่า คบเด็กก็ต้องทำในสิ่งที่เขาอยากให้เป็นมากกว่าเป็นตัวของตัวเอง อืม ใช่ เราเห็นด้วย ง่ายจะตายไป ผู้หญิงอยากได้พี่ชายก็เป็นพี่ชายซะ ผู้หญิงอยากได้เพื่อนก็ให้ความเป็นเพื่อนซะ ผู้หญิงอยากเป็นผู้นำก็ปล่อยเขานำซะ(แต่หมายถึงยัดเยียดความเป็นผัวให้เธอด้วยนะ)


แต่พอโตๆหน่อยก็เป็นตัวของตัวเองไปเหอะมึง ถ้าจะคบจริงจังก็เป็นตัวของตัวเองเข้าไว้ ไม่งั้นภายหน้าลำบาก ซึ่งจริงๆเราเห็นบ่อยนะ บางทีก็สงสาร เรียนผูกก็เรียนแก้กันเองล่ะ เราเคยเห็นแฟนเพื่อนบางคนพูดจาแย่ๆกะเพือนเรา ก็ไม่เข้าใจนะว่าอดทนอะไรกันได้ขนาดนั้น ถ้าเราเป็นแม่มันนะ เราสั่งเลิกเลย ชั้นเป็นแม่ผู้ชายแท้ๆยังไม่พูดจาแย่ๆกะลูกขนาดนี้แล้วนี่ลูกสาวใครที่ไหนเนี่ยมากดขี่ข่มเหงลูกชายช้านนนนน พูดจาช่างไม่ให้เกียรติกันเลย แต่นึกในใจ อ่อ คุณแม่ครับ เขาเอาคืนกันหนักหน่วงในห้องนอนกระมัง


คาวบอยแถวๆโคราชจะเคยใช้แส้เฆี่ยนก้นม้าภรรยาสาวผู้ประกาศหน้าหวานหรือไม่ (ฮา)



กลับเข้าเรื่อง

นึกๆไปก็ดีนะ เพื่อนกะแฟนเก่ามัน ก็เข้าใจกันง่ายดี ว่าวันนี้เวลานี้ มันไม่ใช่เวลาของเราสองคน คิดถึงก็มาหากัน แค่นั้นพอ คบคนสวยๆเจ้าชู้ๆก็แบบนี้ละเนาะ ทำใจให้ได้ก็จบ


อยากแต่งงานเหมือนกันนะ มะรืนก็ไปงานแต่งงานเพื่อนที่สกลนคร แต่ลืมไปว่าไม่มีแฟน(ฮา)


.............................................

มิ้มส่งมาให้วันนี้ก็เลยส่งต่อ อ่านแล้วเห็นภาพดีนะ

""""""""""""""""""""""""""""""""""""

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""



FW: ใครเคยอกหัก ลองอ่านดูนะ‏


From: Tos Pitaksakorn (tos_pitaksakorn@hotmail.com)

Sent: Tuesday, 23 December 2008 9:04:52 PM
To: nu_nunui@hotmail.com; ekung99@hotmail.com; eve_nopparat@hotmail.com; หมอ เอิง (eurng_tu@yahoo.com); èJana Polsen (jana_polsen@hotmail.com); ÍÍ .... (teerin@hotmail.com); adnap1212@hotmail.com; arintada@hotmail.com; aim1605@hotmail.com; chatda2001@hotmail.com; chicha_sim@hotmail.com; chocoliz88@hotmail.com; stonecold_josh@hotmail.com; พีท 904 (stulyathan@hotmail.com); à«ÕéÂÁ àà»ÅÇèÒÊÇ (zararine@hotmail.com); Ann SIBT (an_nie31@hotmail.com); เมย์ คาราโอเกะ (ying_ying_may@hotmail.com); aumim13@hotmail.com; auy (auy555@hotmail.com); bank (the_kop@hotmail.com); pong (the_yook@hotmail.com); the_janes@hotmail.com; the__nattt@hotmail.com; nong_pooja@hotmail.com; ¹éͧ¹Øè¹ ¾Ô•Ñ¡ÉÒ¡Ã (nonoonie@hotmail.com); nong_z_math@hotmail.com; mellmattaya@hotmail.com; mesirin@hotmail.com; heycha@hotmail.com; ขวัญ สบแม่รวม (kwan_cg@hotmail.com); Meithikan Kwanmuang (may_a_hi@hotmail.com); uthida@hotmail.com; Tos (tos_pitaksakorn@hotmail.com); คุณ บุ๋ม (bum_kitty@hotmail.com); bu kit (buki_buky@hotmail.com); bim (bumbim80@hotmail.com)

""""""""""""""""""""""""""""""""""



--- Subject: ใครเคยอกหัก ลองอ่านดูนะ
Date: Fri, 17 Oct 2008 19:20:49 +0700


""""""""""""""""""""""""""""""""



ใครเคยอกหัก ลองอ่านดูนะ

มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน

เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า

คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน

โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ

ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด

เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้ง งง และ เสียใจ มาก

ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ



เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น

ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา

เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน

แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู

เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า

หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต

ในบ้านมีคนป่วยใช่มั้ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย

ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้

ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย

เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!




เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า

ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง

สีหน้าซีดเซียว

ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ

เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา

พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น

หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด

หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ

ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ

ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน

เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น

ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล



ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น

มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น

เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ

แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา

เขามองเห็นศพนั้น

เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป


พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา

เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา


เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น

และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ

พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2

แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง

ศพนั้นคือคู่รักของโยม

ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ

ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา

ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี

วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก


หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว
ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด

^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,
ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย


** แล้วท่านต้องส่งต่ออย่างน้อย 10 คน ไม่งั้น ท่านจะอกหักไปอีกนาน และไม่มีโอกาสพบคู่แท้เลย...

** ถ้าท่านส่งเกิน 20 คน ท่านจะพบคู่แท้ในไม่เกิน 7 วัน .. และจะมีแต่ความสุขกับคู่แท้...

เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน
เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่
ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง
เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^


"""""""""""""""""""""""



"""""""""""""""""""""""

Tuesday, December 23, 2008

พ่อหนุ่มคออ่อนที่นั่งเขียนกลอน๑๐บท

0 comments
พ่อหนุ่มคออ่อนที่นั่งเขียนกลอน๑๐บท

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551

๐๐:๔๒:๔๓ น.



“ทศคีรีธรทำธรณีพิโรธทรายดูดดวงดาว ณ เมืองอัคราที่มีทัชมาฮาลตั้งอยู่เพื่อดื่มด่ำโอสถแห่งสรวงสวรรค์”


อยู่ๆเมื่อสองวันก่อนประโยคนี้ก็โผล่มากลางหัว ให้ขำตนเอง ไม่มีใครเข้าใจความหมายหรอก นอกจากตัวเราเอง



วันนี้เหนื่อย ง่วงชิบหาย ออกไปเอาตู้ปลาแต่เช้าตรู่ อยากเลี้ยงปลาแล้วล่ะ พึ่งเข้าบ้านสักครู่นี้เอง พรุ่งนี้ต้องไปตามของที่ไปรษณีย์แต่เช้าล่ะ มีคนส่งหนังสือมาให้จากเมืองไทย เรารักเขานะ อยากดูแลเขาตลอดไป ช่วงนี้บอกรักเขาบ่อยเป็นพิเศษ(ใส่ไข่) ขอแค่ได้ยินเขาบอกว่ารักเรา เราก็มีความสุขแล้ว ไม่ขออะไรมากนักหรอกชีวิตนี้



เมื่อวานก็จบสิ้นภาระหลายๆอย่าง ที่เมกูโหระ ไปนั่งกินเวนดี้ตอน๑๑โมงกว่าๆมาสามวันติด ฝนตกอากาศไม่ดีมาหลายวัน แต่อากาศจะดีไปอีกตั้ง๑สัปดาห์แน่ะ การกินจั๊งฟู๊ดทำให้อ้วนโดยน้ำหนักไม่ขึ้น วันนี้เลยไปว่ายน้ำตอนมีเวลาว่างสองชั่วโมง



เมื่อวานซืน พี่เอ๋วานให้เราเขียนกลอนให้ เราก็รีบสุดๆต้องทำนู้นนี้มากๆ เลยเขียนให้แบบไวไว ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขียนไป๑๐บท หัวไม่ลื่น ใช้เวลาร่วมๆ๒๐นาที พี่เขาตกใจว่าทำไมไวจัง เราบอกว่าแต่ก่อนนาทีละบทก็สบายๆ จริงๆแต่ก่อนเขียนไว้ในไดอารี่เยอะจัดๆ แต่ไม่ให้ใครอ่านหรอก เขินจะตายไป เราชอบจับเวลาเมื่อเขียนหนังสือเสมอ เป็นโรคจิตอ่อนๆ



กลอนแปดมันง่ายๆ ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก แต่เราบอกพี่เขาไปว่า เราไม่ได้เขียนมาเป็นปีแล้วนะ แต่นึกๆไปครั้งสุดท้ายที่เขียนกลอนมันก็นานแล้วนะ ตอนนั้นวันที่๑๔กุมภาปี๒๐๐๕ ที่โจมาคาเฟ่ นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว นั่งรอบางคนอยู่ เห็นผู้หญิงรวยๆสวยๆสามคนพร้อมดอกกุหลาบใหญ่เชียว ขี่รถออดี้กันด้วย คงฐานะดีกันน่าดู มองๆไปแล้วก็เลยเขียนกลอน นั่งเขียนได้เป็นหน้าๆเลย อาจเพราะวันที่๑๓นั้นเราไปงานแต่งงานที่นั่น ข้างๆคือคนสวย อะไรเหล่านั้นทำให้อยากเขียนกลอนกระมัง อารมณ์แบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย


อาจเพราะอิทธิพลของวันแห่งความรักมั้ง เราเลยมีอารมณ์แบบนั้น


แต่อันที่จริงแล้ว เราไม่ค่อยชอบกลอนแปด เราว่ามันง่ายไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราเขียนได้ดีนะ แต่เราไม่ชอบมันเพราะมันไม่ท้าทาย กาพย์ยานี๑๑ ก็เฉยๆ เราชอบมากๆกับ โคลงสี่สุภาพ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ฉันท์บางชนิดก็ชอบแต่เขียนยากไปหน่อย โคลงสี่นี่ล่ะ ถูกโฉลกที่สุดแล้ว ฉันทลักษณ์พอจะท้าทายความสามารถ และพอทำได้ ฉันท์ยากไป ยากไป แต่ตราบใดที่มีพระพุทธศาสนาในไทย ฉันท์ก็จะยังอยู่คู่ประเทศเรา


เมื่อคืนก่อนมีคนบอกว่าเราคอแข็งจัง แต่ทางโทรศัพท์มีคนบอกว่าเราคออ่อน เราแอบขำ เราคงอ่อนจริงๆน่ะล่ะ เกิดมากินเหล้าประจำมา๑๐ปีเต็มๆ ก็พึ่งเคยได้ยินอะไรแบบนี้ ชอบชอบ


ช่วงนี้รู้สึกแปลกๆ มีสถานการณ์ทดสอบความรักมาตั้งแต่วันศุกร์ที่๒๒ จนวันนี้ขึ้นวันที่๑ เมษา ขอบคุณประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่าเราควรรักใครดี ถ้าไม่มีสถานการณ์มาทดสอบ เราเองก็คงไม่แน่ใจในตนเองขนาดนี้หรอก ขอบคุณอะไรดีล่ะ ขอบคุณสุราละกัน ตาเหลืองอ๋อยเลยกูช่วงนี้


เออ วันก่อนนู้นขำๆตอนเช้าที่เมกูโหระ รับร่มมาและมีคนบอกว่าอย่าทำหายนะ เราตอบกลับไปว่า แพงนี่หว่า หมื่นกว่าเยน ของเบอร์เบอร์รี่ด้วย เพื่อนขำใหญ่ในความกวนตีนตลอดเวลาของเรา เมื่อวานตอนเย็นฝนตก ไม่มีร่มเลยอาศัยเกาะพี่หนิงมา เดินคุยกันมา พอถึงสถานีเห็นว่าเป็นร่มเบอร์เบอร์รี่ซะด้วย แอบขำอยู่คนเดียวแทบแย่ ว่าแต่สงสัยมากๆ ทำไมชอบใช้ร่มเบอร์เบอร์รี่กันนะ



นอนเถอะ สะบักสะบอมมาเกิน๑๐วันแล้วนะ นอนไม่พอเลย แต่น้ำหนักลดแล้ว ใช้เวลา๗๐วันในการลดน้ำหนักสองโล แปลกดีนะ ขอให้เสถียรไปอีกซักสองอาทิตย์

พอแล้ว

0 comments
พอแล้ว

22 ธันวาคม 2551

๐๒:๓๗:๑๓ น.

วันอาทิตย์ที่๒๑ธันวาคม เวลาหนึ่งทุ่ม๑๑นาที หัวใจแทบวายทีเดียวเชียว มีข้อความประหลาดส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถือ นึกในใจได้ประโยคเดียว ว้าย อกอีแป้นจะแตก ทำตาโตมากๆ อ่านดีๆ ๑ครั้งถ้วน แล้วส่งกลับไป ด้วยข้อความเหมือนที่ใช้มาบ่อยที่สุดในชีวิต ซึ่งจริงๆแล้ว นั่งอยู่กับเพื่อนอีกสองคนคือ โป้ง และ เอ๋ย นั่งกินหมูแดงหมูกรอบเจ้าอร่อยอยู่ ไม่พูดอะไรกับเพื่อนและเก็บไว้คนเดียวอีกเช่นเคย แต่ถ้าอยู่บ้าน อาจนอนเศร้าคลุมโปงไปแล้ว


หนที่สามในชีวิตที่เกิดอะไรแบบนี้ขึ้น จริงๆแล้วเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ ควรจะคุ้นชินได้แล้ว แต่อาการตกใจมันห้ามกันไม่ได้ หนแรกเดือน๗ หนที่สองเดือนที่แล้ว หนนี้ซ้ำสาม แต่สองหนแรกไม่ใช่แบบนี้มีความแตกต่างอยู่นิดนึง นึกในใจเปรียบเทียบได้เหมือนเขี่ยบอลน่ะแหละ เขี่ยให้ชาวบ้านเตะเข้าประตูไปเลย ตู้ม อกอีแป้นแตก แต่ถ้ากูไม่เขี่ยก็ไม่ต้องโดน ฮา ฮา

ฟังดูน่าตื่นเต้นไหม

นึกในใจก็พอแล้วล่ะ คำว่าพอแล้วนี่ตลกดี มีวันนึงดูในทีวี เห็นผู้หญิงคนหนึ่งพูดว่า “ชื่อพอแล้วค่ะ” นึกในใจมีชื่อนี้ด้วยหรอ ชื่อ พอ เนี่ยนะ เป็นต่อพอใจหรือไง ชีวิตนี้เห็นมีแต่เพื่อนผู้ชายชื่อ พอล แต่เห็นผู้หญิงชื่อ หลา ก็มีเพื่อนชื่อนี้นะ มีรูปอีหลาอยู่ในไอผ่อด สมัยโตเกียว ใครๆก็ชอบถามว่า แฟนหรอ กูล่ะงง อย่างอีหลาเนี่ยนะ หลาภาษาจีนไหนซักจีนแปลว่า พอแล้ว

แต่วันนี้นึกในใจ พอแล้ว คือ พอแล้ว จริงๆ ไม่ไหวหรอก ตายพอดี

.......................


ย้อนกลับมา ที่วันนี้

วันนี้ไปนั่งปลอบเจ้าเอ๋ยมาที่บ้านน้องแก้ม เอ๊ย บ้านก้ามปู พ่อแม่ยายเรา สมัยตอนเราเรียนอนุบาลกับน้องแก้ม ก็สนิทกันกับพวกเจ้าของบ้านนี้นะ แต่เวลาก็ผ่านมานานแสนนานแล้ว จนบ้านก้ามปูย้ายมาอยู่ที่นี่ เดินเข้าไปก็ปกติๆ เพราะเคยมากะพ่อแล้วหนหนึ่ง พอได้ที่นั่งก็คุยๆกะเอ๋ยว่า มึงเข้าใจหรือยังว่าทำไมพ่อกูคุ้นกะเขาได้ คือ บ้านเรือนไทย ต้นไม้เยอะจัด ต้นก้ามปูใหญ่ๆ มีน้ำตกในบ้าน มีโรงเพาะชำขนาดใหญ่ จะเหมือนที่ไหนได้ถ้าไม่ใช่บ้านพ่อเรา เอ๋ยบอกว่า เออ จริง เหมือนบ้านมึงเลย


วันนี้เอ๋ยให้ช่วยแปลอะไรนิดหน่อยเป็นภาษาอังกฤษ ต้องทำจดหมายข่าวที่เอแบ่คนิดๆหน่อยๆ แต่ต้องใช้ภาษาทางการนะ เราก็ทำไม่ได้หรอก ออกแนวขี้เกียจๆด้วย บอกไปว่า เออ เสียดายแม่ไม่อยู่ ไม่งั้นแป๊บๆก็เสร็จ แบบเราและเอ๋ยก็ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีล่ะ แต่ภาษาทางการบางทีก็ยากนิดนึง พอดีวันนี้แม่ไปเที่ยวเวียงจันทน์ และ หลวงพระบาง กะเพื่อนๆ คงแฮปปี้ๆล่ะ อากาศคงเย็นทีเดียว เรื่องของภาษานี่ก็แปลกนะ พอไม่ได้ใช้นานๆมันก็แย่ลง ติดๆขัดๆ อย่างแม่เราต้องสอนภาษาอังกฤษทุกวันก็ใช้ได้ดี เอ๋ยก็สอนที่ถาปัดเอแบ่ค ก็ใช้ได้ดี


บางทีก็เสียดายนะ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาญี่ปุ่นเลยในชีวิต ความสามารถบางอย่างไม่ได้ใช้เลย


ซิ้มขายของร้านตรงข้ามไอ้นนท์ ถามหลายหนว่า ทำไมเรากะมันพูดอังกฤษเก่งจัง ทำงานได้ใช้หรอ พอเราบอกว่าไม่ได้ใช้เลย เขาก็ไม่เชื่อ เขาบอกว่าลูกเขาจบ...ไม่เห็นพูดเก่งเลย วันนั้นถามหลายหน เราก็บอกว่าก็เรียนหนังสือมาเป็นภาษาอังกฤษ แต่พอถามซ้ำๆ เราก็เลยบอกไปตามตรงเลยว่า เรามีความสามารถทางภาษา ทุกวันนี้ก็เรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ (ก็เรียนกะแม่นี่ล่ะ กระท่อนแระแท่น ขี้เกียจๆด้วยซ้ำไป) และภาษาญี่ปุ่นก็ใช้ได้


แต่วันก่อนไปร้านอาหารฝรั่งเศสของเพื่อนก่อนเพื่อนเปิดร้าน๑อาทิตย์ เจอ เชฟฝรั่งเศสเข้าไป นั่งคุยกันอยู่นาน โอ้ว มาย ก้อช พูดไม่ออกเลยฮะ ภาษาอังกฤษเขาก็ฟังยากจัง


แต่ภาษาไทยเราดีนะ ดีเลิศเลยล่ะ เราคิดแบบนี้จริงๆ ภาษาอื่นก็ห่วยๆน่ะ แต่ โคลง กลอน กาพย์ ฉันท์ เขียนได้หมดเลย เร็วด้วย ฉันท์อาจจะช้าหน่อย เพราะไม่ค่อยได้อ่าน แต่ชอบสุดก็โคลงสี่สุภาพ เราว่าไม่ง่ายไป และ ท้าทายดี แต่ก็ไม่ได้เขียนนานแล้ว จำได้เลยว่า นั่งเขียนโคลงสี่สุภาพหนสุดท้าย ที่ โจมา คาเฟ่ เวียงจันทน์ วันที่๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๕


แต่วันนี้เม้ามันนะ

นั่งคุยกะเอ๋ยที่บ้านก้ามปู ตั้งแต่บ่ายสามถึงหกโมงครึ่ง อ่านหนังสือ ช่วยทำงานนิดหน่อย(แต่ไม่ได้งานเลยเพราะเม้าแตก) ไปหาโป้งต่อ นั่งคุยกันที่ร้านหมูแดงหมูกรอบตั้งแต่๑ทุ่มถึง๔ทุ่ม แล้วก็มาต่อที่ร้านข้าวแถวๆบ้านกะไอ้ผึ้งไอ้กอล์ฟถึงตีสองครึ่ง อยู่กะเพื่อนตั้ง ร่วมๆ ๑๒ ชั่วโมงแน่ะ

เออ ไปกินมาหลายหนแล้ว พึ่งสังเกตชื่อร้านว่า ช. บะหมี่ หมูแดงหมูกรอบ อยู่ใกล้ๆร้านส้มตำ5ดาว

พอเอ๋ยพูดขึ้นมาว่าพึ่งพาโบว์ไปกินส้มตำห้าแยกมา เราก็หันไปพูดขำๆว่า เออ

ชอ บะหมี่ อยู่ใกล้กับ ส้มตำ 5 ดาว คล้ายๆกับ ชอการช่างอยู่ใกล้กับส้มตำห้าแยกเลย ขำกันใหญ่

........................

วันนี้เอาหนังสือ ธรรมทอรักที่โบว์ให้มาไปให้เอ๋ยอ่าน ส่วนเอ๋ยเอาหนังสือ หิมะ กลางฤดูร้อนมาให้เราอ่าน

หิมะ ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ว่าง
หิมะ ภาษาไทยแปลว่า หิมะ
หิมะ ภาษาเกาหลีแปลว่า หน้าผาก

เราเล่าให้เอ๋ยฟังว่า เคยอ่านแล้วเล่มนี้ พออ่านจบก็เฉยๆ ไปยืนอ่านที่B2Sหลายๆวันจนจบเลยล่ะ พออ่านจบก็ผ่านไปสองสามวันรายการ Invitation ออกอากาศ ผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาดี เป็นรายการเชิญชมบ้านเซเล็บ ไรประมาณนี้ล่ะ รู้สึกชอบใจผู้หญิงคนนั้นเลย เขาดูสนิทกับครอบครัวมากๆ เข้าใจในงานอดิเรกของพ่อมากๆ (สะสมรถสังกะสีเล็กๆเก่าๆ) สนิทกับคนในบ้าน และ บ้านก็เก่าแล้ว คือ ส่วนใหญ่ พวกสาวๆเซเล็บพวกนี้ชอบเอาคอนโดใหม่ๆที่อยู่คนเดียวมาออกมากกว่า ไม่ค่อยได้เห็นตัวตนจากบ้านหรอก และก็มักพาไปดูว่าได้ออกงานตามไหนบ้าง ส่วนคนนี้นำเสนอด้านอื่นๆที่ต่างจากเทปก่อนๆมาก ดูแล้วก็แปลกใจว่า ดูเขาเข้าใจตนเองดีมากๆ เรียกว่า รู้จักตนเองทีเดียวล่ะ พูดจาก็เหมือนพวกคนอ่านหนังสือพอควร พอถึงช่วงเวลาของสะสมของเขา

เขาบอกว่า ก็คือ หนังสือ

ซึ่ง

เราแปลกใจมากๆ ตอนเขาบอกว่า นี่คือ เล่มล่าสุดที่พึ่งอ่านจบ อุ๊ย หิมะกลางฤดูร้อน เด๊ะๆ กะเราเลยน้า (สิ้นเดือนที่แล้ว) ก็ดูต่อไปว่าเขาจะแนะนำหนังสืออะไร อีก ปรากฏว่าทำให้ได้ทราบว่าเขาเรียนเอกปรัชญาที่สินสาด ก็เลยชอบหนังสือแนวปรัชญาอยู่แล้ว ก็แนะนำ คาลิล ยิบรานไรงี้ล่ะ แต่ที่ชอบใจก็คือ เขาบอกว่า เขาชอบอ่านรีดเด้อร์ ไดเจสท์ ที่สุดแล้ว เราก็ เฮ้ยยยย เราก็ชอบ แต่นึกในใจอีกที ตอนเขาบอกว่า เขาอ่านทุกประเภทอยู่แล้ว เราก็เออ ว่ะ เราก็อ่านทุกประเภทล่ะ ฉะนั้น หนังสือ มันจะซ้ำกันก็ไม่แปลก พอเล่าให้ไอ้โป้งฟัง มันบอกว่า มึงเจอเนื้อคู่ในทีวีอีกแล้วเด่ะ เราแม่งขำกร๊ากเลย เหี้ยยยย ไอ้บ้า ไม่ใช่แบบนั้น แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ทั้งชีวิตกูก็คงไม่ได้เจอหรอกคนเนี้ยะ แต่สัมผัสได้เลยนะว่า คนเนี้ยะชอบอ่านหนังสือจริงๆ ไม่ได้หลอกให้ดูเป็นเสน่ห์อะไรทั้งสิ้น


แล้วเราล่ะ อ่านหนังสือไรหรอ หรือ แค่ทำมาอวดว่าอ่าน หิมะกลางฤดูร้อนจบแล้ว วันๆอ่านหนังสือแค่ไหนกันเชียว ตอนนี้ชีวิตแกนสุดๆ

จะไปไหนก็ไปเถ้อะ

0 comments
จะไปไหนก็ไปเถ้อะ

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๐๕:๑๑:๓๒ น.

วันก่อนได้ยินน้องผู้หญิงคนนึงในวงเหล้าพูดประโยคนี้ แต่ไม่ได้พูดกะเรานะ ว่าให้เราไปไหน เขาแค่บ่นๆถึงแฟนเก่าเขา ว่า แค่อยากคุยด้วยแล้วทำไมผู้ชายต้องเข้าใจผิด คิดว่าเขาอยากขอคืนดี เขาบอกว่า พี่จะไปไหนก็ไปเถ้อะ แค่ไม่อยากให้จบแย่ๆ เราก็ว่ามันก็ตลกดีนะ นึกไปถึงข่าวเวลาดาราบอกเลิกกันไป แล้ว ก็บอกว่า เป็นพี่เป็นน้องกันได้ จากแฟนมาเป็นเพื่อนได้ หรือ อย่างที่น้องคนนี้อยากทำกับแฟนเก่าเขาก็คือ อยากให้เป็นเพื่อนกันได้ดี ให้อภัยในสิ่งที่เกิดขึ้น คนเราก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นน่ะล่ะ เด็กผู้หญิงเห็นแก่ตัวอยากให้แฟนชายแก่มองเขาในแง่ดีไม่โกรธไม่เกลียดกัน ส่วนผู้ชายแก่ก็อยากกลับมาเป็นแฟนอีก ถ้าไม่กลับมาเป็นแฟนก็ไม่ต้องพูดดีๆกัน ไม่ต้องมาดัดจริตทำเป็นดาราบอกว่า ปัจจุบันลดสถานะลงเป็นพี่เป็นน้องกันได้ ก็เข้าใจทั้งคู่น่ะล่ะ แต่เราไม่ใช่คนกลางอยู่ดี ไม่ต้องเสือกอะไรทั้งนั้น แต่จริงๆก็ง่ายๆออก ก็ตกลงเป็นคู่ขากันเฉยๆก็ได้มั้ง ไม่ต้องเป็นอะไรกันทั้งสิ้น ก็ดูน่าจะลงตัว เราก็บอกไปแบบเราคิดเลยนะ น้องเอ้ย ก็เป็นคู่ขาไง(เรียกให้เพราะเรียกว่า กิ๊กก็ได้) แค่นั้นก็พอ เทร็นด์แบบนี้ก็มาแรงดีออก นางวันทองก็ฮิตๆดี จะรักพี่วิก หรือ จะรัก พี่ลักษณ์ก็เลือกไม่ถูก ก็เอาหมดแหละทั้งสองเนี่ยง่ายดี คนนึงแต่งงานแล้ว คนนึงมีแฟนแล้ว ยุ่งกับผู้ชายมีพันธะแล้วแต่ยังทำหน้าแบ๊วเดียงสาไม่รู้เรื่องได้อีก สุดท้ายโดนน้ำกรดสาดหน้า หมดสวยไม่มีผู้ชายมาสนใจตลอดชาติเลยซิ คนเราเนี่ยเขาไม่กลัวกรรมสนองกันบ้างเลยหรือไงกันน้า เรามาเขียนอะไรแบบนี้ไม่กลัวกรรมตามสนองหรือไงนะ

.....................................

วันนี้นอนไปตอนเย็นตื่นมาสามทุ่ม ตอนนี้ตีห้าแล้วไม่หลับไม่นอน ทำไงดีล่ะเนี่ย นึกออกแล้ว หาไรอ่านดีกว่า ไม่ได้อ่านหนังสือไรเลยมาหลายวันแล้วซินะ

ธรรมอาภา

0 comments
ธรรมอาภา

ธรรมอาภา

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

๑๐:๒๔:๑๑ น.

ทำไมเวลาไม่ตรงนะ พึ่งได้รู้ว่าวันนี้วันอะไร มาอยู่ในป่าทรัพย์ไพรวัลย์ได้๑๐วันแล้ว โลกความจริงก็เปิดแล้ว เปิดตั้งแต่มือถือเปิดตนเองน่ะละ ไม่รู้เหมือนกันว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร (ทุกเรื่องน่ะละ) แต่ปัจจุบันมันเป็นแบบนี้

ความรู้สึกเมื่อชั่วโมงที่แล้วก็คือ อิ่มเอิบไปหมด ได้ของคืนแล้วก็ไม่รู้อยากได้หรือไม่ ไม่นึกอยากโทรศัพท์หาใครทั้งๆที่ นึกอยากโทรมาทุกวันทุกคืน พอมีใช้จริงๆก็ไม่สนใจอะไร

ถ้ามนุษย์โลกทุกคนเปี่ยมไปด้วยความรักต่อกันก็คงดีน่าดูเลยเชียวซินะ จำได้ไหมเราเคยเขียนเรื่องพลังแห่งความรักแล้วส่งจดหมายหาเพื่อนตั้งไม่รู้กี่คนต่อกี่คนและแนบหนังสือเล่มเล็กๆแต่เปี่ยมคุณค่าไปด้วย หนังสือของอาจารย์ พร อะไรนะ เราไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างไรกัน ได้แต่หวังลึกๆว่า พรุ่งนี้จะมีได้ดี

คราวก่อนที่มามันแสนสับสน ๕ปีกว่าๆแล้วซินะ ชีวิตทุกข์ทนและลำบาก หากคราวนี้เมื่อคืนคิดได้ว่า ชีวิตของฉันนั้น มันดีขึ้นแน่ๆ คิดถึงต้อมทุกๆวันที่อยู่ที่นี่ และคิดถึงคนหลายๆคน

ได้ยินเสียงพ่อลูกสนทนาธรรม ไม่ต้องพูด๑๐วันเราไม่เห็นเดือดร้อนอะไรนักหนาเลย เราเองก็สุขใจดี

หลังจากนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไรกันนะ เราก็ทำมันให้ดี หลายๆอย่างที่ตั้งใจไว้ก็ต้องตั้งใจทำมัน

เรื่องที่คิดได้ว่าปีนี้ควรทำได้แล้วก็มี๔เรื่องหลักๆ

๑ G B
๒ ข น ส
๓ ป ก ก
๔ ม ค ร

มนุษย์เราจะทำอะไรกันนักกันหนาละ จริงไหม

ส่วนเรื่องบวชนั้นตัดสินใจได้แล้วว่าจะบวชอีกเพียงหนเดียว ตอนงานศพพ่อ บอกพ่อแม่แบบนี้เขาคงดีใจกันน่าดู คราวที่แล้วที่บวชนานๆพูดจาแปลกๆเขาก็กังวลกันมาก ทุกวันนี้ก็ยังผวาอยู่ว่ากลัวเราไปบวชไม่สึกคู่ไปกับต้อม คิดถึงต้อมทุกวัน ต้อมไปบวชไม่สึกหรือไง เวลาผ่านไปไวมากๆเลย หลายปีแล้วซินะ

ทำไมความรักของคนเรามันวนเวียนในจิตไร้สำนึกได้นานนักนะ นึกถึงครอบครัวๆนึงที่เขาอบอวลด้วยความรัก ไม่นึกอิจฉาหรืออะไร แต่ก็อยากเจอพวกนั้นอีก พ่อแม่ลูกชายลูกสาวในบ้านหลังสวย ชีวิตเราอนาคตก็ต้องเป็นแบบนั้นซินะ ใช่หรือ หลายคนคงนึกอิจฉา จริงๆหรือไง วิจิกิจฉาอันใด

ตอนนี้ยังไม่นึกอยากพูดจาอะไรกับใคร ทั้งๆที่เขาคุยกันโขมงโฉงเฉง อยากนั่งพิมพ์อะไรเรื่อยๆเปื่อยๆมากกว่า พอเปิดโลกกลับมาอีกหน เราก็กลับมาปิดตนเองอีกหนหนึ่ง ความไม่กล้า ความหวาดกลัว กิเลสชิ้นนี้ไม่เคยถูกกำจัดออกไปได้เลย ยังคงเป็นฝันร้ายที่กร่อนใจมาตลอด ใจเราจะมืดบอดไปถึงเมื่อไหร่กัน เราเผื่อแผ่ความรักออกไปซิ แล้วเราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ มนุษย์โลกผู้เอื้ออาทร

อ้อ อาจารย์ ชื่อ เฉลิม มั่นคงดี

คราวก่อนมามีแต่เทป และเสียงของท่านโกเอ็นก้า เป็นอังกฤษที่สำเนียงฟังยากเหมือนกัน คำศัพท์ธรรมก็ยากนะ

คราวนี้ร้อนด้วย ร้อนภายในมากทีเดียวเชียว แต่เข้าใจและหวาดกลัวกับอะไรต่ออะไรน้อยลงมากๆนักๆ ได้เข้าใจอะไรบางอย่าง ได้มีคำตอบกับความสงสัยที่ค้างติดในใจมานานแล้ว ชีวิตเราต้องเดินไปข้างหน้าเสียที ได้เวลาต้องทำตามต้อมบอก ค่อยๆกำจัดไป ทำมาประพฤติจนเป็นนิสัยมา๑๐ปีเต็มๆ ถึงเวลาแล้วละ อนุสสัยกิเลส

ขอบคุณธรรมดีดีที่ทำให้คิดได้ มาได้ถูกที่ถูกเวลาและเป็นสัปปายะจริงๆ ใช้ประโยชน์จากธรรมและสถานที่ให้เกิดคุณค่าสูงสุด

เรื่องที่อยากทำ๔เรื่องนั้น ไม่ใช่เรื่องที่อยากทำซะทีเดียวแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้ คนอื่นเขาทำกันได้ดี มีเราคนเดียวบนโลกหรือไง ที่ไม่ยอมทำในแนวทางนั้นๆ ใช้เวลาศึกษาและทุกข์ทนบนความเจ็บปวดทำไมกัน ความจริงมีอยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลก มองมันให้ออก ใช้วิถีแบบมัน

ออกไปทานอาหารก่อนเถิด แล้วอะไรก็ว่ากันอีกที เราอาจกล้าโทรศัพท์ก็ได้

๑๔:๐๔:๒๑ น.

กูว่าแล้ว ปัญหาแม่งวิ่งเข้าใส่เลย โทรปุ๊บ แม่งมาเลย ทางโตเกียวติดต่อมายิกๆ กูเลยต้องโทรไปไกลเมวเบิ้นนู่น ปวดหัวมันไปอีกแบบ ทำใจดีดีไว้ กูจะบ้าตาย ทุกเรื่องต้องแก้ไขได้ ค่อยๆดีดมันออกไป อายชาวบ้านเขาไหม ไอ้บ้าเอ๊ย ปกติกูก็รับปัญหาไว้เองนี่ละนะ เฮ้อ มาให้แม่รู้แล้วไม่ค่อยสบายใจเลย

ขอบใจนามากๆที่เล่าเรื่องตลกๆให้ฟัง คนตลกนี่ช่วยได้จริงๆ

ชอบใจที่พูด

0 comments
ชอบใจที่พูด

Tuesday, December 23, 2008

1:57:04 AM

http://thairath.co.th/news.php?section=entertainment&content=116066



ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนเสียเซลฟ์จากละครเรื่อง “ใจร้าว” ทางช่อง 3 ล่าสุด นาตาลี เดวิส เลยถ่ายแฟชั่นเซ็กซี่ขึ้นปกหนังสือ Mars แถมขึ้น “มาลัยไทยรัฐ” เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้เยอะ ซึ่ง นาตาลี เผยในงาน Gift Wonderland ที่เซ็นทรัลพลาซ่า รามอินทรา ว่า “แฟชั่นเซตนี้ก็ไม่ถึงกับเซ็กซี่มากค่ะ อาจมีให้เห็นเนื้อหนังบ้างเล็กๆ คือของหนู เซ็กซี่ไม่จำเป็นต้องใส่น้อยชิ้นบางทีเดียว สายตาและลีลาก็พอแล้ว” ความรักกับหนุ่มบอลเป็นยังไงบ้าง? “ยังดีค่ะ บ้านยังแข็งแรงอยู่ ยังคบกับคนอ้วนอยู่” มีคนอื่นมาจีบบ้างมั้ย? “ถ้าถามว่ามีมั้ยมันก็มีเข้ามาหลายๆช่องทาง คนในวงการหาเบอร์กันได้แป๊บเดียว แต่มันอยู่ที่เราซื่อสัตย์กับคนที่เราคบอยู่ด้วยรึเปล่า เค้าก็ไว้ใจแต่ก็ระแวงนิดนึง กลัวคนจะนู่นนี่ เราก็ต้องพูดให้เค้ามั่นใจว่ามันไม่ใช่ แหมคบกันมาตั้งนาน ไม่ใช่ไปเจอใครแค่ ชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วทำให้หันหลังให้เลยยากส์ค่ะ” แล้วจริงมั้ยที่ก่อนออกจากบ้านต้องถ่ายรูปชุดที่เราใส่ส่งไปให้เค้าดู? “ใช่ คือพอแต่งหน้าทำผมเสร็จ เค้าก็บอกถ่ายมาให้ดูด้วย” แล้วต้อล AF ที่เห็นว่าส่ง sms มาจีบจริงมั้ย? “ใช่ส่งมาจริง ส่ง sms หนึ่งครั้ง ก่อนหน้านั้นก็โทร.มาครั้งนึง วันนั้นไปงานฟิวเจอร์ รังสิต ศิลปินเยอะมาก มี AF ด้วย และมีพี่ที่เป็นเอเอาร์คนหนึ่งที่สนิทมากมาขอเบอร์ก็ให้ไป คืนนั้นมีเบอร์แปลกโทร.มาซึ่งก็อยู่กับบอล เราก็รับ เขาก็ถามนาตาลีเหรอ หนูก็ถามใครน่ะ เขาก็บอกว่าต้อลนะ ที่เจอกันวันนี้ไง ”.

สำหรับหนูคบใครก็คบคนเดียว ในทางกลับกันเราคบใครก็อยากให้เขาคบเราคนเดียว ก็มานั่งคิดต้อลเอาเบอร์มาจากไหนถึงอ๋อได้เบอร์จากพี่คนนี้แน่เลยจริงๆ เขาน่าจะบอกขอให้ใคร เขาโทร.มาถามว่าถึงบ้านหรือยัง หนูเลยบอกต้อลเราอยู่กับเพื่อนเรานะ จริงๆไม่ได้รังเกียจ แต่ถ้าไม่มีอะไรสำคัญไม่ต้องโทร.มาก็ได้ เราไม่สะดวกเราไม่อยากมีปัญหากับคนที่คุยอยู่

อีกครั้งผ่านมา 2 เดือน พอดีนาตาลีไปทัวร์โครงการนึงที่ตึกยูบีซี ตอนค่ำๆนั่งทานข้าวกับคนเดิม แมสเสจก็ดัง วันนี้เจอที่ตึกด้วยแหละ มาทำอะไรเหรอ หนูก็คิดใครนะ เลยเอาเบอร์เพื่อนโทร.กลับไป เพราะอยากจะรู้ใคร ก็เป็นเสียงเค้ารับนั่นแหละ หนูเลยพูดกับเค้า ต้อลเราเป็นเพื่อนกันได้ไม่รังเกียจ แต่เราไม่อยากมีปัญหา ถ้าไม่มีธุระสำคัญไม่ต้องโทร.มาได้มั้ย เราก็พูดตรงๆ ”.

เข้ามาทำงานไม่อยากมีภาพสาวโสดคนโน่นคนนี้เข้ามาจีบ ดูพราวเสน่ห์ สู้ให้เห็นว่าคบคนเดียวไปนานๆดีกว่า””.

เห็นว่าทำให้ทะเลาะกับแฟน? “ไม่ถึงขั้นทะเลาะกัน ก็แบบต้อลหลายรอบแล้วนะ ที่จะต้องพูดไม่ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับต้อลนะ แต่ไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดเดี๋ยวบ้านพัง” ต้อลบอกแค่แมสเสจเล่นๆ “ใช่ๆ การโทร.เล่นอาจจะกระทบ เราพูดความจริง จะจีบหรือไม่จีบต้องไปถามผู้ชายค่ะ


"""""""""""""""""""""""""


""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""


สะใจดี อ่านในไทยรัฐแล้ววันนี้ชอบใจ ต้องมาหาทางเวบ

จริงๆ ชอบใจนักเขียนอีกคน ลง ผจก แต่หาในเวบทำไมไม่เจอก็ไม่รู้ เขียนดีได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์จากรัฐบาลฝรั่งเศสเลย แต่แค่หาชื่อในเน็ท ทำไมไม่มีวะ งงๆ นะ เลยไม่รู้จะเขียนบล๊อกถึงเขาไงดี เพราะบทสัมภาษณ์ดี

...............

กลับมาที่เรื่องคุณนาตาลี เออ เธอตรงดีนะ วันก่อนนั่งดูในทีวีรายการก้องปิยะ askmepls ก็ดูดีนะ ไม่เห็นดูโง่ๆแบบในละครใจย้าวนัก

ชอบใจนะ

แบบอ่านแล้ว เออ จริงๆง่ายดีออก ก็ผู้ชายสมัยนี้ก็นะ ก็ปกติเขาก็เป็นกันมั้ง มีแฟนแล้วก็ต้องอ่อยๆ มีแฟนแล้วก็ไม่เป็นไร เราก็สงสัยนะ ไม่กลัวกรรมกันบ้างหรือไง ไม่กลัวโดนสาดน้ำกรดหรือเผาไฟกันหรอ ไม่ใช่ผู้หญิงนะ ผู้ชายนี่ล่ะ

อย่าคิดมากน่า ทำใจสบายๆ ก็แค่นั้นเอง

วันนี้เห็น เหลือง แดง Js ดำ หาโอกาสดีดีนะทศนะ

วันก่อนนู้นนนนนน จู่ๆก็ตกใจขึ้นมา เรียกว่านอกจากตกใจก็เสียใจด้วย

เล่าให้เพื่อนสาวแสนสนิทฟัง

แล้วก็บ่นกะมันว่า กูแม่งไม่รู้เป็นเหี้ยไร(จริงๆก็รู้) ผู้หญิงไทยทุกคนบนโลกโสดหมด ลองพึ่งได้รู้จัก ถามว่ามีแฟนไหม ก็บอกว่าโสด แต่เราเข้าใจสาวไทยนะเรื่องนี้น่ะ ต้องบอกใครๆว่าโสดเนี่ย ถ้าโสดเราชอบเราก็จีบ ก็ปกติออก แต่จีบๆไป ก็ต้องไปทะเลาะกะผู้ชายไหนไม่รู้ที่คบกันมาหลายปีแล้ว กูประสาทแดกนะในความบ้าบอ กูล่ะงง อะไรแบบนี้เสมอ นี่กูทำบาปทำกรรมอะไรมาวะ ถึงได้ต้องเจอแต่แบบนี้ กว่าจะจีบคนนึงเนี่ยนะ ถามหลายหนนะว่ามีแฟนไหม ก็ตอบมาหลายหนว่า ไม่มี แล้วเป็นไงล่ะ เหอะๆ

หัดบอกกันตรงๆบ้างได้ไหมว่า มีแฟนแล้วค่ะ แต่ถ้าพี่อยากเป็นชู้หนูยินดีนะ ตอบแบบนี้ดิ จะได้ทำตัวถูก

หรือ ไม่ก็ มีแฟนแล้วค่ะ แต่รู้จักพี่ไว้หนูก็ยินดีนะ แล้วก้อเป็นพี่น้องกันแบบพวกดาราที่เอากันทุกวัน

หรือ ถ้าโสดจริงๆ ก็บอกมา อยากให้จีบหรือไม่ต้องการก็บอกมา แต่ไม่ชอบไปปีนต้นงิ้วที่ไหน ซึ่งจริงๆแล้วแหย่ให้เลิกกะแฟน ก็ไม่ยากหรอก แต่ทำไปทำไม กรรมมันมีจริง เหนือกฏหมายย่อมมีกฏแห่งกรรม แต่ก็คิดว่าจะทำกะคนนึงนะ เอาให้พังเลย ฮ่าๆๆ


ของแบบนี้บอกง่ายจะตาย ทำกันไม่เป็นหรือไง พี่คะ หนูมีแฟนแล้วค่ะ จะได้ไม่ต้องเทใจให้กันลงไป

วันก่อนเพื่อนพูดเรื่องเห็นแก่ตัว มันด่าเราว่าเราเห็นแก่ตัว ก็สาวนั้นเขาอยากให้มึงอยู่ในชีวิตเขา เขาก็ไม่อยากเสียมึงไป ไหนๆก็ได้รู้จักซักที ก็อยากให้มึงเป็นพี่เขา แล้วถ้าเขาไม่บอกว่าโสด เขาก็ดูออกว่ามึงไม่ทำความรู้จักเขามากขึ้นแน่ๆ ผู้หญิงเขาดูออกแหละว่าเราจะจีบเมื่อเขาให้ท่า

เราบอกไปว่า ทำไมต้องเป็นพี่วะ ไม่ต้องเป็นเหี้ยไรกันเลยก้อได้ เจอก็ทัก ไม่เจอก็ไม่ต้องติดต่อกัน กูจะมีดีอะไร ไม่ได้ช่วยอะไรชีวิตใครหรอก พ่อก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีซักหน่อย จะได้ไปช่วยเหลือไรได้ เห็นพ่อกูเขียนrecommendจดหมายเรียนโทได้หรือไงกัน ทำมาบอก เป็นคนดีหรืออะไรเงี้ยะ ต้องคบกันไปอีกนาน เฮ้อ เวรกรรม กูล่ะเบื่อ

คบพวก โหดๆ แบบนาตาลี น่าจะมันกว่าเยอะ (ถ้าเป็นแบบที่ให้สัมภาษณ์จริงๆนะ)

Saturday, December 20, 2008

Connected

0 comments
Connected

Saturday, December 20, 2008

4:25:22 AM

หาไม่เจอแฮะ งงๆกะเว็บผู้จัดการเสมอ อาจเพราะไม่ค่อยคุ้นเคยหรือต้องเสียเงินก็ไม่ทราบ แต่กะหนังสือพิมพ์นี่ค่อนข้างชอบมานานแล้ว มันไม่ค่อยเหมือนเว็บ อย่างน้อยที่สุดก็มีราคาหุ้นให้ดู วันนี้อ่านในส่วนปริทรรศน์เจอเรื่องนึงชอบใจมาก เขาเขียนเรื่อง เพชรไม่ใช่สิ่งเดียวที่เลอค่าอมตะนิรันดร์ไรหรอก มีความรักแท้ด้วย ผลจากการทำแสกนสมองเมื่อเวลามีความรักแท้ที่ผ่านช่วงเวลาไปเนิ่นนานก็ตามอะไรนี่ล่ะ เราก็ไม่รู้จะบอกอย่างไรให้โรแมนติคหรอกนะ แต่วันนี้ตอนอ่านตัวเย็นวาบเลย ประสาทแดกไปงั้นแหละ แต่ก็เห็นด้วย รักกันมาหลายๆปี คอนเน็คกันได้ อะไรเทือกๆนั้น ความรักแบบนี้ทำให้สมองส่วนที่เก็บเรื่องอมตะใหญ่ขึ้นหรืออะไรทำนองนี้ล่ะ


ตอนกลางวันนั่นดู เรื่องไรน้า Veronica kloset มีเรื่องนี้ป่ะวะ หรือ Veronica Mars อะไรซักอย่าง(พึ่งเคยดูหนแรก แต่รู้สึกมานานแล้วว่าซีรี่ส์นี้น่าจะดูเพลินๆ) จู่ๆเรื่องก็มีขึ้นว่า มีผู้ชายซิงๆคนนึง เพื่อนๆอยากให้เปิดซิงเสียทีก็เลยไปว่าจ้างสาวสวยไซด์ไลน์ มา จีบหนุ่ม เพื่อให้เปิดซิง แต่แล้วละครก็เป็นละคร หนุ่มผู้นั้นก็ไม่ได้ทำอะไร และก็พูดคุยกันนานโขกับสาวนั้น แล้ววันนึงก็ไม่เจอกันอีก แล้วเพื่อนก็ไปตามหาสาวคนนั้นมา เพื่อนๆก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่หนุ่มนั่นบ่นว่าสามารถเข้าถึงกันได้จริงๆ พอเจอได้จริงๆทั้งๆที่ไม่คาดว่าจะได้เจอกันอีก เพื่อนถึงได้เข้าใจได้ว่า หนุ่มซิงนั้น คอนเน็คกันจริงๆกะสาวสวยคนนั้น โดยไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน


ความสามารถในการเข้าใจในกันและกันราวกับรู้จักกันมาช้านานนั้นเป็นเรื่องแปลกประหลาดเสมอ ประสบการณ์ที่ทับซ้อนบางอย่างของชีวิตอาจทำให้คุยกันเข้าใจได้ตรงกันโดยอัตโนมัติ คนบางคนเราจะรู้สึกคุ้นกับเขามากเลยเวลาเขาพูดถึงเรื่องบางเรื่อง และเข้าใจกันในระดับลึกเกินที่คนปกติเข้าใจ


เพื่อนหลายคนชอบว่าเราว่างี่เง่านะ เพ้อฝันเป็นสาวๆไปได้ ก็แค่กูเป็นคนละเอียดอ่อนและไวต่อความรู้สึกคน มันแปลกตรงไหน


(ไงไงชั้นก็ไม่เอาอีนังชะนีทั้งหลายมาเป็นแฟนหรอก)(ฮา)


เวลาผ่านไปแถวๆร้านMuseตอนกลางคืนเคยรู้สึกกันมะว่าเหมือนอยู่ในป่าแล้วมีต้นไม้และผาหินถ้ำใหญ่ๆ แล้วมีพวกชะนีห้อยโหนกันเต็มหน้าผาเลย เหมือนมากๆเลยนะ ตะโกนร้อง ผัว ผัว กันเต็มไปหมดเลยด้วย เราเห็นตั้งแต่ตุลาแล้วอะ


(แหวะ อีพวกชะนีไงไงชั้นก็ไม่เอาอีนังชะนีทั้งหลายมาเป็นแฟนหรอก)

(ฮาฮา อ่านว่า สองฮาแล้วนะ แต่โดยปกติวิธีเล่นมุกซ้ำ ซ้ำสองจะไม่ฮา ซ้ำสามนี่ฮาแน่นอน)


( โถ ปะติเถ ปะติโถเถเถ มุกในพยัคฆ์ร้ายส่ายหน้าอะ ซ้ำจนฮาอะ)

....................................


นอนไม่หลับ ไม่ทราบเป็นอะไร


ไปกินข้าวมันไก่มาตะกี๊ อิ่มเหลือเกิน วันนี้กินเยอะมากๆ ตอนเย็นกินเกาเหลาเนื้อข้าวเยอะจัด เอาง่ายๆว่า วันนี้กินสามมื้อแน่ะ กินเยอะสุดในรอบห้าวันทีเดียว กำลังลดความอ้วนอยู่ เพราะคิดได้ว่า ตอนธันวาปีที่แล้ว หนักน้อยกว่านี้ตั้งสิบโล ใส่เสื้อผ้าอะไรก็ดูดีกว่านี้มาก หลังๆเริ่มเป็นแบบคนอื่นแล้ว คือ เริ่มอยากหล่อ ไม่อยากแก่ หัวก็เริ่มล้านวีเข้าไปทุกทีๆ ตัวอ้วนอีกก็น่าเกลียด เห็นเพื่อนๆที่ตอนเด็กๆหล่อสู้เราไม่ได้แล้วปัจจุบันมันยังหนุ่มๆดูดีอยู่แล้วก็อยากเป็นบ้าง ขอเวลาซัดนิดนึง จะขอลดซักห้าโล(ทำได้แน่นอน ลดยี่สิบโลยังทำมาแล้วเลย) แต่ต้องคุยกะยายให้ยายเข้าใจและไม่งอนเสียก่อน อันนี้ซิยากมากๆ


รอบดึกสามทุ่มกว่าๆก่อนออกไปเตะบอล โอ๊ย กรี๊ด งานเข้า พึ่งถึงบ้านเพื่อนกำลังจะไปเตะบอล(สนามนี้พึ่งเคยไป สนามดีสุดยอดดดดดดด) ก็เลยไปเตะแป๊บนึงชั่วโมงนึงได้ สนุกนะ วันนี้รู้สึกสนุกสุดในรอบที่เคยเตะมาเลย ไม่รู้ว่าเพราะช่วงนี้มีความสุขกับชีวิตด้วยหรือเปล่า เจอเพื่อนเก่าชื่อไอ้แบ๊ง แม่งเอ๊ยยยย สุดยอด เตะเก่งยังกะตอนมัธยม แม่งไม่แก่เลยหรือวะ คมเหี้ยๆ ไอ้เราก็เล่นไม่เป็นเป็นปกติ แค่อยากไปเจอเพื่อนๆ ก็แค่นั้นแหละ ออกกำลังกายมันก็แค่ของแถม เพื่อนงงหมด เตะๆอยู่ แม่งโทรศัพท์แป๊บนึง หายไปเลย ปกติ ถ้าเราไปเตะเราก็อยู่กะพวกมันน่ะล่ะ ไม่ไปไหนหรอก


ห้าทุ่มนิดๆ มีคนมารับไปนั่งเล่น ไปก็ไป เที่ยวแถวๆนั้นสองวันติด แต่วันนี้ไม่ได้กินไร เมื่อวานกินไปห้าแก้ว โอ้ว อนิจจา ทศคนใหม่ ใส่รองเท้านันยางสีดำไปเตะบอล แล้วก็ไปเที่ยวต่อด้วยคู่นี้ ขำดีนะ ฮ่าๆๆ แต่กางเกงยืมเพื่อนเอา จีนส์ตัวนี้สวยดี อยากยึดเลยล่ะ แต่แพงไป ไม่กล้า ไงไงก็ต้องคืน ของ Kenneth Cole พวกนักเรียนนอกก็แบบนี้ล่ะเนอะ ของใช้มักดูดี (แต่มักซื้อตอนเซลล์กัน (ฮา)) เกงดีดีใส่สบายนะ เกงจีนส์ที่เราให้ไอ้นนท์ก็ Polo Ralph Lauren นะ เนื้อดี๊ดี ถ้ามันเห็นราคาแล้วคงบอกเราว่า อยากได้สร้อยทองมากกว่า


ช่วงนี้แปลกๆมะ ลุกขึ้นมาแต่งตัว และลุกขึ้นมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง เตรียมตัวมีแฟนหรือไงเนี่ย ฮา ฮา ฮา


เห็นคนมีเรื่องกันด้วยสองคู่ มันเป็นบ้า วัยรุ่นล่ะเน้อ ยืนดูดหรี่รอดูผลอยู่พักนึงหน้าร้าน แง่งๆอยู่ได้ หัวหน้ากาด ก็เลยบอกให้เรียกสายตรวจ พอตำรวจมาถึง เงียบกันหมด ขำชิบหาย ขี้หดตดหายเลยซิมึง


เอ้า หาเรื่องความรักในเวบผจก เห็นข่าวคุณท๊อบกะคุณแพมแต่งงาน เขาบอกว่าคบมาปีครึ่ง พออ่านๆไป บอกว่าคุยเรื่องแต่งงานมาแต่ต้นปี เตรียมงานกลางปี แปลว่า คบกันครึ่งปีก็รู้สึกอยากแต่งงานกันแล้วซินะ เคยอ่านเห็นว่า ไปขอแต่งงานกันตอนไปสกี(เออ เราเขียนเรื่องนี้ได้เอาลงบล๊อกไหมนะ) เราก็กะว่าจะขอแต่งงานตอนไปสกีนะ ที่แบบนี้มันสวยดีล่ะ HakubaHappoสวยนะ ไม่เชื่อเธอไปหยิบโป๊สก๊าดจดหมายรักมาดูซิ


แต่เราก็คิดแบบนี้นะ ถ้าเจอคนที่ใช่ ไม่ต้องคบกันนานนักหรอก มันรู้เองล่ะ คบนานไปก็เลิกกันได้แล้วก็เสียใจเปล่าๆ

อยากแต่งงานบ้างจัง

ว่าแต่เจ้าสาวตัวสูงกว่าเจ้าบ่าวไหมนี่

Friday, December 19, 2008

รักพี่อนุชจัง อิอิ

0 comments
รักพี่อนุชจัง อิอิ

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๐๓:๔๗:๑๘ น.

วันนี้อารมณ์ดีมากๆ ตอนสองทุ่มอารมณ์ดีใช้ได้เลย เดินยิ้มอยู่คนเดียวนานโข อิ อิ ไว้เดี๋ยวต้องมีเรื่องดีดีเกิดขึ้นแน่นอนในเร็ววัน วันนี้น้องไม่ยอมมารับเลยต้องนั่งแท๊กซี่กลับเอง ว้า แย่จังเยย กลับมานั่งกินข้าวมื้อค่ำกะผึ้งกะกอล์ฟแถวๆบ้าน ตอนแรกว่าจะกลับมาดูใจร้าวจั๊กหน่อย แต่ คุยกะเพื่อนๆดีกั่ว คุยไปไงมาไงไม่รู้ ไอ้กอล์ฟมีเหล้าที่muse+กับ มันกำลังอยู่ในช่วงอยู่คนเดียวไม่ได้ ก็เลยต้องไปเป็นเพื่อนมันจั๊กกะหน่อย อิอิ แหม ก็พูดไปงั้นแหละ เราเองก็อยากไป เห็นใครๆเขาบอกกันว่าสาวสวย เราไปมาสองหนก็เฉยๆคงเพราะเมามากไปมั้ง ไปหนนึงก็วันเกิดน้อง อีกหนนึงก็น้องรักพาสาวๆไปจะแนะนำให้รู้จัก(แต่พอเจอแล้ว เบอร์เราก็ไม่ขอหรอกนะ(ฮา))



วันนี้ก็ลองไปดู โอ้ว โหว ลงรถไอ้กอล์ฟมาเค้าตื่นเต้นมากๆเยยแหยะ คนสวยเยอะจัง แถวๆหน้าร้าน เดินเข้าไปในร้านก็โอนะ สาวๆเต็มไปหมด


แล้วก็ออกไปหาพี่อนุชที่ร้านใหม่ที่กำลังจะเปิดจริงๆเสาร์นี้ พอกลับมา โห ทำไมสาวไม่สวยเยอะจังวะ ที่แย่ก็คือผู้ชายเยอะชิบเป๋งเลย ว้า มาทำไมวะเนี่ยกู สาวๆรอบโต๊ะ ไม่มีสวยๆซักคน แต่แต่งตัวกันมาโป๊ดี


กลับมาที่พี่อนุชก่อน อิอิ


ตั้งแต่เด็กโตมากะข้างบ้าน เขามีกันตั้งสามคนผู้ชาย หนุกน่าดู เราก็มีแต่น้องสาว ก็เลยอยากมีพี่ชายมาแต่เด็ก


ตอนเด็กๆ รู้สึกสนิทกะพี่อนุชเหมือนกัน สมัยนั้นพี่อนุชหล่อมากๆ(เกือบออกเทปกะลิบออยเลยล่ะ) ถ้าเป็นตอนพี่อนุชเป็นเฟรชชี่นะ ต้องหล่อติดท๊อบเท็นเอแบ่คเลยล่ะ (ฟันธง)แต่วันนี้ก็แก่ไปมากแล้ว สามสิบแล้วอะเนาะพี่เนาะ


วันนี้วิ่งไปหาเลย แบบว่าคิดถึง ทิ้งน้องนนนี่กะยุดตี้สองคนไว้กะไอ้ก๊อบเลย(ทั้งๆที่มันพึ่งรู้จักกันตะกี๊เอง) ไปนานด้วย ร้านก็ดูสวยดีนะ เม้าแตกๆ พี่อนุชไปญี่ปุ่นมาสองหนก็ไม่เจอเรา หนที่เขาไปปีนี้เขาอีเมลหาเราแต่เราก็ดันไม่เช็คอีเมลซักสองอาทิตย์ได้ ก็เลยคลาดกัน อุตส่าห์ให้เบอร์ไปแล้ว แต่ก็รู้สึกผิด อีกหนเราอยู่ไทย เจอพี่อนุชแต่ละที โอ้ว โห เม้ากันได้เป็นชั่วโมงเลยล่ะ ตอนเด็กๆจีบสาวก็ปรึกษาพี่แกตลอด เม้าโทรศัพท์ได้วันนึงหลายๆชั่วโมงกันเลยนะเอ้า


ชีวิตนี้ก็คิดมานานแล้วนะ ว่าถ้ามีเงินมากพอจะไปเที่ยวกะทัวร์ของพี่อนุชบ่อยๆ พ่อเราก็คุ้นกะพ่อแม่พี่เขา ไปมันปีหลายๆหนก็ได้ คงคึกคักดี ในHi5พี่อนุชโคตรขำเลย occupation ---- travel with ADA travel แม่งฮามากๆ วันนี้เราก็แซว


พอตอนจะจาก พี่เขาชวนมาดูคอนเสิด เพลย์กราวนด์ กะเครสเซ็นโด้ เสาร์นี้ เราถามว่า เหล้าขวดเท่าไหร่อะพี่ เขาบอกมึงมาเลยทศ พี่ให้ขวดนึง โห อยากโดดจูบ จุ๊บๆ


กลับมาก็ตลกดี ดูโต๊ะตรงข้ามสามหนุ่มแก่ๆพัลวันกะสาวๆสามคน แปลกดี พอดึกๆเขาเดินมาคุยๆด้วย อ้าว ไม่ใช่คนไทยแฮะ หน้าตายังกะตำรวจ นึกว่าเป็นป๋าพาอีหนูมาเที่ยว กลับกลายเป็นคนจีนๆที่เป็นเมกัน พาสาวไคโย้ตี้มาเที่ยวมั้ง (ฮา) เราก็เบื่อๆนิดหน่อย ไปข้างหน้าเจอโน๋กะโจ ก็เลยมีเพื่อนเพิ่ม ขำดีที่สาวร้อนแรงคนนึงผมสั้นที่นัวเนียกันตลอดเวลากะผู้ชายที่เหมือนตำรวจ มีผู้ชายหนุ่มๆขับรถซิ่งมารับ เอ้า แล้วที่ตะกี๊ กอดจูบ บั้นท้ายกระเด้าผู้ชายตะกี๊ คือ ไรวะ กูล่ะงง ตกลงพวกเมกันพวกนี้เช่ามาเที่ยวหรอ (เหมือนเวลาเราไปเกาะช้างเห็นฝรั่งเช่าสาวไทยไปเที่ยวแบบนั้นหรอ เต็มเกาะไปหมด) ปกติไปร้านเหล้าไม่เคยเห็นคนยืนกระเด้ากันนานๆนัวๆเนียๆพัลวันแบบนี้มาก่อนเลยนะ วันนี้เยอะจังวุ้ย เห็นแล้วก็เบื่อๆ แต่ก็ดู เอิ๊กๆ ยังกะอยู่ในคาราโอเกะซักที่


๑๐ปีก่อนเราแค่เมาๆจุ๊บๆหน้าผากกันกะแฟนในTaurus เพื่อนยังด่าน่าดูเลย เอิ๊กๆ เด็กเดี๋ยวนี้กล้าน่าดู เต้นเหมือนสาวบาร์กันทั้งนั้น ว้ายกรี๊ด คนหัวโบราณแบบช้านรับไม่ได้


ไอ้โน๋มา ก็ถามมันว่า มึงรู้จักกะมะเหมี่ยว(บนเวที)ไหมวะ มันถามว่าทำไมวะ เราบอกไปว่า มึงน่าจะเป็นนักร้องยุคๆเดียวกัน สมัยก่อนวงการมันแคบไม่ใช่หรอ มันขำใหญ่ เออ ก็รู้จักนิดนึง


ไอ้โน๋นี่ตอนไปโตเกียวเราก็พาไปเที่ยวนะ คิดถึงช่วงวันแบบนั้นจัง แบบเราอยู่โตเกียวไปกินข้าวกินเหล้ากะเพื่อนทียี่สิบสามสิบคนเลยนะ ไอ้โน๋ก็จะเห็นเราในอีกมุมนึง ในมุมที่แบบ โห ไอ้ทศ ทำไมเพื่อนๆสาวๆเขาดูสนิทกะมึงจัง ดูทุกคนรักมึงเลยไรงี้ แต่ตอนนี้ไม่มีแบบนั้นเลยอะ ชีวิตเหี่ยวแห้งมากๆ ไม่มีสาวๆสวยๆมาเป็นเพื่อนๆแบบนั้นแล้ว เออ แต่ตอนโน๋ไปมันขำนะ สาวๆก็พูดอังกฤษไม่ได้ ไอ้โน๋ก็พูดญี่ปุ่นไม่ได้ ก็อดแดกกันไป ฮา ฮา ฮา แต่แม่งหล่อชิบหาย ไอ้โน๋แม่งหล่อบาดใจที่สุดในโลกคนนึงเลยนะในสายตาเรา วันนี้ไอ้กอล์ฟบอกว่า ไอ้โน๋ หน้าหวานยังกะน้องสายป่าน ฮ่าๆๆ เออ กูเห็นด้วย


มาตอนจบ เห็นคนเลือดออกบนหน้าเยอะๆ มีผู้หญิงโวยๆ อยู่ข้างๆแท๊กซี่จะทับตายพอดี พอดีเห็นว่ายืนใกล้ๆเรามานานก็ช่วยๆหน่อย ทะเลาะกันโวยวายน่าดู แต่หนุกดีนะ


อ้อ มีก่อนนั้นด้วย


ไอ้ก๊อบเล็งสาวไว้ตอนรอไอ้โจรับรถ


จะมองไรกันนักหนา สาวก็มองเรานะ ก็คงรู้ล่ะ ว่า จะเข้าไม่เข้า


เราไม่สนใจอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ไม่มีทางเลยด้วย ไอ้ก๊อบก็ยุจัง ขอเบอร์ให้หน่อยเด้ เราก็ไรมึงๆ อิดออดอยู่นาน ก็ไม่กล้าน่ะแหละ ไม่เคยทำมานานแล้ว ขอเบอร์สาวหน้าผับนี่ตลกตายห่า อีกอย่างก็สวยซะด้วย เข้าไปแล้ว เขาจะให้หรอ หน้าอย่างกู ก็มองกันไปมาอยู่นาน สงสารไอ้ก๊อบมัน


เวลานั้นก็นึกถึงหนแรกในชีวิต นานมากๆแล้ว ๘ปีได้มั้ง จำได้เลย เคยมีเพื่อนคนนึงที่คณะบอกให้เข้าไปขอเบอร์สาวให้หน่อย สมัยนั้นเขาเที่ยว บริท กันมั้ง เราก็แบบไรมึงวะ แต่ในที่สุดก็เข้าให้ ไอ้เพื่อนคนนั้นก็แปลกนะ อยู่คณะขับSLKสีแดง แต่พอเจอสาวตามร้านเหล้าก็ไม่กล้าเข้า จำได้แม่นเลยว่า ตอนนั้นเราบอกไปว่า มึงแค่จอดรถหน้าร้านรอเขาออกมาขอเบอร์ ไงไงก็ได้ว่ะ พอกลับหอก็มาเล่าให้แฟนฟังก็ขำดี


เราก็เหมือนเดิมน่ะละ ไม่ค่อยกล้าขอเบอร์ใครไม่รู้จักหรอก


พอมากินโกบู้ ไอ้ก๊อบก็เพ้อใหญ่ (แต่สวยจริงวะ หุ่นโคตตรรรดีด้วย)


เราก็เข้าแบบสุภาพนะ ขอโทษนะครับ มากับแฟนหรือเปล่าครับ สาวก็ตอบว่าไม่ค่ะ แล้วก็พูดว่า เพื่อนผมเขาขี้อายน่ะครับ แต่อยากรู้จัก สาวก็มองๆ แล้วถามว่า เรียนที่ไหนอะคะ เราก็ตอบไปว่า เขาจบนานแล้วครับ จบธรรมศาสตร์ จังหวะนี้แปลก ผู้หญิงสองคนนั้นหันมายิ้มๆให้กัน แล้วถามว่า คนไหนคะ เราก็หันไปชี้มัน(มันยกมืออยู่) ยืนตัวจิ๋วๆอยู่หลังไอ้โน๋สุดหล่อ เขาก็บอกว่า ได้ค่ะ เราก็งงๆไปเลย เฮ้ย ง่ายงี้เลยหรอวะ แล้วก็หยิบโทรศัพท์ให้ ตอนเขาพิมพ์ก็ถามว่า แล้วน้องเรียนที่ไหนหรอครับ ชื่อไรครับ เขาก็ยิ้มๆบอกว่า ที่เดียวกันสินกำปีสี่ค่ะ เราก็อ๋อ ในใจ เด็กธรรมศาสตร์เช่นกันเลยให้ซินะ


ซึ่งตอนนั่งรถขามาจากบ้านเรา เราพึ่งคุยกะมันเองว่า โอ๊ย มาเที่ยวแถวนี้มึงจะไปหวังอะไร สวยๆก้อไคโย้ตี้ทั้งนั้นล่ะ(ไคโย้ตี้ส่วนใหญ่ก็เด็กมหาลัยนะ) เพราะเราบอกมันไปว่า นู้นอยากมีแฟนธรรมศาสตร์ ก็ไปสละโสดนู่นนนนน คือ มันก็ชอบมีแฟนเป็นเด็กธรรมศาสตร์น่ะแหละ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เด็กด้วยนะ แบบอายุห่างกันห้าหกปีทีเดียวเชียว เอ้า ขอให้จีบได้นะเพื่อนเอ๊ย สวยซะขนาดนั้น


ก็นั่งรถมา นึกในใจ เออ ทำไมกูตื่นเต้นจังวะ


ไม่เคยขอเบอร์สาวมานานมากๆ แต่พอมานั่งกินโกบู้ ก็นึกได้ว่า ไม่นานนี่หว่า เดือนที่แล้วขอมาสองคน ฮ่าๆๆ เด็กรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ปีสี่คนนึง สวยมากกกกกกกกกกกก เสียงหวานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แบบ ไม่มีทางหาผู้หญิงในโลกเสียงหวานกว่านี้ได้อีกซักกี่คนหรอก อันนี้ตั้งใจขอเองเลย หน้าตาสะเป๊กมากๆ (ไทยแท้เลย)


พอไปสุโขทัยกะพ่อ ก็ดันเผลอขออีก อันนี้ หน้าตาเฉยๆ แต่เสียงหวานทีเดียว อันนี้บังเอิญเด็กลงไปอีก ปีสามเอง แพทย์จุฬา

คือ ผู้ชายส่วนใหญ่เขาจะชอบผู้หญิงที่หุ่นอะ(รองจากหน้า) ส่วนเรารองจากหน้าก็ต้องเสียงครับ


แต่สุดท้ายแล้ว เราก็เป็นเราอะนะ ก็ไม่คุยหรอกสองคนนี้ คนเจอในที่แปลกๆ มันจะเจอกันอีกยากอะ ไอ้จะนัดเจออะไรกัน มันก็แปลกๆไงไม่รู้(แต่ก็นัดนะ) และที่สำคัญเขาสองคนก็มีแฟนอยู่แล้ว จะไปทำให้แฟนเขารู้สึกไม่ดีเปล่าๆ เราเป็นผู้ชายทำไมเราจะไม่เข้าใจอารมณ์นี้ มันแย่นะเวลามีคนมายุ่งกะแฟนเราเกินขอบเขตเนี่ย


สุดท้ายก็มาบ่นคนเดียวว่าโสด เฮ้อ ก็จีบสาวไม่เป็น ทำไงดี ขอเบอร์ก็ไม่กล้าขอ จีบก็ไม่กล้าจีบ ชาตินี้คงได้มีแฟนกะเขากระมัง แต่มีจังหวะขำๆนะ พอได้เบอร์สาวสวยๆ ก็หันไปบอกไอ้โน๋ มา มา มึงจะเอาเบอร์คนไหนกูเข้าให้หมดร้านเลยไอ้เหี้ย ...และ....ที่ฮา....แม่งเข้าแต่ไม่ได้เบอร์
เหี้ยหล่อนะมึงอะ

อยากหล่อแบบมึงมั่งว่ะ (แม่งไม่ยอมแก่)

ไอ้โน๋กะไอ้ก๊อบแม่ง บอกว่าเป็นเด็กมหาลัยใครๆก็เชื่อ

ส่วนเราแม่งแก่ชิบหายไปแล้วอะ หัวล้านวีขึ้นทุกวันเลยเฮ้อ

นอนดีกว่า

Thursday, December 18, 2008

ลูกเขยใครล่า

0 comments
ลูกเขยใครล่า

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๐๒:๔๕:๑๒ น.

วันนี้เจอพ่อแป๊บนึง แอบขำ พ่อบอกข่าวดีและข่าวร้าย ได้แต่นึกเฮ้อ...เอาอีกแล้วเรา เมื่อไหร่จะเลิกทำพ่อแม่เสียใจน้า แล้วก็เลยคุยกันไปเรื่องอื่นๆต่อ

วันเสาร์พูดกะน้องคนนึงว่า “โอ๊ย ใครได้กูไปเป็นเขยก็ไม่อายใครทั้งนั้นล่ะ” แล้วก็ขำอยู่คนเดียว พูดเองเออเองเหี้ยๆ พูดประโยคนี้หนแรกในชีวิต (ทามปายด้าย)


พ่อบอกว่าวันก่อนไปดูรักบี้ เจอลุงจี๋ และ ลุงสิงห์ เขาก็พูดถึงเรากันใหญ่เลย จนมีคนถามว่า แล้วไอ้ทศนี่มันลูกไอ้สับหรือว่า ลูกเขยพวกมึงกันแน่ เราแม่งขำกร๊ากเลย ฮ่าๆๆ พ่อเราก็ขำนะ เราบอกไปว่า โอ๊ย...อย่างทศเป็นลูกเขยใครเขาก็ดีใจทั้งนั้นล่ะ พ่อบอก บ้าหรอ เรานึกในใจ โอ๊ะ เออ เนอะ ป่านนี้๒๘ขวบ ยังทำพ่อแม่ไม่สบายใจได้อีก


ลูกสาวลุงจี๋น่ะ เขาดังนะ ดังในพันทิบทีเดียวเชียว (แต่เรากะลุงจี๋ก็ขำๆกันเรื่องนี้...ดังไม่รู้ตัว...เรื่องนี้เราเคยแหลมๆในบล๊อกนี้ล่ะ แต่ไม่ได้เล่า เล่าให้กุ้งฟังคนเดียวเลย) แต่ก็ถามพ่อไปนะว่า “พ่อเดินไปถามโค้ชรักบี้ที่ชื่อจุ๋มป่ะ ว่า อยากได้หลานเขย ชื่อทศป่ะล่ะ” ฮ่าๆๆ พ่อเราขำกลิ้งเลย หลานเขาชื่อบุ๋มอ่ะนะ ฮ่าๆๆ


แต่ลุงจี๋ไม่เท่าไหร่หรอก ลูกสาวเขามีแฟนอยู่แล้ว วันก่อนเราไปงานรถมินิ๒๐๐๘ที่หัวหมากก็เจอ เขาก็มากะแฟน พบลุงจี๋หนสุดท้ายก็เรียนแกไปนะว่า “ถ้าทศแต่งงาน ลุงจี๋เป็นประธานในพิธีทศนะครับ” ลุงจี๋แกก็ตกปากรับคำนะเอ้า


แต่ลุงสิงห์ดิ วันก่อนนู้นนนนกินเหล้ากัน เขาอยากได้เราเป็นลูกเขยแน่ๆ(คิดเข้าข้างตัวเอง) ฮ่าๆๆ แต่ปัญหาก็คือ ลูกสาวเขาไม่มีทางเอาเราหรอก เอิ๊กๆ แต่ลูกสาวเขาหน้าตาดีนะ วันก่อนจู่ๆน้องเราก็พึ่งพูดถึง ว่า “พี่ออมสวยนะพี่ทศ”


วันนี้รอบดึกไปนั่งบ้านเพื่อนสนิท เอาพระพุทธรูปไปให้แม่เพื่อน พอดีแม่มันป่วยเป็นมะเร็ง(ไม่ได้มายิง) เต้านมทางด่วนขั้นที่๓แล้ว(ซีเวียนะ ไม่ขำ) ก็ต้องเป็นกำลังใจให้เต็มที่ในฐานะที่เราเองก็เป็นเพื่อนสนิทมากๆของลูกชายคนเดียวของเขา ก็คุยๆกันไป แม่เขาก็ถามถึงสาวคนนึงที่เราชอบ เราก็งงๆ บอกไปว่า อ๋อ ไม่ทราบดิครับ เขาแก่แล้วอ่ะครับ ทศยังไม่อยากแต่งงานนี่ฮะ แล้วนึกในใจ เอ๊ะ พูดถึงคนเดียวกันไหมนี่ ก็คุยกันไปหลายอย่าง นานๆทีได้คุยกะแม่มัน แม่มันก็พูดถึงตอนพ่อมันยังอยู่ว่า เห็นทศคุยกะพ่อเขาทีไรก็ขำทุกที(ตายไปจะสองปีแล้ว)


เออ เราก็ไม่รู้จะบอกยังไงอะ มันเป็นเทคนิคส่วนตัว ทำให้ผู้ใหญ่ขำนี่ก็ไม่ได้ยากนะ แหย่ๆ หลบๆ ดูจังหวะให้ถูก ไม่ยากหรอก คุยมีสาระเราก็ทำได้ คุยให้ตลกแบบผู้ชายคุยกันเราก็ทำได้ คือ แม่มันก็คงอยากรู้นะว่า ทำไมเวลาเรามา ทั้งลูกชายและพ่อขำกันอยู่เรื่อย คือ เพื่อนคนนี้ก็สนิทมากๆ ชีวิตนี้ก็กินเหล้าสองคนกันบ่อยๆ กินก็จะมีเรื่องเศร้าเรื่องขำเรื่องเครียดปะปนกันไป พูดง่ายๆว่า แบ่งทั้งทุกข์และสุขกันเสมอนี่ล่ะ


เมื่อไม่นานมานี้เพื่อนเห็นเราทุกข์มาก เพื่อนพูดมาประโยคนึงว่า “เฮ้ย กูรักมึงเหมือนกูรักตัวเองเลยนะ มึงทำใจดีดี” ได้ใจไปเลยเต็มร้อย คือ หลังๆเรามีเรื่องทุกข์พอควร ทำให้ไม่สนใจผู้หญิงเลย (เชื่อมะ)


วันนี้พอพี่เลี้ยงบ้านนั้นรู้ว่าเราจะไป ก็ส่งอานิสงส์ให้เพื่อนๆให้ได้กินน้ำเงี้ยวกันถ้วนหน้า พี่เขาจะชอบทำนู้นนี้ให้เรากิน บ้านนี้กับข้าวอร่อยมากๆ อาหารเหนืออร่อยสุดตีนเลย น้ำเงี้ยว ข้าวซอย น้ำพริกหนุ่ม โอ๊ย อะไรสารพัด ที่หารสชาตินี้ไม่ได้ใน กทม ถ้าเราไม่ไป พี่เขาก็จะทำอะไรทั่วๆไปหน่อย เราไปก็ชอบคุยกันเรื่องทำอาหารนี่ล่ะ คนทำอาหารย่อมเข้าใจกันเองเสมอ


กลับมาที่เรื่องลูกเขยๆ


วันนี้ที่คุยกะแม่เพื่อนก็คือ ไอ้เรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องเฉพาะคน มันไม่ใช่เรื่องวัยหรือเงินซะทีเดียวหรอก เพราะว่า อย่างเรา โห นะ ขอบอก เลือกมากๆ เลือกยากด้วย มีสารพัดข้อแม้ คนบางคนเหมาะแค่เป็นแฟน บางคนดูทรงแล้วน่าจะแค่ควงด้วยซ้ำ คนบางคนซิ โห เข้ากะพ่อแม่เราได้แน่ๆ แต่งได้เลยโลดดดด แต่ที่แน่นอนที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด เราเป็นคนที่ขี้เกียจจีบสาวมากๆ ชอบให้สาวมาจีบมากกว่า


ต้องเข้าใจก่อนว่า บ้านเราน่ะแปลกๆอยู่พอควร แต่ไม่ได้เป็นแบบ หัวหลุดแฟมิลี่อะไรนะ แต่คือ แต่ละคน จะไม่ค่อยเหมือนกัน และให้อิสระในการดำรงชีวิตกันมากๆ พ่อกะน้องนี่ดื้อมากๆ เป็นมนุษย์ที่ดื้ออะไรไม่รู้นักหนา เรากะแม่ก็มีวิธีเดียวมุกเดียวตลอดกาลคือ เอาความดีเข้าสู้


คือ เรามองว่า เราน่ะไปเข้ากับครอบครัวคนอื่นได้ไม่ยากหรอก แต่หาคนมาปรับเข้ากับครอบครัวเราได้ดิ ค่อนข้างยาก ไอ้ครั้นจะแยกไปอยู่แบบครอบครัวเดี่ยวก็ไงไงอยู่ แต่อาจทำได้ก็ได้

จริงๆวันนี้เพื่อนก็ถามกันนะว่าไปไหนมา แต่งตัวหล่อเชียว เราก็ขี้เกียจตอบ ก็ถามกันนั่นแหละ อยากบอกว่า ไปดูบ้านมา จะขายทิ้งหลังนึง แล้วจะมาหาแถวๆนั้นแหละ เผื่อเป็นเรือนหอ หาราคาแพงขึ้นด้วย จะเริ่มบังคับให้ตนเองเก็บเงินแล้ว (วันนี้แทบไม่มีซักบาท) ตั้งใจว่าจะกู้แบ๊งซักยี่สิบปีเลยกู ยายดาวน์ให้ซักครึ่งนึง


แต่ไม่รีบแต่งหรอก อีกหลายปีล่ะ แต่ก็ดูดูไว้ก่อน นึกในใจหาเรือนหอง่ายกว่าหาภรรยาอีกว่ะ ถ้ามีเงินพอนะซื้อพรุ่งนี้ก็ยังได้ แต่ภรรยาดิ มีเงินก็ใช่ว่า พรุ่งนี้จะเจอดีดีได้ (กะหรี่สวยๆหาง่ายกว่าภรรยาดีดีหลายเท่า)


จริงๆถ้าอยู่ญี่ปุ่นจะหาเงินเท่าไหร่ก็พอได้พอไหว แต่พอมาอยู่ไทย เงินทองมันหายากจัง ก็ลำบากนะ แค่จะหาเงินแต่งงานก็คงลำบากแล้ว


เมื่อวานนั่งดูรูปเพื่อนคนนึง นึกในใจเคยคุยกะมันว่าทำไมไม่แต่งงานกะแฟนวะ มันบอกว่า มันขอแล้วสองหน เขาไม่แต่งด้วย ผู้ชายก็มีศักดิ์ศรีนะ แต่วันนี้คงเลิกกันไปแล้ว


เมื่อวานเพื่อนผู้หญิงที่สนิทสุดในชีวิตเลิกกะแฟน วันนี้ก็เลยไปปลอบกันมา ผู้หญิงอายุขนาดนี้ก็อยากแต่งงานกันทั้งนั้นอ่ะเนอะ เราเองอีกไม่กี่วันก็อายุ๒๙แล้ว เทียบกับตอนอายุ๒๖ไปญี่ปุ่นหนแรก เปี่ยมไปด้วยความฝัน ความหวังอะไรต่างๆในชีวิต วันนี้สถานการณ์ในชีวิตเปลี่ยนไปมาก จาก หน้ามือ เป็นหลังตีน ต้องอดทน ค่อยๆคิดค่อยๆแก้ปัญหาไป ผ่านไปสองปีกว่า มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง เวลาก็ผ่านเลยไป อายุ(ที่เหลือ)ก็น้อยลง พ่อแม่ก็มีแต่จะแก่ขึ้นๆ ยายก็คงอยากอุ้มหลาน เฮ้อ ... แม่ชอบบอกว่า ลูกอย่าไปแบกโลกไว้เลยนะลูก

สุดท้ายตีสามครึ่งแล้ว ไม่หลับไม่นอนหรือไง

Wednesday, December 17, 2008

คิดผิดคิดใหม่ได้

0 comments
คิดผิดคิดใหม่ได้

แล้วทำผิดทำใหม่ได้ไหม

คิดผิดคิดใหม่ได้

แล้วทำผิดทำใหม่ได้ไหม

Wednesday, December 17, 2008

1:02:32 AM


ชีวิตมันไม่ได้ง่ายๆแบบ notepadที่สามารถกดลบได้นี่นา

อ่านสกุลไทยอยู่แล้วจู่ๆก็คิดไรได้บางอย่าง เกิดความสงสัยนะว่า

คิดผิดคิดใหม่ได้ แล้วทำผิดไปแล้วให้แก้ตัวได้ไหม

บางอย่างเวลาที่ผ่านมาเคยมองเห็น พอวันนึง ก็มองไม่เห็นเพราะเขาเปลี่ยนรูปแบบไป

บางอย่างไม่เคยมองเห็น พอวันนึงก็เห็นชัดขึ้น เพราะ โดดเด่นมากขึ้น

ให้มันได้งี้ดิวะ มาคิดได้อะไรกันตอนนี้ แย่เหี้ยๆ ตกใจพอๆกะวันนั้นที่ร้านกาแฟชายแดนระหว่างกรุงเทพและสมุทรปราการตอน๑๑โมง ของแบบนี้มันยอกย้อนร้อยเล่ห์เพทุบายเสียจริงๆเชียว

นอนเถอะนะ ต้องพักผ่อนมากๆ จะได้แข็งแรงไวไว

ทอรุ้งมีพลังพิเศษ

0 comments
ทอรุ้งมีพลังพิเศษ

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๐๐:๐๔:๔๒ น.

นั่งดูละครช่อง๗เรื่อง พลิกฟ้า ล่าตะวัน อยู่นาน หนุกดีนะ เป็นละครแนว x-men


นางเอกชื่อ ทอรุ้ง เหมือนน้องสาวเราเด๊ะ แต่เรารู้มาพักนึงแล้วล่ะ เรื่องนางเอกชื่อเนี้ย เพราะ เพื่อนที่เขาเป็นคนเขียนบทเขาเคยจะขอชื่อน้องเราไปใช้ในละคร (อย่ารู้เลยว่าเราตอบว่าอะไร) แล้วเขาก็ไปคุยกะพี่คนนึง พี่เขาก็บอกว่า อ๋อ พี่เขาเอามาใช้แล้ว พอดีมีวันนึงผ่านไปแถวๆ หมู่บ้านทอรุ้ง ก็เลยชอบใจ ก็นั่นล่ะ ไม่กี่นานนักก็มาเป็นละครเรื่องนี้


แล้วนั่งดูกะแม่ ก็ขำดี เวลาได้ยินชื่อน้องตนเอง


น้องเราก็ขำ เพื่อนมันก็โทรมาแซวว่า แหม เดี๋ยวนี้ เป็นนางเอกเลยนะยะ


แต่เพื่อนกลัวเราไม่ดู ก็เลยส่งsmsมาบอกให้น้องเราดูด้วย ฮ่าๆๆ ขำดีอะ


นางเอก เป็นน้องชาม คนสวย


ชอบนะ เคยนั่งดูในทีวีตอนนางสาวไทยปีนั้น เราว่าเขาหน้าสวยเรียบแบบไทยๆดี


แต่พอไปญี่ปุ่น เห็นรูปน้องชามเขาตามร้านอาหารไทยเยอะแยะ เป็นโฆษณาโป๊ๆหน่อยชุดLion Charm ของเบียร์สิงห์ แต่ก็สวยแบบอ๊าดๆดีนะ แต่ดูออกเลยว่าไปทำนมมาแล้ว แต่เมืองไทยไม่มีนะ โฆษณานี้


เมื่อไม่กี่วันนี้ไปสุโขทัยกะพ่อไปดูนางสาวไทย ก็บอกพ่อว่า ทศชอบนางสาวไทยคนนู้นนนนแน่ะ ชื่อน้องชาม ชอบผู้หญิงหน้าตาแบบนี้ แต่พอไปทำนมมาแล้วก็รู้สึกแปลกๆ พ่อบอกว่า ใช่ๆ ไปทำนมมาแล้วดูกร้านโลก เราก็เฮ้ย พ่อรู้จักเขาหรือ พ่อบอกว่าไม่รู้จัก แต่ก็จำได้ สวยขนาดนี้ใครจะจำไม่ได้


เราว่า จริงๆเขาอาจเป็นคนดีก็ได้ แต่วันนี้นั่งดูในละครอยู่นาน นึกไม่ออกว่าเสียงเหมือนใคร น่าจะเป็นน้องจัง แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว นึกๆไปเดี๋ยวก็คงนึกออก


วันก่อนไปเกาะช้างกะเพื่อนนั่งดูคอนเสิดกันไปในรถตู้ เพื่อนก็พูดบอกว่า นักร้องคนนี้พูดเสียงโซปราโน่ตลอดเวลา(บี เครสเซนโด้) ก็ฮากันไป ก็เห็นว่าจริง


คนเรามันมีวิธีการใช้เสียงนะ ไม่เชื่อดูพวกนักร้องดิ เสียงพูดก็มักจะดี หรือพวก ครูสอนเต้นก็ตาม ท่าเดินยังสวยกว่าคนปกติเลย


แต่บุ๋มนางสาวไทยปีล่าสุด เสียงดีมาก เสียงจริงด้วย ไม่ใช่เสียงฝึก


ว่าแต่ว่า คุณชามรับบทเป็นทอรุ้ง ทำให้เราฝันอยากมีน้องสาวสวยๆแบบนี้ไหมวะ ฮ่าๆๆ แล้วเขาจะอยากมีพี่ชายหล่อๆแบบคุณ ทศ ไหมวะ ฮ่าๆๆๆๆ


แต่คนเขียนบทมือทองที่สุดในประเทศไทยคนนึง(คุณวาณิช) มี ภรรยา ชื่อ ทอรุ้งล่ะ ตัวอย่างเรื่องที่เราชอบมากๆ คือ ยามเมื่อลมพัดหวน เสียดายจังที่เขาหายไปจากมติชน


ละครน่าติดตามทีเดียว เพราะ เป็นละครมิติใหม่ นักศึกษาอะไรกันมีพลังพิเศษ

และ ทอรุ้ง อยู่กะยายด้วย อุ๊ย ยังกะน้องเรา

เธอ คือ ความฝัน

0 comments
เธอ คือ ความฝัน

Tuesday, December 16, 2008

11:38:34 PM

................................

เธอคือความฝัน พราว

D Dmaj7 D7 G

เธอคือความฝัน ในใจฉัน เพียงความฝัน ที่แสนไกล

Gm D E7 G

ดั่งคว้าดาว บนฟ้าไกล ไม่มั่นใจ จะคว้า

D Dmaj7 D7 G

เปรียบดั่งดอกไม้ แห่งความหวัง มีความฝัน ที่กว้างใหญ่

Gm D E7 G

หากแม้นเธอ เพียงเข้าใจ ฉันมั่นใจ สักวัน


F#m Bm G D Dmaj7

* จะลองไขว่คว้าหาคำตอบ ฝันคงจริงสักครั้ง

F#m Bm A G

จะมีความรัก ให้เธออย่างหาใครมาเปรียบเหมือน



Instru : D Dmaj7 D7 G Gm6 D E7 G



(ซ้ำ * )

Gm F#m Bm G D Dmaj7

แม้ถ้ามีเธออยู่ มีเพียงเราสองรักกันอยู่ ข้างเคียงกันเสมอ

F#m Bm A G

ในใจลืมเผลอละเมอตื่น ฝันยังคอยหลอกหลอน (ฝันยังคอยหลอกหลอน)

G D

หายใจมีแต่เธอ (หายใจมีแต่เธอ) แม้เธอไม่มีอยู่


.............................................


เพลงนี้ดังมากๆตอนเด็กๆ พี่อนุชบอกว่าพี่อดาเล่นMV ใช่เราก็จำได้ พอดีไม่กี่วันนี้เราพึ่งได้เม้าแตกกะพี่อนุชมาเอง นางเอกMVสวยจัดๆเลยล่ะ (สมัยก่อนหาคนสวยๆแบบนี้ยากมากๆ) แต่ปัจจุบันนี้เด็กรุ่นใหม่ หน้าตาสวยๆแบบนี้เพียบๆ



ปัจจุบันเพลงนี้นำกลับมาทำประกอบภาพยนตร์อีกหนหนึ่ง เรื่อง Happy Birthday เรื่องนี้ยังไงก็ไปดูอยู่แล้ว แต่ไม่รีบนะ ช่วงนี้คนคงเยอะอยู่


วันนี้เห็นMVตัวนี้ตอนเย็น เลยคิดว่าใช้เป็นหัวข้อBlogวันนี้ได้ วันนี้มีเหตุการณ์ควรบันทึกดั่งเพลงนี้ซินะ ไม่ใช่หรอก เพราะเรารักกันไปแล้วและจบกันไปแล้วต่างหาก


เมื่อคืนเราฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ชีวิตนี้เราอาจไม่ได้พบกันอีก วันสุดท้ายที่เจอกันประโยคสุดท้ายเขาพูดกับเรา เรายังจำได้ แล้วไม่อยากเชื่อ สุดท้ายคนที่เจ็บซ้ำซากก็คือเรา ทั้งๆที่เราไม่เจอเขามาประมาณ๑๕เดือนได้แล้ว


เมื่อตอนเดือนพฤษภาคมเราก็ฝันถึงเขาหนหนึ่ง ฝันจริงจังขนาดนี้เลย แปลกดี

...............................


วันนี้ตื่นมาแบบไม่เต็มใจเลยกำลังฝันดีทีเดียว เหมียว โทรมา พูดเสียงปกติว่า ยังไม่ตื่นอีกหรอ เราบอกไปว่า ไม่สบาย เขาก็ไม่เชื่อ บอกว่าขี้เกียจซิ นอนกินบ้านกินเมือง เราขี้เกียจคุยด้วย จึงพยามตัดบท เหมียวเลยบอกว่า บังเอิญผ่านมาอ่านบล๊อกทศ ก็เลยนึกถึงก็โทรมา (เรานึกในใจ ไม่เคยเจอกันมากว่าสองปีเนี่ยนะ) ก็คุยกันนิดหน่อย สุดท้ายตอนเย็น เราก็เลยไปซื้อ การเงินธนาคารเล่มใหม่ตามเหมียวบอก สายตาเหลือบไปเห็นหนังสือดาราเล่มหนึ่ง ก็เลยซื้อซะ เป็นหนังสือดาราเล่มแรกที่ซื้อ


พอตอนค่ำน้องมารับก็ถามว่าซื้อไรมา เราหยิบการเงินธนาคารให้ มันไม่สนใจ พอหยิบอีกเล่มให้ดู มันตกใจ ร้องว่า ตายแล้ว พี่แบ๊งของช้านนนนนนน เราก็ขำ ฮ่าๆๆ เออ นี่ล่ะสาเหตุให้ซื้อ พอกลับมาถึงบ้านแม่ก็เห็นเล่มนี้ก็บอกว่า โอ๊ย ตายแล้ว นี่อะไรกัน น่าเกลียดจัง เพื่อนลูกนี่นา เราก็บอกว่า อือ ปาร์ตี้บ้านมัน รูปหลุดมา ไม่รู้หลุดจริงหรือ ตั้งใจหลุดกันแน่ แล้วก็หันไปบอกแม่ว่า ก็แค่ภาพพจน์เสียไปน่ะล่ะ นึกในใจถ้าเปลี่ยนภาพจากแบ๊งเป็นโจอี้บอย คนคงเฉยๆ กระมัง โนคอมเม้นนะเรื่องแบบนี้


แต่คนเสียหายก็ผู้หญิงน่ะล่ะ ไม่ต้องนึกถึงหน้าแม่ผู้หญิงหรอก นึกถึงหน้าพ่อผู้หญิงซิ โอ โหย อายแทรกแผ่นดินหนีเลย ถึงจะอยู่เมืองนอกเมืองนากันก็ตาม


เวลาดาราสาวๆถ่ายโป๊ๆ นักข่าวถามว่า แม่ว่าไง ดารามักตอบว่าแม่ไม่ว่า



เรานึกในใจตลอดมา


เปลี่ยนคำถามใหม่ซิ ว่า พ่อว่าไง หรือ พี่ชาย น้องชาย ว่าไง อายดิ หรือ คุณปู่ไม่ว่าหรือคะ


นึกภาพปู่ไปตีกอล์ฟกะเพื่อนๆ แล้วเพื่อนๆแก่ๆแซวกันเรื่องหลานเป็นข่าว เฮ้อ เอาหน้าไปไว้ไหน


แต่จะเอาไรมากกะเมืองไทย ดาวโป๊ชื่อดังเป็นลูกอัยการด้วยซ้ำ

Tuesday, December 16, 2008

Assistant Plant Manager

0 comments
Assistant Plant Manager

Tuesday, December 16, 2008

2:42:03 AM

ตื่นมาได้๑ชั่วโมงแล้ว วันนี้ป่วยหนักขึ้นไปอีก นอนไป๑๒ชั่วโมงได้ ตื่นมาบ่ายสองกว่าๆ ออกไปข้างนอกมา กลับมาบ้านตอนสี่ทุ่มสลบไปเลย อีกซักพักก็คงนอน ปวดหัว ตัวร้อน หายใจไม่ออก แม่ไปรับกลับมาบอกว่า เราคงเครียดมาก ก็เห็นด้วย คือ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมื่อคืนบอกพ่อไปแล้วว่าแพ้อะไรไม่รู้ พ่อบอกว่า คงต้องไปตรวจ สงสัยจะแพ้ฝุ่นไทย(เท่านั้น) เราก็เฮฮากันไป คิดว่าถ้าอีกซักสองสามวันอาการไม่ดีขึ้นคงไปหาหมอจริงจัง


จริงๆก็จำได้นะว่าวันนี้เหมือนจะนัดมิ้มไว้ คุยงานหน่อย แต่ไปไม่ไหวจริงๆ การไปสยามของเรานี่ใช้แรงมากเลยนะ ทั้งกายและใจ แต่วันนี้เหนื่อยมากๆ แม่พูดเรื่องถ้าเราเป็นอะไรแม่จะอยู่ยังไง คือ เรื่องมันเกิดมาตั้งแต่พุธที่แล้วที่เราบู๊ล้างผลาญมาน่ะล่ะ เราบอกแม่ไปว่า เราไม่ตายง่ายๆหรอกแม่


อ้อ วันนี้รอดูภาพอยู่ เห็นคนไม่เป็นลูกผู้ชายคนนึงในทีวี ก็คือ หมอดูชื่อดังนั่นเอง ก่อนตัดเบรคก็เห็นว่าจะกราบเท้าแม่นักร้องดัง แล้วก็มีคนเข้ามาลากออกไป


ลูกผู้ชายทำผิดก็ว่ากันไป ก็รับผิดไปดิ ไปหมิ่นเกียรติเขา ต่อไปนี้แม่ดาราทุกคนควรออกมาปกป้องลูกแบบนี้ได้แล้ว แต่แม่คนนี้เขาก็ใหญ่น่ะล่ะ เราจำได้ว่า เคยอ่านหนังสือ ลิเดีย เฮีย ไอ แอม ที่ร้านไทยในชินจูกุอยู่พักใหญ่ (ทุกวันเสาร์เราต้องไปซื้อมติชนสุด) จับใจความได้ว่า ลิเดียเขาอีหลิทจริง เขารู้จักผู้ใหญ่ผู้โตจริง เรากลับมาเม้าโทรศัพท์กะน้องคนนึงว่า คนเขาอ่านหนังสือลิเดีย เขาก็ต้องอิจฉาดินะ ว่ารู้จักจริงๆ น้องเขาบอกมาว่าก็เหมือนบล๊อกพี่น่ะละ พี่บอกรู้จักคนนู้นคนนี้ คนคงหมั่นไส้ เออ น่าจะจริง ถ้าเราเขียนมั่วๆไปเรื่อยๆ ซักวันคงโดนดีแบบหมอดูคนนั้น


จริงๆวันนี้ดูหนังเรื่องนึงในHBO เคยดูในโรงเมื่อซักตอนมอสี่ด้วย เรื่องDisclosure (เดมี่มัวร์และไมเคิ่ลดั๊กกลาสแสดงนำ) อยากเขียนถึงนะ แต่ดูไม่จบ จำได้แค่ลางๆ แต่สนุกดี ชีวิตโตขึ้น ก็เข้าใจหนังมากขึ้น มนุษย์เงินเดือนก็แบบนั้นล่ะ


กลับมาที่เรื่อง Assistant Plant Manager ก่อน จู่ๆ เมื่อวานก่อนน้องสนิทกันก็โทรมาถามว่า อยากทำงานนี้ไหม เราบอกไปตามตรงว่า ทำไม่ได้หรอก ไม่มีความรู้ความสามารถพอ แต่ในใจนึกถ้าให้ไปเป็นMarketing Manager บริษัทนี้นะ ทำได้แน่ๆ แต่เราว่า ผลิตภัณท์เขาก็ดังมากๆอยู่แล้ว คงไม่จำเป็นต้องทำอะไร และในสายการผลิตมันจะมีปัญหาอะไรนักได้ (นอกจากรั่วไหลทางการเงิน เขาถึงต้องการคนไว้ใจได้เช่นเรา)(ยอดขายเยอะขนาดนี้น่าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว)


น้องที่ถามคงเข้าใจเรามากๆว่า จู่ๆ เราก็อยากทำงานประจำ มันก็ไม่มีไรมากหรอก เมื่อไรที่เราได้เงินเข้ามาหมุนบ้างมันก็สบาย อดทนนิดนึง เดี๋ยวก็ได้เอง มันแค่ภาวะที่รู้สึกชีวิตไม่มั่นคงเท่าไหร่


แต่นึกภาพตามนะ ผู้ชายหน้าตาแบบเรา (มองรูปได้ทางขวามือ) อายุ๒๙ เป็นAssistant Plant Manager เออ มันก็ดูเหมาะสมวัยดีนะ คงมีรถประจำตำแหน่ง พร้อมสวัสดิการชั้นเยี่ยม แต่ลองนึกภาพดู ผู้ชายอายุ๒๙ ที่เป็นเช่นปัจจุบันนี้ โถ อนิจจา ผู้หญิงไหนเขาจะเอาวะ ตอนแรกถามไปว่า เงินเดือนเท่าไหร่วะ ๒๕๐๐๐ได้มะ พอนึกอีกทีหลังวางโทรศัพท์ไป โอ้ว ต้องเกินสี่หมื่นแน่ๆเลยว่ะ


คือ ไอ้ Assistant Plant Manager คำเนี้ย มันวนเวียนในหัวตั้งแต่คืนวันเสาร์แล้วนะ ถ้ามันวนเวียนนานนัก สงสัยต้องแก้ปัญหาด้วยการไปดูโรงงาน แต่คาดว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็คงหลุดออกไปได้ แต่เราก็ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนักหรอก ว่าจะเอาเราไปทำไม หรือ เอาไปดูให้แทนลูกสาวเขาที่กำลังเรียนอยู่ Harvard พอกลับมาเขาก็มารับช่วงต่อได้



แต่ก็แค่นั้นล่ะ อาจแค่คำถามลอยๆ เราอาจคิดมากเกินไป (แต่ก็นานๆทีจะคิดนะ เรื่องแบบนี้)


จริงๆแล้วหน้าที่การงานที่ดีมันก็สำคัญนะ มันก็ไม่ได้สำคัญกับเรานักหรอก แต่มันสำคัญกับคนรอบๆตัว คือ ไงดี น้องเราเรียกเราว่า “ลูกผู้ชายสไตล์ตัวกู”น่ะ ทำอะไรก็ตามใจตนเอง แต่จริงๆแล้วก็ต้องแคร์คนรอบข้างกันบ้าง ยิ่งเวลาเราเห็นพวกเพื่อนๆมาเจอกัน ตอนเย็นๆหลังเลิกงาน มักเห็นปลอกคอ เอ๊ย บัตรตำแหน่ง แขวนคอมาด้วย ตอนแรกๆไม่เข้าใจก็เคยแซว แต่พอเข้าใจอะไรมากขึ้นก็เข้าใจคนเหล่านั้นได้ว่า คงภาคภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่การงานในบริษัทนั้นๆมากทีเดียว (หากคุณเรียนจบใหม่ๆ จะมีวันที่คุณๆแลกนามบัตรกะเพื่อนทีเรียนมาแน่ๆ) ป้ายสีเหลืองติดรถก็ขายดิบขายดี เพราะคนอยากสร้างตัวตนทางสังคมขึ้นมา หรือ กระทั่งตามรถใต้ดิน รถไฟฟ้า เวลาเย็นๆเราจะได้ยินเด็ก(หน้าตาไทย) เครื่องแบบชุดนักเรียนแปลกๆ พูดอังกฤษสลับกับไทยไปกันหลายๆประโยค น้องไฮสกูลเหล่านั้นคงกลัวว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเขาพูดภาษาอังกฤษได้ สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนการแสดงออกของตัวตนที่ตะโกนให้สังคมได้ยิน และแน่นอนการเขียนบล๊อกของเราก็หนีไม่พ้นเรื่องนั้นหรอก



คือ เรื่อง Disclosure ก็มีพูดถึงเรื่องนี้นะ หน้าที่การงานทำให้คนมีอำนาจและใช้มันอย่างไร ผู้หญิงเองก็มักต้องการการทะนุถนอม และปกป้องการโดนทำร้ายจากผู้อื่น (แอร์พยามจับนักบิน กะหรี่ต้องมีแมงดา นางเอกสวยๆมักเป็นแฟนกับผู้กำกับ ฯลฯ)



แต่เราคิดนะว่า เมื่อถึงเวลาก็มีความเป็นไปได้ที่จะไปทำงานที่ค่อนข้างประจำ(ตามบรรทัดฐานของสังคม)


แม้จะขัดกับหลักความคิดของชีวิตก็ตามที


แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราขี้เกียจไรนักหรอกนะ เราว่าถ้าจะทำอะไรก็ทำไปแบบงานประจำน่ะล่ะ แต่อาจไม่ต้องไปทำที่อื่น แต่ก็ต้องให้ชั่วโมงงานนั้นไม่ต่างกัน


มีวันนึงเคยคุยกะฝรั่งเมกันคนนึงโต๊ะข้างๆที่ไม้เอก คุยกันนานจนไอ้นนท์ถามว่าคุยไรกัน ปกติตามร้านเหล้าเขาไม่เม้ากันมากหรอก แค่เจ๊าะแจ๊ะนิดเดียวพอ เราคุยกันเรื่องการทำงานของคนไทย คนไทยขี้เกี๊ยด ขี้เกียจ เขาก็เลยบ่นใหญ่เลย เราก็รับฟังด้วยดี เราก็ขำขันกันไป คือ วันนั้นเราบอกไปว่า เราอยู่ญี่ปุ่น เขาเลยเห็นว่าคงขยันแบบคนญี่ปุ่นกระมัง และ สามารถมองแบบคนนอกมองคนไทยได้


อยู่ญี่ปุ่นไม่มีหรอกนะ พวกคนทำงานแค่วันละแปดเก้าชั่วโมงน่ะ ทำกันครบรอบเลยล่ะส่วนใหญ่


พวกญี่ปุ่นที่อยู่ไทยก็เลยสบายไงล่ะ เข้างานแปดโมง เลิก ห้าโมง สบายตายห่า อยู่บ้านแม่งก็โน่นแน่ะ เลิกสองทุ่มนู้น ข้าวก็กินแป๊บๆ

...................................


วันนี้อ่านคอล่ำหนึ่งในหนังสือพิพม์นึง


อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ อินทีเดียว เขาเขียนเรื่องพระอาทิตย์ตกที่ไหนสวย เขาเขียนว่า แถวๆที่ภัคเคยบอกเรา สวย เราก็เชื่อนะ พอมีคนบอกสองคนว่าพระอาทิตย์ตกตรงนี้สวยสุดๆในกทม เราก็นึกอยากดูเลยล่ะ เสียดายที่ภัคไม่อยู่ จะให้พาไป เพราะ เราไม่รู้จักเลย แต่ยังจำอารมณ์คืนสุดท้ายก่อนภัคไปเมืองนอกได้ ที่ไปถ่ายรูปสะพานแขวนวงแหวนอุตสาหกรรมกันตอนตีสาม ก็สวยทีเดียว วันนั้นอากาศดีด้วย ป่านนี้ภัคคงหนาวน่าดู


นักเขียนคนนี้ เราไม่รู้จักหรอก แต่ดูเหมือนเพื่อนสนิทเราที่เป็นนักเขียนเขาสนิทนะ พอดีซักสิ้นเดือนที่แล้วไปสยามเดินผ่านๆเห็นเขาคุยกัน


อ่านแล้วเคลิ้มเลยล่ะ แต่พอนึกหน้า ว่า ตัวเล็กๆ บอบบางๆ แล้วแหม ไม่อินแฮะ ผู้ชายทุ้มนุ่มลึก แต่ไม่หล่อนี่ ทำไมเขียนหนังสือได้ละเมียดขนาดนั้น


คนเราน่ะ สัมผัสกันได้ผ่านตัวอักษรเสมอ


อยากรู้จักตัวตนของเขา ก็ให้ไปดูบ้านของเขา และ หนังสือที่เขาอ่าน

แต่เราอยากเสริมเข้าไปอีกนิดนึง ก็ดูที่เขาเขียนก็ได้(คนปกติเขียนไรกันนักหรือไง) มันคือ การนำเสนอโลกในมุมมองของเขา

Monday, December 15, 2008

ตำราพิชัยสงคราม

0 comments
[นายปริญญา สัญญะเดช ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธไทยโบราณ ตรวจสอบพิชัยสงครามที่นายมาวิณห์ พรหมบุญ นำมามอบให้เก็บรักษาไว้ที่หอประวัติศาสตร์เพชบุระ อ.เมืองเพชรบูรณ์ โดยชี้ว่ามีอายุราว 200 ปีอยู่ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและมีความสมบูรณ์มาก]
นายปริญญา สัญญะเดช ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธไทยโบราณ ตรวจสอบพิชัยสงครามที่นายมาวิณห์ พรหมบุญ นำมามอบให้เก็บรักษาไว้ที่หอประวัติศาสตร์เพชบุระ อ.เมืองเพชรบูรณ์ โดยชี้ว่ามีอายุราว 200 ปีอยู่ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและมีความสมบูรณ์มาก


วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 20:12:27 น. มติชนออนไลน์

ตะลึง! พบ"ตำราพิชัยสงคราม" อายุ200 ปี คาดเคยใช้ในศึกรบจริงมาแล้ว "ภาพ-ตัวอักษร" คมชัดสมบูรณ์แบบ

พบตำราพิชัยสงคราม 2 เล่มที่เมืองเพชรบูรณ์ นักวิชาการเชื่ออายุกว่า 200 ปี ชี้เป็นฉบับกลางแปลง ใช้จริงในการทำสงคราม มีรูปภาพการตั้งทัพ ผังกำลังศึก เผยเป็นฉบับภาพที่สมบูรณ์ที่สุดหลังพบมาแล้ว 3 เล่ม เล็งศึกษานำมาใช้ในการศึกใด ยกให้เป็นฉบับ "พรหมบุญ" เป็นเกียรติแก่ตระกูลที่ครอบครอง

นายปริญญา สัญญะเดช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธไทยโบราณและเจ้าของพิพิธภัณฑ์บ้านขุนศึก กรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ว่า ได้พบตำราพิชัยสงคราม ที่คาดว่าเป็นฉบับหลวง อายุประมาณ 200 ปี โดยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้ร่วมประชุมกับนายกองเอกวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นางธีรพร พรพฤฒิพันธุ์ นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ อดีตนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ที่หอประวัติศาสตร์เพชบุระ อ.เมืองเพชรบูรณ์ กรณีการพบตำราพิชัยสงครามล้ำค่า คาดอยู่ในช่วงยุคสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีอายุเก่าแก่ราว 200 ปี ซึ่งนายมาวิณห์ พรหมบุญ นำมามอบให้ และได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอประวัติศาสตร์เพชบุระ


นายปริญญากล่าวว่า ตำราพิชัยสงครามที่พบมี 2 เล่ม เป็นฉบับรูปภาพ และฉบับตัวอักษร โดยฉบับรูปภาพมีความสมบูรณ์มาก ถือเป็นเล่มล่าสุดที่เพิ่งถูกค้นพบ รูปเล่มเป็นสมุดข่อยไทดำ หรือสมุดข่อยลงฝุ่นสีดำ ภาพเขียนด้วยสีฝุ่นชอล์ก ส่วนอักขระเป็นอักษรไทยช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ลงสีหรดาร ส่วนฉบับตัวอักษรคาดว่าเป็นฉบับคัดลอกในภายหลัง


"ความสมบูรณ์ของตำราพิชัยสงครามฉบับรูปภาพ แบ่งเป็นสองมิติ คือ 1.สมบูรณ์ในเรื่องของการเก็บรักษา ความคมชัดของรูปภาพ 2.สมบูรณ์มากในเรื่องร่องรอยของการเคยถูกใช้งาน ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ค่อยจะเหลือร่องรอยพวกนี้ ที่ผ่านมาตำราพิชัยสงคราม ฉบับรูปภาพที่พบมี 4 ฉบับ แปลเรียบร้อยแล้วมี 3 ฉบับ อีกฉบับมีแค่เพียงเอ่ยถึงเท่านั้น แต่ยังไม่มีใครเห็น ตำราพิชัยสงครามประกอบด้วยตำราหลายๆ เล่ม เป็นศาสตร์แต่ละอย่างเพื่อรวบรวมไว้ใช้ในการทำสงคราม" นายปริญญากล่าว และว่า ตำราพิชัยสงครามเล่มนี้คือ ฉบับผังกองทัพ การจัดผังกำลังศึก และการจัดเข้ารูปในการตั้งทัพ ใช้ภาษาปัจจุบันคือ การบอกพิกัดทัพ ซึ่งถ้าศึกษาในเชิงลึกแล้วจะรู้กองทัพนี้ตั้งอยู่ที่ไหน


นายปริญญากล่าวว่า หากจะมีการศึกษาต่อไป ไม่ใช่เพียงแค่การอ่านและแปลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรค้นคว้าต่อไปว่า ตำราพิชัยสงครามเล่มนี้มาตกอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และถูกนำมาใช้ในการศึกไหน เพราะดูจากสภาพรูปเล่มหรือวิธีการใช้แสดงว่าเป็นพิชัยสงครามฉบับกลางแปลง ซึ่งหมายถึงการนำมาใช้จริงๆ ในการบัญชาการศึก ส่วนเล่มอื่นๆ ที่มีอยู่ที่อื่นส่วนใหญ่เพียงแต่จะถูกนำมาใช้เพื่อการท่องในลักษณะเป็นตำราคู่มือ


นายปริญญากล่าวว่า ตำราพิชัยสงครามฉบับนี้น่าจะเป็นฉบับหลวง ไม่ใช่ฉบับที่คัดลอกทั่วไป ปัจจุบันฉบับคัดลอกทั่วไปที่อยู่ในมือของบุคคล เช่น ตำราพิชัยสงครามฉบับพัทลุง เป็นการคัดลอกมาอีกชั้นหนึ่ง อยู่ในตระกูลของเกจิอาจารย์ทั้งหลายแต่ยังไม่ชัดเจนและงดงามเท่านี้ จึงอยากเรียกตำราพิชัยสงครามฉบับนี้ในเบื้องต้นว่า ตำราพิชัยสงครามเมืองเพชรบูรณ์ฉบับพรหมบุญ เพื่อยกย่องและให้เกียรติแก่ตระกูลพรหมบุญ ที่เก็บรักษาตำราพิชัยสงครามเล่มนี้ไว้อย่างดี และได้นำมามอบให้ทางหอประวัติศาสตร์เพชรบูรณ์ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้า


"เอกสารชิ้นนี้มีคุณค่ามาก และเป็นสิ่งที่ชาวเพชรบูรณ์ควรจะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะแผ่นดินเมืองไหนจะมีอะไรก็ได้ แต่การจะพบ หรือมีตำราพิชัยสงครามถือเป็นเรื่องยากและเป็นสิ่งมงคลอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะบ่งชี้ได้ว่าในอดีตอาจมีพระมหากษัตริย์หรือแม่ทัพนายกองที่เป็นบุคคลสำคัญ นำทัพมาทำศึกที่เมืองเพชรบูรณ์" นายปริญญากล่าว


ด้านนายมาวิณห์กล่าวว่า ตำราพิชัยสงครามเล่มนี้เป็นสมบัติของตระกูล ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน หลังจากปู่นพ หรือครูเคลิ้มเสียชีวิต ญาติผู้ใหญ่จึงได้มอบถุงเอกสารให้มาเก็บรักษาไว้โดยมีเอกสารตำราสำคัญราว 5 เล่ม โดยคุณย่าที สั่งกำชับให้รักษาไว้ให้ดี เพราะเป็นสมบัติเก่าแก่ที่ได้รับตกทอดมาจากหลวงพรหม ซึ่งเป็นปู่ทวดอีกชั้น พร้อมเล่าให้ฟังว่าในอดีตตระกูลพรหมบุญ เป็นตระกูลเก่าแก่ที่อยู่อาศัยที่เมืองเพชรบูรณ์ เจ้านายโบราณได้มอบให้ไว้ใช้ประโยชน์ในการทำศึกหรือสนับสนุนการจัดส่งเสบียงยุทโธปกรณ์ให้แก่กองทัพในอดีต


"ตำราทั้ง 5 เล่ม มี 2 เล่ม ที่เป็นตำราพิชัยสงคราม โดยเล่มหนึ่งมีรูปภาพประกอบ ซึ่งดูเก่าแก่มากและมีร่องรอยเคยถูกใช้งานมาก่อน ส่วนอีกเล่มมีแต่อักษรไทยล้วนๆ แต่สภาพไม่เก่าแก่เหมือนเล่มรูปภาพ นอกจากนี้ ก็มีตำราดูลักษณะสัตว์ที่เป็นมงคล อาทิ แมว นกกระทา ฯลฯ ที่นำมามอบให้หอประวัติศาสตร์ เพราะต้องการให้อนุชนคนรุ่นหลังมีโอกาสศึกษาค้นคว้าวิจัยต่อไป" นายมาวิณห์กล่าว


นายวิศัลย์กล่าวว่า หลังได้รับมอบก็เพียงเก็บรักษาไว้ แม้จะรู้ว่าเป็นตำราพิชัยสงคราม แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีความสำคัญถึงเพียงนี้ หลังจากนายปริญญาได้มาพบเห็นพร้อมเขียนบันทึกทิ้งไว้ให้ จึงให้เจ้าหน้าที่และทีมงานช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ พร้อมหารือกับนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ เพื่อหาแนวทางจะดำเนินการเอกสารทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ ตอนนี้คำนึงถึงการเก็บรักษาตำราพิชัยสงครามให้คงสภาพเดิมให้มากที่สุด ซึ่งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์พร้อมจัดสรรงบฯสนับสนุน ทุกคนเห็นพ้องว่าไม่อยากให้นำตำราพิชัยสงครามฉบับนี้ออกไป แต่ขาดผู้เชี่ยวชาญเรื่องตำราพิชัยสงคราม ซึ่งนายปริญญารับปากว่าพร้อมจะให้ความช่วยเหลือ

กล่องดนตรีสีมะนาวที่หายไป

0 comments
กล่องดนตรีสีมะนาวที่หายไป

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๒๑:๐๕:๑๘ น.

ตอนแรกคิดมากๆเลยว่า จะตั้งชื่อตอนว่าอะไร เพราะตอนกลางวันนั่งดู Entourage ละครโปรดแต่ก็ไม่ได้ดูมาหลายปีแล้ว แล้วโทรศัพท์ก็เลื่อนๆร่วงๆตกลงจากยูบีซีแม็กกาซีน แล้วก็หน้าจอพัง พอละครจบก็หยิบมาดู กรี๊ดดดด กูจะบ้าตายยยยยยย แล้วเบอร์ใครต่อใคร ทำไงล่ะนี่ นึกในใจอีกที อยากได้โทรศัพท์ใหม่จัง มีใครจะซื้อให้ไหมน้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า พอดีวันก่อนเห็นน้องสนามบาสคนนึงใช้ไอโฟน แต่มันใช้ไม่เป็น เราก็ถามว่า แล้วซื้อมาไม มันบอกว่า ก็แฟนซื้อให้ ก็เลยต้องใช้ หนักก็หนักใหญ่ก็ใหญ่ ไม่ได้เรื่องเลย


อันที่จริงก็ไปซื้อโทรศัพท์มาใหม่เครื่องนึงเมื่อเดือนที่แล้วแต่คลื่นไม่ค่อยดี ก็เลยให้น้องไป เราก็งงๆ ถ้าขับรถ หรือ นั่งรถ โทรศัพท์ ฮัทช์ใช้แทบไม่ได้เลยอะ ทำไมวะ หรือเป็นเฉพาะเครื่องเรา(วะ) เราอุตส่าห์คิดว่า เราเลือกระบบที่ดีที่สุดในประเทศไทยแล้วนะ ส่วนAISระบบห่วยสุดในประเทศไทยกลับมามีสัญญานดีสุด มันเป็นไปได้ไงวะเนี่ย แต่จะว่าไป จะซื้อไอโฟนกันไปทำไม ในเมื่อระบบในไทยไม่ได้ทำให้ไอโฟนแผลงฤทธิ์ได้เลย ก่อนเรากลับมาจากญี่ปุ่นหนล่าสุด ไอโฟนมีขายแล้ว เพื่อนสนิทก็ซื้อมาใช้ โอ้ โห ลูกเล่นเยอะมากๆๆๆ มันมากๆเลย (แต่ก็มันน้อยกว่ามือถือญี่ปุ่น) มือถือญี่ปุ่นดีนะ ดีมากๆด้วย ของเล่นอย่างเยอะ แต่ฝรั่งเขาไม่ใช้กัน บนโลกนี้เขาใช้โนเกียกันทั้งๆที่ลูกเล่นมันก็ไม่เยอะนัก จริงๆญี่ปุ่นมันพัฒนามากๆทุกด้านน่ะล่ะ แต่ว่าเขาใช้ภาษาหลักเป็นญี่ปุ่น ประเทศก็เลยดูเฉยๆ ลองประเทศใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักดิ มีข่าวอะไรเผยแพร่ออกมาจากที่นั่นมากมายแน่ๆ(อย่าแปลกใจว่าหลีกบอลอังกฤษมีคนดูเยอะ เพราะโฆษกทั่วโลกไม่เข้าใจภาษาอื่นๆเช่น อิตาเลี่ยน สเปน ฝรั่งเศสกันนัก)


วันนี้เปิดพลอยแกมเพชร แต่คงเกินสองปีแล้ว ที่ไม่ได้เปิดนิตยสารเล่มนี้เลย จำได้ว่า เคยเห็นพ้อคเก้ทบุ๊ค รวมเล่ม ชื่อ กล่องดนตรีสีมะนาว ที่ร้านไทยในชินจูกุ ก็เปิดๆดู แล้วก็วางไว้ ก็รวมคอลัมน์โปรดของเรานี่ล่ะ


เราชอบคอลัมน์นี้มากๆ มันเปรี้ยวหวานละมุนจัดจ้านกลมกล่อมไปหมด บอกไม่ถูกล่ะ แต่ไม่รู้เราก็ไม่ได้อ่านนานมากๆแล้ว ก็ไม่รู้คุณตาเธอหายไปไหน แต่คิดว่าคงยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้เสียชีวิตไป เพราะถ้าเสียชีวิตไป รับรองได้ลงไทยรัฐแน่นอน จากสำนวนการเขียนแกแล้ว รับรองได้ว่า เพื่อนแกเยอะจัดเต็มเมืองแน่นอน แต่เราว่าไม่นานก็ต้องกลับมา คนเราน่ะ จะเป็นไฮโซมาจากไหนลองได้หลงใหลในรสน้ำหมึกแล้ว ก็ติดกันทุกคนน่ะล่ะ และเขาก็เขียนได้สนุกทีเดียว


แต่ คอลัมน์หายไปก็ไม่แปลก เพราะวันนี้เราก็ไปในที่ที่เราเคยไปประจำ แต่ไปคราวนี้ก็ต่างกันไปเกือบสองปีแล้วล่ะ หลายๆอย่างหายไป คนหลายๆคนหายไป บอกความรู้สึกไม่ถูก ได้แต่คิดว่า มันเป็นปกติของกาลเวลา มีเกิดย่อมมีดับ


ช่วงนี้ได้แต่หวังว่าไอ้อาการแพ้ฝุ่นแพ้อากาศจะหายไปซักที เหนื่อยมากๆ หายใจไม่ออกตื่นมาก็ขี้มูกไหลจ๊อกๆแทบทุกวันเลย หายใจทางปากเป็นหลัก มันเหนื่อยมากๆ ตั้งแต่ถนนวงแหวนทำใหม่ใหญ่โต(ขยาย๑เท่า)ตัดต้นไม้ไปหมดเนี่ย บ้านเราฝุ่นเยอะขึ้นมากๆ พอฝุ่นเยอะขึ้น เราก็แพ้อากาศมากขึ้น สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ ก็คงต้องปิดหน้าต่างและซื้อแอร์มาติด ทำไมเมืองไทยมันเป็นแบบนี้ไปได้วะ(โตเกียวรถติดกว่ากรุงเทพไม่เห็นอากาศจะเหม็นขนาดบ้านเราเลย) เราไม่ชอบนอนแอร์เลย เราว่าทำให้ร่างกายอ่อนแอ(มาก) ตอนอยู่หอก็นอนแอร์หลายปี รู้เลยว่าการนอนห้องแอร์ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ปอดอ่อนแอ กูไม่ใช่ไก่ซีพีนะโว้ยจะได้อยู่ในเล้าควบคุมอุณหภูมิตลอดเวลา


วันนี้คุณยายถามว่า ทศป่วยหรือเปล่าลูก เราบอกว่า ป่วยมาเกือบเดือนแล้ว แต่ไม่ได้บอก ยายก็สงสัยเพราะเห็นเรานอนเยอะเชียว เราก็ตื่นมาแต่เช้าทุกวันล่ะ เพราะหายใจไม่ค่อยออก แล้วซักพักก็นอนต่อ มันเหนื่อย


เมื่อวานแม่ก็เป็นห่วง ถามว่าเป็นอะไร เราบอกไปว่า ก็เหมือนตอนเด็กๆแหละแม่ เพียงแต่ไม่หนักขนาดหอบหนักๆ บางทีเราก็ไม่ค่อยอยากบอกใครว่าไม่ค่อยสบาย เพราะเขาจะห่วงเรากัน แต่พอป่วยๆก็นึกอยากอ้อนใครซักคนนะ


น้องกบเคยถามว่า พี่ทศแพ้อากาศเมืองไทยหรือเปล่าคะ เราก็คิดได้ว่า โอ้ว โหว ไอ้เหรี้ยเอ๊ย ร่างกายกูดัดจริตขนาดนั้นเลยหรือวะ ไปอยู่ต่างประเทศมาไม่กี่ปีเอง แต่ก็เป็นจริงๆน่ะละ กบบอกว่าให้ออกกำลังกายเยอะๆ ปอดจะได้แข็งแรง แก้ภูมิแพ้ได้ เราบอกว่า กบสอนพี่ว่ายท่าผีเสื้อหน่อย กบบอกว่า ได้ได้ เราก็ขำๆไป แต่อยากเรียนจริงๆน่ะละ อยู่ญี่ปุ่น ก็ว่ายน้ำประจำ ร่างกายถึงได้แข็งแรง แต่เมืองไทยนี่แม่งเอ๊ย ว่ายยากว่ะ กลางวันก็ร้อนตับแลบ ตัวดำตายห่า เย็นๆน้ำก็หนาวทีเดียว ไม่มีไรลงตัวซักอย่าง อยู่ญี่ปุ่นว่ายในร่มแสนสุขใจ แต่กบก็อยู่บ้านไกลเราเหลือเกินๆฮ่าๆๆ ถ้ามีครูสอนว่ายน้ำเป็นตั้งนักกีฬามหาลัยงี้ ก็เท่ห์ดีนะ หน้าตาดีด้วย ฮ่าๆๆ ถ้าบ้านอยู่ใกล้ๆกันจีบไปแล้วนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ อ้อ บ้านเราไม่มีสระว่ายน้ำหรอกนะ แต่สโมสรหมู่บ้านมี จริงๆก็มีหมดน่ะล่ะ สนามบาส สระว่ายน้ำ คอร์ทแบ่ด คอร์ทเทนนิส สวนสาธารณะกทม ก็แสนจะใหญ่ให้ไปเดินได้ทุกๆวัน ก็มีความสุขดีนะ ทุกวันนี้เราก็ยังคบกับพวกสนามบาสอยู่ แม้ว่า จะเล่นไม่ไหวแล้วก็ตาม เมื่อวานก็ปาร์ตี้กัน ปิ้ง ย่าง ยี่สิบกว่าคน มีความสุ้ข มีความสุข ไปนั่งเป็นติ่งเฉยๆก็ฮาแล้ว


ตอนเด็กๆเราเรียนเทนนิสอยู่ซักสองปีได้มั้ง(๙-๑๑ขวบได้) แต่ไม่ได้ตีทุกวันนะ ตีเฉพาะปิดเทอม และเปิดเทอมปกติซักเดือนนึงสิบหนได้ แต่หลังๆเราไม่แข็งแรง พอตีไปนานๆหน้าจะซีดมากๆ ครูกั้งสุดหล่อก็เลยบอกให้เลิก ตอนนั้นพ่อกะแม่กลัวว่าจะเป็นโรคหัวใจ (แม่เราไม่แข็งแรงผ่าหัวใจไปตอนอายุ๒๔ ทุกวันนี้ก็มีแผลเต็มหลังเลย (ผู้ชายจะผ่าด้านหน้า))


จริงๆเห็นแบบนี้ดูแข็งแรงและเราก็แข็งแรง เพราะ เราก็พยามดูแลสุขภาพตนเองในระดับนึง เห็นอ้วนๆก็แข็งแรงพอควร แต่พอป่วยมาหลายสัปดาห์เนี่ย มันโทรมไปหมดทั้งกายและใจ วันก่อนไปเตะบอลกะเพื่อนๆ วิ่งแป๊บๆก้อเหนื่อยมากๆ

หาหมอ หมอก็มีแต่ให้พึ่งยา เราเองอยากแข็งแรงด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่ยามากกว่า ยาไม่ค่อยช่วยอะไรหรอก อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์นี่ช่วยได้มากกว่าหลายเท่า ช่วงนี้ก็ได้แต่เข้าซาวน่าให้ทุเลาลง


ของแบบนี้ก็ไม่รู้จะบอกยังไง คนไม่เป็นก็ไม่เข้าใจหรอก น้องเรามันยังไม่เชื่อเล้ยว่ากูป่วยยยย เห็นแข็งแรง หัวเราะเสียงดัง ตอนเช้าตื่นมาด้วยความทรมานทุกวันเลย ทั้งๆที่ไม่เป็นมาหลายปีแล้ว แต่ทรมานกายก็ดีกว่าทรมานใจอะเนอะ ตื่นมาแล้วอกหักๆ คงแย่กว่านี้อีก เอิ๊กๆ


สรุปแล้ว กล่องดนตรีสีมะนาว เกี่ยวอะไรกัน ฮา ฮา ฮา


.......................................

วันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

00:29:53

พึ่งเข้าบ้านมา ไอ้ผึ้งกลับมาจากฮ่องกงแล้วโทรมาเรียกออกไปพบกัน ก็หนุกหนานเช่นเคย ไม่ได้เจอกันหลายวัน พอไปถึงปั๊บ วันนี้เราอารมณ์ดีหน้าตาสดใส มันทักทันที แหม หน้าตาสดใส มีแฟนน่ารักซิเนี่ย เราขำกร๊าก ก ก เฮ้ย ไม่ได้คุยเลย ขี้เกียจ เขามีแฟนแล้ว กูได้กลิ่น ที่สำคัญเขาไม่จีบกูว่ะ สันดานกูเสียว่ะผึ้ง กูชอบให้ผู้หญิงจีบมากกว่ากูจีบเอง เขาแค่อ่อยให้กูจีบ พอกูจีบ เขาก็ถือว่า เขาชนะแล้ว ฮ่าๆๆ พอถึงเวลาแบบนี้ก็คิดได้ว่าไม่เอากูหรอก กูไม่ต้องรอให้ถึงวันที่เขาเซ็งกูหรอก กูลาแต่แรกดีกว่า ไม่เสียเวลา คนเราจีบกันไปจีบไม่ติดก็เสียรม จีบกันเป้นแฟนกันเลิกไปก็เสียรม ถ้าไม่ได้ปิ๊งกันสุดๆ ก็อย่าจีบกันเลย ไอ้รูปหล่อแบบเรามีสิทธิ์เลือกอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ เหี้ยขำว่ะ ช่างกล้าชมตัวเอง

ก่อนออกจากบ้าน พี่อนุชก็โทรมา ไม่ได้คุยกันนานมากกกก ตอนพี่อนุชไปญี่ปุ่นก็คลาดกัน เม้าแตกมากๆ มันๆๆๆ พี่อนุชชวนไป แกกำลังจะเปิดร้านเหล้าในเอกมัย (ก็ร้านเดิมๆทำใหม่น่ะแหละ) ของแบบนี้มันก็คงหุ้นเยอะ เขาบอกว่า มีเพื่อนเราด้วยคนนึง เราก็อ๋อๆ เออ แต่ไม่เจอกันนานแล้ว เออ ทำไม ไม่ว่าร้านไหนๆก็ต้องเป็นเพื่อนๆกันไปหมด เราก็ไม่ค่อยเข้าใจอะไรแบบนี้หรอก ข้อดีของการทำร้านเหล้ามันก็มีนะ ข้อเสียมันก็มี พี่อนุชพูดถึงข้อดีให้ฟัง เออ เราก็เห็นด้วยเหมือนกันนะ แต่มันเหมาะกะคนไม่ค่อยกินมั้ง แต่เราน่ะ โห กินแม่งเยอะชิบหาย นี่ก็กินสี่วันติด วันนี้พัก กินนี่ไม่ได้กินน้อยด้วย กินเหล้าแล้วหน้าเราไม่โทรมนะ เพราะเราจะหัวเราะมันมากๆ แต่ตัวจะอ้วนมากๆเลยล่ะ

เม้าแตกน่าดู นึกถึงสมัยซักอายุ๑๖ นั่นก็นานมากๆแล้วนะนั่น สมัยนั้นเม้าโทรศัพท์กันบ่อย เรื่องสาวๆ

นึกไปถึงตอนทรายไปโตเกียว ถามทรายนะว่า ซื้อตั๋วไหน ฮาว่ะ ซื้อกะพี่อนุชอะเด้

แม่งเอ๊ย ไอ้ผึ้งเข้าบ้านไปแล้วโทรมาอีกนิดนึง ขำชิบหาย ฮา ฮา ฮา (ขำคนเดียวดีกั่ว) กูไม่ได้มุกกูพูดจริงๆเฟร้ย

นอนดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นเช้าตรู่

Friday, December 12, 2008

ความสุขของกะทิเข้าโรงวันเกิดฉัน

0 comments
ความสุขของกะทิเข้าโรงวันเกิดฉัน

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๑๔:๓๒:๒๖ น.

เมื่อวานซืน ที่โรงเบียร์ฮอลแลนด์ น้องรักถามว่า พี่ทศจะฉลองวันเกิดอายุ๒๙กับพี่แบ๊งค์อีกป่าว เราบอกไปตามตรงว่า เออ กูก็ยังไม่ได้คิดหรอกว่ะ แต่การเป่าเค้กวันเกิดพร้อมกันสองคนกะคนดังแบบคุณ พชร ปัญญายงค์ เมื่อตอนอายุ๒๘ มันก็ให้ความรู้สึกที่ดีนะ แต่รู้สึกว่าปีนี้ติดเลือกตั้งผู้ว่า กทม อะ ร้านเหล้าคงปิดกัน เดี๋ยวไว้ดูก่อนอีกที ไม่ได้ติดต่อแบ๊งไปนาน

เมื่อวานไปสยามมา ไปธุระนัดชาวบ้านไว้ตอนสี่โมง สุดท้ายโดนเบี้ยวซะงั้น

เดินขึ้นไปดูบนลิโด้ ว่ามีหนังไรเข้าบ้าง วันก่อนพึ่งดูเรื่องKIDS หนังดีมากๆ อยากดูTokyo Sonata มากๆ อยากชวนพ่อแม่น้องสาวไปดูทั้งครอบครัวเลยทีเดียว เพราะ เราไปดูTokyo Towerด้วยกันมาพร้อมหน้าพร้อมตา หนังครอบครัวน่ะ หนังพวกนี้

เห็นโปรแกรม ความสุขของกะทิ หนังจะเข้า วันเกิดเราอายุ๒๙พอดีเลย

ตอนวันเกิดอายุ๒๗ปี ตอนนั้นก็อยู่ กทม นี่ล่ะ ไม่ว่าเราจะใช้ชีวิตที่ไหนบนโลก ในวันเกิดเราก็ชอบที่จะอยู่ใกล้ชิดผู้ให้กำเนิดเรานะ อยู่บ้านนี้ล่ะ บ้านที่เกิดมาพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกในวันเกิดก็ให้ความสุขมากทีเดียว (ไม่งั้นวันคริสต์มาส ฝรั่งมันจะอยากกลับบ้านกันหรือ)

วันนั้นมีสายโทรมาจากอังกฤษ โทรมาบอกว่า สุขสันต์วันเกิด เราเห็นเป็นPrivate number ก็นึกว่าแฟนเก่าจากต่างประเทศโทรมา แม่งขำกลิ้งเลย ผิดคนซะงั้น แล้วก็คุยกันเราขอบคุณน้องเขามากๆ ที่จำได้

พออายุ๒๘ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา น้องคนนี้ส่ง ความสุขของกะทū