Thursday, June 11, 2009

เก๋ เท่ห์ Cool

เก๋ เท่ห์ Cool

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

๐๑:๔๕:๕๕ น.

คิโมชี่ก๊ะอี้

นานๆทีจะใช้คำภาษาญี่ปุ่น ก็เอาน่าให้ดูเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นจั๊กกะหน่อย

เอ๊ย ไม่เอาดีกว่า

เปลี่ยนไปใช้หัวข้อว่า เก๋ เท่ห์ คูล ดีกว่า


วันนี้นั่งรอชาวบ้านในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง น้องเขาบอกว่าจะมาช้าหน่อย ขออ่านหนังสือเรียนก่อน เราโทรไปพอดีปลุกเขานอนกลางวัน เขาบอกว่าเปิดเทอมแล้วตื่นเช้าแม่งแย่ กลับบ้านมาต้องนอนเอาแรงพักนึง ก็จริงอะ กทม รถติดชิบหาย เรียนมหาลัยกลางเมืองแม่งเหนื่อย คนบ้านอยู่ชานเมืองแบบพวกเราแม่งเกินชั่วโมง เสียเวลาโดยใช่เหตุสุดๆ ไปจุฬานี่๒๐โลเอง ถ้าใช้มาตรฐานรถไฟญี่ปุ่นนี่ต้องแค่๒๐นาที รวมเวลาจอดอะไรหมดแล้วด้วย


ไอ้การนัดกันในร้านหนังสือนี่ง่ายดี เหมาะ กับพวกชอบอ่านหนังสือแบบเราและพวกชอบเรียนหนังสือแบบน้องเขา น้องไหนอย่ารู้เลย เขาไม่มีชื่อหรอก


รอๆไป ก็หยิบหนังสือเล่มนึงมานั่งอ่านรอ เป็นหนังสือถอดเทปบทสนทนาในร้านกาแฟ ที่ เพื่อนสนิทเรา ใช้ คำนิยาม ว่า เป็นร้านกาแฟที่ เก๋ เท่ห์ คูล อะไรซักอย่าง อ้อ หนังสือนี้เป็นเล่มแรกของพ้อคเก็ตบุ๊คสำนักพิมพ์ที่ เหี้ย นิน ทำงานอยู่


ไพร่แบบคุณทศเคยไปเดินสยามพารากอนกับคุณภาณิณเมื่อหลายเดือนก่อน เกือบปีแล้วมั้ง วันนั้นเห็นคุณ จิก ประภาสแกนั่งอยู่ แล้วก็มีหัวข้อขึ้นมาว่า (ไอ้นินมันเรียนถาปัดมา) องค์ประกอบและที่ตั้งของร้านกาแฟนี้มัน เก๋ เท่ห์ คูล จริงๆ ทั้งสถานที่ กระจก ผู้คนมองเห็น และอะไรต่างๆนานา เราก้อ เออๆ กูไม่รู้หรอก กูรู้แต่กระจกแม่งกันกระสุนทุกบาน (เรื่องจริง)


แต่ถ้าเป็น คำ ผกา จะบอกว่ากาแฟยี่ห้อนี้ทุกคนจะเดินถือกิน เราก็เห็นด้วย ตามห้างชั้นนำหรือออฟฟิซชั้นนำเห็นคนเดินถือกินกันเต็มไปหมด แต่ถ้าเป็นกาแฟกระป๋องก็ไม่เห็นมีใครเดินถือกินเลยเนอะ


เข้าเรื่องดีกว่า

อ่านหนังสือเล่มนั้นอยู่พักใหญ่ๆ อ่านเป็นบทเลย


หนังสือดี ทำให้นึกถึงสมัยก่อนสมัยอายุซัก๒๐ต้นๆ ชอบอ่านอะไรเท่ห์ๆแบบนี้ แต่ไม่ได้สนใจอะไรแบบนี้หลายปีมากๆ มากจนแทบลืมไปแล้ว


แต่พอวันนี้อ่านก็นึกถึงอารมณ์นั้น อ่านๆไปแล้วก็เอียน อยากจะอ้วกออกมาเป็นความเท่ห์อะไรซักอย่าง คงอิจฉามั้ง คือ หนังสือจับผู้คนดังๆและมีชื่อเสียงมารวมตัวกันเต็มไปหมด แล้วทุกคนก็ใช้บทสนทนาอันชาญฉลาดเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้ฟัง ซึ่ง เราเองก็ห่างหายไปจาก วงอภิปรัชญา แบบนี้นานมากๆแล้ว พอมาอ่านๆแล้วก็รู้สึกแปลกๆ นี่โปรเฟสเซ่อร์แลงด้อนกะลังพูดกะวิตโตเรียหรือไง?


Coming of age อะไรซักอย่างมั้ง ชีวิตโตขึ้นก็รับรู้อะไร เข้าใจอะไรมากขึ้น หาความสนุกยากขึ้น ไม่ค่อยคิดอะไรโดยใช้วิธีคิดแบบสบายๆหนุกๆแบบเด็กๆ หัวเราะบ้าๆบอๆแบบนั้น


วันนี้ก่อนออกจากบ้าน นั่งดูในทีวี ศิลปิน(วาดรูป)ชื่อดังคนหนึ่ง พูดได้ดีมากๆ แต่เราจำได้ไม่ทุกคำพูดหรอก แต่ทำให้เข้าใจอะไรขึ้นนิดหน่อย เขาพูดถึงโลก ก็คนเรามันอยู่บนโลก ก็โลกของทุน อยากได้เงินก็ไปหาเงิน อยากทำงานก็ไปทำงาน ถ้าตัดแบ่งออกไปให้ชัดเจนมันก็ง่าย เราก็คิดแบบนั้นแหละ แต่คำพูดสื่อออกไปไม่ค่อยได้ เราชอบแนวความคิดในAngles and Demons เรื่อง ทำงานก็คือทำงาน การทำงานต้องจริงจังและไม่สนุก อันนี้เป็นแค่ดอกจันทร์เล็กๆแต่เราก็เห็นชัด แต่เราว่าจริงจังและเพลินๆก็พอกลมกล่อมผสานกันไปได้


แต่ก็อย่างว่า คนเราเกิดปัญญาการเรียนรู้ได้หลายวิธี บางคนก็โดยการฟัง บางคนทำ บางคนอ่าน


ยกตัวอย่าง สมมติซื้อ ทือหมือ ใหม่ บางคนอ่านคู่มือก่อน บางคนลองกดดู บางคนถามเพื่อนว่าใช้ยังไง วิธีแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก และ ไม่ใช่วิธีไหนเหนือกว่าวิธีไหน เอาให้เหมาะกับจริตเสียมากกว่า


วันนี้คิดได้เรื่องนึง แล้วรู้สึกดี ก็คือ รู้สึกมีคนข้างๆ ไม่รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟนอะไรกัน แต่ก็เจอกันมานานแล้วเหมือนกันนะจะว่าไป เป็นเดือนแล้วเหมือนกันเนอะ คุยกันก็สนุกทุกครั้ง อย่างว่าแหละความรื่นรมย์ของการสนทนามักเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก แต่ใครจะรู้ เราอาจจะคิดไปคนเดียวก็ได้ (ก็ไม่น่านะ)


แต่ที่รู้สึกดีมากๆคือ จู่ๆ เมื่อวานซืนมีคนมาจีบ ก็รู้จักกันเมื่อวานซืนน่ะแหละ ไม่รู้สึกว่ามีคนมาจีบหลายสัปดาห์แล้ว แต่จำได้จุ๊บเคยบอกว่า หมั่นไส้ผู้ชายคนนึงที่คณะเขาที่บอกว่า ไม่เคยจีบหญิงก่อน ปกติหญิงจีบผู้ชายคนนี้ก่อน ผู้ชายดีเจคนนี้บ้านเขารวยจัด ผู้หญิงไหนก็ต้องจีบเขาก่อนเสมอแหละ เราตอบกลับไป


แต่ก็นั่นแหละ บ้านเราไม่รวย เวลามีหญิงมาจีบต้องรู้สึกดีไหมนี่ ฮ่าๆๆ แต่เราไม่สนหรอกนะคนนี้

ว่าแต่ ผู้ชายเขาคิดว่าผู้หญิงแบบไหนนะที่เข้ามาจีบ เราก็ไม่รู้ เราวัดที่โทรหาเราทุกวัน โดยที่เราไม่ได้โทรไปหรือส่งข้อความไปเลย อย่างคนนี้เขาไปสืบเบอร์เรามาเองเลย


แต่ก็นั่นแหละ เป็นผู้ชายมาบอกว่ามีสาวมาจีบ ตลกเนอะ ฟังดูโม้ชะมัด

เออ รู้ป่ะทำไมจู่ๆลุกมาเขียนบล๊อก ทั้งๆที่ดึกแระ

เพราะว่า ตะกี๊ ได้ยินเพลงของแคลอรี่ บลาบลาบลา เพลงนี้เราเคยรู้สึกชอบมากๆ แบบตื่นมาก็ได้ยินเพลงนี้เลย กลัวรับมันไม่ไหว อยากรู้แต่ไม่อยากถาม อะไรประมาณนี้ล่ะ แปลกดีที่พ้นภาวะแบบนั้นไปแล้ว เคยเศร้าน้า เศร้ามากๆอินสุดๆไปเลย เวลาได้ยินเพลงนี้


อ้อ แต่ที่ดีใจสุดๆ คิดได้ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่แล้วก็คือเรื่อง เป็นอิสระจากหลายสิ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมมากๆ และเราหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง เราก็เลยดีใจ ยิ่งพอวันนี้นึกออกขึ้นมาอีกว่าสามารถหลุดพ้นบางอย่างเพิ่มได้อีก ก็ยิ่งมีความสุข เป็นอารมณ์เดียวกับกลางปี๒๐๐๗เด๊ะเลย แบบหลุดพ้นอะไรหลายๆอย่างขึ้นมาได้พร้อมๆกัน ทั้งที่ติดในกับดักนี้มานานนับปี


เอาชนะอะไรหลายๆอย่างในใจตนได้


เย้ เย้

0 comments:

About Me

ทศ พิทักษากร
Tokyo, Japan
น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
View my complete profile