The Library
Friday, June 26, 2009
4:10:48 AM
เมื่อวานไปห้องสมุดคณะนึงในจุฬามา ไปหาข้อมูลแล้วก็ได้ข้อมูลที่ต้องการเกี่ยวกับงานตอนนี้ ถ่ายเอกสารมา747บาท หนาพอดูเป็นเลขสวยจินๆ ถ้าทำงานนี้สำมะเหร็ด เราจะได้ขึ้นเครื่องบิน747ไปเที่ยวญี่ปุ่นแน่ๆ ฮ่าๆๆ
ต้องศึกษาทุกหน้าเลย แต่คงไม่นานนัก เพราะอ่านง่ายกว่าที่คิดมากๆ ตอนหาเครื่องถ่ายเอกสาร แล้วหาไม่เจอ ก็ถามหาจากนิสิตที่นั่งใกล้ๆกัน เหมือนเขาทำการบ้านอยู่ เขาก็มีมารยาทมากๆ พูดค่อยๆตามมารยาทในห้องสมุด อธิบายๆอย่างละเอียด มันหายากนิดนึง เพราะต้องลงไปอีกชั้นแลเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่หลังบันได เขาสวย สวยกว่าในทีวีเยอะ น้องพิ้ง เอเอ๊บ๕ แต่ปรากฏว่าเครื่องเสีย ก็เลยต้องเดินไปอีกตึกนึง
คนสวยและกริยามารยาทเหมาะกับกาลเทศะนี่ดูดีขึ้นมากๆ คนสมัยนี้ชอบเดินเข้าร้านหนังสือและคุยโทรศัพท์ เราไปร้านหนังสือแถวบ้านบ่อยก็เห็นจนเบื่อ มีทีนึงเมื่อซัก๒เดือนก่อนเป็นคนญี่ปุ่น พูดโทรศัพท์เสียงดัง เราหันไปด่าเลย “อุรุไส้” เขาตกใจใหญ่ แต่กับคนไทยเราไม่เคยพูดไรเลยแฮะ แหะๆ กลัวโดนสวน ไอ้จะคุยโทรศัพท์ก็พูดไปเถอะ แต่มาคุยในร้านหนังสือหรือห้องสมุดนี่ เดี๊ยนรับไม่ได้ห่ะ
เมื่อวาน ขำกว่าอีก ขึ้นปอ113 จากสยามถึงหน้ารามชั่วโมงนึงได้ คนเบาะใกล้ๆเราคุยตลอดทาง จนเรารู้เรื่องในครอบครัวเขาหมดเลย พอลงรถไป กระเป๋าบ่นกะคนขับกันใหญ่ว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน (ฮา) เราฟังกระเป๋าคุยเรื่องการเมืองเลือกตั้งที่สกลนครกับคนขับ ยังรู้สึกดีกว่า ฟังเรื่องชาวบ้านทางโทรศัพท์ซะอีก คือเขามีสิทธิ์ที่จะคุย แต่เราก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ฟัง แล้วทำไงหรอ หันหน้าหนีแล้วจะไม่ได้ยิน! หรือไง?
กลับมาที่จุฬา ก่อนออกทะเลไปไกล
ขณะที่สั่งถ่ายเอกสารเสร็จแล้วฝากไว้ที่สหกรณ์ ก็ซื้อน้ำกินและคิดถึงแฟนเก่าไปพร้อมๆกัน เพราะแต่ก่อนสมัยเขาเรียนที่จุฬาตลอด๔ปี เราก็มาที่นี่บ่อยๆ หันมาอีกที เอ้า เจอ น้องแฟนเก่าซะงั้น ก็เลยทักทายไป ถามน้องน้ำว่า อยู่ปีไรแล้วเนี่ย โตเป็นสาวแล้วนะ เขาชูนิ้ว๔นิ้ว “ปี๔แล้ว พี่ทศ” เราก็ตกกะใจ ตอบกลับไปว่า “เฮ้ย ตอนนั้นยังอยู่ประถมอยู่เลย” น้องก็เป็นน้องน่ะละ ตอนเขาประถมเราก็มองว่าโตขึ้นน่าจะสวย แต่แปลกที่ไม่ค่อยสวยนัก แต่จะว่าไป ถ้าเรียนบัญชีคงสวยน่าดู แต่นี่เรียนวิศวะอะเนอะ ก็เลยไม่ค่อยโมเล้ยยย หน้าไม่แต่งเล้ยยยย ต่างกะพี่สาวเหลือหลายยยย พี่สาวเปรี้ยวสุดฤทธิ์ สมัยนั้นรุ่นพี่รุ่นน้องจำกันได้หมด บ้านนี้เขาลูกเยอะ ลูกคนเล็กเราเห็นตั้งแต่อนุบาลตอนนี้ก็เข้ามหาลัยแล้ว
ตั้งแต่แฟนคนนี้แต่งงานไปเราก็ไม่ได้คุยกันเลย งานแต่งงานเขาเราก็ไม่ไป พอดีวันนั้นไม่ได้อยู่ไทยด้วย แต่เมื่อวันจันทร์พึ่งโทรไปเม้าแตกมา เม้ากัน๒ชั่วโมงได้ พอดีผัวไปต่างจังหวัดเขากลับมานอนบ้านเดิม เราก็เลยเม้าแตกกันน่าดู ฮ่าๆๆ คุยกันยาวๆแบบนี้ปีละครั้งสองครั้งมานานแล้ว หนุกดี
แหม ถ้านอนบ้านสามีแล้วเราโทรไปเม้าแตกก็คงไม่เหมาะ ผัวงอนตายห่า เมื่อวันเสาร์นู้นที่มีงานแฟ้ตทีเชิ้รต์ ก็เจอน้องเขาอีกคนก็ทักทาย แต่คนนั้นมันออกแนวดาราๆหน่อย ก็มารยาทใส่กัน แต่เขาก็พอจำเราได้ เคยนึกเปรียบเทียบบ่อยๆ น้องเขาหล่อ สมัยเราบ้าเอ็นเข้ามหาลัยกัน น้องก็สบายๆ ถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ ได้ค่าขนมเยอะแยะ ปีๆนึงหาได้เป็นแสนๆ เอ็นไม่ได้ก็ไปเรียนนิเทศปวดหัวน้อยหน่อย เทียบกะพี่สาวเรียนวิศวะคณะอันดับ๑ประเทศ หัวแทบแตก เรียนเสร็จก็ไปประกาศข่าว ออกทีวีประจำ พิธีกรนุ้นนี้นั้น ดีเจบ้าง พองานวงการบันเทิง ไม่รุ่งเท่าที่ควรก็ไปเป็นสจ๊วต
วิถีชีวิตพี่สาวน้องชายแตกต่างกันมหาศาล และ แน่ นอน น้องชายหาเงินได้เยอะกว่ามหาศาลเลยด้วย เทียบกะพี่สาวผู้จัดการโรงงานของพ่อตนเองที่มีเรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน มีกระทั่งเรื่องคนงานแอบหนีตามสาวโรงงานข้างๆอะไรแบบนั้น ดอกเบี้ยแบ๊งค์ก็ไล่หูตูบ ทำงานมาหลายปีเงินเก็บแทบไม่มี อีก๑๐ปีหนี้ก็ยังไม่หมด
พอดีเมื่อวันเสาร์เราไปกินเหล้ามา แล้วเจอเหตุการณ์น่ากลัวมากๆ คือ มีนักร้องชื่อดัง(มาก) สวยสุดๆในปฐพี มาชี้หน้าด่า มันทำให้เกิดอะไรขึ้นใจเราก็ไม่รู้ วันจันทร์โทรหาชาวบ้านใหญ่เลย คนนู้นคนนี้ แบบตื่นมาด้วยความหวาดผวากว่ารถชนเสียอีก
คนที่ไม่ได้ไปวันนั้นก็มีคนโทรมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ถามว่ามึงเป็นเซเล็บหรือไงไปทะเลาะกะดารา เราแม่งขำ เหี้ยปามแม่งกวนตีน
และข่าวลือก็สะพัดไปไกลมากๆ วันนี้โทรหาเพื่อนสนิทอีกตัวนึง พอดีมันหาบ้านอยู่ พ่อมันจะซื้อให้ เราเห็นในสือพิมพ์วันนี้ที่เปล่าสวยราคางาม มันรับโทรศัพท์และทักเราคำแรก เฮ้ย มึงไปต่อยดารามาหรอวะ? เราแม่งเงียบไปพักนึง ถามว่าใครบอกมึงวะ? แม่งบอกว่า เขารู้กันทั่วโลกแล้ว แล้วก็นึกในใจ อ๋อ มันคงไปตีแบ่ดกะสาวๆแก๊งดำน้ำไอ้แจ๊คมั้ง เหี้ยโป้งแม่งกวนตีน
แต่ปาร์ตี้วันนั้นเมาหัวทิ่มเลย ขากลับรถห่าใครไม่รู้ฝ่าไฟแดงมาเฉี่ยวด้วย เซ็งงงงงงง
เกิดมาคงมีครั้งนี้ล่ะ หนเดียวในชีวิตที่จะโดนผู้หญิงชี้หน้าด่า เสือกสวยอีกตะหาก ฮากันเข้าไป
ปาร์ตี้ดี เพื่อนเราเล่นดนตรี ดาราสาวๆมากัน และก็มีผู้ชายรวยๆมากัน ปาร์ตี้แบบนี้เรียกว่า Private Equity Party เพราะว่า มันมีทั้งผู้ชายที่มีPrivate Equity และ ผู้หญิงสวยๆมีชื่อเสียงที่มักเลือกไปแต่ Private Party ซึ่งอันที่จริงถ้าอยากส่วนตัวมากๆ อยู่บ้านจะส่วนตัวกว่า แต่ก็นั่นแหละ อยู่บ้านแล้วจะแต่งตัวสวยๆให้ใครชม จะเต้นให้ใครดู ปาร์ตี้ครั้งนี้ใส่ชุดนักเรียนน่ารักๆกัน สาวๆก็กระโปรงลายสก๊อตกันทั้งนั้น น่ารักทีเดียว
แต่เราเมาเหลือหลายและรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเราเลย อาจจะเพราะเรามันเด็กชานเมือง ชินกับนั่งตามบ้านเพื่อนหรือไม่ก็ร้านลาบแถวๆบ้าน คนแถวๆนี้ก็รู้จักกันมาทั้งชีวิต เห็นเติบโตกันมาอย่างยาวนาน ไอ้จะไปเข้าสังคมที่พึ่งรู้จักใหม่ๆมันก็แปลกๆไงไม่รู้ แค่ไปดูเพื่อนเล่นดนตรีกลายเป็นไปเจอดาราเพียบๆให้ความรู้สึกแปลกๆ
อ้อ ร้านเล็กมากๆ ๑คูหา ถ้วน
๒๐ คนในนั้น เป็นเพื่อนและรุ่นน้องมหาลัย หรือ ไม่ก็เพื่อนแก๊งดำน้ำไอ้แจ๊ค
ส่วนอีก๒๐ เป็นผู้หญิงดารา และ ผู้ชายที่มีหน้าตามข่าวสังคมทั้งนั้น
แล้วแบบนี้จะไม่ให้รู้สึกแปลกได้ไงจริงไหม?
จริงๆแล้ว เราก็เข้าสังคมได้ปกตินะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอใจที่จะอยู่กับเพื่อนมากกว่า อันที่จริงถ้าคนไม่รู้จักเราก็ต้องบอกว่า ทักษะในการเข้าสังคมของไอ้ทศเป็นเลิศเลยด้วยซ้ำ คุยได้หมดแหละ คน สัตว์ สิ่งของ
วันนี้เจอแก๊งแถวบ้านมา ไม่ค่อยได้เจอพวกแม่งเป็นเดือนแล้ว หลังๆนี่เราไม่ค่อยได้ออกไปเจอ ผึ้งมารับตอนสามทุ่มกว่าๆ และมาส่งตอนตีสาม มีความสุขมากๆ สุขสุดๆ ไปกินเสต๊กลาวมาสองจาน
อ้อ กลับเข้าเรื่อง ห้องสมุดดีกว่า
เมื่อปี๔๒ ชอบผู้หญิงคนนึง หน้าตาน่ารัก ตอนเราอ่านแฮรี่พ้อตเต้อร์ โช แชง ในหัวเราหน้าตาแบบน้องเขาเด๊ะเลย ยังงงๆตนเองเลย
ก็แบบไปแอบชอบๆ มีวันนึงนั่งแอบรอนิดๆอยู่ใต้คณะ แล้วก็ไม่เจอ พอตอนกลางคืนเจอ ถามเขาว่าไปไหนมาหรอ เขาบอกว่า อยู่ Library ถึงทุ่มนึงแน่ะ เราฟังแล้วงงๆ แบบ เคยชินแต่กับคำว่า ห้องสมุด ฮ่าๆๆ ก็ผมมันเด็กโรงเรียนรัฐ น้องเขาเด็กนานาชาตินี่นา แล้วปีต่อมา เขาก็ย้ายคณะไปเรียนที่ท่าพระจันทร์ แล้วก็ไม่เคยเจออีกเลย ไม่เคยเห็นแม้แต่หนเดียวด้วยซ้ำ ถามใครก็ไม่ได้ข่าวคราว บางทีก็ระลึกถึง และแน่นอนสมัยนั้นไม่มีใครมีมือถือหรอก คนส่วนนึงก็มี แต่เราจำได้ว่า เราเองก็ต้องโทรเข้าหอห้องน้องเขา และหอหญิงหลังเที่ยงคืนนี่แม่งเป็นอะไรที่โทรติดยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เมื่อวานหลังจากเสร็จที่จุฬา ได้ข้อมูลเท่าที่ต้องการ ก็ไปเดินสยามพาราก้อนนนน เจอคนที่เคยเป็นรูมเหมทน้องคนนี้ที่หอเอเชี่ยนเกมส์ซี๔ห้อง ๒๒๒
(จำแม่นเลยเรา ไปยืนคุยริมระเบียงอยู่บ้าง เราจะมีมุกบอกน้องเขาว่า วันนี้โรมิโอจะปีนเถาองุ่นขึ้นไปหาจูเลียตนะ)
ก็เลยถามถึง เขาก็แซวๆ บอกว่า “แหมๆ พี่ทศจะกลับไปจีบหรอ” เราก็ตอบกลับไปว่า “อายุปูนนี้แล้วไม่ต้องจีบแล้ววววว แต่อยากรู้เฉยๆว่า สบายดี หรือ ไม่ อย่างไร” เขาบอกกลับมาว่า add facebookได้เลย จูนอยู่ในของเจิน เราก็เฮ้ยยยยยย จริงดิ โหยยยย อยากบอกว่า เคยตามหาตามเวบหาเพื่อนแบบนี้แล้วแต่ไม่เคยเจอ แค่ได้เห็นรูปก็คงสุขใจ อยากกราบขอบพระคุณเจินจากใจจริง
และเจินก็บอกอีกว่า จูนเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วยพักนึง เราก็แบบบบบ เฮ้ยยยยยยยยย จริงหรอออออ แบบ โห อะไรกันนี่ ทำไมเราไม่เคยเจอกัน ไม่เคยติดต่อกันเลย พอดีเจินมากะนัท และ ตอนครอบครัวนัทไปญี่ปุ่น เราก็ไปหาพี่ชายนัทมา
เข้าเรื่องห้องสมุดดีกว่า
เราชอบไปห้องสมุด ยิ่งที่ญี่ปุ่นนี่ไปแวะบ่อยๆ เพราะต้องไปจอดจักรยานแล้วเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้า จอดที่อื่นมันเสียเงิน ก็แวะอ่านหนังสือพิมพ์นิดๆหน่อยๆ แล้วก็ไปต่อ
ชอบห้องสมุดเสมอ ชีวิตนี้หลงใหลมากๆ คิดอยู่บ่อยๆว่า ถ้าถึงเวลาต้องแต่งงานแล้วไม่มีใคร ก็อาจหาใครซักคนแถวๆห้องสมุดซักที่ ทำความรู้จักซะ อืม แต่จะว่าไป ใครจะไปคิดว่า สาวในห้องสมุดจะเป็นเอเอ๊บที่ดูบ่อยๆ ตัวจริงสวยกว่าในทีวีทีเดียว
เราโทรบอกไอ้นนท์ว่า สวยกว่าน้องมิกกี้อีก (มิกกี้จัดรายการคุยๆคู่กะไอ้นนท์ในแฟ้ตเรดิโอ) ฟังดูไม่น่าเชื่อเนอะ ไอ้นนท์มันก็คงไม่เชื่อ แต่ในสายตาเรา เราก็คิดว่าสวยกว่า หรือเพราะเขาแต่งหน้าสวย เอ๊ หรือ ว่า สาวในห้องสมุดในสายตาเราจะสวยกว่าสาวข้างนอกห้องสมุด(ต่อให้เป็นคนเดียวกัน) และก้อเคยคุยกะนนท์ว่า ถ้าสวยBแต่เรียนแพทย์ศิริราชนี่กระเถิบขึ้นไปเป็นA เลย สวยขึ้นอีกหลายจุด ก็ใช้ตรรกเดียวกันนั่นแหละ
คนสวยเดินสยามก็สวยดี แต่พอไปนั่งขายไอติมที่จตุจักร แล้วดูขยันทำมาหากินกตัญญูต่อบิดามารดา ก็ดูสวยขึ้นอีกเป็นกอง ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน
เอ๊ะ แล้วนางสาวไทยที่เรียนแพทย์จุฬานี่สวยระดับไหนน้า ฮะ ฮะ ถ้าเราอยากบอกว่าโบราณสถานที่สุโขทัยสวยกว่านางสาวไทย นางสาวไทยจะเคืองไหม แต่เรารู้สึกดีจริงๆ ศรีสัชนาลัยสวยมากๆ และ นางสาวไทยก็สวย คนสวย สถานที่สวย บรรยากาศแบบนี้นับได้ว่าประเสริฐ ชีวิตนี้จะมีวันแบบนั้นอีกไหมน้า
ส่งท้ายดีกว่า ใกล้เช้าแล้ว
อยากไปโรงแรมที่ชื่อ The Library ที่สมุย
Friday, June 26, 2009
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
0 comments:
Post a Comment