Tuesday, January 27, 2009

สร้างพระ สร้างวัด

0 comments
สร้างพระ สร้างวัด

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๑:๐๘:๑๘ น.

หากว่าเธอได้นั่งตักฉัน แพนด้าเย็ดกันโดยไม่รู้จักกัน ปฏิทินที่ผ่านคืนและวัน อย่างที่ฉันไม่เคยต้องการ

เพลงนี้จากภาพยนตร์รักสามเส้า ฟังแล้วขำๆดี


นึกไปถึงได้ยินหนแรกในคาราโอเกะไทยในชินจูกุประมาณตุลาปี๒๐๐๗ กอดริเอะอยู่ ฟังแล้วชอบใจทั้งๆที่ไม่เคยดูหนัง สายลับจับบ้านเล็ก นั่งมองเนื้อเพลงคิดในใจว่า คนแต่งคงตื่นมางัวเงียๆแล้วคิดอะไรได้จากฝันเมื่อคืน


เวลาผ่านไปซักปีหนึ่งทราบว่า คุณ ตุล เป็นผู้ประพันธ์ เพราะงัวเงียๆตื่นมาแล้วคิดอะไรได้ เนื้อเพลงสวยทีเดียวให้อารมณ์เหมือนกอดหมอนข้างอยู่คนเดียว

พุธที่๑๔มกรา ไปสยามแต่หัววัน ช่วยไอ้นนท์เจรจาธุรกิจกับคนญี่ปุ่น(ภาษานนท์)

(ฟังดูดีเนอะจริงๆแค่เป็นล่ามง่ายๆนิดเดียวเอง)

รอมันเปิดร้านก็เดินดูแผงเพลง (นานๆจะทำที)


ได้เห็นอัลบั้มอพาร์ทเม้นท์คุณป้า แต่ฟังเพลงเขามานานในไอพ่อด หน้าตาของปกซีดีทุกอัลบั้ม เหมือน การตกแต่งร้านและสไตล์ของ อันนา ซุย มากๆ งามชัดเจนทีเดียว


อันนา ซุย เป็นชาวจีนในเมกา เรียนแฟชั่นดีไซน์ที่Pratt New York มีพ่อและแม่เป็นนักเรียนจีนที่สำเร็จการศึกษาจากปารีส ฝรั่งเศส และประสบความสำเร็จทางธุรกิจเครื่องสำอางค์มากในญี่ปุ่น ความหลากหลายขององค์ความรู้ในตัวตนทำให้เก่ง อันนี้แน่นอนทั้งโลกก็เห็น

(นอกเรื่อง) กระจกห้องน้ำในไม้เอกก็เป็นสไตล์แบบอันนาซุย


ฟังเพลงคุณตุลมานาน ชอบมากๆ จับความรู้สึกได้ว่า เขาเป็นคนที่ลุ่มลึกและเข้าใจชีวิตทีเดียว และต้องเคยอยู่เมืองใหญ่ของโลกด้วย และเป็นเช่นนั้นจริงๆ สักครู่นี้ดูใน สารคดี(ฉบับ ทีวีไม่ใช่นิตยสาร) เขาบอกว่าเขาเปลี่ยนจากเรียนเศรษฐศาสตร์ไปเรียน ดนตรี ในNew York การเป็นคนเมืองที่เข้าใจในวัฒนธรรมป๊อบ มันสื่อออกมาอย่างชัดเจน (ไม่เอธัส)


เราฟังเพลงที่เนื้อหาบอกว่า จบตรีทำงานสองปีไปต่อMBAอะไรนั่นบ่อยครั้งทีเดียวตอนเดินเลียบทางรถไฟบริเวณสถานีชินโอคุโบะ ตอนห้าโมงเย็น

(และมักคิดว่า ชีวิตเดินมาถูกทางกว่าคนเหล่านั้น แต่ในวันนี้ถวิลหาวิถีแบบนั้นเหมือนกัน มันช่างปลอดภัยเหลือเกิน)


วันสุดท้ายที่ขี่จักรยานในญี่ปุ่นเพื่อถ่ายรูปเล่น แถวๆ เอบิซึ ก็ฟังเพลงที่เขาทำให้คุณเป็นเอก เพลงพวกนี้ ให้ความรู้สึกที่ดี แม้ไม่ได้เพราะในกระแสหลัก และ๒คนนี้ก็เป็นตัวจริงในวงการเพลงและภาพยนตร์ทีเดียว และเห็นไหม เขาก็ทำเพลงและทำหนังได้หลายรูปแบบ (นั่งดูโน้ส อุดม ได้ยินคำว่า โอ๋ ซีเปีย ดูบาดู << ใช่ คนเราตัวจริง ต้องแบบนี้ล่ะ)


น่าจะราวๆปี๔๓ ไปดูหนังแนวๆในเทศกาลฝรั่งเศสที่สมาคมฝรั่งเศส เห็นวง อะไรจ๊ะ แสดงสด แล้วจำได้ว่างุนงงมากๆ แต่ด้วยบุคลิกของนักร้องทำให้จดจำมาได้และรู้สึกตั้งแต่คราวแรกที่ดูว่า คนนี้ตัวจริง


Jazz Festival 2005 ที่หัวหิน คืนวันอาทิตย์สุดท้าย ไปดูกันกับเพื่อนด้วยอารมณ์ที่เปี่ยมสุข คนไม่มากไป ไม่เกินร้อยคนหรอก ริมทะเลลมเย็น คุณ ตุลแกใส่ไม่ยั้งทั้งๆที่มันช่างไม่Jazzนุ่มละมุนเอาเสียเลย เราก็ว่าแปลกดี ปัจจุบันคนไปงานนั้นไม่ได้ไปเพื่อฟังเพลงแล้ว น่าเสียดายสำหรับทุกสิ่งจริงๆ แต่คราวนั้นทำให้สัมผัสได้ว่าคนนี้ตัวจริงและจะอยู่ได้อีกนาน


เปิดมาดูตอนหลังแล้ว น่าเสียดายว่าไม่ได้ดู คนเขียน การ์ตูน ฮีชีอิทให้สัมภาษณ์ด้วย ติดตามผลงานมาแต่อะเดย์เล่ม๑ (ปัจจุบันอะเดย์๑๐๐เล่มแล้ว) เขาพูดว่า อยากทำก็ทำเลย บันทึกช่วงอารมณ์นั้นๆ ไม่ต้องรอตกผลึก

(เราเขียนบล๊อกด้วยอารมณ์นี้เช่นกัน ดิบ และ เฟร็ช)

จำได้ว่าเคยเดินถามในร้านการ์ตูนญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน เพราะ ทราบว่าเขาไปเป็นตัวเล็กที่นั่น ทั้งๆที่ในเมืองไทยเขาดังมากๆ


ชอบที่คุณตุลบอกว่า แต่งเพลง มีองค์ประกอบสำคัญคือ กระดาษและปากกา ใช่เราเห็นด้วย ตัวจริงก็ต้องแบบนี้ล่ะ อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ไม่ว่าจะงานความคิดสร้างสรรค์ขนาดไหนก็ตาม


แต่ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่นน่ะล่ะ จะเล็กหรือใหญ่ก็ได้มีเวทีศิลปะรูปแบบที่เราต้องการนำเสนอโดยแท้จริงอยู่ดี เป็นเมืองที่ให้แรงบันดาลใจสูงยิ่ง นินเคยถามเราว่า ทำไมญี่ปุ่นมีอะไร คนถึงได้ผลิตงานได้เยอะ(หมายถึง คุณ คุ่น ปราบดา ออกหนังสือมาเยอะจัดๆ)


คำตอบนี้คนเคยอยู่ญี่ปุ่นทุกคนรู้แก่ใจตนเองดี


พอรายการนั้นจบก็เปลี่ยนมาดูช่อง๘๐ ถามว่าคนนั่งดูช่อง80รายการแบบ money biz จะเป็นคนแบบไหน เราคาดเดาเอาเองว่า คนแบบคุณตุล (ศิลปินตัวจริง) ก็ดูรายการแบบนี้ รายการทางการเงินไม่จำเป็นที่จะมีแต่พวกพนักงานกินเงินเดือน ลูกจ้างบริษัทใหญ่ดูหรอก


ชอบใจคำพูดนักวิเคราะห์ที่ทิ้งท้ายไว้วันนี้มากๆว่า น้ำลายไหล ดีกว่า น้ำตาไหล เราเห็นด้วย ตลาดหุ้นหลายเดือนนี้น่ากลัวเหลือเกิน ทรมานนะ คันไม้คันมือมากๆ เมื่อคืนก็ดูอยู่ตอนตี๓ ผู้บริหาร ไทยแท๊บว้อเต้อร์ พูดจานุ่มนวลเสมอ ยังกะพระ ฟังแล้วตัวลอยน่าซื้อหุ้นเขาทีเดียว หายากนะผู้บริหารมืออาชีพที่พูดจานุ่มนวลได้มากขนาดนี้ คงประชุมเก่งทีเดียว

น่าจะพอแล้ว สำหรับเรื่องนี้

เข้าเรื่อง สร้างวัด สร้างพระดีกว่า

................................


วันนี้ตื่นมาตอนตีห้าครึ่ง ทั้งๆที่หลับไปตอนตีสาม

เมื่อคืนกลับบ้านมาตีสอง มีความสุขมากๆ นั่งฟังน้องแมนปล่อยมุกฮาขี้แตกขี้แตน ไม่ได้หัวเราะต่อเนื่องบ้าขนาดนี้มาหลายเดือนแล้ว ฝีมือ ฝีมุกไอ้แมนไม่ต่างอะไรกะไอ้นนท์ไอ้เป้าเลย น่าจับมา feat. กัน แต่ยากอะ พวกสนามบาสจะไปพบพวกจตุจักรได้ยังไง


กลับมาบ้านตอนตีสอง กินเหล้าไปนิดหน่อย(ครึ่งกลม ฮ่าๆๆนานนะตั้งแต่สามทุ่ม) ก็นอนไม่หลับเป็นปกติเวลากินไม่เยอะ ดูทีวีอยู่นานราวๆกับไม่ต้องตื่นเช้า


แวะไปบอกพ่อว่า ปลุกด้วย แต่พ่อหลับ ก็นึกว่าไม่ได้ยิน เลยไม่ได้บอกเวลา พ่อก็เลยมาปลุกตอนตีห้าครึ่ง แล้วเราพอตื่นก็นอนไม่หลับต่อไป ก็เลยระบายความทุกข์ใจออกไปมาก บอกไปตามตรงทั้งๆที่ไม่เคยพูดไปแม้ครั้งเดียวเลยว่า การอยู่กรุงเทพ เพื่อ ให้ พ่อ แม่ และ คุณยายมีชีวิตที่มีความสุข มันดูดพลังชีวิตของทศมากๆ รู้สึกเหมือนราวกับจะตายทีเดียว พ่อรู้ว่าเราพูดจริง และหลังๆนี่เราพูดจากแปลกๆมากขึ้นทุกวัน นอนคุยกันบนเตียงเดี่ยวห้องเราอยู่นาน พ่อรู้ว่าเราทรมานใจอะไรบ้าง คุยกันถึงซักหกโมงครึ่ง รู้สึกเบื่อโลกมากๆ


ลงมาดูทีวี จนถึงแปดโมงเช้า พ่อ แม่ น้อง ออกไปทำงานแล้ว เราก็ออกไปวัด


นัดกับตุ้ยไว้ว่า จะไปช่วยสร้างพระ ถือกันว่าทำบุญร่วมกัน


เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑มกรา เราก็พึ่งไปสร้างพระมา พระพุทธรูปองค์นั้น จะไปประดิษฐานที่วัดไทยในรัฐวิคตอเรีย ออสเตรเลีย อันนั้นไปกันที่โรงหล่อพระนครปฐม ไม่ไกลพระปฐมเจดีย์มากนัก


วันนี้ก็ออกจากบ้าน ขึ้นแท๊กซี่ไปไกลมากๆ(แต่แป๊บเดียว) ไปซอยลาซาล ๔๖ ออกวงแหวนจากเสรีไทยไปโผล่บางนาเข้าถึงลาซาลเลย พอตอนบ่ายก็ติดรถไปกับพ่อตุ้ยด้วยไปวัดเล็งเนยยี่ที่แถวๆตัวเมืองนนทบุรี(เดินทางข้ามโลกเลย) พอเย็นก็ไปกินข้าวกันที่ร้านไก่ทอง ที่เมืองทอง แล้วเราก็นั่งรถตู้ บวก แท๊กซี่กลับมาทางรามอินทรามาถึงบ้าน เดินทางมหาศาลเลยวันนี้


เดินทางมากแค่ไหนก็ไม่ดีเท่าการเดินทางเข้าไปค้นจิตตนเองหรอก

จะลุ่มลึกเข้าใจผู้อื่นได้ ต้องค้นเข้าไปในตนเองให้มากพอ

พระแก้วมรกตองค์โตวันนี้ที่ครอบครัวตุ้ยรวบรวมเงินมาซื้อมาถวายวัดสวยทีเดียวเชียว

เมื่อปลายเดือนที่แล้วก็นำพระแก้วมรกตองค์เล็กๆที่บ้าน(ใหม่เอี่ยม แต่เก่าเก็บ) ไปให้แม่เพื่อนมา สวยมากๆ อยากให้แม่เพื่อนมีกำลังใจต่อสู้กับมะเร็งระยะที่สามไปนานๆ เป็นเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตเลยด้วย

พระแก้วมรกตสวยเสมอ ไม่ว่า องค์ไหนก็ตาม สีสันสวย รูปร่างสวย

คราวนี้เขาทอดกฐินกันมาได้สองแสนกว่าบาท ก็ทำบุญกันไป

การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนานั้นเป็นหน้าที่ที่พุทธศาสนิกชนควรทำอยู่แล้ว

แต่แน่ล่ะ บุญมากสุดก็ต้องมาจากการ ปฏิบัติธรรม(ทาน ศีล ภาวนา ตามลำดับบุญ)

คนส่วนใหญ่ก็ทำเพียงทานน่ะล่ะ เพราะความรู้เรื่องบุญเขามีจำกัดเพียงเท่านั้น

การทำบุญก็เหมือนการออกกำลังกายน่ะล่ะ เพื่อนไปออกกำลังกายแล้วมาบอกเราว่าออกกำลังกายเผื่อมาแล้วคงเป็นไปไม่ได้ ใครทำคนนั้นได้

ตอนไปปฏิบัติธรรมที่ธรรมอาภาคราวกลางปีที่แล้ว มีเรื่องแปลกคือ พบลุงคนนึงแกเป็นคนสุราษฏร์ ก็เลยคุยๆกัน แก เราบอกไปว่า เราเป็นหลานตา ตาเคยเป็นผู้ว่าที่สุราษฏร์ และ แกก็บอกว่า ที่อำเภอ พนม มีวัดชื่อตระกูลตาเราด้วย ตาเราสร้างไว้ ทำให้เรางงมากๆ แต่ที่งงมากกว่าก็คือ ลูกสาวตาแกเปิดร้านทำผมอยู่ซอย๑๗นี่เอง (บ้านเราอยู่ซอย๑๙) คราวนั้นก็เล่าให้กุ้งฟัง กุ้งคงเบื่อๆพูดอะไรแบบนี้

อ้อ คราวนั้นปฏิบัติธรรม ผู้ชายน้อย ๑๓คนได้ ข้างๆก็เป็นเด็กเอสไอที่ไม่เคยเห็นกันที่คณะ แต่ดันไปเจอกันกลางป่าที่พิษณุโลก ของแบบนี้ก็ว่ากันไป แปลกไหม


แต่อีกครั้งที่เราว่า โลกกลมกว่าคือ ไปกะพ่อ ตอนสิ้นเดือนตุลา แล้วเจอลูกสาวคนสวยร้านซักแห้งหน้าหมู่บ้าน อยู่บ้านไม่เคยเจอ(เขาเป็นแอร์ เดินทางตลอด) ดันไปเจอกันกลางป่า

เรามีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในแก่นแท้ของพุทธศาสนามานาน แต่ปกติก็ไม่ชอบไปวัด

พ่อเคยบอกว่าเราไปวัดเหมือนไปผับ ใช่ เห็นด้วย ก็ถ้าเพื่อนชวนไปก็ไป ไปคนเดียวไม่ไป และก็ไปเพื่อมีความสุข ไม่ได้ไปหาแฟนหรืออะไรแบบนั้น (คนส่วนใหญ่ไปกินเหล้าตามร้านเหล้าดังๆเพื่อหาแฟน(ใช่ไหม))

เมื่อวานก็บอกแม่ตอนกินข้าวเย็นกันไปว่า ชีวิตทศก็ใช้เงินแค่สองอย่างนี่ล่ะ กินเหล้า กะ ทำบุญ แม่ขำใหญ่ แล้วบอกว่าก้อคนละขั้วเลยนะลูก ก็จริงน่ะล่ะ ไม่ได้อยากได้สิ่งของอะไรนัก เงินก็ไม่ค่อยได้ใช้เลย

สำหรับเรา ธรรม กะ เหล้า ไม่ได้คนละขั้วแบบที่แม่คิดเลยด้วยซ้ำ แต่ปีนี้กินน้อยนะ กินไปสามหนเอง ปกติที่ผ่านมา๑๐ปีเต็มๆ กินอาทิตย์สามหนได้กระมัง

นอกจากเวลาบวช ที่เรียนนักธรรมตรี

ตอนพาพ่อไปเที่ยวญี่ปุ่นหนสุดท้าย ก็พาเพื่อนและรุ่นน้องที่คณะมารู้จักทานข้าวกับพ่อด้วย จู่ๆพ่อก็พูดถึงเรื่องที่ค้างคาในใจมานาน คือ สมัยเราเด็กๆอายุซัก๑๘ พ่อส่งไปเที่ยวกะพวกเพื่อนๆพ่อที่อินเดีย กลับมาก็เดินถือรูปพระพุทธเจ้าเป็นผ้าบาติคสวยๆ ลงมาจากเครื่อง แล้ว บอก พ่อ ว่า พ่อ ทศอยากบวชที่อินเดีย พ่อกะแม่ตกใจใหญ่ แต่เราจำไม่ได้หรอก และ ไม่ได้ถือเป็นสาระของชีวิตอะไรขนาดนั้น รูปทื่ซื้อมาก็แค่ถูกดี 50บาทได้มั้ง และก็สวยดี

(พระอินเดียหน้าไม่เหมือนพระไทยหรอก พระพุทธเจ้าเป็นสากลคือไม่ว่าไปที่ไหนก็หน้าเหมือนคนแถวๆนั้น (ฮา))

และรูปนี้ก็ยังแขวนอยู่เพียงรูปเดียวในห้องนอนเรา

แต่เราคิดแล้วว่ายังไงก็ไม่บวชอีกครั้งแน่ๆ ยกเว้นบวชให้พ่อหลังพ่อตาย

แต่พ่อและแม่เราไม่เข้าวัดเลย แต่ใช้ชีวิตกันดีทีเดียว

เราบอกพ่อแม่มานานแล้วว่า อยากสร้างวัด วัดดีๆ(จำได้ว่า๑๐ขวบก็มีความคิดนี้แล้ว) คิดไว้แล้วว่า ยังไงซะชีวิตนี้ต้องหาเงินมาได้มากพอจะมีที่ในกรุงเทพ สร้างวัดปฏิบัติธรรมดีดี แบบ ธรรม อาภาให้ได้ ที่นั่น สบายมากๆ มีน้ำร้อนให้อาบ และ มีชักโครกให้นั่ง อาหารมังสวิรัติก็อร้อยอร่อย(ของพวกนี้มีสูตร ดูแลได้) อยากได้ที่ในกรุงเทพด้วย เอาเป็นที่ตาบอดที่จะขยายถนน เหมือนเส้น เกษตร นวมินทร์ ตัดกับ รามอินทรา เอกมัย เปิดที่ตาบอดเพียบนับหมื่นไร่เลย ซอยวัชรพลแต่ก่อนมีแต่ทุ่งบ้านผี ปัจจุบันมีบ้านหลายพันหลัง

วันนี้เห็นคนเอาหนังสือเล่มจิ๋วๆ ของ พระ มิตซูโอะ มาแจก ในงานด้วย


นึกถึงพระต้อมเสมอ พระต้อมเคยไปบวชที่วัดป่าในเมืองกาณจน์ที่พระมิตซูโอะเป็นเจ้าอาวาสอยู่นานซัก๒๐เดือนได้ เรียกได้ว่าเป็นเลขากันเลย แต่พอบวชหนสอง พระต้อมเปลี่ยนวัด เพราะที่นั่น ลาภ ยศ สักการะมากไป วัดแห่งนั้นสวยออกแบบโดยศิลปินแห่งชาติด้านสถาปัตยกรรมแบบลุงเต้ย


วันก่อนพ่อเจอลุงเต้ย ลุงเต้ยถามถึงเรา ถามว่าตกลง ลูกมึงกะลูกไอ้เจตน์เป็นแฟนกันป่ะวะ (ฮา)


การจัดการวัด ไม่น่ายากเกินไป หาพระต่างชาติที่เป็นพระปฏิบัติมาอยู่วัดมากๆ สร้างวัดสวยๆด้วยสถาปนิกเก่งๆ (พี่เราเก่ง ทำโรงแรมมาเยอะมากๆ อย่าให้เอ่ยชื่อโรงแรมเลยเดี๋ยว กรี๊ดกันไปหมดซะก่อน) สร้างหลักสูตรปฏิบัติธรรมที่สัมฤทธิ์ผลจริง ของแบบนี้ฟังดูง่ายเนอะ ความศรัทธาน่าเลื่อมใส สร้างได้ไหม

ถ้าวันใดวันหนึ่งมีเงินมหาศาลพอก็ปรึกษาพระต้อมละกัน พระต้อมคงไม่สึก


ความจริงเราปฏิเสธหัวใจตนเองไม่ได้หรอกว่า อยากมีท่านเป็นเพื่อนฉันฆราวาสทั่วไปมากเพียงไหน

ที่ธรรมอาภาพอใช้โทรศัพท์ได้ เคยถามกุ้งว่า ทำไมญาติกุ้งรวยกัน เขาสร้างวัดสร้างพระกันไหม

กุ้งบอกไม่รู้


แต่เราเชื่อว่า ความต้องการทำนุบำรุงศาสนา ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในหัวใจของคนทุกคนอยู่แล้ว แต่จะสนับสนุนมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่บุญทำกรรมแต่งกัน และยิ่งทำมากก็ได้มาก ไม่งั้นไอ้ตุ้ยมันจะหล่อขนาดนี้ได้ไง(ฮา)


แต่ปู่กุ้งอาจบอกว่า การทำนุบำรุงสถาบันทางการเมืองก็เป็นหน้าที่พลเมืองเช่นกัน


ตีสองครึ่งแล้ว นอนอีกรอบดีกว่า ช่วงนี้ร่างกายอ่อนแอด้วยวันนี้ไม่สบายหายใจไม่ออกและเสลดเยอะเสียด้วย กินแอ๊คติเฝ่ดแล้วนอนไปตอน๑ทุ่ม (กลับบ้านมาไม่ถึงสามนาทีหลับเลย) ตื่นมาเกือบเที่ยงคืน กินอีกเม็ดแล้วนอนต่อตื่นมาแต่เช้าดีกว่า อยากทำงาน(จริงหรือ) อยากได้เงินเยอะๆจัง เก็บเงินสร้างพระดีกั่ว


วันนี้เข็ดเลยไปวัดเล็งเนยยี่๒คนเยอะมากๆ เกือบเป็นลม เลยหนีเขาออกมาก่อน คนเยอะยังกับวันพาน้องทรายไปไหว้พระที่ อะซาคุสะ ไอ้ตุ้ยบอกว่า คนเยอะกว่ากำแพงเมืองจีนอีก แม่มันรู้ทันก็เลยชิ่งก่อน เกิดมาอยู่ไทยมา๒๙ปีก็ไม่เคยเจอที่ไหนที่มีความหนาแน่นประชากรมากขนาดนี้ เหม็นควันรถ ธูปก็ตลบอบอวลไปหมด คนก็มาก หน้าตาเป็นคนจีนกันหมด


เคยไปวัดเล็งเนยยี่แถวๆเยาวราชหนนึง โบว์พาไปก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นหนแรก ไปไหว้เอาฤกษ์เอาชัย


อ้อ ลืมเลย วันนี้เจอเนื้อคู่ด้วย(ฮา) ตื่นเต้นมากๆ พวกครอบครัวไอ้ตุ้ยเชียร์กันขำๆใหญ่ แต่เราเอาจริงนะเนี่ย เอิ๊กๆ


อายุแก่กว่าเรา๗ปี แต่หน้าตาอ่อนกว่าตัวจริง๑๐ปีได้ ผลของโยคะแน่ๆ ทำธุรกิจแบบที่เราชอบด้วย เมื่อปลายปีที่แล้วก็คุยกันใหญ่กับพ่อว่าทำกันดีไหม ระบบแบบเซ๊เว่นน่ะล่ะ ระบบเงินงอกเอง อธิบายยากนะ เปิด๐ขายและซ่อมโตโยต้า เราก็ถือว่า ระบบเงินงอกแบบ๗ แต่ของแบบนี้มันไม่ได้ลงทุนกันหมื่นสองหมื่นต้องคิดให้ถ้วนจริงๆ เงินเย็นๆเหลือๆก็ไม่มีซะด้วยซิ


ดวงบอกว่า ปลายเดือนนี้จะเจอคนที่ใช้ชีวิตแบบอุดมคติ ไม่น่าเชื่อเลยว่า เจอจริงๆ ตกใจเลย วิถีชีวิตเขา เราเดาว่าเป็นแบบที่เราชอบเลย ไอ้ตุ้ยแม่งแซวเสียงดังว่า อะไร นี่มึงขอเบอร์เจ้กูในวัดเนี่ยนะ เราโคตรอายเลย ห่ากูจะคุยงาน(จริงๆโว้ย) ไม่ขอเบอร์ไว้ชาติหน้าคงได้เจอกันหรอกนะ เจอกันที่วัดนี่หาตัวยากกว่าเจอกันตามgroove อีกนะเว้ย


ปล.วันนี้กินเต่าเต้ยด้วย(ปลาจะละเม็ดน้ำลึก)ตัวตั้งเกือบสองพันแน่ะ ถ้าพ่อครัวเก่งกว่านี้คงอร่อยกว่านี้ ป๊าตุ้ยเลี้ยงเก้าคนตั้งห้าพันกว่าบาท กินกันสนานเลย อิ่มจังตังค์อยู่ครบ อิอิ ไอ้ตุ้ยบอกพ่อกูหัวแตกเลย เอิ๊กๆ

Sunday, January 25, 2009

ปลายทางที่น่าสะเทือนใจ

0 comments
ปลายทางที่น่าสะเทือนใจ

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๒:๒๕:๐๗ น.

เมื่อวันศุกร์นั่งกินน้ำอยู่กับเพื่อนริมสนามบาส ก็เม้ากันไปเรื่อยเปื่อย มีรถบีเอ็มเปิดประทุนสีแดงสวยผ่านไป ถามเพื่อนว่า ใครขับรถคันนี้กันวะ คนแบบไหนกันนี่ เพื่อนก็เม้ากันไป เราก็ฟังๆไป พอรถวนกลับมา เรามองหน้าคนขับ ชื่อ และ หน้าก็คุ้นมากตะโกนชื่อออกมาดัง ว่าไม่แปลกใจ ที่แม่งขายยา


ก็มันไม่เรียนหนังสือ

ก็มันเป็นหัวโจกมาแต่เด็ก แต่พอตอนนี้ก็อายุ๒๘ ก็มีรถหล่อๆหลายคัน มีมอไซคันละล้านอีก๒คัน ก็แม่งขายยา


ตอนเด็กๆบ้านมีโต๊ะปิงปอง เพื่อนแถวๆบ้านมาตีกันบ่อย ไอ้เพื่อนสองตัวนี้ก็มาเล่นบ่อย ปัจจุบันตัวนึงประสาทเสียติดยาแก้ไองอมแงมไปแล้ว(ตามข่าวที่ทราบมา) ส่วนอีกตัวร่ำรวยเลิกยาทัน ผันตนเองไปเป็นคนส่งร่ำรวยกันไป


ฟังดูแย่เนอะ เรื่องนี้สะเทือนใจมากๆในรอบวันที่ไม่พบเพื่อนสองคนนี้มาเกิน๑๐ปี แล้วได้ข่าวไปแบบนี้


เพื่อนขายยาฟังดูต้องเป็นคนเลวแน่ๆ ฟังดูต้องเป็นพวกเด็กสลัมแน่ๆ แต่แปลกมะ ถ้าจะบอกว่า เพื่อนเรียนโรงเรียนอันดับต้นๆของประเทศ และมีพ่อเป็นทหารใหญ่ เรื่องแบบนี้มันก็ลงเอยแบบนี้ล่ะ ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ สะเทือนใจมากๆ แต่จะคิดไรมากล่ะ นักร้องสาวสวยเรียนโรงเรียนคุณหนู ยังต้องคดีค้ายาเสพติดได้เลย จะเอาอะไรกับคนธรรมดาที่มีเพื่อนเยอะแบบเราก็ต้องรู้จักคนหลากหลาย


คุยกันว่าปลายทางชีวิตจะเป็นอย่างไรกันนะพวกคนค้ายา ลำบากเนอะ

........................................................

จบเรื่องสะเทือนใจ มากๆแล้ว

แต่ยังอยากเม้าต่อ

อันนี้ไม่สะเทือนใจเลย เพราะเป็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตามปกติของวัย

...................................................


เมื่อคืนไปนอนบ้านเพื่อนสนิทเพราะดึกแล้วเหนื่อยกลับบ้านยากไปหน่อย แต่พอดีมันบ่นๆเรื่องเลิกกะแฟนด้วย เราเองก็ไม่รู้บอกไงดี ก็อยู่นั่งดื่มนิดๆหน่อยๆ เป็นเพื่อนมันแล้วก็นอนคุยกันต่อ ภาวนาให้เลิกกันปลอมๆน่ะล่ะ ก็คนมันก็รักกันดีออก เพื่อนคนนี้ก็สนิททีเดียว และมันก็เป็นคนดีทีเดียว แฟนมันก็ดีทีเดียวล่ะ แต่ไงดีล่ะ ผู้หญิงอายุขนาดนี้ก็อยากแต่งงานแล้ว

เพื่อนดี เป็นแม่ศรีเรือนด้วย ทำงานก็เก่ง ตอนไปหัวหินกันคราวล่าสุด เรากินกันสนุกมากๆ แฟนเพื่อนคนนี้ทำกับข้าวรสมือดีเชียว คนทำอาหารเก่งมักเป็นคนเข้าใจคน

(ฟังดูไม่เกี่ยวข้องหรอก แต่เชื่อผมไปเลย ผมขี้เกียจอธิบาย)

ปกติแก๊งเราจะชอบไปเสาะหาของอร่อยๆกินกัน (ก็อ้วนกันหมด) แต่คราวนั้นทำกินกัน มันดี

เราก็ตัดสินคนง่ายๆแค่นี้ล่ะ เขาทำกับข้าวได้ ก็เข้าใจคนง่าย

หญิงไทยยุคนี้สวยๆและทำกับข้าวเก่งๆหายาก(มาก) หาได้ก็จับไว้เลย ฮ่าๆๆ

ไอ้ภัคทำกับข้าวใช้ได้ เวลาไอ้นนท์กะไอ้โฮ้พถามว่า ทำไมประทับใจอะไรน้องเขา ก็ไม่เคยตอบไปนะว่า คือ กูกะภัคทำกับข้าวกันเก่ง ฮ่าๆๆ ฟังดูตลกมะ จำได้ว่าเคยทำด้วยกัน มันเตี้ยสูงไม่พ้นกะทะเลย ตอนหลังนี่ภัคก็เล่าให้ฟังว่าไปเรียนทำอาหารญี่ปุ่นด้วย เออ ก็ดีนะ ใฝ่รู้ดี เราเองซิย่ำอยู่กับที่ไม่ไปเรียนอาหารแปลกๆบ้างเลยนานแล้ว

เออ ตอนไปหัวหินคราวนั้นไอ้โฮ้พได้กินฝีมือแฟนเพื่อนเราเนอะ เราว่าเขาก็เก่งนะ รสมือดี

โคตรจะมันเลย ดึกๆเมาๆเดินลงมากินกุ้งเผากัน กินตอนเมานี่แม่งอร่อยเหลือเกิน

......................

ตื่นมาไปจตุจักร เพราะนนท์บอก ไงไงก็มาละกัน ไปถึง เอ้า คนมาช่วยเพียบ (แล้วกูจะมาทำไมเนี่ย) พรุ่งนี้ก็ไม่ไปแน่นอน นนก็เป็นนนน่ะละ จะไปเอาอะไรกะมัน อย่าไปคาดหวังคำตอบอะไร เราคงบอกเงื่อนไขไม่ชัดว่าถ้าคนไม่พอจะช่วย ถ้าคนพอไม่ไป(พูดไปสามหนมันก็ไม่ได้ยินหรอก) แต่มันก็คงรู้จักเราดีพอที่จะบอกว่า ถ้าผมบอกพี่ว่าคนพอพี่ก็ไม่มาหาดิ (ก็มันเป็นน้องอะ มันต้องเคยชินกับการได้รับตลอดเวลา ของแบบนี้ก็ต้องทำใจ)


เคยนั่งรอมันสองชั่วโมง บอกว่าถ้ามาช้าจะกลับ มันก็เลยให้เรารอเพราะรู้ว่าถ้ามันบอกว่าจะมาช้าสองชั่วโมงรับรองเรากลับแน่ๆ เราก็เลยรอมันสองชั่วโมงในวันที่รู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต แย่ขนาดที่ว่า เอ๋ย ฟังเสียงเราแย่มากๆ เลยพุ่งตัวไม่ดูคอนเสิรต์ กรุ๊ฟไรเด้อร์สที่พาราก้อนมาเลยทันที

(ตอนนั้นรู้ข่าวที่แย่ที่สุดในชีวิตมาได้สองวัน และข่าวนี้ล่ะ ทำให้เรากลับมาอยู่เมืองไทยถาวร)

แต่วันนั้นได้เห็นเด็กผู้หญิงอีกคนนึงแล้งน้ำใจขนาดจะจดจำไปทั้งชีวิต

....................

กลับมาที่วันนี้ เหนื่อยมากๆ นั่งรถเมล์กลับมาจากจตุจักร รถติดมากๆ

พวกแก๊งชวนจับหมู เราขี้เกียจไป ก็เลยบอกว่าไม่ไป แต่เหตุผลจริงๆคือ รถเมล์ไปยาก แท๊กซี่ก็แพง

แล้วเพื่อนที่เจอตัวยาก ก็โทรมาบอกว่าจะไปไหม เราก็อยากเจอเพื่อน จับหมูอะ เบื่อชิบหาย ถ้าให้ไปจับหมูกูไม่ไปแน่ๆ ถ้าให้ไปเจอเพื่อนอะเราไป แต่เอ๋ยกะโชติทำอย่างอื่นนอกจากจับหมูไม่เป็น


เราก็เลยต้องนั่งรถเมล์ย้อนกลับมา เพื่อนเจ้ากรรมดันทะเลาะกะแฟน ไม่ต้องถามถึงความเซ็งของเรานะ ว่า นั่งรถเมล์ย้อนมาครึ่งชั่วโมง นั่งรอมันอีกครึ่งชั่วโมง ทั้งๆที่อีก๑๐นาทีจะนั่งรถเมล์ถึงหน้าปากซอยเป็นไง มันก็โผล่มาขอโทษขอโพย เออ กูเหนื่อย ไม่ใช่กูไม่เจอมึงมานานแล้วกูไม่ออกมานะเนี่ย ถ้ากูขับรถเองให้กูยูเทิร์นไปมาคงไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอก


ไอ้การเอาแฟนมาอยู่บ้านนี่แย่นะ รำคาญกันตายห่าไปข้างนึง กูอยู่เมืองนอกมานานกูยังไม่ชอบเอาแฟนมาอยู่บ้านกูเล้ย ไปมาหาสู่ บ้านใกล้ๆกันน่ะดี แต่อยู่กันเลยคงไม่ดี

รักก็ส่วนรัก แต่ให้เจอกันตลอดเวลาคงไม่ดี คนแต่งงานกันเขาถึงมีลูกกันไง ไม่งั้นเบื่อกันตายไปข้างนึงก่อน

ฟังเพื่อนปรับทุกข์อยู่นาน อืมเห็นอกเห็นใจกัน ใจเย็นๆน่าเพื่อน

ช่วง๒เดือนที่ผ่านมา มีคนมาปรับทุกข์แบบจริงจังหลายคนนะ เรื่องรักๆใคร่ๆ แบบที่นั่งฟังเป็นชั่วโมงๆ

แล้วเดี๋ยวคนพวกนี้ก็จะหายไปเอง เวลามีสุขก็จากเราไป นี่เป็นปกติ เวลาทุกข์ก็จะมาบ่นๆๆๆกับเรา

โธ่ อนิจจา น่าเห็นใจ เห็นใจตนเองนะ ไม่ได้เห็นใจคนอื่น

แฟนก็ไม่มี ยังต้องมาฟังคนบ่นเรื่องความรักกันน่าดู

แต่คิดว่าอีกไม่นานก็จะมี

วางแผนไว้เลยว่า พฤษภานี้มีคนนึง พฤษภาหน้าเปลี่ยนอีกคนนึงแน่ๆ (โม้ชิบหาย)

.
..........................

พอรอบดึก นั่งร้านลาบกะพวกสนามบาส ก็คุยกันขำๆ


มีคนนึงบอกว่าไอ้ทศมันชอบหน้าไทยๆสะเป๊กมันอะ ต้องแบบนางสาวไทยนู้นนน เราแม่งขำกร๊าก เฮ้ย สะเป๊กกูไม่ได้อยู่ที่หน้า อยู่ที่พูดจาตะหาก นางสาวไทยคนปัจจุบันก็ไม่ได้หน้าสวยมากนี่ แต่เสียงหวานๆนี่น่าหลงใหลกว่าเยอะ


เรื่องแต่งงานนี่ก็แปลกนะ สงสารผู้ชาย ผู้ชายวัย๒๘ ๒๙ จะให้แต่งงานได้ไง(วะ) แต่ผู้หญิงอายุ๒๗ ๒๘ ๒๙ ไม่แต่งงานนี่อายเพื่อนอายญาติกันนักใช่ไหม


เพื่อนๆเราแต่ละตัวก็หล่อกันปานนั้น เออ แต่ไอ้การหล่อๆก็ดีนะ ทำให้ได้เลือกผู้หญิงที่เข้ากับเราได้ ไม่ต้องคว้าพวกขอนไม้ลอยมา พวกคว้าขอนไม้ลอยมาพอมีขอนอื่นที่หนาแน่นกว่ามั่นคงกว่า ก็มักลอยข้ามไปเกาะอันอื่นอีก ของแบบนี้ก็น่าเห็นใจ


แต่ผู้ชายหล่อนี่เราหมายถึงหล่อที่ตัวตนนะ ไม่ได้หมายถึงรูปร่างหน้าตา


คำเดิมๆ พ่อพูดแต่เด็ก นารีมีรูปเป็นทรัพย์ บุรุษมีทรัพย์เป็นรูป


แต่เพื่อนกูหล่อ และตัวตนสวยงาม ก็หล่อไปใหญ่ คนพวกนี้ก็มีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองเสมอ ของแบบนี้ก็ดีนะ ลงตัวดี เราเองก็คิดว่า เราเองโชคดีมากๆที่มีโอกาสได้รู้จักคนเยอะมากๆ และก็เป็นคนช่างเลือกด้วย และก็คิดว่าผลและกรรมดีทั้งหลายที่ทำมาในชาตินี้และอดีตชาติ และเป็นคนดี ก็ต้องส่งผลให้ได้คนดีแน่ๆ เพียงแต่รออยู่ว่า จะได้พบกันเมื่อไหร่ หรือ ได้รักกันเมื่อไหร่

ชีวิตเราต้องเป็นปลายทางที่งดงามแน่ๆ

ประพฤติตัวดีมาขนาดนี้แล้ว เชื่อในเรื่องทำกรรมดีแล้วต้องได้รับกรรมดีตอบแทนนะ ทำชั่วมันง่ายนะ หักห้ามใจกันหน่อยพี่น้อง


...........

Thursday, January 22, 2009

Australia

0 comments
Australia

Thursday, January 22, 2009

3:13 AM

นอนไม่หลับทั้งๆที่ง่วงและเหนื่อยทีเดียววันนี้ไปออกกำลังกายมา ตอนตี๒ก็เลยมาเช็คอีเมล

แล้วก็

โทรไปเมกาหาภัค

ก็เลยยิ่งนอนไม่หลับ ฮ่าๆๆ

............................

วันนี้ชวนแม่ไปดูหนังเรื่อง Australia มา รอบดึก โรงSFแถวๆบ้าน ยุงเยอะชิบหาย พอออกมาแล้วก็บอกเจ้าหน้าที่เขาบอกว่า พอดีปิดแอร์ค่ะ ถ้าเปิดแอร์คนก็จาบ่นหนาวแต่ก็จะไม่มียุง เราก็งงๆ ครับๆ ไม่ได้ว่าอะไร บอกเจ๋ยๆ พวกสาวSFแต่งตัวสวยเนอะ


หนังก็งั้นๆล่ะ ตะกี๊โทรหาไอ้นนท์ มันถามว่าหนังดีไหม เพราะวันก่อนมันก็ชวนเราดูที่สยามแต่เราขี้เกียจดู เอ๋ยก็เคยชวนดูเรื่องนี้เพราะตอนเราเรียนหนังสือที่ออสเตรเลีย มันเคยไปหาก็เที่ยวกันเพลินๆดี สมัยเรียนแม่ก็ไปหา๑หน ก็มีความสุขกันดี


เราบอกไปว่าหนังสนุกอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่หนังดียังไงก็ต้องสนุก สนุกในความหมายของเราไม่ได้แปลว่านั่งหัวเราะตบเข่าฉาด ฉาด ฉาด ถาด ถาด ถาด แต่หมายถึง เรื่องดำเนินไปอย่างน่าสนใจ แต่เราไปดูเพราะเห็นว่านานๆทีจะมีหนังออกมาจากออสเตรเลียนี่ล่ะ โลโก้ยังเป็น ดาร์สิ่งเฮิรทซ์เลย แหม


แต่หนังมันเป็นเรื่องที่ต้องได้รางวัลเพราะมันเป็นการตะโกนในหมู่คนผิวขาวว่า พวกเรานั้นเหี้ย หนังไหนทำแบบนี้ก็ได้รางวัลทั้งนั้นไม่แปลกอะไร The constant gardenerก็ใช่ crashก็ใช่ ทุกๆปีช่วงใกล้ออสก้าร์แบบนี้เราจะดูหนังโรงเยอะเป็นปกติ หนังมักจะดี


แต่เราบอกนนท์ว่าเราเฉยๆก็ไงดีล่ะ ไอ้เรื่องแบบStolen generation คำนี้รู้จักมาแต่เด็กแล้ว ตอนไปเรียนภาษาตอนปิดเทอมตอนเด็กๆ คนผิวขาวมันก็เหี้ยแบบนี้ล่ะ ภาระของคนผิวขาว มันทำร้ายโลกไปมากมายมหาศาล


ตอนนี้มีเรื่องชาวเล โรฮิงย่า ลอยคอมาเกาะไทย นายกไทยสัญชาตอังกฤษก็บ้าจี้ตามก้นสื่อฝรั่ง กิจการภายในปล่อยเขามายุ่งอะไรกับเรา ชาวโรฮิงยาเป็นพวกบังกลาเทศที่ถูกต้อนมาเป็นเชลยทำงานในพม่าสมัยสงครามโลก แล้วก็ถูกทิ้งไว้ในพม่า ก็เลยเป็นปัญหาเรื้อรัง ฝรั่งล่าอาณานิคมเขาทำแบบนี้ไว้เยอะ เต็มโลกเลย ไม่แปลกกระไร


นึกไปถึงตอนตุลาคมปี๒๐๐๒ ไปเที่ยวสุโขทัยกันสองครอบครัวกับเพื่อนพ่อ ตอนนั้นเพื่อนพ่อคนนั้นเขาทำงานมหาดไทยเป็น ผอ ๐ลี้ภัยที่อยู่ชายแดนพม่า ก็ได้คุยกันมากเรื่องปัญหาชนกลุ่มน้อยชาวพม่า พวกฝรั่งก็บ้าสิทธิมนุษยชน แหม แหม แหม ไอ้คุณทศก็ไปเป็นแรงงานต่างด้าวมาบ้าง ไม่เห็นจะมีเจ้าของประเทศไหนมันดีกะกูนักเลย พอประเทศอื่นละชอบเสือกกันนักเชียว


การนำเข้าแรงงานและคนเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อทดแทนการเกิดที่น้อยลงอยู่แล้ว ออสเตรเลียก็ทำ ปัจจุบันมีเอเชี่ยนจะครึ่งประเทศได้แล้วล่ะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ได้แค่เป็นPR เปอร์มาเน้น เรสสิเด๊นท ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง นั่นคือวิธีดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ผิวขาว และก็ได้ค่าเทอมมหาศาลจากการขายความรู้เป็นภาษาอังกฤษ แต่ประเทศเขาก็ไม่ได้เจริญอะไร เราว่า กรุงเทพเจริญกว่าซิดนี่ย์เยอะเลย


แต่ฝรั่งก็คือฝรั่ง พูดอังกฤษได้ก็นับว่ามีการศึกษาแล้ว เหอะๆ


ดูไปเรื่อยๆ พยามนึกถึงว่า เรารู้ว่า ญี่ปุ่นบุกออสเตรเลียเมื่อไหร่ ใช้เวลานานมากๆกว่าจะนึกออกว่า รู้จากหนังสือเล่มนึงของคุณวินทร์ ในตอนที่กล่าวถึงนั้นพูดถึงว่าอันที่จริงญี่ปุ่นบุกเมกาเข้าไปไกลกว่าเพลินๆฮาเบ้อร์อีกด้วยซ้ำไป แต่ไม่เป็นข่าวขึ้นมา แต่ตอนอ่านตอนนั้นเรากลับมาจากออสเตรเลียแล้ว หนังก็เป็นหนังน่ะล่ะ ญี่ปุ่นทิ้งระเบิดที่ดาร์วิ่น


แต่จำได้ว่า เคยได้ยินโฮมเสตย์ตอนเด็กๆพูดเรื่องนี้เหมือนกัน มันก็แค่สงครามน่ะล่ะ จะไปผูกใจเจ็บว่าเขาเหี้ยเขาห่ากันก็คงไม่เหมาะ


เราจำชื่อเมืองนี้ได้จากข่าวว่า เมืองนี้จระเข้เยอะ และก็มีชายออสซี่คนหนึ่ง เอากะหรี่ไทยคนหนึ่งไปโยนให้จระเข้กิน ข่าวนี้สะเทือนใจเรามากๆ



เมื่อวันที่๒๗ธันวาคม เดือนที่แล้ว เราไปยืนอยู่ที่เวียงจันทน์หน้าวัดหลวงที่ใหญ่สุดในประเทศลาว ก็ยังนึกถึงเมื่อตอนไปลาวหนแรกธันวาปี๒๐๐๕ เพื่อนที่เราไปพักเป็นคนลาวพาเราไปเที่ยว เราก็ถามนะว่า ทำไมวัดนี้ดูใหม่จัง มันก็ยืนปรึกษากันนานเราได้ยินว่า ปรึกษากันเรื่องไทยเราไปเผาเขาเมื่อไหร่ ฟังแล้วก็รู้สึกไม่ดีกับอะไรที่ไทยเคยทำแบบนี้ แต่ก็เข้าใจได้ว่า มันก็เป็นเรื่องของยุคและสมัยน่ะล่ะ ก็ต้องนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยของพระปิยมหาราชที่รักษาไทยผืนใหญ่ไว้ได้ไม่ตกเป็นอาณานิคมของใคร แต่ก็แปลกนะ ภรรยาไทยกลับมีเยอะเต็มโลกเลย


ในหนังเขาชี้ถึงการเป็นผัวผิวขาวเมียเป็นอะบอริจินอลนั้นลูกออกมาลำบาก แต่คนไทยในยุคปัจจุบันกลับชอบมีสามีฝรั่งกันของแบบนี้ก็แปลกดี แน่ล่ะความรักไม่มีพรมแดน แล้วมีพรมแดงปูทางไหม หรือรักข้ามชาติจะมีขวากหนามสวนกุหลาบขวางทางอยู่


พอดูหนังเรื่องนี้นึกถึงหนังสือ เกิดวังปารุสก์ที่อ่านอยู่เลย (ไม่ได้อ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วแฮะ ไม่จบซะที ) นึกถึงองค์จุลจักรพงษ์ พระองค์หนูท่านคงรู้สึกไม่ดีทั้งชีวิตกับการเป็นลูกครึ่งกระมัง ไม่ว่าจะอยู่ไทยหรืออยู่ยุโหรพก็หน้าตาไม่ใช่คนในท้องถิ่นนั้นๆอยู่ดี เกิดวังปารุสก์นี่ยอดเยี่ยมเลยนะ อยากให้คนไทยทุกๆคนได้อ่าน หนังสือเก่ามากๆ ๕๖ปีแล้ว แต่เขียนตั้งแต่เรื่องเกือบร้อยปีแล้วล่ะ ใหญ่หนามากๆด้วย ถ้าฉบับพิมพ์เก่าๆก็ตกแปดร้อยหน้าได้


ออสเตรเลียเศรษฐกิจดี อสังหาริมทรัพย์ราคาดีมากๆ ดอกเบี้ยเงินฝากก็สูงมากๆ จนตอนนี้ฟองสบู่ก็แตกไม่มากนัก ยังคุ้มค่าแก่การนำเงินไปฝากเล่นๆอยู่ นี่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า บัญชีที่เรายังไม่ได้ปิดนั้นป่านนี้เป็นไงแล้ว มีเงินเท่าไหร่แล้ว บัตรเครดิตก็หมดอายุไปแล้วแฮะ


ประเทศเกษตรกรรมก็ดีแบบนี้ล่ะ วัวแม่งตดทำโลกร้อนชิบหายเลย ฮ่าๆๆๆ


เกร็ดความรู้หรือเรื่องหลอกเด็กไม่รู้ เราเรียกเมกากันว่าเมืองลุงแซม เพราะว่า เนื้อวัวที่ไปพร้อมทหารเมกันทั่วโลกเมื่อสงครามโลกนั้น ไปในยี่ห้อ ลุงแซมนั้นเอง (Uncle Sam) แต่หนังเรื่องนี้ก็พูดถึงเรื่องวัวนี่ล่ะเป็นหลัก เอิ๊กๆ โคขุน โพนยางคำต้นตำรับที่สกลนครก็อร่อยไม่แพ้กันเลยนะเอ้า ก่อนไปเวียงจันทน์ก็ไปกินมา

ขึ้นไปนอนดีกว่า

โทรหาภัคอีกทีก่อนนอนละกัน ไม่เห็นโทรกลับมาซะที ชริชริ เด๋วเค้างอนซะนี่ ไหนว่าจะโทรกลับมา ฮ่าๆๆ บ้าบอน่า


""""""""""""""""""""

Tuesday, January 20, 2009

Fashion คอมเม้นโตะ

0 comments
Fashion คอมเม้นโตะ

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๑:๓๖:๔๕ น.


วันนี้ครบรอบ๑ปีที่กลับไปญี่ปุ่นปีที่แล้ว ก็คิดถึงที่นั่นนะ มากด้วย ตอนเที่ยงๆดูหนังญี่ปุ่นที่เคยดูที่นั่น Star reformersในทีวีช่อง๑๑ คิดถึงมากๆ ตอนกลางคืนอ่านเจอเรื่องเฮียเม้งใน นสพ ผจก แต่เป็นเฮียเม้งเจ้าของโปเซดอน ก็คิดถึงผู้มีพระคุณที่สุดคนนึง ในชีวิตก็คือ พี่เม้ง ที่ชินจูกุ แต่เรื่องพวกนี้เดี๋ยวไว้พรุ่งนี้ตื่นค่อยเขียนถึงดีกว่า วันนี้ง่วงจัง เดี๋ยวก็นอนแล้ว


................................................................



เมื่อซักครู่นี้รายการแฟชั่นโฟกัส พึ่งจบไป เราชอบรายการนี้มากๆ เราว่าเขาคมดี เราแต่งตัวไม่ดีหรอก แต่เราชอบแฟชั่น เป็นเด็กไทยที่เดินอยู่ชิบูย่าทุกวันเป็นปีๆ ดูนู่นกินนี่เรื่อยเปื่อย เห็นคนแต่งตัวมามากมายหลากหลาย เชื่อมะ ถ้าเราจะบอกว่าโจอี้บอยแต่งตัวได้เหมือนเด็กชิบูย่าที่สุดแล้ว หน้าก็เหมือน


ชอบดูของสวยๆงามๆมานาน กระเป๋าแพงๆก็ชอบเดินไปดู เป็นโรคแปลกเรื่องนึงคือ ไม่กลัวที่จะเดินเข้าร้านแพงๆ มีวันนึงรอรุ่นน้องนานก็เดินเข้าไปดูเพชรในสยามพาราก้อนฆ่าเวลาได้ ทั้งๆที่ไม่มีเงินด้วยซ้ำ


เมื่อวานไปร้านเสื้อรุ่นน้องที่จตุจักร ก่อนไปงานแต่งงานที่ไฮแอ่ท รุ่นน้องขายเสื้อผ้าแฟชั่นบอกว่า อยากเห็นจริงๆว่า พี่แต่งตัวไปงานแต่งงานยังไง เราตะโกนตอบไปก่อนหันหลังรีบจากไปว่า กูแต่งตัวถูกกาลเทศะนะ มันเถียงว่าไม่ เพราะมักเห็นเราสภาพโทรมๆ เรารีบๆเลยขี้เกียจพูดไรมาก แต่งตัวถูกกาลเทศะไม่ได้แปลว่า แต่งตัวหล่อหรือไม่หล่อ แต่หมายถึงถูกต้องตามเวลาและสถานที่หรือไม่ เช่น คนไทยมักไม่ใส่สูทในแบบเป็นทางการทั้งๆที่เจ้าภาพบอกมาในบัตรเชิญว่าแต่งเป็นทางการ มักคิดว่าสวมเสื้อนอกและกางเกงจีนส์ได้ เป็นต้น


เป็นตัวของตัวเองได้แต่ไม่ใช่ว่าทุกสถานที่ใส่ได้เหมือนกัน

(จำภาพจำลองสวมชุดหม้อห้อมม่อฮ่อมหมอบกราบเข้าเฝ้าในหลวงตอนพฤษภาทมิฬปี๓๕ได้ไหม สมควรไหม)



รุ่นน้องคนนี้บางทีก็ถามว่าทำไมบางวันเราแต่งตัวบูติค บางทีก็บอกไปว่า ก็กูไปเดท แต่นานๆทีจะแต่งก็แค่นั้นเอง จริงๆจะให้เราแต่งตัวหล่อทุกวันก็ได้ แต่จะแต่งไปทำไม ชื่นชมอยู่หน้ากระจกหรือไง ถ้าเรามีปมแบบนั้นคงเป็นอีกแบบนึงไปแล้ว ทุกวันนี้อยู่บ้านนั่งคิดงาน ใส่กางเกงแพรง่ายๆด้วยซ้ำ (ดัดจริตฟังเพลงแจ๊ซช่อง R 5 ในยูบีซีตลอด) ช่างไม่เข้ากันเลย


แต่ให้มันถูกกาลเทศะนี่มันพูดยาก นอกเหนือจากนั้นด้วย ต้องเรียกว่า ไม่ Overdress เกินไปด้วย ไปเดินสยามไม่ต้องใส่สูท หล่อด้วยวิธีอื่นได้ พวกผ้าพันคอ หมวก (บีนนี่) เหล่านี้เขาใส่เวลาหนาว เป็นต้น ใช้เป็นแฟชั่นแต่มันใช้งานไม่ได้จริงแถมยังร้อนทรมานอีกก็เรียกว่าไม่serve purposeเอาซะเลย เห็นคนไทยมีผ้าพันคอห่ม แต่ใส่เสื้อแขนกุดสายเดี่ยวแล้ว เราว่ามันช่างไม่ได้เข้ากันเลย

หากจะแผลงฤทธิ์แสดงความเป็นตัวของตัวเองแล้ว ต้องแน่ใจนะว่าตนเองน่ะ มีสไตล์ที่แน่ชัดพอ

สถานที่ราชการควรแต่งตัวสุภาพ (คนรุ่นใหม่คงถามว่า เสื้อยืด เกงยีนส์ไม่สุภาพตรงไหน)

อยู่ในร่มต้องถอดหมวก และแว่นกันแดด


สีก็เช่นกัน เมื่อวานเพื่อนใส่เชิ้ตตัวในสีดำ และไม่ผูกไท้ ในงานแต่งงาน ตอนดึกคุยกันเราก็บอกว่าทำไม่ถูก งานมงคลห้ามใส่สีดำ ผูกไท้มีลวดลายสีดำยังไม่เหมาะสมด้วยซ้ำ เวลาเห็นผู้หญิงใส่ชุดม่วงมางานแต่งงานก็ว่าแปลกดี ใช่...สีม่วงสวย แต่ไม่ควรใส่มางานแต่งงาน แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีงานไหนที่ไม่เคยไม่เห็นคนใส่ชุดราตรีม่วง


เรื่องพวกนี้ก็ไม่รู้บอกไงดี แต่เห็นคนไทยแต่งตัวแปลกๆขึ้นทุกวันๆ ทั้งๆที่เราอยู่ญี่ปุ่นมา


ไปในที่ต้องใส่เสื้อเชิ้ตก็ใส่ซะ ใส่เสื้อแขนสั้นได้ก็ใส่ซะ แต่ผู้ชายก็น้อย แต่งได้แค่นิดๆหน่อยๆ มันผิดได้ไม่มากหรอก แต่ผู้หญิงซิบางคนแต่งตัวเหมือนชุดนอนออกมาเดินถนน โป๊ยั่วยุทางเพศมากไปไหม


กางเกงก็ง่าย จีนส์ไม่ได้ควรใส่ไปในทุกๆที่ ถ้าจะแต่งตัวพบผู้ใหญ่กางเกงขาเดฟก็ไม่ใช่คำตอบแน่ๆ สูทคลาสสิคยุคไหนๆก็ต้องเกงทรงลุง อะไรแบบนี้เป็นต้น บ่นไปก็เท่านั้น อะไรขัดหูขัดตาคนหัวโบราณแบบเราอย่าไปมองซะ แต่ไม่ใช่เรื่องโบราณซะทีเดียวหรอก เพราะไปเปิดหนังสือมารยาทการแต่งตัวใส่สูทดูก็ได้

.....................

เข้าเรื่องที่อยากเขียนดีกว่า

....................

แขกรับเชิญในรายการแฟชั่นโฟกัส คนนี้เขาสวยอายุพอๆกันกับคนรุ่นๆเรา

ไม่เคยทราบหรอกว่า เขามีความสามารถในการออกแบบกระเป๋า แต่หลายปีก่อนเห็นตามหน้าสังคมทุกวัน

คุณ ตุ๊ย ยี่ห้อกระเป๋าเขาบอกว่า ชื่อ ทูอี้ เราก็เขียนไม่ถูกนะ ก็คงเหมือน Tui๗ ชื่อเขาน่ะ

กระเป๋าสวยมากกกก ขนาดไม่น่าเชื่อว่า เขามีความสามารถขนาดนั้น เก่งด้านการผสมผสานและจับคู่ (mix n’ match) เลือกลายหนังสวย และวัสดุโครงได้ดี แกใช้คำว่า Exotic skinที่มีลวดลายงามภายในหนังนั้นๆเอง คิดว่าวันไหนจะไปดูที่ห้างเลยล่ะ นานๆทีจะได้เห็นนักออกแบบชาวไทยทำกระเป๋าสวยๆ แต่ก็ออกแนวพวกกระเป๋ากลางคืน กระเป๋าหนังงูที่เปิดเป็นหัวม้าเงี้ยะ โห ทำได้ไง ส่วนผสมลงตัวสวยมากๆเลย

อยากทราบเหมือนกันว่าใบละเท่าไหร่


วันไหนชวยเหี้ยนินไปดูร้านกระเป๋าคุณตุ๊ยน่าจะดี คิดถึงมันเหมือนกัน


บรรยายไม่ถูกว่ากระเป๋าสวยยังไง คงต้องไปดูกันเอง


กระเป๋าก็เช่นกัน รูปร่างบุคลิกคนสูงเตี้ยอ้วนดำ ก็ใช้กระเป๋าได้คนละทรง คนไทยชอบเดินทางโหล เดินแล้วรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยมั่นคงกระมัง แต่เราก็เห็นน้องสาวเราก็เป็นแบบนั้น ได้แต่ส่ายหน้า

ทำไมต้องแต่งตัวเหมือนกัน ทั้งๆที่แฟชั่นมีลูกเล่นมากมาย

แล้วทำไมต้องอยากเป็นจุดเด่นขนาดแต่งตัวกันโป๊ขนาดนั้น

นอนดีกั่ว ง่วง

ปล. ผู้หญิงใส่ชุดชั้นในสวยๆเฉพาะครั้งแรกเท่านั้นล่ะ ตูล่ะเซ็ง (บริจิท โจนส์ ใส่เกงในห่อตูดป้า)

Sunday, January 18, 2009

อยากเรียนทำอาหาร

1 comments
อยากเรียนทำอาหาร


ฟังดูทอแล เนอะ

หมายถึงตอแล้ตอแหลอะ

เราทำเป็นอยู่แล้วล่ะ แต่อยากพูดแบบทำไม่เป็นมากกว่า มื้อนึงไม่ยั่นด้วย กี่ร้อยคนมาเลย ขอเวลาหน่อย

.................

ตะกี๊นั่งดูคุณกิ่งคุณแก้วในช่อง๘ รายการมายซีน อีกเช่นเคย ชอบรายการนี้นะ ดิบๆดี เราก็คล้ายๆแบบน้องเขาน่ะล่ะ นึกไรได้ก็หาสูตรมาแล้วก็ทำซะ แต่นานๆจะทำที

ดูเพลินๆ พ่อเดินมาคุยด้วย เราก็บอกไปว่าเกี๊ยวอิตาเลี่ยนนี่แม่งโคตรอร่อยอะพ่อ ง่ายด้วย เขาทำราวีโอลี่กัน


.................


วันนี้พ่ออารมณ์ดีมากๆ พี่ชายญาติเราให้ลำโพงพ่อมาคู่นึง โบ๊ซซะด้วย เลยอารมณ์ดีน่าดู หมั่นไซ้ หมั่นไส้ บ้านนี้อยู่กันห้าคน มีลำโพงเกินสิบคู่แน่ๆ เอามาทำไรวะ นี่เราแบกโฮมเทียเต้อ ยามาฮ่า มาจากญี่ปุ่น เรายังไม่ได้ใช้เลยซักกะหน ถ้าไม่ติดทำร้ายจิตใจพ่อ กูขายแม่งหมดบ้านเเล้ว เอาเงินมากินเหล้าดีกว่า(ฮา)


นั่งดูเพลินๆ พ่อถามว่าทำไมหน้าตาดูมีความสุขจัง เราก้อบอกว่า เอ้าก็ดูรายการทำอาหารไม่สุขได้ไง น้องสองคนนี้เขาน้องที่แม็คควอร์รี่ แล้วก็คุยกันเรื่องอื่นๆไปต่อๆ แต่ตอนนั่งดู nip and tuck หน้าตาไม่ได้แฮปปี้นะ วันนี้มันส์มากตอน เอเจนซี่ดารา มีฆ่ากันซะด้วย



กลับมาที่เรื่องทำกับข้าว

พ่อบอกว่าพี่มิ้มไปเรียนทำเค้กที่ออสเตรเลียแน่ะ เราก็บอก โอ๊ย ถ้าพ่อรวยทศเรียนไปแล้ว ชอบจะตายห่าเรียนทำอาหาร มีความสุขน่าดู


พ่อก็เลยคุยเรื่องกอดอนเบลอ ถามว่าค่าเรียนเท่าไหร่ คอรส์ละห้าพันได้มะ เราแม่งขำกร๊าก ตอบไปว่า ปีนึงหลายแสนพ่อ พ่อบอกว่าหมายถึง ดุสิต กอดอนเบลอดิ พ่อๆ ทำเลข0หายไปสองตัวมั้งพ่อ


พ่อบอกว่า เออ เดี๋ยวส่งไปๆ เราก็แอบยิ้ม ได้เรียนแน่กู ชีวิตนี้ แต่เมื่อไหร่เท่านั้นเอง เราไม่ค่อยขัดคำสั่งพ่อนะ ไม่ดื้อเลยล่ะ ดูเฮี้ยวๆนะแต่ถ้าแกให้ไปเรียนไรให้ทำไรก็เป็นลูกที่ปฏิบัติตามตลอด แต่ตอนนี้จนอยู่ เดี๋ยวรอแกเสกแบ๊งได้ก่อน(ฝันกันอยู่)(ฮา)


อภิชาตบุตรแบบเราร่วมสุขอย่างเดียวไม่ร่วมทุกข์ด้วย ฮ่าๆๆ เวลาหาเงินไม่ช่วย ช่วยเฉพาะใช้เงิน เอิ๊กๆ


นึกไปถึงหลายปีก่อน เคยถามคุณกุ้งว่า ญาติเขาคนนึงทำอาหารฝรั่งอร่อยมะ เรียนกอดอนเบลอมา แกบอกว่า เขาทำอาหารไทยไม่เป็นเลย เฮ้ย มันขนาดนั้นเลยหรือ เราว่าเราไปกินคอฟฟี่บีนส์ก็อร่อยดีนะ มันต้องผสมๆกันได้น่า


อยากกินฝีมือคนพวกนี้เหมือนกันนะ เอาแบบอยากชิมเป็นการส่วนตัวอะ ไม่อยากไปกินตามร้านอะ


ถ้าเป็นแต่ก่อนกุ้งต้องแหย่เราว่า งั้นพี่ก็ส่งกุ้งไปเรียนนะ แล้วกุ้งทำให้กินทั้งชีวิตเลยเอาไหมล่า กรั่กๆๆๆ ขำอิ๊บอ๋าย

Tuesday, January 13, 2009

อินทรี

0 comments
อินทรี

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๙:๕๒:๐๒ น.

วันนี้ตื่นแต่เช้าเลยเชียว ตื่นมานานแล้วล่ะ นั่งดูทีวีอยู่เห็น วีเจแจน(จี้) เขาพูดออกอากาศอยู่ช่อง ทรู มิวสิค นึกในใจ เออ ๒๙แล้วนะ ยังสวย ดูดีอยู่เลย (เขาเกิดวันเดียวกันเดือนเดียวกันปีเดียวกันกะเรา เมื่อหลายวันก่อน(เรียกกันว่าสหชาติ)) แต่ก็ไม่เคยเจอกันมานานแล้วเจออีกทีก็คงจำกันไม่ค่อยได้ นักร้อง บี ชนิดาอะไรในเอ็มวีนั่น สวยทำนมมาแล้ว(ใช่มะ)สวยเปรี้ยวเชียว เพลงเพราะดีแฮะ ไม่เคยได้ยิน

นึกถึงเพื่อนมัธยมอีกคน แต่อันนี้มอปลายอยู่ห้องเดียวกันเลย นั่งเรียนหลังเรา ดีเจอีกคนคลื่นนี้ ๙๓.๕ ก็ดีเจตุ๊ดตู่ ก็ไม่รู้ยังเป็นดีเจอยู่ไหม คลื่นนี้เขาสลับกันเรื่อย(เขามีชื่อในวงการด้วย)

แต่ถ้ารู้จักกันน่าจะจดจำกันได้มากสุดก็ เจดีทราย อันนี้ก็คงเลิกจัดไปแล้วมั้ง ศุกร์ที่แล้วเดินอยู่บังเอิญเจอก็ทักทายกัน เมื่อวานไปกินมนต์นมก็เห็นรูปเขา

ก็นึกถึงเมื่อซักเดือนตุลามั้ง

ไปกินนมมนต์กัน(นานๆไปทีปีละหนสองหน)มีใครวะจำไม่ได้เยอะเหมือนกัน มีไอ้นนท์ไอ้ยุตม์อันนี้อะชัวร์ แล้วก็คงมี โอ๋ ภัค ไรงี้ด้วยมั้ง แล้วเราก็ชี้ไปที่รูปว่า ดูดิ หน้าเหมือนกูเลย(สรพงษ์ ชาตรี) ไอ้นนท์ก็ขำ เรียกพวกแก๊งสาวมาดู ปรากฏว่า เด็กเสริฟ์ทั้งหลาย เข้ามาชี้ชวนดูด้วย แล้วขำกันใหญ่ กูล่ะเซ็ง เรื่องเฮฮาแซวกันในกลุ่ม กลายเป็นเรื่อง แซวของชาวบ้านด้วย ฮ่าๆๆ จริงๆเราหน้าเหมือนคนเยอะมากๆ คนดังล้วนๆ นิติภูมิ นวรัตน์ เอกชัย ศรีวิชัย พี่แช่ ดนุพล แก้วกาญจน์ สันติ ดวงสว่าง ฯลฯ และอีกมากมาย เราว่าเหมือน กอล์ฟ เบญจพลด้วย แต่ยังไม่มีใครพูดถึง แต่วันก่อนไปเกาะช้างกัน เมาๆไอ้บอลก็บอกว่า หน้าเราเหมือนกัปตัน ภูธเนศ เออ กูควรได้ยินอะไรแบบนี้มานานแล้ว ฮ่าๆๆ เราตอบไปว่า กูว่า กูเหมือน นิติภูมิมากกว่าลูกชายเขาอีกว่ะ แต่สรพงษ์แกมีแต่ลูกสาว เราก็เลยไม่เหมือน



.................



เข้าเรื่องอินทรีดีกว่า เรื่องนี้เราก็เรียกได้ว่าไงดี กรีดหัวใจ ไม่ดิ เป็นความรู้สึกที่ว่า นานๆหนที่จะ รู้สึกแบบนี้ คือ เราคิดว่าเราคิดดีแล้วที่จะไม่แต่งงานกับผู้หญิงต่างชาติแน่ๆ แต่เห็นเวลาใครมีแฟนต่างชาติก็มักรู้สึกตอนนี้อยากมี และคิดถึงใครบางคนมากๆ


พอดีเมื่อวานไปไหว้พระกันกะเพื่อนๆที่นครปฐมซัก20คนได้ ไปโรงหล่อพระพุทธรูปที่จะไปประดิษฐานที่วัดไทยในออสเตรเลีย ก็เจออินทรีกะแฟน แฟนเป็นศิลปินชาวญี่ปุ่น ทำงานร้อยลูกปัด คาดว่ารวยทีเดียวเชียว แสดงงานต่างประเทศตลอด เป็นศิลปินจริงๆน่ะละ ไม่ได้ปลอมๆแบบไทยๆ เอลิ www.errimutama.com ก็สวยแบบญี่ปุ่น เฉยๆที่นั่น แต่เทียบกะคนไทยก็สวยนะ ก็ได้พูดญี่ปุ่นกัน

เราคิดว่า คืนนี้จะโทรไปขออนุญาติอินทรี ขอเรียนสนทนากะเอลิหน่อย เพราะว่า เรารู้สึกว่าภาษาญี่ปุ่นถดถอยทีเดียวล่ะ

(เมื่อสัปดาห์ก่อน ฝันว่า พูดญี่ปุ่นไม่ได้แล้ว ตื่นมาตกใจมากๆ เหมือนเมื่อหลายปีก่อน(๒๐๐๕)จู่ๆวันนึงฝันว่าพูดอังกฤษไม่ได้ ตื่นมาพูดกับแขกที่บ้านไม่หยุดเลย ลูกจ้างตกใจหมด ทำไมวันนี้คุณทศพูดใหญ่ ปกติไม่เห็นพูดอังกฤษเลยทำตัวราวกับไม่เคยไปอยู่เมืองนอกเป็นคนอายฝรั่งอะไรแบบนั้น จริงๆถ้าเราอยากพูดเราก็มีฝรั่งให้คุยได้ด้วยทุกวัน แต่เราไม่ชอบการทำความรู้จักใครทั้งนั้น ที่รู้สึกว่าการพบกันคือจุดเริ่มต้นของการจากกัน)


อยากจัดเวลาเรียนภาษาญี่ปุ่น ซักสัปดาห์ละสองสามหน และอันที่จริง เราว่าเราช่วยเอลิได้ด้วยเรื่องวีซ่า ปัจจุบันเอลิมีวีซ่าแบบที่อยู่ไทยได้ไม่กี่เดือน ก็ต้องไปๆมากัน อินทรีไปบ้าง เขามาบ้าง ง่ายสุดๆจริงๆก็แต่งงานน่ะล่ะ แต่อินทรียังไม่พร้อมกระมัง แต่วีซ่าเราคาดว่าเราช่วยได้ ของแบบนี้ใช้กำลังภายในกันได้ (มั้ง?)


แต่เขาเจอกันสมัยอินทรีทำโทที่เมกาน่ะล่ะ ก็คบกันมาเรื่อยๆ คือ เราน่ะบริสุทธิ์ใจมากๆในการจะคบหากับผู้หญิงญี่ปุ่นซักคนในไทย ไม่ว่าจะสวยแค่ไหนก็ตาม เพราะ อยากได้สนทนาภาษาญี่ปุ่นบ้าง อย่างเมื่อวานเราก็เกรงใจนะ เขาคุยภาษาอังกฤษกัน เราก็คุยญี่ปุ่นกะเขา คือ ไงดี เราอยากให้เขารู้สึกดีกัน แต่ก็ต้องให้เกียรติเพื่อนๆด้วย นี่คือมารยาทโดยทั่วไป


แต่เราอยากเรียนแบบเรียนเลย ไม่ได้อยากสนทนาเฉยๆ เอาแบบเปิดตำรากางกันเลยล่ะ เมื่อวานก็บอกมิ้มว่า ก็เหมือนที่มิ้มไปเรียนภาษาอังกฤษน่ะล่ะ จริงๆไม่ต้องเรียนก็ได้ แต่ก็เรียนกันใช่ไหม ก็เหมือนเลี้ยงทรงผมสวยๆไว้น่ะล่ะ ของแบบนี้จะว่าไม่จำเป็นก็ไม่จำเป็น จะว่าจำเป็นก็จำเป็น


เมื่อวานเมย์ถามว่า แล้วเรียนภาษาฝรั่งเศสเป็นไงบ้าง(เรียนกะแม่) เราก็บอกไปตามตรงเลยว่า หมดใจแล้วว่ะ เลิกเรียนไปเลยดีกว่า คือ แม่เราก็ไม่เคยบังคับไรเลยนะ แต่จู่ๆเราก็นึกอยากเรียนภาษานี้ตอนอายุ๒๘


สาเหตุคือ วันก่อนไปเจอเชฟชาวฝรั่งเศสมา ก็เลยคุยกันยาว ไปดูๆร้านอาหารฝรั่งเศสที่เขากำลังจะเปิดกันกะแฟนเขา (แฟนเขาเป็นเพื่อนเรา) ตอนนี้เปิดแล้วล่ะ จำชื่อร้านไม่ได้แต่จำที่ได้ ฮ่าๆ(เลยไม่รู้จะโฆษณาให้ไงดี) ก็ต้องคุยภาษาอังกฤษกัน พูดฝรั่งเศสแล้วก็คงไม่เข้าใจ เราฟังไม่ออก นึกในใจ โอ้ว เสียดายเวลา เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าอยากพูดได้จริงๆคงต้องไปเรียนไปอยู่ที่นู่นเป็นปีปี ถึงจะสามารถ


ถ้านึกถึงภาษาฝรั่งเศสก็ต้องนึกถึงแพม แพมเก่งมากๆ จำได้ว่า แพมเคยอวดว่า ตอนเข้าเอกฝรั่งเศส แพมได้เอช้วนด้วยน้า เก่งเชียว แต่คงไม่ได้เจอกันแล้ว เมื่อวันพฤหัสที่แล้วพึ่งเดินผ่านบ้านเขาก็นึกถึงนะ ตรงนั้นนานๆทีเราจะผ่านปีละไม่กี่ครั้ง อยากกดออดนะ แต่ก็ไม่รู้จะบอกไงดี ป่านนี้อาจจะแต่งงานย้ายบ้านไปแล้วก็ได้


แต่วันก่อนกินคอฟฟี่บีนส์กันพ่อแม่ลูก ก็บอกแม่นะว่า เฮ้ย เดี๋ยววันไหนว่างๆตรงกันๆอีก จะพาไปกินอาหารฝรั่งเศสอร่อยๆ เชฟชาวฝรั่งเศสเลยล่ะ ของแบบนี้อยู่ไทยหากินในราคาไม่แพงนักไม่ง่ายหรอก ร้านนี้ถือว่ารู้จักกัน ถามพ่อนะว่า พ่อจำหนิงเพื่อนทศได้ไหม พ่อบอกจำไม่ได้ หนิงสวยและหาเงินเก่งทีเดียว เขามีโรงเรียนสอนทำขนม(ฝรั่ง)ด้วยนะ มีชื่อเสียงพอควรแต่เราจำเวบไม่ได้แฮะ หนิงบอกว่าลูกศิษย์สวยๆทั้งนั้นล่ะ ทศจะมาจีบไหมล่ะ ฮ่าๆๆ อยากมาจีบก็มาช่วยๆกันสอนหน่อย ฮ่าๆๆ


เมื่อวานพอได้คุยญี่ปุ่นกะเอลินิดๆหน่อยๆ ตอนเย็นพาเมย์ไปซื้อเสื้อที่สยามร้านไอ้นนท์ เดินๆอยู่เห็นผู้หญิงญี่ปุ่นหลงทางกางแผนที่อยู่ก็ เลยช่วยเขานิดนึง เห็นแล้วก็ขำดี เวลาคุยกะเมมิ้มบางทีต้องบอกเป็นภาษาตัวละคร นึกในใจ พระเอกเก่งเชียว พูดได้หลายภาษาด้วย ฮ่าๆๆ สร้างความประทับใจให้กับคนมาด้วยได้ซินะ แต่นึกในใจ กูพูดง่ายมากๆเลยแค่ถามทางบอกทาง ง่ายจะตายห่า


แต่ที่เราประทับใจสุดก็มีทีนึงเดือนที่แล้ว นั่งเรือคลองแสนแสบมาคนเดียวล่ะ ขึ้นที่สะพานหัวช้างจะเดินมาสยาม ยืนอยู่กราบเรือเตรียมขึ้น เห็นเกาหลีสวยดีสองคนยืนถือหนังสือนำเที่ยวอยู่ ดูทำท่างงๆว่าจะขึ้นเที่ยวขึ้นหรือเที่ยวล่อง พอขึ้นท่ามา ก็ถามไปเลยว่า จะไปไหนหรอ(เป็นภาษาเกาหลี) เขางงๆ เราจึง ถาม ซ้ำ ว่า “แวร์ อายู โกอิ้ง?”(ไม่อิ้นล่ะ) เขาก็งงๆพูดๆมาเป็นภาษาอังกฤษ แล้วถามเรากลับเป็นภาษาเกาหลีว่า พูดเกาหลีได้ด้วยหรอ เราบอกว่า พูดได้แค่ประโยคเดียวนี้ล่ะ ฮ่าๆๆ นึกในใจ ถ้ามึงไม่สวยกูไม่คุยด้วยหรอก ฮ่าๆๆ พูดเป็นที่ไหนเล่า แล้วก็แนะทางไป แล้วก็แยกย้าย นี่ยังนึกหน้าออกอยู่เลย เราก็พูดเกาหลีได้แค่ประโยคง่ายๆน่ะละ ซัก30ประโยคได้มั้ง ตอนอยู่ญี่ปุ่นบ้านสุดท้าย แฟลทเหมทเป็นเกาหลีอะ (แปลกมะ)

................................................

ข่าวล่าสุด

โน๊ตขอเมย์แต่งงานแล้ว แม่โน๊ตพูดกะเมย์เลย ถ้าไม่มีเราคนคู่นี้ก็ไม่ได้คบกันหรอก โน๊ตเป็นพี่นา นาก็พึ่งแต่งงานเมื่อ3เดือนก่อน เราเคยคบกะนามานานทีเดียว ๗ปีได้ คิดถึงนาบ่อยๆ

พวกนี้เขา น หนูกัน น๊อต โน๊ต นา น้อย น้ำ นพ

มีน้องเบียร์คนเดียวที่พยัญชนะอื่น เพราะ ช่วงน้องเบียร์เกิด พ่อโน๊ตทำกลยุทธการขายเหล้าพ่วงเบียร์พลิกตำราการตลาดประเทศไทย (เชื่อดิว่า จะสักกี่ปี Traditional trade ก็อยู่คู่ประเทศไทย)

เมื่อวานตอนอยู่หน้าห้องน้ำที่พระปฐมเจดีย์ เมย์พูดเรื่องโน๊ตเป็นคนดีเสียจนไม่น่าจะเชื่อได้ว่ามีผู้ชายแบบนี้อยู่จริงบนโลก เขาถึงได้ตกลงปลงใจด้วย เราบอกไปแบบตรงๆเลยว่า ทำไมจะมีไม่ได้ล่ะ เราก็เป็นคนดีนะ ทำไมเราจะมีเพื่อนดีขนาดนี้ไม่ได้


(สมัยเป็นเฟรชชี่ SIITเรารู้สึกสนิทใจกับโน๊ตที่สุดเลย และช่วงนั้นเรากะโน๊ตก็ใช้ชีวิตแรงกันมากๆ ปัจจุบัน สงบ ระงับแล้วทั้งคู่)


โน๊ต ออกกำลังกายโดยการไปวิ่งที่สวนสาธารณะทุกวันวันละ๔๕นาที โน๊ตสวดมนต์และอ่านหนังสือธรรมมะทุกวัน(ช่วงนี้มันไปปฏิบัติธรรมที่ธรรมอาภา๑๒วัน) โน๊ตเข้านอนสามทุ่ม โน๊ตไม่นอกลู่นอกทางว่อกแว่กกะหญิงคนไหน ขยันทำมาหากิน แถมยังประหยัดทีเดียว อยู่บนหนทางแบบนี้ จะไม่เจริญได้อย่างไร(จริงไหม?)

คนจนๆใช้ชีวิตแบบนี้ไม่แปลกหรอก แต่คนรวยๆใช้ชีวิตแบบนี้...ซิ...แปลก


และเราก็บอกเมย์ไปตามตรงเลยว่า เราบอกโน๊ตเองล่ะว่า ไหนๆก็ตกลงคบกันแล้ว ก็แต่งงานไปเลยเถอะมึง มันก็บอกว่า เออ เอาไงดีวะ แล้วก็ให้คำปรึกษานิดหน่อย (มันก็จะ๓๒แล้ว เมย์ก็จะ๒๘แล้ว) เจอกันครึ่งปีก็แต่งได้ กว่าจะแต่งก็ถือซะว่ารู้จักกันมาเป็นปีแล้วล่ะ แต่จริงๆพูดน้ำเน่าๆในงานแต่งงานก็บอกไปเลยว่ารู้จักกันมา๑๐ปีแล้ว ตั้งแต่อยู่หอเอเชี่ยนเกมส์นู่นแน่ะ (ก็จริงนี่หว่า)


เวลาเราได้ยินคนพูดกันในงานแต่งงาน ฝ่ายหญิงมักชอบพูดเสมอว่า รู้จักฝ่ายชายมานานมากๆ นึกในใจ ตอนรู้จักกันน่ะ คุณเธอมีแฟนอยู่ด้วยซ้ำไป พวกนี้ชอบพูดความจริงครึ่งเดียว แต่เมย์ตอนรู้จักโน๊ตก็ไม่มีแฟนนะ


สิ้นปีก็คงแต่ง เพราะต้องแต่งก่อนพ่อโน๊ตเกษียณ พ่อโน๊ตเขาก็ใหญ่โตนะ เป็นตั้ง ผู้อำนวยการฝ่ายขายของบริษัทเหล้าเบียร์ใหญ่สุดในประเทศเลยเชียว(ฝ่ายหาเงินเข้าบริษัท)


(ถ้านึกภาพไม่ออก คุณลองนึกถึงผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดดีแท็คดิ(ฝ่ายหาเงินเข้าบริษัท) ใหญ่ขนาดไหน อันนี้ใหญ่กว่าอีก แปลกมะ ลูกจ้างบริษัทโทรศัพท์พวกนี้ทำตัวดังกว่าเจ้าของอีก(ก็เรียนการตลาดกันมานี่เนอะ))


อ่อ ตอนยืนอยู่หน้าห้องน้ำรอมิ้ม เมย์ก็เจอดีเจวีเจ Jนะ เห็นคุยกัน เมย์ถามว่ามาไหว้พระกับแม่หรอ คุณเจย์แกบอกว่า “เปล่าๆ มากะเพื่อน” แต่พอเดินๆจะกลับไปที่รถกัน ได้ยินคนคุยกันว่าเห็นเข็มด้วย เราก็เม้ากันกะเมย์ว่า แหม เขาช่างเป็นดารากันจริงๆเลยเนอะ มาเที่ยวกันไกลขนาดนี้ ยังบอกกันได้ว่า มากับเพื่อน


เมย์บอกว่า “เดี๋ยววันอังคารไปทำงาน เจย์ต้องถามแน่ๆว่า เราเป็นแฟนเมย์หรอ” ฮ่าๆๆ เราตอบกลับไปทันทีว่า “เมย์ตอบเขาไปนะว่า ผัวพี่ไม่หล่อขนาดนี้หรอก ” ฮ่าๆๆ

แต่ก็นึกถึงจ๋านะ เคยมาไหว้พระปฐมเจดีย์กะจ๋ากะแม่จ๋า นานแล้วเนอะ ตอนนั้นจนตอนนี้ก็ห้าปีแล้วอะ ตอนนั้นก็ตกลงเป็นแฟนกันเนอะ คิดไปแล้วแม่งตลกชิบหาย ชีวิตนี้เราเคยมาที่นี่ไม่กี่หนเอง แต่ละหนมีความทรงจำต่างรูปแบบกันไป

(ตาเราเคยเป็นผู้ว่าที่นครปฐมนะ สมัยแม่เรียนจบใหม่ๆก็ไปบรรจุรับราชการอยู่ที่นั่น นอนจวนผู้ว่าเลยล่ะ แต่เรากลับไม่ค่อยได้ไป แต่พอแต่งงานแล้วแม่ก็ย้ายมาอยู่กับพ่อที่บ้านหลังนี้)


เอ้อว ผึ้งโทรมาบอกว่า เดี๋ยวบ่ายโมงจะมารับที่บ้านออกไปกินข้าวกะเพื่อนๆ แต่งตัวๆได้แว้ว ไปนั่งเฉยๆได้มะ กินเกาเหลาเนื้อที่อร่อยที่สุดในโลก พ่อซื้อมาจากราชวัตรเมื่อวานไปเต็มคราบแล้ว อร่อยเจงๆ

กรี๊ดดดด จะเที่ยงแว้ววววว เหี้ยเอ๊ย จะขี้เกียจทำงานไปไหน



สรุป


เอาเป็นว่า อินทรีทำให้เราคิดถึงผู้หญิงต่างชาติ และเมย์ทำให้เรานึกถึงการแต่งงาน

Friday, January 09, 2009

อายุมงคล

0 comments
อายุมงคล

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๐:๔๗:๕๘ น.

จำมาจากกรุงเทพธุรกิจวันนี้เลย ยังไม่ได้เข้าไปดู www.ayumongkol-sonakul.com บันทึกไว้หน่อยน่า

หม่อมราชวงศ์ อายุมงคล โสณกุล มีรางวัลเขียน เมื่อคืนก่อนพึ่งคุยกะมิ้มเรื่อง ทมยันตี อวอร์ด

ตะกี๊ก็นั่งดูคุณชายหมูแกออกทีวีอยู่ นึกถึงสมัยก่อนคุณชายเต่าจัตุมงคลแกด่านักการเมืองออกทีวีบ่อยๆ มันมากๆ ไม่กี่ปีนี้เองนะ ปัจจุบันข้าราชการประจำที่ไม่กลัวนักการเมืองไม่มีแล้วมั้ง

พ่อมารับกลับบ้านตอนนั่งรถกลับถามพ่อว่า คุณชายอายุมงคลพ่อรู้จักมะ เขามีรางวัลเขียนหนังสือกันด้วย พ่อบอกไม่รู้แฮะ นึกชื่อไม่ออกด้วยซ้ำ

ไม่มีไรหรอก กลัวว่าจะลืม ก็แปะไว้ก่อน ไว้นึกได้จะเข้าไปดู งานเขียนเก่าๆสมัยก่อน แต่ตอนนี้ไม่ต่อเน็ทหรอก ซักพรุ่งนี้กลางคืนค่อยดู

ความรู้ใหม่ประจำวันนี้

ตลาดตราสารอนุพันธ์เริ่มต้นครั้งแรกในโลกด้วย การซื้อล่วงหน้าดอกทิวลิป (ควรจะตึ่งโป๊ะให้ดังไกลไปถึงเนเธอร์แลนด์เลยเนอะ)

มีอีกเรื่องเก่ารู้นานแล้ว วันก่อนคุยกันแถวๆสุรินทร์ สินค้าที่ค้าขายกันอันดับสองบนโลกรองจากน้ำมัน คือ เมล็ดกาแฟ

ปล.ดอกทิวลิปสำคัญกว่าข้าว(ฮา) กาแฟมูลค่ามากกว่าเหล็กหรือถ่านหิน(ไม่ฮา)

การเมืองคือความว่างเปล่า

1 comments
การเมืองคือความว่างเปล่า

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๒:๓๓:๓๕ น.

วันนี้เจอพ่อแล้ว ไม่เจอกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ฟังดูนานเนอะ แต่แค่ไม่กี่วันหรอก(ฮา) พ่อไปเที่ยวกะพี่มา

พ่อหลับไปแล้ว วันนี้ประโยคคมๆของพ่อคือ การเมืองคือความว่างเปล่า อื้อ ใช่เราเห็นด้วย สุดท้ายแล้วจะได้อะไรกับชีวิต เราเคยพูดกับพ่อว่า เพราะอยากได้ทุกสิ่งจึงเสียทุกสิ่ง(กรณีทักษิณ จำได้จากปกมติชนสุด)


แต่จริงๆเม้ากันเรื่องอื่นๆน่ะ พอดีเปิดช่องข่าวผ่านไป เออ แปลกดี คุณ กรณ์ รมว คลัง พูดอังกฤษยังกะฝรั่ง คล่องเชียว เออ ดูดีนะ หลังจากนี้ไปการเมืองไทยก็คงได้เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ ดูดีนะดูดี แต่ก่อน รมว คลัง สมคิดแกพูดอังกฤษคล่องนะ แต่พูดสำเนียงจีนๆ(ไทยแกก็พูดจีนๆ ฟังดูน่ารักดี) (อีกซักสามสี่ปีแกคงกลับมาเป็นนายกกระมัง)


พ่อถามถึงบล๊อกบอกว่าพี่ชายเราเซิ้ดเจอด้วย เราบอกว่า เขาเซิ้ดชื่อตัวเองอะดิ เลยเจอ เรื่องแบบนี้ก็ขำดี พอดีมีพี่ชายอยู่คนนึง พ่อสนิทมากๆ วันนี้พ่อบอกว่า พ่อพึ่งเป็นหุ้นส่วนเขาด้วยนะ บริษัทพี่เราเอง เปิดใหม่เอี่ยม(เกินปีแล้วมั้ง รายได้ดีนะ ปีนึงหลายล้าน ทำสองสามคนเอง) ส่วนเราน่ะรู้มานานแล้วว่าพี่เขาหุ้นในของพ่อเราด้วย (รายได้ อย่าถามเลย ฮ่าๆๆ)


จริงๆมีพี่หลายคนแต่พ่อเราคุ้นเคยกับพี่คนนี้สุด เหมือนพ่อมากกกก ราวกับพ่อลูกกันจริงๆ ช่วงนี้พ่อไปขลุกอยู่ที่นั่นตลอด สูงตี๋ขาวใส่แว่นสุภาพ เหมือนพ่อเราเลย (พ่อสูง๑๘๐ พี่สูง๑๘๕ได้) แต่เป็นลูกป้า อายุซัก๓๖ได้ ส่วนเรานั้น อ้วนดำปากเสีย ต่างกับผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วแบบพ่อและพี่สิ้นเชิง


พี่ชายเขาอีกคนก็เป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังอยู่โพสท์ทูเดย์ แต่พี่เราก็เขียนหนังสือนะ ลงART4Dไรงี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเลิกไปยังไม่เจอนานแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมก็ชอบเขียนหนังสือกันทุกคน


พอดีพี่คนโตเขาจะแต่งงาน ก็เลยเม้าๆกันไปเรื่อย จนมาจบที่คำว่า การเมือง คือ ความว่างเปล่า อีกไม่นานก็เป็นข่าวใหญ่โตแหละ เจ้าบ่าวอายุ๕๓เจ้าสาวอายุ๓๖ ใบ้ได้แค่นี้


แต่ก็นั่นแหละ พ่อไม่ได้ว่าไรเรื่องเขียนบล๊อก เราก็บอกไปตามตรงก็เขียนไว้เป็นพินัยกรรม ตายเมื่อไหร่ก็พิมพ์ละกัน นี่ก็ปาไปสองพันหน้าแล้ว จะเอาเงินไหนมาพิมพ์ล่ะนี่ ก็ว่าโรเนียวแค่ร้อยเล่มก็พอ แจกแค่คนสนิท แค่นี้ก็เป็นหมื่นๆบาทแล้ว


แต่บางทีก็ไม่ดีนะ วันก่อนพ่อก็บอกว่า ห้ามเขียนเรื่องนาวสาวไทย

นึกไปถึงกุ้งก็เคยเล่าบางเรื่องและบอกว่า พี่ทศอย่าเขียนลงบล๊อกนะ

เราก็ง่ายๆอยู่แล้ว ไม่เรื่องมากอะไร

เมื่อคืนเม้าแตกกะมิ้ม หนุกดี มิ้มบอกว่า อ่านบล๊อกทศแล้วรู้สึกเลยว่าทศรักแฟนเก่ามากๆ เราก็บอกว่า ก็รักซิวะ รักกันมา๗ปี จะให้ลืมง่ายๆได้ไง แต่ก็ไม่ได้คิดไรมากหรอก เพราะเราคิดว่าเขาคงจำไรไม่ได้นักหรอก


แต่ที่ขำก็คือ ทำไมมิ้มชอบถามถึงนุ้ย เราก็บอกไปตรงๆว่าไม่ได้ติดต่อกันแล้ว และไอ้การไม่ติดต่อก็ไม่ได้ติดต่อจริงๆ ไม่ได้เป็นแบบพวกดาราที่บอกว่า มัวแต่ทำงานค่ะ เจอกันเป็นกลุ่มค่ะ แล้วไปไหนกันสองคนแบบนั้นก็ไม่ใช่ แต่ที่ขำคือ เราบอกมิ้มว่า นุ้ยเขาเป็นพวกดูละครมากไปอะ เป็นพวกที่ชอบซื้อเฉพาะกิจมาอ่าน มิ้มขำใหญ่เพราะมิ้มก็ซื้อมาอ่านเหมือนกัน แต่เรื่องมันขำจริงๆนะ นุ้ยเขาดูละครมากไปจริงๆนะ ละครที่มิ้มเขียนเราก็ชอบนะ


นึกถึงมิ้มก็นึกถึงเมย์พ่วงมาเป็นคู่ จำได้ว่าเจอเมย์ทีไรก็ชอบถามถึงโบว์ เราก็จะงงๆ จะไปเจอไรวะ ไม่ได้เจอมาเกินสองปีได้ (เอาของฝากไปให้ไม่นับ) แต่เมื่อวานก่อนพาแม่และน้องไปไหว้พระ๙วัดก็นึกถึงโบว์ เพราะ จำได้แม่นว่า ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นหนแรกโบว์ก็พาไปไหว้นู้นนี้นั่นเต็มเลย นานๆทีเราจะไปวัดเพื่อเหตุผลด้านไหว้พระพุทธรูป


แต่ก็นั่นแหละ เวลาก็ผ่านไป และเราก็ไม่ได้ติดต่ออะไรคนเหล่านี้หรอก


วันนี้เล่าให้พ่อฟังว่าพาแม่ไปไหว้พระมา๙วัด(เรามีความพึงพอใจกับการไปปฏิบัติธรรมมากกว่า การไปไหว้พระ) พ่อก็ถามถึงเรื่องพวกดวงๆว่าทำไมเดี๋ยวนี้ไม่สนใจหรอ เราก็บอกไปว่า ตั้งแต่เราบวชแล้วสึกมาก็เลิกสนใจดวงดาว เลิกสนใจพระเครื่องอะไรพวกนี้ทั้งหมด แต่ช่วงนี้เห็นพวกเพื่อนสนิทๆแก่ขึ้นๆ หันมาสนใจอะไรแบบนี้กันเต็มเลย แต่เราหมดความสนใจไปแล้วสิ้นเชิง ซึ่งพ่อพูดวันนี้ว่า พูดเก่งขนาดเรานี่นะ เป็นหมอดูรับรองรวยตายเลย เราตอบกลับไปว่า “อวิชชานำไปสู่ทางเสื่อม”


จริงๆอยากเขียนเรื่องการเมืองคือ ความว่างเปล่า แต่นึกไปนึกมาก็อย่าดีกว่า อย่าไปแตะอะไรเลย

เอาเป็นว่า ยกตัวอย่างเหมือนบ้านคุณห้างทองละกัน ลูกหลานใช้เงินกงสีซื้อเฟอร์รารี่คันเป็นสิบยี่สิบล้านได้ แต่เล่นการเมืองที ใช้เงินกันนู้นแน่ะ ห้าสิบล้านร้อยล้าน แล้วสุดท้ายก็เหลือเป็นความว่างเปล่า ได้ชื่อเสียงมา(งั้นหรือ?) ตั่วเฮียใช้เงินเก่ง แล้วสุดท้ายได้อะไร

ที่เขียนอุทิศแด่ปู่เราที่ย่าขายเครื่องเพชร ที่ดินให้ปู่เล่นการเมือง และลงเอยด้วยการโดนฆาตกรรมเพราะปัญหาแย่งชิงอำนาจกันทางการเมือง การที่ปู่และย่าโดนฆาตกรรม(ห่างกันนับสิบปี)นั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พ่อมีบุคลิกภาพไม่เหมือนใคร และทำให้พ่อเราเกลียดการเมืองและนักการเมือง คนเรานั้น มียศ ก็มี เสื่อมยศ มีลาภ ก็มี เสื่อมลาภ

จบห้วนๆ

2 cycles

0 comments
2 cycles

Thursday, January 08, 2009

00:48:40

วันนี้ขำๆดี มีความสุขมากกกกกกก ทำอะไรมาอย่ารู้เลย แต่มีความสุขดี ดีสุดๆในรอบเดือนเลยทีเดียวเชียว คำนี้โผล่มาพร้อมอากัปกิริยาที่ทำอยู่ตอนนั้น

นึกขำๆ ๒ วัฏจักร แต่นึกอีกทีก็ Bi-cycle เออ คำแบบนี้ก็มีด้วย Bicycle เวลานึกอะไรแบบนี้ได้ก็มีความสุขดี และบล๊อกนี้ก็มีไว้เตือนความทรงจำเฉยๆ

วันนี้ตอนเย็นมีคนโทรมาแฮปปี้เบิ๊ดเดย์ล่วงหน้าสองคน ดีใจนะ กรี๊ดๆๆๆ

นึกไปถึงหลายปีก่อนตอนนาไปทำงานที่เยอรมัน ก็โทรมาแฮปปี้ๆเบิ๊ดเดย์ๆ

นึกไปถึงสองปีก่อนกุ้งเรียนอยู่อังกฤษก็โทรมาแฮปๆปี้ๆเบิ๊ดเดย์ๆ

พอถึงวันเกิดจริงๆ ปีนี้ ไม่มีทั้งนาและกุ้งโทรมาแน่นอน

โชคดีมากๆที่ได้อ่านคุณทรายคอลัมนิสต์คนโปรดเขียนในมติชนสุดฯ เกี่ยวกับวันเกิดเขา ทำให้เราไม่ทำอะไรแบบนั้น เย่ๆ มีสตินิดนึง



................................................


ลดน้ำหนัก ๆ กรี๊ดๆๆๆ

อีบ้า ทำอะไรจริงจังจริงๆเลยซินะ ทำไมวันนี้ใส่เสื้อสีชมพูล่า

ไปอ่านหนังสือต่อดีกว่า

Tuesday, January 06, 2009

Scarf and bonnet

2 comments
Scarf and bonnet

Monday, January 05, 2009

8:34:05 PM


ผ้าพันคอลายเดียวกับหมวก น่ารักดี


จริงๆแล้ว เรียกว่า Beanie น่ะแหละใช่ เพราะมันรัดกว่า และไม่มีเชือกผูกๆปลายคาง และนานๆทีจะขึ้นชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ตลกดีเนอะ

จอนสั้นแอ่นจอนสั้น โตเกียวโนะโตเกียว นึกไปถึงเล่นมุกว่าโตเกียวโนะโตเกียวตอนก่อนไปดิสนี่ย์แลนด์กะพวกGerade แล้วตลกดี ทำไมช่วงนั้นมีความสุขจัง.... เฮ้อ


วันนี้ตื่นมาแล้วก็คิดได้ว่า ไปซื้อผ้าพันคอซักผืนแล้วส่งไปให้ภัคดีกว่า คือ จริงๆ ถ้าจริงใจจริงจังกันมากกว่านี้เรานั่งหลังขดหลังแข็งถักผ้าพันคอให้ก็ยังได้ แต่ไม่ได้รู้สึกกันมากขนาดนั้น ให้เป็นของขวัญปีใหม่เท่านี้ก็พอ


วานซืนไปส่งเจ้าบ่าว(เพื่อนสนิทพึ่งแต่งงาน) ไปออสเตรเลีย นึกถึงครั้งสุดท้ายที่ไปสุวรรณภูมิ ไปส่งภัค มันก็ไม่มีอะไรหรอก แต่ยังงงๆกะประโยคสุดท้ายที่ภัคพูดแล้วจ้องตาเขม็ง ก็เลยคิดว่าควรส่งไรไปให้ซักหน่อย ซึ่งน้องเขาคงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกมาบ้าง ป่านนี้คงหนาวแย่ ปีนี้พายุหิมะพัดกระหน่ำชิคาโก้ซะด้วย


วันก่อนนั่งรถเพื่อนกลับมาจากเวียงจันทน์ อยากได้GPSติดรถมากๆ เราชอบนะ ชอบมาตั้งแต่อยู่โตเกียวแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าระบบที่ใช้ได้ในไทยมันดีมากขนาดนั้น เรานอนขอนแก่นกัน๑คืน หาได้หมดเลย ถนน ที่พัก ร้านอาหาร คำนวนเวลาได้ตรงมากๆ ก็ถาม เกี๊ยกว่า ในกรุงเทพเป็นไงบ้าง เพราะเราหลงทางบ่อย ของแบบนี้เหมาะกับเรา เกี๊ยกบอกว่า ในกรุงเทพเวลาผิดกระจายเลย แต่ถนนก็โอเค นอกจากถนนใหม่จัดๆยังไม่ได้อัพเกรดแผนที่เท่านั้นล่ะ


เกี๊ยกบอกว่า แต่ตอนเที่ยวชิคาโก้ แผนที่ผิดหมดเลย เพราะตึกสูงบังเยอะมากๆ เรียกว่าเป็นเมืองที่GPSเสียระบบที่สุด วันนี้ขับรถน้องไปในเมืองกัน เราก็คุยกะน้องว่าอยากได้นะ เดี๋ยวคงได้ซื้อแน่ๆ มันไม่เคยใช้มันก็นึกไม่ออกหรอกว่ามีประโยชน์มากแค่ไหน จริงๆกฏหมายน่าบังคับให้Taxiทุกคันมีด้วยซ้ำ ที่ญี่ปุ่นแท๊กซี่ก็มีกันนะ เราไปไหนก็ง่ายดีแต่ก็ไม่ค่อยขึ้นหรอก นานน้านที


ไปโตเกียวหนแรกตื่นตาตื่นใจมากกะGPSในรถลุงจี๋ มันดีเยี่ยมไปเลย ไม่มีหลง บอกละเอียดยิบๆ ขนาดถนนในโตเกียวตรอก ซอก ซอย เยอะกว่ากรุงเทพหลายร้อยเท่า แต่โตเกียวตึกไม่สูงหรอก ตึกเกินห้าสิบชั้นก็มีไม่มาก


เราเคยเห็นชิคาโก้ในหนังชิคาโก้ แล้วนึกสงสัยนะว่า สมัยซักเจ็ดสิบปีก่อนเมืองก็เจริญด้วยตึกสูงขนาดนั้นเชียวหรือ ๗๐ปีก่อน เมืองไทยมีแต่อาคารของนายเลิศซักหกชั้นเองมั้ง เราก็จำไม่ได้ว่าในไทยมันมีตึกสูงเยอะตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ตอนเด็กๆไม่ค่อยมี


หนังChicagoนี่ชอบมากๆ เป็นหนังเพลง เราชอบอยู่แล้ว จำได้แม่นเลยว่าไปเที่ยวเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของAustraliaคนเดียวช่วยEasterปี2003 เมือง Adelaide เมืองเหงามากๆ (เมืองหลวงของรัฐ) มีถนนอยู่สายเดียว เหงาจนต้องไปดูหนัง และหนังเรื่องนั้นก็คือ Chicago


(ใครไปท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วจะลงเอยที่โรงหนังก็ทำเถอะ แต่ไม่ใช่เรา)


(คล้ายๆกับพวกไปเที่ยวกลางคืนแล้วยืนคุยโทรศัพท์กะแฟนอยู่หน้าร้านทั้งคืน)


ที่จำได้แม่นมากๆ และจำไปทั้งชีวิตก็คือ trip นี้ยาวและเหนื่อยมากๆ มีช่วงเวลาไปดูพระอาทิตย์ตกแถวๆ Gee longด้วย เรียกว่า 12 Apostles อยู่ Great Ocean Road เป็นพระอาทิตย์ตกที่เรานับว่า สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิต และเป็นครั้งที่เราบอกตนเองในชีวิตว่า ไม่ดิ เราปฏิญานกับตนเองว่าจะไม่ไปไหนมาไหนคนเดียวอีกแล้ว และก็เป็นเช่นนั้นตลอดมา เราอาจเดินทางคนเดียวบ้าง แต่ทุกๆจุดหมายปลายทางก็ต้องมีคนรอที่นั่น หรือไม่ก็ไปกะเพื่อนหรือครอบครัวเท่านั้น


การเดินทางคนเดียวมันสะดวก แต่สิ่งที่แย่ก็คือ เวลาพบอะไรดีดีแต่ไม่รู้จะหันหน้าไปบอกใคร สำหรับเราความรู้สึกนี้โหดร้ายมาก(เราชอบเล่าเรื่อง ไม่งั้นจะเล่าบนบล๊อกได้มากขนาดนี้หรือ)


ใช่ เรารู้สึกแบบนั้น ขณะที่เห็นพระอาทิตย์ตกสวยสุดในชีวิต ทำไมโลกนี้อ้างว้างนัก แต่เราไม่ได้ไปที่นั่นหนเดียว เป็นการไปซ้ำเพราะจดจำได้ว่า มันสวยมากๆ


แต่พระอาทิตย์ตกก็แล้วแต่คนชอบอยู่ดี อีกที่ที่ชอบก็เกาะพีพีบริเวณจุดชมวิว


กลับมาที่เรื่องGPS วันนี้ก็โดนตำรวจเรียกเพราะขับเข้าไปในบัสเลน แถวๆตึกใบหยก ก็เลยนับได้ว่าผ้าพันคอผืนนี้ ราคาแพงขึ้นอีก๑ร้อยบาท เบื่อถนนเมืองไทยในเมืองนะ มันมั่วๆวันเวย์


บางถนนวันเวย์รถเก๋งเข้าได้ ในบัสเลน


บางถนนเข้าได้แค่สามที่นั่ง ในบัสเลน


บางที่ถนนสามเลนเลี้ยวขวาสองเลน


วันนี้เจอตรงแยกบางกะปิ ถนนสี่เลน เลี้ยวขวาสามเลน ตรงไป๑เลน(โอ้ว มาย ก้อช)


ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่มีทางรู้หรอกถ้าไม่ได้ไปบ่อยๆ ตอนแรกตำรวจบอกว่าเดี๋ยวออกใบสั่งไปปรับที่โรงพักพญาไทนะ เราก็ถามไปตรงๆว่า โรงพักอยู่ไหนอะครับ (ก็ไม่รู้จริงๆน่ะละ) จริงๆไม่ชอบการจ่ายใต้โต๊ะเลย แต่ก็ไม่รู้จริงๆว่าโรงพักอยู่ไหน


ฉะนั้น


พูดมายาวเหยียด สรุปได้ว่า GPSเป็นสิ่งที่เราควรมีในรถ แต่ซื้อGPSเรื่องเล็กนิดเดียว ตัวละแปดเก้าพันก็มี แต่ซื้อรถนี่ดิเรื่องใหญ่เพราะเรายังไม่มีรถเลย ไว้รอมีรถก่อนค่อยซื้อGPS


(คล้ายๆซื้อเรือนหอเรื่องเล็ก แต่หาภรรยาเรื่องใหญ่ ทั้งๆที่ภรรยาตัวเล็กกว่าบ้านมากๆแต่การหาภรรยาก็ใช้เงินน้อยกว่าบ้าน)


วันนี้นอกจากความรู้สึกว่าโดนตำรวจปล้นแล้ว ก็มีอีกอย่างที่โดนปล้นก็คือ เอาของขวัญไปห่อที่พาราก้อน จริงๆตอนแรกจะไปห่อที่Loft แต่น้องบอกว่า แพงไป ไปเดอะมอลล์บางกะปิก็ได้ เราก็เลยถามว่าแล้วพาราก้อนได้มะใกล้ดี มันก็บอกว่าได้ เราประทับใจLoftที่ชิบูย่ะ มากๆ ของสวย ห่อของก็สวย และก็รู้ว่าในไทยก็ทำได้ดี แต่ก็แพงอยู่พอควร แต่รับประกันไม่ผิดหวังเพราะเคยเห็นมาแล้ว


พอไปห่อที่พาราก้อนที่ไม่ใช่ห่อฟรี แต่ว่า

...........................

๒๑:๔๖:๒๔ น.

ไปนั่งดูทีวีมาพี่ภูมิพูดในทีวีอยู่นานเกี่ยวกะแซนติก้า นึกไปถึงเมื่อ๑๐ปีก่อนที่ ไอ้ต้องประสบอุบัติเหตุรถชนหนักเข้าโรงบาลแล้วแม่เขาก็ไปหา จำได้แม่นเล้ยยย เรื่องนี้แรงทีเดียว นอนโรงบาลแม่ต้องแทบเป็นลมเลย (ภูมิใจเป็นพี่ต้องใจ ครอบครัวนี้ชื่อน่ารักดีเนอะ)


กลับมาที่เรื่องห่อของ กระดาษซื้อเอง ตอนเขาห่อ เราก็ตกกะใจที่เราหยิบของแพงมา(ไม่ได้ดูราคาเล้ย) กระดาษแผ่นนึงทำไมแพงขนาดนี้ ปกติกระดาษA4 500แผ่นรีมนึงก็แค่๑๐๐บาทเองนี่นา เขียนได้ทั้งชาติ ห่อโคขุนโพนยางคำได้หลายตัว (เทียบได้ฮามะ)


(วันก่อน(๒๖ธค)ไปกินโคขุน โพนยางคำต้นตำรับที่สหกรณ์ในสกลนคร อร่อยมากกกกก)


แต่ที่ตกใจกว่าก็คือตอนคิดเงิน พนักงานที่ห่อบอกว่า ค่าโบว์สองหลา เราก็งงๆ จ่ายเงินไป มานึกอีกที ๑หลามี๓ฟุต โบว์จะถึงสองหลาได้ไงวะ (ไม่ได้ซื้อทีวีนะเว้ย)


สรุปก็คือ


ค่าห่อ ค่าตำรวจ ค่าน้ำมัน ค่าจอดรถ ค่าไปรษณีย์ไปชิคาโก้ รวมแล้วราคาแพงกว่า ผ้าพันคอ และ บีนนี่อีก

แต่ไม่ไรหรอก กินเหล้ากะภัคกันแพงกว่านี้อีก(กินกันโหดทั้งคู่) ของแค่นี้เล็กน้อย ถ้าอยู่เมืองไทยจะเอาอะไรก็บอกมาได้เลย สบายๆ แต่คงอยู่แถวๆนั้นอีกนานแสนนานกว่าจะได้พบกันอีกหน


ไปหาไอ้นนท์ที่สยาม มันบอกว่า ที่อังกฤษโคตรฮิตที่เขารับห่อให้เหมือนผู้ชายห่อเอง เราก็ขำนะ แล้วทำไมไม่ห่อเองล่ะ คุณผู้ชายทั้งหลายขา หรือมันจะบอกเราว่า ทำไมพี่ไม่ห่อให้น้องภัคเองล่ะ


ปวดตาแล้วล่ะ บั๊บบาย วันนี้ขับรถโคตรเหนื่อยเลย รถกลับมาติดอีกแล้ว

...........................

Monday, January 05, 2009

บ้าน

0 comments
บ้าน

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๑:๑๓:๐๖ น.

Wireless เจ๊ง กูล่ะเซ็ง

อ่านมติชนสุดสัปดาห์นี้ คุณทรายคอล่ำนิสต์สาวสุดของเล่มก็ถึงวันเกิดย่างสามสิบแล้วบ่นได้แปลกๆดี(อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะ๒๙แว้ว) ชอบนะติดตามมาตลอด คุณพิษณุ นิลกลัดแกเขียนเรื่องร้านอาหารที่เขาใหญ่ แล้วก็นึกได้ว่า เมื่อวานซืนไปบ้านสวนที่นครชัยศรีของเหี้ยแด๊กกัน ไปกัน๘คน ก็มีจังหวะนั่งคุยกัน2คนกะคุณอนรรฆ (คนอื่นไปพายเรือเล่น กัน) ก็คุยว่าอยากปลูกบ้านที่เขาใหญ่ว่ะ (ก็ไร่เพื่อนพ่อที่พวกเราเคยไปกันน่ะแหละ) มันก็บอกว่า เอาดิ มันปลูกด้วยได้มะ (มันเป็นนักบินมันเบื่อการเดินทางจะตายห่าแล้ว) ไว้ถึงเวลามีเงินก่อนดีกว่าค่อยติดต่อขอซื้อ อย่าพึ่งฝันมาก แต่พ่อเราไม่ชอบการมีบ้านตากอากาศ พ่อชอบท่องเที่ยว เปลี่ยนที่นอน แต่เราต่างคนก็ต่างความคิดกัน

แต่เราอยากปลูกแค่บ้าน ไม่ได้อยากมีสวนเกษตรใดๆเลยด้วยซ้ำไป ไม่ชอบปลูกต้นไม้ แต่ต้นไม้เต็มบ้านเลยนะ ทุกวันนี้รั้วบ้านยังเป็นต้นไม้อยู่เลย มั่วด้วยต้นไรไม่รู้เต็มไปหมด ยายชอบปลูกๆตัดๆ เป็นบ้านที่ต้นไม้เยอะสุดในซอยแล้วล่ะ รกอิ๊บอ๋าย แต่เย็นดี บ้านเราเย็นทีเดียวล่ะ

พอดีวันก่อน๑๐โมงเช้าวันคริสต์มาส ไปนั่งกินแดรี่โฮม ตรงซอยทางลัดขึ้นเขาใหญ่ มองออกไปนอกร้านเห็นมีคนขายที่ตรงไหนไม่ทราบวาละ๒๘๐๐บาทเอง ก็นึกได้ว่าราคาดี เราขอซักห้าสิบตารางวาก็พอ แต่ไม่หรอก ไอ้เรื่องแบบนี้คิดไว้นานแล้ว เบื่อการเดินทาง เบื่อมากๆ อยากไปที่เดียวก็พอ เพราะหลังๆมานี้ก็ไปแค่กะกลุ่มเพื่อนๆ อยากใช้เวลาร่วมกับคนที่เรารักและพวกเขารักเรา ไม่ค่อยไปไหนด้วยจุดมุ่งหมายเรื่องการท่องเที่ยวนัก คงเพราะเราเดินทางมาเยอะ จนเอียนไปหมดแล้ว

เมื่อวานไปสุวรรณภูมิส่งเจ้าบ่าวหมาดๆ คุณแบ๊ง กลับไปทำงานที่Melbourne ส่วนคุณผึ้งรอได้วีซ่าก็จะตามไป เมื่อไม่กี่วันก่อนเราก็พึ่งไปงานแต่งงานเขากันมาที่สกลนคร (๒๖ธค) แต่ขากลับกลับกะเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อนที่ขอเขาติดรถกลับมาด้วยก็แต่งงานกันแล้วเมื่อ๒เดือนก่อน

ทำไมพวกบ่าวสาวแต่งงานใหม่ๆมักยุให้รีบๆแต่งงานซะ เห็นบอกกันว่ามีความสุขสุดยอดไปเลย ข้าวใหม่ปลามัน คงดีซินะ แต่คงอีกนานที่คุณทศจะแต่ง แค่หาว่าที่เจ้าสาวซักคนยังยากเล้ย (หาแฟนไม่ยากหรอก)

แบ๊งบอกว่า อนาคตอันใกล้ก็คงซื้อบ้านที่นู่นล่ะ ราคาคงราวๆสามแสนเหรียญ เราก็ว่า เออ เนอะ ฟังดูดี อยู่ต่างประเทศทำงานอะไรก็พอไหว รายได้พอมีบ้านที่คุณภาพชีวิตOKได้ แต่ที่Melbourne นั้น เหงานะ ที่นั่นเหมาะแก่การสร้างครอบครัวเล็กๆ พ่อแม่ลูก บ้านเล็กๆ๑ชั้น หมา๑ตัว อากาศดีดี การศึกษาดีดี มีเวลาอยู่ด้วยกันกับครอบครัวมากๆ

อยากมีนะ อยากมีแบบนั้น แต่ทำไม่ได้ น่าจะมีลูกชายหลายๆคนแบบมัน จะได้ไม่ต้องห่วงพ่อแม่นัก

ถ้าอยู่โตเกียว ก็ดีนะ ไงไงซะ กลางเมืองก็มีป่าและน้ำตกให้เด็กๆวิ่งเล่นได้ (เราชอบ Tomigayaมากๆ เคยคิดไว้เลยว่า ถ้าบังเอิญอยู่นั่นจนแต่งงาน จะอยู่ตรงนี้ซักพักเลยล่ะ แต่ไงไงก็กลับมาให้ลูกโตที่ไทยแน่ๆ)

กทม มลภาวะเป็นพิษเหลือเกิน อยู่ในเมืองอะไรสะดวก อากาศก็เลวเหลือเกิน อยู่นอกเมืองอากาศดี แต่ก็ไปไหนมาไหนเสียเวลาสิ้นดี เราไม่ชอบอยู่ห้องแอร์ เราว่ามันทำให้ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งจริงๆถ้าไม่เรื่องมากนัก อยู่ห้องแอร์ตลอดเวลาในเมืองก็พอได้นะ

คุณพิษณุ แกเขียนว่าชอบฟังเสียงสัตว์และไก่ขันทั้งเวลานอนและเวลาตื่น เราก็ชอบนะ ตอนเด็กๆบ้านไก่แจ้เต็มเลย ตอนนี้ไม่มีแล้ว แต่เสียงสัตว์ยังได้ยินทุกคืน และ ทุกเช้า แต่นกก็ร้องเป็นฤดูน่ะล่ะ เรารู้สึกว่าเสียงพวกนี้ทำให้คลื่นสมองสงบเรียบดี แต่ตื่นมาก็เห็นกระรอกเกาะต้นไม้ข้างระเบียงห้องทุกวัน เวลาบอกใครว่าบ้านมีแบบนี้ คนก็งงๆนะ ว่าอยู่ กทม หรอวะ ทำไมวะ ไม่ต้องไปถึงเขาใหญ่หรอกน่า

เราเป็นคนติดบ้านน่ะ เย็นๆพาแม่ไปเดินสวนเสรีไทยแถวๆบ้านก็บ่อยๆ ซักเดือนละ๘หนได้ แต่พ่อนานๆที เพราะชอบหายไปไหนไม่รู้(นี่ก็หายไป4-5วันแล้ว) ดึกๆเราก็ออกไปหาพวกแก๊งสนามบาสแถวๆบ้าน เม้าไปเรื่อยเปื่อย (เล่นไม่ไหวอยู่แล้ว เหนื่อย..อ้วน) แต่คนไม่ค่อยรู้จักมักจะไม่ค่อยเชื่อว่าเราติดบ้าน มักคิดว่าเราชอบเข้าสังคม

เบื่อและเอียนกะการเดินทางเต็มที แต่หลายๆหนก็แค่อยากอยู่กะเพื่อนๆ เก่าๆ เบื่อการทำความรู้จักคนใหม่ๆในชีวิต สาวใหม่ๆยังขี้เกียจจีบเลย(ฮา)

ไปสุวรรณภูมิ ตกใจไรนิดหน่อย (ฮา) โทรหาไอ้นนท์มันบอกว่า เสียงเรายังกะโดนผีหลอก

นึกถึงภัคนิดนึง เพราะมาสนามบิน หนล่าสุดก็มาส่งภัค ป่านนี้โดนพายุหิมะชิคาโก้หนาวเหงาตายไปแล้วแน่ๆ ประโยคสุดท้ายก่อนไอ้แบ๊งวิ่งเข้าไป คมดี แต่ก็ไม่กินใจแบบที่ภัคพูดแล้วทำเราตกใจ

วันก่อนไปกินข้าวกะเพื่อนน้อง เขาถามว่า พี่ทศอายุเท่าไหร่ เราบอกไปว่า ๒๘ จำได้ว่าไอ้ภัคเคยถามแบบนี้แล้วบอกว่า อีก๓ปีแต่งงานดิเนี่ย เราหัวเราะใหญ่เลย ตอนนี้อยากบอกว่า จะ ๒๙แล้ว ยังไม่ได้คิดเลย ของแบบนี้ไม่เอาวัยมากำหนดหรอก เอาคนมากำหนดดีกว่า คนไหนน่าจะอยู่กันได้ยืดสำคัญกว่าเอาวัยมากำหนดว่าต้องรีบแต่ง ปีหน้าอาจแต่งงานก็ได้ หรือ อีกห้าปีเราอาจยังไม่แต่งงานก็ได้

เมื่อวานวันเกิดยอ โทรไปแฮปปี้ๆๆ ถามว่าเป็นไงล่ะ เป็นเพื่อนสมัยมหาลัยแต่จบหญิงล้วนมา ไปงานแต่งงานทุกอาทิตย์เลยดิเนี่ย เขาบอกเออ เด่ะ เยอะน่าดู(เราเรียน สห คนยังไม่แต่งกันหรอก) เกิดเป็นหญิงก็งี้ล่ะเนอะ ถึงวัยแต่งงานแล้ว แต่เรารึ อีกนาน เห็นว่าเดือนหน้าต้องไปงานแต่งงานญาติ(มีศักดิ์เป็นพี่) เจ้าบ่าว อายุ ๕๓ เจ้าสาวอายุ๓๖ เห็นมะ ไม่ต้องรีบ ฮ่าๆๆ

แต่แต่งงานแล้วบ้านก็เต็มขึ้นอะเนอะ ทุกวันนี้รู้สึกบ้านกว้างไปนิดนึง ทั้งตัวบ้านตึกและบ้านที่หมายถึงความอบอุ่นในหัวใจ

Thursday, January 01, 2009

แซนติก้าไฟไหม้

0 comments
แซนติก้าไฟไหม้

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๔:๑๘:๐๒ น.


สะเทือนใจมากๆ ดูภาพข่าวแล้วรู้สึกไม่ดีเลย นึกถึงพี่จิ้ม และ แดน ว่าเป็นอย่างไร ไม่เจอกันนานหลายปีแล้ว แต่คืนนี้พวกนี้อยู่ที่นั่นแน่นอน


ตอนตีสองกว่าๆ พี่เก้บอกว่า ไฟไหม้ ตายไปสามสิบกว่าศพ โทรหาพี่อนุชที่อยู่แถวๆนั้นนั่งเฝ้า ฟิต อยู่ บอกว่าสี่สิบแล้ว ไฟดับด้วย ตอนห้าทุ่มกว่าๆ พึ่งออกจากบ้านไปส่งน้องและเพื่อนมันที่นั่งเล่นมาเอง ตอนตีสองกว่าๆ มันกลับมา ค่อยยังชั่วโล่งหน่อย วันนี้ดูใจร้าวตอนจบ นึกๆไปดูไปไม่กี่ตอนเองแฮะ จบซะแร้ว


วันที่ ๑๘ ๑๙ ๒๐ เราไปเที่ยวแถวๆเอกมัย สามวันติด เมื่อวานก็ไป ๓๐


ตอนวันที่๒๐รู้สึกแย่มากๆ เดินผ่านนั่งเล่นตอนตี๑กว่าๆ แค่ระยะไม่กี่สิบเมตรระหว่างทางเข้าและทางออกของรถ หน้าฟุตบาทมี คนต่อยกันสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเขวี้ยงขวดโซดากันด้วย ห่างเราไม่เกินห้าเมตรหรอก อีกฝั่งหนึ่งถนน มีคนนอนอยู่ที่พื้น แล้วไม่กี่นาทีก็มีรถร่วมกตัญญูมารับไป วันนั้นก็นึกนะว่า เออ แปลกดี แต่พอตื่นมานึกได้ว่าจะไม่มาเที่ยวแล้วล่ะ ชีวิตเรามีค่ากว่าการโดนลูกหลงมากๆ


โดยปกติเราก็ไม่ไปแถวๆนั้นหรอก นานๆจะไปซักหน เดือนละหนอะไรประมาณนั้น แต่เรากินเหล้าอาทิตย์นึงหลายหนนะ แต่ปกติก็กินกะเพื่อนๆตามบ้านหรืออะไรแค่นั้นล่ะ อย่างวันนี้ก็แวะไปสโมสรก็มีคนมาซักสามสิบคน ก็พวกสนามบาสและแม่บ้านสนามบาสน่ะละ แล้วก็มานั่งกินกะพี่ๆเพื่อนๆอีกห้าคนก็แค่นั้นเอง แต่ก็ไปตอนห้าทุ่มกว่าอะนะ แค่ผ่านๆไป


แต่ตอนกลับบ้านมาตอนเกือบๆตีสี่ ผึ้งมาส่ง ก็คุยกันนะ


คือ ไงดี เราไม่เคยไปหรอกร้านนี้นะ (แปลกมะ) เพราะช่วงที่ร้านดัง เราก็อยู่ต่างประเทศ และหลายๆหนที่ผ่านไปก็สงสัยว่า ทำไมร้านนี้ยังอยู่ คุยกะผึ้งก็พอเข้าใจได้ล่ะ ว่าทำไมยังอยู่ เราคุยกันเมื่อวานนี้เอง ทุกวันนี้นาซีซัสก็ยังอยู่


ภาพในทีวีน่ากลัวมากๆ ร้านสวยใหญ่โต เฮ้อ


ปกติเราก็มีที่ของเรา(บ้านน้ำ...ดีที่สุด) แต่ช่วงนี้ไปเอกมัยบ่อยเพราะอะไรอย่ารู้เลย


เราว่าไปเที่ยวแถวๆเอกมัย จริงๆแล้วแฟนกันน่ากลัวกว่าอีก ชอบใครก็เข้าหากันทันที แต่สาวๆเขาชอบให้ไปกันนะ ดีกว่าไปนั่งกินเหล้าตามไคโย้ตี้ทั้งหลาย ทั้งๆที่ ที่พวกนี้ น่ากลัวกับการนอกใจมากกว่าอีก ใครจะเลิกกะแฟนเพราะไปติดสาวๆไคโย้ตี้ หรือ PR แต่ไปตามเอกมัยเลิกกะแฟนได้นะ เหล้าก็แพง (มาก) คนก็เบียด ร้านก็มืด (ต้องขอไฟแช็คส่องหน้าสาวล่ะถึงจะชัวร์ว่าสวยหรือไม่) จอดรถก็ลำบาก เก็บเงินเรื่อยๆ (ไม่ชอบเลย)


เฮ้อ ในทีวีช่อง TNN ก็เสนอเป็นระยะๆ เศร้าอะ บอกความรู้สึกไม่ถูก เชื่อมะเราเศร้ากว่าซินามิอีก เพราะนี่คนใกล้ตัวและสถานที่ใกล้ตัวมากๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าซึนามิเราไม่สนใจนะ เราขับรถลงไปที่เขาหลักนะ ไม่กี่วันผ่านไปน่ะ มีใจเป็นกุศลระดับนึง


อืม แต่วันนี้พาแม่และน้องไปไหว้พระมา9วัด


เฮ้อ รู้สึกแย่จริงๆ


ปล. วันนี้ได้กินอุเมะชูด้วยค่อนแก้ว คิดถึงโตเกียวและพี่ๆทั้งหลายขึ้นมาทันที ปกติอยู่นู่นเรากินอุเมะชูทุกวัน เหล้าบ๊วยหวานแต่อร่อย เหล้าบางชนิดก็ทำให้คิดถึงที่บางที่และคนที่เคยกินด้วยกัน นอนดีกว่า จะตีห้าแล้ว

Season Change

0 comments
Season Change

Wednesday, December 31, 2008

12:27:47 PM


ดูหนังเรื่องนี้หนแรกในชีวิตจบตะกี๊นี้เอง สะเทือนใจมากๆ น้ำตาไหลพรากๆ ดูในทีวีช่อง๑๑

สะเทือนใจในฉากที่พ่อโกรธไม่คุยกับลูก และเวลาที่พ่อสนับสนุนในความฝันของลูก และลูกต้องการจะอยู่เป็นหลักชัยใกล้ชิดพ่อแม่ในไทย

จริงๆแล้วไม่กี่วันมานี้เราพึ่งทะเลาะกะพ่อไปเอง(อันนี้เรื่องปกติ ปีนึงหลายหน)

หนังเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิค

และถ้าคุณรู้จักวงการดนตรีดนตรีคลาสสิคในไทยดี ก็ต้องรู้จักลุงผม ชูชาติ พิทักษากร (ลุงชื่อ ชูชาติ พ่อชื่อ สรรพชัย ก็เลยมีอาที่เอาชื่อพี่ทั้งสองมาผนวกกันชื่อ ชาติชัย) พ่อเล่าว่า สมัยหนุ่มๆพ่อหล่อมากๆ ที่เป็นน้องของลุงชูชาติ สมัยนั้น ลุงแกสอนให้คนไทยรู้จักดนตรีสากลคลาสสิค ออกทีวีประจำ แต่ปัจจุบันก็เห็นนะ ไม่กี่เดือนนี้ก็เห็นว่าได้รางวัลคนดีศรีสังคม ด้านส่งเสริมดนตรีอะไรซักอย่าง ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลุงแกก็เป็นอาจารย์ด้านดนตรีทุกๆมหาลัยน่ะล่ะ

จำได้ว่าแต่ก่อนไปกินเหล้ากะพวกเด็กสินกำ ที่ จุฬา ไปกะอุ๋ม อุ๋มก็จะแนะนำเราว่า หลานอาจารย์ชูชาติ แล้วทุกคนก็จะมองด้วยสายตาชื่นชมน่าดู ในแวดวงศิลประเขานับถือกันด้วยใจ จะต่างจากแวดวงอื่นๆพอควร อุ๋มปัจจุบันก็เรียนเปียโนที่เมกา เราก็ตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าถ้ามีลูกก็ให้ลูกเรียนกะอุ๋มนี่ล่ะ ดีเลย

ลุงเราแกก็เหมือนคนทั่วๆไป ที่ขัดใจพ่อแม่ ไปเรียนดนตรี ปู่ส่งไปอังกฤษตั้งแต่อายุ๑๕(ปัจจุบันอายุ๗๐ได้) กะว่าให้เรียนกลับมาเปิดโรงงานทำยา เรียนไปเรียนมา๑๐ปีจบกลับมาด้วยดีกรีด้านดนตรี ขัดใจปู่น่าดู

แต่คนเราก็ย่อมมีวิถีชีวิตของตนเอง

อย่างลุงและพ่อก็เหมือนเด็กวชิราวุธทั่วๆไปที่ได้เรียนดนตรีเยอะๆ ได้เล่นกีฬาเยอะๆ เขาก็เลยรักดนตรีกันมาก ส่วนเรานั้นคนธรรมดา ก็เลยไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้

เราเชื่อว่าดนตรีคลาสสิคช่วยจัดระเบียบคลื่นสมองได้ เห็นแฟนเก่าเราเองก็เรียนเก่งกันทั้งบ้าน ก็เขาขยันเล่นดนตรีกันนี่ล่ะ

ลูกลุงชูชาติทั้งสามคนก็เรียนเก่งนะ เป็นหมอกันสามคนเชียว แต่ตายไปแล้วคนนึง กินเหล้าเมาเดินลงน้ำเลยหายไป หลายปีแล้วล่ะ ส่วนลูกสาวแกสวยทีเดียว สมัยทักษิณเป็นนายก เห็นว่าพี่สาวเราแต่งงานเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเดียวกะนายกซะงั้น


เมื่อหลายเดือนก่อนก็กลุ้มใจเกี่ยวกะการงานน้อง ก็ปรึกษาแฟนเก่าสมัยมัธยมว่าทำไงดี ก็คุยๆกันไป เขาก็บอกถึงว่า น้องเขาก็ขี้เกียจทำงาน ก็เลยสอนไวโอลิน หาเงินได้ดีนะ แต่เขาก็รู้ว่าน้องเราไม่มีความสามารถด้านนี้เลย


แต่ด้านดนตรีอันที่จริงต้องซ้อมหนักหน่วงน่ะ อย่างตอนแฟนเก่าเราเขาจะสอบระดับ๖ เปียโนอะไรน่ะ ก็เหนื่อยนะ ซ้อมหนักทุกวันเลยล่ะ เหตุผลที่ต้องสอบก็เพราะจะเลิกเรียนแล้วล่ะ ตามประสาปกติคนทั่วไป เข้ามหาลัยก็เลิกเรียนดนตรีกันหมด แต่จะเลิกเฉยๆคงไม่ดีก็ต้องสอบวัดระดับไว้บ้าง แล้วก็ไม่ได้ใช้เลยปัจจุบันก็เป็นวิศวกรเต็มตัว (บ้านนี้เรียนเก่ง เขาและน้องสาวก็เรียนวิศวะ จุฬากัน)

จริงๆแล้วเราก็ชวนเขาไปดูนะ หนังเรื่องนี้ เพราะเกี่ยวกะรักแบบมัธยมๆ แต่พอดีตอนนั้นเขาอยากดูมากๆ ก็เลยไปดูแต่วันแรกที่เข้า เราถามช้าไป และชีวิตเราก็โตมากับเพลง ฤดูที่แตกต่าง ของพี่นพ พรชำนิแกเลย คือ สมัยจีบๆกัน นอนคุยโทรศัพท์กันทั้งคืนเนี่ย ก็เป็นยุคที่เพลงนี้ดังทีเดียว แต่ตอนนั้นเขาก็บอกเรานะว่า ใช้เพลงของ Vivaldiเดินเรื่อง

เราจำได้แม่นซัก10ปีก่อน มีวันนึงตื่นสายๆ เขาตื่นก่อน ตื่นมาก็เห็นพ่อเรากะเขานั่งคุยกันเรื่องเพลงวิวัลดี้นี่ล่ะ คือ ทุกๆเช้าพ่อเราก็จะเปิดเพลงพวกนี้ล่ะ เขาเป็นคอดนตรีกันก็คุยกันรู้เรื่อง นั่งคุยกันได้เป็นชั่วโมงๆ วันนั้นจำได้เราก็ไม่สนใจอะไร ก็ฟังๆเขาคุยกัน ฟังก็ไม่รู้เรื่อง พวกนักดนตรีก็มักเข้าใจในกันและกันเอง พ่อสะสมพวกCDเพลงคลาสสิค มีเป็นพันแผ่นเลยล่ะ แต่เราไม่ชอบฟัง เราชอบฟังเพลงป๊อบๆฟังง่ายๆมากกว่า


ในวันที่ขับรถอยู่แล้วก็มีปัญหาชีวิต เพลงฤดูที่แตกต่างดังขึ้น ร้องไห้โฮเลย ไม่กี่เดือนนี้เอง(เคยร้องไห้ขณะขับรถเพียงสองหนในชีวิต ครั้งนึงห้าปีก่อนเลิกกะแฟนที่มหิดล คนนี้ก็เล่นเปียโนเก่ง) วันนั้นตัดสินใจยากมากๆ อะไรต่ออะไรก็ถาโถมเข้ามา ช่วงนั้นเหนื่อยใจมากๆสุดๆ ก็เลยตัดสินใจกลับไปเก็บของที่โตเกียวทั้งหมด กลับมาอยู่ไทยกะพ่อกะแม่ดีกว่า อย่างน้อยก็ให้เขารู้กันว่าเราอยู่เคียงข้างเขาเสมอนะ เพราะจะมีประโยชน์อะไรที่จะอยู่อย่างหมาป่าเดียวดายที่ประสบความสำเร็จที่นั่น แล้วกลับมาเคาะโลงหรือไง พ่อๆ ทศสำเร็จแล้วนะ เอาเงินเอาทองมากองหน้าโลงศพเขาหรืออย่างไร แล้วจะเรียกชีวิตพ่อกลับมาได้หรือไง ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง เป็นกำลังใจให้กันและกันดีกว่า


กลับมาเรื่องโรงเรียนดนตรี แบบในหนัง อันนี้เราสงสัยมานานแล้วล่ะว่า

ในไทย มันมีโรงเรียนมัธยมปลายที่สอนดนตรีหรอ ก็คงมีอะเนอะ ในหนังก็มีไปประกวดของแกรมมี่เพื่อนสามคน

สมัยมัธยม มีเพื่อนสามคน เราสนิทกะอ้ายมากๆๆๆ อ้าย โน๋ เปรม ก็เคยได้ที่๑ชนะประกวด 6 2 12 อ่านว่า หกสองสิบสอง (จำได้ไหม นานแล้วล่ะ) แต่ละคนก็มีวิถีชีวิตของตนเอง ๑๒ปีผ่านไป

โน๋หล่อมากๆ ก็ได้เข้าสังกัดแกรมมี่ไป ตำแหน่งนักร้องนำวงชื่อดังวงนึง แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ออกและวงนั้นก็ดังทีเดียว แต่สุดท้ายก็มาออกกะRSนะ แต่ว่า ใช้ชื่ออื่นนะ (มีชื่อในวงการไงล่ะ) แต่ก็ไปเรียนABACตามปกติ จบมาก็เป็นพ่อค้าตามปกติวิถีกันไป


อ้ายก็เพี้ยนๆ อยากเรียนดนตรี ตอนนั้นที่มหิดลเปิดสอนดนตรีเป็นปีแรกเลยล่ะ อ้ายอยากเรียนมากๆ และมันก็มีความสามารถด้านนี้ทีเดียว แต่ก็ต้องทำตามแม่บอกให้เรียนถาปัดลาดกระบังตามที่เอ็นได้ จำได้เลยว่าทะเลาะกะแม่ หนีออกจากบ้านอะไรขนาดนั้นเลยนะ สุดท้ายทุกวันนี้ อ้ายประกอบอาชีพไม่พึงประสงค์ เราเองก็เสียใจถึงทุกวันนี้ที่ไม่ช่วยดึงเพื่อนออกมาจากหนทางที่ไม่ดี เรารักอ้ายและอ้ายก็รักเรามาก แต่ทุกวันนี้เราคุยกันนานๆไม่ค่อยได้ เพราะทัศนคติชีวิตหลายๆเรื่องไปกันคนละทิศละทาง

ส่วนสาเหตุที่อ้ายอยากเรียนดนตรีที่มหิดลก็เพราะว่า เปรมไปเรียน เป็นรุ่นที่๑เลยล่ะ

แพงนะ แต่คุ้ม ปัจจุบันเปรมหาเงินได้มากที่สุดแล้วล่ะ จากการสอนดนตรีและการสอนร้องเพลงเวลากลางวัน โดยไม่ต้องไปเป็นนักดนตรีกลางคืน และก็แต่งงานแล้วมีความสุขดี ฟังดูเราว่าชีวิตที่เรียบง่ายเช่นนี้ประสบความสำเร็จและมีความสุขสูงกว่าพ่อค้าวิ่งหาเงินเสียอีก

ทั้งอ้าย และ โน๋ และ เปรม ก็หล่อกันไปคนละด้าน เปรมสูง๑๘๕ได้ อ้ายก็๑๘๑ได้ แต่โน๋หล่อเป็นอมตะเสมอ

ทุกคนมีวิถีชีวิตในทางของตนเอง ดนตรีเป็นส่วนประกอบนึงที่ทำให้คนได้มาพบกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน มีประสบการณ์และความมันร่วมกัน


ไปก่อนล่ะ พาแม่และน้องไปไหว้พระแถวๆในเมืองดีกว่า ออกจากบ้านตอนนี้อยากรู้เหมือนกันนะว่า จะไหว้ได้กี่วัด วันนี้๓๑ธันวา ไหว้เอาฤกษ์เอาชัยขึ้นปีใหม่ซะหน่อย เกิดมา๒๘ปีก็พึ่งเคยทำนี่ล่ะ ไม่รู้ตื่นมาแล้วนึกยังไงเลยไปชวนยายแม่น้อง

ส่วนนางเอกหนังเรื่องนี้ น้องนาด ที่เรียนBBA เกิดวันเดียวกะเราเลย ๘ มกราคม

สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้าครับ (ไม่รู้จักกันหรอก (ฮา))

Star reformers

0 comments
Star reformers

Tuesday, March 18, 2008

4:24:40 AM

ตื่นมากลางดึกสงัด ก็งอแงอีกตามเคย หิวด้วย อ่านหนังสืออยู่เป็นชั่วโมง แล้วก็เลยหยิบหนังเรื่องนี้มาดู คงเป็นเรื่องสุดท้ายแล้วที่จะดูที่นี่ ในรอบนี้ ยืมพี่กุ้งมาแต่อาทิตย์ก่อนนู้นพึ่งมีเวลาดูคืนนี้ และคาดได้เลยจนกว่าจะกลับไทยคงไม่ได้ดูเรื่องอะไรอีก เวลาในชีวิตมันช่างจำกัดเสียจริงเชียว

ไอ้หยา พอดูจบพึ่งนึกขึ้นได้ว่า ดูแบบมีภาษาญี่ปุ่นและมีบรรยายไทยได้นี่นา นั่งดูเป็นพากษ์ภาษาไทยมาตลอดเลยแฮะ

หนังดีมากๆ ดีเลิศเลยด้วย เข้าทำเนียบหนังโปรดในชีวิตได้เลย หนังยาวมากๆ ๑๓๐นาทีได้

ปกติหนังเรื่องนึงไม่ค่อยเกิน๑๐๐นาทีหรอก มีสามองก์เป็นสูตรฮอลลีหวูดเขา

หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้พระเอกหล่อแบบสันติสุข แต่นางเอกสวยแบบญี่ปุ่นเด๊ะๆ

หนังดีมากตรงไหน ถ้าเป็นแต่ก่อนเราคงไม่เข้าใจนัก ชีวิตคนเรามันต้องล้มลุกคลุกคลานเสียก่อนถึงจะลดความหยิ่งทะนงที่มีในตนได้ เราคนที่แสนหยิ่งคนนั้นตายไปแล้ว (จริงหรือ)

“ผมเรียนรู้ว่าเพื่อนแท้ในที่ทำงานคือสิ่งสำคัญที่สุด” พระเอกพูดแบบนี้ พระเอกเป็นข้าราชการในรูปแบบที่ข้าราชการทั่วโลกเป็นกัน และไม่ต่างจากข้าราชการไทยด้วย คือลักษณะของคนบนหอคอยงาช้าง

แต่เด็กเราก็ใฝ่ฝันอยากเป็นข้าราชการมาตลอด คงเพราะปู่ตายายรับราชการมาตลอด เราไม่เคยคิดว่าการทำงานเพื่อเงินนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เรามองว่าเกียรติคือการได้ทำงานรับใช้สังคม รับใช้มวลชน ความยิ่งใหญ่ของคนนั้นอยู่ที่ว่าเขาได้รับใช้มวลชนมากแค่ไหน เราคิดแบบนี้มาแต่เด็กจริงๆ แต่ เอ๊ จะว่าไป เรารับใช้มวลชนได้และได้เงินได้จากการทำมาหากินได้เหมือนกันนะ ต้องบูรณาการได้แน่ๆอยู่แล้วในโลกแห่งทุนนิยม

พระเอกหลังจากฝึกงานในซุปเปอร์มาเก้ทเสร็จขอย้ายตนเองจากฝ่ายนโยบายอุตสาหกรรมไปอยู่ส่วนสวัสดิการสังคม ดูแล้วชอบใจ ปู่ฉันเป็นอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์นะเอ้า ปู่ทำเรื่องนิคมสร้างตนเองเป็นคนแรก และ วางรากฐานที่ดีแก่งานด้านนี้สร้างคณูปการให้แก่บ้านเมืองมาก เสียดายที่แกอายุสั้นมากๆ ปู่ตายไปหลายสิบปี ชื่อก็ยังอยู่ได้ มีคนนำนามสกุลไปใช้เป็นชื่อนิคมสร้างตนเอง (เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ เราหาเจอบนเน็ทโดยบังเอิญ พ่อยังแปลกใจในความสามารถการเข้าถึงข้อมูลโดยกูเกิ้นนนเลย) แต่เราไม่รู้จักปู่เรา ไม่เคยคุยกัน แต่เรานึกสงสัยว่า ความคิดพื้นฐานด้านการสร้างความเท่าเทียมกันทางสังคมหลายๆอย่างของปู่ นั้นหมายความถึงว่า ในยุคนั้นปู่เรามีความต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปปกครองในระบอบสาธารณรัฐหรือไม่ พ่อบอกว่าปู่เรียนจบกฏหมายในปี๒๔๗๒(ก่อนมีธรรมศาตร์เสียอีก) แต่เรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อน เราไม่สมควรพูดบนบล๊อก เอาง่ายๆว่าปู่เราเป็นมหาดเล็กเอียงซ้ายกระมัง เท่าที่เราเข้าใจ แต่เราเอียงขวานะ ไม่ค่อยกลางนะ

เรื่องสกุลแบบนี้เราว่าเก๋ไม่เบาหรอก ถ้ายังรับราชการอยู่แบบพวกทหารแล้วมีหอประชุมชื่อตนเอง เราว่าไม่แปลก ถ้าตายไปคนยังระลึก เราว่าน่าจดจำ คนเราตายไปไม่มีอะไรเหลือ มีแต่คุณความดีเหลือ พระท่านให้ศพอมเหรียญไว้ในปาก เผาจนหมด เงินในปากยังอยู่ ชี้ให้เห็นชัดมากๆว่า ความตายของมนุษย์เงินเพียงบาทเดียวก็เอาไปยมโลกไม่ได้ (คุณเชื่อในภพหลังความตายกันไหม ฉันเชื่อ)

ทำไมข้าราชการผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายถึงได้เป็นแบบนั้น ในเรื่องก็ดูแล้วก็คิดถึงสังคมไทยเช่นกัน แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก ในเมื่อศักดินาในระบอบญี่ปุ่นหรือไทยก็ทับซ้อนอยู่บนประชาธิปไตยและระบบการคัดคนเข้ารับราชการ ข้าราชการมาดนักวิชาการ มันก็ดีนะ แต่คนเรามันต้องหลากหลาย แบบพระเอกในเรื่องได้เรียนรู้การทำงานกับคนระดับล่าง และได้เห็นข้อดีและทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง

(ญี่ปุ่นนั้น ข้าราชการล้วนต้องจบจากมหาลัยชั้นยอดเช่น จุฬา ธรรมศาสตร์ เอ๊ย โตได วาเซดะ เป็นต้น)

(คนที่จบจากมหาลัยชั้นรองไป สอบเข้าบรรจุทำงานได้ยากกว่า) คล้ายกับไทยน่ะแหละ แต่ตอนนี้โครงสร้างสังคมไทยเปลี่ยนไป มหาลัยไทยผลิตบัณทิตไปรับใช้เอกชนซะแล้ว แฟนเก่านิสิตแสนสวยเราพูดเสมอว่า “เกียรติภูมิจุฬา คือ เกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน” และ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ กล่าวไว้นานแล้วว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

ชนชั้นปกครองมักมีพื้นที่เล็กๆของกลุ่มตนเองเสมอ แต่อำนาจนั้นใหญ่เหลือคณา วิธีรักษาอำนาจของตนเองนั้นถูกถ่ายทอดจากรุ่นต่อรุ่นและเป็นความลับที่อยู่ในหอคอยงาช้างเท่านั้น

แต่นั่นแหละ สิ่งที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดบนโลกนี้คือ การศึกษา (ปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ท ทำให้โลกนี้เป็นประชาธิปไตยขึ้น) แต่สังคมไทยกลับรักษาระดับศักดินาด้วยฐานะทางเศรษฐกิจและนำภาษาขี้ข้าเช่นภาษาอังกฤษเข้ามา คัด และ เลือกคนเข้าระบบ อีก ดังเช่นสมัยก่อน เจ้าฟ้าทุกพระองค์ได้สำเร็จการศึกษาจากตะวันตกกลับมาเป็นเจ้าคนนายคน(ต่อให้ไม่สำเร็จ ก็กลับมาเป็นเจ้าคนนายคนอยู่ดี) ปัจจุบันใครเรียนอินเตอร์ก็เป็นเจ้าคนนายคน(จริงๆแล้วบ้านมันรวยด้วย) การบ่งชี้ว่า เขาเป็นคนเก่งกว่าหรือไม่ ไม่ใช่เพียงวิชาการความรู้ที่มี หากแต่ด้วยสถานภาพทางกำเนิดด้วย

ฝอยชิบหายเลยลูกกู(พ่อต้องพูดแบบนี้แน่ๆถ้าพ่ออ่าน)

เลิกฝอยและเข้าเรื่องหนังวันนี้ดีกว่า

เราเองก็ไม่ต่างจากไพร่ในหนังหรอก ในหนังให้ดูถึง พวกแรงงานต่างชาติ รับใช้คนญี่ปุ่นด้วย ดูไปก็เห็นชีวิตตนเองเช่นกัน มีวันนึงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เข็นรถขยะ(Cart) อยู่ใต้ห้างหรูกลางโตเกียว หันไปพูดกับแรงงานไทยด้วยกันว่า ความรู้สึกเหมือนแรงงานพม่าที่เราเคยเห็นที่บิ๊กซีเลย ห้างที่เราไปบ่อยที่สุดในชีวิต เราชอบไปจอดรถใต้ดินและ เดินตามทางเดินคนงานเข้าห้าง เรามักเห็นอะไรแบบนี้เสมอ แต่เราเดินไปเถรดหุ้นนะเอ้า(ฮา)

ในวันที่พระเอกท้อแท้ แฟนลูกสาวบริษัทรับเหมาใหญ่ บอกเลิกเพราะชีวิตล้มลง พระเอกเจ็บปวด นางเอกพูดว่า ฉันต้องการคุณ พระเอกสารภาพในตอนหลังว่าเวลานั้นผมต่างหากที่ต้องการคุณ เราดูแล้วรู้สึกโดน ไม่ได้โดนเพราะไปเป็นแฟนกะคุณหนูที่ไหน แต่โดนเพราะจำได้ว่าในเวลาที่คนเราล้ม มันมีไม่กี่คนหรอกในชีวิตที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ใครเข้ามาก็ดีทั้งนั้น แบบในเจอร์รี่ แมคไกวร์นั้นไง จำได้ไหม ใครๆก็น่าจะจำได้ ยู คอมพลี๊ดมี

พระเอกข้าราชการที่สามารถทำให้บริษัทรับเหมาได้งาน พ่อตาย่อมพึงพอใจเป็นธรรมดา ว่าไหม

วันก่อนอ่านอันดับเศรษฐีในฟ๊อบ ปีนี้เศรษฐีจีนอินเดียที่ร่ำรวยขึ้นจากอสังหาริมทรัพย์พร้อมกับกรีทาทัพเข้าในอันดับบิลเลี่ยนแนร์ นึกไปถึงตอนเด็กๆที่เคยดูสี่ทุ่มแสควร์ แล้วนำคุณ อนันต์ กาญจนภาสน์มาออกรายการ วันนั้นแกพูดว่า เศรษฐีหมื่นล้าน(บาท)ในไทยแบบแกมีเป็นร้อยคน วันนี้ผ่านไปนานมากๆคงเกิน๑๕ปี มีกี่คนกันนะ เมืองทองร้าง

ที่ญี่ปุ่นก็เคยมีเศรษฐีทั้งรับเหมาและอสังหาร่ำรวยติดอันดับโลกมากมายในทศวรรษ๘๐ ปัจจุบันก็เปลี่ยนไปที่จีนกัน อสังหาใครๆก็ชอบมั้ง

ความสามารถในการดูด เก็บ คาย เขียนข้อมูล เป็นการที่ทำให้มนุษย์พัฒนาองค์ความรู้สูงขึ้น ในหนังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของมันสมองของมนุษย์เพียงคนเดียวที่ทำให้เกิดการปฏิรูปองค์กรได้ และ องค์กรทำให้เกิดการปฏิรูป(ภาย)ในใจได้ เราเชื่อมั่นในมันสมองและสองมือของมนุษย์เสมอมา คน๑คนย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จะในทางดีหรือทางเลวก้อตาม เรื่องนี้ย่อมอยู่ที่การปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม มโนธรรม

นึกภาพตามให้ชัดว่า ถ้าชูวิทย์ไม่เกิดมาบนโลก ซ่องจะมีน้อยกว่านี้กี่แห่ง และโสเภณีจะมีน้อยกว่านี้กี่คน

นึกภาพตามว่า ถ้าเจ้าของโตโยต้าไม่นึกอยากได้รถยนต์ คนงานกี่แสนคนจะได้มาทำงานแบบนี้

หรือ กระทั่งฮิตเล่อร์ หากเข้าเข้ามหาลัยศิลปะได้ ไม่ต้องไปสมัครทหาร โลกนี้จะเปลี่ยนเป็นอย่างไร

แต่นั่นแหละ นั่นคือวิธีดุลยภาพทางสังคมในตัวมันเอง ธรรมชาติมักสร้างและทำลายตัวมันเองเสมอ (พระศิวะ หรือ พระวิษณุ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของธรรมชาติ)

แฟนเก่านิสิตแสนสวยบอกว่า “พ่อเขาชื่อวิษณุ แม่ชื่อแม่โขง (ฮา)”<<< ประโยคแบบนี้ไม่เคยได้ยินแม้หนเดียวที่ธรรมศาสตร์

ตกลงที่เขียนมาทั้งหมดเกี่ยวเหี้ยไรกะหนังไม่ทราบ แต่ตีห้าแล้วต้องนอนต่อแล้ว ต้องตื่นมาทำนู้นนี้นะฮะ

เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้ เข้าทำเนียบหนังในดวงใจได้เลยจ้า

ปล.
วันนี้ใช้เทคโนโลยี่ที่แสนแห้งแล้งทางอารมณ์แบบMSNถามผู้หญิงคนหนึ่งไปว่า แล้วเขารักเราไหม เขาตอบว่ารัก ถ้าเป็นโลกความจริง เราคงรู้สึกดีกว่านี้ ได้เห็นแววตาว่าโกหกหรือไม่ หรือน้ำเสียงว่าจริงใจเพียงไหน ว่าแต่คุณรักผมแบบไหน อาจเป็นเพียงเท่าที่รักหมาที่บ้านก้อได้ หรือแค่พี่ชายหน้าโง่คนหนึ่ง

ภัตตาคารชั้น๑และการตามหาพระจันทร์

0 comments
ภัตตาคารชั้น๑และการตามหาพระจันทร์

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551

๐๒:๔๗:๕๙ น.

พระจันทร์ดวงเดียวกันทำให้คนรักกันได้ไหม เมื่อซักครู่วิ่งออกไปตามหาพระจันทร์ว่าวันนี้อยู่ที่ไหนหลังจากเปิดหน้าต่างแล้วไม่เจอ ออกไปก็เห็นแต่หลังคาบ้านคน เราไม่ได้มองจันทร์บ่อยนักเพราะไม่ได้สนใจ ครั้งสุดท้ายที่เห็นพระจันทร์ที่นี่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ คงเป็นตอนดูพลุเมื่อ๒๔มีนาที่ไมฮามะกระมัง

แต่หนสุดท้ายที่ตั้งใจมองตอนขี่จักรยานกลับบ้านดึกวันหนึ่ง ก็เมื่อซักช่วงกลางเดือนกุมภา พระจันทร์เต็มดวงและสวยจริงๆ ส่งข้อความไปเมืองไทยว่า วันนี้พระจันทร์สวย คนส่งกลับมาบอกว่า เขาไปวัดมาและพระจันทร์ก็สวยจริงๆ เราอ่านข้อความแล้วงงๆ จะบอกอะไรกูหรอ ไปวัดทำไม เห็นเราจบนักธรรมตรีหรือไง จนหลายวันต่อมามีคนบอกว่า เมื่อวานก่อนเป็นวันมาฆบูชา ฉันถึงบางอ้อ

เรารู้แต่ว่าช่วงนั้นมันคือวันแห่งความรัก และพระจันทร์ก็เต็มดวง ในขณะที่คืนนั้นหัวใจฉันไม่เต็ม

เมื่อเช้าไปรับหนังสือที่มีคนส่งมาจากไทย แต่ต้องไปรับที่ไปรษณีย์ เพราะมันเข้าช่องจดหมายที่บ้านไม่ได้ โดยปกติเราจะโทรไปบอกให้มาส่งซ้ำ แต่ช่วงนี้เรารู้ว่าเราไม่อยู่บ้านเลยตื่นมาก็ต้องออกไป กลับบ้านมาก็ดึกดื่นเที่ยงคืนทุกวัน ก็เลยตัดสินใจไปเอาเอง หลงทางอยู่นาน กว่าจะไปรับได้ ทั้งๆที่มันก็ไม่ไกลบ้านนัก ขี่จักรยานไปก็ไม่เกิน๑๕นาที(ถ้าไม่หลง) มีหนังสือเรื่องของกะทิ ที่เราชอบเล่มแรกมากๆ และนี่คือภาคต่อในตอนที่ชื่อว่า ตามหาพระจันทร์ นึกสงสัยว่า ณภัทรในเรื่องนี้ชื่อนี้แปลว่าอะไร ในชีวิตจริง เรารู้จักคนชื่อณภัทรทั้งผู้ชายและผู้หญิง
.................................
ก่อนเข้าเรื่องขอบันทึกก่อนว่า วันนี้ตอนห้าทุ่มกว่าๆมีประโยคที่เราพูดย้อนคนกลับไปว่า “มึงน่ะแหละ ดูอะไรก่อนแล้วค่อยพูด” หลังจากเขาบอกเราว่า “เงียบๆน่า ดูอะไรก่อนแล้วค่อยพูด” เขาโกรธเรามากๆ และเราก็แสบสันต์มากๆที่ย้อนคำพูดเขาคืนไป แต่อีนี่มันจุดเดือดต่ำอยู่แล้ว ถ้าจะมาตีฝีปากกับเราก็ยาก แต่หลายปีมานี้เราไม่ค่อยชอบไปตีฝีปากกับใคร สงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นกว่าสมัยก่อนมากๆ
................................
วันนี้พี่สาวพาไปกินอาหารจีน ไปกันสามคนป๋าไปด้วย เป็นภัตตาคารชั้น๑เลยล่ะ เปิดมา๕๕ปีแล้ว เข้าไปแล้วยังกะเดินเข้าไปในพิพิธภัณท์ ทุกอย่างดูโบราณดี แต่ก็คงดูทันสมัยในเวลานั้นๆที่ตั้งร้าน อาหารรสเฉยๆ แต่ก็ประทับใจดี หอยเชลล์ลื่นละมุนลิ้นแทบละลายในปาก เขาถามว่าอาทิตย์หน้าทศจะกลับเลี้ยงส่งเราที่ไหนดี เราบอกไปว่า”ไม่ต้องหรอกพี่ เดี๋ยวผมก็กลับมา” ในเมืองไทยภัตตาคารจีนที่ไหนเปิดมา๕๕ปีแล้วบ้างน้า
..............................

เข้าเรื่องนะ หยิก

วันนี้ตอนไปว่ายน้ำนึกคำได้สวิงสวายในแบบของเราเอง นึกได้ว่า

“โอสถแห่งสรวงสวรรค์อร่อยดั่งน้ำอมฤตดื่มด่ำแล้วเราจักเป็นอมตะ” แปลไทยเป็นไทยแค่อยากบอกว่า ผมรักคุณ

เราไม่รู้ว่าจะขอบคุณเขาอย่างไรที่ส่งหนังสือดีดีมาให้อ่านหลายเล่ม หนังสือเล่มนี้เราเคยยืนกอดเขาอยู่แล้วชี้ไปที่ชั้นหนังสือในร้านหนังสือ ว่าอยากอ่านภาคต่อ(ตอนนี้อยากกอดเธออีกจัง) เขาพูดว่าเคยอ่านในบล๊อกเราเรื่องนี้แล้ว เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราเขียนอะไรไปบ้างในบล๊อก และไม่เคยเปิดอ่านซ้ำด้วย สาเหตุสำคัญเพราะว่า ความสุขของกะทิทำให้เราร้องไห้นั้นเอง ความทรงจำในอดีตเอ่อล้นออกมา เรื่องไหนทำให้เราร้องไห้ พอเราบันทึกเสร็จสิ้นเราจะไม่ไปมองมันอีก(ทางตัวอักษร) แต่ในความทรงจำมักแน่นตรึงเสมอ

กระทั่งวันนี้ก็ตาม ตอนแรกๆก็ไม่กล้าอ่าน พึ่งมาพลิกอ่านแบบตั้งใจก็ตอนกลับเข้ามาบ้านตอนตี๑แล้ว กลัวความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตจะกลับมาโบยตีเราอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ดีที่ไม่มีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นอีก เมื่อวันศุกร์ที่แล้วเรายังร้องไห้เพราะนึกถึงความทรงจำที่เลวร้ายในอดีตแบบในหนังสือกะทิอยู่เลย

แต่เพราะศุกร์ที่แล้วมันหนักด้วย มีเรื่องต้องทำเยอะมากๆ อากาศก็เลวร้ายมากๆ เหนื่อยมากๆ แต่ก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังหรอกว่า ทุกข์อะไร ขนาดคุยโทรศัพท์กันก็ยังไม่เล่า และก็คิดถูกแล้วที่ไม่เล่า เพราะพอวันนี้วันพฤหัส เราก็แทบลืมไปแล้วว่า ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ชีวิตกูต้องทำอะไรมาบ้าง เหนื่อยชิบหาย

วันก่อนอ่านในมติชนมีคนบอกว่า คนชอบเขียนหนังสือเพราะชอบอ่านหนังสือ เรานึกค้านเล็กๆในใจแต่ก็เห็นด้วยในประเด็น สำหรับเราเองนั้น เราชอบเขียนหนังสือเพราะเราอยากเขียน หลังๆมานี้อ่านหนังสือน้อยลง แต่เขียนมากขึ้น(มีเยอะมากๆที่ไม่ได้เอาขึ้นบล๊อก และมีบันทึกในไดอารี่ และ จดหมายและโป๊สสะก๊าด) แต่ที่คิดว่าค้านเข้าไปอีกก็คือ เราชอบทำหนังสือมากกว่าการเขียนหนังสืออีก สรุปแล้ว ก็งงๆอยู่ดี ว่าเราชอบอ่านหนังสือมากแค่ไหนเชียว รู้แต่ว่าต้องอ่านเพราะขาดไม่ได้ แต่เขียนนี่ขาดไม่ได้ยิ่งกว่า ส่วนทำหนังสือชีวิตนี้ไม่ได้ทำแน่นอน(เอ๊ะ แล้วรู้ได้ไงว่าชอบ เคยทำหรือไงน้า)

หากเธอชอบอ่านที่ฉันเขียน ฉันจะเขียนให้เธออ่านไปทั้งชีวิตเลยก็ยังได้ แต่เธอต้องสัญญามาก่อนว่า หากฉันคิดจะเขียนแล้วเธอก็ต้องอ่านมัน เหมือนกับเพลงที่ว่า “หากฉันจะรักและคิดจะฝากใจ เธอเองต้องสัญญามาก่อนว่าเธอจะรักมั่นคงและแน่นอน ไม่คิดจะจากฉันไป” มันเหมือนเห็นแก่ตัวเอาซะมากๆกับการคิดแบบนี้ แต่เราก็คิดจริงๆ คนเราต่างตอบแทนในกันและกัน(ภาษาน้ำเน่าเรียกว่าเติมเต็มในกันและกัน ยูคอมพลี๊ทมี) ล้วนคบคนด้วยผลประโยชน์ จะผลประโยชน์ทางใจหรือทางอะไรก็ตามที หากเขาอยากให้เรารัก เขาต้องรักเราด้วย เพราะทุกวันนี้พระจันทร์เขามีให้ใครบ้าง เราเองทราบอยู่แก่ใจดี ส่วนเราเองนั้น เขาทราบดี และเรื่องนี้เราค่อยคุยกันที่เมืองไทยก็ได้ เขาน่าจะคิดได้ว่า เราเขียนหนังสือได้ขนาดนี้เราไม่โง่หรอก เพียงแต่เราอาจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้างแค่นั้นเอง และเช่นเดียวกัน เขาเองก็คงนึกแบบเรา ทำให้อะไรเป็นแบบนี้

เข้าเรื่องกะทิดีกว่า

เริ่มอย่างไรดี

เราพึ่งพบว่าบ้านเรือนไทยอยู่ที่อยุธยาจากภาคต่อนี้ ภาคที่แล้วเขาบอกไว้ไหมน้า(บ้านเราก็เรือนไทยนะแต่ไม่ใช่
ทรงอยุธยาจะค่อยๆเล่าไป) เอ้อ และเราก็ไม่ได้คุยกับแม่เรื่องหนังสือเล่มนี้เลยแฮะ ทั้งๆที่ตั้งใจไว้ว่าไปไทยมีเรื่องอยากถามเหมือนกัน เวลาเรานึกถึงอยุธยาก็จะนึกถึงอากี้ หนังสือเล่มนี้สื่อความหมายแบบไทยๆที่เป็นความสัมพันธ์ของสังคมชนบท ที่ทุกคนเกี่ยวพันกันทางความรู้สึก หาใช่ ครอบครัวเดี่ยวโลกาภิวัฒน์แบบโตเกียว สังคมที่แสนแห้งแล้งเยื่อใยของเพื่อนมนุษย์ และกรุงเทพกำลังดำเนินไปในรูปแบบนั้น

แต่เราอ่านเล่มที่แล้วแล้วเรารู้นะว่า ฉากคอนโดบ้านกลางเมืองของกะทิอยู่ในซอยมหาดเล็กหลวง แถวๆนั้นแต่ก่อนเราไปบ่อยจัดๆ เพราะเป็นบ้านของผู้หญิงที่บอกให้เราเขียนหนังสือและเป็นเหตุให้เราเปิดบล๊อกนี้ขึ้นมา

ไหนๆมันก็ไทยๆเราก็ต้องกล่าวถึงคนรอบๆตัวเราบ้างที่ตอนอ่านเล่มนี้แล้วนึกถึง ถ้าไม่อ่านก็ไม่ค่อยเคยนึกถึงเลยด้วยซ้ำ

นึกถึงอยุธยาก็จะนึกถึงอากี้ และยิ่งอ่านว่าเชิงรบเป็นลูกนายอำเภอก็ยิ่งคิดถึงแก อากี้เคยเป็นนายอำเภอที่อมก๋อย หลายปีทีเดียว ตอนเด็กๆในวัยที่เราอายุเท่ากะทิ ครอบครัวเราก็จะขับรถไปเชียงใหม่กันบ่อยครั้ง อมก๋อยไกลมากๆ แต่สวยมากๆ บ้านพักนายอำเภอก็สวยมากๆ บ้านอากี้มีเครื่องเสียงชั้นดีและทีวีใหญ่ซักห้าสิบนิ้ว แต่ของแกนะไม่ใช่ของหลวง จำได้ว่าเพลงเพราะมากๆ ท่ามกลางขุนเขา เพราะแถวนั้นไม้สนสวย มีสนสองใบสนสามใบ อากี้เคยบอกว่า พวกต้นไม้ตามเขาสูงๆจากระดับน้ำทะเลมากๆจะหักตัวเสมอ เรานึกภาพตามก็เห็นว่าจริง จำได้ว่าน้านกก็เป็นแฟนอากี้ตั้งแต่อยู่เมกากันแล้ว น้านกเป็นเพื่อนสนิทมากๆของแม่ตั้งแต่มัธยมจนมหาลัย ส่วนอากี้เป็นรุ่นน้องที่โรงเรียนประจำที่พ่อเรียน ส่วนพ่ออากี้เป็นเพื่อนร่วมงานปู่เรา พ่อเคยเล่าแบบนี้

ปัจจุบันน้านกก็ยังอยู่เชียงใหม่เป็นอาจารย์มช บ้านสวยมากๆ อยู่ซอยวัดถ้ำอุโมงค์ คิดว่าสงกรานต์นี้จะแวะไปหา น้านกมีเพื่อนสนิทชื่อน้าอุ๋ม ว่าจะแวะไปหาเช่นกัน ถ้าไม่มีที่พักช่วงสงกรานต์อาจรบกวนน้าอุ๋มแก แกทำโรงเรียนอนุบาลอินเตอร์อยู่ถนนฟ้าฮ่าม น้าอุ๋มเคยมานอนบ้านเรา มาพร้อมลูกสาวคนสวยและแฟนลูกสาวด้วย ตอนนั้นแฟนลูกสาวยังเป็นน้องมิวอยู่ ต่อมาไม่นานก็กลายเป็นมิวเอเอฟสอง(ไม่ใช่น้องมิวอีกต่อไป) ปัจจุบันเห็นได้ข่าวว่าเป็นรุ่นน้องเอสไอเราซะงั้น ไม่รู้หรอกว่า ยังคบกับลูกสาวคนสวยน้าอุ๋มอยู่ไหม

อากี้ปัจจุบันไปทำงานอยู่ปัตตานีในตำแหน่ง ผอ ศอ บต แต่แกก็เคยเป็นผู้ว่าที่อยุธยาด้วย เราเจอแกล่าสุดก็ตอนงานแต่งงานพี่ออ ที่ราชนาวีสโมสร แปลกนะที่ช่วงนี้นึกถึงพวกอาๆพี่ๆเหล่านี้บ่อยๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เอ้อ ศอ บต ย่อมาจากอะไรเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ก่อนมาก็คุยกับแม่เรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ จู่ๆแม่บอกว่า “พี่ชัยจำวันที่แมวเจอกี้ครั้งแรกได้ไหมแล้วพี่ชัยแนะนำว่าแมวเป็นลูกพ่อน่ะ” อากี้ก็เฮฮาไปตามประสา เราไม่ค่อยแน่ใจสรรพนามระหว่างตาเรากะพ่อเรานัก แต่เราจำได้ว่า ยายเราพ่อเราเคยเรียกว่าพี่ไพมานานมากๆ จนมาเปลี่ยนเป็นแม่ยายนี่ล่ะ

ใครๆก็บอกเราว่า ตาเรากะอากี้หน้าตาเหมือนกันเลย อ้วนๆดำๆ ตลกๆ แบบนี้ล่ะ แต่พี่ชายอากี้ชื่ออาหนุ่ย หล่อมากๆ มาดเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วอย่างแท้จริง เราไม่เจอนานมากๆแล้ว เราเจอแกล่าสุดตอนงานศพอาจ้อย เรายืนคุยกับพ่ออยู่และแกเข้ามาไหว้สวัสดีพ่อ หล่อและสง่างามมากๆ สมเป็นองคมนตรีจริงๆ ต่างจากอากี้ที่ทะเล้นตลอดเวลา แต่อากี้อบอุ่นกว่า

พ่อเล่าว่าตอนเด็กๆสมัยตาเราเป็นนายอำเภอและปู่เราเป็นข้าหลวงภาค ตาชอบอุ้มพ่อเราไปดูตาเล่นสนุ๊กเสมอ และตาจะซื้อไอติมให้กิน พ่อบอกว่าอร่อยน่าดู ไอติมสมัยก่อนแพงมากๆและเด็กๆยุคไหนๆก็ต้องชอบกินใช่ไหม กะทิก็ต้องชอบกินไอติม

หนังสือเรื่องกะทิก็เป็นแบบนี้ล่ะ ตายายกะทิก็มีการศึกษาและกลับไปอยู่เรือนไทยริมคลองในบั้นปลาย ยายเราก็พูดฝรั่งเศสได้แบบยายของกะทิ ปู่และตาเราก็เรียนกฏหมายมาแบบตาของกะทิ และบ้านเราก็ไม่มีใครเซ็งลี้ แบบที่ตาของกะทิพูดถึงเรื่องSMEsบุกโรงเรียนประถม คิดไปก็ตลกดี บางอย่างมันก็เสียดสีสังคมดีนะ แม่เราก็เป็นนักเรียนนอกโก้เก๋แบบแม่กะทิ ต่างกันที่พ่อเราเป็นคนไทย เอ๊ะ จะบอกว่าพ่อเราเป็นคนไทยก็ไม่ค่อยจะใช่อีก พ่อเป็นคนจีนหรอ ก็ไม่ใช่อีก แต่ที่รู้แน่ๆยายเราน่ะเป็นคนจีน จีนชนิดที่ว่า มีพี่ชายอยู่เมืองจีนเลยล่ะ แต่ยายก็มาเกิดที่ไทย เกิดที่ใต้ แต่มาเรียนมัธยมที่ กรุงเทพ ยายบอกว่า ยายเข้าเรียนเตรียมจุฬาเป็นรุ่นสุดท้าย (ช่วงสงครามโลกครั้งสอง) ส่วนตอนนั้นตาเราก็มาเรียนธรรมศาสตร์ เขาสองคนมาจากพัทลุง และประสบความสำเร็จทางการศึกษาสูงกว่าคนแถวๆนั้นมากๆ แต่ตาเราเป็นลูกศิษย์ปู่เรานะ ไอ้เรื่องแบบนี้มันก็เหมือนเรื่องที่คุณ งามพรรณแกเล่าน่ะละ ไม่ต้องเซ็งลี้ แต่ก็อยู่บนสังคมได้อย่างภาคภูมิ และมีราก ความเข้าใจในความเป็นไทย และเข้าใจเรื่องสากลจากการได้ไปต่างประเทศ

ตอนอ่านเรานึกถึง พ่อของเพื่อนคนหนึ่งสมัยอยู่หอเอ เพื่อนชื่อปัน เราเจอหนสุดท้ายที่บิ๊กซีที่ภูเก็ตโดยบังเอิญหลายปีก่อนหลังจากไม่เคยเจอเลยหลังเราออกจากหอเอ ปันเคยเล่าว่าทะเลาะกับพ่อ แล้วก็ออกมาหอเลย อาทิตย์ต่อมาพ่อออกขี่จักรยานไปรอบโลก ข่าวนี้ดังพอควร กับนักกีฬาแขนพิการ๑ข้างชาวไทย ในหนังสือกะทิ เขามีบรรยายถึงว่าโลกนี้มันกว้างด้วยการเดินทางของนักขี่จักรยานชาวฝรั่งเศสคนนั้น ปันมีเพื่อนสนิทชื่อแว่น สมัยนู้นนนนนเราก็สนิทกะไอ้แว่นมากๆๆๆๆแต่ก็ขาดการติดต่อไปนานแล้ว คงเพราะสมัยนั้นเราสองคนต่างไม่มีมือถือ เจอกันล่าสุดงานบอลครั้งล่าสุดที่เราไป เราเสือกทำเบอร์มันหาย เมมมาขาดไป๑ตัว ฮาไม่ออกเลย แต่เราเคยไปบ้านมันนะ ยังพอคุ้นๆอยู่ เราคิดว่ากลับไปหนนี้จะไปตามหาตัวมัน ไม่เจอมาหลายปีทีเดียว ปัจจุบันได้ข่าวว่าไอ้แว่นเป็นผู้พิพากษาไปแล้ว แต่ก่อนนั่งคุยกันกะแว่นถึงเช้าเป็นประจำ เราเล่าให้พ่อฟัง พ่อบอกว่า ไอ้แว่นไปถึงศาลฏีกาแน่ๆเพราะได้เป็นสอบเข้าได้เป็นผู้พิพากษาตั้งแต่อายุ๒๕กว่าๆ ตอนนี้อายุมันก็แค่๒๖กว่าๆเอง

เราขีดเส้นไปซักยี่สิบเส้นได้ในหนังสือ หวังว่าเจ้าของหนังสือจะไม่ว่า และวันนี้มีน้องที่จะจากกันให้อีเมลไว้ ก็ดันเขียนไว้หลังหนังสือ หวังว่าเจ้าของหนังสือจะไม่ว่า ไอ้น้องนี่บ้านก็อยู่ใกล้ๆเราที่ไทยเลยล่ะ เรารู้นะว่าเจ้าของหนังสือหวงหนังสือมากๆ แต่ไอ้ที่ขีดก็ต้องการไว้สื่อความหมายกับคุณน่ะละ

หมาพันธุ์ปั๊กในหนังสือ นี่อ่านแล้วขำ นึกถึงหมาบ้านเพื่อนสนิทเลย เพื่อนชื่อโป้งหมามันตลกๆดี บินได้ด้วย

ไก่แจ้นี่อ่านแล้วฮาขี้แตก เราโตมาพร้อมไก่แจ้เลยล่ะ บ้านเราแต่ก่อนไก่แจ้เยอะมากๆ ปัจจุบันไม่มีแล้ว เราคิดว่าหากเราสร้างบ้านหลังใหม่ เราจะเลี้ยงไก่แจ้อีกหนหนึ่ง แต่ต้องบ้านมีที่กว้างๆหน่อย อยากเลี้ยงนกยูงด้วยเราว่าสวยดี (พ่อบอกว่า...จะบ้าหรอ) ก่อนออกมาจากไทยเราบอกพ่อไปว่า อีกหน่อยจะไปปลูกบ้านใหม่ใน....ตรงนี้ๆ พ่อก็เห็นด้วยล่ะ พ่อบอกว่าเดี๋ยวพ่อกะพี่แอ๊นท์ทำให้เอง เรานึกดีใจ บ้านเราต้องสวยแน่ๆ เพราะพี่แอ๊นปลูกโรงแรมมาเยอะ ที่มัลดิ๊บสวยๆโดนซึนามิพัดไปแกก็อยู่ในทีม ในไทยไม่ต้องพูดถึง เอ่ยชื่อโรงแรมที่แกเคยออกแบบๆไปแล้วจะร้องกรี๊ดกันสลบ

แต่เราต้องหาเงินมาปลูกบ้านซินะ บ้านเราจะแพงกว่าโรงแรมพ่อเราด้วยซ้ำ แค่นึกว่าต้องหาเงินก็ต้องปาดเหงื่อแล้วล่ะ แต่ไงไงก็ต้องสู้เพื่อเรือนหอกู สู้ๆสู้ตาย หาเงินปลูกเรือนหอก่อนเมียค่อยผ่อนมาทีหลังก็ยังได้(ฮา) เอาง่ายๆว่าถ้าเรือนหอใหม่ไม่เสร็จเราจะไม่แต่งงานโดยเด็ดขาด การตั้งข้อแม้แบบนี้มันแย่เหมือนกันนะ เราต้องหาเงินอีกมหาศาลเลยล่ะในโตเกียวเนี่ย ที่เมืองไทยเราไม่มีทางทำอะไรแบบนี้ได้แน่ๆ ประสาทจะแข็งพอไหมวะ กู แค่นี้หงอกก็เต็มหัวแล้วนะ ต้องทำดูซักตั้ง

และเราจะเลี้ยงไก่แจ้เหมือนตอนเราเด็กๆ มีบ่อปลาค๊าบด้วยน่าจะดี สระว่ายน้ำก็อยากมี(เราไปว่ายน้ำสี่วันติดแล้ว) จะปลูกเรือนไทย๑เรือนไว้ปาร์ตี้ บ้านสามชั้นเล่นระดับเล็กๆ๑หลัง ที่กว้างๆหน่อย ไว้จัดปาร์ตี้บ้าง เราจะทำอาหารเลี้ยงแขกบ้างจัดซื้อบ้าง ขนมไทยแบบในหนังสือเราก็เคยไปเรียนมา ก็หนุกดี ทำนิดๆหน่อยๆ ซื้อบ้างอะไรแบบนั้น ตอนปั้นลูกชุบแล้วนั่งวาด คิดไปก็ขำดี มังคุดกูลูกเท่าส้มโอเลย

นึกๆไปก็อยากกินกะท้อนลอยแก้วแบบในหนังสือ ที่บ้านเคยมีต้นกะท้อนด้วยเสียดายว่าตายไปแระ สาเกก็มี สาเกเชื่อมเป็นขนมหวานที่เราโปรดที่สุดในชีวิต ไม่ได้กินมาเกินสิบปีแล้วแน่ๆ ตั้งแต่บ้านเราตัดสินใจโค่นมันทิ้งเพราะรากมันใหญ่ชอนไชไปจนพื้นโรงรถพังไปหมด ไว้ปลูกบ้านใหม่จะปลูกสาเกไว้นอกรั้วบ้าน ไม่งั้นเดี๋ยวลูกเราจะเกเรไปแบบที่เราเกเรกะพ่อแม่มาตลอด แต่ก่อนคนขายยาคู้ลท์ขอสาเกไปเชื่อมเสมอ (คนขายยาคู้ลท์ทุกคนเป็นอมตะ เห็นมาแต่เด็กจนโตจนแก่ แทบไม่มีวันหยุดและไม่มีใครคิดเปลี่ยนอาชีพซักที)

ตอนเด็กๆเวลามะม่วงออกเต็มบ้าน เราก็จะปีนไปเก็บ ทั้งสนุกและทั้งเหนื่อย แล้วก็เอามาบ่มทำส้มลิ้มกัน(มะม่วงกวน) แต่เดี๋ยวนี้มะม่วงแก่ไปแล้วมั้ง ไม่เห็นมันมีลูกเลย วันก่อนได้ยินคนคุยกันเรื่องบันจี้จั๊มพ์ที่ไคร้สเชิรช์ นิวซีแลนด์ มีคนบอกว่า ที่ไทยก็โดดได้มึงก็ปีนต้นตาลขึ้นไปดิ แล้วโดดลงมา จะไปทำเหี้ยไรตั้งนิวซีแลนด์ให้เสียเงิน ตอนฟังนั้นเราหัวเราะไม่หยุด ยกให้พี่แกเป็นคนฮาอันดับ๑ในชีวิตเราเลยล่ะ มุกหลุดโลกนอกวงสนทนานี่แกแพรวพราวสัดๆ

เรื่องกล้องถ่ายรูป คิดไปถึงตอนเรามองคนบางคนผ่านเลนส์ มันเป็นอารมณ์ที่แปลกดี แม่บอกว่าพ่อเราชอบถ่ายรูป และสมัยก่อนไม่มีใครเขาถ่ายกันนัก แม่บอกว่าเขินเสมอ เวลาเป็นแบบ

ตาของกะทิก็คงเท่ห์ในสายตาสาวๆสมัยนั้นพอตัวกะการถือกล้อง

เปลญวน เราชอบที่สุด เราพูดกับใครๆที่นี่บ่อยๆว่าอยากอยู่เฉยๆที่ไทย อาชีพหลักเราเลยก็คือ การนอนอ่านสกุลไทย ไกวเปลญวน เล่นกะแมว วันหยุดวันๆเราอยากทำแค่นี้ล่ะ เราคิดถึงเปลญวน มันมีความสุขดีนะ และที่นึกถึงอีกอย่างที่ตรงกะตากะทิ พ่อเราก้อชอบสะสมของเก่า แผ่นเสียงอะไรก็มี เครื่องเล่นแผ่นนี่มีเยอะเหมือนกัน มันก็สวยดี แต่ก็ตลกๆ ใช้งานก็ไม่ได้เป็นได้แค่ที่ระลึก

แต่ที่ทำให้คิดถึงพ่อที่สุดก็คือ อาฟเต้อร์เชฟตราเรือใบที่ตาของกะทิใช้ พ่อเราก็ใช้ เราก็เอามาใช้ที่นี่เพราะทำให้เราได้คิดถึงพ่อทุกวัน มันหาซื้อยากเหมือนกัน ในไทยก็ไม่เคยเห็น ที่โตเกียวก็ไม่เคยเห็น พ่อเรามักซื้อเวลาแกไปสิงคโปร์ แต่ก่อนพ่อไปที่นั่นเรื่องงานพ่อบ่อยๆ พ่อเรายังเก็บมีดโกนหนวดของปู่เราไว้อยู่เลย มันโบราณนะ แต่ก็คงทำให้เขาได้คิดถึงกันล่ะมั้ง เราคิดว่าของขวัญกลับไทยหนนี้เราก็จะซื้อกรรไกรตัดผมดีดีให้พ่อซัก๑ชุดเหมือนกัน พยามเดินหาอยู่ หายากจังว้า

ของขวัญชิ้นหนึ่งที่ยายให้พ่อเราเมื่อหลายๆสิบปีก่อน ซักห้าสิบปีแล้วมั้ง คือ วิทยุทรานซิสเตอร์ที่ยายให้เป็นของขวัญพ่อเราในโอกาสเรียนดี เป็นหนังสีน้ำตาลไหม้ห่อวิทยุไว้ สวยดี ยายซื้อมาจากเมกาสมัยยายไปเรียนหนังสือ ตอนนั้นยายเรายังเป็นพี่ไพของน้องชัยอยู่เลย อ่านเรื่องของกะทิแล้วก็นึกถึงของเก่าๆที่บ้านมากมาย และความทรงจำจากการฟังคนแก่คุยกันก็แจ่มชัดมากๆจากการอ่านหนังสือเล่มนี้

เรื่องขำๆของตาเราคือ สมัยพ่อเราเรียนจบ บังเอิญตามาหาคุณย่าที่บ้านซอยรางน้ำ ตาชวนพ่อเราไปฉลองความสำเร็จด้วยการไปตีกาหรี่ พ่อเล่าให้ฟังแบบขำๆตั้งแต่เรายังเด็กๆ แต่พ่อเราไม่ไปหรอก ตอนนั้นพ่องงๆกะตาเรา รู้ทั้งรู้ว่าสมัยนั้นพ่อเราก็มองๆแม่เราแล้วล่ะ ตาบอกพ่อว่า นักรบต้องมีเมียเยอะๆ ผู้ชายน่ะต้องมีเมียเป็นร้อย ยิ่งนึกยิ่งขำ เราบอกพ่อกลับไปว่า ตาเราน่ะเป็นคนรักครอบครัว ไปอยู่ไหนก็เลยต้องสร้างครอบครัว (ฮากว่า)

ไอ้หยา ตีฝี่แล้ว ต้องนอนแล้ว

ขอจบด้วยประโยคแรกที่เราขีดเส้นใต้ในหนังสือเล่มนี้

“คนแปลกหน้าที่น่าจะรู้จักผิวเผิน กลับกลายเป็นคนมีที่ทางพิเศษในชีวิต”

คืนนี้อยากกอดแน่นๆอีกครั้งเหมือนตอนยืนชี้ชวนดูหนังสือเล่มนี้กันตอนนั้นจัง

ถ้าหากเราเสองคนเผอิญคบกันไปเรื่อยๆจนแต่งงานจนมีลูกสาวกับเขาต้องตั้งชื่อเป็นที่ระลึกว่า “กะทิ” ไหมล่ะนี่ ฮึ เอ๊ะ เขาเขียนในบล๊อกเขาว่าเราขอแต่งงานไปแล้วนี่นา เฮือกกกกก โฮกกกกก แล้วกูมีเงินที่ไหนเล่าตอนนี้ ยิ่งคิดยิ่งเครียด ทรัพย์สมบัติที่มีตอนนี้ก็แค่จักรยาน ยกให้เขาไปเลยได้มะ นับเป็นสินสอดได้มะ มีตั้งสามสี่คันแน่ะ เฮือก เครียดจริงนะฮะ นอน นอน นอน
..................

วันอังคารที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

วันนี้เขาบอกมาว่าขี่จักรยานไม่ค่อยเป็น เราฟังแล้วนึกในใจสินสอดของหมั้นกูเป็นหมันเลยว่ะ ทำไงดีวะ

งานแต่งงานผึ้งแบ๊งค์

1 comments
งานแต่งงานผึ้งแบ๊งค์

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๑๒:๓๓:๔๓ น.

เดือนนี้เดินทางเยอะมาก นอนโรงแรมเป็นว่าเล่น เหนื่อยชิบหาย แต่ก็ทำให้มีเรื่องคุยกะพ่อมากขึ้นมากๆ แต่พ่อหายไปจากบ้านไปแม่สอดอีกแล้ว คิดถึ้งคิดถึง

ตะกี๊เห็นน้องทรายในMVเพลง เหลือไว้คนเดียว ของ มอส แมวหมู่ ช่อง มะจัง

นึกถึงเมื่อมีนา ที่น้องทรายถามว่า “ทำไมพี่ทศไม่มีแฟน” แล้วเราตอบไปว่า “อ๋อ พี่ผิดปกติบางอย่าง” นึกไปก็ขำดี

เราไปงานแต่งงาน ผึ้งแบ๊งค์มา ไปมาหลายวันเลย ที่สกลนคร แล้วไป ต่อ เวียงจันทน์ด้วยและไปขอนแก่นด้วย พูดง่ายๆว่า ไปทัวร์อีสานมาน่ะแหละ จะค่อยๆเล่าให้ฟังเด้อ กลับมาถึงบ้านเห็นแม่อ่านหนังสือ เรื่อง “เทวดาที่โหล่” อยู่ โธ่ หามาตั้งนาน ว่าจะเอาไปคืนเจ้าของ แต่ก็หาไม่เจอ ก็เลยโวยใหญ่

ผึ้งและแบ๊งค์เป็นแฟนคลับBlog 2000 หน้าของเรา นึกไปก็ว่าแปลกดี ผู้หญิงคนที่มาส่งเราที่ดอนเมืองคนนั้นอะนะ กลายมาเป็นภรรยาของเพื่อนรัก เจอหนแรกที่สนามบินก่อนไปญี่ปุ่นครั้งแรก เจออีกหนก็เป็นภรรยาเพื่อนไปซะแระ อ้อ ที่ไปต่อเวียงจันทน์ก็มีเหตุผลนะ นึกถึงคนที่เคยโทรมาอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพก่อนไปญี่ปุ่นหนแรก เวลาก็ผ่านไปกว่าสองปี เพื่อนๆทุกคนเปลี่ยนกันไปตามกาลเวลา


ออกเดินทางตั้งแต่เช้าเจ็ดโมงกว่าๆวันที่๒๕ ไปถึงสกลนครสองทุ่มได้ พีซมารับหน้าปากซอย ไปกันสี่คน มีเรา แป้ง พีซ เติ้ง หนุกดี ถ้าไม่หลับก็เม้ากันไปเรื่อยๆ เจอแป้งหนแรก ได้ความว่า อายุ๒๕ เราถามกลับไปตามข้อมูลที่มีว่า ต้องเป็นเพื่อนโอมแน่ๆ และก็ขำ เออ ใช่ด้วย เรื่องแบบนี้ล่ะแม่นนัก โอมเป็นคนในออกเต็บที่๑ของไอ้นนท์ ส่วนไอ้นนท์เป็นคนในอ๊อกเต็บที่๑ของเรา (ชีวิตคนเราถ้ามีอิเล็กตรอนโคจรรอบตัวครบ๘คนในอ๊อกเต็บที่๑นับได้ว่า เพอร์เฝ็คท์ เสถียรแน่ๆ)

เดินทางด้วย ซุบารุ เหี้ยเอ๊ย ยังกะเกวียน ไอ้พีซขับหนุกอยู่คนเดียว เราก็เพลินๆนะแต่ก็เหนื่อย นึกไปถึงเคยคุยกะไอ้ฟรีที่เชียงใหม่(ตรีญานรส) มันบอกว่า มีซูบารุคันนึงไปไหนก็ได้ทั่วไทย เรานึกในใจ โห แล้วใครจะนั่งไปกะมึ๊งงงง ฮ่าๆๆ นึกไปถึงเวลาไปสกีทางเมืองภูเขาๆในญี่ปุ่น เออ ได้เห็นซุบารุทั้งเมืองเลย สมรรถนะเยี่ยมไปเลย

เหี้ยไผ่ แม่ง เหี้ย แม่งเบี้ยววินาทีสุดท้าย เราก็เลยไปต่อที่เวียงจันทน์เพราะไม่อยากนั่งรถกลับกรุงเทพคนเดียว ไปแบบกึ่งๆบังเอิญๆ พอดีเอ๋ย ตั้ม เกี๊ยก แหม ไปกันพอดี เราก็เลยติดสอยห้อยตามไปด้วย พวกนั้นก็ไปแบบบังเอิญๆ เพราะว่า จริงๆมีธุระกันที่สุรินทร์ แล้วก็จับพลัดจับผลูไปกันทันที ขาไปสกลนครเดินทางทางนึง ขากลับจากเวียงจันทน์ก็กลับอีกทางนึง เพราะ เกี๊ยกกะแหมมาทำธุระที่ขอนแก่น(นอน๑คืน)และที่ สุรินทร์ด้วย แวะส่งตั้มที่มหาสารคามด้วย ก็เลยรู้สึกเหมือนนั่งรถชมวิวชมเมืองทั่วอีสานเลย

ขาไปหนุกนะ แวะปราสาทหินพิมายด้วย แวะกินแวะเที่ยวสบายใจเฉิบ กินแดรี่โฮมด้วย ประทับใจเช่นเคย อร่อยจัดๆ หลังพิธีแต่งงานก็ไปโคขุนโพนยางคำด้วย ฉบับ ต้นตำรับ อร่อยมากกกกกกกกกก ไปเวียงจันทน์ก็ไปกิน ร้าน โป๊ยเซียนด้วย ร้านนี้ก็อร่อยเกินห้ามใจ เรียกได้ว่า ใครไปเวียงจันทน์แล้วไม่ไปกิน pulkokee ร้านนี้ นับได้ว่า ไม่ถึงเวียงจันทน์ด้วยซ้ำไป คราวนี้ก็เรียกได้ว่า ทัวร์กิน ทัวร์เที่ยวจริงๆน่ะล่ะ แต่มีที่แปลกๆบ้างก็คือ เราเดินทางมาถึงวัยที่เพื่อนร่วมทริพเริ่มแต่งงานแล้วนี่ซิ แบ๊งและผึ้งแต่งงานไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่วนเกี๊ยกและแหม เป็นข้าวใหม่ปลามัน แต่งงานมาซักสองเดือนเศษๆ เรือนหอซักสี่สิบล้านได้มั้ง ว้าย กรี๊ดดดดดดด


แปลกดีที่มักมีเพื่อนเป็นสถาปนิก เพื่อนๆที่เวียงจันทน์แก๊งนั้นก็เป็นสถาปนิกกัน (คนลาวแท้ๆ) ตั้มเอ๋ยเกี๊ยกแหม ก็เป็นสถาปนิก ส่วนเมื่อต้นเดือน ไอ้พวกที่ไปเกาะช้างเป็นเพื่อนสนิทกันสมัยอยู่หอเอเชี่ยนเกมส์ ก็เป็นสถาปนิกตั้ง๑๖คน(จาก๑๙ที่ไป) คงเพราะพวกนี้ สนุกมั้ง และเราก็เป็นคนมีชีวิตชีวา ก็เลยได้คบๆกัน


งานแต่งงานน่ารักดี ไม่ใหญ่ไม่โต เพื่อนเจ้าบ่าวก็พวกเรา เพื่อนเจ้าสาวก็มากันหลายคน ผึ้งเขาเป็นนักร้องTU Band พวกนี้ร้องเพลงเพราะ มีคุณแพรก็มาด้วย (อาชีพแปลกดี คือ เป็นนางแบบอยู่Dubai) คืนงานแต่งงานก็ไปคาราโอเกะกัน ก็เพลินๆดี คืนก่อนนั้นก็ไปกินเหล้า เออ หนุกดีนะ เป็นงานแต่งงานที่ค่อนข้างวัยรุ่น แต่เช้าก็มีพิธีแบบไทยๆ มีแห่ขันหมาก มี โห่ด้วย แล้วก็ มีรับน้ำสังข์ มีพระสวดอะไรแบบนี้น่ะ จดทะเบียนสมรมกันในงานเลย ตอนเย็นกินเลี้ยงกันในสวน เออ ให้ความรู้สึกที่ดีมากๆ อบอุ่น เล็ก ถูกต้องตามหลักประเพณีไทย แม้ว่าเจ้าบ่าวและเจ้าสาวแต่งงานแล้วจะไปอยู่Melbourne Australiaก็ตาม (เพื่อนเราเป็นวิศวกรอยู่ที่นั่นมาพักนึงแล้ว) คนละอารมณ์กะไปยืนสวยๆหล่อๆ ยืนดูดหางไก่(ค๊อกเทนนนน)ในโถงกว้างๆตามโรงแรมแพงๆกลางกรุง ซักสามชั่วโมง


ที่ขำก็คือ เพื่อนๆผึ้ง เป็นคนสนุกๆทั้งนั้นเลย ในขณะที่ไอ้แบ๊งออกแนวเด็กเรียนๆเพื่อนก็คล้ายๆเด็กเรียนๆกัน


ที่งานแต่งงานเจอสถาปนิกคนนึงขำดี ได้ความว่าเป็นรุ่นน้องเอ๋ยที่จุฬา พอไปเล่าให้เอ๋ยกะตั้มฟังหน้าวัดหลวงของเวียงจันทน์(วัดนี้ไทยเคยเผาวอดวายมาแล้ว) ว่า”รู้จักรุ่นน้องปีนึงชื่อแจ๊คไหม เป็นคนตลกดี”มันก็บอกว่า รู้จักดิว่าแต่ ทำไมไอ้แจ็คจำมันสองคนไม่ได้วะ แล้วไอ้ตั้มก็ถามว่า แจ๊ค ตลกขนาดนั้นเลยหรอ เราบอกว่ามีหญิงร่วมโต๊ะมั้งเลยตลก เราก็ตลกนะ ผู้ชายก็แบบนี้ล่ะ เวลามีหญิงน่าสนใจก็จะตลกขึ้นมาซะงั้น เอ๋ยกะตั้มมันเป็นประธานเชียร์ก็จะรู้จักรู้จักน้องๆเยอะ (แล้วเราเป็นประธานเชียร์หรือเปล่า (ฮา))

อืม จะสองหน้าแล้ว ไฮ 5 บันทึกได้น้อย เพื่อนๆอยากอ่านต่อ รู้ใช่ไหมว่า บล๊อกสองพันหน้าเราอยู่ที่ไหน สนุกนะ ทริพนี้ มีเรื่องน่าเล่าสู่กันฟัง มากมายมหาศาล

สารภาพรักแบบ...เป็นต่อ

0 comments
สารภาพรักแบบ...เป็นต่อ

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๖:๕๗:๒๐ น.

ปาเข้าไปเจ็ดโมงแล้วยังไม่หลับไม่นอนอีกนะฮะคุณทศ (ใส่เสียงโบว์) (เหี้ยโป้งอ่านประโยคนี้แล้วฮาแน่ๆ แต่แม่งไม่อ่านแน่ๆ)

นอนดูเป็นต่ออยู่อย่างมีความสุขจนเช้า(ก็แค่สองตอนเอง) นานๆทีจะมีโอกาสแบบนี้ซักที เมื่อวานมีเวลาไปว่ายน้ำอยู่ในสระได้ตั้งครึ่งชั่วโมงแน่ะ เอิ๊กๆ เวลาหายไปไหนหมดจ๊ะ แต่เดี๋ยวนอนแล้วล่ะ วันนี้นอนตื่นมาก็ต้องไปทำมาหาแดกตามปกติ เมื่อวานซืนมีคนเปิดให้ดู๑แผ่น แบบรวมปีใหม่ของสองปีก่อนมั้ง หนุกดี แม่เราก็ติดเป็นต่อ ก็มันก็ตลกจริงๆน่ะ ตลกถูกจริตเรากว่าบางรักซอย๙หลายเท่านัก คนเราชอบไม่เหมือนกันหรอกเนอะ

ดูตอนที่๕๗ชื่อตอนว่าหญิงเหล็ก ดูตอน๕๔ก้อแอบซึ้ง

ในเรื่องก็มีทอมสวยๆโผล่มา๑คน ก็นึกถึงน้องกวาง กวางเคยบอกเราด้วยเสียงห้าวเหี้ยๆว่า “หนูไม่ได้เป็นทอมนะพี่ แต่หนูเฉยๆกะผู้ชาย” แต่เขาก็มีแฟนอะเนอะ ก่อนกลับมาญี่ปุ่นรู้สึกกวางจะโทรมาสองสามหนแต่เราไม่ได้รับเลย ทำไมไม่รู้ บอกไม่ถูก แต่จะว่าไป โตขึ้นคงสวยอะเนอะ แต่ก็ไม่แน่อีกล่ะ พวกคนบางคนที่คาดว่าโตขึ้นจะสวย ไม่สวยก็เยอะไป ตอนนี้ปีไรกันแล้ววะ ปีสามมั้ง

แต่เรื่องที่ดูไม่เกี่ยวไรกะกวางเลย แค่ดูแล้วนึกถึงทอมสวยๆก็แค่นั้นเอง แต่จะว่าไปกวางก็ยังไม่ใช่ทอมสวยมากนัก หน้าตาหาได้ตามสินสาดทั่วไป

เข้าเรื่อง

ตอนดูก็คิดนะ ตอนที่นางเอกทอมของตอนพูดประมาณว่า กลัวว่าสารภาพรักไปแล้วอะไรๆมันจะแย่ลง เออ มันจริงหรอวะ เรานึกย้อนไปถึงสารพัดเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ผู้หญิงสารภาพรักกะเราก็ไม่เห็นจะมีอะไรแย่ลงสำหรับเขาเลยมั้ง เราสารภาพรักกับผู้หญิงคนไหนก็ไม่เห็นจะมีอะไรแย่เลวลงเลยซักกะหน มีแต่ดีขึ้นๆ ไอ้การที่ผู้หญิงอยากสารภาพรักนี่ทำๆกันไปเถอะ เราว่ามันก็บ้านๆ ถ้าชายไม่ชอบไงไงเขาก็คงไม่เอามั้ง เอ๊ แต่ไม่แน่ ไอ้ผู้ชายแดกรอบวงเป็นจ้าวกินเรียบก็คงมี แต่เราก็คงไม่ใช่ เอ๊ แล้วมันยังไงวะ ไอ้สารภาพรักแบบตั้งใจมากๆนี่เขาทำกันยังไงวะ ไอ้อะไรง่ายๆแบบนี้เราก็ลืมๆไปนานแล้ว หัวใจไม่ค่อยได้ใช้ มีไว้เพียงสูบฉีดโลหิต

แต่ที่สูงวิวมันก็สวยจริงๆนะละ บรรยากาศหนาวๆ เดินกอดกัน แล้วบอกรักอย่างนั้นหรอ หนาวนี้เราบอกรักใครแล้วหรือยัง(วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง(คล้ายๆโฆษณานี้เนอะ)) วันนี้มีคนบอกว่าพรุ่งนี้หิมะตก เหี้ยแล้วไง จะได้อุ่นขึ้นอีกซินะ

อ้อ วันนี้วันเกิดกิวซค เพื่อนเกาหลีที่รัก ก็เลยไปงานวันเกิดมา ก็เพลินๆดี กินเหล้าที่วาทามิอีกเช่นเคย ซื้อเค้กไปเป่ากัน จะว่าไปเราก็สนิทกันน่าดูเลยเนอะ คิดถึงเจฮี คิดถึงเฮยอง คิดถึงจีอุน ป่านนี้เป็นไงกันไปบ้างแล้วน้า แล้วสารภาพรักยังไงกันวะ ปีที่แล้วจำได้ว่ากว่าจะสารภาพรักได้นี่คิดอยู่เป็นวันๆเลยว่าจะพูดดีไม่พูดดี แล้วยังเสือกถามเขาก่อนด้วยว่า Do you love me? แล้วสองวันต่อมาถึงบอกรัก แต่เราก็รู้ตัวว่ารักเขาก่อนแล้วนี่นา เหี้ยเอ๊ย คนเห็นแก่ตัวเนอะเรา ต้องให้เขารักก่อนแล้วถึงพูดงั้นหรือ ใช่หรือ (ไชอะกา) แล้วมันทำไงวะ ทำให้คนรักเราก่อนนี่ทำไงวะ มันทำยังไงกันวะ คิดไม่ออก ทำไม่เป็น ผู้ชายไร้เสน่ห์อย่างเราทำไม่เป็น ปีที่แล้ววันนี้ทำอะไรอยู่นะเรา แล้วปีหน้าวันนี้จะได้ไปโซนนนไหมน้า เอ๊ คิดไรมะออก

ตกลงไอ้สารภาพรักนี่มันทำไงวะ แต่เราว่าวิธีปลอดภัยสุดๆในชีวิตเรื่องนึงก็คือ อย่าบอกรักใครเลยดีกว่า เอ๊ แต่มันอักอั้งใจเหมียนกันนะ ชิมิเคอะ ปล่อยให้เขารักเราไป คบกันไปโดยไม่ต้องบอกรักงั้นหรือ เอ๊ หรือว่า กอดกันแล้วมันอุ่นไปเองเข้าใจกันไปเองว่ารักกัน

เด็กน้อยงง ตกลงไอ้สารภาพรักนี่ทำยังไงกันว้า วันนี้นั่งเม้ากะชาวบ้านว่า พี่กุ้งทำยังไงให้หนุ่มๆมารุมรักได้นะ เก็บคำถามเรื่องสารภาพรักไว้ถามพี่กุ้งคืนนี้ดีกว่า แกต้องมีคำตอบอะไรฮาๆแน่ๆ ตกลงก็ยังเป็นคำถามในหัวอยู่ดี ว่าเวลาสารภาพรักนี่ทำยังไงกันวะ ทำไม่เป็น ไอ้แบบบรรยากาศพาไปแล้วจูบกันเลยนี่มันไม่โรแมนติคเอาซะเลย ต้องบอกรักกันก่อนเดะวะ ใช่มะ ไอ้แบบปล้ำกันด้วยสายตาตามที่เที่ยวกลางคืนนี่ยิ่งไปกันใหญ่ ไม่โรแมนติคอีก ออกแนวหงี่ๆไงไม่ทราบ

ไอ้ที่สงสัยนี่ก็ไม่ได้อยากบอกรักใครหรอกวันนี้อะ แต่เป็นคำถามโลกแตกที่วนในหัวหลังดูเป็นต่อ สงสัยต้องดูเป็นต่ออีกซักตอนแล้วค่อยนอนซะแล้ว(พี่กุ้งงงตายห่าวันเดียวดูสามแผ่นน้องทศเอาเวลาไหนดูคะ) ไม่งั้นตัดเรื่องนี้จากหัวไม่ออก ตกลงสารภาพรักนี่เขาต้องทำยังไงวะ ฮาวสตั๊บเวิ้ค.com มีวิธีป่ะวะ (ฮา)

วันนี้ถ่ายรูปคู่พี่กุ้งมาด้วย เอาขึ้นไฮไฟ้ดีกว่า ว่าแต่พี่แกอายุเท่าไหร่แล้ววะ ๓๕ หรือ ๓๘ได้ไหมวะ

ปล. ถ้านนท์มาอ่าน โทรหากวางให้หน่อย บอกว่ากูขอโทษที่ไม่ได้รับโทสับและไม่โทกลับ พอดีอารมณ์ไม่เสถียรจริงๆก่อนกลับมาญี่ปุ่น ไม่อยากคุยกะใคร เพราะกลัวไปฟาดงวงฟาดงาใส่


.............

..............................

............................................

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ระยำมากๆ เมื่อหิมะตกไม่หยุด จากปอยๆฝนเม็ดใหญ่ๆ กลายเป็นลูกเท่าเม็ดโฟมและใหญ่ขึ้นเท่าเม็ดถั่วแดง จนใหญ่เท่าลูกปิงปองนิตตากุสีขาว(๒๓บาทตอนเด็กๆ)เมื่อก่อนเราขึ้นรถไฟกลับบ้าน หนาวอิ๊บอ๊าย ขี่จักรยานกางร่มสู้กะหิมะเพื่อเข้าบ้านเนี่ย แต่ก็ยังดีมีโจ๊กกินแก้หนาว

วันนี้เจอเจ้านายแป๊บนึงแกกลับมาจากไทยเมื่อเช้า คิดถึงนะ ไม่เจอกันตั้งแต่เรากลับไทยตอนธันวาจนตอนนี้กุมภาซะแระ (ข้ามสามเดือนแต่แค่สี่สิบกว่าวันเอง เอิ๊กๆ) แกก็ตลกเหมือนเคย จะว่าไปนึกๆถึงคนรู้จักมาในชีวิต ต้องยกให้แกก็ตลกเป็นอันดับ๑ในชีวิตแล้วล่ะเนอะ คุยกะพี่สาวแกด้วยว่าตอนเรากลับไปไทย แค่ไม่อยู่๑ปี บางเรื่องที่เขาคุยกันในวง เราก็ต่อไม่ติดแล้วล่ะ รู้สึกแย่ๆไงไม่รู้ พี่สาวแกอยู่มาสามปีแกก็บอกแกก็เป็น ส่วนเจ้านายเราอยู่มา๑๐กว่าปีจะ๒๐แล้ว ไม่ต้องห่วงเลย ต่อไม่ติดแน่นอน สถานการณ์บางอย่างเราก็เจอแบบนี้ล่ะ ทำไงได้ เราเลือกทางเดินชีวิตมาแบบนี้แล้วนี่นา เราก็อยากให้เพื่อนๆรักเราเหมือนๆเดิม อยากเจอเพื่อนกลุ่มเดิมๆ แต่เวลามันผ่านไปอะไรอะไรมันก็เปลี่ยนไปได้ กลุ่มสังคมของเขาเหล่านั้นก็เปลี่ยน ญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ที่ของเรา ไทยแลนด์ก็ต่อกะเพื่อนไม่ติด เฮ้อ มันแย่นะอะไรแบบนี้

วันนี้เห็นผู้หญิงคนนึงป้อนข้าวให้ผู้ชายแก่ๆแล้วนึกอยากมีบ้างจัง เมื่อวานซืนพึ่งคุยไปเรื่องแบบนี้เอง มีให้เห็นต่อหน้าต่อตาในวันนี้ซะงั้น แทบไม่อยากมองเลย อยากมีบ้าง ไม่ได้อยากป้อนข้าวใครนัก แต่อยากให้มีคนป้อนข้าวเราบ้างจัง จะว่าไปอยากมีลูกแล้วป้อนข้าวลูกเหมือนกันนะ ก็คงมีความสุขดี

กลับคอนโดมาแล้วเมียน้อยก็เดินเข้ามาออดอ้อนป๋าคะป๋าขา เหนื่อยไหมคะ ดื่มน้ำเย็นๆให้ชื่นใจก่อนค่ะ แล้วหนูถอดถุงเท้าให้นะคะ หนูเตรียมน้ำร้อนให้ป๋าอาบแล้วค่ะ แต่ป๋าดื่มเบียร์เย็นๆก่อนนะคะ แล้วตอนป๋าอาบน้ำหนูจะเตรียมสปาเก๊ตตี้สตูวกานอฟแบบที่ป๋าชอบไว้ให้นะคะ ป๋าเดินเข้าไปในห้องน้ำ มีผ้าเช็ดตัวสะอาดกลื่นหอมแดดวางพาดราวไว้ ที่แปรงสีฟันมียาบีบไว้แล้ว พอป๋ากินข้าวอาบน้ำเสร็จ กลับไปบ้านเมียหลวง

เดินเข้าบ้านเมียไม่สนใจ แถมยังด่าอีกว่าไปไหนมาไอ้แก่ ยังดีที่วันนี้ไม่ยืนแยกเขี้ยวกระโจมอกด้วยผ้าถุงแล้วเท้าสะเอวอยู่หน้าบ้าน อายชาวบ้าน ชิบหาย อีแก่ (แต่กูก็รัก)

สู้อีหนูนักศึกษาที่ป๋าเลี้ยงไว้ที่คอนโดก็มะด้ายยยย

ธ่อ อนิจจา โลกแห่งความจริงฉันเป็นเหมือนคนตาบอด โลกแห่งความฝันฉันมองเห็นวันสดใส

แต่สิ่งที่เราอยากทำคือ มีภรรยาที่น่ารัก มีลูกที่น่ารัก เข้าอกเข้าใจกัน มีบ้านสามชั้นหลังเล็กๆสามชั้นเล่นระดับ๕๐๐ตรเมตรพอ มีสวนป่าหน้าบ้านกว้างๆ ต้นไม้ใหญ่จัดๆ มีแมวห้าตัว หมาสามตัว ไก่แจ้สามสิบตัว ถ้ามีนกยูงด้วยจะดีมากๆ เราทำอาหารได้ทุกวัน ล้างเท้าให้เมียก็ได้ นวดน้ำมันให้ก็ได้ เมียจ๋า อยากได้อะไร เราจะเป็นหมาแสนซื่อสัตย์ทำให้เลยนะ อยากได้เพชรเราจะซื้อเพชรให้ อยากได้กระเป๋าแอเมสหากเรามีเงินเกินพอเราจะซื้อให้ ขออย่างเดียว ให้เราได้ทำงานที่เรารักไปเรื่อยๆละกัน อย่ามาจู้จี้กะการโยกย้ายเงินอันแสนสนุกสนานของเรา แต่ว่าหากไม่แบ่งเงินซื้อเพชรให้เมีย เมียคงอยากยุ่งกะทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ของรายได้เราซินะ

ว่าแต่ว่า

ช้างกูอยู่ไหน เอ๊ย เมียกูอยู่ไหน

ง่วงจังนอนดีกว่านะทศนะ ว้า นอนคนเดียว

อยากจุ๊กกรูกะแฟนก่อนนอน

ถ้า ปั๊มลูกทุกวัน ลูกจะติดตอนเวลาผ่านไปกี่ปีวะ

อยากมีลูกแล้ว แต่ว่า
เมียกูเกิดยังวะเนี่ย
................................

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

๐๕:๒๗:๐๑ น.

เมื่อตอนตีสามนั่งดูแสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า แล้วมีประโยคนึง สวยถามสนิทว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า” เราแม่งนึกอยู่นานมากๆๆๆๆๆว่า ใครเคยถามเราแบบนี้วะ จนตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกเสียที สงสัยต้องเลิกคิด อาจคิดไม่ออกเลยก็ได้ชีวิตนี้ การย้ายถิ่นที่อยู่บ่อยๆก็ทำให้ลืมคนไปเยอะมากๆ ต้องนั่งนึกดีดีถึงจะนึกออก แต่ไอ้ประโยคแบบนี้ถ้าไม่รักกันก็คงไม่ถาม แต่ก็นึกไม่ออกว่าใครถามกูวะ ชีวิตไม่น่ามีใครรักเราแล้วถามแบบนี้

ทำไมความรักมักเข้ามาในฤดูใบไม้ผลิ ???

0 comments
Hey!!!! Hi 5

Wednesday, March 26, 2008

1:07:34 AM

เฮ้ย สวยว่ะ เฮ้ย โคตรน่ารักว่ะ เป็นประโยคที่เราพูดบ่อยมากๆเมื่อวาน เพราะมันเป็นสถานที่ที่เราชอบที่สุดในชีวิตเท่าที่ได้เดินทางท่องโลกกว้างมา๒๘ปี ภาพที่เราเห็นผ่านเลนส์อาจทำให้เราฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ และอาจทำให้เราเผลอไผลไปกับสิ่งที่ไม่มีวันจีรังในโลกแห่งความจริง เพราะที่แห่งนั้นคือโลกแห่งความฝัน โลกแห่งความจริงฉันเป็นเหมือนคนตาบอด โลกแห่งความฝันฉันมองเห็นวันสดใส

คำถามที่มีคนถามเราผ่านสายโทรศัพท์เมื่อคืนนู้นว่า ความรักคือ อะไร แล้วจะให้เราตอบอย่างไร เราตอบไปว่า แม่ของการบูรบอกว่า ”เมื่อมันเข้ามาคุณจะรู้ได้เอง”

เราบอกคนข้างเคียงในวันที่เพลงเพราะนี้กล่อมโสตประสาทไปว่า “เราเคยไม่เข้าใจว่าทำไมละครบางเรื่องถึงใช้เพลงเพลงนี้ในบางฉาก แต่คืนนี้เราเข้าใจแล้ว” เรานั่งดื่มคาเฟ่ลาเต้ ใครบางคนซึ่งเป็นเพียงบางคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต นั่งดื่มช้อคโกแหล็ทร้อนๆอยู่ เขาไม่ชอบเรื่องชาร์ลี ในขณะที่เราชอบหนังสือเล่มนี้มากๆ

คำตอบของความรักผ่านมาในสายลมหนาว หรือไม่ เราไม่ทราบอยู่ดี แต่เราคิดถึงคำนี้ท่ามกลางสายลมหนาว ส่วนเขาคิดอะไรเราไม่ทราบ

คำถามที่มีคนถามว่าความรักคืออะไร เราเองจะรู้ได้อย่างไรว่าความรักคืออะไร

ปีที่แล้ว เราพบรักเมื่อวันที่๑๑เมษา Spring in Tokyo และ Spring in my heart ถึงขั้นสุด เขาสอนให้เรารู้ว่า ความรักที่เปรียบเสมือนอารมณ์ของรักครั้งแรกสมัยเราอายุ๑๓ ๑๔ นั้นเป็นอย่างไร เราห่างหายจากอารมณ์นี้มานานครึ่งชีวิต จนแทบจะคิดว่ามันไม่มีอยู่จริงแล้ว วันนี้เราพูดกับพี่สาวว่า “พี่ครับวันนี้ซากุระบานในใจทศแล้ว” เราใช้เวลานานพอควรในการรอ ดอกไม้ซีดๆไม่สวยชนิดนี้บานปีละ๑ครั้ง เป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นของความอบอุ่นหลังหัวใจหนาวและแห้งแล้งมานาน

ทำไมคนเราต้องรอ

เราไม่เคยคิดเลยว่า เราต้องวิ่งไปเพื่อไขว่คว้าบางสิ่ง เราเพียงเดินไปตามทางของเราอย่างมั่นคง ทุกๆอย่างจะปรากฏเอง ความจริงล้วนมีอยู่ทุกหนแห่ง รอเพียงการค้นพบของกันและกันเสมอ

เรายังจำได้ว่า เดทครั้งแรกที่แดนเนรมิตเมื่อปี๒๕๓๖เป็นอย่างไร และแฟนคนแรกนั้นเราคบกันนานกว่า๗ปีทีเดียว เรารักสวนสนุกเพราะมันคือความฝันในวัยเด็ก หรือเพราะม้าหมุนบางตัวทำให้เด็กผู้หญิงบางคนมองเราอย่างตั้งใจ

ตอนดึกห้าทุ่มเศษคืนนั้น เราเบื่อที่ผู้หญิงบางคนมานั่งแอบฟังโทรศัพท์ เราไม่รู้ตัว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ความรักคืออะไร เรานั่งที่โซฟายาวสีแดงอิฐ เขานั่งบนเก้าอี้ไม้มีพนักสูง เขาแอบฟังเรานานแค่ไหนเชียว

รู้แต่ว่ามันใช้ความรู้สึกแรกพบเสมอในการนำทางและเป็นสัญชาตญานแห่งชีวิต

คืนนี้ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวของพ่อนอน เป็นลายฟ้าขาวเป็นลายทาง เสื้อไม่สวยแต่ด้วยอารมณ์ของความอบอุ่นบางอย่างทำให้เสื้อตัวนี้เราชอบ เราหวังใจอย่างยิ่งว่าลายฟ้าขาวจะถูกใจใครบางคน เราคิดเสมอเมื่อใส่เสื้อของพ่อนอนว่า พ่ออยู่เคียงข้างเรา เรานึกอยากแนะนำให้พ่อเรารู้จักเด็กผู้หญิงบางคน แต่เราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าพ่อจะคิดอย่างไร

พ่อเราเคยบอกตอนเรา๑๔ขวบว่า สถานะทางสังคมไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ว่าชีวิตหลังแต่งงานจะอยู่ด้วยกันได้หรือไม่อย่างไร เราไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่ทำให้อยู่ด้วยกันได้คืออะไร เราเรียกมันว่าความรักดีกว่า

แล้วความรักคืออะไร มีเพียงคำถาม แล้วคำตอบคืออะไร

เราไม่สนใจหรอกว่าความรักคืออะไร(จริงหรือ?) ทุกวันนี้เราอยู่ได้ด้วยความหิว ความรักทำให้ชีวิตสวยงาม แต่ความหิวทำให้ชีวิตเราเดินไปข้างหน้า ตราบใดที่เรายังหิว ตราบใดที่เรายังโหย เรารู้ว่าเราต้องเดินไป แต่เราไม่ใช่คนกระหายและต้องการตลอดเวลา คนมักมองว่าเราเป็นผู้ชายละเอียดอ่อนด้วยซ้ำ เราอยากเป็นคนอ่อนโยน แต่เราไม่ต้องการเป็นคนอ่อนแอในสายตาใคร เราไม่กล้าบอกหรอกว่าเราไม่แคร์สายตาใคร เมื่อเราได้ยินคำว่า I don’t care หรือเราได้ยินคำว่า”ไม่แคร์”จากใครก็ตาม เรามักนึกในใจค้านทันที่ว่า ไม่จริงหรอก คนที่ไม่แคร์คือคนที่ไม่คิดถึงอะไรมากกว่า คนที่บอกว่าไม่คิดแต่ใจคิด และ คิดจะตัดมันด้วยคำพูดบอกตนเองว่าไม่แคร์

นั่นไม่ใช่คำตอบที่แน่ชัดหรอก

แต่ใครจะรู้

คำว่าไม่แคร์อาจหมายความเช่นนั้นตามจริงก็เป็นได้

แต่สำหรับเรา

เราแคร์ แม้ว่าผู้หญิงหลายๆคนจะพูดว่าเราเป็นผู้ชายใจดำก็ตามที

ตกลงว่า ความรักคืออะไร???

และอีกคำถามหนึ่ง ทำไมความรักมักเข้ามาในฤดูใบไม้ผลิ ???

About Me

ทศ พิทักษากร
Tokyo, Japan
น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
View my complete profile