Monday, February 23, 2009

yayoi

0 comments
MK ขอ 3 ปี หมื่น ล. ปั้น "ยาโยอิ" ตามรอยสุกี้

สัมภาษณ์



ยักษ์ใหญ่ธุรกิจร้านอาหารใน เมืองไทย "เอ็มเค" เป็นชื่อ อันดับต้นๆ ที่ใครๆ ต้องนึกถึง และถือเป็นกรณีศึกษาให้กับใครต่อใครในการดำเนินธุรกิจที่สามารถครองส่วนแบ่งในตลาดสุกี้ได้แบบเบ็ดเสร็จ ไร้คู่แข่งขันมาทุกวันนี้ จากการดำเนินธุรกิจเข้าปีนี้เป็นปีที่ 23 เอ็มเคกรุ๊ปกำลังอยู่ระหว่างปั้นแบรนด์ใหม่ "ยาโยอิ" ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบ Hot Quick ที่กำลังจะครบรอบ 3 ปีในวันที่ 1 มีนาคมนี้

จุดเด่นของยาโยอิ คือ การให้บริการที่รวดเร็ว สะดวก ด้วยจุดเด่นความเป็น "อาหารเซต" ในราคาที่คุ้มค่า เริ่มตั้งแต่ 70-199 บาท ขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่นอื่นจะมีราคาเฉลี่ยที่ 200 บาทขึ้นไป ซึ่งทั้งหมดถือเป็นโมเดลที่แตกต่างจาก ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป และเป็น

คีย์ซักเซสที่สำคัญที่ทำให้ "ยาโยอิ" มีความ แตกต่างกับแบรนด์อื่นๆ ทั้งนี้โมเดลดังกล่าวไม่ได้แตกต่างจากยาโยอิในญี่ปุ่น ซึ่งมี "Plenus" เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ พันธมิตรสำคัญผู้ซื้อแฟรนไชส์เอ็มเค สุกี้ไปเปิดให้บริการในญี่ปุ่นเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

จริงๆ แล้วเรียกว่าเป็นความตั้งใจของ "ฤทธิ์ ธีระโกเมน" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองส์ จำกัด ที่ต้องการหลีกจากคู่แข่งขันที่เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นโดยตรง แต่มุ่งเป้ามาแข่งขันกับบรรดาเชนอาหารจานด่วนจากต่างประเทศ หรือ QSR (quick service restaurant) ที่ขาย เรื่องสะดวก รวดเร็วเหมือนกัน เพียงแต่ "ยาโยอิ" จะอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่า

นั่นทำให้สไตล์การตกแต่งของยาโยอิเน้นความทันสมัย วัยรุ่น เพื่อให้ฉีกจากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วๆ ไป ซึ่ง "ฤทธิ์" มั่นใจว่าเป็นสิ่งที่เดินมาถูกทางแล้ว

"จากที่เปิดให้บริการมา 3 ปี เราได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยเฉพาะกลยุทธ์ราคาที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้ง่าย"

จริงๆ ที่มาของราคาที่ถูกกว่าร้านอาหารญี่ปุ่นในตลาดได้ถึง 30-40% บิ๊กบอสเอ็มเคเฉลยว่ามาจากอำนาจการต่อรองของเอ็มเคล้วนๆ ด้วยจำนวนสาขาของเอ็มเค สุกี้กว่า 300 แห่งในปัจจุบัน แน่นอนว่าการสั่งซื้อในจำนวนมากทำให้ราคาของวัตถุดิบต่างๆ ถูกลง และส่งผลให้ราคาวัตถุดิบของยาโยอิต่ำกว่าคู่แข่งมาก

ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ที่ลงตัว จากการพิสูจน์มาเป็นระยะเวลา 3 ปี ทำให้ "ฤทธิ์" หมายมั่นปั้นมือแล้วว่ายาโยอิจะเป็นดาวรุ่งที่สามารถเติบโตได้เช่นเดียวกับ "เอ็มเค สุกี้" ด้วยโมเดลธุรกิจแบบเดียวกันนั่นคือ ค่อยๆ สร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้แบรนด์รุกเข้าไปในใจผู้บริโภคมากขึ้นๆ

"ปัจจุบันแบรนด์เอ็มเคมีความแข็งแกร่งมาก เราก็ต้องการสร้างยาโยอิให้แข็งแกร่งตามแนวทางของเอ็มเค สุกี้ คือ ทำให้แน่น คุณภาพดี และผู้บริโภคยอมรับ จนเมื่อมีสาขาครบ 100 แห่งก่อนจึงเริ่มมองไปที่ แบรนด์ใหม่อีกครั้ง"

โดยเป้าหมายของ "ฤทธิ์" คือมีสาขาครบ 100 แห่ง ในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยงบฯลงทุนไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้านบาทที่เตรียมไว้ เฉพาะปีนี้อยู่ที่ 80 ล้านบาท จากปัจจุบันยาโยอิมีสาขา 33 แห่ง ส่วนเอ็มเค สุกี้ก็ยังเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่องเช่นกัน โดยปีนี้จะเปิดอีกไม่ต่ำกว่า 22 แห่ง ทำให้เขามั่นใจว่าตลอดปี 2552 แม้สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาทั้งองค์กรยังสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10%

แม้ปีที่ผ่านมาจะพลาดเป้าไปบ้าง โดยโตน้อยกว่า 10% ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับองค์กรอย่างเอ็มเค แต่ต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติมากนัก

"ทุกปีเราพยายามตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10% แต่ก็เข้าใจสภาพความเป็นจริงเช่นกันอย่างปีที่ผ่านมา แต่ส่วนตัวก็ตั้งเป้าว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้ายอดขายทั้งกรุ๊ปจะไปแตะที่ 1 หมื่นล้านบาท หากเราสามารถรักษาการเติบโตที่ระดับ 10% ต่อเนื่อง 3 ปีจากนี้ จากปัจจุบันยอดขายอยู่ที่กว่า 8 พันล้านบาท"

เมื่อถามถึงเป้าหมายในอนาคต ผู้ปลุกปั้นเอ็มเค สุกี้ถ่ายทอดความคิดของเขาว่า จริงๆ แล้วเป้าหมายของเขาไม่ได้คิดไกลไปถึงขนาดต้องการเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการร้านอาหาร แต่ความตั้งใจที่แท้จริงคือการให้บริการร้านอาหารที่มีคุณภาพ บริการที่ดี และราคาที่เหมาะสม ตอบสนองผู้บริโภค

หน้า 17

Sunday, February 15, 2009

สุขสันต์วันแห่งความรัก

0 comments




"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
รูปจาก pantip
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""





สุขสันต์วันแห่งความรัก

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

๒๓:๕๒:๕๐ น.

ป่วยนะฮะ ป่วยหนักอีกแล้ว
ในรอบตั้งแต่ธันวามานี่ป่วยหลายหนแล้ว คอเจ็บมากๆ
ไม่รู้ร่างกายเป็นอะไร ปกติป่วยเต็มที่ก็ปีละหน

เมื่อคืนยังไปเตะบอลโคตรจะมันอยู่เลย ทำไมวันนี้ตื่นมาคอพังได้ไง สัปดาห์นี้ออกกำลังกายน้อยไปมั้ง(จึงป่วย) ทัไปเตะบอล๒ชั่วโมง วันก่อนก็ไปว่ายน้ำแค่ชั่วโมงเดียว ปกติ๒เดือนเต็มๆแล้วที่เราออกกำลังกายอาทิตย์ละสิบชั่วโมงได้ ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก แต่น้ำหนักเยอะเหมือนเดิม

ตอนเย็นพาแม่ไปเดินสวนเสรีไทย เดินๆไปก็ขอแม่กลับบ้านก่อน เดินไม่ไหว เหนื่อยมากๆ หายใจไม่ออก ปกติเราก้อเดินกันสองรอบเสมอ

สงสัยต้องไปตรวจที่โรงบาลจริงจังแล้วล่ะว่า แพ้อะไรกันแน่ในบ้าน

..............................

นอนไปตั้งแต่หกโมงกว่าๆ เภสัชกรเขาบอกว่าให้นอนมากๆดื่มน้ำเยอะๆ ตื่นมาห้าทุ่มกว่าๆ มีหลายมิสคอลล์เลย เพราะเราปิดเสียงปิดสั่นเลย ป่วยเกินห้ามใจ ก็โทรๆกลับไป ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีไรนักหรอก กำลังนอนกลิ้งไปมาอยู่ก็เห็นไฟแว้บๆ ก็รับซะ เห็นเป็นPrivate number ก็ดีใจแล้วละ น้องภัคโทรมาบอกว่าแฮปปี้วาเลนไทน์น้า พึ่งตื่นยังไม่ได้ลุกจากเตียงเลย (เวลาห่างกันเยอะจัด) แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจกันและกันน่ะละ ว่าอะไรคืออะไร ที่เคยสงสัยว่าตอนภัคพูดก่อนขึ้นเครื่องบินแปลว่าอะไร ก็เข้าใจไปเถอะ อย่าสงสัยอีกเลย


เราก็ไอไปเรื่อยๆ เจ็บคอมากๆ ป่วยๆแบบนี้รู้สึกอยากทำงานมากๆ ไม่ต้องพูดอะไรกับใคร แต่ก็คิดอะไรไม่ค่อยออกแฮะ ก็คุยกับภัคไปเรื่อยๆ นานๆทีจะคุยกันก็ดันป่วยอีกซะนี่ แต่วันนี้คุยกันนานกว่าที่เคยคุยโทรศัพท์กันมากเลย ดี เราชอบนะ ความรู้สึกแบบนี้ ไม่ห่างเกินไปไม่ใกล้เกินไป ขนาดว่าอยู่กันไกลมากๆ เมื่อคืนวันพุธเราเมาๆอยู่ขอนแก่น ก่อนนอนเราก็โทรไปหา โทรหากันปีละไม่กี่หนก็พอ อย่าไปคิดอะไรเกินไป เพราะว่า ไกลกันมากๆ และพวกไปเรียนเมกาก็ไปกันนาน เราคาดว่าภัคคงไปซักสามปีได้ ถ้าภัคไปเรียนอังกฤษซักสองเทอม ไม่ถึง๑๐เดือน เราบอกได้เลยว่าเรารอแน่ๆ

แต่ที่ขำคือ

คืนวันพุธ(ที่ขอนแก่น)พอคุยเสร็จไม่กี่นาทีก็หลับไป ก่อนตื่นก็ฝันถึง...ฝันโคตรตลกเลย ฝันว่าน้องเขาซื้อรถสีชมพูมาคันนึง ส่งเรือกลับมาไทยด้วย แล้วรถแม่งเสือกหน้าตาแบบพวกรถญี่ปุ่น เหลี่ยมๆกล่องๆ ตั้งชื่อว่า ฉะเป๊า

(ออกเสียงคล้ายๆ ฉะว้องฉะป๊อบ(รู้จักกันมะเนี่ย))

(ที่ญี่ปุ่นเขาไม่นิยมใช้รถหน้าตาแบบวีออสหรือซีหวิกกันหรอก บ้านส่วนใหญ่ใช้รถเหลี่ยมๆ)

จริงๆแล้วเคยฝันถึงอีกหนนึงด้วย คืนนั้นอยู่พิษณุโลก แต่เล่าไม่ได้ ฝันมันแปลกเกินไป แต่ตรงกับที่เข้าใจในวันนี้เล้ยยยยย ทำไมมักฝันถึงในที่แปลกๆหรือเพราะที่แปลกๆทำให้นอนไม่อิ่ม


เมื่อวันเสาร์ที่แล้วก็ไปดูงานเรียนต่อมาที่นึง ดูจบก็ไปหาไอ้นนท์ที่ร้านมันในสวนจตุจักร นั่งรถใต้ดินไป นานๆทีจะได้นั่งรถใต้ดิน ก็เดินๆออกมางงๆ เดินขึ้นบันไดเลื่อนมาก็เห็นภัค(ในความทรงจำ) เพราะไม่เคยมาตรงนี้หลายปีแล้ว เป็นบันไดเลื่อนที่เคยขึ้นมา เป็นภาพแบบในหนังเลย นางเอกยืนอยู่สุดบันไดเลื่อน พระเอกเงยหน้ามามองเห็นว่าเขากำลังมองเราที่กำลังเลื่อนขึ้นอยู่


คงซักตอนภัคปี๑ละมั้ง ก็ไม่รู้จักกันหรอก แต่ว่า ก็เคยเห็นหน้ากันตามประสาคนดังของคณะ(ฮา) ก็ถ้าวันรวมคนแก่เราก็กลับไปว้ากน้องน่ะล่ะ ก็มองๆหน้ากัน เขารู้ว่าเราเป็นใคร เรารู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ไม่เคยมีใครแนะนำให้รู้จักกัน เรายังจำได้ ตอนนั้นก็นึกในใจนะ จะรู้จักได้ไงวะ สวยขนาดนี้(เขาเป็นดาวเฟรชชี่) แต่ช่วงนั้นไปคณะบ่อยเพราะไอ้บอยเป็นทีเอ สอนพวกไอ้นนท์นี่ล่ะ ไม่น่าเชื่อเลยว่า ผ่านมาหลายปีจะมีวันที่น้องเขาโทรมาแฮปปี้วาเลนไทน์เราได้

เมื่อวานเราพึ่งส่งพัสดุไปหาภัคเอง ค่าส่งแพงเกินห้ามใจทีเดียว

อ้อ วันนี้ภัคบอกว่าอากาศดีแล้วไม่หนาวมาก ประมาณ๐ องศา(ฮานะเนี่ย )

(ซีส่วนห้า = เอฟลบสามสิบสองส่วนเก้า)


อ้อ สมัยปีนั้น๒๐๐๔ – ๕ ได้ บางทีว่างๆก็จะไปจตุจักรกะไอ้แต้ว ไอ้แต้วจะดัดจริตดี จอดรถเสร็จข้างBTSมันจะบังคับให้เราลงรถใต้ดินไปโผล่กลางตลาดนัดเลย มันเป็นโรคขี้เกียจเดินร้อนๆ วันก่อนพอไปตรงนั้นก็นึกถึงแม่งเพราะไม่เคยมากะคนอื่น แล้วก็นึกได้ เออ ทำไม กูไม่คิดถึงมันนานแล้ววะ ก็นึกได้ อ๋อ ไม่ได้ไปไม้เอกนานแล้ว ไปครั้งสุดท้ายก็พฤศจิกาแน่ะ ถ้าไปก็ต้องผ่านบ้านมันตลอด ไม่แปลกอะไรถ้าจะนึกถึงใครถ้าเราผ่านบ้านเขา


วันนี้โฮ้พก็โทรมาถามเรื่องจะไปเรียนต่ออังกฤษ เราก็งงๆ ก็ไปถามคนที่เคยไปดิ มาถามไรเรา


โฮ้พกลับมาน่าเป็นห่วงอีกแล้ว คือ ก็ไม่ได้ห่วงอะไรนักหรอก แต่ก็ห่วงแบบน้องๆที่รักกัน ไอ้ยุตม์นี่ออกอ่าวไปแล้ว เราห่วงมากๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มพูดกับมันยังไง การที่คนเราโตๆกันแล้ว(๒คนนี้ก็๒๖แล้ว) บางทีก็พูดอะไรกันยาก ได้แค่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยกัลล์ เราเองก็อายุ๒๙แล้ว แต่ชีวิตก็แย่ๆไงไม่รู้ จะให้ไปบอกอะไรใครมากก็ไม่ดี



นึกไปถึงหลายเดือนก่อน ภัคเคยถามเราว่าพี่ทศอายุเท่าไหร่กันแน่เนี่ย เราก็บอกไปว่า ๒๘ แล้วน้องเขาก็บอกว่า โหย อย่างนี้อีกสามปีแต่งงานดิ เราแม่งขำกร๊ากเลย เฮ้ย ไม่หรอก ผู้ชายแบบเรานี่นะ อายุ๓๑จะแต่ง อายุ๓๑หมั้นน่ะเป็นไปได้ ผู้ชายแบบเราคบผู้หญิงได้นาน ไม่ค่อยนอกลู่นอกทางอะไรหรอก


เมื่อวันอาทิตย์เราก็ยังคุยกะเอ๋ยเรื่องน้องเขาเลยว่าเอาไงดี แต่จริงๆเราก็รู้ใจตนเองและตัดสินไปแล้วด้วยน่ะละว่าต้องทำยังไง เอ๋ยก็บอกว่า ”อยากเห็น”เพราะว่า ไอ้แด๊กกะไอ้น้ำก็คุยกะเพื่อนๆเราไว้ว่า น้องเขาหน้าตาน่ารัก


วันก่อนไปขอนแก่น หนุกดี เขียนไว้เยอะมากๆ
แต่คอมก็รวนๆอะไรมากมายเลยหายไป

มันนะ เป็นความมันที่มันมากๆ

..................................

๑๕/๐๒/๒๕๕๒ ๐๑:๔๐:๕๒ น.

เหี้ยนนท์โทรมาเม้าแตก ก็บอกไปว่าป่วยว่ะ ป่วยหนักด้วย ตะกี๊ภัคโทรมาด้วย จริงๆแล้วก็ต้องนึกขอบคุณทั้งโฮ้พทั้งนนท์สำหรับภัคเนี่ย


รูปข้างบนเห็นหนแรกในอินเตอร์เน็ท ดูจากข้อมูลที่บันทึกก็วันที่๙กันยาปี๒๐๐๔ เห็นปุ๊บเซฟปั๊บ ตอนนั้นยังไม่รู้จักกันเลยแม้แต่น้อย น้องเขาหน้าเหมือนเดิม แต่เราหน้าแก่ไปมหาศาล ตัวจริงน้องเขาตาสวยมากๆ สีอ่อนจัด


ไปดูหนังรักดีดีดีกว่า กุมภาพันธ์มาช่อง๑๑ตอนนี้เลย วันนี้ดูHitchไปตอนบ่ายช่อง๑๕ หนังพวกนี้ดูแล้วก็มีความสุขดี

Sunday, February 15, 2009


สุขสันต์วันแห่งความรัก'

at 4:43 AM



ทิพยเศวต

0 comments
ทิพยเศวต

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

๑๑:๔๗:๕๖ น.

มวลหมู่ทิพยดาผู้ครองชั้นเศวตฉัตร ท่ามกลางภุมรินสีแดง นกกระจิบสีชมพู นางฟ้าห่มขาวได้มองมายังคนแก่ผู้เคยได้รู้จักกันเมื่อ๑๐ปีก่อน ชายชราผู้นั้นจดจำเรื่องราวผิดๆได้ว่า เอลฟ์ตัวขาวนั้นเคยติดต่อผ่านโทรศัพท์904 ๑ครั้ง เหตุการณ์จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เรื่องราวเป็นอย่างไรในใจแก่และทิพยดาองค์นั้นต่างรู้สึกเอง มวลชนหมื่นคือพลังขับดันแห่งสีสัน เหตุใดนางฟ้าองค์น้อยถึงได้ จดจำรูปแบบบางอย่างได้เล่า

หรืออาจเป็นโชคชะตาที่นำพาให้เกิดขึ้น ๓๑ ขีด ๑ ขีด ๕๒

....................................

๑๗:๒๙:๑๒ น.

กระต่ายตื่นตัว

นั่งดูรายการกระต่ายตื่นตัวช่องNBTอยู่แบบงงๆ งงๆในรูปแบบรายการว่า ทำไมเนื้อหาต่อต้านสังคม เป็นรายการที่ดี ดูๆไปก็เข้าใจ เห็นหน้าไอ้ป๊อบและชนินทร์ ก็เข้าใจทันที ก็โทรเข้าไปเลยตอนเขาขึ้นเบอร์ว่าถ้าผู้บริโภคมีปัญหาอะไรให้โทรเข้าไป เราก็โทรไปบอกเขาว่า เป็นรุ่นพี่ไม่เจอนานแล้ว พอดีเห็นป๊อบในทีวีอยากติดต่ออีกหนนึง


ถ้าพูดถึงคนเป็นกลุ่มชุด ก้อจะมีภาพป๊อบและฟรีลอยมาจากเชียงใหม่ แต่แท้จริงแล้วป๊อบเป็นน้องโรงเรียน ฟรีเป็นน้องคณะ มันก็เลยเข้าใจอะไรกันได้พอควร ภาษาป๊อบเรียกว่ามีการผ่านประสบการณ์ร่วมกันทำให้มีอะไรคล้ายคลึงกัน


ถ้าไม่นับเชียงใหม่ที่เคยไปกัน ก็เคยไปนอนคุยกะป๊อบอยู่ยาวเหมือนกันที่บ้านขุน หนุกดี เข้าใจกันดี

กะฟรีก็ไปหาเราที่โตเกียวมาหนนึง ก็สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจมากๆ วันก่อนเจอเพื่ออัสสัมไอ้ฟรีที่ร้านกาแฟนึง ก็คุยกันๆ ถ้าบ้านฟรีมันใกล้ๆเราคงไปหาบ่อยๆ หาคนคุยภาษาเดียวกันกะเรายากพอควร ฟรีหรือป๊อบนับได้ว่าสื่อสารกันเข้าใจในระดับลึกเลย คือ แม่ฟรีทำกับข้าวอร่อยมากๆ บ้านก็สะดวกในการสังสรรค์เหตุผลก็ง่ายๆแค่นี้เอง แต่ไกลเกินห้ามใจ เจริญนครแน่ะ

รายการกระต่ายตื่นตูมนั้นเป็นน้ำดี แต่คงอยู่ได้ไม่นานหรอก รายการทำให้ผู้บริโภคฉลาดนั้นมักอยู่ได้ไม่นาน ต้องรายการที่ทำให้ผู้บริโภคเป็นเหยื่อและเป็นทาสทางการตลาดมักจะอยู่ได้นาน

การเห็นคนทางทีวีไม่ได้แปลกอะไร

เมื่อคืนนอนดูทีวีอยู่กะพ่อก็เห็น แซน มาพร้อม น้องกิ่ง น้องแก้ว ในรายการทำอาหารช่อง๘

แม็คควอร์รี่ลอยมาเลย เพราะ คนพวกนี้อยู่แถวๆนั้นในช่วงเวลาเดียวกันกับเรา
แต่ดูน้องกิ่งน้องแก้วเขาเขินแซนพอควร คงแอบปลื้มมาแต่ตอนเด็กๆมั้ง ไม่รู้ดิ เดาเอา

แต่สมัยนั้นอย่างเราและแซนดูหน้าตาเหมือนอินโดมากกว่าไทย ฮ่าๆๆ เจอกันที่โรงอาหารมหาลัยบ่อยๆ ตั้งนานกว่าจะมีคนแนะนำว่าคนไทยเหมือนกัน ต่างคนต่างคิดว่าเป็นอินโด คงเพราะเราไม่ค่อยได้สุงสิงกะคนไทยมากมั้ง

วันก่อน โฮ้พก็ถามว่า แม็คควอร์รี่ชื่อดีไหม เราก็ไม่รู้บอกไงดี จะให้มาเห่อมหาลัยก็ไงอยู่ ชื่อไม่แย่ละกัน

ป่านนี้เจอพวกนี้ก็ไม่รู้จะทักกันยังไงแล้วเนอะ เวลาก็ผ่านไปนานแสนนาน


.............................


อยากโดนฉีดยาจัง ทรมาน อยากหายไวไว ไม่ได้ไปไหนเลยกี่วันแล้วเนี่ย อาการทรุดลงเรื่อยๆ ไม่เห็นดีขึ้นเลย



""""""""""""""""""""""""""""""""









"""""""""""""""""""""""""""""""""











""""""""""""""""""""""""""""


Hoax

Sunday, February 15, 2009

6:21:34 PM

ไม่ใช่ภาษาแบบคอมๆนะฮ้า ตะกี๊ดูหนังเรื่องHoaxจบ Hoaxก็Hoaxนะล่ะ ตรงความหมาย ลวงโลก

พระเอกหล่อดี เป็นเรื่องนักเขียนลวงโลก ริช้าด เกีย นำแสดง

ตื่นมา๑๑โมง เหี้ยบอยโทรมาปรึกษาเรื่องงาน เออ ได้ เดี๋ยวจัดการให้ น้ำใจเล็กๆน้อยๆมีให้เพื่อนเสมอ แต่น้ำใจเราแปลกนะ น้ำใจเรามีมูลค่าที่จัดการให้มันได้รู้จักผู้ใหญ่ผู้โตที่เวียดนามได้เลย (ฟังดูโม้เนอะ)

ก็ตื่นมาด้วยความรู้สึกว่าหายป่วยแล้วเลยพูดใหญ่เลย คุยกัน๒๐นาทีได้ บอกมันไปว่า กูหายแล้ววะ(ตอนก่อนหลับไปยังทรมานอยู่เลย) พอวางโทรศัพท์ไปแป๊บเดียวก็เหมือนก่อนนอนเลย เข็ดเลย เมื่อไหร่จะหายวะเนี่ย กินยาไปหลายเม็ดแล้ว

ในเมื่อพูดไม่ได้ ออกไปข้างนอกก้อไม่ได้ (ไม่มีแรงจริงๆหายใจก็ไม่ค่อยออก)

ก้อดูหนังในทีวี เรื่อง Music and lyrics (ครั้งแรก) ตอนเที่ยงช่องHBO

ต่อด้วยรัก๓เส้า(ครั้งแรกดูในโรงไปแร้น)

บ่ายสองต่อด้วยซีรี่ยส์Entourage ภาค 4(ดูซ้ำ)

ต่อด้วย The Hoax (หนังเก่ามากๆแต่พึ่งเคยดู) จบตะกี๊6โมงเย็น ก็ได้อาบน้ำซะทีไม่ได้อาบมาตั้งแต่คืนวันศุกร์แล้ว

เกิดมาแทบไม่เคยนั่งดูทีวีต่อเนื่องหกชั่วโมงเลย แต่ละเรื่องดูกันเต็มๆ แต่ต้นจนจบ

คนเราวันๆดูหนังวันละเรื่องก็เกินพอ เยอะไปไม่มันหรอก

..............................

พอฟังภาษาอังกฤษมากๆทางทีวีก็นึกถึง วันก่อนนู้นนนน คุยกะแฟนเก่าเพื่อน

ได้แก๊กนึงมา แล้วอยากเขียนถึงอะไรแบบนี้

หล่อนใช้คำว่า Under estimate สำหรับการพูดถึงว่าแฟนเก่าเป็นคนประเมิณคุณค่าตนเองต่ำไป ไม่ค่อยมั่นใจในตนเองและดูถูกความสามารถตนเอง เราก็งงๆคนนะมะช่ายเครื่องจักรซักกะหน่อย มันควรใช้คำว่า low self performance หรือ low self esteem อะไรแบบนี้ซิ แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไรไปนะ เห็นเขาคุยไทยคำอังกฤษคำกันไปก็ไม่อยากไปขัดอะไรใคร คือ การที่เราไม่พูดไทยคำอังกฤษคำเนี่ย ไม่ได้แปลว่าเราใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้หรอก


อีกหนนึงจำได้ว่านานแล้ว คงหลายปีแล้ว เพราะจำได้ว่าเห็นในพันทิบ กระทู้ประมาณว่า จะไปเจอเพื่อนของสาวที่จีบอยู่ควรวางตัวเช่นไร เขาใช้คำว่า Positioning เราก็งงๆ เฮ้ย อ่านนิตยสารBrandage มากไปป่าว คนนะไม่ใช่สินค้า เราคิดว่ามันควรใช้คำว่า Social etiquettes อะไรแบบนี้มากกว่า


คนไทยแต่ก่อนง่อนชะไรก็ไม่ค่อยพูดไทยคำอังกฤษคำกันนักหรอก เป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆแค่นั้น ปัจจุบันเห็นและได้ยินเต็มไปหมดเลย เราว่ามันฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นนัก


นึกถึงAd hoc แล้วก็ขำดี ที่ชินจูกุก็มีตึกนึงชื่อ Ad hoc ศัพท์นี้ไอ้นนท์เอามาพูดตอนทำงานอยู่บริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง เราก็ขำๆกันไป


คือ เราชอบการสื่อสารให้เข้าใจความหมายมากกว่าการสื่อสารเพื่อแบ่งชนชั้น


การรู้ภาษาอังกฤษมีไว้ให้เท่าทันฝรั่ง และแนวคิดตะวันตก ไม่ใช่การมีไว้เพื่อแบ่งชนชั้นคนไทยด้วยกันเอง


ผู้บริหารระดับสูงที่ดีต้องมีความสามารถในการสื่อสาร ใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือให้ทรงประสิทธิภาพที่สุด อันนี้ฝืบฝักสอนไว้ตอนเรียนวิชาไรไม่รู้จำไม่ได้(ดัดจริตเรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ)


แต่ถ้าผู้บริหารใช้ภาษาได้ไม่เหมาะสมกับระดับของผู้ฟังแล้ว การสื่อสารย่อมไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร(อันนี้เราเติมเอง คิดในหัวเป็นภาษาไทยด้วย)


เล่านอกเรื่องแต่ประเด็นไม่ต่างกันบ้างดีกว่า

คืนก่อนนู้นเห็นอำพลออกมาในทีวีรายการอะไรไม่รู้ เขาก็สัมภาษณ์จ่อไมค์อะไรกันไปเรื่อยเปื่อย พ่อก็พูดถึงว่าเขาน่าเห็นใจเนอะ เป็นนักร้อง พอเลิกร้องเพลงแล้วก็อยากแค่ทำสวนเฉยๆ แต่เมียกลับชอบอยู่ในวงการบันเทิง ความต้องการของครอบครัวมันขัดกันไปไกล มันก็อยู่กันยาก

เราก็ตอบพ่อไปว่า ก็อำพลเป็นนักร้องเพราะชอบเพลงรักดนตรี ส่วนมาช่าเขาเป็นนักร้องเส้นทางที่เดินมาจากการเป็นคนสวยที่มีแต่คนห้อมล้อมและได้เป็นดาราและได้มาเป็นนักร้อง

การเป็นนักร้องมันเหมือนกัน แต่ที่มามันต่างกัน จะทำให้คนเหมือนกันได้อย่างไร

ทุกวันนี้คนก็ลืมๆกันไปหมดแล้วว่าทำงานศิลปะกันเพื่ออะไร

นักบอลยังเตะบอลเพื่อเงินเพื่อชื่อเสียงเลย ลืมไปแล้วว่าพื้นฐานของกีฬาคือความสนุกในหมู่เพื่อนฝูง

อยากล่าฝันเป็นนักร้องเพื่อชื่อเสียงเงินทอง เป็นตัวตั้งอันดับ๑ มากกว่าการอยากสร้างสรรค์งานดนตรี

เล่นการเมืองเพื่อกอบโกยผลประโยชน์มากกว่าการทำเพื่อปวงชน

โอ๊ะ โอ ไปไกลแล้วกู

หาไรกินดีกว่า


"""""""""""""""


"""""""""""""""

""""""""""""

Friday, February 13, 2009

พ่อแม่ ชิงโชค

0 comments
ขอนแก่น

Friday, February 13, 2009

3:07:30 AM

...............................


พิมพ์ให้แม่หลายวันแล้วล่ะ ตั้งกะต้นเดือน

..........................................

พ่อ แม่

เรา๒คน คื อคุณ สรรพชัย และ ดิฉัน ประฤดา นัดกันว่าจะไปลอยกระทงที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณสรรพชัยจะมารับที่บ้านราว๒ทุ่ม เป็นนัดแรกของดิฉันจึงแต่งตัวเสร็จตั้งแต่ยังไม่สองทุ่มและนั่งดูทีวีไปเรื่อยๆจนราว๔ทุ่มกว่าๆก็ยังไม่มา ตอนนั้น(เมื่อ๓๐ปีที่แล้ว)ที่บ้านไม่มีโทรศัพท์ ดิฉันคิดว่าคุณสรรพชัยคงไม่มาตามนัดจึงเตรียมขึ้นนอน ขึ้นไปที่ห้องสัก๑๕นาที ได้ยินเสียงหมาเห่าและเสียงรถจอดหน้าบ้าน ดิฉันจึงลงมาดูก็เห็นคุณสรรพชัยบอกว่า รถเสีย รีบซ่อมและรีบมา จะไปลอยกระทงไหม ดิฉันดีใจมาก รีบแต่งตัวและออกไปลอยกระทงที่ธรรมศาสตร์ ผู้คนมากมาย เห็นกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยา แสงเทียนระยิบระยับสวยมาก กว่าจะกลับถึงบ้านเกือบตีหนึ่งกระมัง หลังจากนัดครั้งแรก เรานัดกันอีกไปดูหนังเรื่อง South Pacific (มนต์รักทะเลใต้) จำเพลง Some enchanted evenima และ Balihai ได้ดีโดยเฉพาะ Balihai นักร้องผิวดำร้องเสียงมีพลังมาก เราสองคนคุ้นเคยกันมากขึ้น คุณสรรพชัย ชอบขับรถไปจอดหลังพระที่นั่งอนันตสมาคม ตอนเย็นๆ ลานพระบรมรูปโล่งๆ ลมพัดเย็นสบาย เรา๒คนนั่งคุยกันในรถจนพระอาทิตย์ตกดินจึงกลับบ้านแถวสะพานกรุงธน เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว รถราไม่มาก เดินทางสะดวก แป๊บเดียวก็ข้ามไปฝั่งธน หรือ ไปตลาดนัดสนามหลวง ใช้เวลาไม่สบายไม่รีบเร่งเหมือนในปัจจุบัน เราหมั้นกันก่อนเพราะดิฉันต้องไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด อีก๒ปีต่อมา หลังจากซื้อบ้านที่คลองกุ่มเป็นเรือนหอ เราแต่งงานกันที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ) เพื่อนทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวมากันมากเป็นพิเศษ รวมทั้งผู้ใหญ่ของฝ่ายพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายด้วย ที่พิเศษสุดๆก็คือ มีวงดนตรี พิทักษากร ของคุณ ชูชาติ พิทักษากร มาบรรเลงเพลงสุดแสนไพเราะตลอดจนงานเลิก เจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับเข้าหอที่บ้านคลองกุ่ม ซึ่งเมื่อก่อนเป็นทุ่งนา น้ำจะท่วมเวลาฝนตกหนัก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นถนน๔เลน และใกล้กับถนนวงแหวนรอบนอก ไปไหนก็สะดวก อยู่ที่เรือนหอเดิมมาเป็นเวลา ๓๒ ปีแล้ว สุขสบายและได้ชื่นชมกับกระรอกตัวเล็กๆ บนต้นไม้ในบางเช้า เย็นๆ ไปเดินในสวนเสรีไทย ชมพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันทั้งครอบครัว ความสุขแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับครอบครัว พิทักษากร

........................................


ข้างบนนี้ส่งให้เมย์เข้าร่วมกิจกรรมพาพ่อแม่เราไปทานข้าวใต้แสงเทียนเนื่องในโอกาสวันแห่งความรัก แม่นั่งเขียนอยู่นานตั้งสองชั่วโมง แม่ไม่ได้เขียนเร็วแบบเราหรอกนะ และที่สำคัญอย่าทำให้คนเขียนอยากแล้วจากไปนะ ต้องได้ไปกินนะ เราก็บอกพ่อแม่ไปว่า เป็นคลื่นเดียวกับที่เราเคยพาพ่อแม่ไปพักผ่อนฟังเพลงJazz Festival ที่หัวหินหลายปีก่อน (สมัยนั้นคนน้อยมากๆ บรรยากาศเยี่ยมไปเลย) แต่จำได้ว่าไปนอนกันที่ปราณบุรี

แต่สวนหน้าหมู่บ้านเมย์ก็คงเห็น สวนสวยดี วันนี้เราก็ไปเดินกับแม่ตามปกติ ดูพระอาทิตย์ตกกันสองคนแม่ลูกเป็นประจำ และต้องขอโทษด้วยที่วันนั้นแฟ็กซ์ไปที่คลื่นแล้วอ่านไม่ออก

กุ้งจำได้ไหมวันที่ไปทะเลกันแล้วพี่ก็ชี้ให้ดูว่าพ่อแม่พี่แต่งงาน วปอ หน้าบ้านกุ้ง พ่อกะแม่เล่าให้ฟังว่า คนมาตั้ง๑๒๐๐คนแน่ะ ได้เงินมาตั้ง๑๓๐๐๐๐ สมัยนั้นบ้านพี่ราคาแค่๒๗๐๐๐๐เอง แต่จำได้ว่ากุ้งก็บอกว่า พ่อแม่กุ้งแต่งกันที่สวนลุม แต่จริงๆก่อนงานแต่งงานระยะนึง พ่อกะแม่ก็เข้าไปรับพระราชทานน้ำสังข์และจดทะเบียนสมรสแล้วที่วังสวนจิตรลดา เรื่องราวแบบนี้ บางทีได้อ่านแล้วก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เมื่อวานซืนพี่ไปงานแต่งงานญาติมาเขาแจกหนังสือเป็นของชำร่วยด้วย หนังสือก็ดีพอควร(ชื่อ บ้านนี้มีรัก) จะถ่ายเอกสารส่งไปให้อ่านเนื่องในโอกาสวันแห่งความรักนะจ๊ะ

ด้วยรักและคิดถึง

ทศสุดหล่อ

^
^
^


Friday, February 13, 2009

3:32:03 AM

ข้างบนนี่พิมพ์ไว้กี่วันแล้วก็ไม่รู้ เมย์บอกให้เขียนไปชิงโชคก็คงได้รางวัลแน่ๆ แล้วพอวันนี้ก็เป็นอีกอารมณ์นึง โกรธมาก ไม่ได้โกรธปกติ(พรุ่งนี้ก็หาย(ฮา)) คือมานึกๆไปก็ให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องไปชิงโชคเกมทางคลื่นวิทยุที่ไม่เคยฟังด้วย(วะ) นี่พ่อแม่กูอยากแดกฟรีขนาดนี้ด้วยหรอ แม่ก็นั่งเขียนอยู่นาน แล้วก็คิดไปว่า ก็คงได้ไปอะไรนั่น สุดท้ายแม่ก็แค่ตกเป็นเหยื่อทางการตลาด แม่แก่แล้วนะ ไม่ควรต้องเสียใจ

แต่หลักๆก็คือเราผิดเองล่ะ เราผิดเองที่ไม่มีอินเตอร์เน็ทที่บ้าน ต้องอาศัยโทรศัพท์น้อง และน้องก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน และถ้าฝากน้องทำอะไรก็เรียกว่า ฝากไอ้นนท์ทำก็พอๆกัน เหมือนสั่งขี้มูก ก็เลยแทบไม่เคยฝากอะไรทำทั้งนั้น พูดไปสามรอบสี่รอบก็ปากเปียกปากแฉะเท่านั้น แต่คนพวกนี้ก็จะบอกว่า ก็ทำเองซิวะ ก็จริงอยู่ แต่ไอ้นนท์ชอบมาเล่าให้ฟังว่าไปเจอข่าวนั้นนี้ กระทู้แบบนั้นนี้มา เราก็ฟังแล้วก็จะตื่นเต้นด้วย และบอกมันว่าส่งมาให้ดูหน่อย มันก้อจะบอกว่า เออๆ พอวันต่อมาถามอีกว่าอยู่ไหนวะ มันก็จะเออๆ พอวันต่อมาถามอีกมันก็จะเออๆ พออีกวันต่อมาถามอีก มันก็จะบอกว่า หาไม่เจอแล้ว ทั้งๆที่จริงๆ เราก็น่ะเข้าใจได้ว่า รับปากมันแปลว่า ได้ยินแล้วนะ ไม่ทำหรอก ยิ่งถ้าเมื่อไหร่เราได้ยินคำว่า “ได้ๆ เดี๋ยวเช็คให้” จากน้องเราและไอ้นนท์นะ แปลว่า ลืมได้เลย ชีวิตนี้ไม่รู้เรื่องแน่นอน แต่ก็นั่นล่ะ บ่นไปสามไพเบี้ย แค่นี้มันสองตัวก็เบื่อเราจะแย่แล้ว

นนท์กะอ้ายก็จะคล้ายๆกัน บุคลิกแบบน้องคนเล็กของพวกนี้จะคล้ายๆกัน มันก็เบื่อพี่ขี้บ่นแบบเรา เราก็เบื่อพวกน้องๆต้องคอยเอาใจพวกนี้เหมือนกัน มีวันนึงขำมากๆ อ้ายถึงกับพูดว่า “ก็กูเป็นน้อง มึงเป็นพี่ มึงก็ต้องเอาใจกูดิวะ” กูนึกในใจ เย็ดเข้ มาเหนือเมฆเลย

..............................................................

Tuesday, February 10, 2009

Good Bye Baan Pong

0 comments
Good Bye Baan Pong

Monday, February 09, 2009

8:34:02 PM

ดัดจริตเนอะ ทำเป็นกู๊ดบายแซนติก้าไปได้


เมื่อคืนไปบ้านป้องกันมา แต่สิ้นเดือนหน้าป้องต้องย้ายออกจากบ้านนั้นแล้ว พ่อมันเกษียณแล้ว อยู่มาตั้งแต่ปี๒๐๐๐พ่อเป็นพลอากาศตรีจนเป็นพลอากาศเอก พวกเราก็ไปบ้านป้องกันเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เราคงแค่หลักร้อย แต่เพื่อนๆที่ไปหลักพันครั้งก็เยอะคนอยู่ ไปกันทุกวี่ทุกวัน ห้องมันเป็นสตูดิโอแยกออกมาจากตัวบ้านใหญ่ ก็เลยเป็นที่สังสรรค์ของเพื่อนๆได้ดี ที่จอดรถก็เยอะเพราะติดกับโรงเรียนอนุบาลในกองทัพอากาศ ทุกคนมีความสุขกับที่นี่มากๆ คนเป็นร้อยเคยมาบ้านป้องกัน กินเหล้า เล่นกีต้าร์ ดูบอล เล่นวินนิ่ง จับหมู โอ๊ย สารพัดความสุข กลุ่มหลักๆที่มากันบ่อยๆก็เป็นแก๊งลูกหมูนี่ล่ะ แก๊งลูกหมูจะว่าไปนับกันจริงๆก็เยอะอยู่ ครึ่งนึงก็เป็นพวกเพื่อนมัธยมเรา ที่เหลือก็คนอื่นๆมากมาย



แต่หลังจากนั้นก็ย้ายจากบ้านตำแหน่งพลอากาศเอกพ่อมันกลับไปที่เดิมบ้านส่วนตัวพลอากาศโทปู่มันล่ะ ก็คงไปกันอยู่ดี แต่ก่อนเราก็แวะไปหาป้องที่บ้านปู่มันอยู่บ้าง



เอาเรื่องวันนี้ดีกว่า วันนี้ก็ตื่นมากันแบบเซ็งๆ ก็ออกจากบ้านป้องมาหาไรกินกัน แล้วก็แวะโฮมโปรนิดนึง แล้วก็มาบ้านน้องแก้ม ฟังดูตลกเนอะ เพราะที่จริงต้องเรียกว่า บ้านก้ามปู(ร้านกาแฟสวยๆซักแห่งในซอยสมาคมแพทย์)


พอดีวันนี้ก็มากันสามคน เอ๋ย บิ๋ม เรา


พอตอนเย็นๆ บิ๋มก็โทรเข้าไปถามว่า ถ้าจะจัดงานแต่งงาน(ของคนอื่น) คิดราคาอย่างไร เขาก็เดินๆมาคุยด้วยชื่อ คุณ ก้าว ซักพักฟังเขาคุยอะไรกันเรียบร้อยแล้ว เราก็ถามว่า ”งั้นผมขอถามอะไรแปลกๆซักหน่อยได้ไหมครับ” แล้วก็ร่ายยาวไปเลย บอกว่า เนี่ยตอนเด็กๆเคยเรียนอนุบาลกานดา (ก่อนเราไปอยู่โรงเรียนประจำ) แล้วพ่อแม่คุณยายก็ชอบเล่าให้ฟังว่า เรามีเพื่อนตอนเด็กๆ เด็กกว่าปีนึงอยู่คนนึง ติดเราตลอด ชอบเล่นอะไรเล่นด้วย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู พอวันนึงพี่ทศเรียนเก่ง ก็รับรางวัล (เป็นเทอร์มอมิเต้อร์เรายังดูอยู่บ่อยๆ) แล้วก็ตามสไตล์เด็กทั่วๆไป ก็ต้องถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไรอย่างนู้นอย่างนี้ พอถามน้องแก้ม


น้องแก้มก็บอกว่า “อยากแต่งงานกับพี่ทศ”



ยายเล่าอีกด้วยว่า เวลาเราได้ของเล่นอะไร น้องแก้มก็ชอบพูดว่าทำไมพี่ทศมีแล้วน้องแก้มไม่มีอะไรแบบนี้ เรื่องราวก็มีเยอะนะ ยายกะพ่อแม่มักพูดถึง เราเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ปัจจุบันน้องแก้มเป็นยังไง วันนี้ก็เลยเล่าไป น้องก้าวเขาก็ขำ แล้วก็บอกเราว่า พี่แก้มพึ่งกลับไปตะกี๊เอง เขาบอกว่า เขาก็เรียนอนุบาลกานดา ก็เรียนกันหมดแหละ เขาบอกว่าพี่แก้ว พี่ก้อย อะไรอีกสารพัด กอไก่ไล่มา เขาก็พาบิ๋มเดินชมสถานที่ เราก็คุยกันไปเรื่องแบบนี้ เขาพาไปสวัสดียายเขาที่เป็นยายน้องแก้มด้วย บ้านอยู่ข้างหลังอีก เราก็ว่าขำๆน่า



มันมีนานแล้วล่ะ เราเคยนึกถึงกัน ก็เลยไปหากันกะพ่อ เพราะพ่อก็ไปหาที่บ้านก้ามปูเดิม แล้วก็ไม่เจอกัน เขาบอกกันว่าย้ายกันออกไปนานแล้ว ก็เลยเลิกคิดไป แล้วตอนนั้นจำได้ไปเมืองกาญจน์(พฤษภา๒๐๐๖) ก็คุยกะพระตู้ เขาก็พูดถึงร้านกาแฟบ้านก้ามปู ตอนนั้นเราก็เอะใจแล้วล่ะ แต่ตู้บอกว่า เป็นร้านอาจารย์ถาปัดจุฬา เราก็เลยคิดว่าไม่ใช่ เพราะพ่อบอกว่าลุงน้องแก้มเขาเป็นอาจารย์สอนอาร์ทๆที่จุฬา (วันนี้ได้ความว่าพี่แก้ว(พี่น้องแก้ม)เป็นอาจารย์ถาปัดจุฬา)



จนอยู่ญี่ปุ่นน่ะล่ะ ก็ไปเจอhi5 groupบ้านก้ามปูเข้าโดยบังเอิญ กลับมากรุงเทพก็เลยไปบอกพ่อ ก็เซิ้ดจากในเว็บมาแล้วว่า อยู่ซอยสมาคมแพทย์ แต่ก็เข้าทางใต้ทางด่วนรามอินทราเอกมัยได้ เราก็ไปกันกะพ่อ พ่อถามพวกเด็กพม่าที่ขายเค้ก เขาก็ไม่มีใครรู้จักน้องแก้ม เราก็เลยจ๋อยกันไป แล้วเราก็เลิกคิดไป จนวันนี้ล่ะ ก็เลยคุยกะน้องก้าว เขาก็จะโทรหาให้เลยนะ แต่เราบอกว่าเราเขินมากๆ(ผ่านไปเป็นสิบนาทีเลยล่ะ เราหน้าแดงตลอดเวลาเล่าเรื่องแบบนี้) เขาบอกว่า งั้นเอางี้ละกัน ไว้มาคราวหน้าเขาจะโทรเรียกให้ แล้วก็ขอเบอร์เราไป ตอนนี้อาอาเขาก็ทักทายคุยกับเราขำๆกันใหญ่ แบบ โหย เพื่อนอนุบาล มีเรื่องน่ารักๆแบบนี้ด้วย



วันนี้เราก็บอกบิ๋มไปว่า เฮ้ยตอนเด็กๆหน้าตาเราน่ารักนะ ตัวขาวนะ โตมานี่ชอบตากแดดมากไปหน่อย เมื่อวานตอนเย็นก็ไปว่ายน้ำหน้าหมู่บ้านตัวดำปี๋เลยกูวันนี้ ก็เป็นคนไม่กลัวแดด ทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ แล้วมันจะขาวได้ไงใช่ไหม

พอตอนจะกลับ เราก็ร่ำลากัน


แล้วมายืนดูดหรี่คุยกันตรงรถ เราก็บอกไปว่า กูว่ากูเนี่ยอายุ๒๙ก็ยังดูดีนะ บิ๋มบอกว่า “ห่า มึงอะแย่” เราก็นึกในใจแบบ เฮ้ย กูหมายถึงหน้าตารูปร่างกูโว้ยยย ไม่ได้หมายถึง ฐานะ หน้าที่การงาน สถานภาพทางสังคม


คือ ตีนกาก็ไม่มี หน้าผากก็ไม่ย่นมาก พุงตอนนี้ก็ลดลงมากแล้ว


แต่วันนี้เราก็คุยกันเรื่องแบบพวกเปลือกๆน่ะละ นานๆเจอกันที เจอกันหนสุดท้ายก็ไม่รู้กี่ปีแล้ว


เออ แต่แบบวันนี้บิ๋มเขาก็บอกนะว่า พวกคนบ้านต้นไม้เยอะๆ มักใจเย็น เราก็บอก ก็ใช่นะ แล้วเอ๋ยก็พูดขึ้นมาว่า “เหี้ยนี่ ใจเย็นที่ไหนเล่า” แล้วก็ขำกัน เราก็หน้าเบ้ๆ มันก็บอกว่า แต่มึงก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านอะเนาะ เออ ก็จริง เราก็บอกไปว่า แต่นี่ช่วงนี้กูรดน้ำต้นไม้แทบทุกวันเลยนะ เกิดมาก็๒๙ปีนี่ก็ปีนี้ล่ะที่หัดมาสนใจสวนป่าหน้าบ้าน สวนเล็กๆรกๆนี่ล่ะ ยายทำทุกวัน รกชิบหาย แต่ทำให้บ้านเย็นดีเราชอบ วันนี้คุยกะก้าวเขาก็บอกนะว่า ต้นไม้เขาไม่ใช้ปุ๋ยเคมีนะ ใช้น้ำเยอะมากๆ ใช้น้ำอัด เวลาลูกค้าซื้อไปก็ไม่ตาย เราก็เห็นด้วยนะ พ่อเราก็มีนะบ้านเรือนไทยแบบนี้ เรือนเพาะชำใหญ่แบบนี้ ก็ต้องมีหลุมปุ๋ยธรรมชาติที่ทำเอง ต้นไม้ถึงงามได้



แล้วเราก็บอกกลับไปว่า น้องกูก็ใจเย็นนะมึง เอ๋ยบอกเออ ก็จริง น้องมึงก็ดูใจเย็น เราเข้าใจว่าคนทำสวนเองมักไม่แก่ และก็ไม่ได้เกี่ยวกับใจเย็นใจร้อนนัก เพราะพ่อเราก็ไม่ได้เป็นคนใจเย็นนัก แต่คนชอบคิดไปเองว่าคนชอบปลูกต้นไม้มักเป็นแบบนั้นแบบนี้


แต่ดูดีๆเถอะใครใกล้ชิดธรรมชาติมากก็แก่ช้าหน่อย



สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ไม่ใช่แค่ความรักหรอก ยังมีอากาศด้วย

และต้นไม้แหละที่ทำให้อากาศดี ไม่ใช่เครื่องปรับอากาศหรอกนะ


กลับมาที่เรื่องรรอนุบาล คนเห็นพ่อเราสนิทกับพวกลุงจุ๋ม และเห็นเราเป็นเด็กซนมากๆแต่เด็ก ก็มักนึกว่าเรียนชนานันทน์ พ่อบอกว่าโรงเรียนนี้เขาเน้นให้เด็กได้วิ่งเล่น แต่โรงเรียนนั้นไกลไป


เมื่อคืนคุยกะพ่อเอ๋ยก็บอกเขาไปว่า เดี๋ยวมีเงินซักก้อนทศว่าจะไปปลูกบ้านเขาใหญ่ เขาถามว่ามีที่หรอ(คุยกันเรื่องที่ริมทะเลของเอ๋ยมัน) เราบอกว่ายังไม่มีเลย แต่ว่าจะขอปันลุงจุ๋มเอา เอ๋ยก็ขำๆบอกว่าขอปันนี่คือแบบมือขอเลยป่ะวะ ฮ่าๆๆ อย่างพ่อเอ๋ยพ่อเราเพื่อนพ่อเราพวกนี้ เขาโตกันมาในโรงเรียนกินนอนด้วยกันก็สนิทสนมกันดี


วันนี้ตอนกลับเอ๋ยมันก็บอกนะว่า เออ ถือซะว่าจบทริพด้วยวังน้ำเขียวละกัน ร้านกาแฟต้นไม้เยอะหน่อย (จริงๆเมื่อคืนมันตั้งใจจะไปพัทยากันแต่ดันลงเอยที่บ้านป้อง)


เราก็บอกไปว่า เออ พวกเรายังไม่ได้ไปวังน้ำเขียวกันเลยเนอะ เห็นปีที่แล้วมันเห่อๆอยากไปอยู่พักนึง เจอใครก็ชวนไปทั่ว กุ้งมันก็ชวน แต่เหตุผลปลูกบ้านเขาใหญ่เราไม่ค่อยเหมือนคนอื่นๆหรอกนะ เราเบื่อการเดินทาง


เฮ้ยๆ ได้ยินเสียงพ่อ พ่อกลับมาแล้ว ตื่นเต้นๆ รีบลงไปเล่าให้พ่อฟังดีกว่า


วันนี้ตลกดี เจอเกี๊ยกกะแม๋โดยบังเอิญที่โฮมโปร เมื่อปลายเดือนธันวาวันนั้นก็ไปแวะนอนกันที่ขอนแก่นกะเกี๊ยกแม๋ตั้มเอ๋ย พอพรุ่งนี้จะไปขอนแก่นอีกก็ดันเจอเกี๊ยกกะแม๋ ทั้งๆที่ปกติแทบไม่เคยได้เจอเลย แต่พรุ่งนี้ไปกันสี่คนคนละแก๊งกัน เป็น พี่เก้ ผึ้ง น้องแมน เรา แต่นึกๆไปก็นึกถึงตอนขาขึ้นไปอีสานเที่ยวก่อนก็ไปกันกะอีกกลุ่มนึง พีซ เติ้ง แป้ง เอ้ออววว ทำไมคนเยอะแยะบนโลกมาวนโคจรพบเราได้นะ


ต้องนอนไวด้วย พรุ่งนี้ไปขอนแก่นแต่เช้า

Monday, February 09, 2009

"เอ็นพาร์ค"หลุดบ่วง ผู้ถือหุ้นอนุมัติเพิ่มทุน สภาพคล่องกระเตื้อง

0 comments
ชอบนะชอบ ชอบบริษัทนี้ มันๆดี นานแล้วนานแล้ว



................................


วันที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4077

"เอ็นพาร์ค"หลุดบ่วง ผู้ถือหุ้นอนุมัติเพิ่มทุน สภาพคล่องกระเตื้อง

แหล่ง ข่าวจากบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัท สามารถเจรจาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุดในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 มีวาระสำคัญเรื่องการขออนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียน ซึ่งคณะกรรมการบริษัทเสนอให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 12,086,184,000 บาท เป็น 36,258,552,000 บาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่ 24,172,368,00 หุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท โดยจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมที่มีชื่อปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นก่อนวันที่ 26 ธันวาคม 2552 ในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 2 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 0.02 บาท ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติให้ปรับเปลี่ยนเป็นอัตราส่วน 1 หุ้นต่อ 4 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 0.01 บาท

นอกจากนี้ ได้อนุมัติตามที่คณะกรรมการบริษัทเสนอให้ขายหุ้นสามัญของ Kyoto Resorts yk และขายสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินให้กู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับจาก Kyoto Resorts yk ในราคาไม่ต่ำกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐให้นักลงทุนที่สนใจขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ยูโอบี อพาร์ตเมนต์ หนึ่ง ที่ถืออยู่ 27.06% และขายหุ้นสามัญ บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ คิดเป็น 6.86% ของทุนชำระแล้ว ขายหุ้นสามัญของ บมจ.แสนสิริ 4.26% ของทุนชำระแล้ว ขายหุ้นสามัญ บมจ.ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น 11.88% ของทุนชำระแล้ว

ทั้งนี้ น่าจะส่งผลดีต่อบริษัทหลายด้าน คือ 1.ช่วยลดภาระการตั้งสำรองหนี้สิน จากที่ได้ตั้งสำรองแล้ว 386 ล้านบาท แต่จ่ายจริงเพียง 200 ล้านบาท ส่วนต่าง 186 ล้านบาท จะสามารถบันทึกกลับเป็นกำไรในงบการเงินได้ 2.ทำให้บริษัทมีฐานะการเงินดีขึ้น 3.คดีล้มละลาย ที่ไทยสมุทรฯอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาจะยุติลง ทำให้บริษัทไม่มีความเสี่ยงเรื่องคดีล้มละลายอีกต่อไป 4.ส่งผลบวกทำให้บริษัทมีเครดิตดีขึ้นมาก

หน้า 7

Friday, February 06, 2009

den-o

0 comments
den-o

Friday, February 06, 2009

4:22:36 AM


วันนี้หนุกดี แต่ตื่นมาด้วยความรู้สึกเซ็งโลกสุดๆ เลยรีบออกไปข้างนอกเพราะถ้านั่งอยู่บ้านคงแย่แน่ๆ


รอบดึกคืนนี้ นั่งคุยสามหนุ่ม๓มุมที่ร้านลาบ มีทศสุดหล่อ มีฐนกร(เพื่อนมัธยม) มีอภิชาติ(เพื่อนประถม) กะเหล้าครึ่งแบนที่เรากินคนเดียว นานๆกินเหล้าทีก็ดีเหมือนกัน นี่เป็นครั้งที่๕ในรอบปี


การรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้สดเสมอก็มีข้อดีเหมือนกันล่ะ พวกเราก็อายุจะ๓๐แล้ว ได้คุยกะเพื่อนเก่าๆก็สุขใจดี


วันนี้ในกรุงเทพธุรกิจเขาก็เขียนนะว่า งานดีดีไม่ได้มาจาก Resume’ หรอก มักได้มาจากความสัมพันธ์ดีดีเสมอ อื้อ เราเห็นด้วยอย่างรุนแรง แต่ช่วงนี้ก็มีงานนึงนะ น่าทำมากๆมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นเลย(เหมาะกับเราไม่ได้แปลว่าเหมาะกับผู้อื่น) เห็นในหนังสือพิมพ์แต่ให้ตายเหอะ อายุเกินไปไม่กี่วันเอง เราดูหน้าสมัครงานทุกวันนะ แต่ดูไปงั้นๆ ไม่ได้สนใจอะไร (คิดว่าตีสี่นั่งเขียนบล๊อกเราทำงานไรล่ะ) โฆษณาขายบ้านและที่ดินยังดูละเอียดกว่าเลย เรื่องงานมันก็สำคัญ งานที่เห็นเขารับอยู่ เป็นบริษัทไทยบริษัทเดียวที่ไม่ใช่ของในหลวงแต่อายุมากกว่า๑๐๐ปี และเป็นธุรกิจที่อยากทำมาหลายปีแล้ว อยากมีธุรกิจลักษณะนี้ล่ะ ไม่บอกหรอกว่า ธุรกิจอะไร


แต่แนวทางเราง่ายนะ ง่ายมากๆ รู้อะไรไม่มากหรอก แต่รู้ให้ลึก และเราก็รู้อยู่น้อยอย่างมากๆในชีวิต หมายถึงที่คิดว่ามากพอจะทำมาหาเลี้ยงชีวิตได้ แต่เรื่องที่คิดว่ารู้ละเอียดเชื่อไหม ไม่ค่อยเขียนในบล๊อกหรอก อยากเก็บไว้เป็นความลับ อิอิ แต่เขียนห่าเหวไรไม่รู้ที่ไม่ค่อยรู้เต็มบล๊อกเลยเห็นไหม

คือไม่ได้เป็นคนแบบใครเฮไหนเฮด้วย แบบเห็นใครว่าทำอะไหล่รถดี ก็เฮไปทำ เห็นใครว่า อสังหาดีก็เฮไปทำ เป็นแบบก็อยากทำเท่าที่คิดว่าตนเองเข้าใจและรู้นี่ล่ะ มันต้องเลี้ยงชีพได้ซิ(วะ)


เข้ามาบ้าน คุณฐนกรมาส่งตอนตีสองสี่สิบได้ มันคุยว่าให้ดู den-oด้วย เราก็รอดูไอ้มดแดงตอนตีสามสิบช่อง๔๓

พ่อหลับหน้าทีวีเช่นเคย(บ้านมีทีวีเครื่องเดียว) ตื่นมาเพราะเราเปิดเสียงดัง ฟังเสียงญี่ปุ่นมันฟังไม่ค่อยออกเลยเปิดดังๆเผื่อจะเข้าใจมากขึ้น พ่อขำใหญ่เลย ลูกกู๒๙แล้วนั่งดูไอ้มดแดงเด็นโอตอนตีสาม ถ้าเป็นปกติพ่อต้องทำหน้าเซ็งๆแล้วเดินขึ้นห้องนอน แต่วันนี้พ่ออมยิ้มๆ คงไม่รู้จะว่ายังไงดี


เวลาพ่อแม่ได้ยินเราพูดญี่ปุ่นหรือนั่งดูหนังญี่ปุ่นเขามักดีใจกัน ไม่รู้ทำไม แต่เราจะพูดเฉพาะเวลามีคนโทรมาเท่านั้นแหละ ซึ่งก็นานนนนนนนนๆๆๆที แต่ก็มีนะ


อ้อ วันนี้ไปกินอาหารญี่ปุ่นมาด้วย หนแรกเลยตั้งแต่กลับจากญี่ปุ่นหนล่าสุด กินยาโยอิถูกๆ


แปลกนะร้านนี้ที่ญี่ปุ่นก็ไม่ฮิตนะ เราเคยเห็นร้านเดียว มักกินเวลาเมาค้าง เพราะมักใกล้ๆกะที่นอน แต่ก็ไม่บ่อยนัก เพราะร้านนี้เติมข้าวได้ แต่ราคาไม่ถูกหรอก อ๊อตโตะยะ ถูกกว่า สำหรับเราเราเกลียดอาหารที่เป็นรสกลาง เราก็ว่าไม่อร่อยทั้งนั้นล่ะ เรียกว่าพอแหลกล่าย


ร้านยาโยอิในไทยไม่สวยเลย ของปลอมทั้งร้าน ไม้ปลอมทุกส่วน ที่ญี่ปุ่นของปลอมแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็น

อาหารก็เป็นอาหารญี่ปุ่นปลอมๆ (น้องเราใช้รถฮอนด้าปลอมด้วยนะ ฮ่าๆๆ)

นึกถึงเมื่อปีที่แล้ว ไปนั่งคุยกะแม่นานเลยที่ร้านยาโยอิอีกที่นึง วันนั้นยังเล่าฝันให้แม่ฟังอยู่เลย วันนี้กะวันนั้นต่างกันคนละคน


วันนี้เดินๆเบื่อๆอยู่ยังนึกถึงเลยว่าเคยอีเมลไรไม่รุ้ยาวๆหาเพื่อน(กลางปี๒๐๐๖) จำได้ว่า จุดมุ่งหมายนึงในชีวิตคืออยากอยู่ญี่ปุ่น อยากมีกิจการของตนเอง และนำกิจการนั้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิเคอิ ถ้าถึงวันนั้นก็จะเป็นคนไทยคนแรกที่ทำได้ (ใบ้ให้นิดนึงว่าเป็นบริษัทลักษณะเดียวกับที่ในหลวงถือหุ้นล่าสุด)


กิจการอะไรบอกไม่ได้หรอก มันก็ไม่ลับมากหรอก แต่บอกไปก็อายที่วันนี้ยังอยู่เมืองไทย และล้มพับไปได้เลยเรื่องนั้น

แต่กิจการหลักของยาโยอิเขาทำอาหารกล่องขายตามซุปเป้อร์มาร์เก็ตมากกว่า กิจการนี้ก็อยู่ในตลาดนิเคอิ

แมคดอเน่ามีสี่พัน โยชิโนยะ มัตซึยะคงมีหลายหมื่นแห่ง

วันนี้คุณอภิชาติบอกว่าคุณทศนอนเร็วๆนะ ตื่นแต่เช้าหน่อยชีวิตจะได้สดชื่น มันรู้ล่ะว่า เราเบื่อโลกเบื่อชีวิตมาหลายวันแล้ว มันบอกไหนๆก็ได้รู้จักสาวแล้วก็ตื่นไวหน่อย ตื่นมาโทรหาสาวตอนเช้ามันกระชุ่มกระชวยดี

(วันนี้รู้จักผู้หญิงมา๑คน หน้าตาดีมากๆ ได้เบอร์มาด้วย ฮ่าๆๆ แต่พรุ่งนี้ก็คงเหมือนเดิม พอถามก็จะรู้ว่าเขามีแฟนแล้ว ฮ่าๆๆ คนสวยๆสาวๆที่ไหนบนโลกมันจะโสดวะ)


นอนดีกว่า จะตีห้าแล้ว ตะกี๊กินพวกหัวหอมทอดกะฟิชแอ่นชิบด้วย อร๊อยอร่อย นอนหลับปุ๋ยแน่ๆเรา น้องต้องซื้อมาเตรียมไว้กินพรุ่งนี้เช้าก่อนมันไปทำงานแน่ๆ โดนเราแย่งกินหมด เหี้ยเอ๊ยทำตัวโคตรจะไจแอ้นเลย แย่งอาหารเด็กกิน

INKHEART

0 comments
Ink heart

Thursday, February 05, 2009

3:54:18 AM

นึกในใจเขียนดีไม่เขียนดี ง่วงไหมล่ะ จะตีสี่แล้ว

วันนี้ดูหนัง๓เรื่องต่างเวลากัน ต่างสถานที่ด้วย อันแรกดูEntourage แป๊บๆครึ่งชั่วโมงนอกบ้าน อันสองดู Inkheartในโรง และตะกี๊พึ่งดู Lady in the water ในบ้านจบไป


สามเรื่องนี้วันนี้เห็นจุดเหมือนข้อนึงคือ การเขียนหนังสือ มันเกี่ยวกับเขียนหนังสือหมดเลย ตอนของอองตูหราจวันนี้ก็คือผู้กำกับเขียนบทตามสั่งไม่ได้เลยไถลไปไกล ขึ้นต้นเป็นลำน้ำไผ่ ลงท้ายเป็นบ้องกัญชานั่นเอง


แต่ซักครู่นี้ ดูเลดี้อินเดอะวอเต้อร์จบไป อยากปรบมือให้ดังๆ สุดยอดมากๆเรื่องนึงเท่าที่ในชีวิตเคยดูหนังมาเลยทีเดียว คนอื่นอาจเฉยๆแต่เราเกิดความรู้สึกว่า บทสุดยอดเลย ไม่มีสะดุด นับวันยิ่งเก่งการมากๆเลยคุณ มาโนช แต่ละเรื่องของเขาบอกได้เลยว่าดูแล้วสมจริง เก่ง เรื่องนี้ทำไมไม่ได้ดูจำไม่ได้ แต่จำได้ว่า นักวิจารณ์ก็ชอบกัน แต่เราจำได้แม่นเลย The village ดูที่โรงหนังHoyseที่Sydney ไปดูกันหลายคน ห้าคนมั้ง คนอื่นเบื่อหมด เรานั่งตกใจอึ้งทึ่งคนเดียวเลย สุดยอดจริงๆ ส่วนหนังขึ้นชั้นอย่าง ซิกเซ้นส์ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ยกระดับหนังผีในโลกนี้ขึ้นมาอีกชั้นนึงเลย



หนังเลดี้นี้ ผูกเรื่องราวได้ดีมากๆ คนอาศัยในอะพาทเม้นก็หลากหลายเชื้อชาติ แต่มีเรื่องเล่าปรัมปราที่ทุกคนเชื่อได้ตรงกัน คนอินเดีย คนคิวบา คนฝรั่ง คนเกาหลี สารพัดแล้วก็มีเรื่องนี้อยู่ในใจกันทั้งนั้น ชอบใจมากๆตอนที่แฟรี่บอกว่า ผู้ชายคนนั้นจะเขียนหนังสือที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จะเป็นประกายความคิดที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็ก แล้วผู้ชายอินเดียคนนั้น(ก็ตามาโนชแกเล่นเองนี่ล่ะ) ก็บอกว่าแม้แต่เทพมาก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยกระดับให้เกิดความคิดที่เขียนได้ การเขียนหนังสือมันไม่ง่ายหรอก คนเราน่ะ ต้องมีเหตุเกิด แล้วก็จะมีผลตามมาเสมอ


อยากรู้เหมือนกันน่ะว่าเมกาเป็นไง คนหลากหลายรวมๆกันอยู่เป็นไง


ตอนที่เขาใส่คำคมๆไว้ว่าเด็กคนนั้นจะโตมาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเรานึกถึงโอบาม่าเลย หนังเรื่องนี้ก็ก่อนเลือกตั้งอยู่หลายปี หนังผูกเรื่องผ่านตัวละครหลายชาติที่เป็นอะเมริกั้น เหมือนที่บารักส่งผ่านความรักให้คนทั้งโลกผ่านทางเสื้อผ้าของมิเชล ภรรยาคนสวย เสื้อที่ออกแบบโดยดีไซเน่อร์ชนกลุ่มน้อยในเมกา เช่นของไทย ก็คุณ ฐากูร มีคนคิวบา แล้วก็สาวไต้หวัน รองเท้าก็จิมมี่ชูซึ่งออริจินอลเป็นคนมาเลย์ในอังกฤษ (ปัจจุบัน จิมมี่ชู ไม่ได้ตัดรองเท้าให้ยี่ห้อจิมมี่ชูแล้ว) การส่งสาสน์ให้โลกเห็นผ่านเสื้อผ้าเมียทำได้ดีทีเดียว จนมีดีไซเน่อร์ผิวดำบ่นน้อยใจกันเลยล่ะ แต่ถ้าสังเกตนิดนึงคือ คนพวกนี้เขาถือสัญชาติเมกันนะ ไม่ต้องไปเห่อเขากันมาก ไทเก้อร์หวูดเขาก็ไม่เห็นจะแสดงออกว่าเป็นไทยอะไรนักเลย ก่อนหน้านี้คุณฐากูรนี่เราเคยอ่านมาก่อนเหมือนกัน แต่จำไม่ได้ว่าเล่มไหน แต่นานเกินปีแล้วล่ะ ขายผ่านเวบ จำได้ว่าแม็กกาซีนเล่มนั้นอ่านที่บ้านน้องแก้ม เอ๊ย บ้านก้ามปู

ชอบใจในหนังที่แดกดันว่าทำไมต้องบอกรักกลางสายฝน

คือ เราไม่เข้าใจอยู่ข้อนึงคือ สมองเขาทำงานยังไง ตัวละครเยอะขนาดนั้น ทำไมมันสัมพันธ์กันได้กลมกลืนจัด

แต่อย่าเล่าเรื่องดีกว่า เผื่อคนมาอ่านอยากดู ก็ไปดูกันซะนะ แนะนำจริงๆ ช่วงนี้วนๆอยู่ในเฮ็ดบีโอแน่ๆ

แต่โดยปกติหนังแบบนี้ นึกถึงโบว์ก่อนเลย ถ้าดูด้วยกันหนังเลิกจะมันมากๆ เม้าแตกๆ

ส่วน Ink Heart

ไม่มีไรนัก ออกแนวเฉยๆ แต่ก็คือ ห้ามพลาดอยู่แล้ว(เราคนเดียว) หนังแบบนี้เข้าโรง เราชอบหนังนักเขียนๆ มันมีไม่เยอะ อย่างคุณมาโนชเขาก็plot ไม่ซ้ำเลยนะ เก่ง

มีเรื่องนึงที่ติดอยู่ในหัว เคยดูเมื่อตอนซักเกือบ๙ปีก่อน ในบัสจากซิดนี่ย์ไปเมลเบิ้น(นานมากๆ) คนขับเปิด

พระเอกเป็นชอนคอนเนอร์รี่ สอนเด็กผิวดำเขียนหนังสือ แต่เราไม่รู้เลยว่าชื่อเรื่องอะไร พอนึกออกทีนึงก้อถามที ไปถามตามร้านในไทยก็ไม่มีใครรู้ เรื่องนั้นก็ชอบ ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจอะไรบางอย่าง หนังที่ดีหรือหนังสือที่ดี เราคิดว่าข้อนึงสำคัญมากๆคือ คนดูจบแล้ว หนังจะยังไม่จบในสมองเขา ต้องได้ข้อคิดอะไรดีดีกลับบ้านไป


แล้วคนเรากล้าดีอย่างไรมาวิจารณ์อะไรต่ออะไร หนังคุณมาโนชแกพูดชัดดี


เรื่องอิ๊งฮ้ารท หัวใจน้ำหมึก จากชื่อทำให้นึกถึงหนังที่ใครๆเขาว่ากันว่าดี แต่เราไม่ชอบเลยแม้แต่น้อย คือ เรื่อง Brave heart (หัวใจหมู) คือ ดูในยูบีซีซ้ำสองรอบก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าดีอะไร (พยามหาจุดที่ชอบ)


ของแบบนี้แล้วแต่คนชอบ

เราจะชอบ Babe มากกว่า Brave heart และเห็นว่าดีกว่า ใครจะทำไม

เมื่อวานเพื่อนถามว่า “ไม่ชอบผู้หญิงแบบไหน? ”

เราตอบไม่ถูกเลย เพราะปกติ เราเองก็เห็นข้อดีของคนง่าย ถ้าถามว่าชอบแบบไหนเนี่ยตอบง่าย แต่ถามว่าไม่ชอบแบบไหนนี่ตอบยาก ถ้าตอบเป็นกายภาพน่ะง่ายอยู่แล้ว ตาตี่เป็นขีดๆนี่ไม่ชอบ แต่หลักๆก็คือไม่ชอบผู้หญิงที่ดูถูกคน กับกินข้าวเหลือ

เช่นเดียวกันการชอบหนังห่วยๆของเราก็ง่าย เพราะมองเห็นข้อดีได้ง่าย ไม่ได้เป็นคนมองโลกในแง่ดีหรอก แต่เป็นคนที่มองเห็นข้อดีของคนได้ง่าย ถ้าทำงานแกรมมมี่ก็ควรอยู่ฝ่ายจัดหาศิลปินอะไรประมาณนั้น


กลับมาที่หัวใจน้ำหมึก

จดมาประโยคนึง เป็นPunch line เลยเชียว แต่ขี้เกียจลงไปดูข้างล่างแฮะ

เรื่องดีทีเดียว ใครที่เหมาะจะดูเรื่องนี้ มิ้ม กุ้ง เนี่ยเหมาะ ไอ้นนท์ไม่เหมาะ น้องนุ่นไม่เหมาะ (สองคนนี้อ่านหนังสือไม่ออก มีการศึกษานะแต่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้(ฮา))

ถ้าโลกนี้ทุกๆอย่างเป็นไปตามที่เขียนล่ะ จะเป็นยังไงครับ หนังเรื่องนี้ก็โครงเรื่องไม่ซ้ำชาวบ้านนะ หายากนะ แต่รายได้คงไม่ดีมากหรอกมั้ง คนไปดูส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้ชอบะไร

แล้วใครจะรู้ชีวิตเราอาจมีคนเขียนบทให้ก็ได้ถูกไหม ?

แต่ถ้าเราเขียนบทเองจะเขียนให้น้องแอ๊ฟมาจุ๊บๆเราก่อนนอนทุกคืนเยยย อิอิ


เออ มีตอนนึงในเลดี้ เห็นผีเสื้อเกาะที่ผู้หญิงแก่ แล้วนึกไปถึงเมื่อไม่กี่วันนี้เอง คิดถึงตอนเด็กๆบ้านผีเสื้อเยอะมากๆ ก่อนที่ยายจะรื้อซุ้มดอกไม้ไป แต่ก่อนแต่ไรก็ไม่ได้นึกถึง จู่ๆก็นึกถึง สองวันต่อมา ก็อ่านเรื่องการมีสัตว์อะไรเข้าบ้าน แปลว่าอะไร (อ่านในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ (นสพ เนื้อหาดีมาก เวบไซ้เนื้อหาเลวมีมากไป)) ผีเสื้อเข้าบ้านแปลว่า คนในบ้านมีความสุข โอ้ว ให้ได้งี้ดิ แต่บ้านเรานกเยอะ กระรอกก็มีให้เห็นทุกวัน ไม่รู้เหมือนกันมาจากไหน นกนี่ร้องกันทั้งวันทั้งคืน มาจากไหนก็ไม่รู้ เที่ยงคืนก็ร้องกันอยู่ได้ สองวันต่อมาก็เห็นผีเสื้อในหนังซะงั้น

โอ๊ย หิว ไปหาไรกินดีกว่า จะตีห้าแล้ว กินเสร็จแล้วนอน จะได้อ้วนดำ อั้มดวน

หมิงหมิง นานา และ อาเด

0 comments
หมิงหมิง นานา และ อาเด

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

๑๒:๔๔:๑๓ น.


ตอนแรกเปิดผ่านๆหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ดู (ช่อง ๑๑) พอเปลี่ยนกลับมาก็เลยไปแล้วครึ่งชั่วโมง ดูเพราะนางเอกหน้าตาน่ารักมากๆ ชมพูเชียวล่ะ หนังชื่อเรื่องว่า MING MING

๑๓:๐๔:๓๒ น.

มัวไปอ่านไรมากันล่ะนี่ เออ เมื่อคืนไป The Crystalริส กะผึ้งไปนั่งดื่มเบียร์๑เหยือก ก็มีความสุขดีนะ ผึ้งดัดจริตดี อยากแดกเป็นSandy Graf เราก็บอกว่า เรารู้สูตรค๊อกเทลมหาศาลเลยนะ คืนนี้มีนัดไปนั่งเล่น วันเกิดน้องใหม่ น้องที่คณะ แต่ก็แปลกดีที่จะไปกะผึ้ง เพื่อนแถวๆบ้าน ช่วงนี้ไปแรดๆแถวๆเอกมัยบ่อยๆ วันก่อนนู้นก็ไปสามวันติด รู้สึกแย่มากๆเลยล่ะ ไปแถวนั้น เห็นคนมีเรื่องกันเยอะ เหล้าก็แพง คนก็เบียด แต่คนเขาก็ชอบไปกันอะเนอะ ก็แปลกดี เรานั่งกินเหล้าไม้เอก จ่ายเงินน้อยกว่ามากๆ แต่ดีสุดก็นั่งกินเหล้าอยู่แถวๆบ้านนี้ล่ะ สบายสุดๆ

1:28:58 PM

กลับมาก่อนที่จะลืม หมิงหมิง นานา และ อาเด

หนังสวยมากๆ สวยจัดๆเลย เคยเห็นหนังสวยแบบนี้ไม่บ่อยครั้งนักในชีวิต เพราะไม่ค่อยได้ดูหนังartๆ แปลกดีที่โผล่มาทางช่อง๑๑ หนังภาษากวางตุ้งเรื่องสุดท้ายที่ดูก็ Sparrow เมื่อสองเดือนก่อน นางเอกหนังฮ่องกงมักน่ารัก เราชอบนะ เราชอบสาวฮ่องกงตลอดแหละ

ไม่ได้ดูแต่แรกเลยไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงต้องตามหาตัวผู้ชายคนนี้ด้วย มาเข้าใจตอนหลังๆแบบไม่แน่ใจนัก

หมิงหมิง และ นานา หน้าตาราวแฝด หากแต่คนนึงสดใสน่ารัก อีกคนเก็บกดชีวิต คนนึงผมดำ อีกคนผมส้ม ตามหาผู้ชายคนเดียวกัน หนังเรื่องนี้เราได้เห็นวิชายิงลูกประคำเสียด้วย

เออขี้เกียจแล้ว เอาเป็นว่าหนังดีและสวยมากๆละกัน แนะนำให้หาดูกันเน้อ

ไปขโมยยายอ่านเกิดวังปารุสก์ดีกว่า ซักสองชั่วโมงตอนยายหลับ อิอิ เราชอบนะหนังสือเล่มนี้ เคยไปอ่านๆอยู่เมือ่หลายปีก่อน แต่พอดีเมื่อวานรีดเด้อร์ไดเจสท์ส่งมา ตามยายสั่ง ผลัดกันอ่านละกันนะยายนะ ตอนนี้เขาฉลอง๑๐๐ปีอยู่ที่วังจักรพงษ์กัน เมื่อวานก่อนตอนขากลับมาในรถเพื่อนพูดคนนึงพูดว่า ถ้ารวยๆแบบฮิวโก้ จะทำตัวฟรีแมนแค่ไหนก็ได้ เล่นเอาฮากันไปหมด แต่ก็เคยได้ยินคุณเล็กแกพูดในทีวีนะว่า แกพูดคำว่า เศรษฐกิจพอเพียงได้สบายปากมากๆเพราะรู้ว่าตนเองรวย เออ เราเห็นด้วย แต่จำได้ว่า จากหนังสือเล่มนึง พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็บอกว่า ทูลกระหม่อมอาแดง นับได้ว่า รวย กว่าพระองค์เจ้าอื่นๆ

น้องหน้าเหมือน

0 comments
น้องหน้าเหมือน

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

๐๑:๒๕:๐๙ น.

ณ สถานที่ที่เคยเป็นบาร์มาก่อน

เรายืนอยู่ตรงนั้น เขานั่งอยู่ตรงนู้น ห่างกันเจ็ดเมตรโดยประมาณ สบตากันประมาณสิบนาทีละสามหน

เห็นผู้หญิงญี่ปุ่นคนนึงแล้วนึกไม่ออกว่าเหมือนเคยเห็นที่ไหน นึกอยู่พักใหญ่ๆคงซักครึ่งชั่วโมง นึกได้ว่าเหมือนเคยเห็นบนรถไฟ แล้วนึกต่อไปว่าเหมือนใครอีกนะ แล้วนึกถึงคนไทยคนนึงที่รู้จักที่นี่ แล้วก็นึกๆต่อไปเรื่อยๆสไตล์เพ้อๆแบบเราเราตามปกติ อื้ม นึกไปถึง ตอนดูหนังสือรุ่นตอนน้องสาวแท้ๆเราจบมอหก คงซักห้าปีก่อนได้มั้ง ตอนนี้มันก็จบมหาลัยมาครึ่งปีซะแล้ว เราเอานิ้วจิ้มบอกว่าคนนี้สวย คนนั้นสวย น้องบอกว่าทุกคนหน้าเหมือนกันหมด สัดส่วนใบหน้าค่อนข้างเหมือนกัน และนึกย้อนไปถึงผู้หญิงที่เราชอบๆมา จีบบ้าง ได้เป็นแฟนบ้าง ไม่ติดบ้าง ได้คบกันลึกซึ้งบ้าง คบกันเพียงกัลยาณมิตร(สะพรั่ง)บ้าง นึกถึงเฉพาะคนที่เราเดินเข้าไปสนใจจริงๆจัง ไม่ใช่พวกบังเอิญรู้จัก

ทำไมทุกๆคนหน้าตาเหมือนกันหมดเลย เราคงมีแม่แบบใบหน้ามาจากที่ไหนซักแห่ง หรือว่า เขาเหล่านั้นหน้าเหมือนพยาบาลที่ทำคลอดเรานะ เราเลยจำมาแต่เด็ก แบบว่าเห็นเป็นคนแรกในชีวิตเลยจดจำได้แม่น มันต้องมีสาเหตุแน่ๆ แต่ก็ยังนึกไม่ออก หรือเพราะจูบแรกของเราก็อุทิศให้กับคนหน้าตาแบบนี้นะ โอ้ว ๑๓ปีแล้วกระมัง ว้าวๆ จูบแรกยังจำ รักหนึ่งยังซึ้ง

นอนดีกว่า เย้ๆพรุ่งนี้ตื่นเช้านะจ๊ะ

Friday, November 23, 2007

อุนโดไกเมื่อวันอังคารที่๒๐ทำให้เราได้พบคนหน้าเหมือนอีกคน

nip / tuck

0 comments
Nip / tuck

Monday, January 19, 2009

1:53:24 AM

ตื่นเต้นน่ากลัวมากๆ นิบแอ่นถัคตอนนี้

จริงๆแล้วมันก็มีให้ดูแทบทุกวันกระมัง ถึงจะจบฤดูไปแล้วก็ตาม แต่เราดูทีวีไม่ค่อยเป็นเวล่ำเวลา อันนี้ฤดูแรก ดูจบตอนตะกี๊เอง เมื่อวานก็ดูฤดูห้า แต่คนละช่องกัน นานทีจะมีซ้ำกันทั้ง AXN และ ซีรี่ยส์

มีเรื่องนึงที่เรารู้สึกกลัวมาตลอดในชีวิตเรา เป็นเรื่องที่อ่านเจอในอินเตอร์เน็ทเมื่อสมัยหัดใช้อีเมลใหม่ๆ แต่เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง เรารู้มาตั้งแต่๑๐ขวบแล้ว แต่พอมาเป็นบนเน็ทตอนนั้น มันสะท้อนว่าเป็นReality ที่ทำให้คนมีปัญหากันจริงๆ และที่สำคัญ เราเขียนเรื่องนี้ไม่ได้ เราไม่กล้าพูดถึงด้วยซ้ำ

นั่งดูด้วยความรู้สึกที่น่ากลัว เป็นสิ่งที่เราเกลียดมัน ไม่ได้เกลียดแบบแมลงสาบ แต่เกลียดในลักษณะที่ว่าเรากลัวว่าอันที่จริงแล้วเราชอบมัน เรารู้ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนชอบเรื่องนี้ และเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจทุกผู้คน

คนเขียนบทเรื่องนี้ชอบเล่นลงไปในแก่นแท้ของอารมณ์ได้อย่างน่ากลัว

เคยบอกเพื่อนสาวแสนสนิทว่าชอบเรื่องนี้ที่สุดเท่าที่เคยดูซีรี่ยส์มา เพื่อนถามมาแบบกวนตีนว่า เราเคยดูกี่เรื่องเชียว เราขี้เกียจตอบก็เลยบอกไปว่า ก็กูดูตั้งแต่เบเวอร์ลี่ฮิลส์ เมลโรสเพลส ดูเรื่องนู้นนี้มาเรื่อยๆน่ะล่ะ แต่ดูไม่ค่อยต่อเนื่อง ต่างกะพวกแก๊งลูกหมูเราที่ชอบยืมหนังเกาหลีดูกัน แต่เราไม่ค่อยชอบทำแบบนั้น เราชอบดูในทีวีมากกว่า เปิดเจออะไรก็ดู

โอย สยองๆ อย่าให้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในชีวิตเราเล้ยยย

ฮิวโก้ฮาน่า

0 comments
คุณ เล็ก แต่งงาน

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๒:๐๓:๒๕ น.


บันทึกย้อนหลังด้วยอารมณ์ของวันนั้น นั้น ไม่ใช่อารมณ์ของวันนี้


ย้ำอีกที


บันทึกย้อนหลังด้วยอารมณ์ของวันนั้น นั้น ไม่ใช่อารมณ์ของวันนี้


จริงๆแล้ว วันอาทิตย์นี้ก็ต้องไปงานแต่งงาน ดีใจจะได้เจอพี่ๆญาติๆป้าๆ แต่ที่ไม่น่าดีใจก็คือ คนคงเยอะเกินไป เพราะเจ้าบ่าวดัง


เมื่อวันอาทิตย์ที่๑๘ ก็พึ่งไปงานแต่งงานใหญ่ๆแบบงานแต่งงานจาวมาเอง ตอนรอแถวถ่ายรูปอยู่(คนเยอะมากรอนานจัดๆ) รออยู่กะตุ้ยและป๊าตุ้ย ข้างหลังเป็นคนสวยชื่อ คุณ พอลลีน คนนี้ก็ดังมาแต่เด็ก จำได้ว่าตอนอายุ๑๙เคยเห็นหนเดียว ตะลึงอึ้งแดก แบบว่าหน้าตาดีจัด (งานประกาศผลเอ็นที่เกษตร) งานแต่งงานควงคู่มากับผู้ชายคนนึงที่ไม่หล่อ และ เตี้ย และ แก่ ก็ไม่ได้คิดไรมาก


พอดีวันนี้เห็นข่าวในไทยรัฐว่าจะแต่งงานกัน โอ้ว มาย ก้อชชช ก็อิจฉาเจ้าบ่าวกระมัง ยอมรับไปเลยละกันว่าอิจฉา แต่ถ้าผู้หญิงเขาอ่านหนังสือพิมพ์กันก็คงอิจฉาว่าที่เจ้าสาวกระมัง


วันนี้ตื่นแค่ไม่กี่นาทีผึ้งมารับออกไปข้างนอก รอมันทำธุระที่ธนาคารก็อ่านหนังสือพิมพ์รอไปตามปกติ เห็นข่าวหน้า๑ไทยรัฐ ตกกะใจหมดเลย คุณ เล็ก จุลจักร จักรพงษ์ กำลังจะแต่งงานกับเจ้าสาว ชื่อ ฮาน่า พอดีเราอ่าน เกิดวังปารุสก์ ที่เป็น อัตชีวประวัติของตาของคุณ เล็ก แกมานานเป็นสิบวันแล้ว (อ่านจบไม่กี่นาทีนี้เอง) คงอ่านมาแต่ต้นเดือนมั้ง วันละนิดวันละหน่อย หนุกมากกกกก เป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มนึงในประเทศไทยเลย อยากให้จบช้าๆ เลยค่อยๆละเมียดอ่าน มันมีประวัติศาสตร์เยอะ

เจ้าบ่าวอายุ๒๘ เจ้าสาวอายุ๓๐ ทางแม่เจ้าบ่าวดีใจลูกแต่งงาน เพราะงานดนตรีต้องเดินทางมากๆ ว่าที่บ่าวสาวบอกว่า หากมีเวลาจะไปฮันนีมูนที่ญี่ปุ่น


เมื่อปีก่อน เพื่อนสนิทเราจะแต่งงาน(แต่งที่สกลนครบ้านเจ้าสาวก่อน๑รอบ) และในกรุงเทพแต่งที่ไหนดี เราบอกไปว่า บ้านจักรพงษ์ดิ สวยดี ปัจจุบันเป็นวิลล่า ๖ หลัง หลังละ USD 600 ต่อคืน รับจัดงานด้วย คือ เพื่อนอยากแต่งริมน้ำ แต่สุดท้ายพ่อเจ้าบ่าวก็ไปได้ที่ ราชนาวิกสภา อะไรประมาณนี้ล่ะ แต่งอีกทีเมษา ที่สกลแต่งไปแล้ว วันที่ ๒๖ เดือนที่แล้ว เดี๋ยวบ่าวสาวบินกลับมาจากMelbourne


กลับมาที่คนดังขึ้นหน้า๑วันนี้

ที่ญี่ปุ่นเรามีเพื่อนรักคนนึงชื่อ ด๋อย รักมากเลย

เวลาใครไปใครมาก็แล้วแต่ใครสะดวกก็จะจัดเวลามารับกัน ก่อนเราไปอยู่ญี่ปุ่น ด๋อย บอกว่า มันเคยพาฮาน่าเที่ยวด้วยตอนเขาไปเที่ยวกะคุณลูกโป่ง ด๋อยมันสนิทกะคุณลูกโป่ง ด๋อยมันก็ไปอยู่นานแล้ว ทำโท เอก มีนานี้ก็จบเอกแล้วล่ะ ไม่รู้ทำ โพสต์ด็อคต่อไหม เพราะเห็นมันพูดกะพ่อเราว่า คงจะทำ แต่ด๋อยไม่รู้ว่าฮาน่าเป็นดารา (ฮ่าๆๆ) ตอนเรากลับมาพักนึง เราบอกว่า อยากเจอจั๊กจั่นป่าวไปหาพี่เม้งดิ ไอ้ด๋อยถาม จั๊กจั่นไหน วะ ฮ่าๆๆ(ใส่ไข่) ช่วงนั้นเขาไปเที่ยวพอดี


แต่เรื่องมันขำนะ ดาราอะไรแบบนี้ นึกหน้าไอ้ด๋อยลอยมาเลย ไว้พรุ่งนี้โทรหาดีกว่า เป็นห่วงด้วยว่าแฟนมันตกงานไหม เพราะอ่านข่าวสัปดาห์ที่แล้ว Barclays เขาปลดสายงานวาณิชธนกิจทั่วโลก ตั้ง๒๖๐๐ อัตรา ที่ญี่ปุ่นงานนี้ก็ใหญ่อยู่


มีคราวนึง(น่าจะประมาณ๑๐เดือน พอดี) เหตุการณ์แย่มากๆ กระโดดชกปากญี่ปุ่นที่ทะเลาะเถียงๆกะไอ้ด๋อย วันนั้นเราก็เมา ก็เมากันหมดน่ะละ ไปเลี้ยงพวกพี่ๆน้องๆ เอสไอนี่ละ จบเอกสี่คน จบโท สองคน เขาก็กลับกันหมดแล้ว เหลือพวกเราๆซักเจ็ดคน ดื่มกันต่อ คืนนั้นมากัน๓๐คนได้ป่ะวะ


วันต่อมาคนก็ถามกันว่า ต่อยเขาทำไม เราก็ว่าก็ญี่ปุ่นมันด่าๆเพื่อนกูอะ กูรักเพื่อน ฮ้า ฮ่าๆ


ปกติญี่ปุ่นคนไม่มีเรื่องกันเลย เพราะกฏหมายเขาแรง คนไม่มีเรื่องกันแน่ๆไม่ว่าจะเมาแค่ไหน คราวนั้นเราก็โดนพี่เม้งเขกกะโหลกไป๑ที ถ้าไม่ใช่พี่เม้งจัดการให้ คงได้ไปนอนในคุกแน่ๆ

อ้อ รู้จักดาราไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นน่ะ ปกติ เพราะว่า คนไปเที่ยวญี่ปุ่นไงไงก็ต้องหาตัวช่วย มันเที่ยวยาก ไอ้ด๋อยอยู่มานานยังหลงทางเล้ย ถ้าไปที่แปลกๆ

เข้าเรื่องดีกว่า

จำได้ว่า ตื่นมาเซ็งๆ เหี้ยเอ๊ย กูทำไรลงไปวะ เมื่อคืน ถ้าจำไม่ผิด ก็เม้าโทรศัพท์กะกุ้ง เล่าให้ฟังว่าไปต่อยชาวบ้านมา กุ้งบอกคนเมาก็เงี้ยะ แต่เราแบบเมาเมืองไทยต่อยกันไม่แปลกนัก แต่อยู่ญี่ปุ่นนี่ผิดมากเลย ทำตัวแบบนี้ได้ไง แต่สุดท้ายพี่เม้งก็ดีกับเรา เอ็นดูเราเช่นเคย นับได้ว่าโชคดีมากๆ


ตอนนั้น ย้ำว่าตอนนั้น ก็คิดนะ เห็นเขาจบเอกกัน ได้ทุนกันทั้งนั้น ก็อยากเป็นด๊อกเต้อร์กะเขากันบ้าง แต่ก็ฝันๆเพ้อๆไป ใครจะรู้ ถึงเวลาก็อาจเรียนก็ได้ ใครจะรู้ของแบบนี้ เห็นพวกที่ทำเอกกันทั้งชายหญิงที่เป็นแฟนกันก็ดูดีมีความสุขดีนะ ชีวิต นักเรียนนอกอยู่คู่กันมันก็มีความสุขดีล่ะ วันไหน ต้องเรียนก็เรียน วันไหนทำวิจัยก้อทำไป วันไหนวันหยุดก็หยุด วันไหนส่งงานก็ส่ง วันไหนไปสกีก็ไป วันไหนไปดูดอกไม้เปลี่ยนสีก็ไป เรียนโทหาทุนยากหน่อย แต่เรียนเอกทุนมีมากมาย


ตอนนั้น ตอนนั้น ย้ำว่าตอนนั้น ก็คิดนะ กุ้งพึ่งจบโทมา ถ้ากุ้งมาอยู่ด้วยก็คงดี ทำเอกก็ได้นี่ ถ้าเราทำงานแบบกุ้งก็น่าเรียนนะ ยังไงก็ได้ใช้ แต่กุ้งเคยบอกว่า แม่เขาก็กลัวว่าเราจะพรากลูกสาวเขาไปอยู่ญี่ปุ่น แต่แปลกที่เรื่องนี้ไม่เคยคุยกัน กุ้งก็รักเรียนในระดับนึงกระมัง ยังคิดถึงเลยว่า กุ้งเคยบอกว่า เราคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่นะ เราก็คิดถึงเขาน่ะล่ะ แต่เราสื่อสารไม่ดีพอ คนธรรมดาแบบเราจะให้ทำอะไรได้นักล่ะ อยากเป็นลูกเขยใครก็ต้องพิสูจน์กันไป จริงๆแล้วการเรียนให้จบปริญญาเอกเราว่าง่ายกว่าการประสบความสำเร็จทางธุรกิจอีก (แต่เราก็ทำไม่เป็นทั้งสองอย่างน่ะละ) และเรื่องสำคัญก็คือ เวลาก็ผ่านไปแล้ว


ไอ้ด๋อยมันชอบพูดแบบถล่มตนว่า ทำเอกตามมหาลัยดังๆบนโลกนี้ เข้าไม่ยากหรอก ขอให้มีคนแนะนำดีดี สถานะทางสังคมดี ซึ่งเราก็เห็นด้วยมากๆ จ๊อด บุ๊ด ผู้ลูก ยังไปเรียนที่Harvard ได้เลย (ฮา) แต่ไอ้ด๋อยมันนักเรียนทุนตรีโทเอกเลยล่ะ เก่ง


แต่เราว่าก็จริงๆน่ะละ ลองเป็นลูกทูต ลูกนักการเมือง หรือ ลูกผู้ใหญ่ผู้โต ที่มีสถานภาพทางสังคมในประเทศนั้นๆดี ก็เข้าทำเอกBusiness school ดังๆได้อยู่แล้ว แต่จะเรียนได้ดีแค่ไหนเป็นอีกเรื่องนึง เพราะ การทำเอกนั้นยาก


พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (พระองค์หนู) เรียนเก่ง เขียนเก่ง เขียนหนังสือไว้มาก และ สื่อสารได้สวยงามมากๆ ทรงมีพระปรีชาสามารถโดยแท้จริง

วันนี้เห็นในกรุงเทพธุรกิจเขาเขียนถึง หลักสูตร PPE ของ Oxfordกัน มีทั้ง คุณ อภิสิทธิ์ คุณชายคึกฤทธิ์ เจ้าฟ้าจุมกฏ อ่านๆดูก็นึกถึงที่ พระองค์หนูท่านศึกษาที่เคมบริดจ์ ใน ทรินิตี้ คอลเลจ คือ ที่พวกนี้ มีตำนานดี น่าภาคภูมิใจ แต่อยากเรียนตรีที่ดีดี ก็ต้องไปเรียนมัธยมที่ดีดีด้วยล่ะ ของแบบนี้ก็เป็นสูตร พวกนี้เขาเรียนอีตั้น เรียนแฮร์โร่ว์กันนี่นา คนอังกฤษธรรมดายังเข้าไม่ได้เล้ยยย

ถ้าเรียนโรงเรียนห้วยผา แม่แจ่ม เชียงใหม่ โอกาสเอ็นติดจุฬาก็แทบไม่มี อย่างนี้เป็นต้น

ตีสามแล้วนอนดีกว่า ตะกี๊ อ่านเรียงความเรื่องเดทแรกของแม่ แล้วประทับใจนะ ได้ไปกินข้าวแน่ๆ ฮ่าๆๆ พอดีเมย์จัดให้พ่อแม่เราไปดินเน่อร์ใต้แสงเทียนในวันวาเลนไทน์ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเรียงความส่งก่อน (กิจกรรมคลื่นวิทยุแห่งหนึ่ง)

วันนี้ชวนผึ้งไปดูรถมินิสองคัน พอดีเห็นเต๊นท์ไม่ไกลบ้านจอดอยู่สองคัน วันก่อนนั่งรถเมล์ผ่าน เข้าไปดูขายไปแล้วคันนึง ห้าแสนห้า อีกคันยังอยู่ก็หกแสนห้า โอย ฟังแล้ว กูจะเป็นลม ตอนงานมินิ2008ที่หัวหมาก เห็นป้ายคันนึงเขาติด สี่แสนห้า เราก็งงไปแล้ว แต่คันนั้นสวยมากจริงๆ แต่งงานนั้นรถมินิใหม่เยอะอะ

อยากได้ทั้งเต่า ทั้ง มินิ เลย ช่วงนี้ก็ดูดูอยู่ มินิแพงไป คงเป็นคันที่๒


ตอนพ่อจีบแม่ พ่อขับรถเต่าสีฟ้า ตอนแต่งงานกัน พ่อขับมินิสีฟ้า พ่อบอกว่าตอนขาย ขายไป ๑๓๐๐๐ เอง อยากซื้อไว้ใช้เองด้วยและก็อยากมีจอดไว้ที่บ้าน ให้พ่อแม่ได้เห็นความหลังกันด้วย


ผึ้งบอกว่าเอ็มแฟนเก่ามัน มีรถเต่าเก่าๆจอดอยู่ที่บ้านคันนึง ให้คุยให้ไหม อื้อ อยากได้นะ ทำสีใหม่ ทำเบาะใหม่ วางเครื่องใหม่ กี่ตังค์วะ ฮ่าๆๆๆ เพ้อเจ้ออีกแล้วเรา แต่น่าภูมิใจเหมือนกันนะ


วันก่อนเล่าให้เพื่อนฟัง ว่าจะหาเงินมาทำรถเต่า เพื่อนบอกว่า มึงดูแฮปปี้เบิ๊ดเดย์มาอะดิ นึกในใจ เหี้ย เอ๊ย ลืมไปดู จนออกไปแล้ว พึ่งรู้


แต่เพื่อนแน่มาก ไปดูกะดาราสาวชื่อดังชาวไต้หวัน ขอให้โชคดีนะมึง

ไปนอนจินๆล่ะ

ทำไมกูต้องโทรหาด้วย(วะ)

0 comments
ทำไมกูต้องโทรหาด้วย(วะ)

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

๐๒:๔๑:๔๑ น.

ทำไมกูต้องโทรหาด้วย(วะ) เป็นคำถามในหัวเราตะกี๊ ตอนนั่งอยู่ร้านลาบกะเพื่อน


คุยกันไปตามปกติ เราก็นั่งแถวๆบ้านนี่ล่ะ ร้านลาบซะเป็นส่วนใหญ่ อาทิตย์นึงก็หลายหน ชอบนะ สบายดี จะไปนั่งกิ๊บๆเก๋ๆก็แปลกเกินไป ไอ้เรามันก็ผู้ชายไม่ต้องไปทำตัวดูผู้ดีที่ไหนกัน สาวๆพวกนั้นชอบถามนะว่าทำไมไม่ไปนั่งที่เก๋ๆ ร้านกาแฟแพงๆ หรือร้านเหล้าคูลๆ เราว่ามันตลกและไม่เข้ากะเราอะ ต่อให้รวยๆก็คงไม่ค่อยได้ไปหรอกมั้ง คือ ยังไงดี ที่แบบนั้นเหมาะกะพวกนักเรียนนอกที่พูดไทยคำอังกฤษคำ ไม่เหมาะกะแรงงานไทยในต่างประเทศแบบเราหรอก


ร้านลาบเนี่ยดี เหมาะกันดี เนื้อย่างจานละสามสิบเอง


วันนี้มีเรื่องคุยกันกะเพื่อนได้ตลกดี


จู่ๆเพื่อนตัวนึงก็พูดขึ้นมาว่า “ก็เหมือนพวกหล่อๆไง ไม่โทรหาสาว รอสาวโทรมาเอง” เรางงๆอึ้งแดกไปพักนึง หลายวินาที แล้วถามกลับไปว่า “มึงพูดว่าไรนะ” มันก็ทวนซ้ำอีกหน เราก็ “เฮ้ย ไรมึงวะ กูไม่เห็นคิดว่ากูหล่อไรเลย กูก็ไม่โทรนะ ส่วนใหญ่สาวก็โทรหากูเอง เรื่องแบบนี้เกี่ยวเหี้ยไรกะหล่อไม่หล่อ มันเกี่ยวที่นิสัยคนมากกว่า”

แล้วหันไปถามอีกตัวนึงที่หล่อๆสาวเยอะว่า

“มึงโทรหาสาวๆหรอวะ มึงก็ไม่ค่อยโทร เดี๋ยวสาวๆก็โทรมาเอง”

เพื่อนก็พยักหน้าบอกว่า “เออ นี่ล่ะ วิธีกู”

โทรไปวันแรกๆก็พอมั้ง คิดถึงก็คิดถึงน่ะละ แต่ทำไมต้องโทรหากันตลอดเวลา โทรเป็นเวลาก็พอมั้ง ตื่นเช้า ข้าวเที่ยง ตอนเย็นเจอกัน ก่อนนอนเม้ากัน


นึกในใจทำไมกูต้องโทรด้วยวะ เพื่อนก็ขำๆพอเราบอกไปแบบจริงๆเลยว่า กูก็ขี้เกียจนะจีบสาวเนี่ย แต่บอกไปใครจะเชื่อ แฟนน่ะอยากมี แต่ก็ขี้เกียจจีบจะตายห่า ที่ผ่านๆมาหลังๆมานี่ก็มีคนมาจีบตลอด มีมาเรื่อยๆส่วนใหญ่ไม่ถูกใจหรอก ไม่เห็นต้องหล่อไรเลย กูก็เป็นแบบนี้ และพอทิ้งๆขว้างๆไม่โทรหา เดี๋ยวเขาก็โทรมาเองล่ะ โทรมาบอกว่า มีคนมาจีบหรือไม่ก็มีแฟนแล้วนะ

(ในวงเล็บว่า ชริชะ มีคนใส่ใจฉันนะ เธอหันมาสนใจหน่อย) ซึ่งส่วนใหญ่เราก็จะโง่ๆไม่รู้เรื่องหรอก ก็เชื่อนะ ใครบอกอะไรเราก็เชื่อทั้งนั้น ก็แล้วๆกันไป ถ้าเธอพูดแบบนี้แปลว่า อย่ามายุ่งเพราะมีแฟนแล้ว ใช่ไหม


กลับมาที่ทฤษฏีหมึก เราชอบเรื่องนี้นะ ไม่เจอหมึกมาหลายปีแล้ว เราว่าเพื่อนเราคิดถูก เพื่อนชื่อหมึก ชีวิตมันรันทด เอาง่ายๆว่าทุกวันนี้ไม่มีแฟน แต่มีบ้านและมีรถด้วยเงินตนเอง และมีธุรกิจส่วนตัวนิดหน่อย รวมทั้งมีงานประจำด้วย มันบอกว่า มีเงินมีพร้อมอะไรเมื่อไหร่ก็มีเองแฟน หาเมื่อไหร่ก็เจอ เราก็เห็นด้วย ปกติ ชายไทยก็ใช้กะแฟนตีซะว่าปีละแสน ห้าปีก็ห้าแสน ห้าแสนเอาไปทำอะไรได้มากเหมือนกันนะ

โคตรจะขำเลย วันก่อนเจอกันกะกิ๊บกิ๊บเลี้ยงข้าว ไม่กี่ร้อยหรอก เจ็ดร้อยได้มั้ง เราบอกไปว่า โถ กิ๊บเอ๊ยปกติชายเจอหญิงทีนึงน่ะพกเงินกันไปหลายพันนะ


ตอนนี้เงินเราก็ไม่มี จะให้มีแฟนได้ยังไง เคยดู ฝัน หวาน อาย จูบ ไหมล่ะ ตอนอายน่ะ ชอบนะ


ปลาตีนไปหลงรักดอกฟ้า ลูกสาวเศรษฐี แล้วก็ละอายหายไปจากชีวิตลูกสาวเศรษฐี ห่างไปสองปีพบกันอีกหน ด้วยคำถามที่ว่า เธอไม่คิดหรือ ว่า ฉันเองก็อยากให้เธอครอบครอง ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว แต่ ผู้ชายก็คือผู้ชาย ต้องละอายอยู่แล้ว ตนเองจนเกินไป ก็ปกติออก


ไว้หาแผ่นมาดูอีกหนแล้วจะเขียนถึง ชอบนะ ชอบสุดในรอบปีเลยล่ะ ชอบตอนอายนี่ล่ะ แต่เขียนถึงไม่ได้แล้วเพราะดูมาสามวันแล้ว นึกเรื่องไม่ออกแล้ว เมื่อวานซืนก็ไปดูน้องกะทิมา ทำไมหน้าหมวยวะ อ่านหนังสือเราคิดว่าหน้าแขกอยู่ตลอด

“””””””””””””””””””””””””

วันนี้มีเรื่องที่คุยกะเพื่อนด้วยนะ มันไม่ค่อยรับโทรศัพท์สาว มันบอกว่าอยากคุยจะโทรไปเอง แต่สาวมันโทรมาจากต่างประเทศนะ เราก็ เฮ้อ เห็นใจเขาหน่อย ปกติใครโทรมาไกลๆเราคุยดีนะ อาจเพราะเราอยู่ต่างประเทศมา นึกถึงใจเขาใจเราออก แต่ถ้าไม่โทรมา เราก็ไม่โทรไปหรอก แพงอะ msn ก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่ใช้อยู่แล้ว

เราบอกไปว่า ป่านนี้เขาร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้วมึง แล้วก็เอ่ยกันขำๆว่า คนแบบพวกเราชอบทำ แอร์แจลร้องไห้กันมั้ง แม่งขำกลิ้งเลย แต่พวกแอร์พวกนี้เขาฟอร์มจัด พวกเพื่อนเขาไม่รู้หรอกว่าความจริงเป็นไง ก็รู้ตามที่ผู้หญิงบอกน่ะล่ะ


แต่ก็นึกๆไปถึงที่ไอ้นนท์เคยด่าเราว่า เราไม่แคร์ใครเลย เออ ก็จริงน่ะล่ะ ก็เป็นซะแบบนี้ล่ะ ให้ทำไงล่ะ

......................................


วันนี้ตอนไปถึงร้านลาบตอนสี่ทุ่ม เล่นกะเด็กหนุกดี เด็กน่ารัก สี่ขวบเอง เป็นลูกของพวกแก๊งสนามบาสนี่ล่ะ คุยแหย่อยู่นานเป็นชั่วโมง แล้วถามว่า ถ้าหนูหลงทางทำไงครับ พ่อชื่อไรครับ เด็กบอกว่า พ่อชื่อบีคิงครับ เราก็ถึงบางอ้อ ขำดี หันไปเอ้า หนึ่งคือ บีคิงหรือครับ แช่งใช่ไหมฮะ แล้วนึกได้ พวกสนามบาสเคยพูดถึงกันบ่อยๆ แต่เราไม่ได้เล่นนานแล้วก็จำไม่ค่อยได้ เด็กหน้าตาน่ารักดี แม่คงสวยน่าดู แต่เราก็แหย่ไปขำๆนะว่า โห จำไม่ได้เลย หล่อกว่าตัวจริงอีก

แต่พวกสนามบาสก็บอกว่า โต๋ก็มาเล่นบ่อย อยากขอลายเซ็นว่ะ ฮ่าๆๆ


จะว่าไปทุกวันนี้ก็สงสัยนะว่า ต้องโทรหากันกี่หนวะ คนเราเนี่ย ให้เราโทรหาตลอดเวลาเราก็ทำได้นะ แต่จะทำหรอ คิดถึงตลอดเวลาน่ะใช่ แต่ให้โทรตลอดคงไม่ได้


วันนี้เพื่อนพูดถึงว่า ต้องให้สาวมันโทรไปบอกผู้ชายที่มาจีบด้วยว่ามีแฟนแล้ว เราเถียงเลยว่า กูไม่เคยทำ และก็ไม่คิดจะทำด้วย คนเราก็ต้องให้เกียรติกันบ้างดิวะ เพื่อนร่วมโลกก็มีเกียรตินะเว้ย แต่เพื่อนบอกว่า สาวมันก็รู้สึกดีนะ คงดูเหมือนมันรักเขามากมั้ง แต่เราผู้ชายก็รู้ๆกันอยู่ว่า ไม่เกี่ยวกะรักซักหน่อยบางทีก็รำคาญเฉยๆ ทุกคนก็เห็นด้วยว่าเออวิธีนี้ง่ายดีนะ ตัดความรำคาญง่ายดีออก คนเราสมัยนี้ก็แปลกนะ รู้กันอยู่แล้วว่ามีแฟนก็ชอบไปยุ่งกันอีก ไม่กลัวโดนยิงหัวหรือสาดน้ำกรดกันหรือไงวะ


ถ้าแฟนเราจะมาโวยๆว่ามีผู้หญิงมาเกี่ยว เราก็คงว่าเขานะ แต่แบบเราอาจจะง่ายอะ คบเราคบง่ายจะตายไป ไม่มีอะไรต้องปิดบัง แต่ปกติเราก็คบคนไม่ค่อยโวยวายอะไรนักอยู่แล้ว


วันนี้ไปไหนก็มีแต่คนทักว่าแต่งตัวหล่อผิดปกติ เราก็ตอบไป ห่า ก็มันหนาวขนาดนี้ กูก็แต่งตัวแบบอยู่ฮาราจูกุดิวะ เวลาร้อนๆ ใครจะแต่งวะ เสื้อเชิ้ตแขนยาวยังห่าร้อนกว่าอากาศเมืองไทยหลายเท่าด้วยซ้ำไป เครื่องแต่งกายน่ะเขาใช้Serve purpose ไม่ใช่เพียงสวยงาม เวลาเราเห็นคนใส่เสื้อแขนสั้นกะผ้าพันคอเราก็ว่าตลกนะ (ไทยคำอังกฤษคำแบบถูกๆผิดๆนี่ล่ะ กูชอบ)


เห็นเพลงไรไม่รู้ ชอบนะ MVที่เต้นอยู่หน้ากระจกในห้องนอนอะ นี่ล่ะเพลงกูเลย กฏข้อหนึ่งก็คือ ห้ามทิ้ง ข้อสองข้อสามก็คือ ห้ามทิ้ง ไรนั่นล่ะ แต่ที่ขำก็คือ อยู่เมืองไทยใส่บู๊ทได้ไงวะ ยิ่งอยู่ในบ้านด้วย ใส่ได้ไงวะ คนญี่ปุ่นไม่ใช่ธันวามกรา เขาก็ไม่ใส่กันนะบู๊ทเนี่ย ร้อนตายห่า ไอ้ของแบบนี้ตลกดี ใส่เสื้อแขนกุดกะร้องเท้าบู๊ท เห็นแล้วตลกขี้แตกเลยมึง


นอนดีก่า

Wednesday, February 04, 2009

ทักษอร พิทักษากร

0 comments
ทักษอร พิทักษากร

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

๐๒:๓๖:๕๐ น.

เบื่อสัดสัดหมาหมาเลยวันนี้ เมื่อคืนนอนไปเยอะมากๆ ๑๓ชั่วโมงได้ เหนื่อยสุดๆ เหนื่อยกายล่ะมั้ง ออกกำลังกายเยอะ พยามปลอบตนเองว่าไม่มีเรื่องเหนื่อยใจ แต่ร่างกายไม่ตอบสนองแบบนั้น วันนี้นั่งถอนหายใจเยอะเป็นพิเศษ


วันก่อนนู้นก็นอนสองกะนอนไป๑๗ชั่วโมง ยังตกกะใจเลย เมื่อคืนฝันแปลกมากๆ ฝันเห็นคนเสียงดีหน้าตาดี เคยใส่เสื้อเหลือง เราเคยถ่ายรูปตอนแปรงฟันอยู่ ในฝันโป๊ซะด้วย เห็นหมดเลย น่าตกใจมาก เพราะเกิดมาก็นับได้ไม่เกินห้าหนแน่ๆที่ในฝันเป็นผู้หญิงโป๊


ตื่นมาด้วยอารมณ์ที่เซ็งสุดๆ สัดๆ อารมณ์บูดๆทั้งวัน ไปทะเลาะกะน้องอีก เจอพ่อดุเลย ปกติเราแทบไม่ทะเลาะกับน้องเลย เรายอมตลอด ยอมจนเคยตัว


ตื่นมาแล้วก็ถอนหายใจทิ้งไปวันๆ ก็นั่งดูละครบ่ายๆเรื่อง เมื่อดอกรักบาน เห็นคุณทักษอรเสียงหวานชะมัด นึกในใจตอนเห็นชื่อผู้หญิงคนนี้หนแรกหลายปีก่อนตั้งแต่อัญเชิญพระเกี้ยว นึกในใจเลยว่า เข้ากับ นามสกุลเรา เข้าไหมล่ะ ทักษอร พิทักษากร


ก็เพ้อฝันกันไป รู้จักยังไม่มีทางเลย

นึกไปถึงตอนไปแต่งงานจาว เจ้าบ่าวเขาพูดว่าขอบคุณครอบครัวเจ้าสาวที่เลี้ยงดูมาเพื่อเป็นเจ้าสาวผม


ตะกี๊นึกในใจขอบคุณพ่อแม่คุณแอ๊ฟที่ตั้งชื่อมารับกับนามสกุลเหมาะเป็นเจ้าสาวผม ฮ่าๆๆ

เหี้ยเอ๊ย นี่กูเป็นโอตาขุจริงๆนะนี่ มานั่งฝันถึงดาราด้วย


วันนี้ละครเป็นตอนที่มีคนมาขอหมั้นนางเอก แต่นางเอกคิดถึงพระเอกเลยไม่ยอมรับหมั้น


จะมีใครคิดถึงเราแบบนี้ไหมน้า เอ


แต่จะว่าไป วันนี้นั่งคุยกะเพื่อนเพื่อนบอกว่า คนผูกพันอยู่ลำดับที่สอง คนรักอยู่ลำดับแรก ส่วนคนดีดีในชีวิตยิ่งอยู่ไกลไปลำดับที่สามเลย อื้อ ฟังแล้วเห็นดีเห็นจริงด้วย

วันนี้รู้สึกเบื่อโลกจริงๆ ตะกี๊ไม่อยากเข้าบ้านเดินเล่นในหมู่บ้าน๑ชั่วโมงเต็มๆ

เมื่อวานก่อนอ่านในคลีโอ้ฉบับเดือนที่แล้ว เรื่อง รักกับผู้ชายไม่เอาถ่านอย่างไรให้รอด ก็นั่งคิดถึงตนเอง เรามันก็ไม่เอาถ่านจริงๆด้วย


ในคอลัมน์นั้น ก็เขียนประมาณว่า

เขารั้งคุณไว้นานเกินไปกับคำสัญญาที่เลื่อนลอย

เธอยอมรับว่าเธอโลเลที่จะเดินไปจากเขาเพราะเธอกังวลว่าเขาอาจจะรู้ตัวและปรับปรุง แล้ว ผู้หญิงคนใหม่กลับได้รางวัลนั้นไปแทน(ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่คุณอยากได้เสมอ)

..................................................

GQเดือนที่แล้ว แม่งหลอกกู Jennifer Aniston เปิดนมให้ดูแค่สี่หน้าเอง

แต่แมรีแคลร์ฉบับเดือนนี้เป็น Jennifer คอนเนลลี่ที่ชอบเลย แต่ก็แก่แล้วอะนะ สู้ตอนA beautiful mind (จิตประภัสสร) ไม่ได้เลย วันก่อนนั่งดูBlood diamondก็แก่แล้วอะ ไม่สวยแบบแต่ก่อน ใครๆก็คงชอบหน้าตาแบบนี้ล่ะ เมแกน ฟ๊อกซ์ ก็หน้าตาแบบนี้ล่ะ (ต้องมีคนว่าไม่เหมือนแน่ๆ) แต่ดูลงไปดิ สีผม สีตา สันจมูก พวงแก้ม เหมือนกันเลย

.....................................




ในหนังสือคลีโอ้ คนเขียนมักเขียนไม่เก่ง อ่านแล้วไม่อิน แต่งไม่เก่งมั้ง บอกไม่ถูก แต่ไม่สมจริง อ่านคอลัมน์แบบนี้ในลิซ่าแล้วดีกว่าเยอะเลย

คนไม่เอาถ่าน เขาก็ยกตัวอย่างคนนึงเรียนเนจน๒๘ อะไรแบบนี้ โธ่ จะรวยไม่รวย อยากเป็นผู้พิพากษาอัยการก็ต้องเรียนเนกันทั้งนั้น แล้วมันง่ายที่ไหนล่ะ ก็ต้องใช้เวลา(หลงเนเสียเวลา หลงผู้พิพากษาเสียอนาคต) เขาบอกว่าอายุ๒๘เรียนเน แม่ให้เงินใช้ แฟนกันรู้สึกไม่ดี ไปกินข้าวเวลาจ่ายเงินยังรู้สึกแย่

เรานึกในใจ

มันก็ต้องทำแบบนี้กันไม่ใช่หรอ จะมีซักกี่คนที่ได้ผู้พิพากษาโดยทำงานไปด้วย สุดท้ายคนรวยๆก็ได้กันน่ะแหละ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ มันอ่านหนังสือเตรียมสอบวันนึงเกิน๑๐ชั่วโมงนะฮะ


............................

ว่าแต่คนไม่เอาถ่านอย่างเราเมื่อไหร่จะปรับปรุงตัว

วันนี้ไปเดินคุยกะแม่ที่สวนเสรีไทยมา แม่ก็บอกว่า แม่ไม่ได้ใฝ่ฝันว่าต้องร่ำรวยเลยนะ เราก็บอกกลับไปว่า ก้อทศอยากรวยนี่แม่ แล้วแม่ก็ว่าพ่อว่า “เป็นความผิดของพ่อแกจริงๆ พ่อสั่งสอนมาซิ” เรานึกในใจแต่ไม่ได้ตอบไป พ่อก็ไม่ชอบที่เราอยากรวยหรอก พ่อเองก็ไม่ได้รวยอะไร พ่อออกจะเป็นพวกสังคมสงเคราะห์ด้วยซ้ำ ออกแนวชอบทำกุศลออก ก็เพราะเราอยากรวยอยู่ญี่ปุ่นน่ะซิ พ่อแม่เสียใจ

เราเองก็ไม่รู้ว่าไปคิดอยากร่ำอยากรวยมาจากไหน แต่ถ้าคนอายุเท่าเรา ก็คงเป็นแบบนี้กันล่ะมั้ง

แล้วแค่ไหนถึงรวยกันล่ะ

มิ้มบอกว่าถ้าทศขายงานได้ ทศจะซื้อรถเงินสดๆก็ยังได้ อื้อ ก็จริงเนอะ

แต่เราว่าถ้าเราขายงานได้ ขอทำความรู้จักคุณน้องแอ๊ฟดีกว่านะมิ้ม มิ้มช่วยได้ป่าว ฮ่าๆๆๆ

ไอ้เหี้ยแด๊ก เอ๊ย ท่านผู้พิพากษาบดีศร เคยบอกว่า คุณแอ๊ฟอายุ๓๐แล้วนะมึง เถียงกันเป็นจริงเป็นจังเลยทีเดียว กูนึกในใจมึงอ่านคอมเม้นในซ้อ๗มาใช่ไหมนี่


ตีสามครึ่งแล้ว ดูดหรี่อาบน้ำนอนดีกว่า

อยากนอนหลับไปซักสามเดือนแล้วค่อยตื่นมาฤดูฝนจัง เราชอบฤดูฝนที่สุด

วันนี้ดูดบุหรี่เยอะเหมือนสมัยซักสามปีก่อนเลย ไม่เคยดูดเยอะแบบนี้มานานแล้ว แย่จัง

ปกติดูดเฉลี่ยวันละตัวสองตัว(เลิกวันไหนก็ได้แล้ว อยู่ในสภาวะนั้นเลย เพียงแค่ยังไม่ได้เลิก รอให้แฟนบอกให้เลิกดูดก็จะเลิก แต่ปัญหาคือไม่มีแฟน) กินเหล้าก็มากหน่อยสี่ห้าตัว แต่คืนนี้ดูดไปสิบสองตัวแล้วซินะ

เหี้ย ... นี่กูเป็นบริจิตโจนส์หรือไงนี่ มานั่งนับด้วยว่าดูดบุหรี่วันละกี่ตัว

บริจิตบอกตนเองว่า ซักวันฉันต้องโดนหมาแทะตายคาแฟลตโดยที่ไม่มีใครรู้ กรี๊ดดดด ไม่ใช่ตรู ไม่ใช่ตรู


........................

Densha otoko

0 comments
Densha otoko

Saturday, January 31, 2009

03:30:27


รู้สึกเหงายิ่งกว่าตอนอยู่คนเดียวซะอีกนะครับ<<<< ชอบใจประโยคนี้ในการ์ตูนที่พึ่งอ่านจบเล่มไป ไอ้การไปเจอผู้หญิงที่ชอบมันเป็นแบบนี้จริงๆ เราว่า ความรักมันก็มีดีและไม่ดีน่ะล่ะ มีรักก็มีทุกข์ ไม่มีรักก็ไร้สุข แต่อยู่คนเดียวก็ดีเหมือนกัน มีคู่น่ะดีกว่าอยู่แล้ว ใครๆก็รู้ แต่ถ้ามีไม่ได้ก็อย่าไปพยามนัก อยู่เฉยๆ อย่าไปทำใครลำบากดีกว่า

แต่ยังไม่หมดชุด ไว้ไปเช่ามาอีก พอดีรู้จักพี่เขาเป็นเจ้าของร้านเช่าการ์ตูนมาได้พักนึงแล้ว ซักเดือนนึงได้แล้วมั้ง แต่พึ่งไปร้านแกเมื่อวานเอง ก็เลยเช่ามา เรื่องนี้เคยดูหนังแผ่น ยื้มพี่กุ้งมา (ชินจูกุ ต้นปี๒๐๐๘)


หนังเรื่องนี้ชาวเน็ททุกคนทั่วโลกคงได้ดูกัน เราเคยเห็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มนี้หนเดียวตอนวันแรกๆที่ไปถึงญี่ปุ่นหนแรก เห็นที่ โยโกฮาม่าจำได้เลย แต่ซื้อเล่มข้างๆเป็นของมุราคามิมา ( มินาโตะมิไร เดือน๗ ปี ๒๐๐๖)


มาทราบภายหลังว่าดัง

เราพึ่งทำใจอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเองล่ะ เพราะว่า ไม่อยากเห็นอะไรที่ทำให้นึกถึงที่นั่น หลังๆนี้ทำใจได้แล้ว ตอนกันยาที่ตัดสินใจว่าจะกลับมาอยู่ไทยถาวรตัดสินใจแป๊บเดียว แต่พออยู่จริงๆ ก็ใช้เวลาพอควรในการปรับสภาพทางใจ

........................................

เข้าเรื่องเลยดีกว่า

อ่านแล้วอินมาก ตัวลอยเลย พรุ่งนี้ไปดูบอลจุฬา ธรรมศาสตร์


ตื่นเต้นจัง จะได้เห็นหลีดสวยๆ ฮ่าๆๆ

เรื่องของเรื่องคือ เราว่าเราเองก็เป็น โอตากุ น่ะล่ะ เป็นพวกบ้าๆอะไรซักอย่าง เพียงแต่ไม่ได้บ้าเกม หรือ การ์ตูน แต่ถ้าตอนประถมก็บ้าการ์ตูน แต่เลิกอ่านไปนานแล้ว

เราไม่มีความมั่นใจเรื่องผู้หญิงเลย ไม่กล้าจีบหรอก ชอบแอบหลงรักเฉยๆพอ แอบปลื้มๆพอ ตะกี๊อ่านก็เลยอินเพราะเข้าใจอารมณ์ของพวกหนุ่มโสดว่าเป็นอย่างไร แค่ จะบอกรักผู้หญิงซักคนก็ยากทีเดียว จะชวนไปเดทก็แสนตื่นเต้น จะโทรหาก็คิดแล้วคิดอีก


ในการ์ตูนเล่มนี้ มีคำพูดประทับใจมากๆ ตอนหมูตอนที่วันๆนั่งหน้าจอพูดว่า “เวลาที่มีบางอย่างผิดพลาดมีผู้หญิงมาชอบหนุ่มโสดที่ไม่มีใครสนใจ ทุกอย่างก็มักจบลงอย่างน่าอนาถด้วยความเขลาและความเขลาของหนุ่มโสดคนนั้น” ทำไมเราจะไม่เข้าใจ หลายหนได้แต่ห่างๆ เพราะ น่ากลัวจะตายไป พิซซ่าก็อร่อยนะ แต่อย่ากินดีกว่า กินแล้วก็อยากกินอีก พอไม่ได้กินก็เป็นทุกข์ ทุกๆครั้งทุกๆคราวก็จบอนาถตลอด


วันนี้อ่านในกรุงเทพธุรกิจ ก็มีเรื่องให้น่าร้องไห้เหมือนกัน พยามอดทนอยู่ รอให้ถึงเวลานั้นๆ คงไม่นานเกินไป

เราก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร สมเพชตนเองก็บ่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยไปทำให้คนอื่นสมเพช ไอ้แบบ เฮ้ย ตะโกนบอกโลกนี้ว่า หาแฟนให้หน่อย เหงาจัง นี่ก็ไม่ค่อยอยากทำ รู้สึกมันน่าเกลียดอย่างไรไม่ทราบ โสดก้อนานอยู่ นานจนจำไม่ได้แล้วสำหรับความอบอุ่นหลายๆอย่าง แต่ก็ใช่ว่าไม่เหงา เหงานะ มากด้วย ยังโชคดีที่หลายเดือนมานี้ไม่ค่อยเหงา ยังมีโชคดีอยู่บ้าง

แต่จะว่าไป ก็โชคดีมหาศาลกว่าคนปกติหลายเท่า

อยากจีบใครล่ะ จีบได้ทั้งนั้น แต่จะติดหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง

หลีดมหาลัย ดาวคณะ ลูกสาวเศรษฐี นางงาม นางแบบ ฯลฯ คนธรรมดารู้จักเค้ายังไม่รู้จักกันเล้ย ไอ้เรารึ พ่อสื่อแม่ชักแนะนำคนพวกนี้ให้บ่อยๆ แต่บางรายก็เดินเข้าไปทำความรู้จักเอง

สะเต็บเราก็ปกติออก ๑มีแม่สื่อ ๒มีพ่อสื่อ ๓เขาจีบ ๔เราเข้าไปทำความรู้จัก (จีบไม่เป็นอีกโง่ชิบหาย)

โอ๊ย อยากมีแฟน

วันนี้ตอนนั่งกินเกาเหลาเนื้อคนเดียวตอนสี่ทุ่ม อ่านข่าวในไทยรัฐ เห็นดาราพิธีกรหญิงหมวยขาวเนียนคนนึงบอกว่า อยากมีแฟน อยากแต่งงาน อยากมีลูก เราแม่งอ่านแล้วยิ้มคนเดียว เออ กู ก็อยากมี แต่งกันมะ (รู้จักก็ไม่รู้จัก แต่ถือว่าคิดตรงกัน ฮ่าๆๆ) แต่ท่าทางแบบนี้พูดมากตายเลย คงต้องหาพวกผู้ชายเป็นใบ้ๆ

(แฟนไอ้นนท์ไม่ค่อยสบาย เป็นใบ้ ไม่หายซะที เหมาะกะแม่งชิบหาย)

อ้อ วันนี้มีเกย์คนนึงเป็นเพื่อนของเพื่อน ส่ง sms มาหาอะ งงไปเลยกู อ่านแล้วขำกลิ้ง เฮ้ย ไม่ได้เป็นโว้ย อยากมีเมียผู้หญิง อยากมีลูก อยากแต่งงาน ให้เบอร์เพื่อนไปวันนี้เพราะไม่เจอนานมากๆแล้ว แม่งให้เบอร์กูกะเกย์ไปได้ไงวะ นี่ก็ยังงงๆอยู่

บ้านนี้มีรัก

0 comments
บ้านนี้มีรัก

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

๑๓:๓๒:๒๐ น.

เมื่อคืนอ่านหนังสือเล่มนี้ล่ะ ชื่อบ้านนี้มีรัก (รวบรวมจาก นสพ กรุงเทพธุรกิจ) แต่ยังอ่านไม่จบ เป็นของที่ระลึกได้มาจากงานแต่งงานของ คุณ องอาจ อ่านแล้วอุ่นละมุนดี บ้านนี้เขาเป็นนักเขียนกันหมด แต่นั่นเป็นงานรอง แต่ละคนเขาก็มีอาชีพหลักกัน คุณ องอาจเขาก็เป็น สส พี่แอ๊น ก็เป็น สถาปนิก บ้านนี้เขาหนุ่มโสด ตี๋ ขาว สูง(มาก) ใส่แว่น กันหมด โสดกันจนแก่ไปเลยล่ะ แต่ไม่มีใครหน้าตาแก่เลย ยิ่งความคิดความอ่านนี่ทันสมัยทันโลกกันหมด


เราคิดในใจเลย ของชำร่วยงานแต่งงานเราก็ต้องเป็นหนังสือบ้างซิ(เกิดมาพึ่งเคยเห็นของชำร่วยแบบนี้) คุยกะไอ้นนท์ว่า เออ กูรู้แล้วว่าของชำร่วยงานแต่งงานกูเป็นอะไร แล้วตอบไปต่อทันที เออ แต่กูยังไม่มีเจ้าสาวเลยว่ะ (ฮา)


เมื่อคืนรู้สึกดี เหมือนได้เจอพี่ๆ แต่ก็คนเยอะไปหน่อย งานแต่งงานใหญ่แต่ที่แคบไปเลย คนใหญ่คนโตมายืนพองลมเต็มไปหมด ท่านชายมุ้ยอวยพรได้ขำๆดี บอกว่าถ้าแต่งงานเมื่อไหร่จะพาไปทานข้าวที่ไหนก็ได้บนโลก(ยกเว้นสวีเด็น(ฮา)) แต่เจ้าบ่าวก็ให้รอนานเหลือเกิน(ฮากว่า)


คุณมาร์คก็ขำๆดี บอกว่า คุณองอาจทางการเมืองนับเป็นรุ่นพี่ผม แต่ถ้าทางชีวิตรักครอบครัวก็เป็นรุ่นน้องผมหลายปี คนฟังฮากันตึง

ถึงคนจะเยอะเกินไป แต่บรรยากาศเป็นค๊อกเทลจริงๆ คือ คนจับกลุ่มยืนคุยกันจริงๆ ไม่เคอะเขินอะไร เราก็อยู่กับพี่แอ๊น และ น้องเมย์


เข้าเรื่องที่ทำให้อยากเขียนบล๊อกดีกว่า ตอนแรก กะว่าจะใช้ชื่อตอนว่า ความลับประจำตระกูล แต่จริงๆแล้วในใจคือ ไฟลุกโชน

วันนี้นอนๆอยู่

มีโทรศัพท์เบอร์แปลกๆเข้ามา ก็รีบรับ เพราะเผื่อใครโทรมา(แหม รอใครอยู่หรือทศ)

เป็นเพื่อนของไอ้โบ๊ท เคยเจอกันหนนึงตอนไปดูคอนเสิดโมเดิ้นด๊อกเมื่อหลายปีก่อน เขาโทรมาขอคำปรึกษาทางธุรกิจที่เราเข้าใจว่าเราเชี่ยวชาญอยู่ เขาจะหุ้นกันทำนู่นนี่นั่น คุยกันอยู่นาน ครึ่งชั่วโมง พอวางไป โอ๊ย ไฟลุกโชน ตื่นเต้นมากๆ อยู่ๆ จู่ๆ ก็มีเรื่องเข้ามาให้คิด เดินไปคุยกับพ่อนานเลย ตอนแรกนึกว่าพ่อไม่อยู่ นึกว่าออกไปหาพี่แอ๊น ก็เลยบอกเพื่อนไปว่าพ่อทำธุรกิจนี้มานาน ๑๕ปีได้ ถ้าพ่ออยู่จะให้คำปรึกษาได้ แก๊งเขารู้จักกันมา๒๐ปีจะให้เราไปทำธุรกิจกับคนสนิทกันแบบนี้เราทำไม่ได้หรอก


แล้วก็เลยมานั่งเม้าแตกกันกะพ่อ พ่อก็บอกว่า ก็เอาแรงตนเองไปหุ้นดิ เราบอกว่า ฝั่งนู้นเขาหุ้นกันตั้งแปดคนแน่ะ เป็นเพื่อนกันมาแต่ประถมเซ็นคาเบียนด้วย ไม่อยากไปยุ่งหรอก แต่บอกตามตรงเลยโจทย์ฝั่งนั้นตั้งไม่ถูกเท่าไหร่ แต่เราก็ไม่อยู่ในฐานะว่าควรพูดอะไรมาก ถ้าเป็นไอ้โบ๊ทเราใส่ได้เลย ไม่ยั้งแน่ ของแบบนี้มันเป็นเรื่องใจอะ ถ้าแบบไอ้โบ๊ทให้ได้เลยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็บอกพ่อนะว่า ไว้พรุ่งนี้เราไปดูกัน แล้วพอเขาเลิกทำ เราก็เซ้งทำกันต่อดีกว่า


เมื่อคืนก็คุยกับพ่อเรื่องพวกนี้ล่ะ พ่อถามว่าแล้วบอกอะไรเขาไปบ้าง เราก็บอกพ่อไปตามตรงว่าบางเรื่องคิดก็ไม่ได้พูดไป พ่อก็บอกว่าก็ดีแล้วของแบบนี้มันก็เป็นศาสตร์ความลับบางอย่างได้


อีกธุรกิจนึง พ่อทำเกี่ยวเนื่องกับ คุณ องอาจมา๒๐ปีแล้วเช่นกัน เชนธุรกิจแบบนี้ก็ทำให้พวกเราเราเราทั้งหลายเป็นคนไม่ผูกพันกับใคร และโลกกว้างหดเข้ามาอยู่ในบ้านเลยทีเดียว และเชื่อมะ การทำงานแบบนี้ทำให้พวกเราเราเรารักในความเป็นหนุ่มโสด ไม่อยากผูกพันกับใครนัก เพราะเคยชินกับการลาจาก


เมื่อวานตอนพิธีกรอยู่บนเวที พวกเราก็ยืนอยู่ใกล้ๆเวทีน่ะล่ะ ฝ่ายชายเป็นลูกคุณชายเต่า หล่อ (มาก) พ่อบอกว่าหน้าตาเหมือนองค์จุลแบบพวกพระองค์ชายสมัยก่อน อื้อ เราเห็นด้วย หล่อจริงจัง ส่วนพิธีกรหญิง ถูกใจมากตอนแรกคุยกะพ่อก่อนว่า เป็นแฟนกันมั้ง พอเขาเดินขึ้นเวทีก็ถามพี่แอ๊นว่า “เขาเป็นใครอะพี่” พี่แอ๊นบอกว่า “น้อง
เจ้าสาว” เราบอกไป “สวยเนอะ” แต่นึกในใจ กูเจอเนื้อคู่แล้วไง (ฮา) พี่แอ๊นตอบกลับมาทันที “มีลูก๒แล้วนะ” (ฮากว่า)


โห โคตรสวย สวยกว่าเจ้าสาวมาก หน้าไทยๆผิวขาวแบบไม่ขาวจีน แบบเราชอบเด๊ะเลย น้องเจ้าสาวก็ต้องคู่กับ
น้องเจ้าบ่าวอย่างเราดิ (ฮา) แหมๆ รีบนับญาติเลยนะ ฮ่าๆๆ

พี่แอ๊น เป็นแฟนกะน้องเมย์มาได้ซักพักแล้วล่ะ

อันนี้เป็นเรื่องที่โลกกลมเกินเหตุ พี่เราก็เหมือนเด็กเซ็นคาเบียนทั่วๆไปที่บ้านอยู่แถวๆศรีย่าน แต่น้องเมย์เนี่ย อยู่ในหมู่บ้านเราเอง(ไกลจากศรีย่านซัก๒๐โลได้) ตอนประถมก็เรียนกะเราด้วย เมย์นี่ทำให้รถโรงเรียนสายประจำ แบบงอแงโยเยที่๑เลย สายตลอด รถต้องไปรอหน้าบ้านอยู่เรื่อย บ้านเมย์อยู่ตรงข้าม(พระ)ต้อมเลย แต่ต้อมกะเราสนิทกันตอนมัธยม

แต่เมย์บอกว่า เมย์ย้ายบ้านออกไปหลายปีแล้วล่ะ ก็เป็นปกติ


คนฐานะดีขึ้นบ้านหลังใหญ่ขึ้น หมู่บ้านเราก็มีบ้านหลายๆขนาด พ่อมาเล่าให้ฟังถึงแฟนพี่แอ๊นนานแล้วว่าหน้าตาน่ารัก แต่เราพึ่งรู้ไม่นานนี้ว่าน้องเมย์ เราก็อ๋อเลยล่ะ พอบอกแบ๊คกราวน์ดมาก็ รู้เลยว่าใคร


ตอนแรกเคยนึกจัดให้เอ๋ยกะพี่แอ๊นได้รู้จักกันนะ เพราะสอนถาปัดที่ABACทั้งคู่ แต่พี่แอ๊นสอนพิเศษ เอ๋ยสอนประจำ แต่ก็คลาดกันไป แต่พ่อบอกว่า บ้านนี้เขาชอบคนสวยกัน ก็จริงนะ เราก็ชอบคนสวย


แต่พี่แอ๊นเคยเล่าให้พ่อฟังว่า เจออาจารย์ที่เอแบ่คคนนึง น่ารักดี เจอบนโค้ช ตอนจีบๆกันก็ปรึกษาพ่อเราอยู่เรื่อย ในที่สุดก็เป็นแฟนกันน่ะล่ะ น้องเมย์เขาสอนการตลาด วิชาพื้นฐาน หน้าตาน่ารักมากๆ เมื่อวานเราก็ถามว่า อาจารย์สาวสวยขนาดนี้ มีเด็กๆจีบมะ น้องเมย์บอกว่า เขาคงไม่กล้ากันมั้ง

ถ้าเป็นเด็กเอสไอก็ไงดี การดี(ช่อง๙)สอนใครจะไม่ชอบสวยซะขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้ไปอยู่ บัญชีแล้วนี่


มีความสุขมากนะสองวันมานี้เนี่ย

เมื่อวานเห็น สส เยอะ คุยกับพ่อว่า ถ้าทศเป็น สส บ้าง พ่อว่าไงล่ะ พ่อบอกว่าพื้นฐานอารมณ์เราไม่ได้หรอก พวกนี้มนุษย์พันธุ์พิเศษจริงๆ เราก็บอกพ่อไปว่า แล้วถ้าอีกซักสองปีทศกลับไปอยู่ญี่ปุ่น แล้วทำเอกจบมาจากที่นั่นล่ะ พ่อเงียบไปนานด้วยแววตาล่องลอย เพราะปู่เราโดนฆาตกรรมด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านมาหลายสิบปีพ่อยังเกลียดนักการเมืองอยู่

สรุป หนังสือ บ้านนี้มีรัก จะถ่ายเอกสารให้ผู้หญิงที่เรารักเนื่องในโอกาสวันแห่งความรัก


“”””””””””””””””””

3 กุมภาพันธ์ 2552

๐๒:๓๑:๑๑ น.



ผึ้งมาส่งบ้านตะกี๊ เหนื่อยชิบหาย เล่าให้ฟังว่า มึงจำน้องเมย์ที่ทำรถโรงเรียนสายได้ไหมวะ มันถามว่าจำได้ดิ ใครจะจำไม่ได้วะ เราบอกไปว่า น้องเมย์เป็นแฟนกะพี่กูว่ะ ผึ้งงงๆ ถามว่าไปได้ไงวะ ก็บอกแล้วโลกนี้มันกลม

เสื้องานบอลตัวเล็ก

0 comments
เสื้องานบอลตัวเล็ก

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

๐๒:๐๓:๔๗ น.

ค่อยๆนะ มาเรียงๆ แต่ว่า คือ ตัวจริงเลยล่ะ

วันนี้ไปดูงานบอลประเพณีตามปกติ แต่ว่าไม่ได้ดูมาหลายปี มันนะมัน ไปถึงหน้างานก่อนเข้าสนามก็ตามปกติ ไปอยู่กับกลุ่มพัฒนาชนบท ๒ชั่วโมงได้ น้องๆที่นี่น่ารักเป็นปกติ อุ๊ย ทรมานไป ไว้พรุ่งนี้ดีกว่าไหม

๐๘:๓๑:๒๗ น.

อยากเจอบางคนแต่ก็ไม่เจอ ช่างน่าเสียดาย

ได้เจอเอิงด้วย คิดถึงเอิง

เจอบุ๋มด้วย คิดแล้วว่าต้องเจอ แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอเป็นคนแรกพอเข้าสนามบอล และได้คุยกันเยอะกว่าคนอื่นๆที่คาดว่าจะเจอแล้วเจอ แต่คุยกะบุ๋มรู้สึกใช้พลังเยอะ บุ๋มผอมลงไปมากๆ แต่เสียงหวานเหมือนเดิมเป๊ะ


8:04:54 AM


ตื่นมา ปวดตัวชิบหาย ผลจากวันศุกร์ไปเตะมวยใช่ไหมนี่ ร้าวทั้งร่าง


ชีวิตมีความสุขชิบหายเลยล่ะ ชิบหายจริงๆ อันที่จริงเราอาจจะเหมาะกับชีวิตแบบนี้มากกว่าก็ได้เนอะ แบบสายๆเถรดหุ้น ดึกๆแดกเหล้า(ผิดศีลตั้งสองข้อแฮะ)(ฮา) ฮ่าๆๆ เล่าให้ฟังทีหลังวันหลังละกัน


เมื่อคืนไปกินเหล้ามา ศึกหนักมากๆ เพราะไปหาไอ้แบ๊งมาที่ GROOVE เออ ตัวใหญ่พิมพ์แล้วสวยกว่าเนอะ ผู้หญิงคนแรกที่เจอที่ร้านเหล้าคือสะพานข้ามแม่น้ำ แคว ไอ้แบ๊งกวนตีน เล่าเรื่องขี้แตกของเรา น้องเขา อ๋อซะดัง พี่คนนี้เองหรอ เลย นึกในใจ โห น้องแควได้ยินชื่อกูมานานกี่ชาติแล้ววะ อายนะนั่น โดนเผาเกรียมเลย เผามาก่อนรู้จักกันอีก เป็นการแนะนำให้รู้จักได้กวนตีนมากๆ


โห จ้า ซัดกูเมาเลย ดูลีลากินแล้วรู้เลยว่า ชอบ อุเมะชู(เหล้าบ๊วย) แน่ๆ ถามจ้าว่า เคยกินป่าว จ้าบอกไม่เคยแฮะ เมืองไทยมีขายป่ะวะ อยากซื้อไปให้เลย อดีตบาร์เทนเดอร์แบบเรา แม่งมองหน้าและลีลา รู้เลยหรอว่าใครชอบกินไร ฮากันเข้าไป พูดแล้วอยากแดกตากีล่าจัง ตากีล่าจัญไร เอ๊ย ตากีล่าซันไร้ส์ คนละปั้ก ปั้ก ปั้ก มันตายห่า มือปาดปากเช็ดเหล้า

เรากินเหล้าบ๊วยตอนปีใหม่ เพื่อนแถวๆบ้านเป็นแอร์เอามาจากญี่ปุ่น ดีใจชิบหาย คิดถึงมากๆ พี่แอนชอบกิน คิดถึงพี่แอนด้วย แต่กินเหล้าแบบนี้ เรากะจ้า บุ๊กกะฮอหลิคนะเฟร้ย (รายการนี้ดีทางช่อง๘๐)


นักร้องผู้หญิงเสื้อชมพูหน้าตาเหมือนเจฮีมากๆ แม่งเอ๊ยเห็นแล้วตกใจ เสื้อเหมือนกางเกงเหมือน หน้าดันเหมือนอีก ไอ้แบ๊งบอกว่า เด็กจุฬานะมึง

อุ๊ย ตื่นมาฟังไอผ่อดครั้งแรกในล้านปี แรนด้อมมาดันเป็นเพลง กุญแจที่หายไปของปามมี่ ปี้มัม ปั๊บปาดูวับ ใช่ กุญแจของเราไม่ได้ใช้ จนเธอเดินเข้ามา นึกไปแล้วขำอะ ขำชิบหอย ตอนวันก่อนนู้นนนน พาไอ้ยุดไปดูนางสาวไทย มันบอกว่า เมื่อคืนมันฝันว่าเรามีแฟน(ปกติมันก็ไม่เคยฝันถึงเราและเราก็ไม่มีแฟนซะด้วย ฮ่าๆๆ)

.....................................

เอาไงดี เริ่มที่ไปถึงงานบอลละกัน ก็ไปหาติ๊ก ไม่น่าแปลกอะไร เออ เมื่อปีไหนหว่าอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วก็หาดูรูปงานบอลในพันติ๊บ แม่งขำว่ะ เจอรูปตอนยิงเข้าเป็นรูป ภัค ติ๊ก โอ๋ บุ๊กกี้ ดีใจ แม่งยังกะเปิดเวบบอด กพช


เมื่อวานไม่รู้ได้เงินบริจาคเท่าไหร่ แต่เดินเข้างานสบายๆ ไม่เสียเงินซักกะบาท กะแม่กะพี่บุ๊กกี้ และเพื่อนน้องเขาอีกคน พี่บุ๊กกี้หล่อทีเดียว ม้าก็สวยทีเดียว บ้านนี้เขาทำเสื้อกัน เขาทำเสื้องานบอล เราก็ไม่รู้ วันก่อนนู้นก็ใช้พ่อไปซื้อเพราะพ่อผ่านไปแถวๆนั้น ไม่งั้นบอกบุ๊กกี้ดีกว่า อยากเจออยู่เหมือนกัน


ที่ขำๆก็คือ วันศุกร์โทรหาโฮ้พ มันบอกว่า มากินกะพวกโอ๋ที่พระอาทิตย์ เราถามว่าบุ๊กกี้มาไหม มันถามว่าทำไมถามถึงบุ๊กกี้วะ เราบอกว่า คิดถึง แม่งเงียบไปอึดใจนึงเลย ฮ่าๆๆ เฮ้ย คิดถึงจริงๆ ไม่รู้ทำไม จำได้ว่าคราวก่อนเจอกัน ไอ้แด๊กแม่งนั่งมองตาแป๋ว แววตามีความสุขมากๆ แหม เห็นเด็กๆน่ารักๆไม่ได้เลยนะ ฝอยใหญ่เลย แต่เสื้อปีนี้มันตัวเล็กจินๆน้า ถ้าไม่ติดว่าไอ้แด๊กมีแฟนแล้วนะ บุ๊กกี้นี่เหมาะสมกันทีเดียวเชียว เราก็พ่อสื่อพ่อชักเนอะ ฮ่าๆๆ

09:09:01 น.

กลับมาแระ ไปนั่งดูรายการชีวิตคือการลงทุนมา ดูจบส่งข้อความไปว่า

“ตื่นมาผมก็เจอคุณแบ๊งกะคุณจ้าในชีวิตคือการลงทุนเลยครับ” จ้ากะแบ๊งคงขำ ลงท้ายว่า จาก สุดหล่อด้วย

ป่านนี้คงนอนยังไม่ตื่นกัน

เมื่อวานได้เบอร์คนมาเป็นสิบเลย ฮ่าๆๆ เจอกันตามงานบอลและร้านเหล้านี่ล่ะเพื่อนเก่าๆ ได้มาแต่เบอร์ผู้ชายนึกไปก็ขำ เขาไปกินเหล้ากันต้องขอเบอร์หญิงซิวะ


เมื่อคืนเลเพื่อนไอ้แบ๊งมาส่ง เม้ากันมาตลอดทาง บ้านอยู่ใกล้ๆเรานี่ล่ะ ไอ้แบ๊งแนะนำให้รู้จักบอกว่าเพื่อนตั้งแต่ป ๑ เลยนะ ทำไมใครๆก็ชอบทำอาหล่ายกันนะ ฟังดูก็น่าสนใจดี แต่ก็ไม่ค่อยเข้ากะเราล่ะมั้ง หัวนมหนูเป็นไงยังนึกไม่ออกเลย

ต้องตั้งหลักซิวะ อายุ๒๙ แหล่วแหล่วแหล่ว พวกแม่งรวยกันจะแย่แร้นนน (แต่ก็ไม่อิจฉาแฮะ)

ไปนอนกลิ้งๆต่อดีกว่า จะได้หน้าใสๆ บ่ายนี้ต้องไปงานแต่งงานญาติ งานคงใหญ่ยังกะงานบอล ฮ่าๆๆ เจ้าบ่าวแก่มากๆ ๕๓ เจ้าสาว ๓๖ ไปงานแบบนี้ไม่หนุกแน่ๆ แต่ก็ต้องไปอะเนอะ เมื่อวานนึกในใจจะบอกเอิงไปว่า จาว แต่งงานแล้วนะ แต่ก็ปากหนักไม่พูดดีกว่า เอิ๊กๆ

ตะกี๊มีข้อความเข้ามาด้วย มีเกย์ตัวนึง แม่งส่งมาหลายข้อความตั้งแต่วันศุกร์แล้ว กูจะทำไงดีวะ (เกาหัวแกรกๆ)

รวบรวมความกล้า โทรหาใครซักคนดีกั่ว ขอพลังจงอยู่กับฉัน กรั่กๆๆๆๆ แง่มๆ งั่บๆ งุงิงุงิ คริคริ ชริชริ กรุ๊งกริ๊งๆ

อ๊างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง เขิลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลลล


23:43:45 น.

หลังงานแต่งงานแวะไปหาน้ำมา น้ำมาส่งบ้าน ระหว่างทางเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนไปกินเหล้ากะจ้า จ้าฝากความคิดถึงนะ

แบ๊งก็เคยงงว่าเรารู้จักจ้า จ้าก็งงๆที่เราดูสนิทกะแบ๊ง

About Me

ทศ พิทักษากร
Tokyo, Japan
น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
View my complete profile