Tuesday, March 31, 2009

เนื้อคู่ 11 ฉาก

0 comments
เนื้อคู่ 11 ฉาก

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

๐๓:๕๓:๔๐ น.


สวัสดีที่รักทั้งหลาย เมื่อวานเราไปดูละครเวทีเนื้อคู่ ๑๑ ฉากรอบสุดท้าย มา ประทับใจมากๆ และร้องไห้มากที่สุดเท่าที่เคยดูละครเวทีมา นี่ยังดีนะ อายคนข้างๆ ถ้าไปดูคนเดียว ร้องไห้ไม่สะอึกสะอื้นกระมิดกระเมี้ยนขนาดนี้หรอก ร้องไห้เป็นเผาเต่าแน่ๆ


แต่เอาเรื่องวันนี้ก่อนดีกว่า


วันนี้ตอนสามทุ่มกว่าๆ ทำงานเสร็จก็ไปกินก๋วยเตี๋ยวตำลึงเจ้าอร่อย(ที่สุดในโลก)ที่สวนหลวงกะไอ้นนท์และแฟนมัน โต๊ะข้างๆเป็นอดีตไทคูนคนนึงของเมืองไทย คือ เจ้าของDTACนั่นเอง แต่ไม่กล้าขอลายเซ็นหรืออะไรหรอก เพราะคนมากินข้าวกันอ่ะนะ ไอ้นนท์บอกว่า น้องชายเขาเรียนวปอรุ่นเดียวกะพ่อมัน ส่วนเรานั้นรู้จักก๋วยเตี๋ยวเจ้านี้เมื่อหลายปีก่อน เพราะลูกผู้บริหารระดับสูงDTACพาไปกิน (เหี้ยบอย) แม่เหี้ยบอยเกษียนปลายปีที่แล้ว แต่ทำงานที่บริษัทนี้มาตั้งแต่ยังมีออฟฟิซเป็นบ้านเพียงหลังเดียว และมีลูกจ้างนับคนได้เลย ๓๐ปีผ่านไปกลายเป็นบริษัทแสนล้านได้อย่างไร ไม่น่าเชื่อเนอะ การเลือกที่ทำงานก็มีผลอย่างยิ่งต่อชีวิต ชีวิตคนเราเห็นกันเป็นloopๆเปรียบเทียบได้ชัดเจนมากๆ

(พ่อเรากะแม่เหี้ยบอย เรียนคณะเดียวกัน ชีวิตในวัย๖๐ต่างกันมาก ชีวิตเราและมันในวัยนี้ก็ต่างกันมากเช่นกัน)

น้ำดื่มที่ดื่มกะก๋วยเตี๋ยววันนี้คือ น้ำอ้อย ปกติจะเห็นกันแต่ขวดน้ำอ้อย แต่วันนี้เราเห็นหีบอ้อยเล็กๆข้างคนขาย เราไม่เคยเห็นเลยมานานหลายปีแล้ว ตอนเด็กๆซัก๑๐ขวบ พ่อเราทำน้ำอ้อยขายด้วย ตอนเช้าเราขึ้นรถไปส่งบ่อยๆตามร้านค้า เห็นหีบคั้นน้ำอ้อยเพียงแวบเดียว ความทรงจำในวัยเด็กย้อนมามหาศาล สมัยพ่อเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว หลังๆนี้เราให้กำลังใจพ่อเราเสมอว่าชีวิตมันก็ต้องมีล้มมีลุก ยังไงก็มีลูกอยู่ทั้งคน เรามีมือมีสมองจะกลัวอะไรจริงไหมพ่อ หลังๆนี้เราก็เป็นกาวใจเป็นตัวเชื่อมที่ดีให้พ่อและแม่

มันถามว่าเราจำเจ้าของDTACได้ยังไง เราไม่ได้บอกไปว่า เพราะ ว่า เราจำประโยคเด็ดเขาได้ว่า เขาเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นไทคูนหนุ่มด้านสื่อสารเมืองไทย ยืนบนตึกระฟ้า ถ่ายรูปขึ้นปกForbes โธ่ คุณทศก็ต้องเคยฝันแบบนี้กันบ้าง แต่คุณทศกะจะทำมาหากินที่ญี่ปุ่น ค่าเงินมันต่างกันเยอะ และร่ำรวยได้ต่างขนาดกันมหาศาล แต่แล้วก็ฝันสลายเมื่อพ่อแม่หย่ากันเมื่อปีที่แล้ว ก็เลยกลับมาไทยแลนด์ดีกว่า เรื่องเนื้อคู่๑๑ฉากเมื่อวานก็ร้อนแรงเกี่ยวกะชีวิตคู่นี่ล่ะ จะค่อยๆเล่าให้ฟัง


พอรอบดึกก็ไปทำงานอีกงานนึง ทำไม่เสร็จหรอก แต่จะตีสามแล้วเลยคิดว่ากลับบ้านดีกว่า ไว้พรุ่งนี้ตื่นมาค่อยทำต่อ แวะไปกินโกบู้รสซิ่งด้วย อันนี้ก็เป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่อร่อยที่สุดในโลกเจ้านึงอีกเช่นกัน

ตัดฉากกลับมาที่เนื้อคู่ ๑๑ ฉาก


ทำไมจะไม่อินล่ะ

เขาพูดหลายหนตั้งแต่ฉากที่๑ ๒ ๓ ว่าพระเอกเป็น เด็กวชิราวุธ และนางเอกเป็นสาวอักษร เป็นเรื่องเล่าย้อนยุคมาตั้งแต่ยุคปี ๒๕๒๐ได้กระมัง ขากลับน้องมารับกลับบ้าน เราบอกว่า ดูแล้วอินมากๆ น้องถามว่าดีหรอ เพราะเพื่อนมันบอกเฉยๆ เราบอกว่า ตอนแรกกะชวนพ่อแม่มาดู แต่ดีแล้วที่ไม่ชวนมาไม่งั้นร้องไห้กันตายพอดี พ่อเป็นเด็กวชิราวุธ แม่เป็นสาวอักษร(แต่ในเรื่องเป็นคุณหนูมาแตร์ด้วย ซึ่งไม่ตรงกับแม่เรา)


แต่จะว่าไป ชีวิตมันก็เป็นแพทเทิ่รน์อยู่หรอกนะ เพราะวันก่อนไปหาข้อมูลที่หอกลางจุฬา ก็ยังนึกถึงคุณหนูมาแตร์คนนึงที่เรามักมารับที่หอกลางหลังเขาอ่านหนังสือเสร็จประจำก็ไปส่งบ้าน ก็เหมือนนางเอกน่ะละ จะกี่ยุคกี่สมัยผ่านไป เรียนมาแตร์ เรียนอักษร แล้วก็เป็นแอร์ ชีวิตก็มีรูปแบบแบบนี้เหมือนกัน ก็ไม่รู้ป่านนี้เขาเป็นไงไปแล้ว คงยังไม่แต่งงานหรอก เพราะถ้าแต่งคงได้ข่าว ซึ่งจะว่าไป เราเปิดบล๊อกนี้เพราะเขาอยากอ่านที่เราเขียนนี่นา เออ แทบจะลืม ความรู้สึกนั้นไปแล้ว


กลับมาบ้านตีสามกว่าๆเมื่อคืน ก็เล่าให้พ่อฟังใหญ่เลย ว่า เขาเขียนบทให้เป็นเด็กวชิราวุธด้วย นางเอกเป็นสาวอักษร ก็คุยกันยาวมากๆ พ่อบอกว่า คนเขียนบทคงผูกพันกะเด็กวชิราวุธมากๆ เราจำชื่อคนเขียนบทไม่ได้ แต่ที่ไปดูเพราะคุณสันติ คอลัมนิสต์ที่เราชอบมากๆ เขาเขียนชมมากๆว่า คนเขียนบทเก่งจัดๆ พอดีกับมีคนชวนถูกจังหวะ


พ่อก็เคยบอกนะเมื่อหลายเดือนก่อนว่า ส่วนใหญ่เด็กวชิราวุธมักมีปัญหาครอบครัว เราก็บอกไปว่าไม่แปลกหรอกพ่อ เคยชินกะการสนุกกับเพื่อนการอยู่ในโลกของผู้ชาย บางทีมันก็ลำบากพอมีครอบครัว อย่างตัวพระเอกในเรื่องก็เลือกทำงานในแวดวงที่มีผู้หญิงเยอะ ภรรยาก็เป็นคุณหนูเอาแต่ใจ มีเงื่อนไขมาก เรื่องแบบนี้ชีวิตคู่มันก็ลำบากเป็นปกติ

แต่พอมีลูก ฉาก๖๗๘ ไรงี้มั้ง ก็จะเห็นว่า ทุกๆฉากที่จบลง ไม่ว่าพ่อแม่จะทะเลาะกันแค่ไหน ลูกก็จะเป็นสื่อกลางและเป็นคนกลางที่จูงมือพ่อแม่เดินพ้นประตูออกไปทุกคราว

ตอนฉาก๘จบ เราร้องไห้ใหญ่เลย เราบอกตนเองว่า ไม่นะ ถ้าเรามีลูก ถ้าเราแต่งงาน เราจะไม่ทะเลาะกับเมียดังๆจนลูกมีปัญหาแบบนี้แน่ๆ แต่ก็มีวิธีแก้นะ ก็มีลูกเยอะๆก็หย่าร้างยากหน่อย แต่เรามองเห็นตนเองผ่านละครบ้าง (ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว) เราต้องสร้างฐานะทางการเงินให้ดีเสียก่อน พร้อมแล้วก็ค่อยแต่งงาน แต่เรื่องละครเวทีนี้สมจริงตรงที่ หากวันไหนลูกมีปัญหาหนักมากๆ พ่อแม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ

เรื่องตลกมากๆ สำหรับคนมีทักษะการดูละครหนังขนาดเรา กลับไม่เอะใจว่าในฉากที่๓(มั้ง) แต่งงาน แล้วนางเอกท้องก่อนแต่ง เพราะนางเอกบ่นว่าอ้วน เราก็นึกว่า ก็แบบผู้หญิงทั่วๆไปที่ชอบบ่นว่าอ้วน

การแต่งงานเมื่อพร้อมทางอารมณ์สำคัญมากๆ สำคัญกว่าฐานะทางการเงินด้วยซ้ำ แต่จะว่าไปบริบททางสังคมในสมัยนั้นก็ไม่ค่อยมีหรอกคนแต่งงานกันเพราะท้อง มีสมัยนี้ล่ะ ที่เยอะเหลือเกิ๊นนน แต่เข้าใจนะเพราะสมัยนี้แต่งงานกันช้าลง แต่ความต้องการทางเพศของมนุษย์มันเป็นไปตามอายุเป็นปกติ สมัย๓๐ปีก่อน ก็แต่งงานกัน ๒๖ ๒๗ ก็แต่งแล้ว(คนมีการศึกษา) ก็พอดีดีกับที่ธรรมชาติก็กำหนดให้สวยงามน่ะแหละ ปัจจุบันเงื่อนไขมากมายหลากหลายกำหนดมากๆขึ้นมากๆ



ประโยคเด็ดในละครคือ เอ๊ เราเคยพบกันมาก่อนมั้ย?


จริงๆเป็นละครที่บทพูดตลกแทบทุกฉาก และฉากก็หมุนๆเปลี่ยนฉากน้อยมากๆ และก็เล่นน้อยคนมากๆ

มีลูกเล่นนึงที่เราชอบ เขาบอกประมาณว่า พระเอกอยากรู้จักนางเอกมากขึ้น อยากเป็นเพื่อนด้วยว่างั้นเถอะ นางเอกบอกว่า “ชั้นไม่เคยนับคนที่พึ่งรู้จักกันวันแรกเป็นเพื่อน” พระเอกตอบไปว่า “ทำไมไม่คิดว่านี่คือวันแรกที่เราได้พบกัน” จริงๆแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน เราพึ่งเจอและได้รู้จักกับผู้หญิง ดื้อ รั้น ดุ ในรูปแบบนี้มาเอง


สมัยก่อนเขาไป ดิสโก้กัน (ตามท้องเรื่อง) ของเล่นใช้ได้ดี ริงโทนมือถือ เก่าๆ มาจนเม้นไฮ๕กะกิ๊กสาว อะไรเทือกๆนั้น หรือ กระทั่งการทิ้งขยะลงแม่น้ำเจ้าพระยาก็ใช้ล้อมุกตาวิเศษได้สวยทีเดียว(ในยุคนั้น)


จริงๆการเล่าว่าละครเวทีมีอะไรดี เป็นการเล่าที่ยาก ให้ความรู้สึกเหมือนไปดูพลุ โห สวยงาม แต่สุดท้ายบอกไม่ถูกว่าสวยอย่างไร เรื่องพลุเปรียบเทียบ อันนี้ก็คำพูดพ่อเราเอง เราพาพ่อและแม่ไปดูพลุในหลวงเมื่อปีเฉลิมฉลองในหลวงครองราชย์๖๐ปี เราไปดูกันที่ซอยประตูนกยูง ดาดฟ้าบ้านโฮ้พอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา

กลับมาบ้านถามพ่อว่า สมัยก่อนเด็กวชิราวุธ คู่ กับมาแตร์ จริงหรือ? พ่อบอกว่าอักษรมากกว่านะ แล้วก็ไล่ๆพวกเพื่อนๆให้ฟัง เราก็รู้จักกันอยู่แล้ว ตอนเด็กๆไปเที่ยวต่างจังหวัดกันบ่อยมากๆ ไปกันทีนึงก็๑๐ครอบครัวอะไรขนาดนั้นเลยเชียว

จริงๆวันนี้พ่อก็ไปปากช่อง (เห็นแม่เขียนไว้บนกระดาน) ก็ให้นึกสงสัยทำไมบ้านเราไม่มีใครเรียกว่าไปเขาใหญ่กันเลย ตอนเด็กๆก้อไปกันบ่อยๆปากช่อง ก็ไปพวกโอวีเพื่อนพ่อนี่ล่ะ ตอนนี้พี่เราไปออกแบบบ้านให้เพื่อนพ่ออีกแล้ว ก็เหมือนเดิมเป็นพวกโอวีกันทั้งโครงการ พ่อบอกว่า ที่แปลงนี้สวยมากๆ เราอยากเห็นเหมือนกัน ไว้มีเงินจะขอซื้อบ้าง แต่อยู่ในหุบเขา ถนนยังเป็นลูกรังอยู่ ถ้าพ่อเราบอกว่า ที่สวย ก็แปลว่าสวยจริงๆ


ที่ประทับใจที่นึงทีไปกับพ่อคือ โปร่งศรี แพร่ ทุ่งนาสวยมากๆ(กลางปี๒๐๐๕)


เมื่อคืนพ่อถามว่า รัชดาลัยอยู่ที่ไหนเราบอกว่า อยู่ที่ เอสพลาหนาด พ่อถาม ตรงไหน พ่อเคยไปแต่เอสพลาเหนดที่สิงคโปร์ ฮ่าๆๆ แต่ก่อนพ่อทำมาหากินต้องไปสิงคโปร์บ่อยๆปีละหลายๆหน เราบอกไปว่า พ่อลองไปดูแล้วจะติดใจ ผู้หญิงกลางคืนเยอะ เดินกันเต็มห้างเลย

เมืองไทยก็แปลกๆ สิงคโปร์เขาพัฒนา มารีน่าเบย์ เป็นแหล่งเศรษฐีระดับโลกได้ ทำไมไทยเราไม่ทำอะไรแบบนี้กัน ที่แถวๆคลองเตยมากมาย กลางเมืองสวนลุมไน้ท์ก็เยอะร้อยกว่าไร่ มักกะสันก็อีก๖๐๐ไร่ เงินหมุนไปได้อีกมหาศาลเลย เอาแค่ที่ รฟมเยื้องๆเอสพลาหนาด ก็ ๓๕๐ไร่แล้ว พัฒนาแนวสูงได้มากๆเลย ให้เงินมันหมุนๆไปเรื่อยๆ


เอ หลุดไปไกลจากเนื้อคู่๑๑ฉากมากๆ เอาเป็นว่า คนเรามีความรัก จีบกัน แต่งงาน อยู่กัน มีปัญหากัน โลดแล่นไปในวิถีการทำงาน ลูกมีปัญหา การตายจากกัน อะไรเหล่านี้ ก็จะครบหลูบ คือ ชีวิตก็คือชีวิต ความตายหนีไม่พ้นหรอก แต่ปัญหามีทางหนีพ้น ถ้าไม่ปล่อยให้มันเกิด หรือ ไม่ไปอยู่ในที่ที่มันจะสุ่มเสี่ยง ปัญหาชีวิตคู่ก็คือการนอกใจน่ะละ


โลกปัจจุบันคนก็มีเพศสัมพันธ์กันง่ายเสียด้วย มีเพศสัมพันธ์กันหลายๆหนก็รักกันผูกพันกันง่ายเสียด้วย

อีกหน่อยสมัยลูกเรา ใครไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันอาจไม่นับเป็นเพื่อนสนิทก็ได้

เฮ้อ แค่คิดก็กังวลถึงอนาคตลูกสาวตนเอง


อ้อ เมื่อวานจะเข้าบ้านแต่เพื่อนแก๊งสนามบาสโทรมาเรียกไปกินข้าว๑๓เหรียญกัน พอดีมีนางงามที่ตกรอบเมื่อวานซืน(เมืองไทยได้นางงามช่อง๗คนใหม่แล้ว) เขาจะแนะนำกันให้รู้จัก เราก็ไปด้วยก็งงๆ คนมากันราวกับยกสนามบาสมาเลยทีเดียว นั่งง่วงอยู่ตลอด ไม่หนุกเลย


เนี่ย ถ้าชีวิตวนวียนอยู่แต่การได้รู้จักคนสวยๆดารานางแบบนางงามแล้วมันจะดีหรือไงล่ะ ถ้ามีแฟนแล้วต้องไม่ยุ่งล่ะเป็นดี ไม่งั้นพังพอดี แต่ยังดีข้อนึงคือชีวิตเราเคยชินกับการรู้จักคนสวยๆ ก็เลยหวั่นไหวยากหน่อย


อีกนิดนึง เมื่อประมาณตุลาปี ๒๐๐๖ เห็นผู้หญิงคนนึงเป็นเจ้าหน้าที่ที่โรงแรมตรีญานรส เชียงใหม่ สวยดี เราและน้องฟรีนั่งกินกาแฟและคุยกะเขาอยู่นาน วันนี้ได้รู้จักผู้หญิงคนนึงเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่เราไปทำงาน บอกไอ้นนไปว่า ยิ้มสวยเหมือนคนนั้นเลย มันตกกะใจใหญ่ ผู้หญิงสวยๆขนาดนี้ก็หายากอยู่นา

ในละครเนื้อคู่๑๑ฉาก เพื่อนพระเอกใช้คำว่า กูเจอ แม่ของลูกแล้ว บ่อยมากๆ เรียกว่าขำขี้แต่กขี้แตนกันเลยทีเดียว เพื่อนพระเอกชื่อโป้ง เราก็นึกถึงไอ้โป้งเพื่อนรักเรา หล่อกันขนาดนี้คงแต่งงานช้าเนอะ

เออ มีขำๆเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนิดนึง ตอนดูแล้วก้อนึกถึง แฟนเก่าของพระเอกเป็นหลีดคณะ และชื่อส้ม เป็นเด็กเซ็นโย เราแอบยิ้มๆ สมัยก่อน เคยมีหนนึงขับรถไปชนคนขี่บีเอ็มป้ายแดง ลงมาก็เป็นน้องส้มหลีดบัญชี หลีดเซ็นโยด้วยอะไรประมาณนี้ล่ะ วันก่อนเจอที่ร้านเสื้อไอ้นน เขาบอกจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้ แต่เราจำได้แม่นเลย ชนทั้งทีชนคนสวยด้วย ฮ่าๆๆ นึกในใจเขาคงจำเราไม่ได้จริงๆ แต่นึกในใจอีกทีเขาอาจรถชนบ่อยๆ เพราะชีวิตเรารถชนนับครั้งได้เลย ก็จำได้ทุกหนว่าชนยังไง


กรี๊ดตีห้าแล้ว


สรุป ก่อนไปอ่านนิยายเคหาสน์ดาวต่อ พึ่งซื้อมาเมื่อเย็น เรื่องนี้เคยเป็นละครทีวีด้วย ประพันธ์โดยนักเขียนที่เราชอบสุดๆอย่างคุณวานิช(ภรรยาแกเป็นอาจารย์อยู่อักษร และชื่อทอรุ้งเหมือนน้องเราเลย) ละครเวทีเรื่องเนื้อคู่๑๑ฉากนี้ดีจริงๆ

Yoga and Ballet

0 comments
Yoga and Ballet

Saturday, March 28, 2009

11:25:01 PM

ตะกี๊นั่งในรถมา เหี้ยบอยมาส่ง ถามมันว่าบัลเล่ต์เขียนไงวะ Ballet ป่ะวะ มันตอบว่า Bullet ได้ป่ะวะ พอพิมพ์ตะกี๊ก็มองเห็นอ่านได้ว่า บุน- เหล็ท มันต่างกะ บัน-เล่ นะโว่ยยย (แม่งสัญชาติเมกันนะเนี่ย ฮ่าๆๆ)

(ไปกินมื้อดึกกันที่ สีกุก มีนบุรี ร้านนี้อร่อยมากๆ บรรยากาศดีด้วย ร้านเพื่อนเราเอง)

วันนี้ทำตัวกันสาวมากๆ แม่งโทรมา สามโมงกว่าๆ ถามว่า “เฮ้ย ไปเล่น โยคะ ป่าว” เราตอบกลับไปว่า “เออ เอาดิ” ปกติใครจะคิดว่าผู้ชายโคตรจะดำๆแมนๆแบบเราๆ จะถามกันงั้นหรือว่า ไปเล่นโยคะป่าว

ไม่ใช่สาวๆหรอกนะ

เราจะได้ยินประโยคแบบนี้ในบ้านบ่อยๆ น้องสาวชอบโทรไปหาเพื่อนสนิทมัน

แต่ครั้งนี้เป็นหนแรกที่ไปเล่นโยคะ แบบเป็นทางการ

เมื่อคืนหนุกมากๆ ไปเตะบอลกัน กะแก๊งๆ แล้วก็ไปดื่มเบียร์กันต่อบ้านโป้ง หนุกดี ไม่ได้หัวเราะบ้าคลั่งแบบนี้มานานแล้ว ส่วนรอบดึกๆ ก็นอนคุยกะเหี้ยแด๊กไปเรื่อยเปื่อย ถึงเช้านู้นแน่ะ ก็เลยขอมันว่าไว้ซักวันพุธจะขออ่านวิทยานิพนธ์แม่งหน่อย ฟังดูน่าสนใจดี เกี่ยวกับการบริการการศึกษานานาชาติหลังข้อตกลงGATTภายใต้WTO อะไรประมาณนี้ล่ะ แต่มันก็ทำผ่านมาหลายปีแล้วตั้งแต่เรียนโทที่นิติธรรมศาสตร์ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า สามร้อยกว่าหน้า แล้วคนไม่รู้กฏหมายใดๆเลยแบบเราจะเข้าใจไหม

แต่เราสนใจเรื่องแบบนี้มานานแล้ว

เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นๆกว่าเขาจะเป็นเอกราชจากประเทศราชเมืองขึ้นตะวันตกได้ก็เรียกร้องกันแทบแย่ แต่ไทยเรากลับไปยอมให้ภาษาบางภาษามามีอำนาจเหนืออธิปไตยไทยแลนด์ได้ ตกเป็นทาสทางความคิด ตกเป็นทาสทางการศึกษา ตกเป็นทาสทางภาษา อะไรทั้งหลายบางทีก็แปลกดี เรียนรู้ให้เท่าทันตะวันตกกันซี่ ยิ่งนับวันไทยเราก็ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำในมหาลัยเข้าไปอีกด้วยเรื่องการมีภาคภาษาอังกฤษซ้อนขึ้นมาเพื่อไว้รับเด็กเรียนตรีแทบทุกคณะ ไม่ว่าจะมหาลัยไหนๆก็มี แปลกนะ แต่เรื่องแบบนี้วิจารณ์มากๆคนจะหาว่าเราโง่ทึบไม่เป็นสากลหรือเสียผลประโยชน์ซะเปล่าๆ คนจำนวนไม่น้อยเลยที่ชอบใช้ภาษาอังกฤษเพื่อทำให้คนไม่เข้าใจ งงๆ ตนเองจะได้ดูเก่งดูฉลาดขึ้น โดยลืมจุดประสงค์แห่งการสื่อสารไปว่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรง สอดคล้องกัน แม่นยำในประเด็น



เอ ไปไกลแล้ว นึกถึงคำที่โบว์เคยพูดกับเราเมื่อ๔๐๐วันก่อน ว่า “ทศ นี่เธอเป็นคอมมิวนิสต์หรือไง” แล้วก็หัวเราะคิกคักกัน ตอนนั้นคุยกันเรื่องโบว์ไปเรียนเรื่องการพัฒนามา แล้วสุดท้ายมาทำงานธนาคารพาณิชย์ (เราใช้คำว่ารับใช้นายทุน)


กลับมาเรื่อง โยคะและบัลเล่ต์ดีกว่า ระหว่างรอบอยกะแฟนมันมาพาเข้าไปเล่นโยคะ ก็ไปยืนดูเด็กๆไม่เกิน4ขวบวิ่งเล่นในห้องเรียนบัลเล่ต์ เต็มไปหมด วิ่งเป็นวงกลมโบกริบบิ้นไปมาอยู่น่านแหละ...ดูมีความสุขดี แต่ราคาก็คงแพงเหมือนกัน พอตอนเลิกแล้ว เราก็เดินเล่นไปมา ก็เห็นเด็กคนนึง เดินมาเกาะกระจกดูด้วย แต่ใส่ชุดสีชมพูนักบัลเล่ต์น้อยน่ารักเสียด้วย เราถามไรไปเรื่อยๆเปื่อยๆ แล้วพอคุยไปเรื่อยๆ ก็ถามว่าทำไมพูดมะชะ (พูดไม่ชัด) เด็ก3ขวบพูดไม่ชัดไม่ค่อยแปลก แต่พูดสำเนียงแบบคนงานพม่าหรือพวกชาวเขา ฟังแล้วก็แปลกๆ เด็กน้อยตอบว่า “ก็หนูพึ่งย้ายมาอยู่ไทย หนูเป็นคนจีนนนนน” แล้วพ่อก็กวักมือเรียกเด็กน้อยๆอยู่ไกลๆ เด็กก็บ๊ายบายเราแล้ววิ่งไปหาพ่อ ขึ้นบันไดเลื่อนไป เด็กก็บ๊ายบาย แล้วเราก็นึกงงๆ ทำไมเด็กจีน มักภูมิใจในความเป็นจีน แล้วทำไมเด็กไทยถ้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์ต้องทำเป็นอ่านไทยไม่ออก พูดไทยไม่ชัด เรื่องแบบนี้จั๊กกะจี้ดีออก

จำได้ว่าใน[v] คุณพอลล่าสมัยเริ่มเป็นVJ พูดไทยชัดกว่าปัจจุบัน อะไรเทือกๆนี้


ไปยืนดูเด็กไม่กี่ขวบเต้นบัลเล่ต์อยู่นาน ก็มีความสุขดี ก็นึกถึงเจฮีตลอด จำได้ว่า เขาแหกแข้งแหกขาได้ เต้นก็สวย แต่ตัวก้ออ้วนอยู่ เต้นในคลับนี่สวยทีเดียว เขาบอกว่า พื้นฐานเขามาจากการเรียนบัลเล่ต์มาเป็น๑๐ปี


พอเข้ามาเล่นโยคะ เราก็แหกแข้งแหกขาแหกหีไม่ค่อยได้ ตามประสาคนหัดใหม่ ซึ่งจะว่าไปพื้นฐานการยืดตัวพวกนี้คงคล้ายๆกันทีเดียว คนเรียนบัลเล่ต์มานานๆกับคนเล่นโยคะนานๆจะมีสิ่งที่เหมือนกัน ( East meets West )

คือ ก้น สวย

เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่เท่าที่เห็นก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่เอาแบบพวกไปเล่นนิดๆหน่อยๆ แล้วเลิกไปหรอกนะ เอาแบบที่เล่นกันทุกๆวันก็ ก้นสวยๆทั้งนั้น

อ้อ ก่อนเล่นโยคะ เรื่องนี้ตลกดี ขอเล่าๆ

ก็รอๆเหี้ยบอยอยู่ เห็นเด็กผู้หญิงสองคนถ่ายรูปเล่นกันใหญ่ก็ว่าแปลกดี ก็เลยหันไปถามระยะ๑ฟุตว่า “โทษนะครับ อายุเท่าไหร่กันหรือครับ ? ” เขาก็ตอบกลับมาว่า ๑๕ กะ๒๑ ค่ะ เราก็หันกลับไปอ่านหนังสือต่อ พักนึงเห็นยังถ่ายอยู่ ก็เลยหันกลับมาคุยใหม่ บอกว่า เราไม่เคยชิน เพียงแต่ว่า รู้ว่าเด็กสมัยนี้ถ่ายรูปกันตลอดเวลา ทุกวัน ยุคพี่ เขาไม่ค่อยถ่ายรูปกันนัก ยกตัวอย่างเช่น ถ่ายรูปเสร็จก็ไปรีวิวว่าไปเที่ยวไหนมา สุดท้ายแล้ว ปาย พัง เพราะคนหวังดีอยากให้คนไปเที่ยว แต่ลืมถามเจ้าของพื้นที่ว่าอยากให้คนมามากมายแค่ไหน

คุยๆไปได้ความว่าเป็นน้องที่โรงเรียน ก็เลยคุยกันยาว แต่คนโต๒๑นั้นจบตรีแล้วที่ บ/ช จุฬาเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็เม้าอะไรกันไปเรื่อยเปื่อยจริงๆนะล่ะ แบบ อาจารย์ อังคณา ยังใส่กระโปรงสั้นๆอยู่ไหม อ.วิจิตรสอนเป็นไงบ้าง อะไรทำนองนี้

เหี้ยบอยมาเห็นเข้าแล้วรีบเรียกไปเล่นโยคะ แม่งบอกว่า “เหี้ยเอ๊ย สมเป็นไอ้ทศจริงๆ” เราบอกว่า “ห่า น้องโรงเรียน แค่น้องเขาหน้าตาน่ารักดีแค่นั้นเอง อะไรของเมิงงงงง” แล้วนึกในใจจะกวนตีนกลับแบบมาตรฐานยอกย้อนของเราว่า “ถ้ามึงเจอและได้รู้จักรุ่นน้องโรงเรียนมึงสวยๆยังไงมึงก็คุย” แต่นึกใจต่อมาได้ว่า มันเรียนเซ็นคาเบียนนี่นา โตมาสวยขึ้นเนี่ย ชิบหายเลยนะนั่น


เมื่อวานก็มีเด็กผู้หญิงคนนึงเข้ามาคุยด้วย ว่า “พี่เอสไอใช่ไหมคะ”น้องเขาหน้าตาน่ารักดี แต่ตัวสูงเกือบๆเท่าเราเลย เป็นน้องคณะ เราจำเขาไม่ได้แต่จำเพื่อนๆเขาได้หลายคนเลย เพราะรุ่น๑๑เราเป็นคนรับ พูดง่ายๆก็คือ เป็นคนสร้างห้องเชียร์ในยุคนั้นขึ้นมาใหม่หลังหายไปหลายปี แต่เปะมันก็เป็นประธานเชียร์ล่ะเน้อ เหอะเหอะ

ก็รู้จักน้องๆเยอะ น้องๆส่วนใหญ่ก็จำเราได้ ก็แน่ล่ะ เราพูดเปิดและปิดเชียร์นี่นา

พอเมื่อคืนเตะบอลก็เจอไอ้นนท์ก็ถามมันว่ารู้จัก ปุ๋มไหม มันก็เล่าๆให้ฟังบอกว่า ประมาณว่าฮาที่สุดในสามโลกเลย ก็เม้ากันหนุกนะ แต่ยังไม่ได้สนิทกันไรนัก คาดว่าคงได้เจอกันอีกบ่อยๆกับคนเหล่านี้ แต่เราจำได้ทั้ง แอม และ เมย์

ปุ๋มโวยว่าแล้วทำไมจำเขาไม่ได้ เอาน่าๆ ถ้าไอ้นนท์ยืนยันว่าฮา เราก้อเชื่อ

แต่บอกตรงๆเวลาเจอน้องๆที่ผ่านผ่านสถานศึกษาเดียวๆกันมา ก็จะรู้สึกอยากคุยด้วย และ มีความรู้สึกที่ดีต่อกันเสมอ แต่ไงดีล่ะ เราเป็นคนไม่บ้าสีนัก ในห้องเชียร์เราสอนให้น้องรักสถาบัน แต่ไม่บ้าสถาบัน บางทีเราก้อนึกถึงที่นั่นเหมือนกัน หลังๆนี่ว้ากเก้อร์บ้าแปลกๆไป จะสอนน้องก็ต้องสอนให้ได้ใจความ เราจำได้ว่า ต้องกำหนดเลยว่าแต่ละวันจะสอนน้องเรื่องอะไร ความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลาอะไรก็ว่ากันไป โอ๊ย แต่พูดเรื่องแบบนี้ไปก็ว่าบ้าพลังซะเปล่าๆ

แต่จำได้จากในละคร เงามรณะ ชอบละครเรื่องนี้มากๆ

ที่ตัวร้ายเป็นรุ่นพี่วิศวะของพระเอก แล้ววันที่พระเอกเข้าทำงานวันแรกบอกว่า “พี่อย่าว้ากผมนะครับ”อะไรแบบนี้มันเรียกว่าแพ้ทางกันอยู่ เรื่องนี้เจหล่อมากๆ

กลับมาที่เรื่องโยคะดีกว่า

สมัยเราอยู่กะHost familyที่North ryde ของเมืองSydney ๖ปีก่อน แมริเอ็ท เจ้าของบ้านเขาน่ารักดี ถ้าไม่ติดว่า ตรงแถวๆนั้นรถเมล์น้อยและการอยู่โฮมเสตย์แพงไป เราคงอยู่นานแสนนาน จะว่าไปตอนนั้นก็อยู่หลายเดือนเหมือนกัน แมริเอ็ทเป็นครูสอนโยคะ อายุ ๕๔(๖ปีที่ก่อน) แต่บอกว่า ๔๐คนก็ต้องเชื่อ ดูสาวๆมากๆ เดินเข้าไปในบ้านแต่แรกเราก็งงๆ ว่าทำไมดูไม่ตรงตามเอกสาร เขาบอกว่า ผลของการเล่นโยคะและเป็นครูโยคะ แต่ตอนนั้นเราไม่สนใจนัก และพอเวลามีปาร์ตี้ที่บ้านเขา พวกลูกศิษย์มากัน ก็ดูหนุ่มๆสาวๆทุกๆคน เวลาเขามีปาร์ตี้ที่อื่นๆ เขาพาเราไปเราก็มักได้พบกับพวกคนเล่นโยคะที่สาวกว่าหนุ่มกว่าวัยเต็มไปหมด อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่เราว่าแปลกดี และจดจำได้แม่น คือ ไงดี พูดให้เห็นภาพที่ชัดคือ เดินเข้าไปในวงคนอายุ๕๐ แล้วเห็นหน้าตาราวกะอายุ๔๐กันหมดอะไรแบบนั้นน่าตกใจไหมล่ะ

อ้อ ๖ปีก่อน ที่จ๊อดสตรีท เราและแมริเอ็ทไปเดินต่อต้านสงครามที่เมกาบุกอิรักด้วยกัน

ผ่านไป๖ปี สงครามยังไม่จบ....อย่าพึ่งนับศพทหาร

แต่เวลานั้นวัยแห่งความสนุก เราก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก เพราะสังขารยังไม่ร่วงโรย เขาก็อยากสอนเราแต่เราก็ขี้เกียจตามประสา วัยนั้นยังไม่เริ่มแก่ด้วย พอตอนนี้เริ่มแก่ง่ายขึ้นแล้ว ผู้หญิงอายุ๒๓ กะผู้หญิงอายุ๒๙ นมก็ยานต่างกันไม่น้อยนะเอ้า เรายังโชคดีที่เป็นตัวผู้

แต่ที่อึ้งและชอบมากๆ จากการอ่านหนังสือของทศ พันธุมเสน (เสรีไทยสายอังกฤษ) เกร็ดนึงที่เราชอบมากๆจากการที่เสรีไทยไปฝึกในอินเดียเพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้ามาทำงานสายลับในไทยนั้นก็คือ การได้ไปอยู่อินเดียนานๆและได้พักผ่อนรอเวลาเข้าไทย พร้อมฝึกโยคะจากถิ่นกำเนิดและอยู่ในที่สวยงามมากๆแบบเมืองดาจิลิ่ง (อังกฤษและฝรั่งเศส สร้างเมืองตากอากาศไว้ในอาณานิคมมากมายบนโลกนี้) คุณ ทศ แกบอกว่า โยคะทำให้สมรรถภาพทางเพศฉกรรจ์เลยทีเดียว ในยุคสงครามคนมีเพศสัมพันธ์และแต่งงานกันมากกว่าภาวะปลอดสงคราม นอกจากโยคะทำให้หนุ่มสาวแล้วยังทำให้เรื่องแบบนี้ดีงั้นเชียวหรือ


(ทุกๆสงครามใหญ่บนโลกนี้เกิดจากปัญหาตกต่ำทางเศรษฐกิจและการแย่งชิงทรัพยากร คุณคิดว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดสงครามโลกหรือไม่?)


แต่เราว่าพวกออกกำลังกายก็แข็งแรงกันในระดับนึงอยู่แล้ว


โธ่ อย่าพึ่งเบ้หน้าเลยพวกคุ้นนนน กินขี้ปี้นอน คือ ธรรมชาติมนุษย์ ไอ้เรื่องมั่งมีอำนาจเงินทองวาสนาแล้วอยากได้ มักมากในกาม กิน เกียรติ มันอยู่คู่สังคมเน่าๆใบนี้

เวชศาสตร์วัยยุวัฒน์คือเรื่องที่เราสนใจมานานแล้ว เราเชื่อว่า โยคะช่วยได้

และแน่นอน หิริโอตตัปปะ ความละอายเกรงกลัวต่อบาปก็เป็นธรรมที่คุ้มครองโลก หากคนเรามีความละอายเกรงกลัวต่อการทำบาปมากๆ สังคมคงสงบสุขดี เมื่อคืนท่านผู้พิพากษาเหี้ยแด๊กพูดว่า เหนือกฏหมายย่อมมีกฏแห่งกรรม

Wednesday, March 25, 2009

Finding Forester

0 comments
Finding Forester

Tuesday, March 24, 2009

1:02:55 AM @รามอินทรา ๙๙


Finding Forester ก็คือ ชื่อหนังเรื่องนึงก็เท่านั้นเอง พอดีเคยถามในพันทิบเมื่อนานแสนนานแล้ว ประมาณเดือนเมษาปี๒๐๐๐ ว่าชื่ออะไร แล้วก็ไม่ได้คำตอบ เพราะอยากหาเก็บ ตอนนั้นพึ่งหัดใช้อินเตอร์เน็ท แล้วก็ได้ขึ้นรถบัสจากซิดนี่ย์ไปเที่ยวเล่นที่เมลเบิ้รน์คนเดียว ระหว่างทางก็มีหนังให้ดู๒เรื่อง เรื่องแรกคือ big daddy แล้วปรากฏว่าน้ำตาแตกคิดถึงพ่อมากๆ พอเรื่องที่สองก็คือก็เรื่องนี้ล่ะ ผ่านมาราวๆ๙ปีพึ่งรู้ชื่อเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อนมาฉายทางHBO เป็นเรื่องที่มีคนสอนให้คนดำเป็นนักเขียน แต่เราก็ไม่ได้ดูในหนนี้หรอก พอดีรีบๆทำอะไรซักอย่างก็เลยปล่อยผ่านๆไป แต่ก็มาจดไว้ในนี้ว่ามีวาบความคิดนี้เข้ามา เรามักชอบหนังเนื้อเรื่องแบบนี้เสมอ การสอนให้รู้หนังสือ การสอนให้ทำในสิ่งที่ตนรัก การสอนให้มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต ทำไมเรื่องแบบนี้มักต้องได้รับการสอน ทักษะการใช้ชีวิตน่าจะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ การมีความอดทนต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น มองให้เห็นแง่ดีของมันแต่อย่ามองแบบหลอกตนเองเกินไปนัก ทุกๆบทเรียนของแต่ละวันย่อมทำให้เราได้รับเรื่องดีดีได้ ฟันผุยังมีบทเรียนเลยคนเรา แล้วทำไมชีวิตประจำวันของคนเราจะไม่มีบทเรียนเล่า จริงไหม?


ตะกี๊โทรไปบอกว่าแฮปปี้เบิ๊ดเดย์น้องแพร๒๔ขวบมา นึกขำๆในใจ ถ้าเมื่อต้นปีที่แล้วน้องเราไม่ตะโกนบอกว่า แกอย่ายุ่งกะพี่ช้าน แกอย่ายุ่งกะเพื่อนฉานนน มันจะเป็นยังไงกันนะ อิอิ ก็ชอบกันมาหลายปีแล้วนี่เนอะ แพรไม่แก่เลย เมษาปี๒๐๐๐อยู่เมลเบิ้ร์นทั้งคู่ซินะ


เมื่อซักครู่ นั่งดูรายการจับเข่าคุย ดูตอนท้ายๆแล้วล่ะ คุณปิงปองดารายุค กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เขามาออก เราเคยอ่านหนังสือเขา เราชอบทีเดียว และที่สำคัญเขาไม่แก่เลย ดูตอนหลังๆจับใจความได้ว่า เขาติดยานอนหลับชนิดนึง แล้วก็ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ มาประมาณ๑๐ปี พอวันนึงก็ต้องการเลิกก็ไปเข้าโรงบาล แล้วก็เลิกมาได้หลายเดือนแล้ว เราเองเมื่อปี๒๐๐๗ก็ชอบใช้ยาแก้แพ้ชนิดนึงเพื่อการนอนหลับเช่นกัน

(ปีนั้น๓๖๕วัน เราใช้ซัก๑๐๐วันได้) (ติดมาจากยูริ เฮ้อ โทษชาวบ้านหรือไง)

พอปีที่แล้วตอนกลางปี เพื่อนคนนึงพูดถึงยาชนิดนี้ว่าส่งผลอะไรบ้าง เราก็พยามหยุดทันที ก็ค่อยๆถอนไป แต่ยาที่เราใช้ก็อ่อนหากเทียบกับพวกยาคลายเครียดหรือยาระงับประสาทหรือยานอนหลับที่แท้จริง คุณปิงปองเขาบอกว่า หมอถามว่าถ้าจะเลิกจะเลือกอะไรระหว่างหักดิบกับไปกินยาอีกชนิดนึงเพื่อคุมมัน เขาเลือกหักดิบ และเขาทำได้สำเร็จ


ปัจจุบันเขาบอกว่า บางวันเขาก็ดื่มเหล้าวันละสองสามแก้ว บุหรี่อีกไม่กี่ตัว คุณสรยุทธก็ถามว่าไม่กลัวว่าจะเป็นการเริ่มต้นกลับไปติดอีกหรือ? เขาบอกว่า หากเทียบกับสมัยก่อนที่เขากินเหล้าวันละเป็นขวดๆ ดูดหรี่วันละเป็นซองๆ เขาว่ามันคือ เรื่องที่โอเค เขาใช้คำว่า อยากดูดก็ดูด อยากดื่มก็ดื่ม คือ เขาอธิบายได้ไม่ชัดนัก แต่เราเข้าใจเลยล่ะ เข้าใจมากๆด้วย คือ คนกินเหล้าหนักๆมานานๆดูดหรี่จัดๆมานานๆ (หน้าไม่แก่นะ) ถ้าทำได้ขนาดนี้ก็คือเยี่ยมยอดเลย เราเองก็คิดว่าตนเองเป็นแบบนั้นล่ะ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนสนิทหักดิบเลิกเหล้าเพราะไปบนไว้กับวัดหลวงพ่อโสธรให้แม่หายป่วยจากมะเร็ง มันเลิกมาจะครบสี่เดือนแล้ว ติดโซดาเปล่าอยู่พักนึง (ฮา) เราก็หันมากินน้อยๆเรียกว่าแทบไม่กินเลย แรกๆก็คิดถึงมาก ไอ้เหล้าเนี่ย แต่ก็กินน้อยๆ ปีนี้ทั้งปีกินมา๑๐หนได้ ๑๑ปีที่ผ่านมา กินเดือนนึง๑๐หนได้มั้ง มีช่วงบวชและช่วงออกจากโรงบาลที่แทบไม่ได้ดื่มเลย รวมกันได้ก็ปีนึงล่ะ เราว่านับได้ว่าประสบความสำเร็จทีเดียว บุหรี่ก็ดูดน้อยลงมากๆ แต่สำหรับเราเรารู้ตัวว่าเราหยุดบุหรี่ได้ปีกว่าแล้วล่ะ เพียงแต่ไม่ได้เลิกขาดเท่านั้นเอง อยากดูดก็ดูด อย่าไปฝืนมันนัก แต่ดูดให้มันน้อยๆ ทุกวันนี้เราคาดว่าเดือนนึงเราดูดไม่เกิน๓ซองแน่ๆ เหล้าก็เช่นกัน อยากดื่มก็ดื่ม แต่อย่าบ้าดื่มมากเกินไป กินเบียร์กะเพื่อนๆจุ๋มจิ๋มๆอย่าไปนับ และเราก็เป็นเรา กินเบียร์แล้วก็ไม่ได้ชอบอะไรนัก กินทีนึงก็ไม่เกิน๑ขวดแน่ๆ แต่ก็นั่งอยู่ในวงได้หลายชั่วโมง


พูดถึงยารักษาอาการบางอย่าง อย่างเราเคยรักษาโรคซึมเศร้าอยู่พักนึง กินยาตัวนึงทุกวันอยู่ครึ่งปีได้(นานหลายปีมากๆแล้ว) เราว่าไม่ดีหรอกของแบบนี้ รักษาด้วยตนเองดีกว่า การรักษาเรื่องพวกนี้มีวิธีไม่กี่อย่าง สมาธิ หรือ ออกกำลังกาย รวมทั้งปลีกตัวออกจากสังคมที่เป็นแบบนั้น วิธีพวกนี้มันหลีกหนีไม่พ้นแน่ๆ คล้ายๆกับอยากอายุยืนก็ต้องกิน อ าหารดีดี อ อกกำลังกายสม่ำเสมอ และ อ ารมณ์ดีเป็นนิจ ๓ อ นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าทำงานหนักไม่ได้นะจ๊ะ คนญี่ปุ่น ทำงานหนัก ดูดบุหรี่จัด กินเหล้าหนัก นอนน้อย แต่กลับเป็นชาติที่อายุขัยโดยเฉลี่ยมากที่สุดในโลก ของแบบนี้ก็พอมีเคล็ดลับอยู่บ้าง การมีสัตว์เลี้ยง การทำสวน ก็ช่วยให้จิตใจสงบได้


กลับมาที่เรื่องหน้าไม่แก่ สกุลไทยฉบับวันนี้ก็มีภาพงานวันเกิดท่านผู้หญิง วิระยา อายุ75 ก็สวยมากๆ ไม่แก่เลย บอกว่า 45 เราว่าคนก็เชื่อกัน ไม่รู้มีเคล็ดลับอะไร ในภาพมีคนข้างหลังคือ นิโคล แอ๊บแบ๊ว อายุซัก37มั้ง และก็มีน้องคนสุดท้องคุณทักษิณคนที่สวยๆซัก 45 ได้มั้ง แต่ท่านผู้หญิงท่านก็ดูไม่ต่างจากพวกนี้เลย อันนี้เราฉงนสงสัยมากๆ


เคยเห็นท่านผู้หญิงหนนึงเมื่อ18มกราปีนี้ ท่านให้เกียรติมาเป็นประธานงานแต่งงานจาว เราก็งงๆ ทำไมดูสาวจังเพราะโดยปกติท่านผู้หญิงมักแก่ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คาดว่าจะอายุ75เชียว ก็คุยกะแม่เรื่องนี้กันใหญ่ เพราะ ถามถึงน้าอุ้ย เพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของแม่ แต่ก่อนมาบ้านเราบ่อยๆ แต่ตอนหลังก็หายๆกันไป น้าอุ้ยเป็นหลานท่านผู้หญิง และยังใช้นามสกุลเดียวกันอยู่ น้าอุ้ยก็ไม่แก่และหน้าตาส้วยสวย บอกว่า40คนก็เชื่อ


แม่ถามว่าลูกเจอน้าอุ้ยเมื่อไหร่นะลูก เราบอกว่า 18มกราปีที่แล้ว แม่งงๆถามว่า “จำได้ละเอียดขนาดนั้นเลยหรือลูก” เราตอบกลับไปว่า “ก็วันนั้นไปเดทแรกในชีวิตกะน้องกุ้งอะแม่ (ฮ่าๆๆ)” แล้วก็คุยต่อไปว่า วันไหนไปหาน้าอุ้ยกันเถอะแม่ แม่ถามว่า จะไปถามหาเคล็ดลับไม่แก่ท่านผู้หญิงหรือไง เราบอกว่า “เปล่า ก็ดีดีกันเถอะ แก่ๆกันแล้ว ไม่เจอมาเป็นปีปีเลยนี่”

คราวก่อนก็เคยรู้จักพี่เพื่อนสวยมากๆ หมวยๆเด็กๆแบบคุณปิงปองนี่ล่ะ อายุ๓๖แต่บอกว่า ๒๖ เราก็เชื่อ

อย่างคุณปิงปอง๓๕ ถ้าเดินถนน คนก็ต้องนึกว่าอายุ๒๕

เพ็ญพักตร์๔๘ บอก ๓๕ ก็น่าเชื่อ

แต่ท่านผู้หญิง ๗๕ แล้วหน้าแบบนี้เป็นไปได้ไง เคล็ดลับคืออะไรเราก็อยากรู้มากๆเลยล่ะ

หรือจะเป็นแบบเบนจามิน บ๊อตต้อนกันนะ

แต่..วันนี้ให้พ่อตัดผมให้ก็เจอผมหงอกตัวเองเยอะเหมือนกันแฮะ

ตอนอายุ๒๗เราก็หนุ่มขึ้นมากๆ ปีที่แล้วก็กลับมาแก่เท่าๆเดิม พอปีนี้๒๙ ก็ต้องลดอายุลดหน้าลดหุ่นลงไปให้เท่าตอนวันเกิดอายุ๒๘ให้ได้ แต่จะว่าไปน้ำหนักก็คงที่มา๕เดือนกว่าๆแล้วนี่นา

อืม ยาวแล้วแฮะ พอดีกั่ว

อ่านหนังสือยามเมื่อลมพัดหวนให้จบเสียทีดีกว่า จะได้ให้กุ้งอ่านต่อ ซื้อมาเมื่อ๑๐มกราเป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง และเรื่องตลกๆก็คือ มิ้มให้ยามเมื่อลมพัดหวนแบบแผ่นมาเมื่อวันที่๑๑มกรา เป็นของขวัญวันเกิดปีนี้ของเรา ทั้งหนังสือทั้งVCDก็วางไว้ข้างๆกันโดยไม่ได้เสพมันเลย กระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแม่จะยื้มอ่านถึงนึกได้ว่ามีอยู่ และเปิดVCDดูกัน ยังแอบเม้ากันอยู่เลยว่ามือถือกระติกน้ำเหมือนมือถือน้าอุ้ยเลย สมัยนั้นเป็นแสนบาทเลยมั้ง ละครเรื่องนี้นานมากๆแล้วจริงๆ นานมากๆตั้งแต่ชีวิตหัดมีความรักครั้งแรก

ไหนดูซิ ยามเมื่อลมพัดหวนจะทำให้ลมพัดหวนได้ไหม


“”””””””””””””””””

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552 ๑๕:๐๔:๐๖ น.

อ่านยามเมื่อลมพัดหวนจบแร้นนนนนนน

แล้วเห็นใน นสพ ผจก วันนี้ กล่าวถึง ลุดหวิก ปราชญ์คนดังของโลกตอนวัย๔๙ก็กลับไปสอนที่เคมบริดจ์ ด้วยหน้าตาราวๆ๓๕ นึกในใจ โห ขนาดนั้นเลย พรุ่งนี้ต้องไปหาหนังสือเขาอ่านหน่อยแล้วล่ะ แล้วก็อืม..ส่งงานได้แล้วใช่ไหม พรุ่งนี้ไปหาข้อมูลในหอกลางจุฬาซักหน่อยดีกั่ว ทำไมเมืองไทยห้องสมุดน้อยและหายากจังฮุ้ ญี่ปุ่นเจริญได้เพราะห้องสมุดชุมชนดีเลิศนะเนี่ย


ครั้งแรกที่อ่านยามเมื่อลมพัดหวนก็ที่ห้องสมุดสาขาของตลาดหลักทรัพย์ที่มาเปิดแถวๆบ้านนี่ล่ะ ปลายๆปี๒๐๐๖ ไว้ดูจบแล้วจะเขียนถึงละกัน


วันนี้รอบดึกกลับบ้านมาเหนื่อยๆ เพื่อนๆแก๊งหนามบาส๓คนชวนกินเหล้าซักแบน ก็กินที่หนามบาสน่ะละ แต่เรามีเงินในกระเป๋า ๕๑ บาท ตอนจ่ายตังก็ขำๆดี ถามเก่งว่า เมียมึงให้เงินใช้วันละเท่าไหร่วะ มันบอกว่า ๑๐๐นึง (เก่งแต่งงานแล้ว) เราบอกไปว่า เออ กูอยากได้มากๆเมียที่แบบให้เงินกูใช้วันละร้อยเนี่ยละ แล้วอยากได้ไรค่อยขอนุยาดเอา เราคิดแบบนี้จริงๆเลยล่ะ แล้วบอกมันว่า กูใช้เงินเก่ง กินเหล้าเก่ง ไอ้เก่งบอกว่า เออดิ มึงกำลังจะกินเหล้าเก่ง(ชื่อมัน) ใช้เงินเก่งซื้อเหล้าด้วย เราแม่งฮากันกร๊าก จะว่าไป เพื่อนคนนี้ก็แปลกดี รู้จักมาซักครึ่งปีได้ รู้สึกว่า กินเหล้าแล้วถูกคอจิงจิ๊งงงงงง ถ้าเป็นปี๒๐๐๗ นับให้เป็นพี่กุ้งที่กินเหล้าแล้วถูกคอที่สุด

ใช้เงิน(ไอ้)เก่ง กินเหล้า(ไอ้)เก่ง ฮ่าๆๆๆ

Friday, March 20, 2009

ฤดูดอกไม้ผลิคือฤดูแห่งความรัก

2 comments
ฤดูดอกไม้ผลิคือฤดูแห่งความรัก

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

๐๓:๔๘:๐๘ น.


ฤดูดอกไม้ผลิคือฤดูแห่งความรักงั้นหรือ?

วันนี้ตื่นมาด้วยอารมณ์แสนสบายใจและมีประโยคแรกในสมองว่าฤดูดอกไม้ผลิคือฤดูแห่งความรัก มีความสุขและเกิดอารมณ์ที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้ว ช่วงนี้อากาศดีแม้ใครๆจะบอกว่าร้อนเหลือเกิน แต่ที่เราชอบมากๆคือ ต้นไม้ที่มีดอกสวยๆพากันแข่งออกดอกสวยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเหลืองปรีดียาธร ชมพูพันธ์ทิพย์ หรือม่วงตะแบก เหลืองราชพฤกษ์ออกกันเต็มถนน ออกกันเต็มเมือง ในหมู่บ้านก็สวยดี แต่แน่ล่ะ อนิจจังทุกขังอนัตตา อีกไม่นานก็จะโรยรา ใดใดในโลกล้วนมีเกิดมีดับ


ในอีเมลจากยะฮูกรุ๊บ เอสไอในญี่ปุ่น ช่วงนี้ทุกคนก็ชวนกันไปดูดอกซากุระกันแถวๆบ้านเก่าๆเรา ช่วงปี๒๐๐๗ เราอยู่ติดสวนโยโยกิเลย สวนกลางใจเมืองโตเกียว ดอกไม้สวยมากๆช่วงนั้นหลังจากใบไม้ร่วงกราวหมดต้น ดอกซากุระสีซีดๆไม่สวยนักแต่เปรียบดั่งสัญลักษณ์แห่งความอบอุ่นและการเริ่มต้นใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง ปีปีนึงเราจะมีโอกาสได้ชื่นชมซะกุระเพียงไม่กี่วันหรอก และแน่นอน ซะกุระในสายตาเราสวยสู้เหลืองปรีดียาธร ชมพูพันธ์ทิพย์ หรือม่วงตะแบก เหลืองราชพฤกษ์ ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


ช่วงปี๒๐๐๗นั้น ดอกไม้สวยๆเราและเจฮีเดินชมกันอย่างมีความสุข บางคราวก็คิดถึงน่าดู ช่วงนั้นก็เป็นฤดูแห่งความรักในใจเราที่สุดหนที่สองในชีวิตเลยทีเดียว แปลกดีเป็นความทรงจำที่แสนประทับใจ

ปีที่แล้ว ช่วงนี้เราก็รู้สึกดีกับความรักผลิดอกอ่อนๆในใจเรา


ส่วนปีนี้ก็เฉยๆไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมปีนี้ วันนี้ เราถึงได้รู้สึกแบบนี้ ตื่นแบบไม่อยากตื่นเลย อยากตกอยู่ในภวังค์แบบนั้นทั้งวัน เมื่อคืนก็ได้นอนตอนง่วงและได้ตื่นในเวลาที่ร่างกายตื่นเอง คนเราถ้าได้นอนในเวลาที่อยากนอนและตื่นเวลาที่อยากตื่นมันดีแบบนี้นี่เอง ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มักบ่นกันว่า นอนในเวลาที่ไม่อยากนอนและต้องตื่นในเวลาที่ไม่อยากตื่น


รอบดึกๆเดินเข้าบ้านก็โทรหามิ้ม บอกว่าพร้อมแล้วที่จะทำงานเต็มสูบซึ่งในใจเราก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ใช้เวลานานพอควรกว่าเราจะเริ่มออกจากโลกทุกข์ๆบ้าๆมาพร้อมได้ขนาดนี้ มิ้มบอกว่าไฮโซมากที่ทศไปหาเช่าสตูดิโอไว้ทำงานศิลปะ เราแม่งฟังแล้วขำ แล้วมิ้มพูดกลับมาอีกว่า เรียกว่า สตูดิโอ หรือ ห้องเชือดดี เราแม่งขำกร๊ากเลย ใช้เป็นที่ทำงานจริงๆเฟร้ยยยย

นี่ก็พึ่งถอดลำโพงชั้นดีที่บ้านออกมาจากผนัง พ่อก็แอบงอนๆ จะเอาลำโพงคู่ล่ะตั้งหลายหมื่นไปใช้สร้างอารมณ์ทำงานศิลปะ ดัดจริตชิบหาย ถามพ่อว่า ปัจจุบันราคาเท่าไหร่ พ่อบอกว่า ราวๆ๗หมื่น เราฟังแล้วตกกะใจ ถามว่าซื้อมาเท่าไหร่ พ่อบอกว่า ซักสองหมื่นห้าได้ (๑๗ปีก่อน)


โธ่ คนเราจะอะไรกันนักหนา กำหนดให้ตนเองอยู่ในที่บรรยากาศดีดีก็จะทำงานได้ดีจริงไหม แอร์เย็นเพลงเพราะ สาวไหนก็เสร็จ สูตรก็มีเท่านี้ล่ะ เฮ้ยยยย สตูดิโอทำงาน หรือ ห้องเชือด ฮ่าๆๆๆ


มีงานหลักและมีงานรอง ก็นับได้ว่าถ้าได้ครบๆสองอย่างนี้ก็ดีกับชีวิตทีเดียวเชียว เงินไม่ต้องพูดถึง เรารักงานทั้งสองนี้มากกว่าตัวเงินนักๆ แต่แน่ละ เมื่อได้เงินเยอะๆน่ะมันดีอยู่แล้ว ถ้าถึงวันที่รับเงินทั้งสองงานนี้จริงๆเราคงสุขล้นหัวใจเลยทีเดียว ขอให้ถึงวันนั้นเสียทีเถอะ แบร่ แบร่ งุงิงุงิ


ยิ่งถ้ามีคนรักดีดีสวยสวยๆ อยู่เคียงข้างด้วยเราคงยิ่งสุขล้น วันนี้ก็แอบมีความสุขอยู่ใช่น้อยนะนี่ อิอิ


วันนี้เจอคนที่มีรสนิยมฟังเพลงคล้ายคลึงกัน ไล้ฟสไตล์รักสุขภาพไม่ต่างกันนักก็นับว่าโชคดีไม่น้อย ยิ่งเป็นเด็กนอกๆแนวคิดไม่ต่างกันนักเรายิ่งมีความสุขเข้าไปอีก แต่ก็อย่าฝันเฟื่องอะไรเกินไป เผื่อใจไว้กับคนสวยบ้าง แต่ก็แอบหวังๆอยู่เหมือนกันว่า อยากเจอทุกวันจัง แต่เดี๋ยวนี้เราเจียมเนื้อเจียมตัวเจียมใจจะตายไป๊ หลงรักข้างเดียวน่ะดีแล้ว แต่คะแนนรวมทางกายภาพสุดยอดเพอร์เฝ็คท์คนนึงเท่าที่เกิดมาเคยเห็นในชีวิตเลย หน้ารูปไข่ ตา คิ้ว จมูก ปาก ไหล่ นม เอว สะโพก ก้น ทำไมมันสวยได้ขนาดนี้ล่ะนี่ เราก้อสงสัยจริงๆนะ ทำบุญมาด้วยอะไรกันน่ะเธอ ยิ่งผิวไม่ขาวนักด้วย นี่ล่ะสะเป๊กเลยยยยย


วันนี้ตอนดึกกลับมาเห็น Cinzano เหลืออยู่หน่อยนึงก็นั่งดูหนังผีสี่แพร่งไป กินไป พ่อกลับมาเห็นกินอยู่ ก็ถามว่าเอามาจากไหน เราก็บอกว่าพวกแก๊งหนามบาสให้มารสชาตไม่ดีเลยไม่มีคนกินเราเลยเอากลับบ้าน พ่อบอกว่า ก้อที่บ้านพ่อก็มีอยู่ในตู้เย็นไง เพื่อนพ่อคนนึงชอบกินไง จำได้ไหม? เราก็อ๋อ ขึ้นมา แล้วก็คุยกันต่ออีกสามชั่วโมง นานมากๆแล้วล่ะที่เราพ่อลูกไม่ได้คุยกันเยอะจัดๆขนาดนี้

ก็ว่าเคยเห็นขวดที่ไหน

แต่โดยปกติเราไม่กินเหล้าในบ้านเลย เรากินนอกบ้านตลอด บ้านแม่เราไม่มีเหล้า พ่อแม่ก็ไม่กิน นานๆทีหนาวๆหน่อยจะเห็นเขาดื่มไวน์กัน ก็แปลกดีที่ทำไมมีลูกขี้เหล้า (ฮา)

วันนี้ตอนตื่น และวันนี้ตอนทุ่มนึง อารมณ์อยู่ในภวังค์เดียวกันเลย อยากให้เป็นแบบนี้ไปอีกนานๆจัง

นอนดีกว่า Be with you Bow with me ฝันเฟื่อง ฝันเฟื่อง

Thursday, March 19, 2009

คิดถึงพี่เม้ง

0 comments
คิดถึงพี่เม้ง

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

๐๒:๑๕:๕๘ น.

วันนี้ตอนกลางคืนทำงานกะแต๊บ ตั๊บ ติ๊บ ไรเสร็จก็ไปเดินเล่นซอยธนิยะกะไอ้นนท์แป๊บๆ แล้วก็ไปร้านพี่ตี่ที่เอกมัย(เขาเป็นครอบครัวตัวตอจริงๆ) ตอนบ่ายๆดัดจริตไปกินคาเฟ่ลาเต้รสเดียวกับที่ครอสทาวเว่อร์ร้านประจำในชิบูย่ะ ก็คือ สะตาบั๊กหลังสวน เมื่อวันจันทร์ดัดจริตกินที่มณเทียรพลาซ่า วันอาทิตย์ดัดจริตกินที่ชาเตรียม กาแฟรสชาติเดียวกันกับที่ญี่ปุ่นและทั้งโลกกระมัง ได้อ่านสัมภาษณ์บัวขาว ในสุดสัปดาห์ คิดถึงภาพพี่เม้งกอดคอกับบัวขาว ในชินโอคุโบะ เห็นอ้อยเข้ามาดูในไฮ๕ ก็คิดถึงญี่ปุ่นจับใจ เปิดทีวีเห็น บิว กัลยานี เพลงใหม่ ก็ทำให้คิดถึง พี่เอียดและพี่เม้งสุดๆ ฟังพี่เอียดร้องขอนไม้เป็นประจำที่ชินจูกุ ฟังเพลงแล้วอยากร้องไห้เลย อยากไปอยู่ญี่ปุ่นจัง คุยกะไอ้นนท์ ไอ้นนท์พูดไรไม่รู้ออกมาบอกว่าไอจัง เราตอบกลับไปว่า “คิดถึงไอจัง” วันนี้โทรหาเหี้ยนินแต่ลืมเล่าเรื่องสำคัญไป ไว้พรุ่งนี้โทรหาใหม่ เหี้ยนินกวนตีนดีบอกว่า น้องเขาจะมีความสุขมาเดินสวนสาธารณะกะมึงแล้วนอนอยู่บ้านอ่านหนังสือหรือไง นู่น น้องเขาต้องไปหัดขับSLKนู่น ป่านนี้ตีนเหยียบคันเร่งถึงแล้ว เราก็คิดน่ะละ มันธุระของเราที่ไหน เรื่องชาวบ้านอย่าไปเสือก

หลายปีผ่านไปคนเราก็เปลี่ยนกันได้ แค่ผัวน้องเขาไปนั่งเล้าประจำๆ อย่าไปห่วงเลย

พอดีกว่า วันไหนมีเงิน ก็ติดสอยห้อยตาม พี่ตี่ น้องแต๊บ น้องติ๊บ น้องตั๊บ ไปญี่ปุ่นคงดี

Sunday, March 15, 2009

ที่สวยยังกะนางสาวไทย

0 comments
ที่สวยยังกะนางสาวไทย

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

๑๒:๒๐:๐๗ น.

เก้ๆกังๆอากาศร้อนๆ หงุดหงิดๆ

วันนี้ตื่นมา๑๐โมง อารมณ์บูดๆ แต่นอนเร็วมากๆเที่ยงคืนกว่าๆ อดนอนมาหลายวัน เมื่อคืนฝันร้าย ฝันได้แปลกๆดี แต่ก่อนนอนอารมณ์บูดๆกว่านั้นอีก ก็บอกตนเองมานานพอควรแล้วว่าจะไม่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่นั่นล่ะ เดี๋ยวมันก็ผ่านๆไป เรื่องโง่ๆเรามีเยอะๆบ่อยๆ ไม่รู้จักจดจำซะที ทำอะไรผิดพลาดอยู่เรื่อย

เข้าเรื่องดีกว่า เมื่อวานไปซื้อหนังสือมา ซื้อมาเยอะมากๆ เพราะเจ้านายบอกว่าเอามาเบิกได้ เป็นร้านหนังสือที่ชอบมากๆ เดี๋ยวกลับมาเรื่องนี้ละกัน


เอาเรื่อง ที่สวยยังกะนางสาวไทยก่อนดีกว่า


ตอนปี ๒๐๐๕ เราไปปราณบุรีบ่อยๆ มีวันนึงเพื่อนชื่อพัดมาถามเราว่า ต้องการที่ที่ปราณบุรีไหม ที่สวยยังกะนางสาวไทย (อาม่ามันบัญญัติคำนี้) ราคาดีนะ ๒๒ไร่ จำได้เลย (แต่ไม่มีเงินหรอก) ตั้งแต่นั้นเวลาเจอที่สวยๆก็ชอบนึกถึงคำนี้ล่ะ ที่สวยยังกะนางสาวไทยที่สวยยังกะนางสาวไทยที่สวยยังกะนางสาวไทย



เมื่อวานไปเจอที่มาแปลงนึง สวยมากๆ สวยสุดในชีวิตเท่าที่ดูมาเลย ไปยืนนิ่งๆอยู่นานเลยล่ะ คิดเลยว่า นี่ล่ะ เรือนหอต้องอยู่ตรงนี้ และยังมีเวลาอีกหลายปีเพื่อเก็บเงินซื้อที่แปลงแถวๆนี้ให้ได้ แต่เราไม่อยากย้ายบ้านหรอกนะ เพราะแม้ว่าบ้านจะเก่าหรือโทรมแค่ไหน ชุมชนแห่งนี้เราก็มีความสุขดี เรามีเพื่อนเยอะ ยายเราก็มีเพื่อนเยอะ ไอ้การไปเปลี่ยนแปลงอะไรคนแก่มันไม่ดีหรอก มันคือวิถีชีวิตเขา

เคยดูโฆษณาโนเบิ้ลกันไหม? ที่ลูกกลับมาจากเมืองนอกแล้วย้ายพ่อแม่ไปอยู่คอนโดแล้วพ่อแม่เฉา สุดท้ายก็ต้องไปหาที่แปลงใหม่มาปลูกบ้านแบบเดิมๆ เพื่อให้คนแก่คงรูปแบบวิถีชีวิตไว้ เรื่องแบบนี้ก็สะท้อนใจ


ย้อนไปเมื่อวันพุธ๒สัปดาห์ก่อน เราไปที่หมู่บ้าน๒แห่งในวันเดียวกันเลย ไม่กี่วันต่อมาก็มีข่าวจับแก๊งหมูบิน เพราะไปปล้นบ้านเศรษฐีในสองหมู่บ้านนี้ ตอนวนเข้าไปในหมู่บ้านนั้นก็แปลกใจแต่แรกแล้วว่า ทำไมมีตำรวจหน้าซอยนั่งอยู่ในป้อมหน้าหมู่บ้านด้วย เราก็ยังไม่เข้าใจว่า บ้านที่โดนปล้นทำไมเก็บเงินสดๆสกุลเงินต่างประเทศไว้ในบ้านมากขนาดนั้น เผื่อหนีออกนอกประเทศหรือไง

๒หมู่บ้านนี้ก็เหมือนกัน คือ ต้นไม้เยอะๆ บ้านหลังโตๆ แต่ธารารมณ์นั้นจะไม่ใหญ่นัก ไม่ค่อยเกินไร่นึง

บ้านอยู่สบายๆต้องมีต้นไม้เยอะๆ แต่พอต้นไม้เยอะๆ โจรก็ปล้นบ้านง่ายน่ะล่ะ ของแบบนี้ก็เดากันได้ไม่ยากหรอก

คือ ถ้าเราขับรถผ่านที่ไหนแล้วเวลามีพอก็มักเข้าไปดูที่ นี่ก็ปกติของชีวิต อ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจเขาก็ขายที่กันทุกวัน ก็อ่านสือพิมพ์เป็นปกติ ก็ชอบแหละ ยายเราก็ชอบที่ดิน แต่ยายก็เป็นข้าราชการธรรมดา ก็ไม่ได้มีเงินไปซื้อที่อะไรมากมายนัก วันก่อนผ่านไปแถวๆบ้านยุดแถวๆราษฏร์บูรณะ ไปตอนที่ป๊ามันเข้าโรงบาลยังนึกถึงที่แปลงนั้นแถวๆบ้านมันอยู่เลย ว่า แต่ก่อนตอนเด็กๆมาดูที่ ก็โคตรไกลเลย ไม่น่าสร้างบ้านพักอาศัยอยู่เลย มีแต่โรงงานเต็มไปหมด เวลาผ่านไป อะไรๆก็ใกล้ๆ ขึ้นทางด่วนไปแป๊บๆ ก็ถึงแล้ว ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสมก็คงต้องจัดการกับที่ดินผืนนั้น


ยุคสมัยมันก็ผ่านไป ถ้ายายทำมาค้าขายแบบพี่น้องคนจีนคนอื่นๆป่านนี้คงรวยกันน่าดูเพราะยายชอบซื้อที่ดิน แต่สมัยก่อนรับราชการมีเกียรติและสถานภาพสูงกว่าคนค้าขายมากทีเดียว สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยงก็เห็นได้ว่าจริง พึ่งมาซักไม่กี่ปีนี้เองที่โครงสร้างสังคมไทยเปลี่ยนไปมากๆ (ไม่งั้น คมช จะปฏิวัติหรือ?)


เมื่อวันเสาร์ไปงานแต่งงานลูกเพื่อนพ่อ (เจอเพื่อนๆพ่อเยอะเลย) ก็ถามพ่อว่า พ่อหน้าตาจีนขนาดนี้ สมัยอยู่โรงเรียนประจำของลูกเจ้าขุนมูลนาย(วชิราวุธ) พ่อไม่โดนแกล้งน่าดูหรอ พ่อบอกว่าโอ๊ย โดนมาแต่เด็กจนโตเลย เพื่อนคนอื่นๆที่หน้าจีนๆก็มักโดนแกล้งกัน แต่ไงดี เด็กผู้ชายโรงเรียนประจำแกล้งกันไม่ได้แปลกอะไร มันก็ปกติ ยังไงก็มีมิตรภาพแบบผู้ชายอยู่

เคยถามยายเช่นกันว่า สมัยยายเรียนจุฬาเมื่อ๖๐กว่าปีก่อน คนหน้าตาจีนแบบยายไม่แปลกหรือ ยายบอกว่าแปลกซิ แต่เราก้อไม่ได้คิดว่าเป็นคนจีนอะไร คิดว่าเป็นคนใต้เป็นคนไทย คิดว่าเป็นลูกเป็นหลานคนจีนมากกว่า

(พ่อกับยายตาชั้นเดียวและตัวขาวจั๊วะทั้งคู่ ต่างกับเราที่ตาสองชั้นและตัวดำ)


กลับมาเรื่อง ที่สวยๆ ก่อน เราก็จะมีองค์ประกอบของที่ที่เราชอบนะ เช่นมีทะเลสาบอยู่ติดกับที่ไหม มีตลาดซื้อของได้ง่ายไหม ลมเย็นไหม รถติดมากแค่ไหน ต้นไม้ในหมู่บ้านโตมากขนาดไหน มีสโมสรหรือไม่ อีกหน่อยจะมีระบบขนส่งมวลชนผ่านหรือไม่ ลึกจากถนนใหญ่กี่เมตร(เราชอบให้ลึกหน่อย เพราะเบื่อเสียงดัง)อนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของชุมชนมากไหม และ ฯลฯ

(ฟังดูทั้งหมดแล้ว จะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถซื้อบ้านจัดสรรสมัยใหม่ได้เลย เพราะ องค์ประกอบเหล่านี้แทบไม่มีเลยหรือถ้ามีก็แพงอย่างไม่สมเหตุสมผล)

คือ ไงดี เราเองก็โตมาในหมู่บ้านที่มีสนามเด็กเล่น มีสนามบาส สนามเทนนิส มีสระว่ายน้ำ มีขอดแบ่ท มีสวนสาธารณะกทม หน้าปากซอย เราขี่จักรยานเล่นไปได้ไกลแสนไกล และก็ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกพวกนี้เต็มที่เลยด้วย ก็เลยชินเข้าไปในนิสัย และก็อยากให้ลูกเราโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ต่างกับเรานัก

(การเล่นเป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก การทำงานเป็นการส่งเสริมวุฒิภาวะของผู้ใหญ่)


แต่ข้อแย่ก็คือ ปัจจุบันหมู่บ้านนี้คนมาขายของมากไป เลอะเทอะไปหมดแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวก็คือ ย้ายหนี แต่น้องเราก็ไม่เหมือนเรา เป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่มีเพื่อนแถวๆบ้าน และไม่ออกกำลังกายเลย


เรื่องที่ที่จะเอาไว้ปลูกบ้านปลูกเรือนหอก็เรื่องมากไม่แพ้หาแฟนซักคนน่ะล่ะ (ฮา) แต่ถ้าเจอถูกใจเราก็ไม่เรื่องมากหรอก ยอมได้ทุกๆเรื่องน่ะละ

เข้าเรื่องดีกว่า บ่ายโมงแล้ว ต้องไปอ่านหนังสือเตรียมข้อมูลมากๆหน่อย เรียกว่าไรดี ต้องพรีเซ้นท์งานหรอ ฟังดูดัดจริตจังหว่า

เมื่อวานไปร้านหนังสือในซอยสุขุมวิท๒๙ ร้านดีมากๆ ร้านเล็กๆเอง ซักไม่เกิน๑๐๐ตารางเมตร แต่ว่า มีหนังสือเยอะมากๆ เป็นหนังสือที่อยู่ในข่ายที่เราสนใจน่ะละ ค่อนข้างเฉพาะทาง เราชอบร้านหนังสือเล็กๆที่อบอุ่นมากกว่าร้านใหญ่ๆ เราก็เลยดูอยู่นาน ซักสองชั่วโมงได้ (ตั้งแต่แปดโมงถึงสิบโมง) คนขายอัธยาศัยดีมากๆ และถามอะไรก็รู้

(B2S ไม่ว่าสาขาไหน ถามอะไรก็ไม่เคยรู้เรื่อง แล้วจะเปิดร้านหนังสือไปทำไม คล้ายๆพวกซึทาย่าที่ถามอะไรก็ไม่ค่อยรู้ (คนขายหนังสือไม่รู้เรื่องหนังสือ คนขายหนังไม่รู้เรื่องหนัง )ให้ความรู้สึกเหมือนพวกโชว์รูมรถที่มีเพียงหัวหน้าช่างเท่านั้นที่วินิจฉัยโรคได้ ส่วนช่างที่เหลือมีหน้าที่ในการปฏิบัติการเท่านั้น)

เราได้ทำสิ่งที่เกิดมาในชีวิตไม่เคยทำเลย นั่นก็คือ ทักทายคนที่พยามจะซื้อหนังสือเล่มนึง เขาถามข้อมูลจากคนขาย เราก็ช่วยๆอธิบายอะไรนิดหน่อย และก็คุยกันนิดหน่อย สุดท้ายก็แลกอีเมลมา คือ เรื่องฟังดูก็ไม่แปลกอะไรหรอก แต่ถ้าคนที่เข้าร้านหนังสือเป็นประจำแบบเรา เดือนนึงร่วมๆ๑๐ครั้งมาทั้งชีวิต และไม่เคยทักใครเลย มันแปลกไหม แต่อาจเพราะในชีวิตไม่ค่อยได้เจอคนหน้าตาดีในร้านหนังสือหรอก แต่ก็คิดนะว่า อยากเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน เมื่อวานเราก็ว่าเขาหน้าตาน่ารักดี แต่เขาบอกว่าเขาอายุมากกว่าเราแฮะ เรางงๆ หน้าตายังไม่แก่เลย


เรื่องแปลกๆพอๆกับที่เราไปเที่ยวกลางคืนบ่อยๆ แต่เราแทบไม่เคยขอเบอร์พวกผู้หญิงเหล่านั้นเลยทั้งๆที่ที่พวกนี้เขาไว้ให้ไปหาคู่ซินะ และคนสวยๆก้อเยอะแยะ แต่เราก็มักปิดกั้นตนเองกับคนพวกนี้เสมอ ไม่รู้เป็นเหี้ยไรนักหนา


พอตอนกลางคืนซักสามทุ่มเศษๆ เวลาต่างกับตอนเช้า๑๑ชั่วโมงโดยประมาณ เมื่อวานก็ทำอะไรแบบนี้อีก ก็สบตาผู้หญิงคนนึงมานานแล้ว เคยเห็นกันซัก๗ครั้งได้ เมื่อวานคึกจัดก็เลยเข้าไปคุยด้วย สวยสุดๆไปเลยคนนี้ เสียดายว่าคุยแล้วอายุน้อยกว่าที่คิด เลยไม่อยากจะจีบหรอก(๒๒เอง) จีบไปก็คงไม่ติดหรอก เขาสวยเหลือเกิน เราช่างไม่หล่อเลย


เมื่อวานตอนทุ่มนึงภัคโทรมา(มั้ง) ใครไม่รู้ล่ะจากต่างประเทศ ภัคโทรมาหลายหนแล้ว เราก็รับไม่ทันและไม่เคยโทรกลับด้วย เขาคงอยากขอบคุณเราบางเรื่องล่ะมั้ง แต่เราก็คิดอะไรไม่ออกอยู่ดี เมื่อวานก่อนที่ไปหาป๊ายุดที่โรงบาล ขึ้นทางด่วนขั้นที่๒ไป มองจากสะพานพระราม๙ไปเห็นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ก็ยังคิดถึงอยู่(คิดถึงมาก) เราไม่ค่อยได้ผ่านไปแถวๆนั้นบ่อยหรอก ไปหนสุดท้ายแถวๆนั้นก็ไปถ่ายรูปกัน จำได้เลย เมื่อเดือนตุลา ตีสามคืนวันเสาร์(เช้าวันอาทิตย์) ไปถ่ายรูปอยู่นานกับภัค สะพานก็สวยดี แล้วดึกๆคืนวันอาทิตย์ภัคก็บินไปชิคาโก้ พูดประโยคที่เราคงจดจำได้ทั้งชีวิต



ตอนนี้สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมไม่สวยแล้วเพราะทำไฟเป็นพวกสะพานแบบในเมืองจีน ทำไมไม่ทำแสงสีเหลืองๆคลาสสิคๆ ดันไปเอาสีเขียวๆม่วงๆแดงๆมาใส่ ไม่คลาสสิคเลย


กรี๊ดบ่ายครึ่งแล้ว อ่านหนังสือเตรียมตัวได้แล้ว พอพอพอ


อ้อ เมื่อวันจันทร์ไปงานศพพ่อยุด เจอแอนนี่ด้วย แอนนี่เพื่อนสนิทสุดๆของนา ไม่เจอกันมาหลายปีแล้วตั้งแต่เราเลิกกะนาไป โลกมันกลมดี แอนนี่เป็นเพื่อนสนิทของนาสมัยมหาลัย และเป็นเพื่อนสนิทกะพี่สาวไอ้ยุดสมัยมัธยม แอนนี่ดูดวงได้ ก็เลยให้ดู ไม่น่าเชื่อ!! แอนนี่บอกว่า เรามีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเราคาดเดาจากสเกลเส้นลายมือตนเองก็ต้องช่วงนี้ล่ะ และในอนาคตก็ยังต้องไปอยู่ต่างประเทศอีกนาน แต่สุดท้ายก็กลับมาตายในไทย ก็คล้ายๆกับที่เราคิดไว้จริงๆน่ะละ


สรุปแล้ว เรื่องบางเรื่องก็โง่ซ้ำโง่ซากได้เสมอ

.................................................


วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

๒๒:๓๙:๐๖ น.

เหนื๊อยเหนื่อย เดี๋ยวนี้บังคับตนเองให้ตื่นเช้าหลายๆวัน จริงๆไม่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ก็ได้ แต่ก็บ้าๆบอๆ

..................................................

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2552

๐๑:๔๓:๑๙ น.

เมื่อคืนพฤหัส คุยโทสับกับยุดนานจนไม่ได้มาเขียนบล๊อกต่อเลยนี่นา

วันนี้มีเรื่องน่ายินดีเรื่องนึงก็คือ กลับมาบ้านตอนสี่ทุ่มได้ออกไปหาเพื่อนๆแถวๆบ้านนี่ล่ะ มันก็นั่งประจำตรงร้านน้ำตรงข้ามสนามบาส ก็เลยคุยด้วย เพื่อนรักมากๆคนนึงพูดขึ้นมาว่าพึ่งไปสมัครงานที่บริษัทเพื่อนพ่อเรามาเอง เราฟังอยู่พักนึง เพราะ ไม่คิดว่า มันจะอยากทำงานบริษัทนี้ เพราะตอนไปขอนแก่นกัน มันก็ต้องรีบบินกลับมาสัมภาษณ์งานที่บริษัทนึงแต่นอกอุตสาหกรรมที่มันเชี่ยวชาญอยู่ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่รับ

เพื่อนเป็นคนเก่ง เข้ากับคนเก่ง(เลิศเลย) เรียกว่าไม่มีอะไรด่างพร้อยเลย ตอนแรกๆบริษัทสุดแสนมั่นคงปิดกิจการ เพื่อนพักอยู่พักนึง พร้อมกับบอกตนเองว่าต้องออกจากอุตสาหกรรมนี้แล้ว(เราเห็นด้วย) แรกๆเลือกงานใหม่ หลังๆงานอะไรก็ได้ แต่สภาวะเศรษฐกิจก็แย่ลง งานก็หายากขึ้น และมันก็มีความตั้งใจเลยว่าจะทำงานประจำไปตลอดชีวิต คราวนี้ก็เป็นโอกาสอันดีมากๆ ที่เราจะได้ตอบแทนเพื่อน ให้พ่อเราพาไปเลย เพราะตอนเราไปออสเตรเลีย น้องเราก็ได้เพื่อนเราคนนี้ล่ะคอยดูแลที่มหาลัย และ ทางเดินก็แปลกดี เรียนคณะเดียวกันเอกเดียวกัน ตอนนี้น้องเราก็ทำงานในวงการแบบที่เพื่อนเราเคยทำ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เองก็พึ่งคุยกับพ่อเองล่ะว่า น้องเราควรไปทำงานที่มั่นคงกว่านี้ได้แล้ว แต่มันยังคิดไม่ได้หรอก ของแบบนี้ก็แปลก เราบอกเพื่อนได้ ช่วยเพื่อนได้ แต่กับน้องตนเองพูดไปมันก็ไม่เชื่อ ไม่ได้น้อยใจอะไร แต่เป็นห่วงน้อง

ทางเดินชีวิตในสายอาชีพก็เป็นเรื่องสำคัญ สำคัญกว่าที่สวยๆของเรือนหออีก แต่แน่ล่ะที่สำคัญที่สุดความหมายของคำว่าบ้านจะสำเร็จด้วยดีก็คำว่าแม่บ้านน่ะล่ะ คือ แม่ของบ้าน บ้านจะอบอุ่นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับภรรยาที่เราต้องหามาเข้าบ้าน

อาชีพก็ยากแล้ว(หาใหม่ได้ตลอด) เรือนหอยากกว่า(หาใหม่ได้ตลอด) แต่ยากสุดก็คือภรรยา(หาใหม่ได้ถ้าไม่คิดถึงสภาพจิตใจลูก)

เราเองก็อยากมีชีวิตแบบคนปกติน่ะล่ะ สมบูรณ์และสมดุลไปทั้งชีวิตการงาน ชีวิตส่วนตัว และชีวิตครอบครัว ทุกวันนี้เราแน่ใจว่าเราดูแลได้ดีมากๆเทียบกับคนในวัยเดียวกันคือ เรื่อง ชีวิตส่วนตัว และชีวิตครอบครัว แต่ชีวิตการงานนั้นซิ ไม่ดีเลย ต้องตั้งหลักให้ได้ดีกว่านี้ให้จงได้


และโอกาสทองที่สุดด้านงานในชีวิตก็มาถึงแล้ว

วันศุกร์มิ้มโทรมาบอกอยากจะกรี๊ดสลบ งานเข้าๆๆๆๆๆๆๆ ผลก็คือ เมื่อวานก็ไปซื้อปริ๊นเต้อร์มา วันนี้ก็ได้ฮ้าดดิ๊ดไว้เก็บข้อมูลจากไอ้นนท์(ซื้อต่อมันไว้นานแล้ว ยังติดเงินไว้อยู่เลย ฮ่าๆๆ) และก้อไปหาที่ทำสตูดิโอ สมาธิดีดีไว้ทำงานได้แล้วล่ะจ้ะ ค่าเช่าถูกมากๆ เรียกว่าต้องทุ่มสุดตัวเลยล่ะ

นี่ลงทุนเยอะมากๆเลย เป็นหมื่นบาทแน่ะ คนอื่นคงน้อยแต่สำหรับเราเราว่าเยอะมากๆเลย เงินหมื่นสำหรับเราภาวะนี้ก็เรียกว่าใช้เงินเยอะมากๆ

ไปเดอะมอลล์มา๒วัน(๑๐๐วันพันปีจะไปซักหน) นึกไปก็มีเรื่องตลกดี จอดรถเสร็จเดินเข้าห้างหน้าจุ่มแซบฮัท เมื่อวานเจอน้องเมย์ ไม่เจอกันนานมากๆๆๆ จำได้ว่าตอนวาเลนไทน์ปีที่แล้วว่างสี่ชั่วโมงก็เลยพาเมย์ไปกินข้าวร้านประจำเราในชิบูย่ะ ตอนเมย์ไปเที่ยวโตเกียว กินเสร็จเดินไปซื้อสบู่ให้กุ้ง อันนี้จำได้เลย ฝากเมย์มาให้กุ้ง เรื่องแปลกอีกเรื่องก็คือ ตอนไปจีนปีที่แล้ว ก็ยิ้มกล้องดิจิต้อลเมย์ไป แล้วก็ยืมกล้องฟีมกุ้งไป กร๊ากกกก เรื่องกล้องนี้ขำจะแย่ แต่กุ้งไม่ขำหรอก

คุยกันนิดหน่อยก็รีบๆเดินไปซื้อปริ๊นเตอร์ที่ตะวันนา ซื้อเร็วมากๆ ไม่เกินห้านาที ผ่านมาจะสองวันแล้วยังไม่ได้แกะเลยแฮะ จะยุ่งไรนักหนาวะกู

พอวันนี้ไปโอนเงินให้เพื่อน หน้าจุ่มแซบฮัทอีก เจอไอ้แป๊ะซะงั้น ไอ้แป๊ะถามว่าไม่ไปร้านมันบ้างวะ(สละโสด) เราตอบกลับไปว่า ไกลบ้านกูจังเลยนะ ฮ่าๆๆ บ้านเราๆอยู่แถวๆนี้เจอกันแถวๆนี้น่ะถูกแล้ว

วันนี้ไปกลับจตุจักรไปช่วยนนท์ขายของแลกกับเงินไม่กี่ร้อยบาทเสียค่าน้ำมันไปนิดหน่อย แต่ที่แย่คือเสียเวลาในรถไปสามชั่วโมง รถติดสัดๆหมาๆทั้งกลางวันและตอนค่ำ ไม่น่างกเงินเล้ยยยยกู


แต่สละโสด เราชอบนะ สาวๆเด็กๆ แจ่มมมมม


เฮ้ยๆ นอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปงานเผาพ่อยุด ไปฉันเพลลลลล


ไปดูคอนโดด้วยอยู่เยื้องๆวัดสุทธิเลย คอนโดวิวดีมากๆ เป็น Octagonal Shape แบบที่เราชอบที่โอไดบะเลยล่ะ ติดน้ำเลย ไว้ไปดูมาแล้วจะมาเล่าให้บล๊อกฟัง ซักวันมีเงินอาจซื้อโครงการนี้ก็ได้ใครจะรู้ วันก่อนไปถึงเขาปิดออฟฟิซแล้วซะงั้น เดินผ่านไปก็ดูซะ นานๆจะไปที แถวนั้น

(คอนโดนี้สวยยังกะนางสาวไทย อยากชวนนางสาวไทยมาดูด้วยกันจัง ฮา ฮา ฮา)

...............

Monday, March 09, 2009

ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัว

0 comments
ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัว

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

๐๓:๐๑:๐๑ น.

หัวข้อวันนี้น่ากลัวไหม น่ากลัวซินะ พอดีวันนี้นั่งอยู่ในรถผู้หญิงคนหนึ่งตอนสี่ทุ่มนิดๆตอนเขามาส่งเราที่บ้าน

(ตั้งชื่อว่านางสาวAละกัน เป็นชื่อสมมติ)

(เรายกให้เป็นคนสวยติด Top5 ในชีวิตเลย พอดีวันนี้ได้รู้จักกัน อีกหน่อยอาจได้รักกัน)

ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังเป็นชื่อ ยุด ก็รับเลย ไม่ได้คุยกันมานานพอควร เราไม่โทรหายุด ยุดไม่โทรหาเรามาซักเดือนนึงกันแล้วมั้ง ทั้งๆที่สนิทกันมากๆ


ยุดบอกว่า “ป๊าจะตายแล้วว่ะพี่” เราถามว่า “อยู่โรงบาลไหน เดี๋ยวกูไปหา” เราไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก แต่เราก็เป็นเราไปเพื่อบอกให้รู้ว่า เฮ้ย กูอยู่ตรงนี้ ข้างๆมึงมีกูเสมอนะ


แต่เมื่อไม่นานมานี้มันเข้าโรงบาลเราไม่ไปเยี่ยม มันเป็นไข้เลือดออกในช่วงที่สภาวะจิตใจเราแย่มากๆ จริงๆแย่มาร่วมเดือนแล้ว เราป่วยมาเป็นระยะ พึ่งทำใจได้เมื่อวันเสาร์นี้เอง ไม่เกี่ยวกับผู้หญิงเลยด้วย เป็นเรื่องส่วนตัวของเราเองนี่ล่ะ เรากลุ้มมากๆ และก็ไม่ได้บอกใคร แต่ร่างกายและจิตใจแย่มากๆ


ตอนยุดเข้าโรงบาลเก่งก็เข้าโรงบาล เราก็ไม่ไปเยี่ยมทั้งเก่งและยุตม์ ยิ่งเราไม่อธิบายผู้คนว่าเรามีเรื่องไม่สบายใจ ไม่อยากออกไปไหน คนก็ยิ่งไม่เข้าใจเรา และก็แปลกนะเราไม่ค่อยมีอารมณ์อยากปรึกษาใครนัก


พ่อแม่ก็เห็นว่าเราเป็นมากและจะพาเราไปพบจิตแพทย์แล้ว(ก็พี่เรานี่ล่ะ) เรามีพี่ลูกลุงเป็นหมอ๓คน คนกลางนิสัยขี้เมาแบบเรา เมาแล้วเดินลงน้ำตกหายไปหลายปีก่อน คนโตเป็นจิตแพทย์ชื่อดัง ส่วนคนเล็กชื่อไม่ดังแต่หน้าตาสวยเปลี่ยนนามสกุลธรรมดาๆของเราไปใช้นามสกุลดัง(ชินวัตร)


ป่วยแบบซึมเศร้า จะมีอาการดังนี้ ใครป่วยก็ลองเช็คดูนะ พอดีวันนี้อ่านเจอ เรามีคุณสมบัติครบเกือบทุกข้อมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป(ฮา) ย้ำนะว่าไม่มีปัญหากับผู้หญิงคนไหนแม้แต่น้อย

๑ ไม่สามารถทำงานได้ หรือทำกิจวัตรประจำวันได้
๒ ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบมาก
๓ เข้ากับคนที่เคยสนิทด้วยได้ลำบาก
๔ ไม่สนใจกามารมณ์
๕ นอนไม่ดีและตื่นแต่มืด
๖ อ่อนเพลียอยู่เสมอ
๗ กังวลหงุดหงิดกระสับกระส่าย
๘ กินมากหรือดื่มเหล้ามาก หรือ เสพยา
๙ เบื่ออาหาร
๑๐ รู้สึกไร้ค่า
๑๑ ขาดความสนใจในหน้าตาของตนเอง
๑๒ ไม่สามารถตัดสินใจได้
๑๓ ขี้ลืมและไม่มีสมาธิ เกิดความรู้สึกผิดตลอดเวลา

สาเหตุของเราเกิดจาก เหตุการณ์เครียดๆและปัญหาที่แก้ไม่ตก


แต่เราก็ทราบวิธีแก้นะ จะไม่กินยาด้วย เมื่อหลายปีก่อน กินยาอยู่ครึ่งปี ไม่ค่อยชอบหรอก กินยาแล้วต้องกินนาน เราควรรักษาด้วยตนเอง เหตุเกิดที่จิตก็ต้องพยามแก้เองล่ะ

อ้อ ข้อ๘ไม่เป็น ไม่เสพยา

และคิดว่า เลยจุดดิ่งสุดของอารมณ์ไปแล้วด้วย วันเสาร์ที่ผ่านมาคิดวิธีแก้ปัญหาได้แล้ว และจะเดินไปทางนั้น

ป๊ายุดไม่สบายมาเกือบครบ๓ปีแล้ว สงสารมันเหมือนกัน ภาระหนัก กิจการครอบครัว เป็นลูกชายคนเดียวก็ลำบากเหมือนกัน เราก็ให้กำลังใจกันมาโดยตลอด ยังดีว่าภาวะการเงินไม่หนักนัก แต่เราซิ เหอะๆ


แม่มักบอกว่า อย่าแบกโลกไว้คนเดียวนะลูก


แต่ช่วงหลายวันมานี้ ตั้งแต่วันวันพุธที่แล้วได้ เราเริ่มดีขึ้น พ่อแม่เราก็มีความสุขมากขึ้น เรากลับบ้านมาเห็นคุยกันกุ๊กกิ๊กๆกันบ่อยๆ ดูน่ารักดี เราไม่เห็นภาพแบบนี้มานานแล้ว พึ่งได้เห็นช่วง๑๐วันนี้ล่ะ อยากให้เป็นเช่นนี้ตลอดไป

เราก็เพียงอดทนหน่อย ปัญหาทุกๆอย่างจะค่อยๆลุล่วงไป ช่วงประมาณ๒ปีครึ่งที่ผ่านมา บทเรียนชีวิตเรื่องนึงก็คือ ต้องอดทน เพื่อรอคอยเวลาที่เหมาะสม ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆไวไวเหมือนหยอดเหรียญตู้โค้กแล้วได้โค้กหรอก

การที่พ่อและแม่เรายังแข็งแรงขนาดนี้ เทียบกับพ่อแม่ชาวบ้านนับได้ว่าประเสริฐของชีวิตผู้ชายวันใกล้๓๐แล้วล่ะ


เมื่อเช้าพ่อพายายไปหาหมอ หมอสั่งลดยาลงครึ่งนึงแล้ว ยายเราก็เริ่มอาการดีขึ้นแล้ว(โรคคนแก่ปกติ) ผลจากการที่เราอยู่บ้านมาตลอดหลายเดือนนี่ล่ะ ทำให้ยายสาวขึ้นมากๆ ยิ่งหลังๆเราขยันรดน้ำต้นไม้ด้วย ยายเลยคึกปลูกต้นไม้ใหญ่เลย บ้านต้นไม้เยอะๆก็หนุกงี้ล่ะ ยายก็ซนไปเรื่อย เราบอกได้เลยว่า ชีวิตที่ยืนยาวต้องใกล้ชิดธรรมชาติมากๆ เพ็ญพักตร์สาวมากๆเพราะปลูกผักสวนครัว พี่เบิ๊ร์ดหล่อหนุ่มมากๆเพราะต้นไม้บ้านเขาสวยมากๆ


ตอนไปถึงโรงบาลยุดถามประโยคที่สองว่า “แม่พี่อนรรฆเป็นไงบ้าง” เราลืมไปเลย มัวแต่กลุ้มก็ไม่ได้ไปดูแลเพื่อนรักอีกคนมานานเหมือนกัน แม่มันก็ป่วยหนัก ส่วนประโยคแรกของยุดก็คือ “หมอบอกว่าป๊าอยู่ได้อีก๒วัน”

คือ การมีความเข้าใจโภชนาการแบบคนกรุง และใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติแบบชนบท มันดีนะ

เลยเรื่องไม่ค่อยดีไปแล้วกัน เพราะ อีกไม่นานมันก็จะดีขึ้นเอง เราเข้าใจว่าเลยจุดต่ำสุดไปแล้ว

เรื่องมงคลก็มี คือ พรุ่งนี้ลูกเพื่อนสนิทพ่อแต่งงาน ก็ได้ไปออกงานอีกแล้ว เวลาลูกเพื่อนพ่อแต่งงานงานมักจะสนุก เพราะพวกลุงๆชอบเล่นกะเราตอนเด็กๆ พอไม่เจอกันนานๆก็คึกดี


ตอนวันที่กลับจากเกาะช้างตอนต้นธันวาเสียดายที่ไม่ได้ไปงานแต่งงานลูกเพื่อนพ่อคนนึง แม่บอก สาวเยอะมากกกกกก สวยๆทั้งนั้นเลย งานแต่งงานที่ไม่ใหญ่เกินไปยังไงก็ดี เพลินๆดี แต่แบบ๒งานล่าสุดที่เราไปมาเมื่อปลายมกรา(๒๐๐๐คนได้)และต้นกุมภา(๔๐๐๐คนได้)นั้น คนเยอะมากๆ ไม่มีความสุขเลย


ส่วนเรื่องดีดีในชีวิตวันนี้ก็คือ


ได้รู้จักผู้หญิงสวยมากๆคนนึง สวยสุดๆไปเลย หุ่นดีหน้าสวย อัธยาศัยดี พอกลับมาถึงบ้านแป๊บนึงแม่ถามว่าทำไมวันนี้หน้าตาสดใส เราบอกไปว่า วันนี้มีสาวสวยมาส่งน่ะแม่ แล้วบอกไปว่านานแล้วนะ ไม่ได้มีผู้หญิงสวยๆมาส่งที่บ้าน


เรื่องมันตลกมากๆว่าเมื่อต้นปี๒๐๐๕ เราก็เคยเห็นผู้หญิงคนนี้แล้วล่ะ สมมติว่าชื่อ A ละกัน แต่ตอนนั้นAผอมมากๆ ผอมเป็นไม้เสียบผีเลยล่ะ เห็นกันบ่อยๆ ปีนั้นหลายสิบหนแหละ แต่ก็ไม่เคยสนใจอะไรกัน พอดีปีที่แล้วเขาบอกว่าเขาไปเรียนมวยไทยมา เออ ตัวก็เลยใหญ่ขึ้น ก็ดีสวยดี แก้มเต็ม แขนไม่ฟีบ ขาก็เรียวงามขึ้น (หุ่นแบบน้องโฟร์ (มด) ไม่สวยเลยในสายตาเรา) วันนี้ก็ไม่อยากเชื่อว่า ได้รู้จัก ตอนแรกก็ไม่กล้าหรอก ไอ้ยุดก็ไปเรียนมวยไทยมาหลายเดือนตัวใหญ่ขึ้นเยอะมากๆ

ก็เราเริ่มบทสนทนาเองล่ะ เขามองมายิ้มให้สองหนแล้ว ตอนเราเติมน้ำตาลใส่กาแฟอยู่ แต่เราไม่คิดจริงๆว่าเป็นคนๆเดียวกับหลายปีก่อนที่เห็นบ่อยๆ แต่สมัยนั้นเขาก็มีแฟนอะนะ ปกติเราไม่จีบไม่คุยกับคนมีแฟน ไม่ยุ่งเลยล่ะ


คุยๆกันไป ก็น่ารักดี ก็วางหนังสือลงทั้งคู่แล้วก็คุยกันใหญ่เลยเป็นชั่วโมงเลยเชียว น้องส้ม(น้องโรงเรียน) ก็มาคุยด้วย เพราะเขารู้จักเราทั้ง๒คน แต่เรากะAพึ่งรู้จักกันวันนี้ แต่ซักพักก็ต้องหลบไปเพราะดูทรงก็พอมองเห็นอะไรบางอย่างอยู่

แล้วกลับมาใหม่

ส้มแซวว่า “แหม พี่ทศจีบAใหญ่เลยน้า”

Aตอบว่า “ส้มไม่คิดหรอว่า Aกำลังจีบทศอยู่ตะหาก”

เราหัวเราะคิกๆ นึกในใจ เฮ้ย พูดเอาขำหรือพูดเอาจริงๆ แล้วซักพักน้องแพม(นี่ก็น้อง รร อีก) ก็เดินผ่านมาถามถึงแฟนA ฮ่าๆๆ เราก็ขำนะ เขาคงหมายถึงแฟนเก่าๆๆๆๆที่Aเล่าให้เราฟังซินะ

แต่เราเข้าใจว่าเขาโสดนะ ไม่ได้คาดคั้นจริงจัง และไม่มีความจำเป็นอะไรทั้งนั้น รู้แต่ว่าถ้าโสดอยู่ก็จะคบด้วยแน่ๆ เกิดมาได้เห็นคนสวยขนาดนี้นับหนได้เลย แต่ถ้าไม่โสดก็ค่อยคิดอีกที

เวลาผ่านไปไวมากๆ ๑ทุ่มถึง๔ทุ่ม แล้วเขาก็ต้องมาส่งพี่อีกคนนึงพอดีถัดบ้านเราไปซักสองโล เราก็เลยขอติดรถมาด้วย เรื่องราวคนเราก็ง่ายๆไม่ซับซ้อนอะไรนักหรอก คนเราเจอกันยากนะจะว่าไป ไม่ได้เรียนโรงเรียนหรือมหาลัยเดียวกันแม้แต่น้อย ต้องถูกที่ถูกเวลาและถูกคนด้วยล่ะ ถึงจะลงตัว เห็นหน้ากันมาหลายปี แต่เขาก็คงจำไม่ได้ เราก็ลานเลือนเต็มที พอวันนี้ได้คุยกันก็ถูกคอเหลือเกิน

วันอาทิตย์ชวนไปตึกไทยซัมหมิดหาอ้ายดีกว่า อิอิ

อ้อ เขาบอกว่า เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเบื่อๆก็ไปเดินสวนจตุจักร เจอคนมาจีบ บอกว่าอยากรู้จัก ตื๊ออยู่นาน เขาตะโกนดังลั่นเลยว่า “อย่ามายุ่งงงง” แล้วบอกเราว่าคนชอบนึกว่าเขาเป็นคนหยิ่งหน้าเขามักเฉยๆ

แต่สวนก็คนสวยเยอะจริงๆน่ะละ เวลาบอกใครว่าสวนจตุจักรคนสวยๆเยอะกว่าสยาม คนก็ไม่ค่อยเชื่อกันเนอะ แต่อย่างไอ้นนท์ไอ้เป้ามีร้านเสื้อทั้งสองที่ ต่างก็คอนเฟริ์ม ฟันธงงงงงง


เราก็ขำแต่เรานึกในใจ เออ ว่ะ ที่เห็นเมื่อปี๒๐๐๕บ่อยๆ นั้น หน้าตาหยิ่งมากๆจริงๆด้วย เวลาผ่านไปอะไรก็เปลี่ยนนะ เราในปี๒๐๐๕ก็ทั้งอ้วนดำ ผมยาวรุงรัง ปีนี้ก็ดูดีขึ้นมากๆ แต่ต้นปีที่แล้วหล่อกว่าเยอะแฮะ เอาน่า พยามทำหล่อๆหน่อย แปลกนะเวลาผ่านไป๔ปีเต็มเธอสวยขึ้นฉันหล่อขึ้น ตอนนั้นน้องเขาก็๒๑ ๒๒ เองเนอะ

แต่คบคนสวยๆน่ะดี สบายใจดี ถ้าสวยขนาดนี้ดูหยิ่งๆขนาดนี้ ผู้ชายจะเข้ามาน้อย สวยนิดหน่อยคนเข้ามาเยอะ เราบอกตรงๆเราก็รับไม่ได้หรอก ปวดหัว เราไม่ใช่คนไปไล่ตามหึงหวงซะด้วย

จบเรื่องนี้ดีกว่า
.....................................

อีกเรื่องที่น่ายินดี วันนี้พี่อนุชติดต่อมาบอกให้โทรหาน้าต้อย(น้าพี่อนุช) ด้วยเรื่องงาน เราก็โทรไป สงสัยจะได้งานทำ จริงๆที่เข้าใจตอนแรกว่าจะไปอบรมให้อาทิตย์ละ๑วัน เคยรู้สึกกันมะว่างานดีดีมันจะมานอกเหนือจากเรซูเม่ทั้งนั้นล่ะ รู้สึกดีนะเวลามีคนเห็นคุณค่าในตัวเรา หางานที่น่าจะเหมาะสมให้ทำ


แต่วันนี้น้าต้อยเขาถามเพิ่มว่ามาทำPart time บ้างได้ไหม เราบอกไปตรงๆว่า วันจันทร์เข้าไปคุยด้วยได้เลย แต่โรงแรมอยู่สุรวงศ์แน่ะ ไกลเหมือนกัน แต่อยากทำนะ ซัก๓วันต่อสัปดาห์น่าจะดี ให้ทำเต็มเวลาเราคงไม่ทำ เพราะเราก็มีงานที่ชีวิตนี้เราต้องทำให้สำเร็จให้จงได้เช่นกัน แบ่งเวลาให้ได้สัดส่วนจะดีมากๆกับชีวิต


พอกลับมาบ้าน ถามพ่อว่า “น้าต้อยนี่ใครอะพ่อ” พ่อบอกว่า แม่ติ๊ต่างไง (พ่อติ๊ต่างชื่อ ธีรยุทธ บุญมี) เราก็อ๋ออออ ลืมๆไปหมดแล้ว เวลามันผ่านไปนานจริงๆ ๑๑ปีที่แล้วเราเคยไปเที่ยวอินเดีย ไป Trekking กะแก๊งที่พ่อรู้จักแก๊งนี้นี่ แต่คราวนั้น ติ๊ต่างไม่ได้ไปนี่พ่อ พ่อก็บอกว่า เออ ดีดี ไปดูๆละกัน


เวลาผ่านไปแก่ขึ้น ทั้งเราและพ่อ กลับกลายมาเป็นลูกจ้าง ฮ่าๆๆ โลกนี้ตลกร้ายดีจัง ปกติเขามีแต่เก็บสั่งสมประสบการณ์จนมีกิจการตนเองนี่เนอะ เอิ๊กๆ


แต่พ่อเราก็เป็นลูกจ้างพี่เราเองล่ะ เอิ๊กๆ


ตอน๒ทุ่ม Aเล่าว่าไม่กี่ปีก่อนพ่อเขาเข้าโรงบาลบ่ายสอง หกโมงเย็นก็ตายแล้ว ไม่ทันตั้งตัวเลยจริงๆ ไม่นึกเลยว่า แล้วยุดจะโทรมาพูดจาแบบนี้ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าไม่ไปหายุด เราก็คงไปหาที่นั่งคุยกันต่อละมั้ง ดึกๆไปเดินปากคลองตลาดดูดอกไม้ก็มีความสุขนะ ว่ามะ?


แต่วันนี้ตอนเห็นแวบแรกในหัวก็คิดนะว่า “เหี้ยยย กูเจอคนสวยที่สุดในโลกแล้วว่ะ” (ใส่ไข่เว่อร์ไปเยอะเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆ)

สัมมนาหนุกๆ ความรู้ดีดีเผื่อแผ่เพื่อนๆ

0 comments
........................................


วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

๒๓:๕๖:๕๐ น.

๒วันเสาร์อาทิตย์นี้แรดมากๆ เมื่อวานตอนเย็นๆออกไปงานแต่งงานลูกเพื่อนพ่อ วันนี้ไปฟังเพื่อนสนิทจัดสัมมนา มีคุณ สมศักดิ์ ชลาชล ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ(ชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ประเทศ) ชานนท์ เรืองกฤติยา(คอนโดเกาะแนวรถไฟฟ้า) และ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง (NPLรายใหญ่ที่สุดของประเทศ และเคยได้รับอันดับTOP500เศรษฐีโลกเมื่อ๑๐ปีก่อน) รายละเอียดจะค่อยๆเล่าน้า

อ้อ เจอป๊าด้วย(เจ้าของน้ำมันถั่วเหลืององุ่น) ดีใจมากๆ ตั้งแต่กลับจากจีนที่ป๊าพาไปเมื่อเดือน๗ปีที่แล้ว(แกจะพาไปทำงานที่นั่นแต่ในที่สุดเราก็ปฏิเสธไป) ก็ระลึกถึงบ่อยๆ

“””””””””””””””””””””

Monday, March 09, 2009

1:10:57 AM



สัมมนาหนุกๆ ความรู้ดีดีเผื่อแผ่เพื่อนๆ

ตื่นมาด้วยอารมณ์งงๆ ปุ้มโทรมาถามว่าอยู่ไหน เราก็บอกว่า “อยู่บ้านดิ นอนอยู่” พอปุ้มพูดจาแปลกๆเราก็งงๆนะ ตอบกลับไปว่า “โทรผิดคนแล้วมั้งครับ” ในใจนึก “เหี้ยไรวะ กูจะนอน” ไปนัดปุ้มตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ปุ้มก็บอกว่า เอ้าก็รู้ว่าจะเจอกัน ก็นี่ไงต้องไปสัมมนาใช่ไหมล่ะ เราก็งงๆ เอออ ใช่ เราก็ไม่นึกหรอกว่า เพื่อนเราจะชวนปุ้มมาด้วย เราก็ถามว่าไปรับไหมล่ะ แต่เขาออกจากบ้านแล้ว

สัมมนาก็เป็นเรื่องทางธุรกิจน่ะละ ก็มีนักธุรกิจมาพูดให้ฟัง ถ้าไม่ใช่ว่าเพื่อนสนิทกันเป็นผู้จัดคงไม่ได้บากบั่นมาฟัง

เรากะปุ้มก็นั่งฟังด้วยกัน ก็ฟังเข้าใจนะ ถึงภาษาอังกฤษจะเยอะเหลือเกิน (เรากะปุ้มใช้ห้องสมุด มหาลัย แม็คควอร์รี่เป็นที่บ่มเพาะความรู้ทางธุรกิจ) จำได้ว่าปี๒๐๐๔วาเลนไทน์ก็ฉลองกัน๒คนแบบขำๆที่ Sydney Harbour ช่วงนี่นานน้านนนนทีจะได้พบกัน

เอาที่จดๆมาละกัน พอดีเพื่อนจะตั้งมูลนิธิ และได้ความร่วมมือกับธรรมศาสตร์โครงการIMBA ก็เลยจัดงาน ก็พึ่งจัดหนแรก แต่ก็ดี ได้เนื้อความดี

ตอนจบตอนเย็นๆ คุณ สวัสดิ์แกพูดมันมากๆเลยสองชั่วโมงได้ พอตอนแกจะกลับเราเดินไปคุยด้วย มีโอกาสแค่สามประโยค เพราะดูแกรีบมากๆ ไม่รู้เป็นไงเหมือนกัน แกตอบกลับมาว่า “ไปหาผมที่ออฟฟิซผมละกัน” เรางงๆ ถามว่า “อยู่ไหนครับ” เขางงๆกว่า บอกมาว่า “UM Towerนะ” แล้วก็ลงลิฟท์ไป เราก็งงๆ แต่ก็โอเคล่า เดินมาบอกเพื่อนว่า กูไปขายตัวมาว่ะ ไม่รู้สำเร็จไหม ฮ่าๆๆ ลองดูๆ


ย้อนมาตอนเริ่มต้นตอนประมาณเที่ยงๆดีกว่า


คุณ สมศักดิ์ แกสนุกนะ บรรยายหนุกทีเดียวล่ะ พอดีคนก็ไม่เยอะด้วยล่ะ เราว่าไม่น่าเกิน๒๐๐ ห้องก็ไม่ใหญ่ไป บรรยากาศดีทีเดียวเชียว

เอาที่จดๆละกันจดมา

คุณสมศักดิ์แกบอกว่า

- ผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนต้องรู้พื้นฐานทุกอย่างของกิจการ ต้องจริงใจ จริงจัง เจนจัด
- คนเก่งๆตายไป ห้องสมุด๑ห้องปิดไปเลย
- อย่าตกตะกอนแต่ความคิด แต่ต้องตกตะกอนประสบการณ์ด้วย

ฟังเพลินๆตลกๆดี จดมาไม่มาก แต่หลักๆก็คือ ต้องทำน่ะล่ะ ไม่ทำจะเก่งได้ไง


...........................

พอมาถึงคุณ ธนาธร อันนี้ก็ต้องพอเห็นหน้าหรือได้ยินกันมาบ้างตามประสาพวก อมธ องค์กรนักศึกษา ธรรมศาสตร์ แกก้อพูดจาเรื่องทางเทคนิคเชิงวิศวกรรมน่ะล่ะ แต่ใช้ภาษาแบบพวกคนทำกิจกรรม สมัยก่อนเราก็ได้รู้จักพวก อมธ อยู่บ้าง เคยไปหากปึกเตียนกันด้วย เมื่อครั้ง ธรรมเพื่อโดม ได้หนแรก และเราว่าเราอ้างสิทธิ์ได้เลยว่าเรามีส่วนนิดๆหน่อยๆ ปัจจุบันประธาน อมธ ยุคนั้นปัจจุบันก็เรียนที่Harvard ไอ้ถั่วมันเก่ง กิจกรรมพวกนี้สร้างคน ทำให้เก่งเรื่องคนกันมากๆ

ข่าวที่ชอบก็คือ คุณ ธนาธรแกบอกว่า แกไปtake over Okiharaมา (บริษัทผลิตชิ้นส่วน)แกบอกว่า น่าจะเป็น Outbound Investment ที่ใหญ่ที่สุดของไทยด้วย (ประมาณหมื่นล้านบาท) แต่บริษัทก็ไม่ได้ออกข่าวไรนัก ทำให้แกมีบริษัทลูกที่ผลิตชิ้นส่วนทั้งในมาเลเซีย อินโด อินเดีย จีน และบริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้ ก็มีบริษัทลูกในอังกฤษและเมกา

ไทยซัมมิทโตขึ้นมากๆ มีผลประกอบการปีที่ผ่านมาประมาณห้าหมื่นล้านบาท เหตุนึงต้องมาจากการจัดการจากคนรุ่นใหม่ด้วย และการที่คุณสุริยะแกเป็น เลขา ไทยรักไทยมานานด้วย

ประทับใจที่แกบอกว่า Before we build part we build people ก่อนผลิตชิ้นส่วน เราผลิตคน


คุณ ธนาธรนี่มักได้อ่านสัมภาษณ์ดีดีตามหนังสือเสมอ แกเก่งนะ เก่งคน และมีความคิดว่า การที่ต่างชาติมาแสวงหาค่าแรงราคาถูกในประเทศเราไม่ใช่เรื่องที่ถูก(ต้อง)นัก และแน่นอนองค์กรที่เป็นสากลขึ้นขนาดผู้บริหารในบางแผนกต้องมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีด้วย บางแผนกเขาประชุมด้วยภาษาอังกฤษแล้ว เขาบอกอย่างนั้น


มีที่ชอบเรื่องนึง เขาพูดเรื่อง ตระกูล GUCCI เราชอบหนังสือเพลิงพยาบาทนี่มากเช่นกัน แต่ไม่นึกว่าจะได้ยินจากการไปสัมมนาทางธุรกิจเรื่องการสร้างจิตวิญญานผู้ประกอบการ

แต่วันนี้ธุรกิจมองยาก ทางข้างหน้า๓เดือนยังยากเลย


............................


มาถึงคนที่เราชื่นชอบมานานแล้วดีกว่า คุณ ชานนท์ เรืองกฤติยา

สำหรับคนที่อ่านข่าวธุรกิจประจำ เคยสงสัยเหมือนกันไหมว่า ทำไม อนันดา Development ถึงได้ทำธุรกิจได้ aggressive ขนาดนี้ จดไม่ทันแต่คร่าวๆได้ว่า ที่เราเห็นบ้านที่ inspired by beachที่เห็นโฆษณากันเยอะๆนั้น ของบริษัทนี้ มี๗ โครงการรอบๆสุวรรณภูมิ มูลค่าอยู่ที่๑๔บิลเลี่ยนบาท ส่วนโครงการIdeoโครงการเกาะติดแนวรถไฟฟ้านั้น ตอนนี้มีราว ๑๖ โครงการ มูลค่าประมาณ ๑๖ บิลเลี่ยน พูดง่ายๆว่า ในรอบซักหกปีนี้ บริษัทนี้จะมียอดรับรู้รายได้ราวๆสามหมื่นล้านบาท

นอกจากหล่อและมีแฟนสาวเป็นดาราแล้วนั้น คุณชานนท์ แกมีประวัติทางการศึกษาที่ยอดเยี่ยมเลยคือ จบเศรษฐศาสตร์จาก UC Berkley และ จบโท การเงินการบัญชี จาก LSE ประวัติแบบนี้ไม่ธรรมดาเลยล่ะ

ฟังแกพูดนานมากๆ เรียกว่า ความสามารถในการสะกดจิตสูงมากๆ แต่เราฟังออกหมดล่ะ คือ ไงดี จะเรื่องวิศวกรรม หรือ เรื่องธุรกิจ พูดอังกฤษออกมาเยอะ ก็ฟังได้รู้เรื่อง รู้สึกโชคดีอยู่บ้างว่า มีความรู้วิศวกรรม และธุรกิจเป็นภาษาอังกฤษที่พอเข้าใจคนคุยกันได้ แม้จะไม่ลึกจัด เพราะ ถ้าวิชาการจริงๆบางคราวก็ฟังรู้ แต่ไม่ค่อยเข้าใจ

อ้อ พอถึงช่วง Q & A แล้ว เห็นเขาถามกันซีเรียสพอควร มีถามเป็นภาษาอังกฤษและตอบกันเป็นอังกฤษด้วย เราเลยยิงคำถามหวานๆคมๆ ผ่านกระดาษไปให้พิธีกรบนเวทีด้วยว่า “มีแฟนหรือยังคะ” สร้างเสียงฮาได้สุดๆกันเลยทีเดียว

กลับมาที่เรื่องแหล่งเงินทุน อันนี้เราชอบมากๆ เราว่านี่ล่ะ คือวิธีที่ถูก(ต้อง)

นอกจากพ่อรวยแล้ว เขามีวิธีที่ชาญฉลาดมากๆ พอถึงคำถามข้อนี้ เขาบอกว่า เขาได้ทุนจาก Prudential สาขาโตเกียว มา ยูโร 75 มิลเลี่ยน ใช้ไป 57 กองนี้ซึ่งเป็น pension fund ที่ใหญ่มากๆแห่งหนึ่งบนโลก

เราน่ะคุ้นเคยกับโตเกียวอยู่แล้ว ฟังอะไรก็เข้าใจ และคิดว่าธุรกิจเขาเดินมาถูกทางมากๆ ล้มยากทีเดียว คนไทยอาจนึกภาพตามไม่ทันคุณชานนท์แกอรรถาธิบายต่อว่า ตึกที่กินซ่า หน้ากว้าง๒๕เมตร ๑๐ชั้น ตก ๑๐๐ล้านเหรียญสหรัฐ ใช่เรารู้ เราเห้นด้วย ฉะนั้นแล้ว เขาได้ทุนมาทำงาน แล้วรีเทิรน์ผลตอบแทนคืนให้กองทุนนั้นๆ ไม่ได้แปลก และเมืองไทยก็เป็นตลาดเล็กมากๆ ที่กองทุนพวกนี้จะใส่เงินลงมา (เต็มที่ก็๕เปอร์เซ็นต์)

มีคนถามถึงว่าได้มาได้อย่างไร เขาบอกว่า ต้องย้อนไปที่เพื่อนคนนึงที่เรียนด้วยกันที่เบิ๊กลี่ เป็นคนสิงคโปร์ เรียนจบแล้วไปทำงานที่เกียว ฟันด์ นี้ล่ะ นึกถึงเพื่อนที่ทำงานที่โตเกียวพวกฟันด์ๆแบบนี้เช่นกัน ที่โตเกียวมันเป็นโลกสมัยใหม่ที่ล้ำไทยมากๆ ความรู้ก็เข้าถึงได้พอควร จะทำให้คนฉลาดและเป็นคนสากลได้ เขาบอกว่าเพื่อนก็รู้จักบริษัทใหญ่ๆเยอะ เช่น ล้อตเต้ที่เกาหลี หรือ IFCที่ฮ่องกง ก็ได้หาเงินกระมัง

ที่ชอบใจพอควรคือเขาพูดสั้นๆเรื่อง การสะสม Positive energy แน่นอนล่ะทุกคนต้องตาย แต่ระหว่างทางของความตายเราได้ทำอะไรบ้าง โจทย์ของจักรวาลทุกอย่างในฟิสิกส์ต้อง บาล้านซ์ คือ เขาพูดไม่นานแต่เราคิดทึกทักเอาเองว่า การที่เขาใช้พลังงานในการทำงานมากขนาดนี้โดยที่หน้าตาไม่แก่เลยนั้น ต้องเพราะการปฏิบัติธรรมแน่ๆ (อายุ๓๕เอง ดูแลเงินหลายหมื่นล้านแล้ว) คอยดูต่อไปเถอะ ถ้าไม่สติแตกไปเสียก่อน อายุ๕๐ ก็ต้องยิ่งใหญ่สุดๆคนนึงในไทยเลย

เคยนึกสงสัยกันมะ ว่าทำไม แสนสิริ ถึงได้ยิ่งใหญ่ในวงการอสังหาขนาดนี้ เราพบว่าในสกุลไทยมีคำตอบ เราชอบคอล่ำของแพทย์หญิง พักตร์พิไลภรรยาเจ้าของแสนสิริมากๆ เราว่าเขารู้ความลับของมนุษย์เรื่องการเป็นอมตะ (เรียกเพราะๆว่า เวชศาสตร์วัยยุวัฒน์)

เราเชื่อว่าพลังชีวิตมีวิธีเพิ่มได้เสมอ ต้องเข้าไปค้นกันภายใน

ต่อด้วยคุณสวัสดิ์เลยละกัน ผ่านมานานจัง แต่ยิ่งพิมพ์ก็ยิ่งมัน


เขาพูดว่า ธรรมชาติยุติธรรมเสมอ พระเจ้าชดเชย

เขาพูดว่า เริ่มต้นเรื่องการศึกษาในวัยเด็ก และต่อกันด้วยน้ำตาล เป็นลูกจ้างในโรงงานน้ำตาลอยู่๓ปี ก็มาทำโรงกลึง ทำปั๊มน้ำฉีดเหมือง ทำเครื่องผสมคอนกรีตส่งออก แล้วก็มาทำโรงเหล็ก บรรยายสนุกมากๆ หัวเราะกันตลอดแต่ได้สาระสุดๆ เป็นความรู้ทางวิศวกรรมอยู่พอควร ผลิตเหล็ก๒๐ตัน ถ้าผีเข้าเครื่องไม่ตาย วันไหนกระท่อนกระแท่นก็๘ตัน

ไปชิค้าโก้ ดีทร๊อย หาเหล็กกลับไทยอะไรต่างๆนานา นานา ก็ว่ากันไป

แล้วก็มีหลบเข้าเมือง CCCP ซื้อเหล็กจากรัสเซีย ไซบีเรีย คาซัคสถานอะไรต่างๆนานาเหล่านี้ เขาเป็น Pioneerอย่างแท้จริงเลย ไม่กลัวไรเลยหรือไงกัน

เออ มีคำพูดขำๆด้วย คิดไรไม่ออกไปพัทยา littleduck ของไอ้เป็ดมัน เรากะปุ้มหันมามองหน้ากันอย่างฮา

เขาเล่าเยอะ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตลอด เราเล่าแทนไม่ได้หรอก แต่เจ๋งสุดๆ คนจริงใจใหญ่กล้าทุ่มมากๆ

กล้าทำท่าเรือที่ผาแดง จาก ๐ จนปัจจุบัน สินค้าเข้าห้าล้านตันต่อปี ทำสายการบินกัมพูชา ทำนิคมอุตสาหกรรม อะไรต่างๆมากมาย สุดท้ายเป็นหนี้ ๒๗๐๐๐๐๐๐๐๐ดอล มันโหดกันมากๆ


เขาบอกใครบอกเขาล้มบนฟูก เขาบอกว่า เปิดฟูกมามีแต่ตะปูอาบยาพิษ


อ้อ มีคำพูดที่ชอบมากๆก็คือ ทำmass transit ยังไงรัฐก็ไม่รวยจากค่าตั๋วหรอก แต่รัฐจะได้ประโยชน์จาก Real estate อันนี้ทุกคนเห็นด้วย แต่ของไทยรัฐก็ไม่ค่อยยอมให้เอกชนปล่อยไหลเลย แย่นะ มันเจริญยาก เขาใช้คำว่ารัฐต้องใจกว้าง

เขาบอกว่า ที่ABAC เขาก็บริจาค

เขาไม่เชื่อเรื่องคอมๆนัก เขาบอกว่า คนเราต้องเรียนรู้คนจากคน ไม่ใช่จากคอม เราก็เห็นด้วยมากๆ เจอคนเยอะๆมันสนุกที่ได้เรียนรู้คน


หนุกมากๆเป็นชั่วโมงที่คุ้มค่าสุดๆ คุณสวัสดิ์เดี่ยวไมโครโฟนสะกดคนดูได้ไม่แพ้โน้สอุดม แกเล่าเรื่องรากฐานชีวิตว่ามาจากในวัยเด็กการชอบไปอ่านหนังสือตามร้านเช่าละ เหมาไปเลยวันละ๒บาท

เราเข้าใจ(เอง)ว่า การอ่านทำให้มีฐานความรู้กว้างมากๆ นั่นทำให้มีความสามารถในการพูดmotivateคนได้ดี

แกบอกว่า คนสมัยนี้ ข้อได้เปรียบต่างกันยาก รู้เท่ากัน รู้พร้อมกัน แต่โอกาสต่างกัน ใช่เห็นด้วย

เขาบอกว่า ในคอมยาพิษเยอะ เราเห็นด้วยมากๆ เชื่อมะ เราโผล่ๆมาอัพเดทบล๊อกนี่ก็แทบไม่ใช้หาข้อมูลใดๆเลย เรียกได้ว่า ห่างๆไว้ดีกว่า โลกจริงก็มีอะไรทำเยอะทีเดียว


ตีสองแล้ว พอเถอะ พรุ่งนี้ต้องแรดกว่า๒วันนี้อีก แต่๑๔๐นาที พิมพ์ได้๘หน้าครึ่ง ทำเวลาใช้ได้เลย ถ้าสมาธิดีกว่านี้ดีกว่าอีกเนอะ


อ้อ ตอนเลิก ป๊าถามว่า แฟนทำงานที่ไหน เราร้องเสียงหลงเลย ไม่ใช่แฟนค้าบบบบบบบบ ฮ่าๆๆๆ สวยๆหล่อๆ ก็ว่ากันไป เอิ๊กๆ

The curious case of Benjamin Button

0 comments
The curious case of Benjamin Button

Sunday, February 22, 2009

1:31:37 AM

เข้าโรง สามทุ่มสี่สิบห้า ออกจากโรงมาตีหนึ่งตรง หนังนานมากๆแต่ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย กว่าเราจะโพสท์นี้ก็เลยเวลาไปไกลแล้ว หนังเข้าชิงออสก้าร์เพราะ เกี่ยวกับนิวออร์ลีนส์ (ไม่ใช่ปีกไก่ซักกะหน่อย)

ได้บัตรลดมาจากน้องยีนส์มาเป็นสิบใบก็เลยได้ไปดูในราคาลดลงที่นั่งละ ๒๐ บาท

แต่เดือนนี้มีหนังน่าดูเยอะ เพราะเป็นเดือนออสก้าร์

ตอนขากลับมาก็คุยกัน นางเอก แม่บอกว่า เรื่องเดียวกับAviator ใช่แล้ว Cate Blanchett สวยเหมือนเคย ถามแม่ว่า Blanchett แปลว่าอะไร แม่บอกว่า Blanch แปลว่า สีขาว (ภาษาฝรั่งเศส) เราบอกแม่ว่าวันก่อนก็พึ่งดูหนังเก่าๆในHBOเรื่อง The Hoax ริช้าดเกีย เล่นเป็นคนเขียนหนังสือชีวประวัติ โฮเหวิร์ด ฮิ้วจ์ แม่ก็บอกว่า “เรื่องIntersectionจบดีเนอะ” เราก็ตอบกลับไปว่า “จบดีที่สุดในโลกเล้ยยย” พอตอบไปเสร็จเราก็งงๆว่า เออ ว่ะ จริงด้วย หนังเรื่องIntersection จบดีที่สุดเท่าที่เคยดูหนังมาเลย ประทับใจมากๆ

ถ้าชีวิตคนเราจริงๆจบสวยแบบนี้ก็ง่ายดี

(เดทแรก จบสวย....ต้องได้สอย (ฮา))

๐๓:๑๐:๕๔ น.

โอ้ยยยย เม้าแตกกะไอ้นนท์ ลืมไปเลยว่าจะเขียนอะไร เอาเป็นว่าหนังดีวิธีเล่าเรื่องด้วยตัวละครเล่าย้อนความหลังแบบเดียวกับ The Green mile และความยาวของหนังก็ไม่ต่างกัน แต่เรื่องนี้ถามแม่ว่าได้ดูไหม แม่บอกว่าลูกไม่ได้ดูกะแม่นี่ เราก็นึกได้ เออ เนอะ ดูกะแฟนเก่า ร้องไห้กระซิกๆเลยจำได้ พอดีเมื่อวานงงๆ นั่งเล่นเน็ทอยู่บ้านไอ้โป้ง

Saturday, March 07, 2009

ยังไงก้อร้ากกก

0 comments
ยังไงก้อร้ากกก

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

๒๓:๕๖:๕๐ น.

๒วันเสาร์อาทิตย์นี้แรดมากๆ เมื่อวานตอนเย็นๆออกไปงานแต่งงานลูกเพื่อนพ่อ วันนี้ไปฟังเพื่อนสนิทจัดสัมมนา มีคุณ สมศักดิ์ ชลาชล ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ(ชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ประเทศ) ชานนท์ เรืองกฤติยา(คอนโดเกาะแนวรถไฟฟ้า) และ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง (NPLรายใหญ่ที่สุดของประเทศ และเคยได้รับอันดับTOP500เศรษฐีโลกเมื่อ๑๐ปีก่อน) รายละเอียดจะค่อยๆเล่าน้า

อ้อ เจอป๊าด้วย(เจ้าของน้ำมันถั่วเหลืององุ่น) ดีใจมากๆ ตั้งแต่กลับจากจีนที่ป๊าพาไปเมื่อเดือน๗ปีที่แล้ว(แกจะพาไปทำงานที่นั่นแต่ในที่สุดเราก็ปฏิเสธไป) ก็ระลึกถึงบ่อยๆ

เริ่มไงดี ฟังเพลง ยังไงก็ร้าก

...................................

ที่เธอเคยถามจำได้ไหม

เรื่องราวความรักที่มีของเรา

มันจะยังดี

มันจะยืนยาวไปอีกแค่ไหน

ใครเล่าจะรู้วันพรุ่งนี้

มันอาจจะดีหรือร้ายก็ได้

แต่ยังยืนยัน

ถ้อยคำทำนาย ไม่มีใช่ไหม

หวัวว่าความรักเราจาไม่เปลี่ยนไป

ผ่านวันดีดี ผ่านวันร้องไห้

จะเจออะไร ก็มีเธออยู่ตรงนี้

ยังไงก็รัก รักเธอ ได้ยินไหม

ไม่ต้องสงสัยหัวใจที่ให้กัน

ยังไงก็รักเธอคนเดียวขอแค่เธอคนเดียว

เพราะรักของเราคือความผูกพัน

ฉันจะไม่ขอให้เชื่อฉัน

แค่เธอรับรู้แล้วไปด้วยกัน

จับมือฉันไว้ อย่างในวันวาน

ขอเธอแค่นั้น

หวังว่าความรักเราจาไม่เปลี่ยนไป

ผ่านวันดีดี ผ่านวันร้องไห้

หวังว่าาความรักเราจาไม่เปลี่ยนไป

ผ่านวันดีดี ผ่านวันร้องไห้

จะเจออะไรก็มีเธออยู่ตรงนี้ ได้ยินไหม

ไม่ต้องสงสัยหัวใจที่ให้กัน

เราจะมีกัน ผูกพันยืนยาว ใครจะรู้ใจเราเท่าเรา ใช่ไหม

..................

เมื่อวานขับรถไปกับพ่อแม่ไปงานแต่งงานลูกเพื่อนพ่อ พ่อเราก็เป็นที่รักของเพื่อนๆพอควรทีเดียว พ่อบอกสมัยหนุ่มๆเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวมืออาชีพเลย เป็นตั้ง๘เจ้าบ่าว แต่ที่เรารับรู้ได้ว่า พ่อเราเป็นที่รักของเพื่อนก็คือ มักเห็นคนมานั่งบ่นกะพ่อ เรื่องที่ตอนเด็กๆเราไม่เข้าใจ แต่พอวันนี้ พอโตขึ้นมาวัยใกล้๓๐แล้ว ถึงได้รู้ว่า พ่อเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนๆเรื่องทุกข์ใจเหล่านั้นจริงๆ คนเราถ้าไม่สนิทกันจริงๆหลายๆเรื่องจะไม่บ่นให้เพื่อนฟังหรอก คนเราจะมีมุมมืดที่แม้แต่คนในครอบครัวรู้ได้น้อยก็มี แต่เรื่องราวพวกนี้เป็นความลับทั้งนั้น


ระหว่างทางที่ขับรถไปนั้น ก็มีเพลงนึงดังมาจากไอผ่อดตนเองซึ่งเราไม่เคยรู้เลยว่ามีในเครื่องเราด้วย เป็นเพลงที่เคยชอบมากๆ ชื่อ เพลง ยังไงก็รัก เราได้ยินเพลงนี้หนแรกในงานแต่งงานบูกะฝ้าย เมื่อซัก สิงหาคมปีที่แล้วที่สโมสรทหารบก และได้ยินอีกหนหลังผ่านมานานเกินครึ่งปีคือเมื่อวาน คราวนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนำมาทำmusic vdo presentation ได้งดงามน่ารักมากๆๆๆๆๆๆ อาจเพราะเจ้าบ่าวและเจ้าสาวสวยหล่อไม่แพ้นางเอกพระเอกเอ็มวี งานแต่งงานนี้เราประทับใจที่สุด


และใช่...งานนี้เราก็เจอนุ้ยซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเจ้าสาว ก็ได้ทำความรู้จักกัน ช่วงนั้นก็อินมากๆกับเพลงนี้ ฟังวันนึงเป็นสิบรอบเลย พอรู้จักกันได้พักนึงแล้วก็ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันกับนุ้ยด้วย นุ้ยก็มีความสุขเพราะไปเที่ยวกะพ่อเราด้วย พ่อนุ้ยเองก็เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ก็ทำให้เขาอบอุ่นขึ้นได้พอควร แล้วเวลาก็ผ่านไปผ่านไปผ่านไปผ่านไป เมื่อคืน หลังจากเห็นกองทัพเพื่อนๆเจ้าสาวซึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมบริษัทเดียวกับนุ้ยและฝ้าย ก็ทำให้คิดถึงขึ้นมามากๆ ก็โทรไปแต่คงทำงานอยู่เลยปิดเครื่อง เป็นการติดต่อกันครั้งแรกในรอบนานมากๆ เราฝากข้อความไว้ว่า คิดถึงมากๆ และเรามีความหมายเช่นนั้นจริงๆ


.....................................................................

งานแต่งงานเมื่อวานสนุกดีทีเดียว แต่ว่าพอดีเราไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับบ่าวสาวก็เลยไม่อินนัก เป็นงานแต่งงานหรือคอนเสิร์ตก็ไม่แน่ใจ เหมือนงานเปิดตัวสินค้านิดหน่อยตรงที่ มีแด๊นเซ่อร์สาว๔คนมาเต้นๆกลางงานด้วย และเจ้าบ่าวก็ขึ้นเวทีร้องเพลงนึง เจ้าสาวร้องเพลงนึงพร้อมเต้นกะแด๊นเซอร์ด้วย(เพลงโฟร์มดมั้ง) พิธีกรก็หนุกดี เป็นคนเขียนหนังสือให้คนไทยเข้าใจภาษาอังกฤษได้ง่ายๆ ชื่อ คริส ตลกๆสนุกๆ งานแต่งงานมันๆดี


ที่บังเอิญก็คือ เจอไอ้อ๊อฟ(ชาย) เป็นเพื่อนที่ไปเกาะช้างแก๊งๆกันเมื่อธันวาที่ผ่านมา ไอ้อ๊อฟถามว่ามาได้ไงวะมึง เราบอกว่า พ่อกูสนิทกะพ่อเจ้าบ่าว มันบอกว่า “เจ้าบ่าวอะพี่กู ลูกลุงแท้ๆกูเลย” ก็ตามขั้นตอนปกติ เราก็เข้าไปไหว้พ่อแม่อ๊อบ มันก็มาไหว้พ่อแม่เรา แนะนำพ่อว่า อ๊อบสนิทกะน้องออม ลูกลุงสิงห์ ไอ้อ๊อบไม่ค่อยขำ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าสนิทกันไหม แต่สัมผัสได้ว่าน้องออมเขารู้สึกสนิทมั้ง แต่ก็ไม่ได้คุยกะออมมานานแสนนานมากๆแล้วล่ะ


ไอ้อ๊อบเป็นคนถ่ายรูปสวยมากกกกกกกกกกกกก (เพราะมันตาบอดสี) ตอนไปเกาะช้างถ่ายกันมันมากๆ เมื่อวานก็ถ่ายกัน คนหนุ่มสาวก็มากันเยอะ เจอเพื่อนที่คณะคนนึงมาทางสายเจ้าสาว เป็นเพื่อนที่คณะที่บ้านอยู่ใกล้ๆกะแฟนเก่าเราเอง คบกะนามา 7 8 ปีได้ จริงๆก็น่าจะแต่งงานกัน (ฮา) นากะซุปปี้บ้านถัดกันไปไม่กี่หลังแต่ไม้รู้จักกันเลย ก็ได้รู้จักกันเพราะเราไง (ในตอนนั้น)

เจอลุงเต้ย เพื่อนพ่อด้วย ไม่เจอกันนานมากๆ หลายปีก่อนลุงเต้ยเคยถามพ่อว่า “ลูกมึงกะลูกไอ้เจตน์เป็นแฟนกันป่ะวะ” พ่อเราขำใหญ่เลย

ส่วนลุงสิงห์กะลุงจี๋เจอกันก็ชอบคุยกันถึงเรา จนคนก็ถามกันว่า “ตกลงลูกไอ้สับมันเป็นลูกเขยมึง๒คนหรอ?” ฮ่าๆๆ เห็นพ่อเราบอกอย่างนั้นนะ พวกเพื่อนๆพ่อก็จะไปเจอกันตามเวลาเขาจัดแข่งรักบี้กันเป็นปกติตามแบบเด็กโอวี

ตอนไอ้อ๊อบออกไปซื้อถ่านมาใส่แฟลช ก็เจอลุงเต้ยกะภรรยาแกกำลังจะกลับที่หน้าโรงแรม เราก็สวัสดีร่ำลา ถามอ๊อบว่า “มึงรู้จักไหม” มันบอกไม่ว่ะ เราบอกว่า ลุงเต้ยแกเป็นเจ้าของA49 ส่วนป้าแกเป็นคณบดีถาปัดจุฬา ไอ้อ๊อบ(มันจบถาปัดธรรมศาสตร์) บอกขำๆว่า “ฝากงานกูหน่อย” เราบอกบ้าหรอ หนักตายห่าบริษัทพวกนี้ ฮ่าๆๆๆ แต่งานแบบนี้เป็นโรงเรียนชั้นดีเชียวล่ะ เครี่ยวกรำกันสุดๆ

ในงานแต่งงานมีร้องเพลงหนุกๆ มีเจ้าบ่าวเจ้าสาวเต้นรำด้วย ตรงเป๊ะ กับที่เราคิดไว้ว่างานแต่งงานเราต้องมี หันไปบอกพ่อว่า “งานทศก็ต้องมีนะพ่อ” เพื่อนพ่อก็ถามกันว่า “จะแต่งงานแล้วหรอลูก?” พ่อตอบกลับไปว่า “แม่งเพ้อไปเรื่อย แฟนยังไม่มีเลย ฮ่าๆๆ” “เฮ้ย ไอ้ทศ นาวสาวไทยเป็นไงบ้างวะ” เสียงลุงบังถามแทรกมา เรายิ้มๆตอบกลับไปว่า “ก็สบายดีมั้งครับ ทศไม่ได้ติดต่อ”

เรามักเล่าให้คนสนิทๆกันฟังว่า ประธานฝ่ายเจ้าบ่าวในงานแต่งงานเราเป็นเอลวิสเมืองไทย งานแต่งงานกู รับรองหนุกตายห่า คุณชายจี๋ แกหนุกอยู่แล้ว สมัยอยู่โตเกียวเราฟังแกร้องเพลงบ่อยๆ เจอที่บ้านแกคราวล่าสุดก็บอกไปแล้วว่า ให้แกเป็นประธานงานแต่งเรา แกก็ยินดี รับปากกันไว้หลวมๆ ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกที

เราเกิดวันเดียวกะเอลวิสด้วยนะเอ้า เอลวิสเขาฉลองกันทุกรอบวันเกิดเราก็มีลุงจี๋ท่านไปเป็น๑ในเอลวิสเสมอ

“””””””””””””””””””


พอเรื่องงานแต่งงานดีกว่า เอาเรื่องวันนี้เลย

........................................

Friday, March 06, 2009

shoot them up

0 comments
หนังสนุกสุดๆ คนเขียนบทและกำกับคนเดียวกัน เก่งมากๆ ฮาขี้แตกเลย ตลกร้ายสุดๆ แค่ตัดสายสะดือด้วยปืนก็ฮาแล้ว ยังจำตอนอ่านรีวิวที่คุณพรพิมลเขียนในมติชนสุดได้ ตอนนั้นนั่งอ่านไปขำไปในบ้านที่โอซากิ นานๆทีจะเจอหนังตลกร้ายได้มากขนาดนี้ แคเหลาะฆ่าคนได้ด้วย สารพัดมุก ตะกี๊มีในเฮ็ดบีโอ แต่เรานั่งดูกะพ่อตอนรอบหกโมง หนังตลกร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ


วันนี้เจอจุ๊บตัวปลอมมาด้วย มีความสุขชะมัด คิกๆขำๆ


เจอจุ๊บหนแรก ตุลาคม๒๐๐๓ที่หน้าร้านเดลีฟร๊องซ์ซิดนี่ย์ ไม่เจอกันนานแล้ว แต่คืนนี้จุ๊บตัวปลอมที่พนม ฮิฮิ


แต่ก่อนเอาจุ๊บขึ้นท๊อบเฟร็นด์ในไฮไฟ้ว์นี่หว่า ไม่เจอกันกี่ล้านปีแล้ววะ คิดถึงจัง ไปพิษณุโลกคราวที่แล้วเหงาจัดโทรหาจุ๊บ


ยิงแม่งให้หมดร้านเล้ยยยยย ตู้มๆๆๆๆๆๆๆ

Thursday, March 05, 2009

ธัญญาหาร

0 comments
ธัญญาหาร

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552

๐๒:๔๒:๑๙ น.


เริ่มไงดีบันทึกรายการที่ได้ดูตอนเที่ยงวันดีกว่า(ตอนนี้ใกล้ตีสามของอีกวัน)

(เวลาในบล๊อกเป็นเวลาโตเกียวเสมอ ไม่ตรงหรอก)

ไม่เคยดูรายการนี้เลยช่อง๘ รายการสวัสดีกรุงเทพ แต่รู้ล่ะว่าพวกหนังสือanywhere เป็นคนทำ

แปลกใจมากๆ เพราะอยากเห็นเจ้าของผลิตภัณท์ THANN และ HARNNมากๆๆๆๆๆๆ รู้จักผลิตภัณท์นี้มานานมากๆแล้ว แต่ไม่เคยเห็นเลยว่าเจ้าของหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นพวกสบู่และของใช้ในห้องน้ำห้องนวด

คือ ยังไงดี เรารู้สึกได้ว่า เจ้าของทำตัว Low profile High Profitอย่างแท้จริงเลยล่ะ แต่ข่าวก็ออกเป็นระยะแต่เขาเป็นคนไม่ออกสื่อเลย (เราอ่านหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน ถ้าออกก็ต้องเห็นซินะ) อย่างดีก็เห็นชื่อนิดๆหน่อยๆ ว่าคนอื่นชอบเอาไปเกี่ยวข้องว่ารู้จัก

เปิดมาดูหลังสัมภาษณ์ไปนิดนึงแล้ว เลยไม่ทราบที่มาของชื่อ แต่เราชอบคำว่า ธัญญาหาร จะทันหรือหาญ ผสมๆกันไปละกัน

ย้อนไปที่โตเกียว ห้าง อาตะเล่ะ Atre’ (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าเตาผิง) สถานีรถไฟ Ebisu(ห่างชิบูยะ๑สถานี) ก็มีร้านTHANNนี้ แต่ก่อนเราอยู่ตรงนี้ล่ะ เราก็เดินห้างนี้บ่อย สถานีรถไฟใหญ่ๆในญี่ปุ่นพัฒานาเส้นทางรถไฟโดยห้างสรรพสินค้าเสมอ และใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ช่วงนั้นเวลาบอกใครว่าอยู่บ้านแถวๆนี้คนมักงงๆ ดูรวยไปมั้ง (ฮา)

แต่คือยังไงดีล่ะ ห้างเช่นโตคิว นอกจากเป็นห้างขนาดใหญ่ก็เป็นบริษัทก่อสร้างขนาดยักษ์ของญี่ปุ่นอะไรประมาณนี้ด้วย

จริงๆแล้วที่ รฟม บริเวณแยก อสมท น่าพัฒนามากๆ ๓๕๐ ไร่(พื้นที่ราบ๕๖๐๐๐๐ ตรม) ถ้าขึ้นเป็นตึก๑๗แท่ง รับรองไปได้อีกไกล อสังหาไปโลดเลย เป็นเมืองใหม่ขึ้นมาได้เลย จุคนได้เลยนับแสนคน

แต่อย่างว่าแหละ กฏหมายไทยก็มักคุ้มครองอะไรแปลกๆ

(ประเทศไทยระบบเศรษฐกิจเป็นคอมมิวนิสต์กว่าจีนเสียอีก)

แต่ก็มีกรณีตัวอย่างตอนเด็กๆ เช่น จะก่อสร้างโรงซ่อมรถไฟฟ้าBTSที่สวนลุมกันเขาก็ต้าน

ก็ต้องไปลงเอยที่หมอชิต(เก่า)

(อันสวนลุมนี้ในหลวงร๗ ท่านพระราชทานสวนส่วนพระองค์ของร๖ให้ กทม เพื่อประโยชน์มวลชน ไม่ใช่เพื่อกิจการเอกชน เอกสารตรงนี้มีอยู่ก็เลยทำไม่ได้ อันนี้จำได้แม่นมากๆเพราะว่า ปู่เราเป็นพยานเซ็นเอกสาร ในตำแหน่งมหาดเล็กหลวง เราเห็นในไทยรัฐเพื่อนชี้ให้ดูตอนมอ๒)


กลับมาที่เรื่องสบู่ดีกว่า ผลิตภัณท์นี้แปลกที่มี Flagship Store ในห้างหรูๆตามต่างประเทศด้วย (ในญี่ปุ่น อาตะเล่ะ ก็หรูกว่าโตคิว) เพราะโดยปกติสินค้าไทยมักไม่มีอะไรแบบนี้ มักเป็นเพียงODMจ้างผลิตให้ต่างชาติเขาแปะยี่ห้อ หรือไม่ก็อยู่บนshelfตามซุปเป้อร์มาร์เก็ต ผลิตภัณท์นี้สร้างความประหลาดใจให้เรามากๆ ร้านสวยด้วย ไม่แพ้ที่Siam Discovery หรอก ปัจจุบันมีใน๒๐ประเทศทั่วโลก และมี๖๓ สาขา เจ้าของ คุณวุฒิชัย หาญพาณิช ทำมา๘ปี (เอง) (ต้องปรบมือให้ดังๆเลยล่ะ)

(นามสกุลก็บอกแล้วว่า ค้าหาญ ต้นตระกูลเขาตั้งนามสกุลมาให้ลูกให้หลานจริงๆ)


เล่าๆมาก็ฟังดูไม่น่าแปลกใจใช่ไหม แต่สำหรับเรา เราว่าน่าสนใจและแปลกทีเดียว เพราะ ไม่เคยมีผลิตภัณท์ไทยได้โกอินเตอร์อย่างแท้จริงเช่นนี้มาก่อน

แต่เรามักได้ยินเรื่องราวแบบนี้เยอะ เช่น ส่งออกไปทั่วโลก หรือ มีวางจำหน่ายที่นั่นที่นี่

แต่ก็นั่นแหละ เราได้ค่าแรงหรือขายได้ในราคากระจิ๊ดริด หากเทียบกับปลายทาง

(เทียบที่ต้นทางแน่ล่ะ แค่นี้เถ้าแก่เจ้าของโรงงานก็พึงพอใจกันแล้ว)

แต่แบบกระทิงแดงก็แรงทั่วโลกของจริงเช่นกัน


แต่เบียร์สิงห์อัสนีวสันต์เวิลด์ทัวร์ ก็ทัวร์ให้คนไทยในต่างแดนดูกัน ช่องทางจัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ก็ยังอยู่ตามร้านอาหารไทยเป็นหลัก แต่แน่ล่ะแค่นี้สิงห์ก็รวยจะแย่แล้ว


การทำหน้าร้านเอง เป็นเรื่องยากมากๆสำหรับผู้ประกอบการในไทย การจะเจอ Strategic Partnerที่ดีและมีเงินทุนประสบการณ์ในท้องถิ่นมากพอ ไม่ใช่เรื่องง่ายและที่สำคัญ ก็คือ กิจการใดๆก็ตามเจ้าของไม่อยู่ที่นั้นๆ มันยากแก่การดูแลให้ทั่วถึง อย่าพูดสวยๆว่าใช้ระบบดูแลได้ เรื่องของคน บุคลากรทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก ตอนก่อนยุคอินเตอร์เน็ท ใครๆก็พูดถึงการประชุมทางไกล แต่พอวันนี้แล้ว ใครๆทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่า อย่างไรเสียก็ต้องไปดูแลลูกน้องดูแลลูกค้าให้ถึงที่สม่ำเสมอ


เรานั่งดูเขาสัมภาษณ์ด้วยใจจดจ่อ เพราะเป็นหนแรกที่เห็นเจ้าของผลิตภัณท์ที่โกอินเตอร์ได้แท้จริงออกทีวี แต่ผู้สัมภาษณ์ไม่เก่งเท่าที่ควร ช่างน่าเสียดาย

ได้ใจความว่า เจ้าของเขากลับจากญี่ปุ่นมาไทยเพราะคุณพ่อขอร้อง เข้าใจว่าเขาทำงานด้านออกแบบที่นั่นมานาน พอกลับมาไทยก็เลยต้องหาอะไรทำ และการที่อยู่ญี่ปุ่นมานานก็ทำให้รักในความเป็นไทย


(เรียกว่าไงดี ญี่ปุ่นจะดึงส่วนอื่นมาเข้ากับวัฒนธรรมตนเสมอ ปรับและปรุงให้เข้ากับรูปแบบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีได้ นั่นเป็นเหตุผลให้คนไทยมักรักความเป็นไทยแม้อยู่ญี่ปุ่นก็ตาม)


ที่ไหนก็ตามที่ชุมชนเข้มแข็งเมืองนั้นเจริญ ที่ไหนก็ตามที่ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ ที่นั้นเจริญ ยกตัวอย่าง ไม่ว่า ญี่ปุ่น หรือ จีน จะเป็นประเทศส่งออกสินค้าใหญ่ที่สุดในโลก แต่เขาก็ผลิตเพื่อบริโภคในประเทศตนเองเป็นหลัก (ส่งออกไม่เกิน๓๐เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี)


มีคำถามจากพิธีกรว่า เขาต้องจ้างต่างชาติทำงานไหม เขาบอกว่า เขาจ้างSpa Director เป็นคนอเมริกัน จ้างผู้ช่วยอีกคนเป็นญี่ปุ่น ฟังดูปกติไหม แต่ในรูปแบบกิจการที่จ้างคนไม่เยอะ นั่นแปลว่าความสามารถในการสื่อสารของเจ้าของต้องทำได้ทั้ง๒ภาษา และมีความเข้าใจองค์กรไปในรูปแบบเดียวกัน


คนไทยยังไงก็มีจุดอ่อนเรื่องภาษา ถ้าเรียนภาษาอังกฤษมาดี ก็มักไปทำงานบริษัทฝรั่งกัน บริษัทไทยก็มักได้จ้างคนไทยที่ไม่ได้มีหลักคิดในแบบสากลเท่าที่ควร(หลักคิดแบบสากลไม่ได้แปลว่า พูดอังกฤษเก่งเฉยๆหรอก) คือ องค์ประกอบมันต้องเป็นคนแบบ เข้าใจท้องถิ่น มีวิธีคิดแบบสากล และก็วิ่งทันการเปลี่ยนแปลงของโลก


เด็กรุ่นใหม่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ก็มักเป็นคนGeneration Y ที่ไม่มีความอดทนมากพอที่จะอุทิศตนให้กับงานหนัก(ยุคนี้คนกินfast foodกันนี่)


ทางเจ้าของผลิตภัณท์บอกอีกว่า เขาจ้างจากเด็กกุลียกของจบมอ๓ มาทำงาน เทรนคนหลายคนหลายปีจนปัจจุบันทำงานเอกสารสามารถเดินเรื่องส่งออกได้เลย และมีแบบนี้หลายคน และที่สำคัญเขาบอกว่า เขาเป็นคนไม่ดูถูกคน



พิธีกรผู้สัมภาษณ์คือ คุณ พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ (สามีเขาเป็นมือขวาน้าชาติ) เขาเป็นคุณนายเต็มตัวน่ะละ ทั้งวิธีพูดและวิธีคิด วันนี้เขาพูดออกมาว่า ไม่จำเป็นต้องจ้างพวกจบโทมาจากซีแอ๊ตเติ้ลใช่ไหม เขาถึงตอบว่า เขาเป็นคนไม่ดูถูกคน


พิธีกรหน้าตาสวยทีเดียว แต่อายุซัก๕๕ได้มั้ง แวบแรกที่เห็นในทีวีวันนี้ รู้สึกเหมือนนางสาวไทยคนปัจจุบันตอนแก่ๆแน่ๆ แต่ไม่นึกว่า จะชื่อจริง ชื่อ พรรณประภา ตรงกันเด๊ะเลย


ลูกสาวคุณ พรรณประภา คือ หญิงในฝันเราเลย ชื่อ พิมรา เป็น บอกอหนังสือ anywhere ในยุคเริ่มต้น แม่เขาก็เป็นเจ้าของหนังสือบนเครื่องบินพวก กินรี สวัสดี อะไรแบบนี้ แต่ก่อนพ่อเรารับanywhere ตั้งแต่ปีแรก เราก็ชอบอ่านกัน ตอนหลังๆซ้ำๆเราก็เลิกอ่านกันไป การสื่อสารด้วยตัวอักษรนั้นมันกินใจนะ กินใจมากๆ รับรู้เรื่องราว รสนิยม ความชอบหรือไม่ชอบ ได้ทางตัวอักษรทั้งสิ้น นอกจากนั้น คุณ พิมรา ที่เห็นตามข่าวก็หน้าตาสะสวยทีเดียว


เราชอบประโยคของด๊อกเต้อร์แดนตอนลงผู้ว่า ที่บอกว่า คนอ่านหนังสือผมก็จะรู้จักผมและมีการสื่อสารกันด้วยความสัมพันธ์ทางความคิด(อะไรประมาณนี้ล่ะ) เราเห็นด้วย เราชอบนะหนังสือด๊อกเต้อร์แดน ไปอ่านตาม B2Sทีละนิดทีละหน่อยเป็นประจำ

เราชอบพวกผู้หญิงเขียนหนังสือได้มาแต่ไหนแต่ไร แต่ส่วนใหญ่พวกนี้มักสวยน้อยหน่อย (สมองรอยหยักเยอะหน่อย) ก็เลยไม่ค่อยลงตัวลงเอยกันหรอก (เราหล่อ+เลือกได้ออกซะขนาดนี้อะนะ)(ฮา)

อย่างทรายเจริญปุระ ก็อ่านในมติชนสุดมานาน ก็ชอบทีเดียว แต่ขอหยุดไว้เพียงตัวอักษร เพราะเคยเห็นตอนเป็นพิธีกรในทีวีแล้ว ไม่ประทับใจเท่าตัวอักษร

เขียนไปเรื่อยเปื่อยเนอะ

ประเด็นไม่มีไรนักหรอก แต่เราชอบคำว่า ธัญญาหาร และพอดีพ้องกับ ผลิตภัณท์ THANN และ HARNN ของเขาสวยนะ เป็นชุดๆสวยๆทั้งนั้น ตอนเราไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึนามิที่เขาหลักตอนนั้น เห็นของบริจาคยี่ห้อนี้ ประทับใจตั้งแต่นั้นมา หีบห่อสวยงามน่าประทับใจทีเดียว ไม่แปลกที่เขาเคยอยู่ญี่ปุ่น


การเป็นคนโตเกียว ทำให้เข้าใจวิถีคิดของโลก เราก็ชอบนะ เราโตขึ้นมากที่นั้น ทั้งๆที่อยู่ที่นั่นอ่านหนังสือน้อย แต่สังเกตวิถีบริโภคของคนที่นั่นและการวิวัฒน์ของสังคมเมืองได้อย่างเห็นภาพชัดทีเดียว


เดือน๗ปีที่แล้ว มีโอกาสไปเมืองทางตอนใต้ของจีนเป็นช่วงสั้นๆ ไม่ว่าจะไปร้านขายหยกของฝากร้านไหน ก็ล้วนเป็นที่ห้อยมือถือเล็กๆ หยกแกะเป็นรูปองุ่น ทั้งนั้น กุ้ง(Country managerเขตนั้น) ที่ป๊าให้ดูแลเรา สอนเราว่า องุ่นนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งการออกดอกออกผล เราจึงซื้อกลับมาให้พ่อแม่ เพื่อเป็นการบอกว่า วันนี้ลูกชายอยากออกดอกออกผลตอบแทนพระคุณแล้วนะ (ผ่านไปเกินครึ่งปีแล้ว มีไรดีขึ้นบ้างนะชีวิตลูก) ว่าแต่องุ่นเป็นธัญญาหารหรือไงวะ ฮ่าๆๆ การทำกิจการดีดีก็ออกดอกออกผลชั่วลูกชั่วหลานล่ะน่า เหมือนที่ป๊าทำน้ำมันถั่วเหลือง องุ่น ไงเล่า


เขียนมายาวมากๆเลยเนอะ ไม่ได้เล่าอะไรวันนี้นักเลย วันนี้ไปดูหนังเรื่อง Pushมา แหวะ เซ็ง

ออกไปเดินหาเก้าอี้มา อยากได้เก้าอี้ดีดีมานั่งทำงาน บอกพนักงานขายว่า “คิดงานไม่ออกก็เลยโทษเก้าอี้” จะมาหาเก้าอี้ดีดีไปซักตัว มีตัวถูกใจนะ ถูกใจมากๆเลย ลองนั่งอยู่นาน แต่แม่งเอ๊ย ตัวละ๑๑๕๐๐ จะบ้าตาย

มีเก้าอี้ lucky ที่ห้องสมุดSIIT ที่เราว่านั่งดีมากๆประทับใจสุดๆแบบนึงเท่าที่เคยนั่งมาในชีวิตเลย ถ้าจะหาซื้อจริงๆก็มีขายแน่ๆ แต่ท่าทางจะเป็นหนังเทียม ถ้าไม่เปิดแอร์ตูดแฉะตายห่าเลยกู เคยสังเกตกันม้า เก้าอี้ห้องสมุดนี่ล่ะสำคัญที่สุดในห้องสมุดเลย

แต่ก็อยากได้อยู่ดีน่ะล่ะ คิดไม่ออกว่าควรซื้อกี่เงิน

ก็เลยไปดูหนังซะ ตัดสินใจยากนัก

แต่โต๊ะมีแล้ว โต๊ะที่ระลึกของยายและตาเรา เป็นโต๊ะเรียนที่มีอายุกว่า๖๐ปี ไม้ธรรมดาไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร ตอนนั้นตาจีบยาย ยายเรียนเก่งตาก็เรียนเก่ง (หนุ่มธรรมศาสตร์สาวจุฬา) ตาซื้อโต๊ะเรียนให้ยายไว้อ่านหนังสือเรียน เราตั้งใจไว้ว่าไม่ว่าโต๊ะจะเก่าแค่ไหน เราก็จะใช้โต๊ะตัวนี้ล่ะ ทำงานไปตลอดชีวิต ตาตัวดำปี๋เป็นลูกชาวนา ยายจัวขาวจั๊วะเป็นชาวจีนโพ้นทะเล ไม่รู้รักกันได้ไง รักกันด้วยโต๊ะเรียนตัวนี้เนี่ยนะ ฮ่าๆๆ

เราก็วางโต๊ะตัวนี้ในห้องนอนมานานแล้ว

เอ้า ตีสี่แล้ว ยายตื่นมาถามว่า ลูกยังไม่นอนอีกหรอลูก หนีหนีหนี ขึ้นห้องนอนก็ได้วะ

แต่น้องแต้วในโฆษณาบอกว่า “เราไม่นอน เราไม่นอน” (ดื่มวีต้าด้วยนะ) ถ้ามีแฟนหน้าตาน่ารักขนาดนั้นแล้วมาโดดๆดื้อๆ บอกว่าไม่นอนไม่นอนนะ จะปล้ำซะให้หมดแรงสลบเป็นตายเลย ฮ่าๆๆ

Closer

0 comments
Closer

Friday, February 27, 2009

2:26:48 AM

ก็ดูจบตะกี๊ทางช่อง๑๒ ช่องนี้หนังดีดีเยอะ แย่ตรงที่พากย์ไทยจะขาดอรรถรสไปบ้าง แต่ถ้าดูเป็นภาษาอังกฤษก็จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเคยดูมาก็รู้เรื่องเพราะจำได้มากกว่า

ไอ้การดูรู้เรื่องไม่รู้เรื่องนี่พูดยากมากๆ เพราะว่า ภาษาเราก็ไม่ได้แย่นัก แต่ก็ไม่ดีนัก แต่อยากเข้าใจให้หมด

วันก่อนไอ้นนท์ไปดู เบนจามิน บ๊อตต้อน ขนาดว่าภาษาอังกฤษมันดีดี มันยังไม่เข้าใจเลยว่า ผู้หญิงผิดปกติตรงไหน (ผมแดง) และทำไมได้ชิงออสก้าร์(น้ำท่วมนิวออร์ลีนส์)ของแบบนี้ ต้องเฉลยให้ฟัง ไม่เกี่ยวกะทักษะภาษาอังกฤษแต่อย่างใด เรียกได้ว่า ทักษะความเข้าใจหนังมากกว่า

(เราไม่ได้เรียนวรรณคดีเปรียบเทียบมาหรอกนะ)

สมัยอยู่ออสเตรเลีย โบ๊ตเคยถามเหมือนกันว่า เราภาษาดีขนาดเข้าใจขนาดนั้นเลยหรือ? เราบอก ป่าววะ (มันอ่านที่เราเขียน) ไอ้โบ๊ทก็เก่งIELTS 7.0เชียวนะ เด็กไทยๆหาแบบนี้ยาก แต่ถ้าเป็นเด็กอินเตอร์ร่วมฤดีก็ปกติ ไม่ได้แปลกอะไร คล้ายๆกับคนเรียนวิศวะคิดเลขเร็วกว่าเด็กศิลปศาสตร์


เข้าเรื่องหนังดีกว่า เรื่องนี้เคยดูแล้วในโรง และน่าจะเคยดูในทีวีผ่านๆซักสองรอบ หลายปีก่อน ไม่ได้ตั้งใจดูขนาดวันนี้ ดูตั้งใจดูเราหมายถึงว่าดูกลางคืน เปิดไฟโคม และดูคนเดียว(บ้านเรามีทีวีเครื่องเดียว โอกาสดูคนเดียวนี่ยากมากๆ) กลางวันมักไม่ตั้งใจดู บอกไม่ถูกล่ะ


ในหนังมีที่ผู้หญิงพูดประมาณว่า การโกหกเป็นเรื่องที่ผู้หญิงสนุกแม้ไม่ต้องถอดเสื้อ อือ เราก็ไม่ใช่ผู้หญิงนะ ไม่ค่อยเข้าใจ แต่พวกผู้หญิงนิยมการโกหก (มากกว่าผู้ชาย)(เอาอะไรมาวัด)


และนึกถึงตอนที่อลิซจับได้ว่าแฟนตนเองจูบกะหญิงคนอื่น ของแบบนี้ก็ต้องได้กลิ่นซินะ กลิ่นพลาสติคลิบสติค(ช่วงนี้ชอบซีรี่ส์ ลิบสติค จังเกิ้ลมากๆ) กลิ่นหอม หรือ ว่าจับได้ทางอารมณ์ของคนใกล้ชิดกัน ไม่ได้แปลกอะไร


นึกไปถึงเมื่อคืนวันจันทร์ มีผู้หญิงคนนึงเอามือมาป้ายปากแหย่เรา แล้วกลิ่นแป้งก็ติดปากเรา เราก็เข้าใจได้เลยว่าอะไรแปลกไปแบบนี้มันผิดปกติอย่างไร นึกถึงแววตาแบบนี้แล้วนึกถึง เมื่อคืนเห็นผู้หญิงคนนึงมองเราด้วยสายตาแบบนี้เมื่อเราพูดถึงเรื่องบางเรื่องขึ้นมา วันนี้ก็เห็นผู้หญิงอีกคนนึงมองเราด้วยสายตาที่แปลกไปมากๆเพราะเมื่อวานเราพูดในสิ่งแปลกๆ ปกติสายตาแบบนี้เราไม่ได้เห็นมานานมากๆแล้ว จู่ๆก็เห็นสามวันติดกันจากหญิงสามคน นึกไปถึง อะไรแบบนี้มันง่ายหรอก แต่ทำไมเรารู้เรื่องพวกนี้แล้วทำไมเราถึงไม่ทำให้เป็นประโยชน์เล่า?

วันก่อนไอ้นนท์พึ่งเล่าถึงเรื่องแบบนี้ให้ฟังที่บึงสำราญอย่างตื่นเต้น แต่เรารู้ความลับเล็กๆเรื่องนี้บนโลกมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ชอบใช้

ทุกเรื่องราวบนโลกล้วนลึกลับแล้วแต่ว่าเราเข้าถึงและเข้าใจเรื่องลึกลับเหล่านั้นหรือไม่ ว่ากันว่า Harvard Business School เป็นที่รวบรวมความลับไว้มากที่สุด ใครได้ไปเปิดขุมสมบัติที่นั่นจะเข้าใจโลกใบนี้ดี


เรื่องผู้หญิงก็ปล่อยไปเรื่อยๆเสมอๆ อย่าไปสนใจอะไรนัก

.................................

เข้าเรื่องหนังดีกว่า

ทำไมคนใกล้ชิดกันถึงได้จับไม่ได้เล่าว่า คนใกล้ตัวนอกใจ หรือ กระทั่งนอกกายก็ตาม


เราไม่ชอบเรื่องแบบนี้หรอก ดูกี่ทีก็สะเทือนใจ และบอกตามตรงเวลารักใครก็ไม่นอกทั้งตัวใจและกายเด็ดขาด ซึ่งก็ฟังดูไม่แปลกอะไร แต่แปลกสำหรับผู้ชายที่อยู่ในระดับเดียวกัน(หน้าตา) ผู้หญิงเข้าหาก็ไม่ได้ผิดปกติอะไร มีมาให้ได้รู้จักเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ผิดปกติก็คือ เราเกลียดเรื่องแบบนี้ เราเห็นต้นแบบชีวิตกระมัง ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างจากผลเหล่านั้น


สุดท้ายแล้วก็เท่านั้นล่ะ ดำรงตนในศีลในธรรมไว้เป็นดี ธรรมแห่งการครองเรือนยังไงก็ดีกว่าความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว อดทนอีกไม่นานหรอก ความมันส์ของชีวิตจะมาเยือน


หนังเรื่องนี้ เวลาผ่านไปก็เข้าใจอะไรโลกมากขึ้น เข้าใจตัวแสดงที่เป็นผู้หญิงกลางคืนมากขึ้น อยู่ญี่ปุ่นคลุกคลีกับคนกลางคืนมาก พวกผู้หญิงพวกนี้ก็เป็นคนแบบนึง เข้าใจว่าการเป็นตากล้องที่มีชื่อเสียงนั้นยาก การเป็นนักเขียนนั้นแสนเสน่ห์อย่างไร ตอนที่ดูในโรงอายุราวๆ๒๕ ความเข้าใจคนก็น้อยกว่านี้ เข้าใจเรื่องสถานภาพทางสังคมน้อยกว่านี้ อาชีพชั้นนำทั้ง๓ในเรื่อง


และแน่นอน เวลาผ่านไปเรื่องจริงในบางพื้นที่อาจกลายเป็นมายาไปก็ได้ ชื่อที่คนเข้าใจอาจเป็นชื่อปลอมก็ได้ แม้ว่าตัวตนจริงๆคือแบบนั้นก็ตาม คนบางคนชอบงานชั่วคราวก็มีแบบในเรื่องบทอลิซ เราเองก็ชอบ คนเราทุกคนไม่จำเป็นต้องดำรงชีวิตเหมือนกัน แต่แน่ล่ะ การดำรงชีวิตตามบรรทัดฐานของสังคมนั้นง่ายดี


การเรียนมหาลัยชั้นนำและการทำงานในหน่วยงานชั้นนำไม่ได้มีประโยชน์เพียงแต่โก้หรูเท่านั้น แต่หมายถึงสามารถดูถูกผู้อื่นได้ด้วย ทั้งๆที่ในโลกแห่งความเป็นจริงๆแล้ว คนดูถูกพวกมนุษย์แบบนี้ก็มี

อากาศร้อนจัง ไปอาบน้ำดีกว่าโนะ

Wednesday, March 04, 2009

Jacob Anderson at Ikebukuro

0 comments
Jacob Anderson at Ikebukuro

Monday, March 02, 2009

1:31:24 AM

ตอนนี้คืนวันอาทิตย์นะจ๊ะ ใกล้นอนแล้วล่ะ ช่วงนี้อยู่ในช่วง Metamorphosis กำลังจะกลายร่าง จึงต้องตื่นแต่เช้าเลยล่ะ ตะกี๊นั่งหารูปเก่าๆหลายปีก่อนในคอมนิดหน่อย แต่แหม ไม่ดังใจวัยรุ่นเลยฮ่ะ หาไม่เจอ

เล่าเรื่อง๒วันนี้ดีกว่า ไปโกลเด้นเพลซ๒วันเลย แต่คนละสาขากัน

ตะกี๊วิ่งขึ้นไปถามน้องว่า ไน้ซ์ทูมีทยู ออกอัลบั้มใหม่แล้วหรอ แล้วนึกขำน้องตอบเป็นตุเป็นตะ นึกในใจนี่น้องเราบ้าบอยแบนด์ขนาดนี้เลยหรอ พอดีเมื่อคืนวันศุกร์เห็นMVตัวใหม่ แล้วก็นึกสงสัย แต่เมื่อคืนไปกินเหล้ากะด๋อยก็ยังคุยถึงทรายกันนิดหน่อย เห็นมันว่าวันนี้มีไปตีเทนนิสกะทรายกะครีม (นึกในใจมึงไม่ชวนกูหรอวะ) (ไม่ฮา)

เราก็ไม่รู้จักคนพวกนี้หรอก เจอหน้าก็ไม่รู้จะคุยกันยังไง แต่นิตยสารarena เราซื้อมาและคุณครีมเขาโป๊มากๆเลย หลายเดือนมานี้ซื้อแม็กกาซีนแค่เล่มเดียว และเล่มนั้นก็คือ Arena เล่มนี้แฟชั่นหวือหวาทีเดียว

นึกถึงประโยคที่ทรายบอกว่า “พี่เป็นนักร้องแกรมมี่ น้องเต้เป็นนักร้องRSน่ะพี่ทศ” เราตอบไปว่า “พ่อแม่คงภูมิใจน่าดูซินะ” (พูดตรงจุดที่เรานับว่าเป็นจุดดูดบุหรี่ที่สวยที่สุดในโลกเลย (จริงๆในโตเกียวก็คงพอ)) Disney Sea

ไอ้ด๋อยมันจบเอกแล้วแต่เดี๋ยวต่อโพสต์ด็อคท์ อีกปีนึง กลับมาไทย๑อาทิตย์ เมื่อคืนไปกินเหล้ากันมาเอาเพื่อนเป็นอัยการมาด้วย๑คน เราแม่งแบบ โห พวกมึงแม่ง คนมีตำแหน่งกันหมด เปียวเป็นผู้กองตำรวจ ด๋อยเป็นด๊อกเต้อร์ ลองเป็นอัยการ แล้วกูเป็นอะไรวะ(ไม่ฮา) (เศร้า)

กินกันถึงตีสี่สี่คน มันไหมล่ะ

ที่ตลกมากๆก็คือ ลองกะเราเจอกันหนแรก แต่ว่าลองมางานแต่งงานอัยการร่วมรุ่นที่สโมสรหน้าหมู่บ้านเราก่อนมากินเหล้ากัน (เรานั่งรถเมล์ไปกินเหล้า) เราแม่งขำเลย เหี้ย กูก็เห็นนะจัดงานแต่งงานบ่อย แต่ก็ไม่เคยไป เมื่อค่ำวันศุกร์เราไปว่ายน้ำสโมสรหน้าหมู่บ้าน ก็ยังมองดูคนที่เขามากันเลย อาทิตย์นึงมีหลายหนน่ะ ถูกด้วย ค่าเช่าสถานที่๗๐๐๐เอง อาหารก็จัดหาเอง เปิดมาหลายปีแล้วล่ะ ใหญ่ด้วยจุคนได้เยอะเหมือนกัน ถูกเหี้ยๆสำหรับสมาชิกในหมู่บ้าน แต่คนนอกก็มาใช้สถานที่กันบ่อยๆ

๗๐๐๐นี่ถูกเป็นขี้เลย เคยคุยกะพ่อว่า จัดเลี้ยงวันเกิดดีไหมเนี่ย(ฮา)


แต่ว่าเช้าวันเสาร์ตื่นแต่เช้า มีนัดกะป้าจุกตอน๗โมงที่สัมมากร ก็ไปคุยกันน่ะละ เรียกว่า ปรับทุกข์ เจอกันกะป้าแกปีละไม่กี่หนแต่เป็นคนหนึ่งในชีวิตเลยที่เราไว้ใจพูดทุกเรื่องให้ฟังได้ ลูกชายแกคนนึงก็อยู่ญี่ปุ่น (ไม่กลับซะที) เดี๋ยววันอังคารเย็นๆก็มีนัดกันอีก แกเคยพูดหลายหนนะว่าอยากได้ลูกชายแบบเรา แบบไงดี เราเป็นคนสนใจเศรษฐกิจสังคมการเมืองอะไรแบบนี้ล่ะ คนแก่เขาหาคนรุ่นใหม่สนใจเรื่องแบบนี้ยาก


(แต่หลังๆเสื้อเหลืองดังนี่คนไทยหันมาสนใจอะไรแบบนี้มากขึ้น แต่สุดท้ายถ้าอีกหน่อยคนไทยหัดคิดหัดฉลาดกันหมด เหอะๆ อย่านึกภาพดีกว่า)


พอตอนเก้าโมงกว่าๆก็ออกมาจากสัมมากร ก็ไปนั่งร้านกาแฟในโกลเด้นเพลซ สาขา สัมมากร แต่ก่อนมาบ่อยมากๆ ก่อนกลับบ้าน แต่ว่าแต่ก่อนก็ปี ๔๕ ๔๖ เลยล่ะ นานหลายปีแล้ว แล้วก็แทบไม่เคยมาอีกเลย นั่งอ่านแม็กกาซีนไปเรื่อยๆ หนุกดี อ่านถึงบ่ายโมงได้ เดินเล่นดูของก็นานนะ

นึกถึงสมัยนู้นนนนนนน เวลาไปมักเจอเพื่อนที่คณะคนนึงก็จบIE SIITแหละ มันจะมาทำงานที่นี่ บริษัทแม่CPส่งมาบ่อยๆที่โกลเด้นเพลซ (คนมักเข้าใจว่าของในหลวงซิ) พวกจบIEก็มักทำงานดูแลสินค้าทั้งหลายนี่ล่ะ เรียกว่าไงดี พวก Inventory พวก Logisticsละกัน เพื่อนก็บ่นๆเบื่อๆ เพื่อนชื่อต๋อม แล้วเราก็หายไปนานเลยไม่เคยเจอกันอีก


มาเจอต๋อมอีกหน วันนั้นไปกินmos burger กะเอ๋ยที่เซ็นทั่นเวิลด์(ประมาณเมษา๒๐๐๘) เป็นหนแรกในชีวิตที่กินในไทย เพราะเอ๋ยอยากกินมากๆ วันนี้มีงานอะไรรถๆซะอย่าง เราก็ลงมาดูดบุหรี่หน้าห้าง ก็เจอต๋อม วันนั้นก็งงๆ ก็คุยๆกันนิดหน่อย ต๋อมบอกว่า มันเป็นสื่อตอนหลังไปเป็นบอกอหนังสือ (จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ไม่ดังนัก) แต่ตอนนั้นเราฟังก็แปลกใจ แต่ก็ดีใจด้วย แต่ที่รู้สึกมากๆก็คือ แล้วกูทำอะไรอยู่ ความสามารถในการทำหนังสือหรือเขียนหนังสือเคยใช้ไหม ถ้าเป็นสมัยมหาลัย เราว่าเราทำได้ดีกว่าคนจำนวนหลายคนเลย ชอบและสุขใจที่จะทำ

คือ มันไม่บ่อยหรอกนะ ที่เกิดความรู้สึกแบบนี้ เพื่อนจบวิดวะแล้วมาเป็นบอกอหนังสือ สร้างแรงสะเทือนในใจมากๆ

เล่าเรื่องที่ไปกินมอสเบอเก้อวันนั้นดีกว่า จริงๆแล้วเราไม่ชอบไปกินอาหารญี่ปุ่นในไทยหรอกนะ


(จะค่อยๆบอกเหตุผลไป เหตุผลจะเหมือนๆคนไทยที่ไปอยู่ญี่ปุ่นกันมานานๆทุกคน แต่วันนี้ก็ไปกินมา ร้านเนื้อย่างชื่อ U ที่ ห้าง Crystal Park กินกันสามคนแม่ลูก ปาไปสองพันกว่าบาทแน่ะ แพงชิบ น้องกูหัวสูงจริงๆ ยังดีนะที่วันนี้มันจ่าย และนี่เป็นหนแรกตั้งแต่ทำงานมาเป็นปีปี ที่เลี้ยงข้าวแม่ นิสัยคนเป็นน้องแก้ไงก็ไม่หายจริงๆ ชินกับการได้รับมากจนให้คนอื่นไม่เป็น)


มีวันนึงเอ๋ยมันอยากกินมอสเบอเก้อมากๆ เพราะไงดี มันกะแฟนมันชอบกินเบอร์เก้อร์ แฟนมัน(อยู่New Yorkมา๑๐ปีชอบกินเนื้อก็ปกติ) ชอบกินมากๆ ก็เลยจะพาไปกิน (ตอนนั้นพึ่งเปิด) ก็เลยเซิ้ดดูในเน็ทว่าเป็นไงอยู่ไหนบ้าง มันมาเล่าที่หลังก็ขำดี มันก็อ่านบล๊อกคนนึงไปเรื่อยๆ อ่านจนจบที่เขาเขียนแนะนำมอสเบอร์เก้อร์ ปรากฏว่าเป็นอีพิ้งค์เพื่อนสนิทมากๆของมัน สมัยเรียน ตรีที่ถาปัดจุฬา เราแม่งขำกร๊ากกกกเลย แบบ เหี้ยเอ๊ย คือ ตลกดีเนอะอะไรแบบนี้ แบบหาข้อมูลแล้วเสือกเจอบล๊อกเพื่อนๆทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นพวกคนเล่นคอมมูนิตี้เวบบอดเลย

เราก็เคยบอกมันแล้วล่ะว่า อีพิ้งค์มันติดโลกไซเบ้อร์(มาก) แต่พิ้งค์เขาบอกว่า เขามีโลกส่วนตัวสูง(ฮา) แต่พอไปจริงๆก็หาไม่เจอ ห้างมันใหญ่อะเนอะ ก็เลยโทรถามน้องกุ้ง ซึ่งตลกมากๆ เพราะว่า ตอนนั้นเราพึ่งไปหากุ้งที่บ้านกุ้งเองทั้งๆที่ไม่ได้กะจะไปหาแต่พอดีผ่านไป และกุ้งกะเอ๋ยก็ไม่ได้รู้จักอะไรกันมาก

แต่พอกินหนสอง ก็ไปกะเราน่ะล่ะ

อ้อ ที่ตลกก็คือ เราเจอบล๊อกพิ้งค์ก็ตามอ่าน(กลางปี๒๐๐๗) แล้วก็ขอ msn พิ้งค์ มาจากกุ้ง เพราะคนพวกนี้เขาเป็นพวกติดโลกไซเบ้อร์เดียวกัน แต่ชีวิตจริงคงไม่รู้จักกันนัก

................................

ที่ร้านกาแฟ เราอ่านสัมภาษณ์ในดิฉันเจ้าของโมโม่ พาราได้ซ์ด้วย ที่เซ็นทั่นเวิลด์น่ะ ร้านนี้เราชอบมากๆ มีช่วงนึ
งกินกับเจฮีที่ชิบูย่าบ่อยๆ อร่อยจัดๆแต่ในไทยก็ไม่เคยกิน เกิดเป็นคนรวยก็ดีเนอะ แต่ก็ไม่อิจฉาอะไรหรอก เรารู้แต่ว่าถ้าเราพาเจฮีมาเมืองไทย คนอิจฉากันทั้งบ้านทั้งเมืองแน่ๆ ยิ่งสมัยนี้ใครๆก็บ้าสาวเกาหลีกัน

ถ้าจำไม่ผิด ในพลอยแกมเพชรเดือน ก พ ฉบับมาช่า มีบทสัมภาษณ์ที่ไอ้นนท์ควรอ่านด้วย๑๐หน้า มันคงอ่านซักครึ่งชั่วโมง(ฮา) เป็นสัมภาษณ์เจ้าของร้านเสื้อKloset แต่แนะนำไปมันก็ไม่ไปหาหรอก ต้องซื้อไปให้ พอวันนี้ไปหาดูที่ร้านนายอินทร์ โกลเด้นเพลซ เล่มใหม่เดือนมีนาคมดันออกซะนี่

.............................


เมื่อตอนบ่ายๆ น้องต้องออกไปธุระใกล้ๆ โกลเด้นเพลซ รามอินทรา เอกมัย เราก็เลยไปด้วย กะว่าเสร็จก็จะไปหาไอ้กอล์ฟที่The Crystal พอดีมันไปออกBooth แล้วมันก็อยากให้ไป แต่รอนานเหลือเกิน อ่านหนังสือฟรีที่ร้านนายอินทร์ไปเยอะ แต่โกลเด้นเพลซสาขานี้คนเยอะมากๆ ไม่น่าเดินหรอก ไม่สบายๆ แต่ตรงสัมมากรก็ที่เยอะจริงๆน่ะล่ะ จะมีใครขุดบ่อให้ฝึกหมาว่ายน้ำได้ล่ะ นั่งร้านกาแฟก็จะเห็นเรื่อยๆ มีแปลงปลูกผักในร่มแพงๆด้วย พวก กรีนคอร่อล เร้ดคอร่อล อะไรแบบนี้กอละ๑๔๕บาท โหย กูจะเป็นลม เราไม่กินละคนนึง แพงมากๆ


ผักปลอดสารนี่ จริงๆถ้าคิดต้นทุนที่ดินริมถนนรามคำแหงอีกนะ ผักแพงกว่านี้อีกหลายเท่า แต่ยังดีเขาคงไม่คิดกัน (ถือเป็นโครงการหลวงละกัน)


พอน้องเสร็จธุระแล้ว ก็ไปหากอล์ฟกันต่อ แต่น้องนึกได้ชวนกินร้านยู ตอนแรกเราก็ไม่อยากกิน เราไม่กินอาหารญี่ปุ่นในไทยหรอก มันทำให้รู้สึกไม่ดี ทั้งวัตถุดิบที่ไม่เหมือนซะทีเดียว และ แพงเหลือเกินด้วย นี่ยังไม่รวมถึงทำให้เราคิดถึงที่นั่นมากๆอีก


แต่น้องบอกว่าอร่อยมากๆ เราก็เออๆออๆ บอกว่าไปรับแม่มากินเย็นละกัน แต่เราพึ่งรู้ว่า วันนี้เป็นหนแรกในชีวิตมันเลยที่เลี้ยงข้าวแม่ เพราะหลังๆซัก๑อาทิตย์ที่ผ่านมา เราพูดจริงจังเรื่องนี้เลย ว่า ต้องให้เงินพ่อแม่บ้าง หาเงินได้เดือนหลายๆหมื่น ใช้ก็ใช้ไปเถอะ แต่ให้เขาบ้าง ให้เป็นสัญลักษณ์ของการดูแล ไม่ใช่ให้เพราะให้ แม่น่ะมีเงินเดือนอยู่แล้ว แต่พ่อไม่มีหรอก เคยบอกว่า น้องออมยังให้ลุงสิงห์เลย เดือนละสามพัน(แล้วพี่น้องคนอื่นเขาไม่ให้หรือไง แต่เราก็ไม่กล้าถาม)


ลุงสิงห์เขาก็ภูมิใจนะ ของแบบนี้พูดยาก

ชีวิตนี้เราก็เห็นมาเยอะพ่อแม่คนเดียวเลี้ยงลูกหลายคนได้ แต่ลูกหลายคนเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้


เราเป็นคนรักครอบครัว ถ้าคนรู้จักเราดี จะรู้ว่ารักจริงๆ ไม่ได้สร้างภาพอะไร เย็นพาแม่ไปเดินสวนสาธารณะเดือนละหลายหน บางเดือน๑๐หนเลย คือ เรียกว่าไงดี ไม่มีเงินให้นัก แต่ก็ดูแลทางใจกัน เงินทองก็สำคัญน่ะละ แต่สำคัญกว่าก็คือใจที่ให้กัน

พ่อแม่ก็มีแต่จะแก่เฒ่า อายุที่มากขึ้นเรื่อยๆของเรา นั้นหมายถึงอายุที่น้อยลงเรื่อยๆของพ่อแม่ จะมีประโยชน์อะไรล่ะ ถ้าเราจะอยู่ญี่ปุ่นแล้วประสบความสำเร็จแต่ทิ้งไว้พ่อแก่ๆแม่แก่ๆเฝ้าบ้าน น้องก็ไม่ค่อยสนใจอะไรพ่อแม่อยู่แล้ว ตามแบบฉบับเด็กอายุ๒๓ ๒๔ ที่กำลังสนุกกับโลกทำงาน (อีกซักพักก็เบื่อ)

ปีนี้เราทำยายสาวขึ้นมาหลายปีเลย คนแก่น่ะ ไม่อะไรนักหรอก คุยกันบ่อยๆ ก็เกินจะพอแล้ว ยายผ่านอะไรมามากเล่าอะไรก็น่าฟังอยู่แล้ว คนรุ่นยายนี่ก็ตายกันไปแทบหมดแล้ว เหลืออยู่น้อยเหลือเกิน เมื่อวันเสาร์ตอนแรกยายจะพาเราไป บ้านคุณหญิง สุวรรณี ตอนค่ำ ก็เป็นกลุ่มคนอายุเท่าๆกันที่มีเหลืออยู่น้อยเหลือเกิน

แต่สุดท้ายยายก็ไม่มีแรงขึ้นมาดื้อๆ ก็ไม่ได้ไป

คนแก่แล้วก็เหมือนเด็กๆบทจะไปไม่ไหวก็ไม่ไหว ก็นอนซะเลย ก่อนนอนตอนบ่ายๆก็ดูๆข่าว เราก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย ถามว่าเป็นคุณหญิงนี่ทำไงกันนะ พอดีก็เห็นองคมนตรีท่านนึงโผล่มาในข่าวสังคม ยายก็พูดถึงภรรยาท่านซึ่งเป็นท่านผู้หญิง ยายเรียกว่าพี่เล็ก ยายบอกว่า แต่ก่อน คุณกำธนเขามาจีบพี่เล็กที่อักษร ยายเจอทุกเย็น(ยายใช้คำว่าเขาเป็น senior ยายเป็นfreshy) แล้วยายก็เล่าเรื่องสมัยกว่าหกสิบปีก่อนที่จุฬาให้ฟังด้วยแววตาเหมือนแรกสาว เนี่ยแค่ปล่อยให้แกเล่าอะไรไปเรื่อยๆ แล้วฟัง คนแก่ก็มีความสุขแล้ว เราก็คุยกันนะว่า องคมนตรีก็อายุยืนเนอะ คนพวกนี้มีบุญญาธิการ หมอก็ดี อะไรก็ดี ก็ตายกันยากล่ะ อย่างยายเราถ้าไม่ใช่ข้าราชการก็ตายไปนานแล้วหาหมอเดือนตั้งหมื่นกว่าบาท หลวงเลี้ยงทั้งนั้น

คือยังไงดีนอกจากเรื่อง ยาดีดีแล้ว ก็เป็นเรื่องกำลังใจด้วย เราคาดเดาได้เลยว่า คนแก่เนี่ย ยังไงก็อยากเก็บเงินไว้ให้ลูกให้หลาน ถ้าเป็นอะไรที่มันรักษาตัวแพงเกินไป เขาก็ยอมตายน่ะละ แล้วสมัยนี้อะไรก็แพงทั้งนั้น โรคมะเร็งนั่นปะไร คนจนมีเท่าไหร่ก็หมด คนรวยมีเท่าไหร่ก็หมด ยังดีนะที่บ้านเราไม่มีใครเป็นอะไรแบบนี้เลย

เฮ้ย กลับไปอ่านหัวข้อแล้วนึกได้ว่า ยังไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกะ Jacob Anderson at Ikebukuro เลยแม้แต่น้อย

ไม่มีใครเดาอะไรถูกนักหรอก อาจมีพวกเคยอยู่โตเกียวมาจะนึกถึง Ikebukuroออก ว่าเป็นย่านเจริญ (มาก) Jacob Anderson ก้อเดาไม่ถูกหรอก แต่เราคิดชื่อนี้เอง จู่ๆก็คิดอะไรได้ตอนไปธรรมอาภา Jacobกุ้งอาจเดาถูก แต่คนอื่นคงนึกไม่ออก พอดีเมื่อวานตอนบ่ายๆไปเดินอยู่นานมากๆแถวๆซอยนึง แล้วรู้สึกเหมือนวันที่เดินที่Ikebukuroเลย แต่บอกไงดี ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เหมือนที่เราชอบบอกใครๆว่า จังหวัดไหนที่มีสถานีรถไฟกลางเมืองนะ แล้วมีที่ราชพัสดุเป็นย่านพาณิชย์เก่าแก่นะ จังหวัดนั้นจะเหมือนโชคชัย๔ (ทุกคนมักเห็นด้วย แบบ ตบเข่าฉาดดังๆ)

Ikebukuro วันที่ไปนั้น ไปเพราะนุ้ยบอกให้พาพ่อไป แต่นุ้ยไม่ว่างไปด้วย วันนั้นก็นั่งคุยกับนุ้ยที่ดูดบุหรี่ที่สวยสุดในโลกน่ะละ (Tokyo Disney Seaบริเวณสะพานจอดกอนโดล่า) เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วซินะ

ที่ขอนแก่นแถวๆซอยในโรงแรมโฆษิตเราก็รู้สึกเหมือนๆแถวๆIkebukuroนะ

...............................


ตอนสี่โมงกว่าๆแวะไปหาน้องแก้มด้วยที่บ้านก้ามปู แต่น้องก้าวบอกว่าพี่แก้มไม่มา(พูดยังกะสนิทกันมากเลยเนอะ ฮ่าๆๆๆ) บอกว่าแก้มมาเมื่อวาน เราอยากเจอแก้มนะ อยากมากเลย อยากรู้ว่าโตขึ้นมาหน้าตาเป็นไง คราวก่อนซักต้นเดือนที่แล้วไปร้านกาแฟนี้มา ผ่านไปซัก๑๐วันน้อมแก้มก็โทรมาเม้ากะเรา พ่อแม่เขาก็อยากเจอเราแหละ พ่อแม่เราก็อยากเจอแก้มนะ เรื่องแบบนี้ตลกดี คิกๆ เสียงก็น่ารักชะมัด

พาน้องไปเพราะบอกว่าร้านกาแฟนี้สวยและเหมือนบ้านพ่อเราเลย(เราและน้องมีบ้านพ่อและบ้านแม่ตามประสาเด็กบ้านแตก) บ้านพ่อมีเรือนไทย มีน้ำตก มีต้นก้ามปูยักษ์ๆ มีเรือนเพาะชำ และขายของเก่าๆ

คิดว่าเหมือนกันมะ

บ้านแบบนี้จะมีกี่หลังในประเทศไทย

พอไปถึงน้องเราบอกว่ามันเหลี่ยมกว่าบ้านพ่อเนอะ ใช่ๆ เราเห็นด้วย ร้านนี้คนก็สวยเป็นปกติ เห็นคนข้างๆน้องก้าวหน้าตาดีมากๆ ยังกะดารา อยากทำความรู้จักเลยล่ะ คนแบบไหนกันนะที่วันเสาร์ใส่เสื้อเกาะอกสีดำมานั่งร้านกาแฟเก๋ๆคุยกับเพื่อน พอตอนขับรถกลับบ้านบอกน้องว่า “จริงๆหาแฟนตามร้านกาแฟนี่ดีนะ” น้องด่าว่า “พี่กูเป็นเอามากกกกก” เราบอกว่า “เอ้า ทีน้องเราไปหาผู้ชายตามร้านเหล้าเอกมัยได้ ไม่สิ้นคิดกว่าอีกหรอวะ” ฮ่าๆๆ


ผู้หญิงทำไมเขาชอบกันจังเลยนะ พวกผู้ชายหล่อๆหุ้นส่วนร้านเหล้า ถ้าเราอยากรู้จักพวกหุ้นส่วนร้านกาแฟสาวๆสวยๆแปลกตรงไหน

อ้อ ตอนไปขอนแก่น สาวๆเขาก็ถามหาหนุ่มกรุง ไอ้โป้งบอกว่า ก็เหมือนพวกสาวไปตามเอกมัยหาพวกหนุ่มๆนักเรียนนอกไงล่ะ อื้อ บางอ้อ เห็นด้วย

เออ ทีเด็ด เจอคุณ ส้ม อมรา ชอบมากๆเลย ก็มากะเพื่อนที่มหาลัยกะน้องเรา โห แฟนกันป่ะวะ มีแฟนเด็กกว่าขนาดนี้เลยหรอ บอกน้องว่าอยากเข้าไปขอลายเซ็น น้องบอกว่า สะเหร่อ เอ้าแปลกไงวะ ก็กูชอบอะ เวลาเห็นเขาสัมภาษณ์แล้วเราว่าเขาตัวจริงดี ไม่มั่วนิ่ม จำได้เลย เห็นตั้งแต่สิบปีก่อนก็ตาค้างแล้ว สวยเหลือเกิน เมื่อไม่กี่วันก่อนออกรายการสะบัดช่อ แต่งหน้าสวยสุดๆ แต่น้องเราบอกว่าเพื่อนมันก็เจ๋งนะ ไม่แปลก เออ เราเห็นด้วย

....................

เมื่อคืนถามด๋อยว่าได้ไป สกีทริพของพวกเอสไอในโตเกียวปีนี้ไหม(ไม่กี่วันนี้เอง)เรารู้ข่าวจากยะฮูกรุ๊ป มันบอกว่าพ่อมันไปโตเกียวช่วงนั้นพอดีก็เลยอดไป เราไปมาสองหนปีละหนประทับใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คิดถึงบรรยากาศแบบนั้นที่หาไม่ได้ในไทยจัง พ่อมันไปเรื่องงาน ตอนหลังพ่อมันเกษียณก็ไปเป็นคอนซั้ลท์เรื่องเขื่อนที่กำลังสร้างอยู่ จะส่งไฟให้ กฟผ ก็เลยต้องไปติดต่ออะไรที่โตเกียว

เรานึกในใจ เออ ถ้าพ่อไอ้ด๋อยไปโตเกียวพร้อมน้องกุ้งนี่เราคงขำมากๆเลย เพราะจะกุ้งหรือด๋อยก็นับเป็นคนใกล้ชิด แบบห่างๆของเรา แบบนานๆร้อยวันพันปีจะเจอกัน ไม่ได้ติดต่อกุ้งนานแล้ว หลายๆหนก็คิดถึง แต่ก็ไม่กล้าติดต่อไปอยู่ดี มันบอกว่า “ก็นี่ไง มึงก็โทรไปดิวะ พ่อมันชื่อ ธำรง ทำเป็นมุกถามน้องกุ้งว่ารู้จักไหม” ฮ่าๆๆๆ


จะว่าไปก็แปลกดีนะ ในปี๒๐๐๗ด๋อยเป็นคนที่เรารู้สึกสนิทที่สุด ในปี๒๐๐๘เรารู้สึกสนิทกะกุ้งมาก แล้วพอวันนี้๒๐๐๙ อะไรอะไรก็เปลี่ยน ๒คนนี้คงลืมๆเราไปแล้ว


ในสายตาด๋อย สำหรับเราคงโง่ๆมากๆ เราพึ่งเล่าเรื่องที่ไปขึ้นโรงพักเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้มันฟัง

เรื่องหลายๆเรื่องเราโง่เสมอ แต่ก่อนสมัยอยู่ญี่ปุ่นมีอะไรก็เล่าสู่กันฟังเสมอ

ปัจจุบันนี้แปลกๆ ถ้าจะเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง



เฮ้ยๆกรี๊ดๆ ตีสามแล้ว ต้องออกจากบ้านเจ็ดโมงนี่นา นอนนอนนอน

ตอนบ่ายๆต้องพาแม่ไปดู The Reader ที่ LIDO ด้วยนี่นา ไม่ได้ไปดูหนังที่ลิโด้กะแม่นานแล้วแฮะ ตอนอายุซัก๑๒ขวบแม่พาไปทุกเดือน นี่ล่ะแม่ฉัน สอนลูกด้วยหนังที่ลิโด้เหมือนสอนเด็กวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ

อ้อ เมื่อวานมีคำถามไอ้เปียว เราว่าขำดี

ถามว่า เออ แล้วแม่มึงจะได้เป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ไหมวะ มันตอบว่า “ห่า ธรรมศาสตร์เหยียดเพศตายห่า ใครจะให้ผู้หญิงเป็นวะ มึงเคยเห็นหรอ” เราแม่งขำกลิ้งเลย โลกนี้ช่างตลกร้าย

นึกไปถึงวันก่อนอ่านในพันทิพ(นานน๊านนนนนนที) มีคนเขียนว่า อาจารย์ ปริญญา ไม่ใช่อาจารย์ แต่เป็นดารา เราขำกร๊ากกกกเลย เคยเจอแกนะ ครั้งสุดท้ายเคยคุยด้วยตอนไปกระบี่เมื่อพฤษภา๒๐๐๕


ไปจริงๆล่ะ ดึกแร้นนนนนนน


“””””””””””””””””””””””

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

๐๐:๒๙:๐๕ น.

กล้าๆกลัวๆเปิดคอมๆ ว้า เป็นไปตามนั้นเลย แต่ช่างหีแม่งกันไป

เพื่อนโทรมาตอนสี่ทุ่มกว่าๆ ถามว่า “ทำอะไรอยู่” เราบอกว่า “กำลังไปกินข้าวหมูแดงเจ้าอร่อย ชื่อ ช บะหมี่ ซอยหมู่บ้านพฤกษชาติ” อร่อยสุดตีนจริงๆอะ

พอคุยๆธุระแล้วก็วางไปเพราะหิวๆ ก็นึกทบทวน โถคนเรา ต้องมาทำอะไรที่ไม่ค่อยเข้าใจด้วย เรื่องแฟนเรื่องภรรยานี่สำคัญจริงๆเลยเชียว เลือกแฟนผิดนี่ตายกันไปทั้งชีวิตเลย สงสารเพื่อนเหมือนกันนะ แต่โตๆกันแล้วชีวิตใครชีวิตมันจริงๆ พูดมากไปมันจะหาว่าเราอิจฉามันได้ (กูโสดนี่)

หนัง เดอะ รี้ดเด้อร์ ดีมากๆ แต่ถ้าไม่ใช่เซียนดูหนัง อย่าไปดู แต่เราซื้อแน่ๆ ชีวิตนี้มีหนังที่อยากซื้อแล้วยังไม่ได้ซื้อไม่กี่แผ่นหรอก ปีนี้ก็มี แบ๊ดแมน


“”””””””””””””””””””””””””””””

วันนี้มีเรื่องตลกมากๆ มากแบบมากๆเลย

มีวันนึงประมาณเดือน๘ หรือ ๙ ปี๒๐๐๗ รู้จักไม่ดิ เรียกว่า เห็นผู้หญิงไทยคนนึงในโตเกียว หน้าตาตรงเสป๊กมากๆแต่พอดีมีผู้ชายอยู่ด้วยเลยไม่กล้ายุ่งนัก รู้ชื่อเล่นเพราะได้ยินเขาคุยกัน เราก็ถามๆ ก็ได้ความว่าอยู่นิงาตะ ได้ทุนม็อง

วันนี้อ่านแม็กกาซีนเล่มนึง ผู้หญิงคนนี้โผล่ออกมา เห็นชื่อเล่น ชื่อจริง เห็นสกุล นึกออกเลย นึกขำดี เพราะว่า ช่วงนั้นมีวันนึงพวกเราเลี้ยงเอสไอประจำเดือนกันเสร็จเราก็ไปบ้านอาทกันที่โยโกฮาม่าแน่ะ พวกนั้นก็ไปนั่งเล่นวินนิ่งกัน เราก็ให้เซียมช่วยเซิ้ดหาสาวคนนั้นให้ พวกนี้ก็ทุนม็อง หากันแทบแย่หาไม่เจอ จู่ๆวันนี้เห็นเข้าในหนังสือ แม่งตลกดีว่ะ เรื่องแบบนี้ พยามหาแทบตายหาไม่เจอ ไม่ต้องหาดันเจอ


ไม่มีไรหรอก พอดีลูกป้าจุกแกอยู่นิงาตะ วันนี้ไปหาแกมาอีกก็เลยนึกถึงเรื่องนี้ แต่เรารู้เมื่อต้นปีนี้เอง

วันนั้นแปลกดีที่กุ้งโทรหาตามคำขอ อยากคุยด้วยจริงๆนะนี่ แต่ไม่กล้าโทรหรอก กลัว

แปลกนะอยู่ไกลๆกันชอบคุยกัน พอใกล้ๆกลับไกลเหลือเกิน

..............................

About Me

ทศ พิทักษากร
Tokyo, Japan
น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
View my complete profile