เด็กผู้ชายขี้เหร่คนนั้นเป็นใคร
วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552
๐๔:๓๕:๐๗ น.
ตื่นตั้งแต่ตีสี่เพราะหลับไปตั้งแต่สี่ทุ่มกว่าๆ กลับมาถึงเตียงปุ๊บ สลบปั๊บ
“เด็กผู้ชายขี้เหร่คนนั้นเป็นใคร”
การใช้ภาษาแบบไวยากรณ์อังกฤษนี่มันอ่านดูประดักประเดิดพิกล แต่เห็นคนเขียนบล๊อกเขาก็ชอบทำกัน ทำแล้วมันเท่ห์ดีกระมัง แกงไตปลา โตเกียว ไวน์แดง และ กระเป๋าเดินทาง หรือ เอาคำนามมาวางต่อเนื่องกันทั้งๆที่ไม่มีความหมายอะไรเกี่ยวข้องอะไรแบบนั้น
“มีเรื่องร้อนอยู่บนโต๊ะอาหาร” วันนั้นได้ยินเสียงปลายสายโทรศัพท์จากเพื่อนสาวคนสนิทบอกอย่างนั้นเพื่อตัดสายเราทิ้ง นึกในใจ ภาษาอะไรของแม่งวะ!
หลายวันก่อนในร้านหนังสือคุ้นเคยชานเมืองกรุงเทพ เห็นหนังสือเล่มนึงที่เพื่อนคนนี้เคยหยิบมาให้เราอ่าน แต่เป็นฉบับแปลแล้ว ฉบับแปลไทยแล้วหนามากๆ และพาดหัวว่าขายมาแล้วสามล้านเล่มอะไรเทือกๆนั้น เพื่อนเคยให้อ่านแล้วเราก็วางไว้ ตอนนี้นึกอยากกลับไปหามาอ่าน ชื่อ เรื่อง The time traveler’s wife มันบอกว่า ซื้อมาจากร้านมือสองที่มันชอบแห่งหนึ่งในNew York แต่เราก็นึกไม่ออกจริงๆว่าหนังสืออยู่ไหน เวลาล่วงไปสี่ปีเต็ม และเราผ่านการเดินทางมาไม่น้อย ทั้งเดินทางด้วยเท้า และเดินทางเข้าไปขุดลึกในตนเอง
เวลาเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนได้ และก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปเสียดายมัน
จากภาพยนตร์ที่แม่เคยพาไปดูตอนเด็กๆซักปอหก ชื่อ เรื่อง Day poet’s society เขามีคำเก๋ๆว่า seize the day ใช่ ชีวิตคนเราก็ควรใช้แบบนั้นจริงๆ yes, I have a number ตอนปอหก เพื่อนคนนึงบอกว่า ค่า พาย มีค่าเท่ากับ 3.1416 ตรงกับจำนวนพยัญชนะอังกฤษในประโยคนี้
“เด็กผู้ชายขี้เหร่คนนั้นเป็นใคร” ย้อนไปสี่ปีก่อนช่วงเดือนนี้ เรายืนกวาดใบไม้ที่ถนนอยู่หน้าบ้าน รถของพ่อเด็กคนนี้ขับผ่านไป เขาหันมาสบตาและมองบ้านเรา สร้างความประทับใจแบบแปลกๆให้กับตัวเราเอง แต่จะแปลกอะไรเพราะแต่ก่อนลูกชายคนอื่นๆของเขามักวิ่งเล่นอยู่ที่นี่ เราจำได้ว่าลูกสาวเขาเกิดวันเดียวกับเรา คนในบ้านบอกเราว่า ทุกครั้งที่เขาขับรถผ่านมา เขาจะมองเข้ามาข้างใน
บันทึกข้างบนนั้นเป็นช่วงเวลานั้นๆ เวลามักเป็น จุด เสมอในใจเรา
มีหนังสือคนเขียนเดียวกัน3เล่มที่เราอ่านในรอบ3สัปดาห์นี้ แต่ใน2เล่ม มีตัวละครนึงซึ่งสร้างความรู้สึกแปลกให้แก่เรามากๆ เมื่อวานนั่งอึ้งอยู่หน้าหนังสือ ตัวละครนึงในนั้นเป็นตัวละครที่เรารู้จักดีมากๆ ทุกอย่างเหมือนพี่ Gที่เรารัก
แต่ที่ตกใจที่สุดเห็นจะได้แก่ พระเอกของเรื่อง อายุเท่าพ่อเราในชีวิตจริง เกิดวันเดียวกันด้วย หากแต่สิ่งที่ได้อ่านมักเป็นวัยสามสิบกว่าๆ ในทศวรรษที่๘๐ ยิ่งอ่านหลายเล่ม ก็ยิ่ง มีเรื่องให้น่าตกใจ
แต่จะแปลกอะไรเวลาอ่านหนังสือแล้วรู้สึกราวกับตัวละครคือตัวเราเอง คนเราบนโลกนี้ก็เหมือนกันทุกคน ในมุมมองที่เรามองให้เหมือนกัน และในมุมมองที่ต่างกัน เราเองทุกคนล้วนต่างกัน
๒ปีแล้ว เมื่อวานนี้นั่งนับว่านานเท่าไหร่แล้วที่เราประพฤติตัวแบบนี้ เรานับได้๒ปีเต็มๆที่ทำแบบนี้ ๒ปีเต็มๆที่ยึดติดอะไรเข้ามาเป็นสันดาน รู้ว่า ทางแบบนี้ ลงเอยย่ำแย่แน่ๆ เห็นทางมืดมิดอยู่ในซอยตัน และแน่นอนคงไม่มีใครอยากเดินเกี่ยวก้อยจูงมือไปด้วยกันเป็นแน่ เดินเข้าไปเจอกำแพงมืดทึบตันที่ปลายซอย
คิดว่า๒ปีที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรกันบ้าง
เราเชื่อมั่นว่า ชีวิตคนจักประสบความสำเร็จได้ ต้องมีทักษะการใช้ชีวิตที่ดีในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า ความรู้ ความสามารถ เงินทุน เพื่อนฝูง ชาติกำเนิด สิ่งเหล่านั้นย่อมมีส่วนในการกำหนดความสำเร็จ แต่เราเชื่อมั่นว่า ทักษะในการดำรงชีวิตสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
๒วันก่อน นั่งคุยกันที่บ้านเพื่อน นึกอยากด่าหรืออยากตำหนิ หรือ อยากวิจารณ์ แต่สิ่งที่เราไม่ทำก็คือ หยิบเรื่องที่ควรด่าออกมาด่าตรงๆ กลางวงอาหารเหนือแสนอร่อย เพราะ บางอย่างก็เป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป คนโง่ก็คือคนโง่ นึกในใจบางทีก็ขำในความเขลาของคน คนบางคนโง่เพราะอ่านข้อมูลผิดๆทางอินเตอร์เน็ทแล้วนำมาบอกต่อโดยไม่รู้เท่าทันว่าที่พูดมาทั้งหมดมันไม่ถูก พูดง่ายๆว่าเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเลยด้วยซ้ำ คนบางคนโง่เพราะหาภรรยาไม่ดี
แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว เรานี่ล่ะที่โง่ที่สุดที่นำเรื่องนี้มาพูดในบล๊อกนี้ ควรเก็บความอัดอั้นเอาไว้ภายในแบบที่เคยทำมาตลอดหลายปี ปล่อยให้ท่าทีแสนผยองของคนบางคนทำงานไป
เปลี่ยนเรื่องดีกั่ว
สิ่งที่ประทับใจเมื่อคืนก็คือ ไปเต้นเหงื่อแตกหมดตัว ในClub ที่มีเพลง trance เป็นรุ่นน้องผู้หญิงที่คณะคนนึง เขาชวน น้องเขาก็ขาวน่ารักดี อายุห่างกันไม่ใช่น้อยซินะ หากใกล้ชิดกันมากๆ เราจะแอบชอบเขาไหม ? ไม่น่า ไม่น่า จะว่าไป เมืองไทยหาที่เปิดเพลงเร้าใจขนาดนี้ยากเหลือเกิน
สิ่งที่เราเสียดายข้อนึงก็คือ ไม่ได้ไปCamelot เมื่อครั้งสุดท้ายที่ไปโตเกียวปลายปีที่แล้ว สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่เราชอบที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเลย ใช้เวลาที่นั่นไปเยอะ Club ที่ใหญ่ที่สุดในชิบุย่ะ
เพลง Trance และ Club อยู่ในเส้นเลือด เหตุที่ไม่ไปสุดแสนตลกเพราะว่า คุณ อรรัตน์ เธอไม่อยากให้ไป กลัวเราไปเจอใครล่ะมั้ง แต่ก็นั่นล่ะ เวลาผ่านไป คุณอรรัตน์เราก็ไม่เจอ Clubกับเรา เราก็ต้องไปทุกๆอาทิตย์
ค่ำนี้ซิ
มีมีทติ้ง พวก SIในโตเกียว กันที่ คาราโอเกะ แห่งหนึ่ง แถวๆ เอกมัย – รามอินทรา ใจนึงก็อยากเจอผู้คน แต่อีกใจก็ไม่ชอบคาราโอเกะ เอาซะเลย แต่ก็แปลกที่ใครๆเขาก็ชอบกันทั้งนั้น และก็แปลกที่เราเป็นคนจองร้าน เงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าห้องคาราโอเกะ หากคิดไปแล้วสามารถหาซื้อCDเพลงเพราะๆได้หลายแผ่น แต่เราต้องมาฟังคนร้องเพลงเพราะน้อยๆต่อเนื่องหลายๆชั่วโมง
แต่เอาเถอะ ไม่มีอะไรที่ต้องการแล้วได้ทุกๆอย่าง เกิดเป็นเด็กก็ต้องตามใจผู้ใหญ่ แต่ที่เรารู้แน่ๆ วันนี้คงกลับบ้านด้วยความชุ่มชื่นในหัวใจ เพราะ ทุกๆครั้งที่เราพบพวกพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ แก๊งนี้ในโตเกียว เรามีความสุขและอิ่มเอิบใจทุกครั้ง ทั้งก่อนนอนและหลังตื่น
นั่งอ่านแม็กกาซีนในห้องส้วมตะกี๊ JP พูดถึงเรื่องราวสมัยเด็กสมัยยังจน ว่า เขาพูดว่า “เราจนก็จริง แต่เรามีความสุขเพราะไม่เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น” JP เขามีอาณาจักร Paul Mitchell และตากีล่า ยี่ห้อ Patron มูลค่า USD 3.5 Billion
หกโมงเช้าแร้วว
“นกที่ตื่นก่อนย่อมจับหนอนได้ก่อน” สมัยเป็นเฟรชชี่ปี๔๑ไปนอนบ้านตูน ก็เห็นประโยคนี้ที่หน้าห้องมัน
สัปดาห์นี้ตื่นเช้าจัดๆขนาดนี้มี๒ซันแล้วซินะ บ้าหรือเปล่า ฮึ
.............................................
๑๐:๑๒:๐๙ น.
สักครู่นี้ หุ้นขึ้นไปถึง 490แล้ว
ตะกี๊ แบ๊งบอกในช่อง ๘๐ว่า วันนี้ครบรอบวันเกิด๓๔ปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มี๓๒บมจ ที่อยู่กันมาเกิน๓๐ปี เออ มีบมจอะไรบ้างน้า ต้องติดตาม ชั่วโมงหน้านะฮะ
เคยคุยกะยายเรา ตอน ลีแมนที่เมกาล้ม หลังจาก บริษัทอยู่มานานกว่า๑๕๐ปี บอกยายว่า ถ้าตอนที่ยายไปเรียนโทซื้อหุ้นลีแมนไว้ป่านนี้รวยเละไปแล้วเนอะยายเนอะ ตอนนั้นบริษัทนี้ก็อายุ๑๐๐ปีเข้าไปแระ สุดแสนจะมั่นคงละเนอะ ยายบอกว่า ก็ผู้ดูแลนักเรียนไทยเขาก็ไม่ได้บอกว่าให้ซื้อนี่ แต่เขามีข้อห้ามเรื่องบัตรเครดิตว่าห้ามนักเรียนไทยทำบัตรเครดิต แล้วก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อยเรื่องอื่นๆ
แต่ไว้มกราคมปีหน้า ครบรอบวันเกิดเรากะแบ๊งอายุ๓๐ ไว้ฉลองร่วมกันใหม่ เนอะแบ๊งเนอะ อิอิ
จะว่าไปก็คิดถึงแฮะ วันไหนแวะไปหาดีกั่ว
“””””””””””””””””””””
Thursday, April 30, 2009
Sunday, April 26, 2009
ย่อหน้านี้มีชีวิต
ย่อหน้านี้มีชีวิต
วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552
๑๕:๓๘:๐๓ น.
นั่งดูทีวีไทยๆอยู่พักใหญ่ๆก็มีความสุขไปอีกแบบ วันเสาร์สบายๆ
ตะกี๊ ช่างโทรมาให้ดู รายการ Invitation ก็นั่งดูอยู่พักนึง (เรามักเรียกเพื่อนคนนึงว่า “ช่าง”) มันไม่ได้เป็นช่างหรอก แต่โฆษณาที่บอกว่า ไม่ใช่ช่าง ไม่ใช่ช่างน่ะ โดนกะชีวิตมัน เพื่อนคนไหนเดือดร้อนซ่อมรถอะไรเรียกหาตลอด เพื่อนจะเดท ก็ เรียกออกมา ก็บอกแล้วว่าไม่ใช่ช่าง ไม่ใช่ช่าง เรียกกันอยู่ได้
เข้าเรื่อง ย่อหน้านี้มีชีวิตดีกว่า พึ่งได้ดูรายการนี้หนแรก รายการนี้ดีทีเดียว ดำเนินรายการโดยด๊อกเต้อร์ นาวินต้าร์ หล่อบาดใจวัย๓๐จริงๆเชียว ส่วนแขกรับเชิญ สัปดาห์นี้คือ คุณ บัณทิต วาทยกรชื่อดัง แท้จริงแล้วภาพลักษณ์ของผู้ดำเนินรายการก็คือนักร้อง ภาพลักษณ์ของแขกรับเชิญ คือ วาทยกร แต่เรื่องที่เขาคุยกัน คือ เรื่อง “หนังสือในดวงใจ” รายการดำเนินไปด้วยดี คนเรียนจนจบปริญญาเอกแน่นอนว่า ต้องอ่านหนังสือในด้านนั้นๆมามหาศาล ความลุ่มลึกในศาสตร์นั้นๆย่อมมีมาก รวมถึงด้านข้างๆของศาสตร์นั้นๆที่เกิดมาจากความสนใจอันเกี่ยวเนื่องกันด้วย
ท้ายรายการมีการพูดถึง นามปากกา เราเองก็พึ่งทราบว่า คำนี้ พระองค์เจ้า นมส เป็นผู้แปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า “Penname”และใช้แพร่หลาย ในยุคของท่าน เราเองจำไม่ได้ว่า นมส นี้ทรงประพันธ์หนังสือเรื่องอะไร นั่งนึกอยู่นาน ไม่รู้จำผิดไหม ตอนไปจีนกลางปีก่อน คุณกุ้ง ถามตอนเรานั่งขียนจดหมายว่า เคยอ่านเรื่องนิกกะพิมไหม เรานึกสงสัยใช่ นมส หรือเปล่า แล้วก็เลยคุยกัน
รายการนี้เขาก็เล่าไปเรื่อยๆว่า นามปากกานักเขียนดังๆในไทยนั้น มีที่มาใครอะไรบ้าง ชอบชื่อของกิ่งฉัตร คุณกิ่งฉัตรเธอบอกว่า ฉัตรก็คือ คำสุดท้ายของชื่อจริงปาริฉัตรเขา ส่วนกิ่ง ก็ คือ กิ่งของตัว กิ่งของความคิด เพราะเวลาเขาเขียนหนังสือเขาจะคิดว่าตนเองเป็นผู้อื่น
นึกไปถึง เมื่อซักวันที่๑๐เดือนนี้เอง ก็ไปนั่งเม้าแตกหลายชั่วโมงอยู่ที่บ้านผู้เขียนบทละครเมียหลวง ก็เม้ากันมันมากๆ คนเล่าเรื่องเก่ง คุยยังไงก็สนุก มีความลับนิดๆที่เปิดเผยได้คือ คนเขียนเมียหลวงเป็นคนเขียนเดียวกับจามะจ๊ะจิงจา(โทนาฟเป็นเจ้าของเดียวกับเย็นเตร็กซ์)
เชื่อไหมว่า ? คนเราสามารถเขียนหนังสือได้หลายแนว โดยที่คนเดาไม่ถูกหรอกว่าคนเดียวกัน แต่แน่นอนย่อมมีลายเซ็นต์และตัวตนกำกับอยู่ในงานนั้นๆ
และถ้าเขียนหนังสือได้ดี ก็จะพูดเล่าเรื่องได้ดี มีลำดับความคิดและตรรกที่เป็นเหตุเป็นผลกันเสมอ ถ้าบอกว่า สนธิเป็นเจ้าของเดียวกะซ้อ๗ คนจะเชื่อกันไหม? หากแต่ว่า คนเหล่านี้ คนเขียนหนังสือได้ดี อาจไม่ชอบเม้านัก ถ้าไม่เปิดใจก็ไม่คุย เรียกอย่างนั้นดีกว่า ถ้าไม่เชื่อลองนึกถึงคนรอบๆตัวดูซิว่า เขาเหล่านั้นที่เขียนหนังสือได้ดี เขาพูดกันไหมล่ะ โดยส่วนใหญ่มักดูเป็นคนเงียบๆใบ้ๆใช่ไหม แต่ไม่หรอก เขาจะพูดกับคนที่สื่อสารได้เข้าใจและตรงใจกัน
4:48:47 PM
กลับมาแล้ว วันสบายๆของคุณหนูทศก็ต้องไปขัดส้วม ฮ่าๆๆ บางคนเขาเรียกว่า ล้างห้องน้ำ แต่เราชอบเรียกว่า ขัดส้วม ก็มันขัดส้วมจริงๆนี่นา
กลับเข้าเรื่อง ย่อหน้านี้มีชีวิตดีกั่ว
หากใครเคยอ่านหนังสือของคุณบัณทิตก็จะพบว่า เป็นหนังสือที่ให้กำลังใจที่ดี เขาเรียกกันว่าหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาความสำเร็จ และ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง เขาชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง และก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาบอกว่าเขาอ่านมานับพันเล่ม เราจำได้เลยว่าเราอ่านหนังสือเขาหนแรกเมื่อเกือบๆ๓ปีก่อนที่ร้านกาแฟห้องสมุดมารวย(นานๆไปที) เป็นหนังสือที่ประทับใจมากๆ ช่วงนั้นพวกนักเขียนมติชนเขียนเชียร์กันน่าดู
การอ่านหนังสือนั้นง่ายกว่าการหัดทำทีเดียวเชียว คนเขียนรวบรวมประสบการณ์มากมาย มาบอก มาเล่า ให้ฟังอย่าง่ายดาย ราวกับสูตรสำเร็จ
หนังสือที่เขาชอบในวัยเด็กคือ เมธีนักปราชญ์ เป็นหนังสือที่รวบรวมวาทะปราชญ์ชั้นนำของโลกเอาไว้
เมื่อปลายเดือนที่แล้วไปห้างเอสพลาหนาด คุณบัณทิตเขาก็มีเปิดตัวหนังสือของเขาด้วย ในมุมของห้องสมุดมารวย ไปยืนฟังอยู่พักนึงเพราะรอเพื่อนอยู่ หนังสือเขาดีกว่าเวลาเขาพูด
วันนั้นพอเพื่อนมาถึงก็ลงไปกินทาโกะยะกิที่ชั้นใต้ดินของห้างด้วย เป็นหนแรกตั้งแต่กลับมาจากญี่ปุ่นที่กินทาโกะยะกิ ให้ความรู้สึกที่แปลกดี วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ กินแล้วก็นึกถึงกิจวัตรในวันอาทิตย์และทะโกะยะกิ
ซึ่งโดยปกติวันอาทิตย์เมื่อราวๆ๒ปีก่อน เราจำได้ว่า เราก็จะเดินไปหาซื้อทาโกะยากิกินกะเจฮีที่ริมสวนโยโยหงิน่ะละ รถเข็นพวกนี้จะมาขายวันอาทิตย์ วันเสาร์อาทิตย์แถวๆนั้นจะมีกิจกรรมเยอะทีเดียว มีคนมาเต้นเอลวิสกันด้วย สำหรับเรา วันอาทิตย์ก็ทำให้นึกถึงแดดสวยๆในสวน กิจกรรมในสวนมากมายของคนนับหมื่นคน มีคนเต้นคาโปเอร่า มีวงดนตรีมากมาย มีคนเล่นฟริสบี้ ฯลฯ ศาลเจ้าที่สุขสงบ(เมจิ จินกู) และผู้หญิงที่เรารักเดินเคียงข้างกันไป แต่หากเป็นคนอื่นๆ วันเสาร์อาทิตย์อาจไปเดินเล่นที่ทาเคชิตะ โดริ (ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร) อ้อ คนไทยอาจคุ้นกับคำว่า ฮาราจูกุ มากกว่า แต่เราไม่ชอบวันที่คนเยอะเกินไป วันธรรมดาปกติบางทีก่อนเข้าบ้านเราก็ไปเดินเล่นกัน แล้ว ค่อยๆเดินกลับเข้าบ้าน
ตัวหนังสือมีชีวิต ย่อหน้านี้ก็มีชีวิตเช่นกัน หากแต่บล๊อกนี้จะมีคนอ่านก็ต่อเมื่อเราเสียชีวิตแล้วพิมพ์บล๊อกเราแจกในงานศพกระมัง
ห้าโมงจะครึ่งแล้ว พาแม่ไปเดินสวนสาธารณะดีกว่า ไม่ได้ไปกันมาเป็นเดือนแล้ว
Sunday, April 26, 2009
2:56:49 AM
คืนนี้หนุกมากๆ หัวเราะไม่หยุดเลย ไอ้เก่งตลกจัง มีพี่กบ ไอ้เก่ง ผึ้ง กอล์ฟ น้องเต้ น้องพิณ แต่พรุ่งนี้ดีใจจังไม่มีใครอยู่บ้าน เป็นมาแต่เด็กวันไหนไม่มีคนอยู่บ้าน จะดีใจมาก แต่เกิดมาเคยเจอไม่กี่วันเองเนอะ แม่พ่อน้องไปทำงาน(ทั้งๆที่วันอาทิตย์) ส่วนคุณยายไปประชุมผู้ถือหุ้น กรี๊ดดดดดดด ดีใจ ใครจะเข้าใจเวลาได้อยู่บ้านคนเดียวจะมีความสุขแค่ไหน
วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552
๑๕:๓๘:๐๓ น.
นั่งดูทีวีไทยๆอยู่พักใหญ่ๆก็มีความสุขไปอีกแบบ วันเสาร์สบายๆ
ตะกี๊ ช่างโทรมาให้ดู รายการ Invitation ก็นั่งดูอยู่พักนึง (เรามักเรียกเพื่อนคนนึงว่า “ช่าง”) มันไม่ได้เป็นช่างหรอก แต่โฆษณาที่บอกว่า ไม่ใช่ช่าง ไม่ใช่ช่างน่ะ โดนกะชีวิตมัน เพื่อนคนไหนเดือดร้อนซ่อมรถอะไรเรียกหาตลอด เพื่อนจะเดท ก็ เรียกออกมา ก็บอกแล้วว่าไม่ใช่ช่าง ไม่ใช่ช่าง เรียกกันอยู่ได้
เข้าเรื่อง ย่อหน้านี้มีชีวิตดีกว่า พึ่งได้ดูรายการนี้หนแรก รายการนี้ดีทีเดียว ดำเนินรายการโดยด๊อกเต้อร์ นาวินต้าร์ หล่อบาดใจวัย๓๐จริงๆเชียว ส่วนแขกรับเชิญ สัปดาห์นี้คือ คุณ บัณทิต วาทยกรชื่อดัง แท้จริงแล้วภาพลักษณ์ของผู้ดำเนินรายการก็คือนักร้อง ภาพลักษณ์ของแขกรับเชิญ คือ วาทยกร แต่เรื่องที่เขาคุยกัน คือ เรื่อง “หนังสือในดวงใจ” รายการดำเนินไปด้วยดี คนเรียนจนจบปริญญาเอกแน่นอนว่า ต้องอ่านหนังสือในด้านนั้นๆมามหาศาล ความลุ่มลึกในศาสตร์นั้นๆย่อมมีมาก รวมถึงด้านข้างๆของศาสตร์นั้นๆที่เกิดมาจากความสนใจอันเกี่ยวเนื่องกันด้วย
ท้ายรายการมีการพูดถึง นามปากกา เราเองก็พึ่งทราบว่า คำนี้ พระองค์เจ้า นมส เป็นผู้แปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า “Penname”และใช้แพร่หลาย ในยุคของท่าน เราเองจำไม่ได้ว่า นมส นี้ทรงประพันธ์หนังสือเรื่องอะไร นั่งนึกอยู่นาน ไม่รู้จำผิดไหม ตอนไปจีนกลางปีก่อน คุณกุ้ง ถามตอนเรานั่งขียนจดหมายว่า เคยอ่านเรื่องนิกกะพิมไหม เรานึกสงสัยใช่ นมส หรือเปล่า แล้วก็เลยคุยกัน
รายการนี้เขาก็เล่าไปเรื่อยๆว่า นามปากกานักเขียนดังๆในไทยนั้น มีที่มาใครอะไรบ้าง ชอบชื่อของกิ่งฉัตร คุณกิ่งฉัตรเธอบอกว่า ฉัตรก็คือ คำสุดท้ายของชื่อจริงปาริฉัตรเขา ส่วนกิ่ง ก็ คือ กิ่งของตัว กิ่งของความคิด เพราะเวลาเขาเขียนหนังสือเขาจะคิดว่าตนเองเป็นผู้อื่น
นึกไปถึง เมื่อซักวันที่๑๐เดือนนี้เอง ก็ไปนั่งเม้าแตกหลายชั่วโมงอยู่ที่บ้านผู้เขียนบทละครเมียหลวง ก็เม้ากันมันมากๆ คนเล่าเรื่องเก่ง คุยยังไงก็สนุก มีความลับนิดๆที่เปิดเผยได้คือ คนเขียนเมียหลวงเป็นคนเขียนเดียวกับจามะจ๊ะจิงจา(โทนาฟเป็นเจ้าของเดียวกับเย็นเตร็กซ์)
เชื่อไหมว่า ? คนเราสามารถเขียนหนังสือได้หลายแนว โดยที่คนเดาไม่ถูกหรอกว่าคนเดียวกัน แต่แน่นอนย่อมมีลายเซ็นต์และตัวตนกำกับอยู่ในงานนั้นๆ
และถ้าเขียนหนังสือได้ดี ก็จะพูดเล่าเรื่องได้ดี มีลำดับความคิดและตรรกที่เป็นเหตุเป็นผลกันเสมอ ถ้าบอกว่า สนธิเป็นเจ้าของเดียวกะซ้อ๗ คนจะเชื่อกันไหม? หากแต่ว่า คนเหล่านี้ คนเขียนหนังสือได้ดี อาจไม่ชอบเม้านัก ถ้าไม่เปิดใจก็ไม่คุย เรียกอย่างนั้นดีกว่า ถ้าไม่เชื่อลองนึกถึงคนรอบๆตัวดูซิว่า เขาเหล่านั้นที่เขียนหนังสือได้ดี เขาพูดกันไหมล่ะ โดยส่วนใหญ่มักดูเป็นคนเงียบๆใบ้ๆใช่ไหม แต่ไม่หรอก เขาจะพูดกับคนที่สื่อสารได้เข้าใจและตรงใจกัน
4:48:47 PM
กลับมาแล้ว วันสบายๆของคุณหนูทศก็ต้องไปขัดส้วม ฮ่าๆๆ บางคนเขาเรียกว่า ล้างห้องน้ำ แต่เราชอบเรียกว่า ขัดส้วม ก็มันขัดส้วมจริงๆนี่นา
กลับเข้าเรื่อง ย่อหน้านี้มีชีวิตดีกั่ว
หากใครเคยอ่านหนังสือของคุณบัณทิตก็จะพบว่า เป็นหนังสือที่ให้กำลังใจที่ดี เขาเรียกกันว่าหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาความสำเร็จ และ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง เขาชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง และก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาบอกว่าเขาอ่านมานับพันเล่ม เราจำได้เลยว่าเราอ่านหนังสือเขาหนแรกเมื่อเกือบๆ๓ปีก่อนที่ร้านกาแฟห้องสมุดมารวย(นานๆไปที) เป็นหนังสือที่ประทับใจมากๆ ช่วงนั้นพวกนักเขียนมติชนเขียนเชียร์กันน่าดู
การอ่านหนังสือนั้นง่ายกว่าการหัดทำทีเดียวเชียว คนเขียนรวบรวมประสบการณ์มากมาย มาบอก มาเล่า ให้ฟังอย่าง่ายดาย ราวกับสูตรสำเร็จ
หนังสือที่เขาชอบในวัยเด็กคือ เมธีนักปราชญ์ เป็นหนังสือที่รวบรวมวาทะปราชญ์ชั้นนำของโลกเอาไว้
เมื่อปลายเดือนที่แล้วไปห้างเอสพลาหนาด คุณบัณทิตเขาก็มีเปิดตัวหนังสือของเขาด้วย ในมุมของห้องสมุดมารวย ไปยืนฟังอยู่พักนึงเพราะรอเพื่อนอยู่ หนังสือเขาดีกว่าเวลาเขาพูด
วันนั้นพอเพื่อนมาถึงก็ลงไปกินทาโกะยะกิที่ชั้นใต้ดินของห้างด้วย เป็นหนแรกตั้งแต่กลับมาจากญี่ปุ่นที่กินทาโกะยะกิ ให้ความรู้สึกที่แปลกดี วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ กินแล้วก็นึกถึงกิจวัตรในวันอาทิตย์และทะโกะยะกิ
ซึ่งโดยปกติวันอาทิตย์เมื่อราวๆ๒ปีก่อน เราจำได้ว่า เราก็จะเดินไปหาซื้อทาโกะยากิกินกะเจฮีที่ริมสวนโยโยหงิน่ะละ รถเข็นพวกนี้จะมาขายวันอาทิตย์ วันเสาร์อาทิตย์แถวๆนั้นจะมีกิจกรรมเยอะทีเดียว มีคนมาเต้นเอลวิสกันด้วย สำหรับเรา วันอาทิตย์ก็ทำให้นึกถึงแดดสวยๆในสวน กิจกรรมในสวนมากมายของคนนับหมื่นคน มีคนเต้นคาโปเอร่า มีวงดนตรีมากมาย มีคนเล่นฟริสบี้ ฯลฯ ศาลเจ้าที่สุขสงบ(เมจิ จินกู) และผู้หญิงที่เรารักเดินเคียงข้างกันไป แต่หากเป็นคนอื่นๆ วันเสาร์อาทิตย์อาจไปเดินเล่นที่ทาเคชิตะ โดริ (ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร) อ้อ คนไทยอาจคุ้นกับคำว่า ฮาราจูกุ มากกว่า แต่เราไม่ชอบวันที่คนเยอะเกินไป วันธรรมดาปกติบางทีก่อนเข้าบ้านเราก็ไปเดินเล่นกัน แล้ว ค่อยๆเดินกลับเข้าบ้าน
ตัวหนังสือมีชีวิต ย่อหน้านี้ก็มีชีวิตเช่นกัน หากแต่บล๊อกนี้จะมีคนอ่านก็ต่อเมื่อเราเสียชีวิตแล้วพิมพ์บล๊อกเราแจกในงานศพกระมัง
ห้าโมงจะครึ่งแล้ว พาแม่ไปเดินสวนสาธารณะดีกว่า ไม่ได้ไปกันมาเป็นเดือนแล้ว
Sunday, April 26, 2009
2:56:49 AM
คืนนี้หนุกมากๆ หัวเราะไม่หยุดเลย ไอ้เก่งตลกจัง มีพี่กบ ไอ้เก่ง ผึ้ง กอล์ฟ น้องเต้ น้องพิณ แต่พรุ่งนี้ดีใจจังไม่มีใครอยู่บ้าน เป็นมาแต่เด็กวันไหนไม่มีคนอยู่บ้าน จะดีใจมาก แต่เกิดมาเคยเจอไม่กี่วันเองเนอะ แม่พ่อน้องไปทำงาน(ทั้งๆที่วันอาทิตย์) ส่วนคุณยายไปประชุมผู้ถือหุ้น กรี๊ดดดดดดด ดีใจ ใครจะเข้าใจเวลาได้อยู่บ้านคนเดียวจะมีความสุขแค่ไหน
Posted by
T 0 5 E
Thursday, April 23, 2009
ผู้ชายเข้มข้น versus ผู้หญิงเข้มข้น
ผู้ชายเข้มข้น versus ผู้หญิงเข้มข้น
Thursday, April 23, 2009
4:01:01 AM
วันนี้ตั้งใจกลับบ้านมาดูรายการที่คุณแบม คุณโบ คนสวยแห่งยุคออกตอนห้าทุ่ม มาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย คนพวกนี้เกิดมาโชคดีหลายอย่าง โชคร้ายก็หลายอย่าง คนเรานอกจากมีบุญวาสนาแล้วก็มีบาปวาสนาติดตัวมาแต่กำเนิดด้วย เกิดมาสวยเป็นนางฟ้าขนาดนี้ก็ลำบากชีวิตอยู่พอสมควร เพราะใครๆต่างก็อยากครอบครองยิ่งได้ลงไปสู่สนามที่มีแต่ผู้ชายบ้าอำนาจแบบสภาด้วยแล้ว ก็หลีกเลี่ยงอำนาจเหล่านั้นยาก
คุณแบมเขากำลังจะแต่งงาน เขาบอกว่า เดทแรกที่ไปกับว่าที่เจ้าบ่าว ก็รู้สึกได้เลยว่า ผู้ชายคนนี้เข้มข้น เขาเล่าว่าบรรยากาศดีดีก็คุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญซะงั้น เราฟังแล้วก็คิดว่าดี ให้มันรู้กันไปว่าโลกใบนี้คนสวยและคนหล่อไม่จำเป็นต้องสมองกลวง เกิดมาสวยทำไมคนมักมองว่าไร้สมอง(เพลงนี้เราชอบมากๆ)
คบกันไม่ต้องนานหรอก เขาอายุสามสิบกว่าแล้วนี่ เจ้าบ่าวก็ปาไป๔๐แล้ว แต่ทั้งคู่ยังดูหนุ่มสาวกันมาก
นอกเหนือจากเป็นคนที่มีชาตวุฒิชั้นดีแล้ว การมีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่ดีก็มีผลต่อการประสบความสำเร็จมากทีเดียว
ดูแล้วก็พอคาดเดาได้ว่า บางเรื่องเขาตอบไม่ได้และไม่อยากพูดผ่านทีวี น้องสาวและแม่เขามีชีวิตสมรสที่ใครๆต่างก็รู้ ไม่สมหวังและประสบความสำเร็จนัก ฉะนั้นการแต่งงานจึงเป็นเรื่องใหญ่มากๆในชีวิตเขา เราจำได้ว่า คนรุ่นพ่อใครๆต่างก็บอกว่า แม่เขาสวยกว่าลูกอีก และแม่เขาก็แต่งงาน๓หน
เกิดมานอกจากมีบุญวาสนาแล้วก็มีบาปวาสนาด้วย
เราจำได้ว่า เขาสวยราวกับนางฟ้าจริงๆ
จำได้ว่าประมาณปี๔๑เคยเห็นหนนึงตอนนั้นพึ่งมีเซ็นเต้อร์พ้อย เรานั่งอยู่ที่น้ำพุ เขาใส่เสื้อสายเดี่ยวสีขาวเดินผ่านไป เราตกใจ แฟนงงไปเลย คนอะไรสวยขนาดนั้น
เห็นอีกครั้งเมื่อปลายปี๔๙นี่เอง ตอนนั้นจะไปญี่ปุ่นหนสองแล้วล่ะ เดินออกจากสถานทูตใหม่ ไปรับวีซ่า โทรหาพ่อเราอย่างมีความสุขว่าลูกได้วีซ่าแล้วน้าา มองผู้หญิงในรถที่ติดอยู่หน้าถนนวิทยุ เป็นรถCLKสีขาวเปิดประทุน ระยะห่างกันไม่เกิน๓เมตร สวยราวนางฟ้า มากับผู้ชายแก่ๆ ที่หล่อมากๆ เราก็เม้าในโทสับกะพ่อ พ่อเราบอกว่า คงเป็นพ่อเขามั้ง พ่อเขาก็หล่อมากๆในยุคนั้นเช่นกัน
เคยเห็นเพียงสองหนแต่จำได้ติดตา เพราะ ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ ต้องเป็นนางฟ้าจำแลงแน่ๆ
คนพวกนี้สวยเกินกว่าคนปกติมากๆ
เมื่อซักครู่นี้ เข้าไปดูไฮ๕ของเพื่อนมัธยมที่นั่งเรียนหน้าเราตอนมอห้า เห็นว่ากำลังจะแต่งงาน กรี๊ดดดด ดีใจด้วยยยยย
ส่วนผู้หญิงที่นั่งข้างขวาเราแต่งงานไปแล้วเมื่อตุลาที่ผ่านมา
นี่มันอะไรกัน การแต่งงานล้อมรอบไว้หมดแล้ว กรุณามอบตัวซะดีดีหรืออย่างไร?
สาวสองคนนี้เขาก็เรียนดีล่ะเนอะ ขวาเราก็วิดวะจุฬา หน้าเราก็หมอรามา ชีวิตคนพวกนี้ก็ดีเนอะ หน้าตาก็ดี เรียนก็ดี ทำไมโลกนี้มันยุติธรรมขนาดนี้ล่ะ
เรื่องแปลกๆที่เพื่อนหมอเล่าให้ฟัง อันนี้เราชอบไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง มีหนนึงเมื่อนานมาแล้ว ประมาณปลายปี๒๕๔๔ เราไปดูคอนเสิดนพ พรชำนิ ที่ หอประชุมมธ อันนั้นไปกะโบว์ยังจำได้ดี เจอเพื่อนมากะหนุ่ม เราถามว่า แล้วไปเจอแฟนคนนี้ได้ไง เพื่อนบอกว่า ก็คืนนั้นไปแด๊นกระจายอยู่คลื่นแทรก แล้วเขาเข้ามาคุยด้วย เราก็ถามว่า แล้วเขาไม่ตกใจหรอ ไอ้ที่แด๊นกระจายเนี่ยเรียนแพทย์นะ เพื่อนบอก ก็ เออ ดิ ก็แปลกดีไง
นึกไปถึงเคยเจอผู้หญิงเข้มข้นมากๆคนนึงเมื่อปลายปีที่แล้ว ถ้าไม่ติดว่า ทางเขาเดินสวยงามและเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ก็คงได้คุยกันไปเรื่อยๆ เรามั่นใจว่าเราเข้มข้นพอที่จะคุยกัน และ คบกันได้ หมอสวยๆเข้มข้นจะตายไป จริงมะ
นอนดีกว่า เพราะ ถ้าไม่เข้มข้น เราไม่นอน เราไม่นอน
ส่งท้าย
๒๐ เมษายน ๑๒๐ปีก่อน สุขสันต์วันเกิดฮิตเล่อร์
ส่วน๒๓ เมษายน สุขสันต์วันเกิดน้องภัค อายุ ๒๒
๑๐เมษาวันเกิดจ๋า อายุ๒๕
๑๑เมษาวันเกิดออย อายุ๒๘
ขอให้ทุกคนมีความสุขนอนหลับฝันดีนะครับ
Thursday, April 23, 2009
4:01:01 AM
วันนี้ตั้งใจกลับบ้านมาดูรายการที่คุณแบม คุณโบ คนสวยแห่งยุคออกตอนห้าทุ่ม มาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย คนพวกนี้เกิดมาโชคดีหลายอย่าง โชคร้ายก็หลายอย่าง คนเรานอกจากมีบุญวาสนาแล้วก็มีบาปวาสนาติดตัวมาแต่กำเนิดด้วย เกิดมาสวยเป็นนางฟ้าขนาดนี้ก็ลำบากชีวิตอยู่พอสมควร เพราะใครๆต่างก็อยากครอบครองยิ่งได้ลงไปสู่สนามที่มีแต่ผู้ชายบ้าอำนาจแบบสภาด้วยแล้ว ก็หลีกเลี่ยงอำนาจเหล่านั้นยาก
คุณแบมเขากำลังจะแต่งงาน เขาบอกว่า เดทแรกที่ไปกับว่าที่เจ้าบ่าว ก็รู้สึกได้เลยว่า ผู้ชายคนนี้เข้มข้น เขาเล่าว่าบรรยากาศดีดีก็คุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญซะงั้น เราฟังแล้วก็คิดว่าดี ให้มันรู้กันไปว่าโลกใบนี้คนสวยและคนหล่อไม่จำเป็นต้องสมองกลวง เกิดมาสวยทำไมคนมักมองว่าไร้สมอง(เพลงนี้เราชอบมากๆ)
คบกันไม่ต้องนานหรอก เขาอายุสามสิบกว่าแล้วนี่ เจ้าบ่าวก็ปาไป๔๐แล้ว แต่ทั้งคู่ยังดูหนุ่มสาวกันมาก
นอกเหนือจากเป็นคนที่มีชาตวุฒิชั้นดีแล้ว การมีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่ดีก็มีผลต่อการประสบความสำเร็จมากทีเดียว
ดูแล้วก็พอคาดเดาได้ว่า บางเรื่องเขาตอบไม่ได้และไม่อยากพูดผ่านทีวี น้องสาวและแม่เขามีชีวิตสมรสที่ใครๆต่างก็รู้ ไม่สมหวังและประสบความสำเร็จนัก ฉะนั้นการแต่งงานจึงเป็นเรื่องใหญ่มากๆในชีวิตเขา เราจำได้ว่า คนรุ่นพ่อใครๆต่างก็บอกว่า แม่เขาสวยกว่าลูกอีก และแม่เขาก็แต่งงาน๓หน
เกิดมานอกจากมีบุญวาสนาแล้วก็มีบาปวาสนาด้วย
เราจำได้ว่า เขาสวยราวกับนางฟ้าจริงๆ
จำได้ว่าประมาณปี๔๑เคยเห็นหนนึงตอนนั้นพึ่งมีเซ็นเต้อร์พ้อย เรานั่งอยู่ที่น้ำพุ เขาใส่เสื้อสายเดี่ยวสีขาวเดินผ่านไป เราตกใจ แฟนงงไปเลย คนอะไรสวยขนาดนั้น
เห็นอีกครั้งเมื่อปลายปี๔๙นี่เอง ตอนนั้นจะไปญี่ปุ่นหนสองแล้วล่ะ เดินออกจากสถานทูตใหม่ ไปรับวีซ่า โทรหาพ่อเราอย่างมีความสุขว่าลูกได้วีซ่าแล้วน้าา มองผู้หญิงในรถที่ติดอยู่หน้าถนนวิทยุ เป็นรถCLKสีขาวเปิดประทุน ระยะห่างกันไม่เกิน๓เมตร สวยราวนางฟ้า มากับผู้ชายแก่ๆ ที่หล่อมากๆ เราก็เม้าในโทสับกะพ่อ พ่อเราบอกว่า คงเป็นพ่อเขามั้ง พ่อเขาก็หล่อมากๆในยุคนั้นเช่นกัน
เคยเห็นเพียงสองหนแต่จำได้ติดตา เพราะ ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ ต้องเป็นนางฟ้าจำแลงแน่ๆ
คนพวกนี้สวยเกินกว่าคนปกติมากๆ
เมื่อซักครู่นี้ เข้าไปดูไฮ๕ของเพื่อนมัธยมที่นั่งเรียนหน้าเราตอนมอห้า เห็นว่ากำลังจะแต่งงาน กรี๊ดดดด ดีใจด้วยยยยย
ส่วนผู้หญิงที่นั่งข้างขวาเราแต่งงานไปแล้วเมื่อตุลาที่ผ่านมา
นี่มันอะไรกัน การแต่งงานล้อมรอบไว้หมดแล้ว กรุณามอบตัวซะดีดีหรืออย่างไร?
สาวสองคนนี้เขาก็เรียนดีล่ะเนอะ ขวาเราก็วิดวะจุฬา หน้าเราก็หมอรามา ชีวิตคนพวกนี้ก็ดีเนอะ หน้าตาก็ดี เรียนก็ดี ทำไมโลกนี้มันยุติธรรมขนาดนี้ล่ะ
เรื่องแปลกๆที่เพื่อนหมอเล่าให้ฟัง อันนี้เราชอบไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง มีหนนึงเมื่อนานมาแล้ว ประมาณปลายปี๒๕๔๔ เราไปดูคอนเสิดนพ พรชำนิ ที่ หอประชุมมธ อันนั้นไปกะโบว์ยังจำได้ดี เจอเพื่อนมากะหนุ่ม เราถามว่า แล้วไปเจอแฟนคนนี้ได้ไง เพื่อนบอกว่า ก็คืนนั้นไปแด๊นกระจายอยู่คลื่นแทรก แล้วเขาเข้ามาคุยด้วย เราก็ถามว่า แล้วเขาไม่ตกใจหรอ ไอ้ที่แด๊นกระจายเนี่ยเรียนแพทย์นะ เพื่อนบอก ก็ เออ ดิ ก็แปลกดีไง
นึกไปถึงเคยเจอผู้หญิงเข้มข้นมากๆคนนึงเมื่อปลายปีที่แล้ว ถ้าไม่ติดว่า ทางเขาเดินสวยงามและเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ก็คงได้คุยกันไปเรื่อยๆ เรามั่นใจว่าเราเข้มข้นพอที่จะคุยกัน และ คบกันได้ หมอสวยๆเข้มข้นจะตายไป จริงมะ
นอนดีกว่า เพราะ ถ้าไม่เข้มข้น เราไม่นอน เราไม่นอน
ส่งท้าย
๒๐ เมษายน ๑๒๐ปีก่อน สุขสันต์วันเกิดฮิตเล่อร์
ส่วน๒๓ เมษายน สุขสันต์วันเกิดน้องภัค อายุ ๒๒
๑๐เมษาวันเกิดจ๋า อายุ๒๕
๑๑เมษาวันเกิดออย อายุ๒๘
ขอให้ทุกคนมีความสุขนอนหลับฝันดีนะครับ
Posted by
T 0 5 E
The girl next door
The girl next door
Monday, April 13, 2009
3:03:17 AM
เพลงเพราะมากๆ ในช่องทรูมิวสิก นั่งดูอยู่๕เพลงต่อเนื่องแล้วทางทีวี
ทำไมเป็นเพลงเกิน๕ปีมาแล้วทั้งนั้นเราล่ะงง ไม่ใช่มะจังนะเฟร้ย
ถ้าเป็นวันนี้ปีที่แล้วทางช่องทรูมิวสิกเรดิโอ น้องทรายคงเป็นคนจัดอยู่
พึ่งเข้ามาบ้าน แม้จะมีกฏฉุกเฉินบ้าบออะไรก็ตามเราก็ยังไปนั่งดื่มกะเพื่อนๆแถวๆสนามบาสเป็นปกติ กลับจากทำงานก็ไปหาพวกแม่งตั้งแต่ห้าทุ่มได้ บางวันก็ออกจากบ้านหลายหนเนอะ ทศ เนอะ (ไปทำงานแต่ไม่ได้งานนะ)(ฮา)
ตอนบ่ายสามกลับมาบ้าน หลังจากไปส่งน้องที่ร้านขายสีของเพื่อนมันเพื่อรวมตัวกันไปหัวหิน
ก่อนเข้าบ้านก็เจอสาวข้างบ้าน The girl next door
ไม่เคยเจอกันเลย แต่เคยเห็น๑หนเมื่อไม่กี่วันก่อน พอดีเราไปกลับรถหน้าบ้านเขา เขาก็มองเราแบบอึ้งๆ ยายเรานั่งเบาะซ้ายอยู่อีกข้าง เขาย้ายมาอยู่มานานเกินปีนี้หรอก และคนกรุงเทพปัจจุบันก็ไม่ค่อยรู้จักกัน
เขาเดินมาดูงานก่อสร้าง ต้องเล่าก่อนว่าบ้านเราเก่ามากๆแล้ว หลังนี้บ้านแม่(เรามีหลายบ้าน) อายุ๓๐กว่าปีแล้ว(ส่วนบ้านพ่อ หลวงบุรกรรมโกวิทออกแบบตั้งแต่ปี๒๔๗๖) แต่สองหลังเยื้องๆกัน พึ่งย้ายเข้ามา เขาซื้อที่๒แปลง และทุบทิ้งก่อสร้างบ้านใหม่เอี่ยมทีละหลัง ถามได้ความว่า ก็ซื้อที่หลุดแบ๊งมาไม่แพงนัก เราถามว่าเท่าไหร่ เขาบอกว่า ต้องถามพ่อเขา เขาคงไม่อยากบอก และเราก็ไม่อยากถามไรนัก แต่รู้ล่ะว่าเป็นคนมีเงิน เพราะ แค่ค่าที่และค่าก่อสร้างบ้านสองหลัง ต่ำๆขี้หมูขี้หมาก็ต้องมีสิบล้าน สดๆ
(ซื้อบ้านจัดสรรผ่อน๓๐ปีได้นี่)
น้องผู้หญิงหน้าตาน่ารัก(มาก) ถ้าจะบอกว่า หน้าตาเหมือนดารา ไอ๊ เฟอร์รารี่ก็ไม่ผิดนัก
เรารู้มานานแล้วว่าสวย เพราะพวกสนามบาสบอก และ บ้านนี้ครอบครัวนี้เขาชอบไปตีเทนนิสกัน แต่ตอนแรกเรานึกว่ามีพี่ผู้ชาย แต่ถามดูปรากฏว่าเป็นสามสาว พี่ผู้ชายที่เราเห็นเป็นพี่เขยเพราะพี่สาวเขาแต่งงานแล้ว มันง่ายดีนะ ถ้าแต่งงานแล้วให้ลูกสาวอยู่ใกล้ๆกันโดยพ่อตาปลูกบ้านให้หมด
น้องเขาสวยมากๆ
ย้ำว่าสวยมากๆ
วันนี้เราสบโอกาสที่ได้ทำความรู้จัก ก็แนะนำตัวไป เขายังชวนเราไปสัมมนาที่เขาเรียนโทอยู่เลย เพราะ คล้ายคลึงกับงานที่เราทำอยู่ ประทับใจนะ หน้าตาสวยและมีน้ำใจ บ้านเขาหลังใหญ่ เวลาเพื่อนๆเรามาส่งเรา ก็มักถามถึงบ้านเยื้องๆที่สร้างอยู่ ก็ไม่ใหญ่นักหรอก ประมาณ ๕๐๐ ตารางเมตรเอง แต่ที่แลดูใหญ่เพราะ ชั้นนึงสูงห้าเมตรได้ หลังที่เสร็จแล้วเล็กกว่าซัก ๓๕๐ ตรม ได้
ขึ้นไปชั้นสองเขาอวดว่า มีห้องพระด้วยเป็นชั้นเล่นระดับ เราก็ว่าสวยดี มองลงมาเห็นบ้านเราเหลือจิ๋วเดียวเอง และบ้านเราก็เก่าและโทรมเหลือเกิน
เราก็ไม่รู้ว่ายังไง แต่ก็ตลกดี ที่เผลอขอเบอร์มา (ก็เขาสวยมากๆนี่นา) ทั้งๆที่บ้านอยู่ ใกล้กันขนาดนี้ แต้ถ้าสวยขนาดนี้เจอที่เอกมัย เราไม่กล้าขอแน่นอน
ก็ตกลงกันว่า ไว้หลังสงกรานต์คงไปซื้อสีดูสีกัน เขาอยากได้ซัก๑๕กระป๋อง ก็เพื่อนสนิทน้องเรามันขายสีนี่นา รายใหญ่ซะด้วย
แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่า เขาจะแต่งงานหรือเปล่า เพราะ โดยส่วนใหญ่คนปลูกบ้านมักปลูกเพื่อแต่งงาน แต่โดยอายุก็ไม่น่ารีบแต่ง แต่โดยหน้าตาก็ไม่แปลกถ้าจะแต่งไว (คนขี้เหร่แต่งงานช้าก็เป็นปกติ คนสวยแต่งงานเร็วก็ปกติ)
พี่สาวเขาก็แต่งงานแล้วก็อยู่บ้านข้างๆนั้น
เพราะว่า ตอนที่ขึ้นไปดูบ้านก็คุยถามกันว่ามีคนทำตกแต่งภายในหรือยัง เราอยากแนะนำเพื่อนเราที่สอนด้านนี่ที่เอแบ่คให้ทำ เขาบอกว่า คงทำเองล่ะ เพราะ แพง และ แฟนเขาก็เรียนมาด้านนี้ เขาบอกว่า ชั้นล่างปูกระเบื้อง ชั้นบนปูลามิเหนด เขาบอกว่าตอนแรกอยากขัดปูนเปลือย แต่พ่อไม่ชอบ (เขาปลูกบ้านโมเดิ้ร์นเหลี่ยมจัดทีเดียว)
และก็มีรถขับผ่านไป เราชะโงกคอ มองไป เขาบอกว่าแฟนเขามารับไปเรียนแล้วล่ะ
โห ไม่รู้บอกไงดี ช่างมันเถอะ สวยขนาดนี้ไม่มีแฟนให้มันรู้ไป
เราเองก็บอกเขาไปตรงๆว่า ไปอยู่ต่างประเทศมา กลับมาบ้านเขาก็เสร็จแล้ว แต่จริงๆแถวนี้เขารู้จักกันทั้งซอย แต่เขามาอยู่ใหม่อะเนาะ เขาก็บอกว่าชอบหมู่บ้านนี้ เพราะก็ไปตีเทนนิสประจำ ก็จริงนะละ อยู่แบบนี้มันก็สบายจริงๆ ยิ่งถ้าเป็นคนชอบอยู่บ้าน อยู่หมู่บ้านแบบนี้มันก็สบาย แต่ถ้าแบบน้องเรา มันก็ไม่ได้สนใจอะไรบ้าน ชอบเข้าเมืองไปเดินเล่นในห้างมากกว่า
แต่ถามว่าอยากได้ไหม ก็ชอบนะ สวยขนาดนี้ หายากมากๆ แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่นิสัยที่จะไปยุ่งกับคนมีแฟนแล้ว
อย่าว่าแต่มีแฟนแล้วเลย คนจีบๆแข่งๆกันอยู่ ถ้าบอกเรามาตรงๆว่า กำลังดูอีกคนอยู่ เราบอกตรงๆ เราก็ไป ความอดทนเราต่ำ และนิสัยเราข้อนี้เราก็แย่มากๆ แน่นอนมีคนเสียใจ แต่โดยปกติ บอกแบบอหังการเลยว่า ผู้หญิงทุกคนจะปฏิเสธหนุ่มๆทิ้งหมดเพื่อขอดูใจกะเรา แล้วสุดท้ายพอดูนานไปก็จะเห็นว่าเราก็งั้นๆ แล้วก็จากไป
แต่วันนี้บอกตรงๆ เหมือนมีคนคิดได้แล้วว่าอยากเลือกเรา แต่ย้ำนะว่า ใครเข้ามาตอนนี้ก็ไม่ได้อยากแต่งงาน เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องของคนมากกว่าวัย วัยเราอาจจะคิดเรื่องแต่งงานกันแล้ว แต่เราไม่อยากคิด
สามสาวหน้าบ้าน หน้าตาดี(เลิศ) ชนิดที่พาไปไหน คนตกใจกันหมดแน่ๆ แฟนที่เคยคบกัน๗ ๘ ปี แต่เขาแต่งงานไปแล้ว ก็มีกันสามสาวบ้านแบบนี้สดชื่นมากๆ อยากเป็นส่วนนึงในครอบครัวแบบนี้จัง
แต่ที่ขำก็คือ เราบอกเขาไปว่า ตอนแรกเราเห็นเขาสร้างกันเสร็จช้า(และนี่กำลังเข้าหน้าฝน) เรานึกว่ามีปัญหาการเงิน เขาบอกว่าเปล๊า แต่มีอีกไซ้นึงทำอยู่ต้องเร่งก่อนเลยโอนคนงานไป(ราวกับว่าบ้านนี้ว่างก็ค่อยทำ) อยู่ซอยไม่ไกลหรอก
เราเข้าใจว่าพ่อเขาเป็นพวกผู้รับเหมา เขาก็ถามเรานะ อยากซ่อมบ้านไหม แบ่งช่างกันได้ คิดไม่แพงหรอก เอิ๊กๆแต่เราคิดว่า เขาเองก็คงชอบความรู้สึกปลูกบ้านและอยากให้เราได้รู้สึกแบบนั้น ใช่แน่นอน การปลูกบ้านมันมีความสุข(มาก) ได้ฝัน ฝันจริงๆ
เราก็นึกถึง ลูกสาวผู้รับเหมารายใหญ่ประเทศ ไม่แบ่งช่างเรามั่งล่ะ บ้านเราเก่าน่าซ่อมแล้วนะ แต่ถ้าเราอยากปลูกโรงแรมเขาคงช่วย แต่ถ้าปลูกบ้านคงขอความช่วยเหลือลำบาก แค่นึกถึงก็สยองแล้วห่ะ
เหอะๆ ไปนอนดีกว่า ช่วงนี้แม้จะเป็นวันหยุด แต่เรารู้สึกอยากขยันอย่างบอกไม่ถูก
(ทำงานก็ขอให้เกิดงานนะทศนะ)
ปล. ใครจะรู้นี่อาจเป็นโชคชะตาให้รักกันก็ได้ กร๊ากกก น้ำเน่า หลงรักสาวบ้านตรงข้ามที่มาอยู่หลังพ่อแม่เราเกือบๆสามสิบปี
................................................
Monday, April 13, 2009
3:03:17 AM
เพลงเพราะมากๆ ในช่องทรูมิวสิก นั่งดูอยู่๕เพลงต่อเนื่องแล้วทางทีวี
ทำไมเป็นเพลงเกิน๕ปีมาแล้วทั้งนั้นเราล่ะงง ไม่ใช่มะจังนะเฟร้ย
ถ้าเป็นวันนี้ปีที่แล้วทางช่องทรูมิวสิกเรดิโอ น้องทรายคงเป็นคนจัดอยู่
พึ่งเข้ามาบ้าน แม้จะมีกฏฉุกเฉินบ้าบออะไรก็ตามเราก็ยังไปนั่งดื่มกะเพื่อนๆแถวๆสนามบาสเป็นปกติ กลับจากทำงานก็ไปหาพวกแม่งตั้งแต่ห้าทุ่มได้ บางวันก็ออกจากบ้านหลายหนเนอะ ทศ เนอะ (ไปทำงานแต่ไม่ได้งานนะ)(ฮา)
ตอนบ่ายสามกลับมาบ้าน หลังจากไปส่งน้องที่ร้านขายสีของเพื่อนมันเพื่อรวมตัวกันไปหัวหิน
ก่อนเข้าบ้านก็เจอสาวข้างบ้าน The girl next door
ไม่เคยเจอกันเลย แต่เคยเห็น๑หนเมื่อไม่กี่วันก่อน พอดีเราไปกลับรถหน้าบ้านเขา เขาก็มองเราแบบอึ้งๆ ยายเรานั่งเบาะซ้ายอยู่อีกข้าง เขาย้ายมาอยู่มานานเกินปีนี้หรอก และคนกรุงเทพปัจจุบันก็ไม่ค่อยรู้จักกัน
เขาเดินมาดูงานก่อสร้าง ต้องเล่าก่อนว่าบ้านเราเก่ามากๆแล้ว หลังนี้บ้านแม่(เรามีหลายบ้าน) อายุ๓๐กว่าปีแล้ว(ส่วนบ้านพ่อ หลวงบุรกรรมโกวิทออกแบบตั้งแต่ปี๒๔๗๖) แต่สองหลังเยื้องๆกัน พึ่งย้ายเข้ามา เขาซื้อที่๒แปลง และทุบทิ้งก่อสร้างบ้านใหม่เอี่ยมทีละหลัง ถามได้ความว่า ก็ซื้อที่หลุดแบ๊งมาไม่แพงนัก เราถามว่าเท่าไหร่ เขาบอกว่า ต้องถามพ่อเขา เขาคงไม่อยากบอก และเราก็ไม่อยากถามไรนัก แต่รู้ล่ะว่าเป็นคนมีเงิน เพราะ แค่ค่าที่และค่าก่อสร้างบ้านสองหลัง ต่ำๆขี้หมูขี้หมาก็ต้องมีสิบล้าน สดๆ
(ซื้อบ้านจัดสรรผ่อน๓๐ปีได้นี่)
น้องผู้หญิงหน้าตาน่ารัก(มาก) ถ้าจะบอกว่า หน้าตาเหมือนดารา ไอ๊ เฟอร์รารี่ก็ไม่ผิดนัก
เรารู้มานานแล้วว่าสวย เพราะพวกสนามบาสบอก และ บ้านนี้ครอบครัวนี้เขาชอบไปตีเทนนิสกัน แต่ตอนแรกเรานึกว่ามีพี่ผู้ชาย แต่ถามดูปรากฏว่าเป็นสามสาว พี่ผู้ชายที่เราเห็นเป็นพี่เขยเพราะพี่สาวเขาแต่งงานแล้ว มันง่ายดีนะ ถ้าแต่งงานแล้วให้ลูกสาวอยู่ใกล้ๆกันโดยพ่อตาปลูกบ้านให้หมด
น้องเขาสวยมากๆ
ย้ำว่าสวยมากๆ
วันนี้เราสบโอกาสที่ได้ทำความรู้จัก ก็แนะนำตัวไป เขายังชวนเราไปสัมมนาที่เขาเรียนโทอยู่เลย เพราะ คล้ายคลึงกับงานที่เราทำอยู่ ประทับใจนะ หน้าตาสวยและมีน้ำใจ บ้านเขาหลังใหญ่ เวลาเพื่อนๆเรามาส่งเรา ก็มักถามถึงบ้านเยื้องๆที่สร้างอยู่ ก็ไม่ใหญ่นักหรอก ประมาณ ๕๐๐ ตารางเมตรเอง แต่ที่แลดูใหญ่เพราะ ชั้นนึงสูงห้าเมตรได้ หลังที่เสร็จแล้วเล็กกว่าซัก ๓๕๐ ตรม ได้
ขึ้นไปชั้นสองเขาอวดว่า มีห้องพระด้วยเป็นชั้นเล่นระดับ เราก็ว่าสวยดี มองลงมาเห็นบ้านเราเหลือจิ๋วเดียวเอง และบ้านเราก็เก่าและโทรมเหลือเกิน
เราก็ไม่รู้ว่ายังไง แต่ก็ตลกดี ที่เผลอขอเบอร์มา (ก็เขาสวยมากๆนี่นา) ทั้งๆที่บ้านอยู่ ใกล้กันขนาดนี้ แต้ถ้าสวยขนาดนี้เจอที่เอกมัย เราไม่กล้าขอแน่นอน
ก็ตกลงกันว่า ไว้หลังสงกรานต์คงไปซื้อสีดูสีกัน เขาอยากได้ซัก๑๕กระป๋อง ก็เพื่อนสนิทน้องเรามันขายสีนี่นา รายใหญ่ซะด้วย
แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่า เขาจะแต่งงานหรือเปล่า เพราะ โดยส่วนใหญ่คนปลูกบ้านมักปลูกเพื่อแต่งงาน แต่โดยอายุก็ไม่น่ารีบแต่ง แต่โดยหน้าตาก็ไม่แปลกถ้าจะแต่งไว (คนขี้เหร่แต่งงานช้าก็เป็นปกติ คนสวยแต่งงานเร็วก็ปกติ)
พี่สาวเขาก็แต่งงานแล้วก็อยู่บ้านข้างๆนั้น
เพราะว่า ตอนที่ขึ้นไปดูบ้านก็คุยถามกันว่ามีคนทำตกแต่งภายในหรือยัง เราอยากแนะนำเพื่อนเราที่สอนด้านนี่ที่เอแบ่คให้ทำ เขาบอกว่า คงทำเองล่ะ เพราะ แพง และ แฟนเขาก็เรียนมาด้านนี้ เขาบอกว่า ชั้นล่างปูกระเบื้อง ชั้นบนปูลามิเหนด เขาบอกว่าตอนแรกอยากขัดปูนเปลือย แต่พ่อไม่ชอบ (เขาปลูกบ้านโมเดิ้ร์นเหลี่ยมจัดทีเดียว)
และก็มีรถขับผ่านไป เราชะโงกคอ มองไป เขาบอกว่าแฟนเขามารับไปเรียนแล้วล่ะ
โห ไม่รู้บอกไงดี ช่างมันเถอะ สวยขนาดนี้ไม่มีแฟนให้มันรู้ไป
เราเองก็บอกเขาไปตรงๆว่า ไปอยู่ต่างประเทศมา กลับมาบ้านเขาก็เสร็จแล้ว แต่จริงๆแถวนี้เขารู้จักกันทั้งซอย แต่เขามาอยู่ใหม่อะเนาะ เขาก็บอกว่าชอบหมู่บ้านนี้ เพราะก็ไปตีเทนนิสประจำ ก็จริงนะละ อยู่แบบนี้มันก็สบายจริงๆ ยิ่งถ้าเป็นคนชอบอยู่บ้าน อยู่หมู่บ้านแบบนี้มันก็สบาย แต่ถ้าแบบน้องเรา มันก็ไม่ได้สนใจอะไรบ้าน ชอบเข้าเมืองไปเดินเล่นในห้างมากกว่า
แต่ถามว่าอยากได้ไหม ก็ชอบนะ สวยขนาดนี้ หายากมากๆ แต่จะว่าไปก็ไม่ใช่นิสัยที่จะไปยุ่งกับคนมีแฟนแล้ว
อย่าว่าแต่มีแฟนแล้วเลย คนจีบๆแข่งๆกันอยู่ ถ้าบอกเรามาตรงๆว่า กำลังดูอีกคนอยู่ เราบอกตรงๆ เราก็ไป ความอดทนเราต่ำ และนิสัยเราข้อนี้เราก็แย่มากๆ แน่นอนมีคนเสียใจ แต่โดยปกติ บอกแบบอหังการเลยว่า ผู้หญิงทุกคนจะปฏิเสธหนุ่มๆทิ้งหมดเพื่อขอดูใจกะเรา แล้วสุดท้ายพอดูนานไปก็จะเห็นว่าเราก็งั้นๆ แล้วก็จากไป
แต่วันนี้บอกตรงๆ เหมือนมีคนคิดได้แล้วว่าอยากเลือกเรา แต่ย้ำนะว่า ใครเข้ามาตอนนี้ก็ไม่ได้อยากแต่งงาน เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องของคนมากกว่าวัย วัยเราอาจจะคิดเรื่องแต่งงานกันแล้ว แต่เราไม่อยากคิด
สามสาวหน้าบ้าน หน้าตาดี(เลิศ) ชนิดที่พาไปไหน คนตกใจกันหมดแน่ๆ แฟนที่เคยคบกัน๗ ๘ ปี แต่เขาแต่งงานไปแล้ว ก็มีกันสามสาวบ้านแบบนี้สดชื่นมากๆ อยากเป็นส่วนนึงในครอบครัวแบบนี้จัง
แต่ที่ขำก็คือ เราบอกเขาไปว่า ตอนแรกเราเห็นเขาสร้างกันเสร็จช้า(และนี่กำลังเข้าหน้าฝน) เรานึกว่ามีปัญหาการเงิน เขาบอกว่าเปล๊า แต่มีอีกไซ้นึงทำอยู่ต้องเร่งก่อนเลยโอนคนงานไป(ราวกับว่าบ้านนี้ว่างก็ค่อยทำ) อยู่ซอยไม่ไกลหรอก
เราเข้าใจว่าพ่อเขาเป็นพวกผู้รับเหมา เขาก็ถามเรานะ อยากซ่อมบ้านไหม แบ่งช่างกันได้ คิดไม่แพงหรอก เอิ๊กๆแต่เราคิดว่า เขาเองก็คงชอบความรู้สึกปลูกบ้านและอยากให้เราได้รู้สึกแบบนั้น ใช่แน่นอน การปลูกบ้านมันมีความสุข(มาก) ได้ฝัน ฝันจริงๆ
เราก็นึกถึง ลูกสาวผู้รับเหมารายใหญ่ประเทศ ไม่แบ่งช่างเรามั่งล่ะ บ้านเราเก่าน่าซ่อมแล้วนะ แต่ถ้าเราอยากปลูกโรงแรมเขาคงช่วย แต่ถ้าปลูกบ้านคงขอความช่วยเหลือลำบาก แค่นึกถึงก็สยองแล้วห่ะ
เหอะๆ ไปนอนดีกว่า ช่วงนี้แม้จะเป็นวันหยุด แต่เรารู้สึกอยากขยันอย่างบอกไม่ถูก
(ทำงานก็ขอให้เกิดงานนะทศนะ)
ปล. ใครจะรู้นี่อาจเป็นโชคชะตาให้รักกันก็ได้ กร๊ากกก น้ำเน่า หลงรักสาวบ้านตรงข้ามที่มาอยู่หลังพ่อแม่เราเกือบๆสามสิบปี
................................................
Posted by
T 0 5 E
Wii เลิ๊บ ยู
Wii เลิ๊บ ยู
Tuesday, April 14, 2009
3:41:51 AM
นั่งดูผ่านๆเพราะอ่านหนังสืออยู่ ง่วงๆแล้วล่ะ ดูแล้วตื่นเลย รายการวีเลิอ๊บยู ก็เอาเกมวีมาเล่นเกมให้ดูน่ะละ เกมวีสนุกอยู่แล้ว (เราพูดแบบคนที่เคยอยู่ญี่ปุ่น) พอดีเห็นพิธีกรใส่เสื้อร้านไอ้นนก็โทรหามัน แต่ว่า เกมเต้นนั้นสนุกดี เต้นท่าแบบญี่ปุ่นด้วย ญี่ปุ่นกะเกาหลีเต้นไม่เหมือนกัน เราไปคลับในชิบูย่าบ่อยจัดๆ ก็เข้าใจว่าผู้หญิงญี่ปุ่นเต้นแบบไหน เห็นในรายการนี้ก็เลยตั้งใจดูที่เขาเต้นตามเกม ไอ้นนพูดไปเรื่อยๆ เรารีบตัดสายไม่รู้มันงอนไหม ก็กูอยากดูจริงๆ อยู่ไทยไม่มีเต้นแบบญี่ปุ่นให้ดู สาวไทยก็เต้นแบบสาวเกาหลีกันหมด (ดูเอ๊กเม็นกันมากไปป่าว)
ให้ความรู้สึกแบบบอกไม่ถูก ได้ยินพิธีกรแอบหม้อๆนิดๆ ถามว่าน้องคนนึงเรียนจุฬาหรือไรนี่ ความรู้สึกคล้ายๆรายการที่ไอ้นนไปร่วมจัดในfat radio คืนวันเสาร์ สาวเสียงสวยโผล่มาก็จะแทะโลมกัน แต่พอเป็นรายการทีวีมันแปลกไงไม่รู้ พอเป็นภาพแล้วมันดูไม่ค่อยสุภาพไงไม่รู้
ก็ไปถ่ายกันสวนสยามเลยบ้านเราไปไม่มากนัก แล้วก็คนแพ้โดนไล่ให้ลื่นลงสะไล้เด้อ ก็ ให้อารมณ์แปลกๆ นี่เราดูซีดีโป๊ๆมีโม่อะไรหรือเปล่า แปลกๆไงไม่รู้ แต่ผู้หญิงสบายใจนะ เพราะพิธีกรตลกๆมั้ง เกมก็หนุกๆได้เงินง่ายๆ เต้นท่าทางโป๊ๆหน่อยๆ แอบถ่ายให้ดูยั่วยุทางเพศนิดๆก็ไม่เป็นไร ตอนถ่ายไม่มีคนรู้หรอก ตอนตัดดิรู้ ให้อารมณ์เหมือนดูพวก สะตอเบอแหลชีสเค้ก ตอนสายๆวันอาทิตย์ที่เอาเด็กวัยรุ่นมาทำท่าโป๊ๆแต่งตัวโป๊ๆโดยเด็กไม่รู้ตัว(แต่ผู้ใหญ่ที่ควบคุมงานรู้ และจงใจขายจุดนี้)
กลับมาที่เกมวี ถ้าเป็นคนไทยเราบอกว่าอยากได้เกมวี ก็คงแบบ โห รวยหรือไงมึง แต่ถ้าอยู่ญี่ปุ่นก็ปกติออก เขาก็มีกันแทบทุกบ้าน บ้านเรา เพื่อนยังซื้อ PS3มาใช้เลย แต่ถ้าอยู่ไทยมีPS3อาจดูรวยๆมั้ง
คล้ายกะที่ไอ้นนบอกว่า พี่ทศก็แปลกนะ มีไอผ่อดแต่เชยชะมัด ก็เป็นแบบนี้ มีเฉพาะของที่ใช้ ไม่ค่อยมีอะไรเพราะอยากได้ แต่รู้ว่ามีเพราะต้องใช้
จะว่าไปก็ไม่มีไรหรอก เราแค่นึกๆอยู่ว่า ถ้าเงินเหลือก็จะซื้อวีมาให้แฟนเล่น แล้วก็พากันไปเล่นน้ำที่สวนสยามบ้าง(กูมีแฟนตั้งกะเมื่อไหร่วะ เหอะๆ)
.....................................
แต่เมื่อตอนตี๑ ผึ้งมาส่งบอกว่า บ้านตรงข้ามนี่ตกลงเรือนหอมึงใช่มะ ฮ่าๆๆๆ
พอดีวันนี้ตอนห้าทุ่มกว่าออกไปหาพวกนั้นมา ก็เห็นในทีวีมีรายการเพลงมะจัง เราก็ว่าตลกดี เวลาเห็นคนรู้จักเป็นนักร้องหลายคนในช่องมะจัง พูดไปคนแถวๆบ้านนี้ก็ว่าเหมือนโม้ว่ารู้จัก ก็ดูด้วยอารมณ์นึกถึงคนนั้นคนนี้ ก็ว่าแปลกดี ก็เลยไม่ได้พูดไรออกไปเลย นั่งดูไปงั้นๆล่ะ
แต่นึกไปถึงอีกอารมณ์นึง เมื่อคืนวันศุกร์ไปนอนบ้านโป้งมา ตื่นมาเที่ยงๆวันเสาร์ไอ้โป้งจู่ๆพูดถึง หลีด มธ คนนึงที่เราเคยจัดให้จีบ มันถามว่า แบบนี้ไม่มีอีกหรอวะ
(พอดีตอนนี้มันโสดสนิทแล้วและหลีดคนนั้นแต่งงานไปไม่นานนี้)
เราบอกว่า ห่า ช่วงนี้กูไม่หล่อ ไว้กูกลับมาหล่อเมื่อไหร่นะมึงอยากได้ใครบอกมา
(นารีมีรูปเป็นทรัพย์ บุรุษมีทรัพย์เป็นรูป)
ถ้ากูได้รู้จักกูจัดให้ได้หมดล่ะ คนเราบนโลกนี้ไม่มีใครเกินเอื้อมหรอก เพียงแต่ว่ามีโอกาสได้รู้จักไหม แค่นั้นเอง ไอ้การได้รู้จักกันมันยากกว่าการจีบกันนักๆ ฮ่าๆๆ แล้วก็ขำกัน ผู้ชายอายุ๒๙สองคนหล่อๆ นอนเม้ากันตอนดึกๆสองคนคืนวันศุกร์ แม่งตลกดีว่ะ แต่อภินันทนาการสาวๆขนาดนี้ เรามีน้ำใจกับโป้งแค่คนเดียวจริงๆ ก็มันดีกะกูในยามกูลำบากนี่หว่า
ตะกี๊นั่งดูรายการก็นึกถึงน้องมิ้นน้องเกด เราว่าเราโป้งก็ให้อารมณ์เหมือนมิ้นเกดแฮะ แต่๒คนนั้นเราก็แทบไม่รู้จักอะไรนัก แต่๒คน๒คาแร็คเต้อร์และต้องพอดีกับให้คนชอบได้แน่ๆ ไทยคน จีน คน คนนึงอ่อนหวาน คนนึง
เฮี้ยวๆหน่อย เราโป้งก็ ตี๋ คน เข้ม คน คนนึงตลก คนนึงน้ำเน่า คาแร้กเต้อตัวละครชัดเจนกันมากๆ ฮ่าๆๆ
บ๊ายบาย พอดีกว่า ไปอ่านนิยายญี่ปุ่นต่อดีกว่า กำลังมัน
Tuesday, April 14, 2009
3:41:51 AM
นั่งดูผ่านๆเพราะอ่านหนังสืออยู่ ง่วงๆแล้วล่ะ ดูแล้วตื่นเลย รายการวีเลิอ๊บยู ก็เอาเกมวีมาเล่นเกมให้ดูน่ะละ เกมวีสนุกอยู่แล้ว (เราพูดแบบคนที่เคยอยู่ญี่ปุ่น) พอดีเห็นพิธีกรใส่เสื้อร้านไอ้นนก็โทรหามัน แต่ว่า เกมเต้นนั้นสนุกดี เต้นท่าแบบญี่ปุ่นด้วย ญี่ปุ่นกะเกาหลีเต้นไม่เหมือนกัน เราไปคลับในชิบูย่าบ่อยจัดๆ ก็เข้าใจว่าผู้หญิงญี่ปุ่นเต้นแบบไหน เห็นในรายการนี้ก็เลยตั้งใจดูที่เขาเต้นตามเกม ไอ้นนพูดไปเรื่อยๆ เรารีบตัดสายไม่รู้มันงอนไหม ก็กูอยากดูจริงๆ อยู่ไทยไม่มีเต้นแบบญี่ปุ่นให้ดู สาวไทยก็เต้นแบบสาวเกาหลีกันหมด (ดูเอ๊กเม็นกันมากไปป่าว)
ให้ความรู้สึกแบบบอกไม่ถูก ได้ยินพิธีกรแอบหม้อๆนิดๆ ถามว่าน้องคนนึงเรียนจุฬาหรือไรนี่ ความรู้สึกคล้ายๆรายการที่ไอ้นนไปร่วมจัดในfat radio คืนวันเสาร์ สาวเสียงสวยโผล่มาก็จะแทะโลมกัน แต่พอเป็นรายการทีวีมันแปลกไงไม่รู้ พอเป็นภาพแล้วมันดูไม่ค่อยสุภาพไงไม่รู้
ก็ไปถ่ายกันสวนสยามเลยบ้านเราไปไม่มากนัก แล้วก็คนแพ้โดนไล่ให้ลื่นลงสะไล้เด้อ ก็ ให้อารมณ์แปลกๆ นี่เราดูซีดีโป๊ๆมีโม่อะไรหรือเปล่า แปลกๆไงไม่รู้ แต่ผู้หญิงสบายใจนะ เพราะพิธีกรตลกๆมั้ง เกมก็หนุกๆได้เงินง่ายๆ เต้นท่าทางโป๊ๆหน่อยๆ แอบถ่ายให้ดูยั่วยุทางเพศนิดๆก็ไม่เป็นไร ตอนถ่ายไม่มีคนรู้หรอก ตอนตัดดิรู้ ให้อารมณ์เหมือนดูพวก สะตอเบอแหลชีสเค้ก ตอนสายๆวันอาทิตย์ที่เอาเด็กวัยรุ่นมาทำท่าโป๊ๆแต่งตัวโป๊ๆโดยเด็กไม่รู้ตัว(แต่ผู้ใหญ่ที่ควบคุมงานรู้ และจงใจขายจุดนี้)
กลับมาที่เกมวี ถ้าเป็นคนไทยเราบอกว่าอยากได้เกมวี ก็คงแบบ โห รวยหรือไงมึง แต่ถ้าอยู่ญี่ปุ่นก็ปกติออก เขาก็มีกันแทบทุกบ้าน บ้านเรา เพื่อนยังซื้อ PS3มาใช้เลย แต่ถ้าอยู่ไทยมีPS3อาจดูรวยๆมั้ง
คล้ายกะที่ไอ้นนบอกว่า พี่ทศก็แปลกนะ มีไอผ่อดแต่เชยชะมัด ก็เป็นแบบนี้ มีเฉพาะของที่ใช้ ไม่ค่อยมีอะไรเพราะอยากได้ แต่รู้ว่ามีเพราะต้องใช้
จะว่าไปก็ไม่มีไรหรอก เราแค่นึกๆอยู่ว่า ถ้าเงินเหลือก็จะซื้อวีมาให้แฟนเล่น แล้วก็พากันไปเล่นน้ำที่สวนสยามบ้าง(กูมีแฟนตั้งกะเมื่อไหร่วะ เหอะๆ)
.....................................
แต่เมื่อตอนตี๑ ผึ้งมาส่งบอกว่า บ้านตรงข้ามนี่ตกลงเรือนหอมึงใช่มะ ฮ่าๆๆๆ
พอดีวันนี้ตอนห้าทุ่มกว่าออกไปหาพวกนั้นมา ก็เห็นในทีวีมีรายการเพลงมะจัง เราก็ว่าตลกดี เวลาเห็นคนรู้จักเป็นนักร้องหลายคนในช่องมะจัง พูดไปคนแถวๆบ้านนี้ก็ว่าเหมือนโม้ว่ารู้จัก ก็ดูด้วยอารมณ์นึกถึงคนนั้นคนนี้ ก็ว่าแปลกดี ก็เลยไม่ได้พูดไรออกไปเลย นั่งดูไปงั้นๆล่ะ
แต่นึกไปถึงอีกอารมณ์นึง เมื่อคืนวันศุกร์ไปนอนบ้านโป้งมา ตื่นมาเที่ยงๆวันเสาร์ไอ้โป้งจู่ๆพูดถึง หลีด มธ คนนึงที่เราเคยจัดให้จีบ มันถามว่า แบบนี้ไม่มีอีกหรอวะ
(พอดีตอนนี้มันโสดสนิทแล้วและหลีดคนนั้นแต่งงานไปไม่นานนี้)
เราบอกว่า ห่า ช่วงนี้กูไม่หล่อ ไว้กูกลับมาหล่อเมื่อไหร่นะมึงอยากได้ใครบอกมา
(นารีมีรูปเป็นทรัพย์ บุรุษมีทรัพย์เป็นรูป)
ถ้ากูได้รู้จักกูจัดให้ได้หมดล่ะ คนเราบนโลกนี้ไม่มีใครเกินเอื้อมหรอก เพียงแต่ว่ามีโอกาสได้รู้จักไหม แค่นั้นเอง ไอ้การได้รู้จักกันมันยากกว่าการจีบกันนักๆ ฮ่าๆๆ แล้วก็ขำกัน ผู้ชายอายุ๒๙สองคนหล่อๆ นอนเม้ากันตอนดึกๆสองคนคืนวันศุกร์ แม่งตลกดีว่ะ แต่อภินันทนาการสาวๆขนาดนี้ เรามีน้ำใจกับโป้งแค่คนเดียวจริงๆ ก็มันดีกะกูในยามกูลำบากนี่หว่า
ตะกี๊นั่งดูรายการก็นึกถึงน้องมิ้นน้องเกด เราว่าเราโป้งก็ให้อารมณ์เหมือนมิ้นเกดแฮะ แต่๒คนนั้นเราก็แทบไม่รู้จักอะไรนัก แต่๒คน๒คาแร็คเต้อร์และต้องพอดีกับให้คนชอบได้แน่ๆ ไทยคน จีน คน คนนึงอ่อนหวาน คนนึง
เฮี้ยวๆหน่อย เราโป้งก็ ตี๋ คน เข้ม คน คนนึงตลก คนนึงน้ำเน่า คาแร้กเต้อตัวละครชัดเจนกันมากๆ ฮ่าๆๆ
บ๊ายบาย พอดีกว่า ไปอ่านนิยายญี่ปุ่นต่อดีกว่า กำลังมัน
Posted by
T 0 5 E
Sunday, April 19, 2009
ต่างกัน
ต่างกัน
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552
๐๐:๓๐:๕๙ น.
ชีวิตคนเรามันไม่ค่อยเหมือนกันหรอก มันต่างกันจริงๆ ต่างกันมากมาย วันนี้เห็นสายตาแบบที่คุ้นชิน แต่ก็ทำใจไม่ได้ กับคำพูดบางอย่างที่เราหวาดกลัวในใจมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จัดการปัญหาบางเรื่องเสร็จเรียบร้อยแบบไม่สบายใจนัก
มันต่างกันจริงๆ วันนี้ไปงานแต่งงานเพื่อนสนิทมา ก็แต่งกันเป็นปกติ ไปงานแต่งงานบ่อยๆซัก ๒ เดือน ๓ หนได้
เพื่อนก็แต่งงานกันไป แต่ไม่ได้หมายถึงเรื่องแต่งงานต่างกัน และ คงไม่อธิบายว่าอะไรคือที่ต่างกัน แต่ที่เปรียบไว้ก็แค่ทรงจำส่วนตัวของวันนี้ วันนี้ก็อ่อนแอและว้าเหว่ในเวลาที่ตื่นมาเหมือนเช่นหลายๆวันที่ผ่านมา
ก็แปลกดี ให้ความรู้สึกที่แปลกดี ก็เมื่อคืนเมาชิบหายเลย เมื่อคืนไปร้านพี่ตี่เปิดวันแรกในซอยเอกมัย เขาชวนมาก็ไป แล้วน้องที่ไปด้วยก็ชวนไปไม้เอกเราก็ไป เมื่อคืนวันพฤหัสก็ไป แต่ไม้เอกนี่ไม่ได้ไปนานมากๆแล้ว หนสุดท้ายก็เป็นพฤศจิกา วันที่คุณบุ๋มเขาได้เป็นนางสาวไทย
สำหรับเราแล้ว
ที่ไหนๆก็เหมือนๆกัน ไปกินเหล้าไม่ได้สนใจอะไรผู้หญิงเลย เวลาบอกใครไปแบบนี้คนก็ไม่เชื่อ เพื่อนสนิทคนนึงที่หลายเดือนมานี้นั่งดื่มกันที่ร้านลาบแถวๆบ้านบ่อยๆ โทรมาถามว่าอยู่ไหน เราบอกไปว่า ไม้เอก มันถามว่า เงี่ยนหรอวะ? เราบอกไปว่า ป่าวว่ะ ก็มีคนชวนเราก็มา ก็แค่นั้นเอง เวลาบอกแบบนี้คนไม่ค่อยเชื่อหรอก แต่ถ้าคนสนิทกันจริงๆ จะรู้จักเราดีพอที่รู้ว่าเราไปกินเหล้าโดยไม่เรียกสาวไหนใครทั้งนั้น พูดไปก็เหมือนสร้างภาพซะเปล่าๆ เพราะไม่มีใครเชื่ออยู่ดี ต้องเป็นแก๊งสนิทกันจริงๆ
พ่อเราใช้คำอธิบายตัวเราว่า ลูกชายไปวัดก็เหมือนลูกชายไปผับ คือ ที่ไหนถ้ามีเพื่อนชวนแล้วเราอยากไปก็ไป ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถานที่นัก เกี่ยวกับว่าอยากไปหรือไม่ซะมากกว่า
ตื่นมาด้วยความรู้สึกอยากเลิกกินเหล้าเสียที เพราะเมื่อคืนกินเหล้าเยอะสุดในรอบปีนี้ จริงๆปีนี้ก็งดมาได้เยอะมากๆแล้ว หากเทียบกับ๑๐ปีที่ผ่านมา เข้าพรรษานี้ได้โอกาสงดซะเลย อายุจะ๓๐แล้ว เลิกเหล้าได้แล้ว ก็บอกตนเองหลายๆหน แต่ก็ไม่ได้คิดจริงๆจังๆอะไรหรอก กินเหล้าไม่มีประโยชน์ แต่มีอรรถประโยชน์มากมาย อธิบายไปคนก็เข้าใจกันยากอีก หาว่ากินเหล้าเสียเงินเสียทองเสียสุขภาพ แล้วทำไมไม่มองข้อดีมันบ้างล่ะ
กลับมาเข้าเรื่อง ต่างกัน ดีกว่า
เราเองก็ไม่ใช่นิสัยที่ชอบเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับใคร หรือ อิจฉาริษยาใคร ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นแบบนี้ ก็พ่อเราอีกน่ะละ ที่อธิบายว่า “ก็เรามีทุกอย่างแล้ว ลูกเต็มไงลูก” ก็คงจริงกระมัง ทุกวันนี้เรานั่งรถเมล์บ่อยๆก็นึกอยากมีรถ แต่ก็ไม่ได้เห็นจะอิจฉาคนที่มีรถ ไว้เงินทองเหลือเฟือก็คงหามาใช้ซักคัน ถ้าถึงเวลาที่เงินเหลือจริงๆอยากได้แฮริเอ้อร์เลยด้วยซ้ำไป ตัวใหญ่แบบเราเหมาะดี
สมัย๑๐ปีก่อน ก็ไม่ได้เป็นคนนี้หรอก เป็นคนแบบเย่อหยิ่ง ปากจัด มองคนอย่างดูแคลน ตอนนั้นให้อารมณ์แบบ พ่อกูรวย กูเรียนดี แฟนกูสวย กูหล่อ แล้ววันนึงชีวิตมันก็ต้องผกผันกันไปบ้าง ก็ทำให้ได้มองเห็นโลกอีกใบนึง ซึ่งก็ทำให้มีข้อดีคือ อดทนและมองคนเป็นคนมากขึ้น ยอมรับคำดูถูกได้ และ ไม่อยากไปดูถูกใครนัก เคยสังเกตกันไหมว่า คนที่ให้เกียรติคนเป็นคนไม่ดูถูกคน แต่เกียรติแต่ละคนก็ต่างกันไป อย่างเราเองถ้านัดกันแล้วมาสายบ่อยๆ เราก็นับว่าไม่ให้เกียรติ (ด่ากูได้ แต่มาสายมีสิทธิ์เลิกคบ)
( คุณ ผู้หญิงครับ ถ้าคุณรักษาเวลาไม่ได้ อีกหน่อยคุณจะรักษาลูกผมไว้ได้อย่างไร)
เราก็จะมีอะไรแปลกๆแบบนี้ล่ะ รับได้หมดผู้หญิงกินเหล้าสูบบุหรี่ แต่ดันรังเกียจพวกผู้หญิงกินข้าวไม่หมดจาน อันนี้กรณีเป็นแฟน ถ้าเพื่อนคนไหนกินข้าวไม่หมดจานเราคงไม่ไปเลิกคบมัน
วันก่อนนู้นเพื่อนคนนึงที่พึ่งเป็นเพื่อนกันไม่กี่เดือนนี้ แต่ก็สนิทกันแล้ว ก็บอกว่า มันชอบเราเพราะ นิสัยเหมือนๆมัน เราก็ถามว่า เหมือนยังไง มันตอบว่า “ก็มึงดูดิทศ เก่งเคยนินทาใครให้ทศฟังป่าว” เราก็นึกในใจตบเข่าดังฉาดๆว่า เออ จริง ก็เหมือนๆกัน แต่เราก็เหมือนคนปกติ ก็บ่นไรไปเรื่อยบ้าง เม้าเพื่อนๆบ้าง ในบล๊อกบ้าง แต่ก็ไม่ได้ด่าอะไรนักหนา ชีวิตจริงก็เป็นแบบนี้ ก็หัวเราะไปเรื่อยๆ ทำตัวง่ายๆเปิดเผยๆ สบายๆ ใครชวนไปไหนไปได้ก็ไป ไปไม่ได้ก็บอกไปเลยว่าไปไม่ได้ คงเพราะเราไม่ค่อยเจ้าปัญหานักกระมัง ทำให้มีเพื่อนมาก และก็พูดได้เต็มปากเลยว่าเพื่อนรัก ก็มีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่จนๆนี่ล่ะ เวลาไปไหนที่แพงๆก็ไม่ค่อยอยากไป แต่ในเมื่อเพื่อนก็ชอบไปกัน บางทีก็จำยอมต้องไป
พูดถึงต่างกันแล้วจะบอกว่า เพื่อนที่แต่งงานก็อายุพอๆกัน แต่ก็แต่งงานแล้ว(เจ้าสาวแก่กว่าเล็กน้อย) แต่ที่เราต่างกันเพราะไงดี ทุกวันนี้เราก็ยังสนุกกับการได้รู้จักใคร หรือ ได้มองผู้หญิงสวยๆอยู่ แต่เพื่อนมองความมั่นคงแล้ว เมื่อวันพฤหัสก็ไปดูมอเต้อร์โชว์กะพวกแก๊งหนามบาส ก็เจอสาวๆเยอะ ก็มองๆไปงั้นๆล่ะ แต่ก็อยากมีใครซักคน วันศุกร์ตอนเย็นได้รู้จักเด็กอักษรคนนึง กำลังจะเรียนเอกญี่ปุ่น ก็พึ่งรู้จักกันหนแรกๆ ก็ยังบ้าๆบอๆเอาหนังสือภาษาญี่ปุ่นไปให้หัดอ่านอยู่เลย คือ ชีวิตแบบฉาบฉวยเราก็ยังเจออยู่ จะให้เสถียรก็ยากทีเดียว และพูดตามตรง เรื่องเสถียรหรือไม่ ก็ขึ้นกับคนที่เราคบ ไม่ใช่วัยซะทีเดียวหรอก(กึ่งๆควบๆกันอยู่) ผู้หญิงที่ทำให้เราหยุดได้ ก็มักจะมีความคล้ายกันอยู่ เรื่องแบบนี้เราก็รู้
แต่เราไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านนัก แต่ก็ไม่แปลกนัก ตรงที่เราเชื่อว่า ถ้าเจอถูกใจใช่เลย ก็จะรู้ทันทีในแวบแรก ไม่ต้องศึกษากันนานนักหรอก คนส่วนใหญ่เขาก็ไม่พูดแบบนี้หรอก เขาจะชอบบอกว่า ต้องเป็นเพื่อนกันก่อน ศึกษากันก่อน อะไรก็ว่ากันไป แต่เราไม่ชอบ และ เรามักดูถูกและรังเกียจคนที่มาหลอกเป็นเพื่อนใช้คำว่าเพื่อนมาหลอกล่อเราให้รักหรืออะไรก็ตามอีกด้วย (ก็บอกแล้วเคยเป็นคนหยิ่งมากๆ) คือ ของแบบนี้ไม่มีใครถูกหรือผิด เพียงแต่ว่าวิธีคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเราไม่ชอบเป็นเพื่อนกับใครเพื่อเอามิตรภาพไปแลกเป็นความรัก เป็นคนที่ดูหนังเพื่อนสนิทแล้วไม่อินว่างั้นเถอะ เพราะไม่เคยรักเพื่อนในรูปแบบชู้สาว ถ้าพูดให้เน่าๆขึ้นอย่างรวบรัดตัดความเข้าข้าตนเอง คือ เราเชื่อในรักแรกพบ
กรณีพวกเซลล์ขายของสวยๆที่ชอบใช้ความสวยเข้าแลกเราก็ไม่ค่อยคบ ชีวิตจริงๆไม่ได้ตื้นเขิน ฉาบฉวยขนาดนั้น ไอ้ที่จะเป็นแบบโฆษณาน้ำดื่มแบบที่บอกว่า คิดว่าตนเองดูดี ก็ดูดีนั้นมันก็เป็นทัศนคติที่ง่ายไป แน่นอน สุขทุกข์มันอยู่ที่ใจมันเกิดจากข้างใน และความสวยมันมาจากภายในได้ แต่ให้มานั่งมั่นใจเกินเหตุบอกตนเองว่า อุ๊ย เราดูดี แล้วตนเองจะดูดีขึ้นนั้น มันง่ายไป อยากดูดี ก็ต้องไปออกกำลังกายให้ร่ายกายดี หรือ ไม่ก็ทำงานหนักให้ประสบความสำเร็จ ถึงจะดูดี แต่แน่นอนการมีครอบครัวที่อบอุ่นนั้นดูดีที่สุดในสายตาเรา คนจนครอบครัวอบอุ่นก็มี คนรวยครอบครัวอบอุ่นก็มาก (นารีมีรูปเป็นทรัพย์ บุรุษมีทรัพย์เป็นรูป) แต่จริงๆแล้วถ้าอายุ๒๐ยังไงก็ดูดีได้ง่ายๆ ไม่ต้องทำไรเลย ไม่ต้องออกกำลังกายอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ไอ้คนจะ๓๐แบบเรา วิธีที่มันดูดีมันยาก ไอ้จะขับรถz4ใส่แว่นดำนั้น ปล่อยให้คนหน้าตาแบบเรนทำไปเถอะ
ง่วงแล้วเตรียมตัวนอนดีกว่า ไม่ต้องถามนะว่า วันนี้ไปงานแต่งงานเจอ โซนนนนเหมดดดด (รายวัน) หรือไม่?
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552
๐๐:๓๐:๕๙ น.
ชีวิตคนเรามันไม่ค่อยเหมือนกันหรอก มันต่างกันจริงๆ ต่างกันมากมาย วันนี้เห็นสายตาแบบที่คุ้นชิน แต่ก็ทำใจไม่ได้ กับคำพูดบางอย่างที่เราหวาดกลัวในใจมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จัดการปัญหาบางเรื่องเสร็จเรียบร้อยแบบไม่สบายใจนัก
มันต่างกันจริงๆ วันนี้ไปงานแต่งงานเพื่อนสนิทมา ก็แต่งกันเป็นปกติ ไปงานแต่งงานบ่อยๆซัก ๒ เดือน ๓ หนได้
เพื่อนก็แต่งงานกันไป แต่ไม่ได้หมายถึงเรื่องแต่งงานต่างกัน และ คงไม่อธิบายว่าอะไรคือที่ต่างกัน แต่ที่เปรียบไว้ก็แค่ทรงจำส่วนตัวของวันนี้ วันนี้ก็อ่อนแอและว้าเหว่ในเวลาที่ตื่นมาเหมือนเช่นหลายๆวันที่ผ่านมา
ก็แปลกดี ให้ความรู้สึกที่แปลกดี ก็เมื่อคืนเมาชิบหายเลย เมื่อคืนไปร้านพี่ตี่เปิดวันแรกในซอยเอกมัย เขาชวนมาก็ไป แล้วน้องที่ไปด้วยก็ชวนไปไม้เอกเราก็ไป เมื่อคืนวันพฤหัสก็ไป แต่ไม้เอกนี่ไม่ได้ไปนานมากๆแล้ว หนสุดท้ายก็เป็นพฤศจิกา วันที่คุณบุ๋มเขาได้เป็นนางสาวไทย
สำหรับเราแล้ว
ที่ไหนๆก็เหมือนๆกัน ไปกินเหล้าไม่ได้สนใจอะไรผู้หญิงเลย เวลาบอกใครไปแบบนี้คนก็ไม่เชื่อ เพื่อนสนิทคนนึงที่หลายเดือนมานี้นั่งดื่มกันที่ร้านลาบแถวๆบ้านบ่อยๆ โทรมาถามว่าอยู่ไหน เราบอกไปว่า ไม้เอก มันถามว่า เงี่ยนหรอวะ? เราบอกไปว่า ป่าวว่ะ ก็มีคนชวนเราก็มา ก็แค่นั้นเอง เวลาบอกแบบนี้คนไม่ค่อยเชื่อหรอก แต่ถ้าคนสนิทกันจริงๆ จะรู้จักเราดีพอที่รู้ว่าเราไปกินเหล้าโดยไม่เรียกสาวไหนใครทั้งนั้น พูดไปก็เหมือนสร้างภาพซะเปล่าๆ เพราะไม่มีใครเชื่ออยู่ดี ต้องเป็นแก๊งสนิทกันจริงๆ
พ่อเราใช้คำอธิบายตัวเราว่า ลูกชายไปวัดก็เหมือนลูกชายไปผับ คือ ที่ไหนถ้ามีเพื่อนชวนแล้วเราอยากไปก็ไป ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถานที่นัก เกี่ยวกับว่าอยากไปหรือไม่ซะมากกว่า
ตื่นมาด้วยความรู้สึกอยากเลิกกินเหล้าเสียที เพราะเมื่อคืนกินเหล้าเยอะสุดในรอบปีนี้ จริงๆปีนี้ก็งดมาได้เยอะมากๆแล้ว หากเทียบกับ๑๐ปีที่ผ่านมา เข้าพรรษานี้ได้โอกาสงดซะเลย อายุจะ๓๐แล้ว เลิกเหล้าได้แล้ว ก็บอกตนเองหลายๆหน แต่ก็ไม่ได้คิดจริงๆจังๆอะไรหรอก กินเหล้าไม่มีประโยชน์ แต่มีอรรถประโยชน์มากมาย อธิบายไปคนก็เข้าใจกันยากอีก หาว่ากินเหล้าเสียเงินเสียทองเสียสุขภาพ แล้วทำไมไม่มองข้อดีมันบ้างล่ะ
กลับมาเข้าเรื่อง ต่างกัน ดีกว่า
เราเองก็ไม่ใช่นิสัยที่ชอบเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับใคร หรือ อิจฉาริษยาใคร ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นแบบนี้ ก็พ่อเราอีกน่ะละ ที่อธิบายว่า “ก็เรามีทุกอย่างแล้ว ลูกเต็มไงลูก” ก็คงจริงกระมัง ทุกวันนี้เรานั่งรถเมล์บ่อยๆก็นึกอยากมีรถ แต่ก็ไม่ได้เห็นจะอิจฉาคนที่มีรถ ไว้เงินทองเหลือเฟือก็คงหามาใช้ซักคัน ถ้าถึงเวลาที่เงินเหลือจริงๆอยากได้แฮริเอ้อร์เลยด้วยซ้ำไป ตัวใหญ่แบบเราเหมาะดี
สมัย๑๐ปีก่อน ก็ไม่ได้เป็นคนนี้หรอก เป็นคนแบบเย่อหยิ่ง ปากจัด มองคนอย่างดูแคลน ตอนนั้นให้อารมณ์แบบ พ่อกูรวย กูเรียนดี แฟนกูสวย กูหล่อ แล้ววันนึงชีวิตมันก็ต้องผกผันกันไปบ้าง ก็ทำให้ได้มองเห็นโลกอีกใบนึง ซึ่งก็ทำให้มีข้อดีคือ อดทนและมองคนเป็นคนมากขึ้น ยอมรับคำดูถูกได้ และ ไม่อยากไปดูถูกใครนัก เคยสังเกตกันไหมว่า คนที่ให้เกียรติคนเป็นคนไม่ดูถูกคน แต่เกียรติแต่ละคนก็ต่างกันไป อย่างเราเองถ้านัดกันแล้วมาสายบ่อยๆ เราก็นับว่าไม่ให้เกียรติ (ด่ากูได้ แต่มาสายมีสิทธิ์เลิกคบ)
( คุณ ผู้หญิงครับ ถ้าคุณรักษาเวลาไม่ได้ อีกหน่อยคุณจะรักษาลูกผมไว้ได้อย่างไร)
เราก็จะมีอะไรแปลกๆแบบนี้ล่ะ รับได้หมดผู้หญิงกินเหล้าสูบบุหรี่ แต่ดันรังเกียจพวกผู้หญิงกินข้าวไม่หมดจาน อันนี้กรณีเป็นแฟน ถ้าเพื่อนคนไหนกินข้าวไม่หมดจานเราคงไม่ไปเลิกคบมัน
วันก่อนนู้นเพื่อนคนนึงที่พึ่งเป็นเพื่อนกันไม่กี่เดือนนี้ แต่ก็สนิทกันแล้ว ก็บอกว่า มันชอบเราเพราะ นิสัยเหมือนๆมัน เราก็ถามว่า เหมือนยังไง มันตอบว่า “ก็มึงดูดิทศ เก่งเคยนินทาใครให้ทศฟังป่าว” เราก็นึกในใจตบเข่าดังฉาดๆว่า เออ จริง ก็เหมือนๆกัน แต่เราก็เหมือนคนปกติ ก็บ่นไรไปเรื่อยบ้าง เม้าเพื่อนๆบ้าง ในบล๊อกบ้าง แต่ก็ไม่ได้ด่าอะไรนักหนา ชีวิตจริงก็เป็นแบบนี้ ก็หัวเราะไปเรื่อยๆ ทำตัวง่ายๆเปิดเผยๆ สบายๆ ใครชวนไปไหนไปได้ก็ไป ไปไม่ได้ก็บอกไปเลยว่าไปไม่ได้ คงเพราะเราไม่ค่อยเจ้าปัญหานักกระมัง ทำให้มีเพื่อนมาก และก็พูดได้เต็มปากเลยว่าเพื่อนรัก ก็มีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่จนๆนี่ล่ะ เวลาไปไหนที่แพงๆก็ไม่ค่อยอยากไป แต่ในเมื่อเพื่อนก็ชอบไปกัน บางทีก็จำยอมต้องไป
พูดถึงต่างกันแล้วจะบอกว่า เพื่อนที่แต่งงานก็อายุพอๆกัน แต่ก็แต่งงานแล้ว(เจ้าสาวแก่กว่าเล็กน้อย) แต่ที่เราต่างกันเพราะไงดี ทุกวันนี้เราก็ยังสนุกกับการได้รู้จักใคร หรือ ได้มองผู้หญิงสวยๆอยู่ แต่เพื่อนมองความมั่นคงแล้ว เมื่อวันพฤหัสก็ไปดูมอเต้อร์โชว์กะพวกแก๊งหนามบาส ก็เจอสาวๆเยอะ ก็มองๆไปงั้นๆล่ะ แต่ก็อยากมีใครซักคน วันศุกร์ตอนเย็นได้รู้จักเด็กอักษรคนนึง กำลังจะเรียนเอกญี่ปุ่น ก็พึ่งรู้จักกันหนแรกๆ ก็ยังบ้าๆบอๆเอาหนังสือภาษาญี่ปุ่นไปให้หัดอ่านอยู่เลย คือ ชีวิตแบบฉาบฉวยเราก็ยังเจออยู่ จะให้เสถียรก็ยากทีเดียว และพูดตามตรง เรื่องเสถียรหรือไม่ ก็ขึ้นกับคนที่เราคบ ไม่ใช่วัยซะทีเดียวหรอก(กึ่งๆควบๆกันอยู่) ผู้หญิงที่ทำให้เราหยุดได้ ก็มักจะมีความคล้ายกันอยู่ เรื่องแบบนี้เราก็รู้
แต่เราไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านนัก แต่ก็ไม่แปลกนัก ตรงที่เราเชื่อว่า ถ้าเจอถูกใจใช่เลย ก็จะรู้ทันทีในแวบแรก ไม่ต้องศึกษากันนานนักหรอก คนส่วนใหญ่เขาก็ไม่พูดแบบนี้หรอก เขาจะชอบบอกว่า ต้องเป็นเพื่อนกันก่อน ศึกษากันก่อน อะไรก็ว่ากันไป แต่เราไม่ชอบ และ เรามักดูถูกและรังเกียจคนที่มาหลอกเป็นเพื่อนใช้คำว่าเพื่อนมาหลอกล่อเราให้รักหรืออะไรก็ตามอีกด้วย (ก็บอกแล้วเคยเป็นคนหยิ่งมากๆ) คือ ของแบบนี้ไม่มีใครถูกหรือผิด เพียงแต่ว่าวิธีคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเราไม่ชอบเป็นเพื่อนกับใครเพื่อเอามิตรภาพไปแลกเป็นความรัก เป็นคนที่ดูหนังเพื่อนสนิทแล้วไม่อินว่างั้นเถอะ เพราะไม่เคยรักเพื่อนในรูปแบบชู้สาว ถ้าพูดให้เน่าๆขึ้นอย่างรวบรัดตัดความเข้าข้าตนเอง คือ เราเชื่อในรักแรกพบ
กรณีพวกเซลล์ขายของสวยๆที่ชอบใช้ความสวยเข้าแลกเราก็ไม่ค่อยคบ ชีวิตจริงๆไม่ได้ตื้นเขิน ฉาบฉวยขนาดนั้น ไอ้ที่จะเป็นแบบโฆษณาน้ำดื่มแบบที่บอกว่า คิดว่าตนเองดูดี ก็ดูดีนั้นมันก็เป็นทัศนคติที่ง่ายไป แน่นอน สุขทุกข์มันอยู่ที่ใจมันเกิดจากข้างใน และความสวยมันมาจากภายในได้ แต่ให้มานั่งมั่นใจเกินเหตุบอกตนเองว่า อุ๊ย เราดูดี แล้วตนเองจะดูดีขึ้นนั้น มันง่ายไป อยากดูดี ก็ต้องไปออกกำลังกายให้ร่ายกายดี หรือ ไม่ก็ทำงานหนักให้ประสบความสำเร็จ ถึงจะดูดี แต่แน่นอนการมีครอบครัวที่อบอุ่นนั้นดูดีที่สุดในสายตาเรา คนจนครอบครัวอบอุ่นก็มี คนรวยครอบครัวอบอุ่นก็มาก (นารีมีรูปเป็นทรัพย์ บุรุษมีทรัพย์เป็นรูป) แต่จริงๆแล้วถ้าอายุ๒๐ยังไงก็ดูดีได้ง่ายๆ ไม่ต้องทำไรเลย ไม่ต้องออกกำลังกายอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ไอ้คนจะ๓๐แบบเรา วิธีที่มันดูดีมันยาก ไอ้จะขับรถz4ใส่แว่นดำนั้น ปล่อยให้คนหน้าตาแบบเรนทำไปเถอะ
ง่วงแล้วเตรียมตัวนอนดีกว่า ไม่ต้องถามนะว่า วันนี้ไปงานแต่งงานเจอ โซนนนนเหมดดดด (รายวัน) หรือไม่?
Posted by
T 0 5 E
น้องโบว์ไปหาแม่ที่อังกฤษ
น้องโบว์ไปหาแม่ที่อังกฤษ
Saturday, April 18, 2009
14:39:09
แก๊ดน้ำตาฆ่าคนได้ อาวุธสงคราม M-16 M-79 HK อาก้า 84นัด ฆ่าคนไม่ได้
ครึ่งปีผ่านไป
รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกภาพยนตร์หรือหนังสือแฟนตาซีอะไรซักอย่าง ที่เรื่องฟังดูราวกับเรื่องโกหกเหลือเชื่อเป็นจริงได้
วันที่เขายิงกระสุนกระดาษกันที่สามเหลี่ยมดินแดง ก็เห็นโฆษกสีเขียวออกทีวีทั้งวันบอกว่า เสียงกระสุนจากปืนเป็นลูกซ้อม เป็นกระสุนกระดาษ แต่เสียงมันดังไล่เสือ้แดง ก็ว่าแปลกดี
เมื่อไหร่หนังเรื่องนี้จะจบ ขี้เกียจดูแล้ว เบื๊อเบื่อ อย่าเรียกว่าหนังดีกว่า เหมือนพวกขบวนการ5สี จูเรนเจ้อร์อะไรซักอย่าง มีสีเหลือง สีเขียว สีแดง สีน้ำเงินอะไรเนี่ย
นี่ยังไม่รวมคนไม่หล่อตัวใหญ่ๆปากห้อยๆ หน้าตาแบบตัวโกง หลังๆทำตัวเป็นพระเอกอีกนะ
ส่วนตัวร้าย จมูกหมู ปากหมา แดกไป เห่าไป ก็ไม่รู้หายไปไหน คิดถึง
พระเอกเดคิซุงิก็ได้แต่ทำหน้าตาหล่อเหลาสำบัดสำนวนไปวันๆ ถ้าฝีมือบริหารประเทศดีเหมือนหน้าตาและคำพูดคำจา ประเทศคงดีน่าดู
ขันทีเฒ่าก็ได้แต่แบ๊ะๆๆ บอกแต่ว่า ผมไม่รู้ ผมไม่เกี่ยวไปวันวัน
คนอื่นเรียกลิเดีย แต่เราเรียกเมียพ่อ
...........................................
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552
๒๓:๓๘:๔๔ น.
เกือบลืมไปแล้วว่าจะเขียนว่าอะไร มัวแต่ทำห่าอะไรอยู่ก็ไม่รู้
ตะกี๊เจอแว่นด้วย
ทำไมคนเราต้องหน้าแดงใส่กัน มันเขิลลลหรืออะไรยังไงช่วยบอกกันหน่อยซิ ฮึ
วันนี้เจอเพื่อนด้วยนี่นาที่ร้านนายอินทร์ เพื่อนแต่งงานไปแล้ว มาหาหนังสือจะไปเที่ยวเล่นเอเธนส์กัน อืม...เราพูดว่า...อืม....ชีวิตคู่มันเป็นอย่างนี้นี่เองมาร้านหนังสือหาหนังสือนำเที่ยวไว้ไปเที่ยวเมืองนอกกัน
ส่วนเราตัวคนเดียวก็มาร้านหนังสือคนเดียว ฟังดูน่าหดหู่ไงมะรุ เดินห้างคนเดียว เข้าร้านหนังสือคนเดียว
วันนี้ตอนเย็นดูหนังเรื่อง แมงมุมแสนรักในHBO คิดอยู่นาน๑๕นาทีว่าเคยได้ยินใครพูดถึง นึกได้ว่า ห้าปีกว่าๆที่แล้ว จ๋าเคยพูดถึง หนังสือเรื่องนี้เขาชอบมากๆ ซึ่ง แปลกแต่จริงก็คือ เราและจ๋าถ้าอีเมลหาเขาเขาก็จะตอบกลับมา แปลกดี แต่ก็ไม่นึกอยากเจอหน้ากันกระมัง อ่านในเน็ทจากกระทู้สุขสันต์วันเกิดเขาเห็นว่าไปเรียนหนังสือที่เยอรมัน อายุเท่าไหร่แล้วน้า เจออีกทีคงตกใจ
ช่วงนี้ออกแนวเหงาๆไงไม่รู้ น้องแต๊บน้องตั๊บไปเที่ยวนิวซีแลนด์กะแม่เขามั้ง ชีวิตเราที่กระชุ่มกระชวยเล็กๆน้อยๆเลยหายไป ก็ได้แค่นั้นล่ะ แค่คิดว่าวันไหนจะได้เจอนิดๆหน่อยๆ ก็ดีใจแล้ว เจอแล้วก็ไม่กล้าอะไรร้อกกกและก็ไม่ควรด้วย
เข้าเรื่องดีกว่า
วันนี้จู่ๆนึกได้ว่า น้องโบว์ไปหาแม่ที่อังกฤษนี่หว่า ก็งงๆว่า ตื่นมาข้อความในเครื่องมาจากไหนกันวะ แต่ไปแล้วเดี๋ยวก็มาละเนาะ อย่าไปคิดไรมาก ก็แค่คนปิดเทอมก็เลยไปเที่ยวไม่กี่เดือน แต่กลัวมากๆว่าจะกลับมาแล้วไม่เจอ กลับมาแล้วเขาจะเปลี่ยนไป กลับมาแล้วจะ บลาบลาบลา
แต่พักหลังๆแปลกใจตนเองเกี่ยวกับเรื่อง๑วัน และ โอกาส๑ครั้ง
เอ้า ท่านผู้พิพากษาท่านโทรมาเรียกแล้ว ออกจากบ้านดีกว่า มันถามหาไอ้นนท์ เราบอกว่า ไอ้นนท์มันจัดรายการยังไม่เสร็จ เดี๋ยวนี้มันไปพูดออก fat 104.5 นะมึง ท่านบอกว่า เอ้าไม่เห็นรู้เลย เราก็นึกในใจ เออ เนอะ ก็เราคบกันสบายๆอะเนอะ เลยไม่ค่อยได้ถามไถ่ว่าใครทำอะไรกันนัก
เมื่อวานนี้ตลกดี ขับรถ ๒๐๐ กิโลเมตรได้ เหนื่อยมากๆ พามาซาโตะเที่ยวในกรุงเทพและปริเจมณทลแดนจิรา แนะนำผู้พิพากษาวัยเด็กให้ท่านผู้ใหญ่เจ้าของคลื่น ๙๑ สวพ ได้รู้จัก มีเพื่อนทำงานดีดีนี่แนะนำง่ายเนอะ ท่านตอบกลับมาว่าทำไมเพื่อนหน้าเด็กจัง
วันก่อนมาซาโตะก็ซื้อของเปนพวกเป๋าตังกุ๊ดชี่ เมื่อวานก็เลยเดินเล่นในสยามพาราก้อนกัน
ไปดีกว่า ไปแรดๆๆๆๆๆๆ ซักชั่วโมงนึงแล้วกลับบ้าน
..................................
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
4:44:55 AM
ไปสังสรรค์มา เห็นชาวบ้านทะเลาะไรกันนักหนา ตูละเบื่อ เพราะเราเปนคนง่ายๆมั้ง อย่าไปมีปัญหาอะไรกับใครนัก คนก็เลยยังพอชวนไปไหนมาไหนอยู่ แม้ว่าจะจนชิบหายก็ตาม แต่ตอนเด็กๆก็ไม่ได้เป็นคนสบายๆแบบนี้หรอก ออกจะเรื่องมากพอควร ชกกะชาวบ้านก็เรื่อยๆ แต่พอมาตอนหลัง หลังบวชละกัน รู้ว่า อภัยทานคือทานสูงสุด ก็อภัยๆกันไปเหอะ อย่าไปเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรกันนัก แต่เราก็ไม่ได้ประเสริฐอะไรนัก ทะเลาะกะน้องก็ยังพอมี แต่กับคนๆอื่นๆ ร่วมสังคมก้อมีปัญหาให้น้อย ไม่ดิ เรียกว่าอย่ามีปัญหาดีกว่า จะวีนไปทำไม กลัวคนไม่รู้ว่าเปนคนสำคัญหรือ กลัวไม่รู้ว่าเปนลูกใครเหล่าเต้าหรือ ทำตัวปกติสุข ใช้ชีวิตเรียบๆดีกว่า แต่เชื่อมะ เราก็จะไปมีปัญหาอื่นๆ เช่น พอมีคนรัก พวกลิ่วล้อเจ้านายก็จะอิจฉา อะไรทำนองนี้ พูดไปคนก็ไม่เชื่อหรอก
นั่นรวมไปถึงอย่าดัดจริตมากด้วยคนเรา
ขอเขียนเรื่องดัดจริตหน่อย เมื่อวานไปกะมาซาโตะห้างกลางเมือง ดูของแพงๆ คนญี่ปุ่นไงไงก็มีเงินซื้อ มันก็ซือ้เป๋าตังค์ใบเปนหมื่นๆ ได้ และก็ซื้อแล้ว
แต่หลายร้านที่เข้าไป เราก็แต่งตัวเรียบร้อย ใส่เสื้อแขนยาว รองเท้าสวย กางเกงแสล็คผ้าดีดีแพงๆด้วยซ้ำ แต่ก็นะ ของแบรนด์เนมบ้านเราคนขายมองหัวจรดตีน น่าด่าจริงๆ อยู่ญี่ปุ่นไม่เห็นคนเขามองกันแบบนี้เลย จะเข้าปาด้า กุ๊ดชี่ โดลเช่เราก็เดินไปดูของเป็นปกติ ไม่ต้องมีเรื่องให้หงุดหงิดใจ นึกไปถึงหลายปีก่อน ตั้งแต่ปีแรกของTCDCสมัครให้พ่อเป็นสมาชิก แต่สุดท้ายพ่อก็ไม่ไป พ่อบอกคนแถวๆนั้นดัดจริต เราก้อลืมนึกไป ทั้งๆที่บ้านมีหนังสือดีไซน์แพงๆเยอะอยู่ และการไปเป็นสมาชิกห้องสมุดพวกนี้ก็ดีทีเดียว บ้านเราชอบไปดูหนังสือกัน แต่บางที่ที่คนเขาทำท่าไม่ต้อนรับนักก็อย่าไปดีกว่า
เป็นไฮโซก็ไม่ได้แปลว่าต้องดัดจริต เป็นดีไซเน่อร์ก็ไม่ได้ต้องแปลว่ารสนิยมเลิศหรูตลอดเวลา พอดีกว่า อ่านจู๋อ่อนต่อดีกว่า จูออนภาพยนตร์น่ะละ แต่ซื้อหนังสือแปลมานานแล้ว ไม่น่ากลัวเลย เหอะๆ
Saturday, April 18, 2009
14:39:09
แก๊ดน้ำตาฆ่าคนได้ อาวุธสงคราม M-16 M-79 HK อาก้า 84นัด ฆ่าคนไม่ได้
ครึ่งปีผ่านไป
รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกภาพยนตร์หรือหนังสือแฟนตาซีอะไรซักอย่าง ที่เรื่องฟังดูราวกับเรื่องโกหกเหลือเชื่อเป็นจริงได้
วันที่เขายิงกระสุนกระดาษกันที่สามเหลี่ยมดินแดง ก็เห็นโฆษกสีเขียวออกทีวีทั้งวันบอกว่า เสียงกระสุนจากปืนเป็นลูกซ้อม เป็นกระสุนกระดาษ แต่เสียงมันดังไล่เสือ้แดง ก็ว่าแปลกดี
เมื่อไหร่หนังเรื่องนี้จะจบ ขี้เกียจดูแล้ว เบื๊อเบื่อ อย่าเรียกว่าหนังดีกว่า เหมือนพวกขบวนการ5สี จูเรนเจ้อร์อะไรซักอย่าง มีสีเหลือง สีเขียว สีแดง สีน้ำเงินอะไรเนี่ย
นี่ยังไม่รวมคนไม่หล่อตัวใหญ่ๆปากห้อยๆ หน้าตาแบบตัวโกง หลังๆทำตัวเป็นพระเอกอีกนะ
ส่วนตัวร้าย จมูกหมู ปากหมา แดกไป เห่าไป ก็ไม่รู้หายไปไหน คิดถึง
พระเอกเดคิซุงิก็ได้แต่ทำหน้าตาหล่อเหลาสำบัดสำนวนไปวันๆ ถ้าฝีมือบริหารประเทศดีเหมือนหน้าตาและคำพูดคำจา ประเทศคงดีน่าดู
ขันทีเฒ่าก็ได้แต่แบ๊ะๆๆ บอกแต่ว่า ผมไม่รู้ ผมไม่เกี่ยวไปวันวัน
คนอื่นเรียกลิเดีย แต่เราเรียกเมียพ่อ
...........................................
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552
๒๓:๓๘:๔๔ น.
เกือบลืมไปแล้วว่าจะเขียนว่าอะไร มัวแต่ทำห่าอะไรอยู่ก็ไม่รู้
ตะกี๊เจอแว่นด้วย
ทำไมคนเราต้องหน้าแดงใส่กัน มันเขิลลลหรืออะไรยังไงช่วยบอกกันหน่อยซิ ฮึ
วันนี้เจอเพื่อนด้วยนี่นาที่ร้านนายอินทร์ เพื่อนแต่งงานไปแล้ว มาหาหนังสือจะไปเที่ยวเล่นเอเธนส์กัน อืม...เราพูดว่า...อืม....ชีวิตคู่มันเป็นอย่างนี้นี่เองมาร้านหนังสือหาหนังสือนำเที่ยวไว้ไปเที่ยวเมืองนอกกัน
ส่วนเราตัวคนเดียวก็มาร้านหนังสือคนเดียว ฟังดูน่าหดหู่ไงมะรุ เดินห้างคนเดียว เข้าร้านหนังสือคนเดียว
วันนี้ตอนเย็นดูหนังเรื่อง แมงมุมแสนรักในHBO คิดอยู่นาน๑๕นาทีว่าเคยได้ยินใครพูดถึง นึกได้ว่า ห้าปีกว่าๆที่แล้ว จ๋าเคยพูดถึง หนังสือเรื่องนี้เขาชอบมากๆ ซึ่ง แปลกแต่จริงก็คือ เราและจ๋าถ้าอีเมลหาเขาเขาก็จะตอบกลับมา แปลกดี แต่ก็ไม่นึกอยากเจอหน้ากันกระมัง อ่านในเน็ทจากกระทู้สุขสันต์วันเกิดเขาเห็นว่าไปเรียนหนังสือที่เยอรมัน อายุเท่าไหร่แล้วน้า เจออีกทีคงตกใจ
ช่วงนี้ออกแนวเหงาๆไงไม่รู้ น้องแต๊บน้องตั๊บไปเที่ยวนิวซีแลนด์กะแม่เขามั้ง ชีวิตเราที่กระชุ่มกระชวยเล็กๆน้อยๆเลยหายไป ก็ได้แค่นั้นล่ะ แค่คิดว่าวันไหนจะได้เจอนิดๆหน่อยๆ ก็ดีใจแล้ว เจอแล้วก็ไม่กล้าอะไรร้อกกกและก็ไม่ควรด้วย
เข้าเรื่องดีกว่า
วันนี้จู่ๆนึกได้ว่า น้องโบว์ไปหาแม่ที่อังกฤษนี่หว่า ก็งงๆว่า ตื่นมาข้อความในเครื่องมาจากไหนกันวะ แต่ไปแล้วเดี๋ยวก็มาละเนาะ อย่าไปคิดไรมาก ก็แค่คนปิดเทอมก็เลยไปเที่ยวไม่กี่เดือน แต่กลัวมากๆว่าจะกลับมาแล้วไม่เจอ กลับมาแล้วเขาจะเปลี่ยนไป กลับมาแล้วจะ บลาบลาบลา
แต่พักหลังๆแปลกใจตนเองเกี่ยวกับเรื่อง๑วัน และ โอกาส๑ครั้ง
เอ้า ท่านผู้พิพากษาท่านโทรมาเรียกแล้ว ออกจากบ้านดีกว่า มันถามหาไอ้นนท์ เราบอกว่า ไอ้นนท์มันจัดรายการยังไม่เสร็จ เดี๋ยวนี้มันไปพูดออก fat 104.5 นะมึง ท่านบอกว่า เอ้าไม่เห็นรู้เลย เราก็นึกในใจ เออ เนอะ ก็เราคบกันสบายๆอะเนอะ เลยไม่ค่อยได้ถามไถ่ว่าใครทำอะไรกันนัก
เมื่อวานนี้ตลกดี ขับรถ ๒๐๐ กิโลเมตรได้ เหนื่อยมากๆ พามาซาโตะเที่ยวในกรุงเทพและปริเจมณทลแดนจิรา แนะนำผู้พิพากษาวัยเด็กให้ท่านผู้ใหญ่เจ้าของคลื่น ๙๑ สวพ ได้รู้จัก มีเพื่อนทำงานดีดีนี่แนะนำง่ายเนอะ ท่านตอบกลับมาว่าทำไมเพื่อนหน้าเด็กจัง
วันก่อนมาซาโตะก็ซื้อของเปนพวกเป๋าตังกุ๊ดชี่ เมื่อวานก็เลยเดินเล่นในสยามพาราก้อนกัน
ไปดีกว่า ไปแรดๆๆๆๆๆๆ ซักชั่วโมงนึงแล้วกลับบ้าน
..................................
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
4:44:55 AM
ไปสังสรรค์มา เห็นชาวบ้านทะเลาะไรกันนักหนา ตูละเบื่อ เพราะเราเปนคนง่ายๆมั้ง อย่าไปมีปัญหาอะไรกับใครนัก คนก็เลยยังพอชวนไปไหนมาไหนอยู่ แม้ว่าจะจนชิบหายก็ตาม แต่ตอนเด็กๆก็ไม่ได้เป็นคนสบายๆแบบนี้หรอก ออกจะเรื่องมากพอควร ชกกะชาวบ้านก็เรื่อยๆ แต่พอมาตอนหลัง หลังบวชละกัน รู้ว่า อภัยทานคือทานสูงสุด ก็อภัยๆกันไปเหอะ อย่าไปเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรกันนัก แต่เราก็ไม่ได้ประเสริฐอะไรนัก ทะเลาะกะน้องก็ยังพอมี แต่กับคนๆอื่นๆ ร่วมสังคมก้อมีปัญหาให้น้อย ไม่ดิ เรียกว่าอย่ามีปัญหาดีกว่า จะวีนไปทำไม กลัวคนไม่รู้ว่าเปนคนสำคัญหรือ กลัวไม่รู้ว่าเปนลูกใครเหล่าเต้าหรือ ทำตัวปกติสุข ใช้ชีวิตเรียบๆดีกว่า แต่เชื่อมะ เราก็จะไปมีปัญหาอื่นๆ เช่น พอมีคนรัก พวกลิ่วล้อเจ้านายก็จะอิจฉา อะไรทำนองนี้ พูดไปคนก็ไม่เชื่อหรอก
นั่นรวมไปถึงอย่าดัดจริตมากด้วยคนเรา
ขอเขียนเรื่องดัดจริตหน่อย เมื่อวานไปกะมาซาโตะห้างกลางเมือง ดูของแพงๆ คนญี่ปุ่นไงไงก็มีเงินซื้อ มันก็ซือ้เป๋าตังค์ใบเปนหมื่นๆ ได้ และก็ซื้อแล้ว
แต่หลายร้านที่เข้าไป เราก็แต่งตัวเรียบร้อย ใส่เสื้อแขนยาว รองเท้าสวย กางเกงแสล็คผ้าดีดีแพงๆด้วยซ้ำ แต่ก็นะ ของแบรนด์เนมบ้านเราคนขายมองหัวจรดตีน น่าด่าจริงๆ อยู่ญี่ปุ่นไม่เห็นคนเขามองกันแบบนี้เลย จะเข้าปาด้า กุ๊ดชี่ โดลเช่เราก็เดินไปดูของเป็นปกติ ไม่ต้องมีเรื่องให้หงุดหงิดใจ นึกไปถึงหลายปีก่อน ตั้งแต่ปีแรกของTCDCสมัครให้พ่อเป็นสมาชิก แต่สุดท้ายพ่อก็ไม่ไป พ่อบอกคนแถวๆนั้นดัดจริต เราก้อลืมนึกไป ทั้งๆที่บ้านมีหนังสือดีไซน์แพงๆเยอะอยู่ และการไปเป็นสมาชิกห้องสมุดพวกนี้ก็ดีทีเดียว บ้านเราชอบไปดูหนังสือกัน แต่บางที่ที่คนเขาทำท่าไม่ต้อนรับนักก็อย่าไปดีกว่า
เป็นไฮโซก็ไม่ได้แปลว่าต้องดัดจริต เป็นดีไซเน่อร์ก็ไม่ได้ต้องแปลว่ารสนิยมเลิศหรูตลอดเวลา พอดีกว่า อ่านจู๋อ่อนต่อดีกว่า จูออนภาพยนตร์น่ะละ แต่ซื้อหนังสือแปลมานานแล้ว ไม่น่ากลัวเลย เหอะๆ
Posted by
T 0 5 E
Friday, April 17, 2009
ท่านหญิง
เป็นร้านอาหารที่น่าอยู่ไปนานๆ สมัยก่อนมีที่อิเซตัน ค่าเช่าปาไปสามแสนแปดได้ ตอนหลังสาขานั้นเลิกทำไปแระ
วันก่อน น้องน้ำนนท์ก็ส่งที่คุณชายจี๋ลงใน ผู้จัดการมาให้อ่าน
อันนี้มาจากไทยรัฐวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษา
....................
ชีวิตหลากรส... คุณชายแจ๊ค-ม.ร.ว.โสรัจจ์ วิสุทธิ [19 เม.ย. 52 - 03:48]
หากจะไล่เรียงลำดับเรื่องราวในชีวิตของ “คุณชายแจ๊คม.ร.ว.โสรัจจ์ วิสุทธิ” บุตรชายคนเล็กของหม่อมเจ้าหญิง สุลัภวัลเลง วิสุทธิ พระขนิษฐาต่างพระมารดาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 คงต้องบอกว่ามีครบทุกรส โดยเฉพาะรสชาติหวานกลมกล่อมแบบชาววัง เพราะคุณชายเกิดกับวังและเติบโตมาท่ามกลางเจ้านายชั้นสูง แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด แต่เลือดสีน้ำเงินก็ยังเข้มข้นอยู่ทุกอณู
“ในราชสกุลของเรา ทุกคนสืบเชื้อสายมาจากเจ้าหมด ยกเว้นคุณยายเพียงคนเดียว ท่านแม่เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ (พระอนุชาในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง) จึงมีศักดิ์เป็นน้องสาวต่างมารดาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ราชสกุลเดิมของท่านแม่คือ สวัสดิวัตน์ ตามราชประเพณีของเจ้านายสมัยก่อน ที่ลูกหลานเจ้า ต้องถวายตัวเข้าไปอยู่ในวังตั้งแต่พระชันษาน้อย ท่านแม่เองก็เข้าไปอยู่ที่วังวาริชเวสม์กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ชันษาได้ 4 ขวบ เรียนรู้พื้นฐานการเป็นกุลสตรี “เสด็จพระองค์วาปี” ยังทรงสอนท่านแม่ทำกับข้าว ให้เรียนรู้อะไรต่างๆ
...จนท่านแม่เริ่มโตขึ้น เสด็จฯท่านก็จับย้ายไปอยู่ในวังสระปทุม อยู่กับสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งเป็นย่าในหลวง สมัยก่อนลูกหลานเจ้าต้องเข้าวังเรียนพวกแม่บ้าน การเรือน การเป็นกุลสตรี รวมถึงเรื่องการเย็บปักถักร้อย เจ้าพี่เจ้าน้องก็ไปรวมอยู่เยอะที่วังสระปทุม ท่านแม่ได้มีโอกาสเข้าไปทำกับข้าวในครัวอีก เข้าไปประกอบอะไรก็อร่อย ทำอะไรก็ดี แต่ท่านแม่ไม่เคยลืมบุญคุณ “เสด็จพระองค์วาปี” ตอนเราเกิดมาแล้ว ยังเห็นท่านแม่วิ่งเข้าวิ่งออกวังวาริชเวสม์ ท่านแม่ จะทำอาหารไปเฝ้าตลอด เราก็ได้ตามไปด้วย ที่วังวาริชเวสม์ทำขนมอร่อย ขึ้นชื่อหลายอย่างเช่น ลูกชุบ, ถั่วแปบ, น้ำพริกเผา ท่านแม่ก็ได้เรียนตำรับทำอาหารจากที่นี่ แต่ท่านแม่ไม่ถนัดทำขนม ต่อมาเมื่อสมเด็จฯได้รับการสถาปนาเป็นพระบรมราชินีโดยสมบูรณ์ ก็ทรงรับน้องๆมาอยู่ด้วยทั้งหมดที่วังศุโขทัย แต่ท่านแม่ค่อนข้างถวายงานใกล้ชิด เพราะตามเสด็จฯตลอด และเป็นคนคุมเรื่องการทำเครื่องเสวยถวาย”
ชีวิตของคนที่เกิดกับวังแสนสุขขนาดไหนคะ
(ยิ้มหวาน) ผมเกิดที่วังศุโขทัย พี่ชายคนกลางไปอยู่กับบ้านทองใหญ่ ส่วนพี่ชายคนโตอยู่วังศุโขทัยจนถึงอายุ 11 ขวบแล้วก็ไปเมืองนอกเลยตอนนั้นผมเพิ่ง 3 ขวบ แต่เป็นคนที่อยู่กับวังมากที่สุด ตอนสมเด็จฯ พระชนมายุครบ 60 พรรษา ผมก็ยังอยู่นะ คือได้เห็นอะไรเยอะมาก เห็นมาหมดทั้ง 3 วัง ทั้งวังวาริชเวสม์, วังศุโขทัย และวังหลวง
รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก เพราะเกิดมาก็เห็นหน้าควีนแล้ว อยู่กับพวกพระองค์เจ้า มีเจ้าพี่เจ้าน้อง ในหลวงอยู่ในวังเยอะ มีหม่อมเจ้าก็หลายองค์ พออายุ 4-5 ขวบ ผมก็ตามท่านแม่ไปวังวาริชเวสม์เสมอ ตอนท่านแม่เข้าเฝ้า “เสด็จพระองค์วาปี” เราเป็นเด็กต้องอยู่รอข้างล่าง ก็ได้อยู่ในครัว ได้วิ่งเล่น อะไรอย่างนี้ ได้เห็นว่าวังนี้ผู้หญิงหมด ต้องพูดเพราะ มารยาทเรียบร้อย วังนี้ทำอาหารจะประดิดประดอยมาก ส่วนที่วังศุโขทัยไม่มีขนมแบบนี้ มีบ้างก็แค่ผลไม้แกะสลักเป็นริ้ว
ตอนอยู่วังศุโขทัยก็ได้เรียนรู้อาหารต้นเครื่อง ได้ชิมว่าเป็นยังไง เขากินกันยังไง พูดคุยยังไง ขนบธรรมเนียมเป็นยังไง ไม่ได้เวอร์นะ ไม่ใช่เกิดมาร่ำรวย แต่เกิดมาก็มีสำรับ ช้อนก็เป็นช้อนเงิน ยังได้เข้าเฝ้าสมเด็จฯทุกเช้า พระองค์ท่านเป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัว ตื่นนอนมาแม่ก็บอกให้ขึ้นไปเฝ้าสมเด็จฯ หลานๆจะไปนั่งเฝ้าหน้าห้องบรรทม นอกจากสองวังนี้แล้ว ผมยังวิ่งเข้าวิ่งออกที่วังหลวง เพราะท่านย่าคุมการทำดอกไม้ทั้งหมดในวังหลวง ก็ได้เรียนรู้การทำดอกไม้จากวังหลวง
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯทรงเมตตาคุณชายอย่างไรบ้าง
พระองค์ท่านทรงเข้มงวดมาก อยากให้ทุกคนได้ดี มีอยู่วันหนึ่งจำได้มาถึงทุกวันนี้ คือผมเป็นคนปากจัด ตำหนักท่านแม่กับสมเด็จฯอยู่ใกล้กันนิดเดียว ตอนนั้นผมกำลังเล่นแล้วเกิดโทสะ ด่าเสียงดังว่าไอ้เหี้ย ไม่รู้ว่าสมเด็จฯลงมาประทับอยู่ข้างหลัง พอหันไปเจอหน้าซีดเลย พระองค์ท่านหิ้วตัวลากไปเลย เราก็ร้องกลัวแล้วๆอยู่นั่นล่ะ สมเด็จฯรับสั่งว่า เหลวไหล พูดจาอะไรก็ไม่รู้ เป็นลูกเจ้าซะเปล่า ทำอะไรก็ไม่รู้ ถูกแม่ตามใจจนเคย ไม่รู้จักอบรมสั่งสอนลูก พูดจาอย่างนี้ได้ยังไง ท่านได้ยินหลานพูดอย่างนี้ก็กริ้ว พอแม่เดินลงมาเลยโดนฟาดเป็นชุด!!
ตำรับการปรุงเครื่องเสวยของท่านหญิงเป็นที่เลื่องลือด้านไหน
ท่านแม่ทำอะไรก็อร่อยไปหมด เริ่มจากวังวาริชเวสม์ แล้วก็ไปวังสระปทุม และมาคุมเครื่องเสวย ถวายสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯที่วังศุโขทัย รวมถึงตอนที่เสด็จฯไปประทับที่ตำหนักในจันทบุรี ท่านแม่ก็วิ่งไปมาสองวัง ท่านแม่ได้มีโอกาสใช้อาหารพื้นเมืองของทางโน้นมาประยุกต์ทำอาหารด้วย
คุณชายมีโอกาสโชว์ฝีมือขึ้นโต๊ะเสวยไหมคะ
ก็ได้ทำ แต่เป็นการทำเครื่องเสวยเล่นๆ เช่น ไก่ผัดกะเพรา และเนื้อน้ำมันหอย ตอนนั้นตั้งใจหุงข้าวด้วยหม้อดิน อยากจะเก๋ ปรากฏว่าอาหารไม่พอ ข้าวผัดปลากระป๋องทานกับไข่ต้ม อันนี้ก็ถนัด ทำบ่อย ถึงจะอร่อยสู้ฝีมือท่านแม่ไม่ได้เลย แต่สมเด็จฯก็ทรงเมตตา รับสั่งว่า ไม่เป็นไร ให้หลานลองทำ
ท่านแม่ถ่ายทอดวิชาอะไรให้บ้าง
ผมเป็นลูกคนสุดท้อง และฝักใฝ่รักการทำกับข้าว ชอบตั้งแต่เด็กๆ เพราะเราเกิดมาแม่เราก็อยู่ในห้องเครื่องตลอด ห้องเครื่องกับตำหนักที่ท่านแม่ประทับก็ไม่ได้ไกลกัน เราวิ่งเล่นอยู่แถวนั้น ท่านแม่จะเป็นคนจู้จี้ นี่ก็ไม่อร่อย ต้องทำสดๆ จัดขึ้นเครื่องต้องดีที่สุด ท่านแม่ต้องผัดเองหมด ต้องยำเอง
เรื่องทำอาหารไม่ได้สอนกันตรงๆ แต่ท่านแม่มักสอนเรื่องมารยาทการวางตัว ท่านสอนไว้ว่า เป็นผู้ดีไม่ให้ว่าคน ไม่ให้พูดคำหยาบ สมบัติผู้ดี แค่มองด้วยหางตาก็หยุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูด ท่านแม่จะสอนว่าไม่ให้เป็นคนเห็นแก่ได้ ไม่ให้เป็นคนเจ้าอารมณ์ ต้องมีความเป็นธรรมทั้งต่อตัวเองและลูกน้อง ท่านแม่ เน้นมากว่าไม่ให้ลักขโมย ถ้าขโมยเลี้ยงไม่ได้
สมัยนั้น เครื่องเสวยบนโต๊ะเสวยพิถีพิถันขนาดไหน
ที่วังศุโขทัยจะมีเจ้านายใหญ่น้อยมาเฝ้าสมเด็จฯเป็นประจำ มีการจัดโต๊ะเสวย ประกอบด้วย 12 ที่นั่ง สมเด็จฯจะประทับตรงกลาง และระดับเจ้านายใหญ่ๆจะนั่งตรงข้ามหรือข้างเคียง ถ้ารุ่นเล็กหน่อยก็นั่งปลายแถว และต้องอายุ 12 ขึ้นไปแล้วถึงได้รับอนุญาตให้นั่งโต๊ะเสวย ตามธรรมเนียมในวังศุโขทัย ทุกคนต้องมาพร้อมบ่ายโมงตรง รอสมเด็จฯเสด็จฯลงมาเสวยอาหารกลางวัน บนโต๊ะเสวยจะมีอาหารฝรั่งนิดหน่อย จะเป็นมะกะโรนีผัดหรือไก่อบก็ได้ แล้วก็มีเครื่องเสวยไทย แต่ที่ขาดไม่ได้เลยต้องมีบนโต๊ะเสวยทุกครั้ง คือ กะหล่ำปลีต้ม สมเด็จฯโปรดเสวยกับข้าว
อาหารขึ้นโต๊ะเสวยจะเป็นฟิเลทั้งนั้น ถ้าเป็นเนื้อก็เนื้อสันใน กุ้งก็ต้องกุ้งแม่น้ำ ไม่มีหัว สิ่งที่ขึ้นโต๊ะเสวยจะไม่ใช้ของพวกหมักๆดองๆอย่างหน่อไม้ หรือแกงป่า หรือของอะไรที่คาวเช่น ไตปลา ก็เป็นของชาวบ้าน ถ้าเป็นต้มข่าไก่ก็ใช้เนื้อหน้าอก คือทุกอย่างต้องเป็นอะไรที่นุ่มๆ หรือปลาดุกก็ต้องปลาดุกอุยเนื้อเหลืองๆย่าง แกะก้างออกจนหมด ทุกอย่างจะประณีต ทำคำเล็กๆ รสชาติไม่จัดมาก เจ้านายไม่เสวยรสเผ็ด
แล้วมารยาทบนโต๊ะเสวยที่ถูกต้องล่ะคะ
อาหารจะใส่ชามเงิน ตอนเสิร์ฟต้องเข้าซ้ายออกขวา เวลาตักอาหารก็ต้องตักพอประมาณ ไม่ใช่นั่งกินอร่อยตักใหญ่เลย ต้องดูว่าสมเด็จฯไปถึงไหนแล้ว ถ้าพระองค์ท่านเริ่มอิ่มจะรวบช้อน เราก็ต้องอิ่มด้วย ไม่ใช่ว่าเหลือครึ่งจาน ยังทานอร่อยไม่เลิก อย่างเรื่องทานเสียงดังก็ไม่ได้เลย ท่านแม่เคยว่า กินเสียงดังอย่างนี้เหมือนกับหมากิน!! สมัยนั้น ตอนห้าโมงเย็นจะมีของว่างประเภทมะกะโรนี แป้งสิบ กล้วยหอม ขนมเค้ก และต้องมีชาทุกครั้ง พระองค์ท่านจะเสวยชาเอิร์ลเกรย์ เราก็รู้จักมาตั้งแต่เด็ก
คุณชายถนัดทำอาหารสไตล์ไหน
ก็ได้หมดทั้งไทยและจีน ผมเป็นคนชอบทำอาหาร พอไปอยู่ที่ไหน คนก็ให้ทำอาหาร ตอนไปเรียนด้านบริหารที่บอสตัน ก็เป็นคนทำอาหารเลี้ยงเพื่อนๆ พอทำแล้วออกมาดี คนเรียกร้องให้ทำอีก ขนาดเป็ดปักกิ่งก็ทำเองมาแล้ว คือเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องดี อย่างทำอาหาร พอลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้อร่อย
ในยุคนั้น ลูกหลานเจ้าเรียนจบกลับมาต้องทำงานไหมคะ
คนสมัยก่อน คนเป็นเจ้าเป็นนายทำงานไม่ได้ ต้องให้พ่อแม่เลี้ยง แต่ตอนหลังลูกหลานเจ้าไปเรียนเมืองนอกกลับมาเยอะ ความคิดอะไรก็เปลี่ยนไป ถ้าเกิดเราไม่ทำงาน ใครจะเลี้ยง!! เรียนหนังสือมาก็ต้องหางานทำ สมัยก่อนท่านพ่อเป็นเจ้าของบริษัทประกันภัย ผมจบกลับมาก็ทำกับพ่อ ตอนหลังขายบริษัทไป ผมเลยมาทำงานกับโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ คุมห้องจัดเลี้ยง จากนั้นโรงแรมอินเตอร์คอนฯเชิญให้ไปทำ ก็ทำอยู่ 3-4 ปี ได้เรียนรู้ก็จากการเป็นลูกจ้างคนอื่น
แล้วจับพลัดจับผลูมาเปิดร้านอาหาร “ท่านหญิง” ได้อย่างไร
เป็นลูกจ้างคนอื่นมันเหนื่อยนะ ทำงานบริษัทของตัวเองได้เงินเดือนเป็นแสน แต่พอมาอยู่โรงแรม ได้เงินเดือน 6 พันบาท เลยคิดว่าถึงเวลาทำอะไรของตัวเองซะที เราผ่านอะไรมาเยอะ ก็นั่งนึกว่าในชีวิตนี้ จะทำอะไรทำให้ดีสักอย่าง ดีกว่าเก่งทุกอย่าง เราไม่จำเป็นต้องเป็นคุณชายเก่งทุกอย่าง!! คือค้นพบตัวเอง
ว่าเราชอบทำอาหาร และถ้าทำร้านอาหารก็ต้องทำอาหารเป็น ถ้าทำอาหารไม่เป็นแม่ครัวก็หนีหมด พอคน ถามว่า ทำไมร้านอาหารของคุณชายอยู่ได้ 20 ปี แล้วแม่ครัวไม่หนีไปไหน เราก็ตอบ อ้าว ก็ฉันมีแม่เป็นแม่ครัว
ถามตรงๆว่า สมัยนั้นเป็นเรื่องแปลกไหมคะ ที่ลูกเจ้าค้าขายอาหาร
ถ้าเรามีบ้านให้เช่าก็ไม่ต้องทำงาน แค่เก็บค่าเช่ากินไป แต่ถ้าไม่มี เราก็ต้องมีอาชีพ มีงานทำ คนมีเงินแล้วไม่มีงานทำก็ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้ ผู้ดีเก่าที่รวยจริงๆแทบไม่มีหรอก แล้วที่ต้องทำร้านอาหาร
ก็เพื่อหารายได้เลี้ยงคนเก่าแก่ และอยากสืบทอดตำรับอาหารของท่านแม่ ที่สำคัญคืออยากเป็นลูกเจ้าที่มีงานทำ เพราะค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ใช้แต่สมบัติที่มีอยู่ วันหนึ่งก็ต้องหมดถ้าไม่รู้จักหาเพิ่ม
ท่านแม่สนับสนุนให้เปิดร้าน “ท่านหญิง” ไหมคะ
ท่านแม่ก็เข้าใจว่าเราเบื่อ!! ร้านแรกเปิดเล็กๆที่ซอยพิพัฒน์ เช่าเขา 6 พันบาท คนแน่นเชียว อยู่ตรงนั้น 2 ปีแล้วก็ย้ายมาอยู่ถนนประมวญ และเปิดอีกสาขาที่ห้างฯอิเซตัน ผมเป็นลูกคนเล็กจะสนิทกับแม่มาก แม่แต่งตัวอะไรก็จะอยู่กับแม่ ผมเป็นคนใกล้ชิดท่านแม่ที่สุด ดูแลตู้เซฟให้แม่จนกระทั่งท่านสิ้นเมื่อ 10 ปีก่อน
ตอนท่านแม่สิ้น...ชีวิตเปลี่ยนไปมากขนาดไหน
ก่อนท่านแม่สิ้น ผมใช้ชีวิตทุกอย่างเต็มที่ ไม่ค่อยคิดถึงอนาคตเท่าไหร่ เที่ยวเยอะ แต่หลังจากท่านแม่สิ้น ทำให้เราต้องเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนเป็นน้องเล็ก ทำตัวเหมือนหญิงเล็กในบ้านทรายทองอะไรไม่พอใจก็กรี๊ดๆๆ จากแต่ก่อนอะไรก็แม่ๆๆ บางทีตัดสินใจไม่ได้ กลุ้มใจก็ไปหาแม่ พอท่านหญิงสิ้นไป ถือว่าหมดพระในบ้าน เหลือแต่ความทรงจำที่ดี กระนั้นผมก็ดีใจที่ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่แล้ว โดยนำท่านทั้งสองลงโลงเผาเรียบร้อย ได้พระราชทานน้ำอาบศพทุกอย่าง ทำอย่างสมเกียรติ คือท่านให้เราได้มีบุญตั้งแต่เกิด เกิดมาเป็นหม่อมราชวงศ์ เราก็ต้องรักสกุลวิสุทธิและสวัสดิวัตน์ของเรา
ในฐานะคนเกิดกับวัง คุณชายมีอะไรฝากถึงคนยุคนี้ไหมคะ
สมัยก่อนไม่มีอะไรมากแบบนี้ ประเทศไทยมีคนแค่ 5 ล้านคน เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว และคนกรุงเทพฯรู้จักกันหมดทุกบ้าน ผู้ดีเก่าก็ไปสังสรรค์กันที่โปโล สปอร์ต คลับ ไปเที่ยวก็เที่ยวงานวัด เที่ยววัดบวรฯ ไปรอเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมางานพิธีต่างๆ สมัยก่อนพวกเราจะนั่งลงกับพื้นและเอาผ้าเช็ดหน้าไปปูเพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯผ่าน แล้วเราก็จะเก็บไว้ บนหิ้ง เมื่อก่อนเจ้ามีอยู่ 3-400 องค์ ไปไหนเจ้าเยอะมาก คำราชาศัพท์ก็ใช้กันเยอะมาก แค่ระดับหม่อมเจ้าก็ต้องนั่งลง หมอบกราบ คลานเข้าไปหาแล้ว
ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปมาก คนรุ่นนี้จะทำอะไรถ้ารู้ไม่จริงก็ถามผู้ใหญ่นิดหนึ่ง อย่าไปทำอะไรที่เทียม ในความคิดผม ยุคนี้จะเป็นอะไรก็เหมือนกัน ผมเกิดมาเป็นหม่อมราชวงศ์มันก็ต้องเป็น จะให้เป็นอย่างอื่นได้ยังไง ไม่ได้อยากทำตัวเป็นเจ้า...แต่เกิดมาอย่างนี้!! คือจะชินกับวิถีแบบชาววัง ออกจากบ้านแต่งตัวก็ต้องมีเข็มกลัดเพชรติดนิดหนึ่ง ทุกวันนี้ เวลาฝันยังฝันถึงชีวิตวัยเด็กตอนที่อยู่วังศุโขทัย คือเกิดตรงนั้น วิ่งเล่นตรงนั้น มันผูกพัน!!
ทีมข่าวหน้าสตรี
วันก่อน น้องน้ำนนท์ก็ส่งที่คุณชายจี๋ลงใน ผู้จัดการมาให้อ่าน
อันนี้มาจากไทยรัฐวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษา
....................
ชีวิตหลากรส... คุณชายแจ๊ค-ม.ร.ว.โสรัจจ์ วิสุทธิ [19 เม.ย. 52 - 03:48]
หากจะไล่เรียงลำดับเรื่องราวในชีวิตของ “คุณชายแจ๊คม.ร.ว.โสรัจจ์ วิสุทธิ” บุตรชายคนเล็กของหม่อมเจ้าหญิง สุลัภวัลเลง วิสุทธิ พระขนิษฐาต่างพระมารดาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 คงต้องบอกว่ามีครบทุกรส โดยเฉพาะรสชาติหวานกลมกล่อมแบบชาววัง เพราะคุณชายเกิดกับวังและเติบโตมาท่ามกลางเจ้านายชั้นสูง แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด แต่เลือดสีน้ำเงินก็ยังเข้มข้นอยู่ทุกอณู
“ในราชสกุลของเรา ทุกคนสืบเชื้อสายมาจากเจ้าหมด ยกเว้นคุณยายเพียงคนเดียว ท่านแม่เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ (พระอนุชาในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง) จึงมีศักดิ์เป็นน้องสาวต่างมารดาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ราชสกุลเดิมของท่านแม่คือ สวัสดิวัตน์ ตามราชประเพณีของเจ้านายสมัยก่อน ที่ลูกหลานเจ้า ต้องถวายตัวเข้าไปอยู่ในวังตั้งแต่พระชันษาน้อย ท่านแม่เองก็เข้าไปอยู่ที่วังวาริชเวสม์กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ชันษาได้ 4 ขวบ เรียนรู้พื้นฐานการเป็นกุลสตรี “เสด็จพระองค์วาปี” ยังทรงสอนท่านแม่ทำกับข้าว ให้เรียนรู้อะไรต่างๆ
...จนท่านแม่เริ่มโตขึ้น เสด็จฯท่านก็จับย้ายไปอยู่ในวังสระปทุม อยู่กับสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งเป็นย่าในหลวง สมัยก่อนลูกหลานเจ้าต้องเข้าวังเรียนพวกแม่บ้าน การเรือน การเป็นกุลสตรี รวมถึงเรื่องการเย็บปักถักร้อย เจ้าพี่เจ้าน้องก็ไปรวมอยู่เยอะที่วังสระปทุม ท่านแม่ได้มีโอกาสเข้าไปทำกับข้าวในครัวอีก เข้าไปประกอบอะไรก็อร่อย ทำอะไรก็ดี แต่ท่านแม่ไม่เคยลืมบุญคุณ “เสด็จพระองค์วาปี” ตอนเราเกิดมาแล้ว ยังเห็นท่านแม่วิ่งเข้าวิ่งออกวังวาริชเวสม์ ท่านแม่ จะทำอาหารไปเฝ้าตลอด เราก็ได้ตามไปด้วย ที่วังวาริชเวสม์ทำขนมอร่อย ขึ้นชื่อหลายอย่างเช่น ลูกชุบ, ถั่วแปบ, น้ำพริกเผา ท่านแม่ก็ได้เรียนตำรับทำอาหารจากที่นี่ แต่ท่านแม่ไม่ถนัดทำขนม ต่อมาเมื่อสมเด็จฯได้รับการสถาปนาเป็นพระบรมราชินีโดยสมบูรณ์ ก็ทรงรับน้องๆมาอยู่ด้วยทั้งหมดที่วังศุโขทัย แต่ท่านแม่ค่อนข้างถวายงานใกล้ชิด เพราะตามเสด็จฯตลอด และเป็นคนคุมเรื่องการทำเครื่องเสวยถวาย”
ชีวิตของคนที่เกิดกับวังแสนสุขขนาดไหนคะ
(ยิ้มหวาน) ผมเกิดที่วังศุโขทัย พี่ชายคนกลางไปอยู่กับบ้านทองใหญ่ ส่วนพี่ชายคนโตอยู่วังศุโขทัยจนถึงอายุ 11 ขวบแล้วก็ไปเมืองนอกเลยตอนนั้นผมเพิ่ง 3 ขวบ แต่เป็นคนที่อยู่กับวังมากที่สุด ตอนสมเด็จฯ พระชนมายุครบ 60 พรรษา ผมก็ยังอยู่นะ คือได้เห็นอะไรเยอะมาก เห็นมาหมดทั้ง 3 วัง ทั้งวังวาริชเวสม์, วังศุโขทัย และวังหลวง
รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก เพราะเกิดมาก็เห็นหน้าควีนแล้ว อยู่กับพวกพระองค์เจ้า มีเจ้าพี่เจ้าน้อง ในหลวงอยู่ในวังเยอะ มีหม่อมเจ้าก็หลายองค์ พออายุ 4-5 ขวบ ผมก็ตามท่านแม่ไปวังวาริชเวสม์เสมอ ตอนท่านแม่เข้าเฝ้า “เสด็จพระองค์วาปี” เราเป็นเด็กต้องอยู่รอข้างล่าง ก็ได้อยู่ในครัว ได้วิ่งเล่น อะไรอย่างนี้ ได้เห็นว่าวังนี้ผู้หญิงหมด ต้องพูดเพราะ มารยาทเรียบร้อย วังนี้ทำอาหารจะประดิดประดอยมาก ส่วนที่วังศุโขทัยไม่มีขนมแบบนี้ มีบ้างก็แค่ผลไม้แกะสลักเป็นริ้ว
ตอนอยู่วังศุโขทัยก็ได้เรียนรู้อาหารต้นเครื่อง ได้ชิมว่าเป็นยังไง เขากินกันยังไง พูดคุยยังไง ขนบธรรมเนียมเป็นยังไง ไม่ได้เวอร์นะ ไม่ใช่เกิดมาร่ำรวย แต่เกิดมาก็มีสำรับ ช้อนก็เป็นช้อนเงิน ยังได้เข้าเฝ้าสมเด็จฯทุกเช้า พระองค์ท่านเป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัว ตื่นนอนมาแม่ก็บอกให้ขึ้นไปเฝ้าสมเด็จฯ หลานๆจะไปนั่งเฝ้าหน้าห้องบรรทม นอกจากสองวังนี้แล้ว ผมยังวิ่งเข้าวิ่งออกที่วังหลวง เพราะท่านย่าคุมการทำดอกไม้ทั้งหมดในวังหลวง ก็ได้เรียนรู้การทำดอกไม้จากวังหลวง
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯทรงเมตตาคุณชายอย่างไรบ้าง
พระองค์ท่านทรงเข้มงวดมาก อยากให้ทุกคนได้ดี มีอยู่วันหนึ่งจำได้มาถึงทุกวันนี้ คือผมเป็นคนปากจัด ตำหนักท่านแม่กับสมเด็จฯอยู่ใกล้กันนิดเดียว ตอนนั้นผมกำลังเล่นแล้วเกิดโทสะ ด่าเสียงดังว่าไอ้เหี้ย ไม่รู้ว่าสมเด็จฯลงมาประทับอยู่ข้างหลัง พอหันไปเจอหน้าซีดเลย พระองค์ท่านหิ้วตัวลากไปเลย เราก็ร้องกลัวแล้วๆอยู่นั่นล่ะ สมเด็จฯรับสั่งว่า เหลวไหล พูดจาอะไรก็ไม่รู้ เป็นลูกเจ้าซะเปล่า ทำอะไรก็ไม่รู้ ถูกแม่ตามใจจนเคย ไม่รู้จักอบรมสั่งสอนลูก พูดจาอย่างนี้ได้ยังไง ท่านได้ยินหลานพูดอย่างนี้ก็กริ้ว พอแม่เดินลงมาเลยโดนฟาดเป็นชุด!!
ตำรับการปรุงเครื่องเสวยของท่านหญิงเป็นที่เลื่องลือด้านไหน
ท่านแม่ทำอะไรก็อร่อยไปหมด เริ่มจากวังวาริชเวสม์ แล้วก็ไปวังสระปทุม และมาคุมเครื่องเสวย ถวายสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯที่วังศุโขทัย รวมถึงตอนที่เสด็จฯไปประทับที่ตำหนักในจันทบุรี ท่านแม่ก็วิ่งไปมาสองวัง ท่านแม่ได้มีโอกาสใช้อาหารพื้นเมืองของทางโน้นมาประยุกต์ทำอาหารด้วย
คุณชายมีโอกาสโชว์ฝีมือขึ้นโต๊ะเสวยไหมคะ
ก็ได้ทำ แต่เป็นการทำเครื่องเสวยเล่นๆ เช่น ไก่ผัดกะเพรา และเนื้อน้ำมันหอย ตอนนั้นตั้งใจหุงข้าวด้วยหม้อดิน อยากจะเก๋ ปรากฏว่าอาหารไม่พอ ข้าวผัดปลากระป๋องทานกับไข่ต้ม อันนี้ก็ถนัด ทำบ่อย ถึงจะอร่อยสู้ฝีมือท่านแม่ไม่ได้เลย แต่สมเด็จฯก็ทรงเมตตา รับสั่งว่า ไม่เป็นไร ให้หลานลองทำ
ท่านแม่ถ่ายทอดวิชาอะไรให้บ้าง
ผมเป็นลูกคนสุดท้อง และฝักใฝ่รักการทำกับข้าว ชอบตั้งแต่เด็กๆ เพราะเราเกิดมาแม่เราก็อยู่ในห้องเครื่องตลอด ห้องเครื่องกับตำหนักที่ท่านแม่ประทับก็ไม่ได้ไกลกัน เราวิ่งเล่นอยู่แถวนั้น ท่านแม่จะเป็นคนจู้จี้ นี่ก็ไม่อร่อย ต้องทำสดๆ จัดขึ้นเครื่องต้องดีที่สุด ท่านแม่ต้องผัดเองหมด ต้องยำเอง
เรื่องทำอาหารไม่ได้สอนกันตรงๆ แต่ท่านแม่มักสอนเรื่องมารยาทการวางตัว ท่านสอนไว้ว่า เป็นผู้ดีไม่ให้ว่าคน ไม่ให้พูดคำหยาบ สมบัติผู้ดี แค่มองด้วยหางตาก็หยุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูด ท่านแม่จะสอนว่าไม่ให้เป็นคนเห็นแก่ได้ ไม่ให้เป็นคนเจ้าอารมณ์ ต้องมีความเป็นธรรมทั้งต่อตัวเองและลูกน้อง ท่านแม่ เน้นมากว่าไม่ให้ลักขโมย ถ้าขโมยเลี้ยงไม่ได้
สมัยนั้น เครื่องเสวยบนโต๊ะเสวยพิถีพิถันขนาดไหน
ที่วังศุโขทัยจะมีเจ้านายใหญ่น้อยมาเฝ้าสมเด็จฯเป็นประจำ มีการจัดโต๊ะเสวย ประกอบด้วย 12 ที่นั่ง สมเด็จฯจะประทับตรงกลาง และระดับเจ้านายใหญ่ๆจะนั่งตรงข้ามหรือข้างเคียง ถ้ารุ่นเล็กหน่อยก็นั่งปลายแถว และต้องอายุ 12 ขึ้นไปแล้วถึงได้รับอนุญาตให้นั่งโต๊ะเสวย ตามธรรมเนียมในวังศุโขทัย ทุกคนต้องมาพร้อมบ่ายโมงตรง รอสมเด็จฯเสด็จฯลงมาเสวยอาหารกลางวัน บนโต๊ะเสวยจะมีอาหารฝรั่งนิดหน่อย จะเป็นมะกะโรนีผัดหรือไก่อบก็ได้ แล้วก็มีเครื่องเสวยไทย แต่ที่ขาดไม่ได้เลยต้องมีบนโต๊ะเสวยทุกครั้ง คือ กะหล่ำปลีต้ม สมเด็จฯโปรดเสวยกับข้าว
อาหารขึ้นโต๊ะเสวยจะเป็นฟิเลทั้งนั้น ถ้าเป็นเนื้อก็เนื้อสันใน กุ้งก็ต้องกุ้งแม่น้ำ ไม่มีหัว สิ่งที่ขึ้นโต๊ะเสวยจะไม่ใช้ของพวกหมักๆดองๆอย่างหน่อไม้ หรือแกงป่า หรือของอะไรที่คาวเช่น ไตปลา ก็เป็นของชาวบ้าน ถ้าเป็นต้มข่าไก่ก็ใช้เนื้อหน้าอก คือทุกอย่างต้องเป็นอะไรที่นุ่มๆ หรือปลาดุกก็ต้องปลาดุกอุยเนื้อเหลืองๆย่าง แกะก้างออกจนหมด ทุกอย่างจะประณีต ทำคำเล็กๆ รสชาติไม่จัดมาก เจ้านายไม่เสวยรสเผ็ด
แล้วมารยาทบนโต๊ะเสวยที่ถูกต้องล่ะคะ
อาหารจะใส่ชามเงิน ตอนเสิร์ฟต้องเข้าซ้ายออกขวา เวลาตักอาหารก็ต้องตักพอประมาณ ไม่ใช่นั่งกินอร่อยตักใหญ่เลย ต้องดูว่าสมเด็จฯไปถึงไหนแล้ว ถ้าพระองค์ท่านเริ่มอิ่มจะรวบช้อน เราก็ต้องอิ่มด้วย ไม่ใช่ว่าเหลือครึ่งจาน ยังทานอร่อยไม่เลิก อย่างเรื่องทานเสียงดังก็ไม่ได้เลย ท่านแม่เคยว่า กินเสียงดังอย่างนี้เหมือนกับหมากิน!! สมัยนั้น ตอนห้าโมงเย็นจะมีของว่างประเภทมะกะโรนี แป้งสิบ กล้วยหอม ขนมเค้ก และต้องมีชาทุกครั้ง พระองค์ท่านจะเสวยชาเอิร์ลเกรย์ เราก็รู้จักมาตั้งแต่เด็ก
คุณชายถนัดทำอาหารสไตล์ไหน
ก็ได้หมดทั้งไทยและจีน ผมเป็นคนชอบทำอาหาร พอไปอยู่ที่ไหน คนก็ให้ทำอาหาร ตอนไปเรียนด้านบริหารที่บอสตัน ก็เป็นคนทำอาหารเลี้ยงเพื่อนๆ พอทำแล้วออกมาดี คนเรียกร้องให้ทำอีก ขนาดเป็ดปักกิ่งก็ทำเองมาแล้ว คือเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องดี อย่างทำอาหาร พอลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้อร่อย
ในยุคนั้น ลูกหลานเจ้าเรียนจบกลับมาต้องทำงานไหมคะ
คนสมัยก่อน คนเป็นเจ้าเป็นนายทำงานไม่ได้ ต้องให้พ่อแม่เลี้ยง แต่ตอนหลังลูกหลานเจ้าไปเรียนเมืองนอกกลับมาเยอะ ความคิดอะไรก็เปลี่ยนไป ถ้าเกิดเราไม่ทำงาน ใครจะเลี้ยง!! เรียนหนังสือมาก็ต้องหางานทำ สมัยก่อนท่านพ่อเป็นเจ้าของบริษัทประกันภัย ผมจบกลับมาก็ทำกับพ่อ ตอนหลังขายบริษัทไป ผมเลยมาทำงานกับโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ คุมห้องจัดเลี้ยง จากนั้นโรงแรมอินเตอร์คอนฯเชิญให้ไปทำ ก็ทำอยู่ 3-4 ปี ได้เรียนรู้ก็จากการเป็นลูกจ้างคนอื่น
แล้วจับพลัดจับผลูมาเปิดร้านอาหาร “ท่านหญิง” ได้อย่างไร
เป็นลูกจ้างคนอื่นมันเหนื่อยนะ ทำงานบริษัทของตัวเองได้เงินเดือนเป็นแสน แต่พอมาอยู่โรงแรม ได้เงินเดือน 6 พันบาท เลยคิดว่าถึงเวลาทำอะไรของตัวเองซะที เราผ่านอะไรมาเยอะ ก็นั่งนึกว่าในชีวิตนี้ จะทำอะไรทำให้ดีสักอย่าง ดีกว่าเก่งทุกอย่าง เราไม่จำเป็นต้องเป็นคุณชายเก่งทุกอย่าง!! คือค้นพบตัวเอง
ว่าเราชอบทำอาหาร และถ้าทำร้านอาหารก็ต้องทำอาหารเป็น ถ้าทำอาหารไม่เป็นแม่ครัวก็หนีหมด พอคน ถามว่า ทำไมร้านอาหารของคุณชายอยู่ได้ 20 ปี แล้วแม่ครัวไม่หนีไปไหน เราก็ตอบ อ้าว ก็ฉันมีแม่เป็นแม่ครัว
ถามตรงๆว่า สมัยนั้นเป็นเรื่องแปลกไหมคะ ที่ลูกเจ้าค้าขายอาหาร
ถ้าเรามีบ้านให้เช่าก็ไม่ต้องทำงาน แค่เก็บค่าเช่ากินไป แต่ถ้าไม่มี เราก็ต้องมีอาชีพ มีงานทำ คนมีเงินแล้วไม่มีงานทำก็ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้ ผู้ดีเก่าที่รวยจริงๆแทบไม่มีหรอก แล้วที่ต้องทำร้านอาหาร
ก็เพื่อหารายได้เลี้ยงคนเก่าแก่ และอยากสืบทอดตำรับอาหารของท่านแม่ ที่สำคัญคืออยากเป็นลูกเจ้าที่มีงานทำ เพราะค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ใช้แต่สมบัติที่มีอยู่ วันหนึ่งก็ต้องหมดถ้าไม่รู้จักหาเพิ่ม
ท่านแม่สนับสนุนให้เปิดร้าน “ท่านหญิง” ไหมคะ
ท่านแม่ก็เข้าใจว่าเราเบื่อ!! ร้านแรกเปิดเล็กๆที่ซอยพิพัฒน์ เช่าเขา 6 พันบาท คนแน่นเชียว อยู่ตรงนั้น 2 ปีแล้วก็ย้ายมาอยู่ถนนประมวญ และเปิดอีกสาขาที่ห้างฯอิเซตัน ผมเป็นลูกคนเล็กจะสนิทกับแม่มาก แม่แต่งตัวอะไรก็จะอยู่กับแม่ ผมเป็นคนใกล้ชิดท่านแม่ที่สุด ดูแลตู้เซฟให้แม่จนกระทั่งท่านสิ้นเมื่อ 10 ปีก่อน
ตอนท่านแม่สิ้น...ชีวิตเปลี่ยนไปมากขนาดไหน
ก่อนท่านแม่สิ้น ผมใช้ชีวิตทุกอย่างเต็มที่ ไม่ค่อยคิดถึงอนาคตเท่าไหร่ เที่ยวเยอะ แต่หลังจากท่านแม่สิ้น ทำให้เราต้องเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนเป็นน้องเล็ก ทำตัวเหมือนหญิงเล็กในบ้านทรายทองอะไรไม่พอใจก็กรี๊ดๆๆ จากแต่ก่อนอะไรก็แม่ๆๆ บางทีตัดสินใจไม่ได้ กลุ้มใจก็ไปหาแม่ พอท่านหญิงสิ้นไป ถือว่าหมดพระในบ้าน เหลือแต่ความทรงจำที่ดี กระนั้นผมก็ดีใจที่ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่แล้ว โดยนำท่านทั้งสองลงโลงเผาเรียบร้อย ได้พระราชทานน้ำอาบศพทุกอย่าง ทำอย่างสมเกียรติ คือท่านให้เราได้มีบุญตั้งแต่เกิด เกิดมาเป็นหม่อมราชวงศ์ เราก็ต้องรักสกุลวิสุทธิและสวัสดิวัตน์ของเรา
ในฐานะคนเกิดกับวัง คุณชายมีอะไรฝากถึงคนยุคนี้ไหมคะ
สมัยก่อนไม่มีอะไรมากแบบนี้ ประเทศไทยมีคนแค่ 5 ล้านคน เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว และคนกรุงเทพฯรู้จักกันหมดทุกบ้าน ผู้ดีเก่าก็ไปสังสรรค์กันที่โปโล สปอร์ต คลับ ไปเที่ยวก็เที่ยวงานวัด เที่ยววัดบวรฯ ไปรอเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมางานพิธีต่างๆ สมัยก่อนพวกเราจะนั่งลงกับพื้นและเอาผ้าเช็ดหน้าไปปูเพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯผ่าน แล้วเราก็จะเก็บไว้ บนหิ้ง เมื่อก่อนเจ้ามีอยู่ 3-400 องค์ ไปไหนเจ้าเยอะมาก คำราชาศัพท์ก็ใช้กันเยอะมาก แค่ระดับหม่อมเจ้าก็ต้องนั่งลง หมอบกราบ คลานเข้าไปหาแล้ว
ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปมาก คนรุ่นนี้จะทำอะไรถ้ารู้ไม่จริงก็ถามผู้ใหญ่นิดหนึ่ง อย่าไปทำอะไรที่เทียม ในความคิดผม ยุคนี้จะเป็นอะไรก็เหมือนกัน ผมเกิดมาเป็นหม่อมราชวงศ์มันก็ต้องเป็น จะให้เป็นอย่างอื่นได้ยังไง ไม่ได้อยากทำตัวเป็นเจ้า...แต่เกิดมาอย่างนี้!! คือจะชินกับวิถีแบบชาววัง ออกจากบ้านแต่งตัวก็ต้องมีเข็มกลัดเพชรติดนิดหนึ่ง ทุกวันนี้ เวลาฝันยังฝันถึงชีวิตวัยเด็กตอนที่อยู่วังศุโขทัย คือเกิดตรงนั้น วิ่งเล่นตรงนั้น มันผูกพัน!!
ทีมข่าวหน้าสตรี
Posted by
T 0 5 E
ความเหงาในความมืดของเริงระบำแดนสนธยา
ความเหงาในความมืดของเริงระบำแดนสนธยา
วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552
๑๗:๑๗:๑๗ น.
อันที่จริงควรจะเรียบเรียงเป็นคำว่า ความมืดในความเหงาเสียมากกว่า เกิดจากการหลับตาลงค่อยๆคิดถึงบางสิ่งบางอย่างในหน้าสุดท้ายของหนังสือนิยายเรื่อง เริงระบำแดนสนธยา ก็เป็นนิยายดีดีของมุระคามิ ขนาด ๔๓๐ หน้า หากใช้เวลาเขียนเพียงสามเดือนเศษๆ
เราอ่านหนังสือมุราคามิเล่มแรกก็ก่อนไปญี่ปุ่น และอ่านเล่มนี้หลังกลับมาจากญี่ปุ่นนานแล้ว แต่เล่มนี้ฉากเป็นบ้านเราสมัยอยู่โยโยงิ ก็เลยอินมากๆ
เขาเขียนเก่งเป็นปกติ อย่าไปนึกสงสัยว่าอะไรคือเรื่องจริงอะไรคือเรื่องหลอก ทั้งเรื่องกดความรู้สึกไว้มากๆ
เมื่อเช้านี้ตื่นมาเร็วมากๆ ๗ โมงเช้า เพราะเมื่อคืนนอนไวมากๆ ราวๆตี ๑ ได้ เย็นเมื่อวานไปตีแบ่ดมา เหงื่อท่วมราวกับร่วมรักกับหญิงที่ตนรัก๑ชั่วโมงเต็มๆ เหนื่อย
เห็นเลข๑ และ ๗ ข้างบนไหม มีความสอดคล้องกันอยู่ที่ ๑ บีคิง Featuring J ๗ ตะริน ในอัลบั้มใหม่ไงเล่า
มุระคามิมองเห็นโลกที่ทุกอย่างมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันได้สวยสดงดงาม ถึงเล่าเรื่องได้เก่ง
วันที่ไปเล่นสงกรานต์ที่สีลม เจอนิน ก็ดีใจกัน วันก่อนพึ่งโทรไปแสดงความยินดีที่มันได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการมาเอง(ทราบช้าไป๔เดือน(ฮา)) จำได้ว่า นินเคยบอกว่า คนนั้นลูกคนนี้คนนี้ลูกคนนั้น เราบอกกลับไปว่า มึงอ่านในบล๊อกกู นั่นคือวิธีเล่าเรื่อง คนไม่รู้จักกันบางทีมันต้องเกริ่น(จังซี่....มันต้องถอน)
ถ้าพูดจะไม่เล่าแบบเขียนแน่ๆ
เหี้ยนินถามว่ามากะใคร เราชี้ไปที่ไอ้โป้ง มันบอกว่าเป็นแก๊งหล่อ
เออ เนอะ หรือเป็นงั้นวะ ๕๕๕ หล่อดึงดูดควยกะเทยกันหมดเลย เอิ๊กๆ
เมื่อเช้า ๗.๔๐ เริ่มดูภาพยนตร์เรื่อง Keeping the faith ในช่อง๑๒ ชื่อไทย ประมาณว่า อยากแอ้มเพื่อน ข้ามศพข้าไปก่อนหรือไงนี่ล่ะ
ดูแล้วก็จำได้ว่าเคยดู แต่ก็คงนานแล้ว เป็นหนังแผ่นๆปี๒๐๐๕ กระมัง แต่ทำไมจำเรื่องราวแทบไม่ได้เลยก็ไม่รู้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แปลกอะไร เพราะวันก่อนก็นั่งดู Hannibalในช่อง๑๒ ด้วยความรู้สึกว่า จำอะไรไม่ได้เลย ทั้งๆที่เคยอ่านหนังสือของโทมัสแฮริสหลายเล่มและชอบมากๆ (ปี๒๐๐๓) หนังก็ดูหลายรอบ และเคยใช้ชื่อใน MSN ว่า Red Dragon พญามังกรปีกแดง อยู่นานมากๆ แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ลืมเลือนจนแทบไม่มีอะไรจดจำ
นางเอกคือ คนเดียวกับที่ยิ้มสวยๆหน้าตาแบบพอลล่า เคยเล่นซีรี่ตลกยอดฮิต ธรรมมะ แอ่นด์ เกร๊ก
หนังกล่าวถึงการมีศรัทธาต่อความรัก
เราเองเป็นคนเทิดทูนบูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใด
เรื่องขำในวันสงกรานต์ เดินกันไป๒คู่ กับเหี้ยโป้ง นึกไปก็ขำว่า ก็เดินกอดกันไปสองคู่(มันกอดคู่มัน เรากอดคู่เรา) แล้วใครๆก็มารุมแปะแก้มคนข้างๆ มีประโยคแบบ “หล่อสวยทั้งคู่ ขอให้รักกันนานๆน้า” แต่เรากะโป้งขำกันกลิ้งเลย เราก็เลือกจำแต่อะไรแบบนี้ล่ะนะ แล้วก็ตลกดี ก็คุยกันมากะโป้งเรื่อยเปื่อย กระทั่งเมื่อวาน เอ๋ย เห็นเราสองคนคุยกันก็พูดบอกว่า “นี่พวกมึงทำหน้าชวนฝันจัดๆทั้งคู่เลยนะ” เราแม่งขำกันกร๊ากเลย ใครจะรู้ วะ ว่า ขำแค่ไหน คือ อีเอ๋ยมันจะอ้วกเลยล่ะ มันชอบพูดจาแบบนี้ล่ะ มีวันนึงคุณอนรรฆแกจะป้อนไรให้ไม่รู้ แม่งไม่เอา เราบอกว่า “อีห่า อย่าเรื่องมากกกก อยู่กะหนุ่มหล่อๆ ๔ คน เอาใจผู้หญิงไม่สวยคนเดียวจนเคยตัวเลยนะมึง” มันตอบว่า “แหวะ จะอ้วก” เราสวนทันที “มึงหาผัวให้ได้หล่อซักครึ่งนึงของพวกกูนะมึง”
ตอนแรกคืนนั้นกะกันไว้ว่าจะไปRCA เพราะสีลมก็หนุกชิบหายเลย แต่แล้วก็ไม่ไป
จริงๆการไป RCAของเรากะไอ้โป้งมันง่ายๆนะ เจ้าของรู๊ท เขาเป็นแก๊งๆไอ้โป้งที่นิวหยอก ไปก็ฟรีเหล้า แต่ทำไมก็ไม่รู้ พวกเราก็ไม่ไปกันเลย
ตอนกลับบ้านก็แวะกินข้าวไก่ทอดที่กิโล๒ โต๊ะข้างๆไม่รู้นึกไงหันมาคุยถามพวกเราว่าไปเล่นสงกรานต์ไหนมา แล้วบอกว่า เขาเป็นนักกีต้าร์ที่สละโสด คนเยอะมากๆ คุยไปซักพักเราบอกไปว่า เราสนิทกะปั๊ม แป๊ะ (มันเป็นเจ้าของสละโสดกันนี่) แล้วก็นึกได้ว่า จะพูดทำไม
นั่งรถกลับบ้านกัน ๔ คน ก็พูดกะโป้งว่า พูดไปก็เหมือนโม้เนอะ เป็นเพื่อนสนิทกะพวกเจ้าของร้านเหล้า ทำตัวยังกะพวกสาวๆสิ้นคิดที่ชอบไปไล่จับเป็นแฟนหุ้นส่วนร้านเหล้า สุดท้ายก็มาบ่นว่าผู้ชายบนโลกนี้มันเจ้าชู้
ตกลง เหงาเหี้ยไรกันเล่า ไม่ได้เข้าเรื่องในหนังสือเล้ยยยย
ไปวิ่งดีกว่า อยากเหงื่อแตกเยอะๆ ราวกับร่วมรักอย่างหนักหน่วงมาศตวรรษนึง
(เมื่อตุลา เหี้ยนนซื้อหนังสือท่าร่วมเพศเป็นร้อยท่ามาเป็นของฝากจากบอสตั้น พิเรนทร์ชิบหาย นึกไปถึง หลายปีก่อน ก็ซื้อหนังสือ กามาสุตรามาจากอินเดีย ก้อพิเรนทร์ไม่แพ้กัน)
“”””””””””””””””””
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552
๐๐:๓๒:๓๒ น.
เที่ยงคืนแระ ตอนเย็นไอ้โป้งมากินข้าวด้วยกัน ถามว่า มึงไม่เพ้อถึงน้องเขาแล้วหรอวะ เราก็ถามว่าแล้วมึงอะ มันบอกว่ามันยังคิดถึงน้องเขาอยู่เลย ฝันหวานเชีย ฮ่าๆๆ ขำชิบหาย ขำกันอยู่๒คน แต่จะว่าไป เวลาเห็นพวกคนมาเป็นคู่ๆเวลาเล่นสงกรานต์แล้วเมียโดนหนุ่มๆกระหน่ำรุมแป้ง แล้วก็หงุดหงิด เมียก็หงุดหงิดที่ผัวช่วยไรปกป้องไรไม่ได้เลย นั่นก็น่าเบื่อแล้ว ยังไม่นับที่ผู้หญิงสมัยนี้แรดจะตายไปชอบให้ผู้ชายลวนลามจับนิดๆหน่อยๆ ผัวก็กลุ้มใจอีก แต่พวกนั้นสู้เรากะโป้งไม่ได้ พวกเราเหนือระดับไปแล้ว หนุกชิบหาย ฮ่าๆๆๆๆ เหนือระดับยังไง อย่าบอกเลย เดี๋ยวอ้วกแต่กกันหมด
ว่าแต่น้องการ์ตูนแต่งงานแล้วไงวะ สาวๆเด็กมหาลัยสมัยนี้ ผ่านผู้ชายหลายสิบนู่นกว่าจะแต่งงาน เฮ้อ อนิจจาสังคมไทย (วันนี้นิติภูมิเขียนเรื่องนักศึกษาขายตัวในคอลัมน์ ต่างประเทศ)
นอนดีกั่ว

หารูปบ่เจอซะงั้น ดันเจอช่วงนั้น
วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552
๑๗:๑๗:๑๗ น.
อันที่จริงควรจะเรียบเรียงเป็นคำว่า ความมืดในความเหงาเสียมากกว่า เกิดจากการหลับตาลงค่อยๆคิดถึงบางสิ่งบางอย่างในหน้าสุดท้ายของหนังสือนิยายเรื่อง เริงระบำแดนสนธยา ก็เป็นนิยายดีดีของมุระคามิ ขนาด ๔๓๐ หน้า หากใช้เวลาเขียนเพียงสามเดือนเศษๆ
เราอ่านหนังสือมุราคามิเล่มแรกก็ก่อนไปญี่ปุ่น และอ่านเล่มนี้หลังกลับมาจากญี่ปุ่นนานแล้ว แต่เล่มนี้ฉากเป็นบ้านเราสมัยอยู่โยโยงิ ก็เลยอินมากๆ
เขาเขียนเก่งเป็นปกติ อย่าไปนึกสงสัยว่าอะไรคือเรื่องจริงอะไรคือเรื่องหลอก ทั้งเรื่องกดความรู้สึกไว้มากๆ
เมื่อเช้านี้ตื่นมาเร็วมากๆ ๗ โมงเช้า เพราะเมื่อคืนนอนไวมากๆ ราวๆตี ๑ ได้ เย็นเมื่อวานไปตีแบ่ดมา เหงื่อท่วมราวกับร่วมรักกับหญิงที่ตนรัก๑ชั่วโมงเต็มๆ เหนื่อย
เห็นเลข๑ และ ๗ ข้างบนไหม มีความสอดคล้องกันอยู่ที่ ๑ บีคิง Featuring J ๗ ตะริน ในอัลบั้มใหม่ไงเล่า
มุระคามิมองเห็นโลกที่ทุกอย่างมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันได้สวยสดงดงาม ถึงเล่าเรื่องได้เก่ง
วันที่ไปเล่นสงกรานต์ที่สีลม เจอนิน ก็ดีใจกัน วันก่อนพึ่งโทรไปแสดงความยินดีที่มันได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการมาเอง(ทราบช้าไป๔เดือน(ฮา)) จำได้ว่า นินเคยบอกว่า คนนั้นลูกคนนี้คนนี้ลูกคนนั้น เราบอกกลับไปว่า มึงอ่านในบล๊อกกู นั่นคือวิธีเล่าเรื่อง คนไม่รู้จักกันบางทีมันต้องเกริ่น(จังซี่....มันต้องถอน)
ถ้าพูดจะไม่เล่าแบบเขียนแน่ๆ
เหี้ยนินถามว่ามากะใคร เราชี้ไปที่ไอ้โป้ง มันบอกว่าเป็นแก๊งหล่อ
เออ เนอะ หรือเป็นงั้นวะ ๕๕๕ หล่อดึงดูดควยกะเทยกันหมดเลย เอิ๊กๆ
เมื่อเช้า ๗.๔๐ เริ่มดูภาพยนตร์เรื่อง Keeping the faith ในช่อง๑๒ ชื่อไทย ประมาณว่า อยากแอ้มเพื่อน ข้ามศพข้าไปก่อนหรือไงนี่ล่ะ
ดูแล้วก็จำได้ว่าเคยดู แต่ก็คงนานแล้ว เป็นหนังแผ่นๆปี๒๐๐๕ กระมัง แต่ทำไมจำเรื่องราวแทบไม่ได้เลยก็ไม่รู้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แปลกอะไร เพราะวันก่อนก็นั่งดู Hannibalในช่อง๑๒ ด้วยความรู้สึกว่า จำอะไรไม่ได้เลย ทั้งๆที่เคยอ่านหนังสือของโทมัสแฮริสหลายเล่มและชอบมากๆ (ปี๒๐๐๓) หนังก็ดูหลายรอบ และเคยใช้ชื่อใน MSN ว่า Red Dragon พญามังกรปีกแดง อยู่นานมากๆ แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ลืมเลือนจนแทบไม่มีอะไรจดจำ
นางเอกคือ คนเดียวกับที่ยิ้มสวยๆหน้าตาแบบพอลล่า เคยเล่นซีรี่ตลกยอดฮิต ธรรมมะ แอ่นด์ เกร๊ก
หนังกล่าวถึงการมีศรัทธาต่อความรัก
เราเองเป็นคนเทิดทูนบูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใด
เรื่องขำในวันสงกรานต์ เดินกันไป๒คู่ กับเหี้ยโป้ง นึกไปก็ขำว่า ก็เดินกอดกันไปสองคู่(มันกอดคู่มัน เรากอดคู่เรา) แล้วใครๆก็มารุมแปะแก้มคนข้างๆ มีประโยคแบบ “หล่อสวยทั้งคู่ ขอให้รักกันนานๆน้า” แต่เรากะโป้งขำกันกลิ้งเลย เราก็เลือกจำแต่อะไรแบบนี้ล่ะนะ แล้วก็ตลกดี ก็คุยกันมากะโป้งเรื่อยเปื่อย กระทั่งเมื่อวาน เอ๋ย เห็นเราสองคนคุยกันก็พูดบอกว่า “นี่พวกมึงทำหน้าชวนฝันจัดๆทั้งคู่เลยนะ” เราแม่งขำกันกร๊ากเลย ใครจะรู้ วะ ว่า ขำแค่ไหน คือ อีเอ๋ยมันจะอ้วกเลยล่ะ มันชอบพูดจาแบบนี้ล่ะ มีวันนึงคุณอนรรฆแกจะป้อนไรให้ไม่รู้ แม่งไม่เอา เราบอกว่า “อีห่า อย่าเรื่องมากกกก อยู่กะหนุ่มหล่อๆ ๔ คน เอาใจผู้หญิงไม่สวยคนเดียวจนเคยตัวเลยนะมึง” มันตอบว่า “แหวะ จะอ้วก” เราสวนทันที “มึงหาผัวให้ได้หล่อซักครึ่งนึงของพวกกูนะมึง”
ตอนแรกคืนนั้นกะกันไว้ว่าจะไปRCA เพราะสีลมก็หนุกชิบหายเลย แต่แล้วก็ไม่ไป
จริงๆการไป RCAของเรากะไอ้โป้งมันง่ายๆนะ เจ้าของรู๊ท เขาเป็นแก๊งๆไอ้โป้งที่นิวหยอก ไปก็ฟรีเหล้า แต่ทำไมก็ไม่รู้ พวกเราก็ไม่ไปกันเลย
ตอนกลับบ้านก็แวะกินข้าวไก่ทอดที่กิโล๒ โต๊ะข้างๆไม่รู้นึกไงหันมาคุยถามพวกเราว่าไปเล่นสงกรานต์ไหนมา แล้วบอกว่า เขาเป็นนักกีต้าร์ที่สละโสด คนเยอะมากๆ คุยไปซักพักเราบอกไปว่า เราสนิทกะปั๊ม แป๊ะ (มันเป็นเจ้าของสละโสดกันนี่) แล้วก็นึกได้ว่า จะพูดทำไม
นั่งรถกลับบ้านกัน ๔ คน ก็พูดกะโป้งว่า พูดไปก็เหมือนโม้เนอะ เป็นเพื่อนสนิทกะพวกเจ้าของร้านเหล้า ทำตัวยังกะพวกสาวๆสิ้นคิดที่ชอบไปไล่จับเป็นแฟนหุ้นส่วนร้านเหล้า สุดท้ายก็มาบ่นว่าผู้ชายบนโลกนี้มันเจ้าชู้
ตกลง เหงาเหี้ยไรกันเล่า ไม่ได้เข้าเรื่องในหนังสือเล้ยยยย
ไปวิ่งดีกว่า อยากเหงื่อแตกเยอะๆ ราวกับร่วมรักอย่างหนักหน่วงมาศตวรรษนึง
(เมื่อตุลา เหี้ยนนซื้อหนังสือท่าร่วมเพศเป็นร้อยท่ามาเป็นของฝากจากบอสตั้น พิเรนทร์ชิบหาย นึกไปถึง หลายปีก่อน ก็ซื้อหนังสือ กามาสุตรามาจากอินเดีย ก้อพิเรนทร์ไม่แพ้กัน)
“”””””””””””””””””
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552
๐๐:๓๒:๓๒ น.
เที่ยงคืนแระ ตอนเย็นไอ้โป้งมากินข้าวด้วยกัน ถามว่า มึงไม่เพ้อถึงน้องเขาแล้วหรอวะ เราก็ถามว่าแล้วมึงอะ มันบอกว่ามันยังคิดถึงน้องเขาอยู่เลย ฝันหวานเชีย ฮ่าๆๆ ขำชิบหาย ขำกันอยู่๒คน แต่จะว่าไป เวลาเห็นพวกคนมาเป็นคู่ๆเวลาเล่นสงกรานต์แล้วเมียโดนหนุ่มๆกระหน่ำรุมแป้ง แล้วก็หงุดหงิด เมียก็หงุดหงิดที่ผัวช่วยไรปกป้องไรไม่ได้เลย นั่นก็น่าเบื่อแล้ว ยังไม่นับที่ผู้หญิงสมัยนี้แรดจะตายไปชอบให้ผู้ชายลวนลามจับนิดๆหน่อยๆ ผัวก็กลุ้มใจอีก แต่พวกนั้นสู้เรากะโป้งไม่ได้ พวกเราเหนือระดับไปแล้ว หนุกชิบหาย ฮ่าๆๆๆๆ เหนือระดับยังไง อย่าบอกเลย เดี๋ยวอ้วกแต่กกันหมด
ว่าแต่น้องการ์ตูนแต่งงานแล้วไงวะ สาวๆเด็กมหาลัยสมัยนี้ ผ่านผู้ชายหลายสิบนู่นกว่าจะแต่งงาน เฮ้อ อนิจจาสังคมไทย (วันนี้นิติภูมิเขียนเรื่องนักศึกษาขายตัวในคอลัมน์ ต่างประเทศ)
นอนดีกั่ว

หารูปบ่เจอซะงั้น ดันเจอช่วงนั้น
Posted by
T 0 5 E
Subscribe to:
Posts (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น