หอยเชลล์ผัดนางหงส์
วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
๒๓:๐๕:๕๙ น.
อันที่จริงแล้ว เมนูชื่อ หอยเชลล์ผัดหางหงส์ แต่เราอ่านผิดแล้วก็ขยี้ตาอ่านใหม่ ก็เป็น ขำๆ ว่า หอยเชลล์ผัดหางหงส์ ว่าแต่ว่านางหงส์ คือ อะไร คล้ายๆนางพญาหรือยังไงกัน เข้ามาในหัวได้ยังไง
เมนูนี้มาจากสกุลไทย ฉบับสัปดาห์นี้ แนะนำโดยคุณ กนกทอง
เครื่องปรุง
เนื้อหอยเชลล์ ๒๐๐ กรัม
ผักกาดหางหงส์ ๑ต้น ประมาณ ๓๐๐ กรัม
กระเทียมสับ๑ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา ๑ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม๒ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น
น้ำซุป ๑/๔ ถ้วยตวง
วิธีทำ
๑ หอยเชลล์ล้างให้สะอาดสงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ
๒ ผักกาดหางหงส์เด็ดออกเป็นใบ ล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ลวกพอสุก
๓ กะทะตั้งไฟใส่น้ำมันและกระเทียมผัดให้เหลือง ใส่หอยเชลล์ผัดพอสุก เติมซอสหอยนางรมซีอิ๊วขาวน้ำซุปผักกาดหางหงส์ ผัดพอเข้ากัน เติมแป้งข้าวโพดเพื่อให้น้ำข้น พอแป้งสุกตักเสริฟ์โรยพริกไทยป่น
..............................
ตะกี๊ดูแม่หญิงตอนจบ เห็นตัวอย่างละคร บ่วงหงส์ แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าตอนไปคุยที่บ้านอาจารย์ตุ้ม คนเขียนบทละครเมียหลวงเมื่อเดือนก่อน เขาก็บอกว่า กำลังเขียนเรื่องบ่วงหงส์อยู่ ก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย แต่นึกไปถึงเมียน้อยในเมียหลวง นุดี เสียงเหมือนนุ้ยเด๊ะๆเลย เคยนั่งดูละครเมียหลวงอยู่กะพ่อ พ่อก็พูดถามมาว่า เสียงเหมือนใคร เราบอกว่าเหมือนนุ้ยไง เหมือนเด๊ะเลย เออ พ่อก็บอกว่าใช่
เมื่อวานดูละครแจ๋วจายยยย้ายยย ก็นึกขำ ได้ยินคำว่า “หญิงนุ้ยไม่ไหว” หลายๆหน คือ ละครมันก็ตลกดี ทำไมต้องไม่ไหวด้วยวะ สมัยนี้ชอบมีคำแปลกๆ แบบ “งานเข้า” “ไม่ไหวจะเคลียร์” “ว่า” อะไรไม่รู้ที่ความหมายไม่ตรง คนแก่แบบเราก็งงๆ ยังดีนะเข้าใจว่า เมพขิงๆ คือ อะไร
คิดถึงนุ้ยตอนไปดิสนี่ย์ซี เดินกันทั้งวัน ไม่เห็นนุ้ยจะบ่นเลยว่า หญิงนุ้ยไม่ไหว ฮ่าๆๆ
Tuesday, May 19, 2009
Notes on a scandal
Notes on a scandal
Monday, May 18, 2009
9:01:38 AM
ตื่นมาตั้งแต่ตีสองกว่าๆ ตามปกติเวลาเผลอหลับไปตอนสี่ทุ่ม
อยากนอนซักเที่ยงคืนตื่นหกโมงเช้า เป็นแบบนั้นได้จะดีกว่ามากๆ
เมื่อวานนอนเยอะ ตอนเย็นก็หลับ เพื่อนโทรมาชวนไปดูละครถาปัดรอบสุดท้ายก็ไม่ได้รับโทสับก็อดไปตามระเบียบ น่าเสียดาย ปีนี้ลืมๆและไม่ได้สนใจ คงเพราะไม่รู้สึกอยากชวนใครไปดู
ซักครู่นี้ นั่งดูหมอสมในทีวีช่อง๖อยู่นาน หนุกดี หนังสือแกขายไปเป็นล้านเล่มแล้วล่ะ คลีนิคแกอยู่หน้าหมู่บ้านเอง แต่ก็ไม่เคยได้เข้าไปคุย เอิ๊กๆ อยากทำความรู้จักเหมือนกันแฮะ ฟังๆไปก็เข้าใจได้ว่าไอ้ที่ตนเองมีคงเป็นบุญเก่าที่เขาเรียกว่าญานหยั่งรู้ความรู้สึก เขาบอกว่า มันจะรู้เมื่อเข้าใจตนเองมากดีพอ เลยเข้าใจคนอื่นตามมา เขาบอกอีกว่า เป็นบุญเก่าไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เราว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเจอคนเยอะด้วยกระมัง เขายกตัวอย่างเช่น วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ อัจฉริยะ ถ้าจะเขียนตัวละคร๑๒๐๐ตัว ก็สามารถเขียนให้จริตไม่ซ้ำกันได้ เพราะเขามีญานหยั่งรู้ความรู้สึกนี่ล่ะ
วันก่อนดูรายการในช่อง๗อยู่นาน เป็นสัมมนาของนิด้า อาจารย์สมคิดแกมาออก ฟังอยู่นานเพลินเหมือนฟังหมอสมเลย คิดถึงวันเก่าที่ไทยแลนด์รุ่งเรือง ซึ่งไม่กี่ปีผ่านมานี่เอง สมัยนั้นมี ด๊อกเต้อร์ ๒ คน ที่พูดเก่งมากๆจนนักการเมืองทั่วๆไปต้องชิดซ้าย ก็ดร สมคิด และ ดร ทักษิณ เป็นคนที่สามารถร่ายมนต์ได้สวยงามมากๆในการชวนเชื่อว่าอนาคตประเทศไทยต้องดีอย่างแน่นอน และเขาก็บริหารประเทศได้รุ่งเรืองเหมือนฝีปากทีเดียว ลองนึกภาพนักการเมืองปัจจุบันซิ อภิสิทธิ์ เหนาะ หนั่น เทือก อะไรเหล่านี้ มีใครพูดเก่งและสื่อสารเรื่องยากๆให้คนทั่วๆไปเข้าใจได้แบบ คู่หู ทักษิณ สมคิด บ้าง ไม่มีใครเทียบได้จริงๆ
ด๊อกเต้อร์สมคิดนี่บ้านแกอยู่ในหมู่บ้านนี่ล่ะ แต่เข้าใจว่า ปัจจุบันไม่ได้อยู่นานแล้ว ตามประสาคนโตขึ้นฐานะการเงินดีขึ้นก็ย้ายออกเป็นปกติ เพราะมีช่วงนึงของชีวิตไปหาโบว์ที่ซอยมหาดเล็กหลวงบ่อยๆ ก็แทบทุกวันอะเนอะ โบว์บอกว่า คุณสมคิดแกอยู่คอนโดโบว์ เพราะอาจารย์ที่คณะโบว์เป็นภรรยาแก แต่ตอนหลังก็เห็นว่าย้ายไปอีก แต่พอโดนแบน๕ปี ก็หนุ่มขึ้นมากๆส่วนหนึ่งคงเพราะมีลูกอ่อนด้วย เลี้ยงเด็กยังไงก็หนุกอยู่แล้วล่ะ เมียท้องตอนผัวเป็นรองนายกนี่มันเท่ห์จริงๆ มีน้ำยาเตะปี๊บดังจริงๆ เวลาผ่านไปหลังปฏิวัติ๒ปีครึ่ง ดร ทักษิณ แก่กว่าเดิมนับ๑๐ปี ดร สมคิด หนุ่มกว่าเดิมนับ๑๐ปี บุญเก่าที่สั่งสมมาของคนเราไม่เท่ากันเสียจริง
คอนโดโบว์ อาจารย์มหาลัยเขาอยู่กันเยอะมั้ง เพราะเคยเห็นอาจารย์สมชายที่ดังๆออกทีวีบ่อยๆก็อยู่ วันก่อนก็ฟังเขาในทีวีที่ไปถ่ายริมสระว่ายน้ำที่เราเคยนั่งคุยกะโบว์ ฟังเป็นชั่วโมงเลยเหมือนกัน คิดถึงที่นั่นเหมือนกัน สระว่ายน้ำนั้นวิวสวย แต่ชีวิตนี้คงไม่ได้เจอกันอีก
ในหนังเรื่อง New Best friend ที่เราดูต่อจากเรื่อง Notes on a scandal ในช่อง ๑๓ เช้านี้ มีประโยคนึงเราชอบมากๆ คือ คำว่า “ความพอใจสำเร็จรูป” ตัวเอกของเรื่องพูดถึง ว่า เขาสามารถเข้ากับเด็กและคนในวงเหล้าได้ดี เขาเรียกสิ่งนี้ว่า ความพอใจสำเร็จรูป เราฟังแล้วรู้สึกเกิดปัญญาขึ้นมาเลยว่า ทำไมคนชอบชวนเราไปนั่งกินเหล้าหรือแม้กระทั่งไปสังสรรค์ตามวงสังคมไหนๆก็ตาม เราเข้าใจเอาเองว่า เรามีความสามารถในการสร้างความพอใจให้กับผู้คนในวงสนทนาได้อย่างสำเร็จรูป คุยกันมันก็เพลิน แต่ก็นั่นล่ะ ก็บุคลิกแบบสบายๆ และโกรธยากหน่อยด้วย หัวเราะดัง
วันก่อนได้ยินจากหนังเรื่อง I think I love my wife ประมาณว่า “คนเราเสียเงินเพราะผู้หญิงได้ แต่ไม่มีใครเสียผู้หญิงเพราะเงิน”
วันก่อนนู้นได้ยินจากรายการแมนเม้า ว่า “ผู้หญิงมักมีปัญหาเรื่องผู้ชาย ผู้ชายมักมีปัญหาเรื่องเงิน”
วันก่อนนู้นได้ยินในวงลีโอ ว่า “คนเราหย่ากันมี๒ปัญหาใหญ่ๆ คือ เงินและผู้หญิง”
เข้าเรื่องนะ
Notes on a scandal เป็นหนังที่ Cate Blanchette เล่นดีมากๆ
(Blanchette เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าผ้าห่ม)
(นางเอกคนเดียวกับ เบนจามิน บ้อตต้อน)
หนังกล่าวถึงความสัมพันธ์อันเกิดจากการนอกใจสามี(สามีรับบทโดยนักร้องในเรื่อง Love actually) หนังนอกใจทั้งหลายบนโลกนี้ เราดูทุกครั้งก็สะเทือนใจทุกครั้งไป วันก่อนนู้นก็ดูเรื่อง Tokyo Tower ฉบับที่ไม่ใช่เรื่องรักแม่ แต่เป็นเรื่องแบบเดียวกันเลย คือ ผู้หญิงอายุ๔๐ มีความสัมพันธ์กับเด็กหนุ่ม และ ก่อให้เกิดปัญหาศีลธรรม
หนังนอกใจและการนอกใจ เป็นเรื่องที่สะเทือนใจและเจ็บปวดเสมอ จู่ๆก็นึกไม่อยากเขียนถึงขึ้นมา
ประโยคเด็ดในชีวิตที่เราจดจำได้จากโบว์ ตอนโบว์เล่าเรื่องเทพ Cupid คือ Love can not live where there is no trust. นะทศนะ ใครรู้เรื่องคิวปิดคงจำประโยคแบบนี้ได้
วันนี้เป็นวันแรกในรอบนานมากๆที่ตื่นมาด้วยความรู้สึกว่า เราจะจมอยู่กับความทุกข์ทำไม ฉะนั้น จบห้วนๆดีกว่า ทำในสิ่งที่ควรทำดีกว่า จะมัวนอนจมกองขี้อยู่ทำไม อิอิ แต่ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณคนที่โทรมาตอนกำลังจะนอน ที่ถามว่า “เราเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมนอนเยอะเหมือนคนตายเลย” ทำให้เราฉุกคิดขึ้นได้ว่า คนเป็นห่วงเราก็มี และ เราก็ควรลุกขึ้นได้แล้ว เชื่อกันมะ นอนมา๒อาทิตย์เต็มๆ วันละ๑๕ชั่วโมง พ่อแม่ตกใจกันหมด ออกไปหาเงินดีกั่ว
Monday, May 18, 2009
9:01:38 AM
ตื่นมาตั้งแต่ตีสองกว่าๆ ตามปกติเวลาเผลอหลับไปตอนสี่ทุ่ม
อยากนอนซักเที่ยงคืนตื่นหกโมงเช้า เป็นแบบนั้นได้จะดีกว่ามากๆ
เมื่อวานนอนเยอะ ตอนเย็นก็หลับ เพื่อนโทรมาชวนไปดูละครถาปัดรอบสุดท้ายก็ไม่ได้รับโทสับก็อดไปตามระเบียบ น่าเสียดาย ปีนี้ลืมๆและไม่ได้สนใจ คงเพราะไม่รู้สึกอยากชวนใครไปดู
ซักครู่นี้ นั่งดูหมอสมในทีวีช่อง๖อยู่นาน หนุกดี หนังสือแกขายไปเป็นล้านเล่มแล้วล่ะ คลีนิคแกอยู่หน้าหมู่บ้านเอง แต่ก็ไม่เคยได้เข้าไปคุย เอิ๊กๆ อยากทำความรู้จักเหมือนกันแฮะ ฟังๆไปก็เข้าใจได้ว่าไอ้ที่ตนเองมีคงเป็นบุญเก่าที่เขาเรียกว่าญานหยั่งรู้ความรู้สึก เขาบอกว่า มันจะรู้เมื่อเข้าใจตนเองมากดีพอ เลยเข้าใจคนอื่นตามมา เขาบอกอีกว่า เป็นบุญเก่าไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เราว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเจอคนเยอะด้วยกระมัง เขายกตัวอย่างเช่น วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ อัจฉริยะ ถ้าจะเขียนตัวละคร๑๒๐๐ตัว ก็สามารถเขียนให้จริตไม่ซ้ำกันได้ เพราะเขามีญานหยั่งรู้ความรู้สึกนี่ล่ะ
วันก่อนดูรายการในช่อง๗อยู่นาน เป็นสัมมนาของนิด้า อาจารย์สมคิดแกมาออก ฟังอยู่นานเพลินเหมือนฟังหมอสมเลย คิดถึงวันเก่าที่ไทยแลนด์รุ่งเรือง ซึ่งไม่กี่ปีผ่านมานี่เอง สมัยนั้นมี ด๊อกเต้อร์ ๒ คน ที่พูดเก่งมากๆจนนักการเมืองทั่วๆไปต้องชิดซ้าย ก็ดร สมคิด และ ดร ทักษิณ เป็นคนที่สามารถร่ายมนต์ได้สวยงามมากๆในการชวนเชื่อว่าอนาคตประเทศไทยต้องดีอย่างแน่นอน และเขาก็บริหารประเทศได้รุ่งเรืองเหมือนฝีปากทีเดียว ลองนึกภาพนักการเมืองปัจจุบันซิ อภิสิทธิ์ เหนาะ หนั่น เทือก อะไรเหล่านี้ มีใครพูดเก่งและสื่อสารเรื่องยากๆให้คนทั่วๆไปเข้าใจได้แบบ คู่หู ทักษิณ สมคิด บ้าง ไม่มีใครเทียบได้จริงๆ
ด๊อกเต้อร์สมคิดนี่บ้านแกอยู่ในหมู่บ้านนี่ล่ะ แต่เข้าใจว่า ปัจจุบันไม่ได้อยู่นานแล้ว ตามประสาคนโตขึ้นฐานะการเงินดีขึ้นก็ย้ายออกเป็นปกติ เพราะมีช่วงนึงของชีวิตไปหาโบว์ที่ซอยมหาดเล็กหลวงบ่อยๆ ก็แทบทุกวันอะเนอะ โบว์บอกว่า คุณสมคิดแกอยู่คอนโดโบว์ เพราะอาจารย์ที่คณะโบว์เป็นภรรยาแก แต่ตอนหลังก็เห็นว่าย้ายไปอีก แต่พอโดนแบน๕ปี ก็หนุ่มขึ้นมากๆส่วนหนึ่งคงเพราะมีลูกอ่อนด้วย เลี้ยงเด็กยังไงก็หนุกอยู่แล้วล่ะ เมียท้องตอนผัวเป็นรองนายกนี่มันเท่ห์จริงๆ มีน้ำยาเตะปี๊บดังจริงๆ เวลาผ่านไปหลังปฏิวัติ๒ปีครึ่ง ดร ทักษิณ แก่กว่าเดิมนับ๑๐ปี ดร สมคิด หนุ่มกว่าเดิมนับ๑๐ปี บุญเก่าที่สั่งสมมาของคนเราไม่เท่ากันเสียจริง
คอนโดโบว์ อาจารย์มหาลัยเขาอยู่กันเยอะมั้ง เพราะเคยเห็นอาจารย์สมชายที่ดังๆออกทีวีบ่อยๆก็อยู่ วันก่อนก็ฟังเขาในทีวีที่ไปถ่ายริมสระว่ายน้ำที่เราเคยนั่งคุยกะโบว์ ฟังเป็นชั่วโมงเลยเหมือนกัน คิดถึงที่นั่นเหมือนกัน สระว่ายน้ำนั้นวิวสวย แต่ชีวิตนี้คงไม่ได้เจอกันอีก
ในหนังเรื่อง New Best friend ที่เราดูต่อจากเรื่อง Notes on a scandal ในช่อง ๑๓ เช้านี้ มีประโยคนึงเราชอบมากๆ คือ คำว่า “ความพอใจสำเร็จรูป” ตัวเอกของเรื่องพูดถึง ว่า เขาสามารถเข้ากับเด็กและคนในวงเหล้าได้ดี เขาเรียกสิ่งนี้ว่า ความพอใจสำเร็จรูป เราฟังแล้วรู้สึกเกิดปัญญาขึ้นมาเลยว่า ทำไมคนชอบชวนเราไปนั่งกินเหล้าหรือแม้กระทั่งไปสังสรรค์ตามวงสังคมไหนๆก็ตาม เราเข้าใจเอาเองว่า เรามีความสามารถในการสร้างความพอใจให้กับผู้คนในวงสนทนาได้อย่างสำเร็จรูป คุยกันมันก็เพลิน แต่ก็นั่นล่ะ ก็บุคลิกแบบสบายๆ และโกรธยากหน่อยด้วย หัวเราะดัง
วันก่อนได้ยินจากหนังเรื่อง I think I love my wife ประมาณว่า “คนเราเสียเงินเพราะผู้หญิงได้ แต่ไม่มีใครเสียผู้หญิงเพราะเงิน”
วันก่อนนู้นได้ยินจากรายการแมนเม้า ว่า “ผู้หญิงมักมีปัญหาเรื่องผู้ชาย ผู้ชายมักมีปัญหาเรื่องเงิน”
วันก่อนนู้นได้ยินในวงลีโอ ว่า “คนเราหย่ากันมี๒ปัญหาใหญ่ๆ คือ เงินและผู้หญิง”
เข้าเรื่องนะ
Notes on a scandal เป็นหนังที่ Cate Blanchette เล่นดีมากๆ
(Blanchette เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าผ้าห่ม)
(นางเอกคนเดียวกับ เบนจามิน บ้อตต้อน)
หนังกล่าวถึงความสัมพันธ์อันเกิดจากการนอกใจสามี(สามีรับบทโดยนักร้องในเรื่อง Love actually) หนังนอกใจทั้งหลายบนโลกนี้ เราดูทุกครั้งก็สะเทือนใจทุกครั้งไป วันก่อนนู้นก็ดูเรื่อง Tokyo Tower ฉบับที่ไม่ใช่เรื่องรักแม่ แต่เป็นเรื่องแบบเดียวกันเลย คือ ผู้หญิงอายุ๔๐ มีความสัมพันธ์กับเด็กหนุ่ม และ ก่อให้เกิดปัญหาศีลธรรม
หนังนอกใจและการนอกใจ เป็นเรื่องที่สะเทือนใจและเจ็บปวดเสมอ จู่ๆก็นึกไม่อยากเขียนถึงขึ้นมา
ประโยคเด็ดในชีวิตที่เราจดจำได้จากโบว์ ตอนโบว์เล่าเรื่องเทพ Cupid คือ Love can not live where there is no trust. นะทศนะ ใครรู้เรื่องคิวปิดคงจำประโยคแบบนี้ได้
วันนี้เป็นวันแรกในรอบนานมากๆที่ตื่นมาด้วยความรู้สึกว่า เราจะจมอยู่กับความทุกข์ทำไม ฉะนั้น จบห้วนๆดีกว่า ทำในสิ่งที่ควรทำดีกว่า จะมัวนอนจมกองขี้อยู่ทำไม อิอิ แต่ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณคนที่โทรมาตอนกำลังจะนอน ที่ถามว่า “เราเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมนอนเยอะเหมือนคนตายเลย” ทำให้เราฉุกคิดขึ้นได้ว่า คนเป็นห่วงเราก็มี และ เราก็ควรลุกขึ้นได้แล้ว เชื่อกันมะ นอนมา๒อาทิตย์เต็มๆ วันละ๑๕ชั่วโมง พ่อแม่ตกใจกันหมด ออกไปหาเงินดีกั่ว
Posted by
T 0 5 E
La Carrotte
La Carrotte
Monday, May 11, 2009
4:26:49 AM
วันนี้มีความสุขมากๆต้องบันทึกไว้ ทั้งที่สัปดาห์ที่แล้วไม่สุขนัก
เริ่มจากอะไรดีน้า อิอิ ตะกี๊ดีกว่า รอบดึกเพื่อนๆไปนั่งดื่มกันกะพวกเพื่อนแก๊งหนามบาส เราก็เจอผู้หญิงคนนึง เพื่อนชอบเขาแต่เขาชอบเรา เราก็ฮิฮิ ดีใจ ยังเด็กอยู่เลย น่ารักมากๆ ตัวแค่หัวไหล่นี่ละเสป๊กเลย สะเป๊กเราก็ไม่ได้ยากไรหรอก ตัวเล็กๆ ผมสั้นๆ ตาสวยๆ เสียงหวานๆ ก็แค่นี้เอง ยิ่งตอนจะจากกัน เขาบอกว่าหมั่นเขี้ยวแล้วกระโดดกัดหัวไหล่ซ้ายเรา น่ารักชิบหายเลย แต่เพื่อนคงเคืองๆอยู่ ของแบบนี้ทำไงได้เล่า แต่จะให้ทำไงได้ ๒คนแล้วนี่ ที่ไม่กินเส้นกันแบบนี้ ที่ขำก็คือ ผู้หญิง๒คนนี้ชื่อเล่นเดียวกันด้วย
แต่ก็แค่นั้นแหละ เราอาจจะขี้เกียจสานต่อก็ได้
แต่วันนี้ดิ ตอนบ่ายสาม ไปประมูลเฟอร์นิเจอร์ที่ SB ใต้ด่วน ก็ขำๆดี มีSMSเข้ามา หูย นั่งยิ้มอยู่คนเดียวนานมากๆ มาหลายประโยคทิ่มเข้ากลางใจชายโสดหัวใจเหี่ยวแห้งแบบเราเลย เพื่อนแซวเลย ว่าเป็นเหี้ยไร
แต่ที่ขำก็คือ เจอใครก็ไม่รู้ แต่งงานแล้วด้วย แอบปิ๊งเราหรือไง แม่งตลกดี เรื่องแบบนี้ แต่เราไม่ค่อยยุ่งกะใครหรอก ถ้าไม่เหมาะไม่สม แต่หน้าตาแบบพวกแอร์แจล แก้มยุ้ยๆตาแป๋วๆ เพื่อนแซวกันใหญ่ มันบอกว่าท่าทางช่วงนี้มึงฮอทนะทศนะ ตะกี๊อาบน้ำมองตัวเองในกระจกก็เห็นว่าทำไมวันนี้หน้าตาสดใสเบิกบานกว่าปกติจังหว่า
ชอบนะ รู้สึกดีเวลามีคนที่เราถูกใจในหน้าตามาสนใจเรา แต่ถ้าหน้าตาไม่ถูกใจเราก็หยิ่ง เราไม่ใช่คนไน้ซ์เลย เบื่อ ไม่ชอบให้ความหวังใคร และก็ไม่ชอบให้ใครมาให้ความหวัง สะป๊ากกันก็พูดฉะกันไปเลย อย่าไปดูอะไรกันมาก
ปกติ ก็อยู่บ้าน ไม่ค่อยได้ไปยุ่งอะไรกะใคร สาวถูกใจก็แทบไม่ได้เจอ
เมื่อคืนออกไปเที่ยวสละโสดมาด้วย ไม่ได้ไปมาหลายเดือน โคตรขำเลย ไอ้ปั๊มบอกว่า แม่ของผู้หญิงคนนึงที่มันไปกินข้าวบ้านเขา บอกว่าเคยเซิ้ดหามันมาเจอบล๊อกเราด้วย เลยอ่านสืบประวัติใหญ่เลย เราแม่งขำใหญ่เลย ก็คุยกันไปเรื่อย คุยกันไปถึงเรื่องตั้งแต่๑๒ปีที่แล้วที่ไปเที่ยวภูหินร่องกล้ากัน
ร้านเลิกก็คุยกันต่อ ปั๊มกะพี่มัน เรากะเพื่อน ที่ไปด้วยคุยกัน๔คน ถึงตี๓ได้(ร้านเลิกตี๑ครึ่ง)
หนุกมากๆ
เพื่อนร่วมวงดีดีและเหล้าดีดีนี่มีความสุขเสียจริง
ก็คุยกันไปถึง สมัยภูหินนั่นล่ะ เพื่อนก็เปลี่ยนกันไป ตัวนึงก็ติดแอมเวย์ไปจัดๆ ตัวนึงก็ไปบวชไม่สึก เราก็ไปทาง ปั๊มก็ไปทาง นึกไปก็แปลกดี ต่างคนก็ต่างวิถีทางจริงๆ
ปั๊มก็เหมือนพวกคนเรียนโยธาปกติ จบไป ก็ทำงาน ชอ การช่าง แป๊บนึงอะไรงี้ล่ะ
คุยกันไปเรื่อยเปื่อยเรื่องกะเทยเรื่องตกปลาอะไรก็คุยกันไปเรื่อย
เข้าเรื่อง แคร่อทดีกว่า
เมื่อไม่นานนี้คุยกะพ่อ พ่อถามว่าน้องเราชอบไปกินเหล้าที่ไหน เราก็บอกไปว่าแถวๆเอกมัย พ่อเราก็หลุดออกมาว่า ร้านพี่ตี่เหมือนร้าน แคร่อท น่ะซิ แล้วก็เงียบไป ผ่านไปนานจู่ๆเราก็ถามถึงเรื่องนี้ แต่เราไม่ค่อยชอบหรอก น้องเราก็ชอบไปให้ผู้ชายมาจีบ เหนื่อยใจกะมัน ทั้งรักทั้งห่วงมันก็ไม่เข้าใจ
เรื่องมันเกิน๒๐ปีแล้ว สมัยนั้น ในทองหล่อ ก็มีร้านเพื่อนสนิทพ่อ สนิทสุดๆในชีวิตพ่อเลย แต่เขาตายไปสองปีแล้ว แต่ก่อนเขาทำร้านเหล้าในซอยนั้น แคร่อท มีไวน์กินตามสไตล์นักเรียนฝรั่งเศส และมีเปียโนตัวนึง แต่สุดท้ายเวลาผ่านไป ร้านไฟไหม้และก็เลิกไป ลาแกร้อท (แม่เราบอกว่า ต้องอ่านแบบนี้)ก็จบตำนานลง พ่อบอกว่าเรื่องร้านนี้ไฟไหม้เป็นเรื่องที่ทำให้ไม่มีใครอยากพูดถึง
คุยกันถึงเรื่องนี้ เพราะเพื่อนคนนึงเราจบเอกจากเคโอที่ญี่ปุ่นแล้วกลับไปเป็นอาจารย์ที่คณะภาคไฟฟ้า แล้วเพื่อนคนนี้ก็ชื่อจริงเหมือนเพื่อนพ่อเจ้าของร้านนี้ พอดีเราพึ่งขอนามบัตรเพื่อนมา ก็เลยให้พ่อดู
ตอนเราอยู่ญี่ปุ่นแล้วมีเพื่อนพ่อตายแล้วเราต้องคาบข่าวเรื่องคนตายไปบอกเพื่อนพ่ออีกคนก็เป็นเรื่องที่ยาก
เรารู้ว่าเขาสนิทกันก็ตอนโตแล้ว โตซัก๒๕แล้ว ถึงได้เข้าใจว่า เวลาผู้ชาย๒คนนั่งดื่มกันถึงเช้า คุยปัญหาที่ไม่สามารถคุยกับภรรยาหรือคนในครอบครัวได้นัก และเป็นปัญหาที่กลุ้มมากๆ นั่นแปลว่า เขารักกันมากๆ และเราก้อได้เห็นภาพนั้นบ่อยๆตอนเด็ก เราเองก็มีเพื่อนแบบนี้อยู่ ก็นับว่าโชคดีมากๆ
วันนี้กินเค้กคอฟฟี่บีนกันตอนฝนตกหนักๆสี่โมงเย็น กินกันสี่คน กินกันสี่ชิ้น พอเอ๋ยกินชิ้นบลูเบอร์รี่ เอ๋ยบอกว่า น้องกุ้งทำอร่อยกว่าเยอะเลย เราเงียบไป และเห็นด้วยว่าจริง อยากกินเค้กน้องกุ้งอีกจัง
กินเค้กตอนฝนตก กาแฟหอมกรุ่น ได้อารมณ์ดี
ฝนตกหนักเหมือนในหนังมอสามปีสี่ และกุ้งหน้าเหมือนนางเอกเด๊ะ และที่ปัดน้ำฝนรถเอ๋ยก็เสียแบบในหนัง
โชคดีที่ปลอดภัยกันดี
ตีห้าแระ นอนดีกั่ว
ราตรีสวัสดิ์นะครับ ที่รักทั้งหลาย
Monday, May 11, 2009
4:26:49 AM
วันนี้มีความสุขมากๆต้องบันทึกไว้ ทั้งที่สัปดาห์ที่แล้วไม่สุขนัก
เริ่มจากอะไรดีน้า อิอิ ตะกี๊ดีกว่า รอบดึกเพื่อนๆไปนั่งดื่มกันกะพวกเพื่อนแก๊งหนามบาส เราก็เจอผู้หญิงคนนึง เพื่อนชอบเขาแต่เขาชอบเรา เราก็ฮิฮิ ดีใจ ยังเด็กอยู่เลย น่ารักมากๆ ตัวแค่หัวไหล่นี่ละเสป๊กเลย สะเป๊กเราก็ไม่ได้ยากไรหรอก ตัวเล็กๆ ผมสั้นๆ ตาสวยๆ เสียงหวานๆ ก็แค่นี้เอง ยิ่งตอนจะจากกัน เขาบอกว่าหมั่นเขี้ยวแล้วกระโดดกัดหัวไหล่ซ้ายเรา น่ารักชิบหายเลย แต่เพื่อนคงเคืองๆอยู่ ของแบบนี้ทำไงได้เล่า แต่จะให้ทำไงได้ ๒คนแล้วนี่ ที่ไม่กินเส้นกันแบบนี้ ที่ขำก็คือ ผู้หญิง๒คนนี้ชื่อเล่นเดียวกันด้วย
แต่ก็แค่นั้นแหละ เราอาจจะขี้เกียจสานต่อก็ได้
แต่วันนี้ดิ ตอนบ่ายสาม ไปประมูลเฟอร์นิเจอร์ที่ SB ใต้ด่วน ก็ขำๆดี มีSMSเข้ามา หูย นั่งยิ้มอยู่คนเดียวนานมากๆ มาหลายประโยคทิ่มเข้ากลางใจชายโสดหัวใจเหี่ยวแห้งแบบเราเลย เพื่อนแซวเลย ว่าเป็นเหี้ยไร
แต่ที่ขำก็คือ เจอใครก็ไม่รู้ แต่งงานแล้วด้วย แอบปิ๊งเราหรือไง แม่งตลกดี เรื่องแบบนี้ แต่เราไม่ค่อยยุ่งกะใครหรอก ถ้าไม่เหมาะไม่สม แต่หน้าตาแบบพวกแอร์แจล แก้มยุ้ยๆตาแป๋วๆ เพื่อนแซวกันใหญ่ มันบอกว่าท่าทางช่วงนี้มึงฮอทนะทศนะ ตะกี๊อาบน้ำมองตัวเองในกระจกก็เห็นว่าทำไมวันนี้หน้าตาสดใสเบิกบานกว่าปกติจังหว่า
ชอบนะ รู้สึกดีเวลามีคนที่เราถูกใจในหน้าตามาสนใจเรา แต่ถ้าหน้าตาไม่ถูกใจเราก็หยิ่ง เราไม่ใช่คนไน้ซ์เลย เบื่อ ไม่ชอบให้ความหวังใคร และก็ไม่ชอบให้ใครมาให้ความหวัง สะป๊ากกันก็พูดฉะกันไปเลย อย่าไปดูอะไรกันมาก
ปกติ ก็อยู่บ้าน ไม่ค่อยได้ไปยุ่งอะไรกะใคร สาวถูกใจก็แทบไม่ได้เจอ
เมื่อคืนออกไปเที่ยวสละโสดมาด้วย ไม่ได้ไปมาหลายเดือน โคตรขำเลย ไอ้ปั๊มบอกว่า แม่ของผู้หญิงคนนึงที่มันไปกินข้าวบ้านเขา บอกว่าเคยเซิ้ดหามันมาเจอบล๊อกเราด้วย เลยอ่านสืบประวัติใหญ่เลย เราแม่งขำใหญ่เลย ก็คุยกันไปเรื่อย คุยกันไปถึงเรื่องตั้งแต่๑๒ปีที่แล้วที่ไปเที่ยวภูหินร่องกล้ากัน
ร้านเลิกก็คุยกันต่อ ปั๊มกะพี่มัน เรากะเพื่อน ที่ไปด้วยคุยกัน๔คน ถึงตี๓ได้(ร้านเลิกตี๑ครึ่ง)
หนุกมากๆ
เพื่อนร่วมวงดีดีและเหล้าดีดีนี่มีความสุขเสียจริง
ก็คุยกันไปถึง สมัยภูหินนั่นล่ะ เพื่อนก็เปลี่ยนกันไป ตัวนึงก็ติดแอมเวย์ไปจัดๆ ตัวนึงก็ไปบวชไม่สึก เราก็ไปทาง ปั๊มก็ไปทาง นึกไปก็แปลกดี ต่างคนก็ต่างวิถีทางจริงๆ
ปั๊มก็เหมือนพวกคนเรียนโยธาปกติ จบไป ก็ทำงาน ชอ การช่าง แป๊บนึงอะไรงี้ล่ะ
คุยกันไปเรื่อยเปื่อยเรื่องกะเทยเรื่องตกปลาอะไรก็คุยกันไปเรื่อย
เข้าเรื่อง แคร่อทดีกว่า
เมื่อไม่นานนี้คุยกะพ่อ พ่อถามว่าน้องเราชอบไปกินเหล้าที่ไหน เราก็บอกไปว่าแถวๆเอกมัย พ่อเราก็หลุดออกมาว่า ร้านพี่ตี่เหมือนร้าน แคร่อท น่ะซิ แล้วก็เงียบไป ผ่านไปนานจู่ๆเราก็ถามถึงเรื่องนี้ แต่เราไม่ค่อยชอบหรอก น้องเราก็ชอบไปให้ผู้ชายมาจีบ เหนื่อยใจกะมัน ทั้งรักทั้งห่วงมันก็ไม่เข้าใจ
เรื่องมันเกิน๒๐ปีแล้ว สมัยนั้น ในทองหล่อ ก็มีร้านเพื่อนสนิทพ่อ สนิทสุดๆในชีวิตพ่อเลย แต่เขาตายไปสองปีแล้ว แต่ก่อนเขาทำร้านเหล้าในซอยนั้น แคร่อท มีไวน์กินตามสไตล์นักเรียนฝรั่งเศส และมีเปียโนตัวนึง แต่สุดท้ายเวลาผ่านไป ร้านไฟไหม้และก็เลิกไป ลาแกร้อท (แม่เราบอกว่า ต้องอ่านแบบนี้)ก็จบตำนานลง พ่อบอกว่าเรื่องร้านนี้ไฟไหม้เป็นเรื่องที่ทำให้ไม่มีใครอยากพูดถึง
คุยกันถึงเรื่องนี้ เพราะเพื่อนคนนึงเราจบเอกจากเคโอที่ญี่ปุ่นแล้วกลับไปเป็นอาจารย์ที่คณะภาคไฟฟ้า แล้วเพื่อนคนนี้ก็ชื่อจริงเหมือนเพื่อนพ่อเจ้าของร้านนี้ พอดีเราพึ่งขอนามบัตรเพื่อนมา ก็เลยให้พ่อดู
ตอนเราอยู่ญี่ปุ่นแล้วมีเพื่อนพ่อตายแล้วเราต้องคาบข่าวเรื่องคนตายไปบอกเพื่อนพ่ออีกคนก็เป็นเรื่องที่ยาก
เรารู้ว่าเขาสนิทกันก็ตอนโตแล้ว โตซัก๒๕แล้ว ถึงได้เข้าใจว่า เวลาผู้ชาย๒คนนั่งดื่มกันถึงเช้า คุยปัญหาที่ไม่สามารถคุยกับภรรยาหรือคนในครอบครัวได้นัก และเป็นปัญหาที่กลุ้มมากๆ นั่นแปลว่า เขารักกันมากๆ และเราก้อได้เห็นภาพนั้นบ่อยๆตอนเด็ก เราเองก็มีเพื่อนแบบนี้อยู่ ก็นับว่าโชคดีมากๆ
วันนี้กินเค้กคอฟฟี่บีนกันตอนฝนตกหนักๆสี่โมงเย็น กินกันสี่คน กินกันสี่ชิ้น พอเอ๋ยกินชิ้นบลูเบอร์รี่ เอ๋ยบอกว่า น้องกุ้งทำอร่อยกว่าเยอะเลย เราเงียบไป และเห็นด้วยว่าจริง อยากกินเค้กน้องกุ้งอีกจัง
กินเค้กตอนฝนตก กาแฟหอมกรุ่น ได้อารมณ์ดี
ฝนตกหนักเหมือนในหนังมอสามปีสี่ และกุ้งหน้าเหมือนนางเอกเด๊ะ และที่ปัดน้ำฝนรถเอ๋ยก็เสียแบบในหนัง
โชคดีที่ปลอดภัยกันดี
ตีห้าแระ นอนดีกั่ว
ราตรีสวัสดิ์นะครับ ที่รักทั้งหลาย
Posted by
T 0 5 E
Friday, May 15, 2009
ธุระไม่ใช่...นักข่าวเซ็ง(เป็ด)
ธุระไม่ใช่...นักข่าวเซ็ง(เป็ด)
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
๐๔:๐๗:๔๐ น.
วันนี้อารมณ์บูดๆทั้งวัน เพราะนอนไม่พอ พึ่งมาแฮปปี้ตอนซักสี่ทุ่ม
น้องพัฒน์โทรมา ได้ยินเสียงงัวๆเงียๆ ก็เลยถามเราว่า “ตื่นหรือยัง” เราบอกว่า”ไม่” แล้วน้องแกก็ชวนคุยอีกเป็นนาที เราตัดบทโดยบอกว่า “โทรหาคุณสวรรยาแทนดีกว่าไหม?” แล้วก็วางไป เราก็นอนหลับต่ออีก ซักพักโทรมาใหม่ บอกว่าโทรหาคุณ สวรรยาไม่ติด เรามีเบอร์อื่นไหม ก็ให้ไป ซักพักมีคนโทรมาอีก เซ็ง จะหลับจะนอน
สุดท้ายก็เลยตื่น
เรื่องของพัฒน์ก็ไม่มีอะไรมากนัก แค่ว่าจะไปเรียนโทปีนี้หรือปีหน้าดี อยากได้มหาลัยซักโซน๖ลอนดอน แต่มหาลัยที่ได้แล้วปีนี้ เป็นต่างจังหวัดแห่งเดียวกับที่คุณสวรรยาเธอเคยเรียนที่อังกฤษ (โปรแกรมเดียวกันด้วย) จริงๆเราก็รับฟังและให้คำปรึกษามาบ้าง แต่เอาจริงๆคุณพัฒน์แกก็ควรปรึกษาคุณสวรรยามากกว่า
นึกไปถึง หลายปีก่อน ก็เคยมีเรื่องคล้ายๆแบบนี้ คุณบุษวรรณแกได้เรียนโทที่เคมบริดจ์ แต่ต้องรอไปเรียนปีหน้า ก็เลยรีบด่วนๆไปมหาลัยชั้นรองลงมา เพราะจะรีบไปอะไรซักอย่าง ช่วงนี้ดอกหางนกยูงสีแดงฉานบานทั่วกรุงก็คิดถึงคุณบุษวรรณเพราะเคยเดินริมคลองข้างUNกัน สมัยเธอทำงานที่นั่น
วันนี้เปิดวู้เม่นพลัสหนแรก เห็นจาวด้วย ก็นึกถึง เจอกันหนสุดท้ายก็ตอนจาวแต่งงาน บางทีเวลาใครมีอะไรปรึกษา ถ้าเรานึกอะไรออกหรือรู้ว่าใครที่เรารู้จักให้คำแนะนำได้ก็มักช่วย เพราะจำได้ว่า น้องเชอร์รี่เราก็ให้โทรไปหาจาวตอนจะไปเรียนโปรแกรมเดียวกันที่วอหริค
เข้าเรื่องดีกว่า
วันนี้นั่งดูทีวีเห็นข่าวดาราเลิกกันแล้วก็แปลกใจว่าต้องแถลงข่าวด้วย บางทีเห็นพวกดาราแต่งงานก็นึกสงสัยว่าแต่งงานหรือถ่ายละคร อีกข่าวนึงรายการเดียวกัน ก็เป็นนักข่าวเสี้ยมถามคำถามซ้ำๆทั้งที่เขาบอกไม่รู้จัก ของแบบนี้ก็แปลก คนเราต้องอดทน ยุคหลังมานี้เสรีภาพของสื่อทำงานมากไป จนสามารถใส่ร้ายป้ายสีใครก็ได้ ไม่พอใจอะไรก็ม๊อบออกมา ซึ่งอันที่จริงแล้ว จรรยาบรรณต้องมี ทำงานสื่อสารมวลชนต้องให้มวลชนได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพียงแต่เอาความมันเป็นที่ตั้ง
งานวันเกิดดาราต้องชวนนักข่าว บางทีเห็นแล้วแปลกดี
แล้วเราเองก็สนใจดูขึ้นมา
มีวันนึงนั่งดูสินเจริญเชิญแขก เขาสัมภาษณ์เจ้าของอะเดย์ เขาถามถึงเรื่องนี้ที่ทิศทางหนังสือดาราเป็นไปแบบนั้น เขาก็บอกว่า มันไร้คุณค่า แต่เขาก็อ่าน มารู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านมานาน
เราก็เป็นแต่ก่อนเราไม่สนใจนัก อยู่มาวันนึงมันล้อมรอบเราหมดแล้ว เราก็สนใจขึ้นมา
นึกไปถึงจรรยาบรรณของสื่อ ว่า ใครกัน ที่เป็นคนพิจารณาว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร เผยแพร่สู่สาธารณะ จริงๆแล้วไม่ใช่แค่สื่อหรอก แต่คือ หัวใจของสื่อคนนั้นๆ ถ้าแกล้งกันด้วยความรัก คำว่า รัก เรื่องจะออกมาน่ารักเสมอ ถ้าแกล้งกันด้วยความเกลียดชัง เรื่องร้ายเล็กๆก็ยังรุนแรงด้วยซ้ำ อันนี้คุณเปิ้ลสาระแนเขาพูดไว้ในทีวีไม่กี่วันนี้ เราก็เห็นด้วย
สังคมอุดมปัญญาดูจะห่างไกลจากสื่อสาธารณะในประเทศไทย
คนที่มีอิทธิพลในวงการบันเทิงไทยล้วนเป็นผู้ที่ไม่มีทางสมหวังในความรัก(ผิดเพศ) เขาก็มักมองข่าวร้ายเสมอ ข่าวดีใครเล่าจะยินดี
มีหนนึงเห็นจะจะ ข่าวแถลงว่า คนทะเลาะกันในไฮ๕คืนดีกัน นักข่าว เซ็ง กันหมด
ก็แปลกนะ ทุกวันนี้ประเทศไทยป่วยกันหมด ชอบให้คนทะเลาะกัน สื่อมีสิทธิ์เสี้ยมให้คนทะเลาะกัน สื่อมีสิทธิ์ใส่ร้ายป้ายสีใครก็ได้ แต่เหนือกฏหมายย่อมมีกฏแห่งกรรม ใครเล่าจะฟ้องหมิ่นประมาทกันนักกันหนา
อ้อ วันนี้ตอนเย็นเจอน้องคณะคนนึง เขาถามว่า เราหายไปไหน เราไม่รู้บอกไงดี บอกไปว่าป่วย ก็ป่วยจริงๆนี่นา กินยาทุกวัน แต่มีเรื่องดีดีเกิดขึ้นเรื่องนึงคือ ทำแผนแม่บทได้แล้ว ลงตัวพอควร หลังจากคลุมเครือมาครึ่งปี
“”””””””””””””””””
สำหรับข่าววันนี้
เราอ่านเห็นข่าว ฮิตาชิ ขาดทุน 737000ล้านเยน ปีหน้าคาดไว้ว่าจะขาดอีก 230000ล้านเยน เบ็ดเสร็จหลงจ๊งก็ล้านล้านเยน เมื่อปี๒๐๐๒ สถิติสูงสุด NTT ขาดทุน 835000ล้านเยน ปีนี้นิสสันก็ขาดทุนไปราวๆ๒๐๐๐๐๐ล้านเยน เศรษฐกิจโลกพินาศแน่ๆ แต่ข่าว ฮิตาชิ ขาดทุนยับนี่คุยกันตั้งแต่เจอพวกเอสไอในญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนที่แล้วแล้ว เพราะน้องคนนึงในนั้นทำงานฮิตาชิที่ญี่ปุ่น
อยู่ญี่ปุ่นข่าวสากลดี ไวดี ข่าวไทยมาเลทๆเสมอ หลังๆนี่เลยดูช่อง ๕๕ บลูมเบิร์กบ่อยๆ
แต่ข่าวที่น่าตกใจที่สุดวันนี้
ไอเกีย(เจ้าของเป็นเศรษฐีโลก) ได้สยามฟิวเจ้อร์ ร่วมทุนกัน ๔๙ ต่อ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ตั้งร้านขายในไทย ที่บางนา ตัดวงแหวน อีก๒ปีเปิด ไอเกียมียอดขายทั่วโลกราวๆ ๑ล้านล้านบาท มีซัพพลายเอ้อร์s 1380ราย มี๓๐๐สาขาใน๓๕ประเทศ แล้วอีกหน่อยเฟอร์นิเจ้อร์ไทยจะไหวหรอ (พอดีเมื่อวันเสาร์พึ่งไปเอสบีที่คริสตั้อลดีไซน์เซ็นเตอร์มา)
สำหรับสยามฟิวเจ้อร์ก็เจ๋งอยู่แล้ว วันก่อนเพื่อนสนิทกลับมาจากญี่ปุ่นมันแวะไปหาเพือ่นมันที่นั่นก็บอกว่า สาวออฟฟิซสวย เราก็คุ้นๆแต่ก่อนไปบ่อยๆตอนอยู่ออฟฟิซเดิม บริษัทนี้สาวน้อยและสวย เพราะงานเดินด้วยเจ้าของ เขาเก่ง
แต่วันก่อนไปซื้อจานลดราคาที่แม็คโคร แกะป้ายราคาออกก็เป็นของไอเกีย ก็คงเป็นซัพพลายเอ้อร์เจ้าในไทยเป็นคนทำ
ก็เท่านั้นล่ะ ข่าวก็คือข่าว มองให้มีประโยชน์ก็มีประโยชน์ บริโภคมากไปก็ไม่มีประโยชน์ สำลักข้อมูลได้
วันนี้ได้ยินจากหนังเรื่อง IQใน:ซีนีแม็กซ์ เขาบอกประมาณว่า ไม่มีคำว่าบังเอิญหรอก เพราะ เรื่องบังเอิญนั้น เกิดขึ้นเพราะหลายเหตุหลายปัจจัยต่อเนื่องกันมาจนเป็นคำว่าบังเอิญ คล้ายๆการหยั่งรู้ เพราะการสะสมข้อมูลทำให้เกิดการคาดการณ์ที่ถูกต้องได้
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
๐๔:๐๗:๔๐ น.
วันนี้อารมณ์บูดๆทั้งวัน เพราะนอนไม่พอ พึ่งมาแฮปปี้ตอนซักสี่ทุ่ม
น้องพัฒน์โทรมา ได้ยินเสียงงัวๆเงียๆ ก็เลยถามเราว่า “ตื่นหรือยัง” เราบอกว่า”ไม่” แล้วน้องแกก็ชวนคุยอีกเป็นนาที เราตัดบทโดยบอกว่า “โทรหาคุณสวรรยาแทนดีกว่าไหม?” แล้วก็วางไป เราก็นอนหลับต่ออีก ซักพักโทรมาใหม่ บอกว่าโทรหาคุณ สวรรยาไม่ติด เรามีเบอร์อื่นไหม ก็ให้ไป ซักพักมีคนโทรมาอีก เซ็ง จะหลับจะนอน
สุดท้ายก็เลยตื่น
เรื่องของพัฒน์ก็ไม่มีอะไรมากนัก แค่ว่าจะไปเรียนโทปีนี้หรือปีหน้าดี อยากได้มหาลัยซักโซน๖ลอนดอน แต่มหาลัยที่ได้แล้วปีนี้ เป็นต่างจังหวัดแห่งเดียวกับที่คุณสวรรยาเธอเคยเรียนที่อังกฤษ (โปรแกรมเดียวกันด้วย) จริงๆเราก็รับฟังและให้คำปรึกษามาบ้าง แต่เอาจริงๆคุณพัฒน์แกก็ควรปรึกษาคุณสวรรยามากกว่า
นึกไปถึง หลายปีก่อน ก็เคยมีเรื่องคล้ายๆแบบนี้ คุณบุษวรรณแกได้เรียนโทที่เคมบริดจ์ แต่ต้องรอไปเรียนปีหน้า ก็เลยรีบด่วนๆไปมหาลัยชั้นรองลงมา เพราะจะรีบไปอะไรซักอย่าง ช่วงนี้ดอกหางนกยูงสีแดงฉานบานทั่วกรุงก็คิดถึงคุณบุษวรรณเพราะเคยเดินริมคลองข้างUNกัน สมัยเธอทำงานที่นั่น
วันนี้เปิดวู้เม่นพลัสหนแรก เห็นจาวด้วย ก็นึกถึง เจอกันหนสุดท้ายก็ตอนจาวแต่งงาน บางทีเวลาใครมีอะไรปรึกษา ถ้าเรานึกอะไรออกหรือรู้ว่าใครที่เรารู้จักให้คำแนะนำได้ก็มักช่วย เพราะจำได้ว่า น้องเชอร์รี่เราก็ให้โทรไปหาจาวตอนจะไปเรียนโปรแกรมเดียวกันที่วอหริค
เข้าเรื่องดีกว่า
วันนี้นั่งดูทีวีเห็นข่าวดาราเลิกกันแล้วก็แปลกใจว่าต้องแถลงข่าวด้วย บางทีเห็นพวกดาราแต่งงานก็นึกสงสัยว่าแต่งงานหรือถ่ายละคร อีกข่าวนึงรายการเดียวกัน ก็เป็นนักข่าวเสี้ยมถามคำถามซ้ำๆทั้งที่เขาบอกไม่รู้จัก ของแบบนี้ก็แปลก คนเราต้องอดทน ยุคหลังมานี้เสรีภาพของสื่อทำงานมากไป จนสามารถใส่ร้ายป้ายสีใครก็ได้ ไม่พอใจอะไรก็ม๊อบออกมา ซึ่งอันที่จริงแล้ว จรรยาบรรณต้องมี ทำงานสื่อสารมวลชนต้องให้มวลชนได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพียงแต่เอาความมันเป็นที่ตั้ง
งานวันเกิดดาราต้องชวนนักข่าว บางทีเห็นแล้วแปลกดี
แล้วเราเองก็สนใจดูขึ้นมา
มีวันนึงนั่งดูสินเจริญเชิญแขก เขาสัมภาษณ์เจ้าของอะเดย์ เขาถามถึงเรื่องนี้ที่ทิศทางหนังสือดาราเป็นไปแบบนั้น เขาก็บอกว่า มันไร้คุณค่า แต่เขาก็อ่าน มารู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านมานาน
เราก็เป็นแต่ก่อนเราไม่สนใจนัก อยู่มาวันนึงมันล้อมรอบเราหมดแล้ว เราก็สนใจขึ้นมา
นึกไปถึงจรรยาบรรณของสื่อ ว่า ใครกัน ที่เป็นคนพิจารณาว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร เผยแพร่สู่สาธารณะ จริงๆแล้วไม่ใช่แค่สื่อหรอก แต่คือ หัวใจของสื่อคนนั้นๆ ถ้าแกล้งกันด้วยความรัก คำว่า รัก เรื่องจะออกมาน่ารักเสมอ ถ้าแกล้งกันด้วยความเกลียดชัง เรื่องร้ายเล็กๆก็ยังรุนแรงด้วยซ้ำ อันนี้คุณเปิ้ลสาระแนเขาพูดไว้ในทีวีไม่กี่วันนี้ เราก็เห็นด้วย
สังคมอุดมปัญญาดูจะห่างไกลจากสื่อสาธารณะในประเทศไทย
คนที่มีอิทธิพลในวงการบันเทิงไทยล้วนเป็นผู้ที่ไม่มีทางสมหวังในความรัก(ผิดเพศ) เขาก็มักมองข่าวร้ายเสมอ ข่าวดีใครเล่าจะยินดี
มีหนนึงเห็นจะจะ ข่าวแถลงว่า คนทะเลาะกันในไฮ๕คืนดีกัน นักข่าว เซ็ง กันหมด
ก็แปลกนะ ทุกวันนี้ประเทศไทยป่วยกันหมด ชอบให้คนทะเลาะกัน สื่อมีสิทธิ์เสี้ยมให้คนทะเลาะกัน สื่อมีสิทธิ์ใส่ร้ายป้ายสีใครก็ได้ แต่เหนือกฏหมายย่อมมีกฏแห่งกรรม ใครเล่าจะฟ้องหมิ่นประมาทกันนักกันหนา
อ้อ วันนี้ตอนเย็นเจอน้องคณะคนนึง เขาถามว่า เราหายไปไหน เราไม่รู้บอกไงดี บอกไปว่าป่วย ก็ป่วยจริงๆนี่นา กินยาทุกวัน แต่มีเรื่องดีดีเกิดขึ้นเรื่องนึงคือ ทำแผนแม่บทได้แล้ว ลงตัวพอควร หลังจากคลุมเครือมาครึ่งปี
“”””””””””””””””””
สำหรับข่าววันนี้
เราอ่านเห็นข่าว ฮิตาชิ ขาดทุน 737000ล้านเยน ปีหน้าคาดไว้ว่าจะขาดอีก 230000ล้านเยน เบ็ดเสร็จหลงจ๊งก็ล้านล้านเยน เมื่อปี๒๐๐๒ สถิติสูงสุด NTT ขาดทุน 835000ล้านเยน ปีนี้นิสสันก็ขาดทุนไปราวๆ๒๐๐๐๐๐ล้านเยน เศรษฐกิจโลกพินาศแน่ๆ แต่ข่าว ฮิตาชิ ขาดทุนยับนี่คุยกันตั้งแต่เจอพวกเอสไอในญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนที่แล้วแล้ว เพราะน้องคนนึงในนั้นทำงานฮิตาชิที่ญี่ปุ่น
อยู่ญี่ปุ่นข่าวสากลดี ไวดี ข่าวไทยมาเลทๆเสมอ หลังๆนี่เลยดูช่อง ๕๕ บลูมเบิร์กบ่อยๆ
แต่ข่าวที่น่าตกใจที่สุดวันนี้
ไอเกีย(เจ้าของเป็นเศรษฐีโลก) ได้สยามฟิวเจ้อร์ ร่วมทุนกัน ๔๙ ต่อ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ตั้งร้านขายในไทย ที่บางนา ตัดวงแหวน อีก๒ปีเปิด ไอเกียมียอดขายทั่วโลกราวๆ ๑ล้านล้านบาท มีซัพพลายเอ้อร์s 1380ราย มี๓๐๐สาขาใน๓๕ประเทศ แล้วอีกหน่อยเฟอร์นิเจ้อร์ไทยจะไหวหรอ (พอดีเมื่อวันเสาร์พึ่งไปเอสบีที่คริสตั้อลดีไซน์เซ็นเตอร์มา)
สำหรับสยามฟิวเจ้อร์ก็เจ๋งอยู่แล้ว วันก่อนเพื่อนสนิทกลับมาจากญี่ปุ่นมันแวะไปหาเพือ่นมันที่นั่นก็บอกว่า สาวออฟฟิซสวย เราก็คุ้นๆแต่ก่อนไปบ่อยๆตอนอยู่ออฟฟิซเดิม บริษัทนี้สาวน้อยและสวย เพราะงานเดินด้วยเจ้าของ เขาเก่ง
แต่วันก่อนไปซื้อจานลดราคาที่แม็คโคร แกะป้ายราคาออกก็เป็นของไอเกีย ก็คงเป็นซัพพลายเอ้อร์เจ้าในไทยเป็นคนทำ
ก็เท่านั้นล่ะ ข่าวก็คือข่าว มองให้มีประโยชน์ก็มีประโยชน์ บริโภคมากไปก็ไม่มีประโยชน์ สำลักข้อมูลได้
วันนี้ได้ยินจากหนังเรื่อง IQใน:ซีนีแม็กซ์ เขาบอกประมาณว่า ไม่มีคำว่าบังเอิญหรอก เพราะ เรื่องบังเอิญนั้น เกิดขึ้นเพราะหลายเหตุหลายปัจจัยต่อเนื่องกันมาจนเป็นคำว่าบังเอิญ คล้ายๆการหยั่งรู้ เพราะการสะสมข้อมูลทำให้เกิดการคาดการณ์ที่ถูกต้องได้
Posted by
T 0 5 E
Marinated Lamb
Marinated Pork Chops/Chicken/Lamb
แต่ก่อนสมัยอยู่ออสเตรเลีย ขาแกะถูกมากๆ ทำง่ายๆอรอ่ยๆ แต่ไม่ใช่สูตรนี้ ก็เอามีดจิ้มๆๆๆๆให้ทั่วขา แล้วก็เอากะเทียม และสะระแหน่ ยัดๆๆๆๆๆๆ(ถ้าเป็นวิลลี่สาระแนจะใช้สว่านเจาะ ฮ่าๆ สูตรใครสูตรมัน)แล้วก็ใส่เตาอบ อบไปเลย๔๕นาที โลดดดด ก็ดูว่าสุกพอดีๆ ก็ได้กินอรอ่ยๆกันแล้ว ทำกินกันบ่อยๆ
พอดีวันนี้อ่านเจอในไทยรัฐ ก็นึกถึงขึ้นมา
นึกไปถึงเมื่อปลายมีนาปีที่แล้ว ไปเดินเล่นกะน้องทรายในโตเกียวดิสนี่ย์ซี ไปกันสองคน ฝนตกหนักเหมือนช่วงเวลานี้ในกรุงเทพเลย(วันละ๑๕ชั่วโมง) ก็ทำให้นึกถึงขึ้นมา
จู่ๆก้อถามมาแบบขำๆว่า ตอนเด็กๆทรายเรียนชนานันทร์ป่าว
แต่ประโยคขำๆตลกร้ายกาจทรายเคยบอกว่า "ถ้าไม่มีพี่ทศทรายไม่มาโตเกียวนะ" เราตอบไปว่า "ถ้าไม่มีทรายพี่ไม่มาโตเกียวดิสนี่ย์ซีแน่นอน"
วันนั้นทรายและเราถ่ายรูปกันสนุกมากๆ ปัจจุบันเจอหน้าคุณกันนิกาก็คงไม่คุยกัน ฮาฮาฮา
เพื่อนคนนึงเคยเห็นเราคุยกะทรายหนนึงเมื่อต้นปี เขาถามว่า ทำไมพูดเหมือนทรายเป็นคนปกติ เราบอกไปว่าสำหรับเราเขาเป็นคนปกติ แค่เคยไปร้องเพลง แต่สำหรับเขาเราคงเป็นผู้ชายประหลาดๆน่ารังเกียจกระมัง
.....................................
""""""""""""""""""""""
Marinated Pork Chops/Chicken/Lamb
เมนูขึ้นสำรับวันนี้ เป็นอาหารง่ายๆ สไตล์อเมริกัน ประเภทหมัก (เครื่องปรุง) แล้วย่าง โดยเลือกเนื้อสัตว์ ที่ชอบ ได้ทั้งไก่ หมู เนื้อ (วัว) หรือแกะ เฉพาะสูตรที่นำเสนอวันนี้ เป็นสูตรชนะประกวดอันดับ 1 ทางทีวีสหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยมีผู้ส่งเข้าประกวดจากทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา
คุณบิ๊บี-ชนานันท์ ศรีวรรธนะ ลูกสาวคนเล็กเจ้าของโรงเรียนอนุบาลชนานันท์ (โรงเรียนอนุบาลมีชื่อหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ไปได้สูตร Marinated Pork Chops/Chicken/Lamb นี้มาร่วม 10 ปีได้แล้ว เมื่อครั้งที่ไปร่วมงานรับปริญญาของน้องสาวที่รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา และไปพักอยู่บ้านคนอเมริกัน เจ้าของบ้านเขาทำให้ทาน คุณบิ๊บี ซึ่งเป็นคนชอบทานอยู่แล้ว ติดใจมาก จึงขอสูตรกลับมาทำทานเองที่บ้าน และทำเลี้ยงญาติสนิทมิตรสหายอยู่เป็นประจำ แค่ได้กลิ่นเนื้อเวลาย่างก็ติดใจกันไปตามๆแล้ว
ปกติคุณบิ๊บี เป็นสาวที่ชอบรับประทาน มักจะไปสรรหาอาหารอร่อยๆทานอยู่ประจำ แต่หาคนทำให้ทานได้ไม่ถูกใจ จึงต้องลงมือทำเอง โดยส่วนตัว "บิ๊บี" ก็มีนิสัยรักการทำอาหารมาแต่เด็กแล้วด้วย เวลาที่ไปเห็นใครทำอาหาร ก็จะแอบย่องไปดูวิธีการทำด้วยเสมอ เธอจึงมีสูตรอาหารเด็ดๆที่จำเขามาอยู่หลายเมนูด้วยกัน รวมทั้ง Marinated Pork Chops/Chicken/Lamb นี้ด้วย
เครื่องปรุง : น้ำมันสลัด 3/4 ถ้วยตวง/ซีอิ๊วขาว 6 ชต./วูสเตอร์ซอส 2 ชต./มัสตาร์ด 1 ชต./
เกลือป่น 1 ชช./พริกไทยป่น 1 ชช./น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วยตวง/น้ำมะนาว 3 ชต./พาร์สลีย์สับ 1 ชต./Pork Chops หรือไก่ชิ้น หรือ Lamb Rack 1 กก.
เคล็ดลับ การที่ต้องหมักด้วยน้ำส้มสายชูนั้น คุณบิ๊บีบอกว่า สำหรับไก่จะทำให้หนังไก่กรอบ และเนื้อไก่ก็จะร่อนไม่ติดกระดูกอีกด้วย
วิธีทำ หมัก Pork Chops หรือไก่ชิ้น หรือ Lamb Rack กับส่วนผสมทั้งหมดแล้วแช่ในตู้เย็นทิ้งไว้ 24 ชม. จากนั้นนำมาย่างบนเตาถ่าน ซึ่งจะหอมกลิ่นควันไฟกว่าย่างด้วยเตาไฟฟ้า หรือจะใช้วิธีอบก็ได้ที่ความร้อน 350 ํF เป็นเวลา 25-30 นาที
สำหรับผักเครื่องเคียงที่ทานกับเมนูนี้ ก็มีถั่วแขก แอสพารากัส แครอท โดยนำมาผัดกับเนย พร้อมด้วยกระเทียมสับละเอียด และพริกไทยดำป่น หรือจะเป็นผักสลัดรวมก็ได้ตามชอบ.
ไทยรัฐออนไลน์โดย ทีมข่าวไลฟ์สไตล์
14 พฤษภาคม 2552, 05:09 น.
แต่ก่อนสมัยอยู่ออสเตรเลีย ขาแกะถูกมากๆ ทำง่ายๆอรอ่ยๆ แต่ไม่ใช่สูตรนี้ ก็เอามีดจิ้มๆๆๆๆให้ทั่วขา แล้วก็เอากะเทียม และสะระแหน่ ยัดๆๆๆๆๆๆ(ถ้าเป็นวิลลี่สาระแนจะใช้สว่านเจาะ ฮ่าๆ สูตรใครสูตรมัน)แล้วก็ใส่เตาอบ อบไปเลย๔๕นาที โลดดดด ก็ดูว่าสุกพอดีๆ ก็ได้กินอรอ่ยๆกันแล้ว ทำกินกันบ่อยๆ
พอดีวันนี้อ่านเจอในไทยรัฐ ก็นึกถึงขึ้นมา
นึกไปถึงเมื่อปลายมีนาปีที่แล้ว ไปเดินเล่นกะน้องทรายในโตเกียวดิสนี่ย์ซี ไปกันสองคน ฝนตกหนักเหมือนช่วงเวลานี้ในกรุงเทพเลย(วันละ๑๕ชั่วโมง) ก็ทำให้นึกถึงขึ้นมา
จู่ๆก้อถามมาแบบขำๆว่า ตอนเด็กๆทรายเรียนชนานันทร์ป่าว
แต่ประโยคขำๆตลกร้ายกาจทรายเคยบอกว่า "ถ้าไม่มีพี่ทศทรายไม่มาโตเกียวนะ" เราตอบไปว่า "ถ้าไม่มีทรายพี่ไม่มาโตเกียวดิสนี่ย์ซีแน่นอน"
วันนั้นทรายและเราถ่ายรูปกันสนุกมากๆ ปัจจุบันเจอหน้าคุณกันนิกาก็คงไม่คุยกัน ฮาฮาฮา
เพื่อนคนนึงเคยเห็นเราคุยกะทรายหนนึงเมื่อต้นปี เขาถามว่า ทำไมพูดเหมือนทรายเป็นคนปกติ เราบอกไปว่าสำหรับเราเขาเป็นคนปกติ แค่เคยไปร้องเพลง แต่สำหรับเขาเราคงเป็นผู้ชายประหลาดๆน่ารังเกียจกระมัง
.....................................
""""""""""""""""""""""
Marinated Pork Chops/Chicken/Lamb
เมนูขึ้นสำรับวันนี้ เป็นอาหารง่ายๆ สไตล์อเมริกัน ประเภทหมัก (เครื่องปรุง) แล้วย่าง โดยเลือกเนื้อสัตว์ ที่ชอบ ได้ทั้งไก่ หมู เนื้อ (วัว) หรือแกะ เฉพาะสูตรที่นำเสนอวันนี้ เป็นสูตรชนะประกวดอันดับ 1 ทางทีวีสหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยมีผู้ส่งเข้าประกวดจากทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา
คุณบิ๊บี-ชนานันท์ ศรีวรรธนะ ลูกสาวคนเล็กเจ้าของโรงเรียนอนุบาลชนานันท์ (โรงเรียนอนุบาลมีชื่อหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ไปได้สูตร Marinated Pork Chops/Chicken/Lamb นี้มาร่วม 10 ปีได้แล้ว เมื่อครั้งที่ไปร่วมงานรับปริญญาของน้องสาวที่รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา และไปพักอยู่บ้านคนอเมริกัน เจ้าของบ้านเขาทำให้ทาน คุณบิ๊บี ซึ่งเป็นคนชอบทานอยู่แล้ว ติดใจมาก จึงขอสูตรกลับมาทำทานเองที่บ้าน และทำเลี้ยงญาติสนิทมิตรสหายอยู่เป็นประจำ แค่ได้กลิ่นเนื้อเวลาย่างก็ติดใจกันไปตามๆแล้ว
ปกติคุณบิ๊บี เป็นสาวที่ชอบรับประทาน มักจะไปสรรหาอาหารอร่อยๆทานอยู่ประจำ แต่หาคนทำให้ทานได้ไม่ถูกใจ จึงต้องลงมือทำเอง โดยส่วนตัว "บิ๊บี" ก็มีนิสัยรักการทำอาหารมาแต่เด็กแล้วด้วย เวลาที่ไปเห็นใครทำอาหาร ก็จะแอบย่องไปดูวิธีการทำด้วยเสมอ เธอจึงมีสูตรอาหารเด็ดๆที่จำเขามาอยู่หลายเมนูด้วยกัน รวมทั้ง Marinated Pork Chops/Chicken/Lamb นี้ด้วย
เครื่องปรุง : น้ำมันสลัด 3/4 ถ้วยตวง/ซีอิ๊วขาว 6 ชต./วูสเตอร์ซอส 2 ชต./มัสตาร์ด 1 ชต./
เกลือป่น 1 ชช./พริกไทยป่น 1 ชช./น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วยตวง/น้ำมะนาว 3 ชต./พาร์สลีย์สับ 1 ชต./Pork Chops หรือไก่ชิ้น หรือ Lamb Rack 1 กก.
เคล็ดลับ การที่ต้องหมักด้วยน้ำส้มสายชูนั้น คุณบิ๊บีบอกว่า สำหรับไก่จะทำให้หนังไก่กรอบ และเนื้อไก่ก็จะร่อนไม่ติดกระดูกอีกด้วย
วิธีทำ หมัก Pork Chops หรือไก่ชิ้น หรือ Lamb Rack กับส่วนผสมทั้งหมดแล้วแช่ในตู้เย็นทิ้งไว้ 24 ชม. จากนั้นนำมาย่างบนเตาถ่าน ซึ่งจะหอมกลิ่นควันไฟกว่าย่างด้วยเตาไฟฟ้า หรือจะใช้วิธีอบก็ได้ที่ความร้อน 350 ํF เป็นเวลา 25-30 นาที
สำหรับผักเครื่องเคียงที่ทานกับเมนูนี้ ก็มีถั่วแขก แอสพารากัส แครอท โดยนำมาผัดกับเนย พร้อมด้วยกระเทียมสับละเอียด และพริกไทยดำป่น หรือจะเป็นผักสลัดรวมก็ได้ตามชอบ.
ไทยรัฐออนไลน์โดย ทีมข่าวไลฟ์สไตล์
14 พฤษภาคม 2552, 05:09 น.
Posted by
T 0 5 E
ลูกพี่ทศ
ตีสี่ เช้าวันศุกร์๑๕
อ่านๆอยู่เจอคำว่า ลูกพี่ทศ เข้าไป ก็คิดถึงตนเอง นี่เรากำลังหาโรงเรียนให้ลูกอยู่เหมือนคนในกระทู้เลยแฮะ
รู้สึกเหมือนเดินผ่านไปร้านฟูจิในห้างแถวๆบ้าน แล้วมีคนประกาศออกไมค์ คุณ ทศ ๑ที่ ค่ะ
แต่อันนี้เห็นบนเน็ท
http://www.thaivi.com/mobile/thread.php?topic_id=37681
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=32397&highlight=inter
http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=5777
...............................
..........................
..........................
...................
สอบถามเรื่องโรงเรียนนานาชาติครับ
สอบถามเรื่องโรงเรียนนานาชาติครับ
Author: อินทรีทอง
Posted: 04/14 10:59 AM
มีใครมีข้อมูลหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับร.ร.นานาชาติบ้างหรือเปล่าครับ เห็นกระแสปัจจุบันส่วนมากจะเน้นไปที่ร.ร.สาธิตกันซะเป็นส่วนมาก รบกวนช่วยแชร์ประสบการณ์หรือความคิดเห็นกันหน่อยครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: kornjackrit
Posted: 04/14 01:54 PM
ผมมีเพื่อนที่จบจาก โรงเรียนนานาชาติครับ
ผมว่าการเรียนโรงเรียนนานาชาติทำให้มีข้อได้เปรียบ
กว่าเด็กไทยในแง่ของการพูดและการเขียนภาษาอังกฤษ
เพราะใช้ทุกวัน
แต่ในเรื่องของ Grammar ผมว่าเด็กอินเตอร์ก็ไม่ค่อยได้เปรียบมากครับ
เด็กไทยที่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษทั้งจากในโรงเรียน
และสถาบันกวดวิชามักจะทำคะแนนในส่วนนี้ได้ดีเท่าๆกับเด็กอินเตอร์
ดังนั้นถ้าเด็กกลุ่มนี้ได้มีโอกาสฝึกพูดและฝึกเขียน
ข้อได้เปรียบของเด็กอินเตอร์ก็จะน้อยลงครับ
ผมจึงคิดว่าการเรียนในโรงเรียนนานาชาติอาจจะไม่มีความจำเป็นมากเท่าไหร่
แต่การฝึกภาษาอังกฤษที่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่ และการไปแลกเปลี่ยนช่วงปิดเทอมบ่อยๆ
น่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัีก
กับการเรียนโรงเรียนอินเตอร์( จริงๆผมว่าได้ประสบการณ์มากกว่าด้วยครับ )
อย่างไรก็ตามที่งบประมาณเอื้ออำนวยการเรียนโรงเรียนอินเตอร์
ก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกันครับ แต่ผมว่าน่าจะให้เรียนต่ออยู่ระดับมัธยม
มากกว่าเรียนตั้งแต่ระดับประถม เพราะอย่างน้อยเด็กจะได้มีสังคมหรือรุ่น
ทั้งจากเพื่อนคนไทยด้วยกัน และเพื่อนจากประเทศ
หรือจะให้ดีที่สุดผมคิดว่าเรียนในระดับปริญญาตรีก็ยังไม่สายครับ
แต่มีข้อแม้ว่าต้องฝึกฝนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ระดับประถม
และมัธยม ( ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรนานาชาติเยอะมากๆ
และก็ครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชาครับ )
ที่ผมเห็นว่าตัวเลือกนี้ดีที่สุด เพราะเป็นตัวเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่าย และได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แพ้กัน
แถมยังมีเพื่อนและมีรุ่นในโรงเรียนไทยอีกด้วย
สำหรับโรงเรียนนานาชาติที่ผมได้ยินจากเพื่อนๆว่าดีที่สุด
( และก็แพงทีุ่สุด T T ) ในประเทศไทย คือ Internation School Bangkok
หรือ ISB ครับ ( ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่มี Of ระหว่าง School กับ Bangkok ?? ท่านใดเก่งไวยกรณ์รบกวนช่วยทีอธิบายทีีครับ T T หรือว่ามันเ้ป็นชื่อเฉพาะครับ ??)
จริงเท็จอย่างไร ต้องลองหาข้ิอมูลเพิ่มเติมดูนะครับ
หวังว่าจะพอช่วยบ้างครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: กระทิงแดง
Posted: 04/14 08:01 PM
มีคำถามอะไร สอบถามได้นะครับ
พอดี ลูกเรียนอยู่ชั้น nursery
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=32397&highlight=inter
--------------------------------------------------------------------------------
Author: อินทรีทอง
Posted: 04/15 01:29 AM
ขอบคุณน้องkornjackrit และ พี่ทศมากๆสำหรับ comment ครับ
มีหนังสือและรวมไปถึงคนที่รู้จักบอกว่าถ้าจะให้เด็กเรียนภาษาก็ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเด็กๆ ก็เลยทำให้เริ่มมาหาข้อมูลเกี่ยวกับร.ร.นานาชาติ เท่าที่ดูมาก็ชอบที่ ISB กับ Regent School Pattaya มากที่สุดครับ ส่วนเรื่องค่าเรียนเท่าที่ทราบมา ISB ยังไม่ใช่แพงที่สุดนะครับ
ลูกของพี่ทศเรียนไปแล้วเป็นยังไงบ้างครับ พี่ทศมองเรื่องโรงเรียนระดับประถม มัธยม ยังไงครับ
ลูกผมกำลังจะเข้าอนุบาล1 ที่ อ.เด่นหล้าพระราม 5 ให้เรียน EP program ครับ ส่วนตัวผมให้ความสำคัญกับเรื่องการเดินทาง ภาษาอังกฤษและ หลักสูตรการเรียน มากครับ ผมไม่อยากให้เด็กต้องมาเสียเวลาไปกับการเดินทางโดยไม่จำเป็นครับ ส่วนหลักสูตรการเรียนสิ่งแวดล้อมและfacilitiesถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้เอื้อให้เด็กมีความรู้สึกช่างสงสัยอยากเรียนรู้และอยากค้นคว้า ไม่กำหนดกรอบความคิดและเสริมให้เด็กมีจินตนาการ
อีกส่วนที่ผมชอบในระบบการเรียนของฝรั่งก็คือการสอนให้เด็กมีความคิดที่เป็นระบบและกล้าแสดงออก
สำหรับปัญหาเรื่องภาษาไทยตอนนี้รร.ส่วนมากก็จะมีวิชาภาษาไทยเสริมสำหรับนร.ไทยนะครับ คิดว่าน่าจะช่วยในเรื่องความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้บ้างส่วนเรื่องที่ว่าจำเป็นต้องเรียนเสริมอีกหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: อินทรีทอง
Posted: 04/15 02:10 AM
ส่วนสิ่งที่concernสำหรับรร.นานาชาติที่พอจะคิดออกนะครับ
อันที่เป็นที่กล่าวถึงมากก็คือการที่เด็กฟุ้งเฟ้อและหยิ่ง ตรงส่วนนี้ก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะต้องดูแลใกล้ชิด และสั่งสอน แต่ด้วยสังคมและสิ่งแวดล้อมก็อาจจะเอื้อให้เด็กเป็นแบบนั้นได้เหมือนกัน
เรื่องวิชาการในหลักสูตรการเรียนการสอนที่เมื่อเทียบกับรร.ในระบบทั่วไปอาจจะดูแล้วอ่อนกว่าในด้านการคำนวน รวมไปถึงความสามารถในการใช้ภาษาไทยในเรื่องการอ่านเขียนถึงแม้ว่าจะมีคาบเรียนเสริมภาษาไทยแล้วก็ตาม
ส่วนที่สำคัญมากก็คือเรื่องของค่าเรียนที่ก้าวร้าวเอาการ (สำหรับบางคนอาจจะดูอ่อนโยนก็เป็นได้ครับ)
ปล. ส่วนเรื่องชื่อรร. International School Bangkok ไม่น่าจะต้องมี of นะครับ ถ้าลองเทียบกับชื่อมหาวิทยาลัยเช่น Loyola University Chicago เป็นต้นครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: yoyo
Posted: 04/15 10:13 AM
โรงเรียนนานาชาติ ในมุมมองของผมความน่าเป็นห่วงก็เหมือนกับที่เฮียได้ยินมานะครับ คือเรื่องของความฟุ้งเฟ้อ และก็ความมีสัมมาคารวะ ไม่ได้หมายความว่าเรียนแล้วจะเป็นแบบนี้ทุกคน แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อนมันมีโอกาสพาไปในแนวนั้นได้เยอะ
เฮียลองไปดูโรงเรียนเพลินพัฒนาของ se-ed ดูสิครับ อยู่ซอยสวนผัก ใกล้ๆกับสายใต้เก่า ไม่ไกลจากบ้านเฮียด้วยนะ การเรียนการสอนก็เน้นให้เด็กแสดงออก แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นความเป็นไทยสอนให้เด็กรู้จักนอบน้อมด้วย เค้ามีเปิดให้เข้าไปดูการเรียนการสอนได้ ผมเคยไปดูทีนึง น่าสนใจมากครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: Anunta
Posted: 04/15 01:08 PM
ไม่ได้ให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพราะค่าใช้จ่าย และสงสัยในเรื่องจิตวิญญานความเป็นไทยนี่และครับ แต่ผมมีหลานไปเรียนประจำตั้งแต่ ป 5 ที่ dulwich ภูเก็ต ตอนนี้จบแล้ว จะเรียนต่อวิศวะ SIIT ดูแล้วก็ปกติธรรมดา มีเพื่อนที่ไปจากกรุงเทพด้วยกัน ถ้าพ่อแม่มีเวลา พ่อแม่เป็นยังไง ลูกคงใกล้เคียงอย่างงั้น
ข้างบ้านผม ซ้ายมีเรียน Shrewbury Grade 1 ดูแล้วแม่ดูแลลูกดีมาก พ่อพูดกะลูกเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เกิดเลย ขวา ยิ่งแล้วใหญ่ inter จ๋าเลยครับ เน้นเรื่องภาษามากเลย พูดกะลูก 2 คนเป็นอังกฤษตลอด ไม่เน้นไทย ทีวีก็เปิดอังกฤษ เรียกว่าทำ envirenment ให้เป็นภาษาอังกฤษ ดูแล้วรู้สึกแปลกๆ เค้าบอกเค้าไม่แคร์ แถมยังจะให้เรียนภาษาอื่น เช่นจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อนาคตคงไปตามภาษา
ลูกผมคนโตเรียน EP โรงเรียนแถวสาทร อยู่ป 3 เรียนวิชาหลักกับครูต่างประเทศ ยกเว้นไทย สังคม การฟัง อ่านภาษาอังกฤษดีกว่าโปรแกรมไทย แต่ยังพูดเขียนได้ไม่มาก ภาษาไทยแข็งแรงดี เพราะเป็นโรงเรียนวิชาการ คนเล็กกำลังเข้าอนุบาล เรียนที่เปล่งประสิทธิ์ Mary Poppins ฟิลิปปินส์สอน จบแล้วคาดว่าจะให้เรียน EP เหมือนพี่เค้า คนนี้เริ่มๆ พูดภาษาอังกฤษ
โดยสรุป ผมเห็นความสำคัญของภาษามาก แต่ไม่ได้ให้ภาษาเป็นจุดตั้งต้น แต่จะเตรียมภาษาให้พร้อมสำหรับการเรียนขั้นปริญญาตรี-โทไม่เมืองไทยก็ต่างประเทศ
.................................
....................................
.....................
........................
...................................
..................................
Home Search Memberlist Usergroups Register Profile Log in to check your private messages Log in
ถามความเห็นเรื่องโรงเรียนของลูกหน่อยครับ
Goto page 1, 2 Next
Thai Value Investor Webboard Forum Index -> นั่งเล่น
View previous topic :: View next topic
Author Message
กระทิงแดง
Regular
Joined: 09 Sep 2005
Posts: 744
Location: สำเหร่
Posted: Wed Feb 27, 2008 12:50 pm Post subject: ถามความเห็นเรื่องโรงเรียนของลูกหน่อยครับ
--------------------------------------------------------------------------------
มี 3 choice ให้เลือก ยังคิดไม่ออกเลย
ลูกผมอายุ 3 ขวบครับ บ้านผมอยู่แถวสะพานกรุงเทพฯใหม่
ส่วนตัว ผมอยากให้ลูกเล่นมากกว่าเรียน ในช่วงอนุบาล เพราะมันสมควรเป็นวัยที่เด็กน่าจะเล่นสนุกมากกว่ามาเรียนหนังสือ
1. โรงเรียนอนุบาลแถวบ้าน โรงเรียนนี้จะเน้นวิชาการ เพื่อเตรียมสอบเข้าโรงเรียนดังๆ
ข้อดี รับ-ส่งสะดวก
ข้อเสีย เป็นโรงเรียนระดับเล็ก ยังไม่ค่อยถูกใจคุณภาพของครู และแนวทางการสอน
2. โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (แถว 4 แยกอโศก)
ข้อดี อนุบาล เตรียมความพร้อมเด็ก ไม่เน้นวิชาการ ต่อชั้นประถมได้เลย เน้น EQ
ข้อเสีย ไกลบ้าน กลัวเด็กต้องตื่นเช้า จะไม่ไหว ทั้งไป และกลับ (ส่วนพ่อ-แม่ปรับตัวได้อยู่แล้ว) ปกติลูกนอน 2130-2230 ซึ่งค่อนข้างดึก
3. โรงเรียนนานาชาติ New Satorn หรือ Gargen Inter.
ข้อดี อยากให้ลูกมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี กล้าแสดงออก เน้นเตรียมความพร้อมเหมือนกัน ระยะทางไปทางเดียวกับแม่ตอนเช้าได้
ข้อเสีย เด็กจะอ่อนวิชาการ กลัวสังคมฟุ่มเฟ้อ
และราคาประมาณ 200,000 บาท/ปี จริงๆก็พอส่งได้ แต่คิดดูแล้ว หรือเราควรเอาเงินก้อนนี้ลงทุนกับเด็กตอนมัธยม เอาเงินตรงนี้เรียนเสริมก็ได้ หรือมหาลัยเมืองนอกก็ได้ เพราะถ้าเรียนทั้งหมดจนถึงมัธยม ก็ประมาณ 3,000,000 บาท
แต่แม่ก็มี plan จะให้ต่อเซนต์โยตอนประถม (หลังจากได้พื้นฐานอังกฤษบ้างแล้ว) แต่ก็กลัวลูกจะอ่อนวิชาการ จนเครียดถ้าเด็กตามคนอื่นไม่ทัน
เพื่อนๆ พี่ๆมีความเห็นยังงัยครับ
_________________
" If u buy stock 60, believing it worth 140. When it drops to 60, all else being equal, u should love it too. not sell it"
The Entrepreneurial Investor.
Back to top
adi
Regular
Joined: 09 Jan 2004
Posts: 1078
Posted: Wed Feb 27, 2008 1:32 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ผมเลือกอนุบาลแถวบ้านครับ
ลูกผมกำลังจะเข้าอนุบาลเหมือนกันครับ ก็เลือกแถวบ้านไว้ก่อน นั่งรถไกลๆทุกวันมันกลัวลูกจะเหนื่อยครับ
_________________
“A Cynic Knows the Price of Everything and the Value of Nothing”
-Oscar Wilde, Lady Windemere’s Fan
Back to top
Pn3um0n1a
Regular
Joined: 01 Aug 2007
Posts: 1574
Location: BKK
Posted: Wed Feb 27, 2008 2:01 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
adi wrote:
ผมเลือกอนุบาลแถวบ้านครับ
ลูกผมกำลังจะเข้าอนุบาลเหมือนกันครับ ก็เลือกแถวบ้านไว้ก่อน นั่งรถไกลๆทุกวันมันกลัวลูกจะเหนื่อยครับ
อืม
เห็นด้วยครับ ผมยังไม่มีลูกหรอก
แต่ ถ้าเป็นผม คิดว่า อนุบาล ยังเป็นช่วงที่เด็กต้อง สร้างความสัมพันธ์ กับพ่อแม่มากๆ ใกล้บ้าน ดูแลสะดวก ดีที่สุดครับ
_________________
just think, there's no box.
Back to top
por_jai
Junk Posters
Joined: 08 Mar 2005
Posts: 9791
Location: huaykwang
Posted: Wed Feb 27, 2008 2:17 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
Quote:
ส่วนตัว ผมอยากให้ลูกเล่นมากกว่าเรียน
เพราะมันสมควรเป็นวัยที่เด็กน่าจะเล่นสนุกมากกว่ามาเรียนหนังสือ
ปรึกษาอ.มนด่วนเลย
ผมเห็นลูกแกแล้วทึ่ง
ได้ข่าวว่าพี่ฉัตรก็ให้เรียนแนวนี้
_________________
ปล่อยวาง
Back to top
chatchai
Regular
Joined: 03 Jun 2003
Posts: 7701
Location: นนทบุรี
Posted: Wed Feb 27, 2008 3:18 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
อนุบาลจะให้เรียนแนวไหน อาจต้องพิจารณาด้วยว่าประถมจะให้เรียนแนวไหน
เพราะถ้าอนุบาลเรียนแนวเตรียมความพร้อม พอประถมเรียนแนววิชาการ เด็กอาจจะมีปัญหาเรียนตามเพื่อนไม่ทันในช่วงย้ายโรงเรียนใหม่ๆ
_________________
อย่าหลงความดี แต่จงอยู่เหนือความดี
Back to top
CK
Regular
Joined: 05 Jun 2003
Posts: 10346
Location: nice view, downtown
Posted: Wed Feb 27, 2008 3:56 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
สามขวบกำหนดแปดสิบ -- สุภาษิตจีน
กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว -- หนังสือไทย (ดีมาก)
หาโรงเรียนที่ทำให้ลูกเราชอบไปโรงเรียนครับ
ถ้าต้องเคี่ยวเข็ญหรือร้องไห้ทุกวันก่อนไปรร. หาที่ใหม่เลยครับ
ลูกผมถึงขนาดวันไหนเกเร ต้องขู่ว่า "จะไม่ให้ไปโรงเรียน"
เป็นเด็กดีขึ้นมาเชียว
_________________
จบข่าว
Back to top
ba_2l
Verified Member
Joined: 07 Mar 2004
Posts: 3409
Posted: Wed Feb 27, 2008 4:29 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
http://www.ektra.ac.th/Academic.html
_________________
Talking is always easy, doing it….well, that’s something else.
Back to top
Noonino
Regular
Joined: 15 Oct 2006
Posts: 720
Location: มีนบุรี
Posted: Wed Feb 27, 2008 5:34 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
สนับสนุนวัฒนาครับ
เหตุผล
1. แป๊ะเจี๊ยะเข้าครั้งเดียว เรียนจนจบประถมเลย
2. เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพดีมาก น้องสาวผมจบที่นี่ เป็นคนมีกริยามารยาทดีมาก ไม่เหมือนเด็กพวกอินเตอร์ เป็นโรงเรียนที่สอนเด็กผู้หญิงให้มีความงามอย่างไทยได้ดีมากเลยครับ
3. วิชาการก็ใช้ได้ดีทีเดียว แต่ถ้าจะเน้นเรื่องเล่นมากกว่าเรียนอันนี้วัฒนาอาจจะตอบสนองเรื่องนี้ได้ไม่เต็มที่ (ดูจากตอนน้องสาวผมเรียนครับ อันนี้ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว)
Back to top
MindTrick
Regular
Joined: 30 May 2007
Posts: 1138
Location: ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
Posted: Wed Feb 27, 2008 6:44 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ลองดู โรงเรียนเพลินพัฒนาของ SE-ED
http://plearnpattana.com/index.php?option=com_frontpage&Itemid=24
ผมไป คอมพานีวิสิทมา ดูแล้ว ผมยังอยากกลับไปเรียนเองเลย
กับ โรงเรียน ของหนูดี อันนี้เจ้าของเป็นคนมีความคิดดี ผมรู้เท่านี้
http://www.vanessa.ac.th/index.php
_________________
^
"เมื่อคุณเริ่มทำสิ่งที่รักแล้ว วันต่อๆไปก็จะไม่ใช่การทำงาน"..Brian Tracy
state exact goal/then analyze what fail the goal/then act/if you don't start/dream still be a dream
หุ้นไม่ใช่แค่เศษกระดาษ มันมีคนทำงานจริง
Back to top
the kopman
Joined: 01 Nov 2007
Posts: 20
Location: Bangkok
Posted: Thu Feb 28, 2008 9:31 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
Noonino wrote:
สนับสนุนวัฒนาครับ
เหตุผล
1. แป๊ะเจี๊ยะเข้าครั้งเดียว เรียนจนจบประถมเลย
2. เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพดีมาก น้องสาวผมจบที่นี่ เป็นคนมีกริยามารยาทดีมาก ไม่เหมือนเด็กพวกอินเตอร์ เป็นโรงเรียนที่สอนเด็กผู้หญิงให้มีความงามอย่างไทยได้ดีมากเลยครับ
3. วิชาการก็ใช้ได้ดีทีเดียว แต่ถ้าจะเน้นเรื่องเล่นมากกว่าเรียนอันนี้วัฒนาอาจจะตอบสนองเรื่องนี้ได้ไม่เต็มที่ (ดูจากตอนน้องสาวผมเรียนครับ อันนี้ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว)
วัฒนา เดินทางไกลไหมครับ ถ้าเกิน 1 ชม. ลองหาทางเลือกที่ต้องเดินทางน้อยกว่านี้ครับ ลองหาโรงเรียน Bilangual ดูนะครับ เป็นทางเลือกที่ดีครับ ลูกผม 2 คน ตอนนี้เลือกเรียน โรงเรียนใกล้บ้านที่เข้าตาม checklist ของเรา คือผมเลือก 1) ใกล้บ้าน / ตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ส่งลูกไปโรงเรียนตอนเช้า ลูกตื่น 7 โมงเช้าก็พาไปโรงเรียนทัน 2) โรงเรียน 2 ภาษา / ผมกลัวเรื่องสังคมฟุ้งเฟ้อเหมือนกันครับ สำหรับโรงเรียน อินเตอร์ ผมมีลูกสาว 2 คน ครับ เลยขอเน้นตรงนี้หน่อย เลยมาลงตัวที่ bilangual school ครับ 3) มีชั้นเรียนรองรับถึง ป 6 เป็นอย่างน้อย / ผมไม่อยากให้ลูกผมย้ายโรงเรียนบ่อยๆครับ ขอเน้นพื้นฐานเองจนถึง ป 6 โดยผมจะเน้นเรื่อง เลข กับ ภาษา แล้ว ป6 จบ ค่อยไปหาต่อ ม 1 ที่โรงเรียนดีๆได้ครับ (ถ้าพื้นฐานเด็กดีพอ ก็คงพอหาโรงเรียนที่จะเข้าเรียนได้) 4) สังคมโรงเรียน / environment ในโรงเรียนก็สำคัญนะครับว่าโรงเรียน น่าเรียน แค่ไหนมีผู้ปกครองเป็นแบบไหน หลักสูตรเป็นอย่างไร สุดท้าย ถ้าเรียนไป 1 ปีแล้วดูไม่เหมือนที่เราคิดก็อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนโรงเรียนนะครับ
ยังไงก็ขอให้โชคดีในการหาโรงเรียนให้ลูก นะครับ
Back to top
chatchai
Regular
Joined: 03 Jun 2003
Posts: 7701
Location: นนทบุรี
Posted: Thu Feb 28, 2008 9:52 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
โรงเรียนที่ลูกของผมเรียนอยู่ ปีนี้เห็นว่ามีนโยบายเน้น กระบวนการคิด ครับ ให้เด็กๆตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นประถมต้น รู้จักคิด รู้จักถาม และกล้าที่จะแสดงออก
_________________
อย่าหลงความดี แต่จงอยู่เหนือความดี
Back to top
Tiger
Regular
Joined: 24 Feb 2004
Posts: 576
Posted: Thu Feb 28, 2008 2:50 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
เพลินพัฒนา รุ่งอรุณ ก็ดีนะ
เสียแต่ว่าเดินทางไกลไปหน่อย
อย่างที่พี่ฉัตรชัยบอก
ต้องดูด้วยว่า ป.1 จะเรียนที่ไหนครับ
โรงเรียนลูกพี่บอลก็น่าสน
ต้องลองไปดูก่อนนะ
_________________
ต้องเรียนรู้ให้ได้
Li .. Zhi .. Ren
Back to top
ayethebing
Regular
Joined: 07 Jul 2003
Posts: 1619
Location: Water Airport (สนามบินน้ำ)
Posted: Thu Feb 28, 2008 11:01 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ไม่ได้สนับสนุนให้เรียน inter นะครับ แต่อยากแย้งเรื่องมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อเด็ก inter ว่าจะต้องฟุ้งเฟ้อ ผมว่าไม่จริงครับ มันอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า ลูกผมไม่มีทีวีในห้องนอน ไม่มีเกมส์บอย ไม่มีเครื่อง play ครับ
เด็กฝรั่งเองเค้าก้อไม่ได้ฟุ้งเฟ้อนะครับ สงสัยจะเป็นเด็กไทยที่ไปเรียน inter เองนั่นแหละ ซึ่งก็โทษเด็กหรือโรงเรียนไม่ได้ ต้องโทษพ่อแม่ครับ
แต่ถ้าจะเรียน inter แล้วคงอะไรที่กลับไม่ได้แล้วละ เพราะหลักสูตรไม่เหมือนกันเลย หลักสูตรของ inter ส่วนใหญ่ที่เห็นและสืบมาจากหลายๆ โรงเรียน เป็นลักษณะที่ตอนเล็กๆ เน้นให้เด็กคิดสร้างสรร และ ไม่เน้นวิชาการมาก แต่จะเรียนหนักมากโดยเริ่มตอนมัธยมต้น และปลาย
แน่นอนรู้กันอยู่แล้วเรื่องค่าเทอมที่แพง ถ้ามีลูกคนเดียวก็พอไหว แต่ถ้าลูกสองอย่างผมก้อต้องคิดหนักๆ หน่อยนะครับ
_________________
ขอนไม้อันนิ่งสงบ
Back to top
Jangster
Regular
Joined: 07 Jan 2007
Posts: 313
Posted: Thu Feb 28, 2008 11:51 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ayethebing wrote:
ไม่ได้สนับสนุนให้เรียน inter นะครับ แต่อยากแย้งเรื่องมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อเด็ก inter ว่าจะต้องฟุ้งเฟ้อ ผมว่าไม่จริงครับ มันอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า ลูกผมไม่มีทีวีในห้องนอน ไม่มีเกมส์บอย ไม่มีเครื่อง play ครับ
เด็กฝรั่งเองเค้าก้อไม่ได้ฟุ้งเฟ้อนะครับ สงสัยจะเป็นเด็กไทยที่ไปเรียน inter เองนั่นแหละ ซึ่งก็โทษเด็กหรือโรงเรียนไม่ได้ ต้องโทษพ่อแม่ครับ
แต่ถ้าจะเรียน inter แล้วคงอะไรที่กลับไม่ได้แล้วละ เพราะหลักสูตรไม่เหมือนกันเลย หลักสูตรของ inter ส่วนใหญ่ที่เห็นและสืบมาจากหลายๆ โรงเรียน เป็นลักษณะที่ตอนเล็กๆ เน้นให้เด็กคิดสร้างสรร และ ไม่เน้นวิชาการมาก แต่จะเรียนหนักมากโดยเริ่มตอนมัธยมต้น และปลาย
แน่นอนรู้กันอยู่แล้วเรื่องค่าเทอมที่แพง ถ้ามีลูกคนเดียวก็พอไหว แต่ถ้าลูกสองอย่างผมก้อต้องคิดหนักๆ หน่อยนะครับ
เห็นด้วยครับ หลายคนชอบมองว่าคนจบ inter หรือเมืองนอกจะต้องเป็นคน spoil หมด...... เพื่อนผมบางคนยังเคยถามผมเลยว่ากินข้างถนนได้ไม๊.... ผมบอกว่า เฮ้ย กรูก็เคยเรียนไทยมาเฟ้ย
ของอย่างนี้อยู่ที่พ่อแม่ครับ.... พ่อแม่กำชับผมเรื่องการใช้เงินอย่างรู้คุณค่ามากครับ... ผมเคยทะเลาะกับฝาแฝดหญิงของผมตอน ป1 เมื่อแม่ซื้อ coke กับ sprite มาแต่อยากกิน coke ทั้งคู่.... ทะเลาะกันไปมา แม่โยนทิ้งทั้งสองอย่าง แล้วบอกว่า ขนาดพี่น้องกันเองถ้าตกลงกันไม่ได้ แบ่งกันไม่ได้ก็อย่ากินเลยดีกว่าถ้ามันเป็นปัญหา.... ผมจำได้แม่นเลยครับว่ามีอะไรต้องแบ่งกันสมเหตุสมผล พอมองย้อนหลังก็รู้ได้ว่าแม่สามารถเดินไปซื้ออีกถุงง่ายๆเลยด้วยเงินอีกเพียง 5 บาทเพื่อให้ลูกสองคน happy.... แต่เค้าเลือกอย่างนี้ครับ
อีกอย่างที่ผมจำได้แม่น คือตอน ป5 ครับ..... ผมได้มีโอกาสไปเรียน summer ที่ต่างประเทศเป็นเวลาเดือนกว่าๆ โดยที่พ่อผมทำบัตรเครดิตเสริมให้ใช้ (ใช่ครับ ผมยังเด็กๆเลย)..... พ่อบอกว่าให้ใช้เมื่อเวลาฉุกเฉินเท่านั้น โดยเค้า set วงเงินไว้แค่สองหมื่นกว่าบาท เผื่อผมเงินหมดหรือหาย..... ช่วงที่ไป summer นั้นผมเหลือเงินกลับมาพอดู.... แต่กลับมาไม่นาน ประจวบกับช่วงร้าน วรา (check อายุกันหน่อย) กำลังฮอต พร้อมกับยีนส์ armani ประดับด้วยนกเหล็กบนก้น... โอ้แม่เจ้า กิเลสตอนเด็กผมนั้นเหลือหลาย ผมเดินไปรูดมาตัวนึงเพราะไม่มีเงินของตัวเอง.... จำได้แม่นครับ สองพันแปด.... กลับบ้านมาพ่อรู้..... โกรธหรือไม่ก็ผิดหวังมาก..... บอกว่าให้เอากางเกงยีนส์ทุกตัวที่มีมาว่างให้ดู.... วางไปวางมามีสามถึงสี่ตัว พ่อถามผมว่า"อันนี้ถือว่าเป็น emergency หรือเปล่า พ่อคิดว่าลูกน่าจะคิดได้มากกว่านี้นะ"....... ผมเข็ดเลยครับ ไม่มีตี ไม่ยึดบัตรคืน พูดจบก็ให้ไปคิดเอง ไม่ต้องการคำตอบ... หลังจากนั้นผมรู้เลยครับว่าพ่อไม่ได้เสียดายเงิน เพราะสองพันกว่าบาทนั้นให้ได้อยู่แล้ว แต่เค้าอยากให้รู้จักคิด จนปัจจุบันนี้ผมก็มีเงินเก็บเหลือทุกเดือนหลังจากได้บทเรียนแสนถูกที่ราคาเพียงแค่สองพันกว่าบาท
Back to top
chatchai
Regular
Joined: 03 Jun 2003
Posts: 7701
Location: นนทบุรี
Posted: Fri Feb 29, 2008 8:45 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
คุณ Jangster คิดได้ ก็เพราะเป็นคนที่มีความคิดที่ดีอยู่ก่อนแล้ว
แต่สำหรับบางคน ลงโทษอย่างหนักก็แล้ว ยังไม่หลาบจำ ยังไม่ปรับปรุงตัว ก็มีอยู่มากมาย ดูอย่างพวกซิ่งตอนกลางคืนซิ จะอย่างไรก็ไม่สนใจ
_________________
อย่าหลงความดี แต่จงอยู่เหนือความดี
Back to top
Jangster
Regular
Joined: 07 Jan 2007
Posts: 313
Posted: Fri Feb 29, 2008 9:01 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
คุณ chatchai ให้เครดิตผมมากไปครับที่ผมคิดได้.... แต่ผมว่าผลหลักขึ้นอยู่กับพ่อแม่ของเด็กมากกว่านะครับ ผมว่าถ้าคุณกระทิงแดงสามารถสอนลูกได้ให้อยู่ในโอวาท เด็กก็ไม่แตกมากจากตัวเราหรอกครับ เหมือน nature vs nurture น่ะแหละครับ ลูกไม้มักหล่นไม่ไกลต้นไปทางลบหากเราใส่ใจ
พ่อแม่ผมชอบสอนด้วยเหตุผล เน้นให้คิดเอง มองย้อนหลังไปเค้าก็จะหาอะไรมาให้ผม focus... อยากได้อะไรก็จะต้องมีสิ่งแลก... เช่น พ่อแม่ผมไม่ห้ามผมเล่นเกม... นิ้วโป้งซ้ายผมตรงที่กดปุ่มเนี่ยด้านถาวรมาตั้งแต่เด็กจนบัดนี้เลยถึงไม่ได้เล่นนานแล้ว แต่เค้าใช้วิธีบอกว่า ถ้าผมได้ใบ certificate จากโรงเรียนด้านเรียนดีจะซื้อเกมให้ใหม่..... ถ้าผมจะเล่นเกมเค้าบอกว่า ถ้าอ่านหนังสือเท่าใหร่จะให้เล่นสองเท่า... เช่นถ้าผมอ่านหนังสือสองชั่วโมงจะให้เล่นสี่ชั่วโมง ซึ่งอันนี้เก็บสะสมชั่วโมงไว้ใช้ตอน weekend ได้.... เป็นต้น
ส่วนตัวถ้าผมมีลูก (อีกนานเพราะตอนนี้แค่26) คงพยายามส่งลูกไปเรียนที่ๆเพิ่อนรอบข้างดีที่สุด (ทุกโรงเรียนมีเด็กเกเร แต่มีมากมีน้อยอีกเรื่อง) ด้านวิชาการผมว่าอินเตอร์ก็ไม่น่าแย่มากหากเป็นอนุบาล แต่เด็กจะรู้เรื่องอังกฤษหรือเปล่าอีกเรื่องนึง.... ผมเคยได้ยินว่าช่วงเด็กๆนี้หากเราทำให้เด็กรักวิขาอะไรหรือสอนวิชาอะไรมากๆ จะทำให้เด็กเก่งด้านนั้นครับ... เรื่องการเดินทาง ผมว่าอนุบาลน่าจะมีคนคอยรับส่งอยู่แล้วล่ะครับ ไม่โรงเรียนก็ตัวเรา เด็กนั้นนอนได้ทุกเมื่อล่ะครับ แต่ก่อนผมถ่อไปเรียนจาก ลาดพร้าวไปสามเสนทุกวันตอนอยู่ไทย..แหกขี้ตาแต่ก็นอนในรถได้ครับ
Back to top
adi
Regular
Joined: 09 Jan 2004
Posts: 1078
Posted: Fri Feb 29, 2008 11:02 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
Jangster wrote:
เรื่องการเดินทาง ผมว่าอนุบาลน่าจะมีคนคอยรับส่งอยู่แล้วล่ะครับ ไม่โรงเรียนก็ตัวเรา เด็กนั้นนอนได้ทุกเมื่อล่ะครับ แต่ก่อนผมถ่อไปเรียนจาก ลาดพร้าวไปสามเสนทุกวันตอนอยู่ไทย..แหกขี้ตาแต่ก็นอนในรถได้ครับ
จากประสบการณ์ของผม ผมถ่อจากบ้านที่บางนา ไปเรียน อัสสัม ทั้งเซนต์หลุยส์ และ บางรัก ตั้งแต่เด็ก อนุบาลก็เรียนแถวเซนต์หลุยส์ ต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่ และใช้เวลาอยู่ในรถ 2-3 ชม. ต่อวัน สมัยนั้นไม่มีทางด่วน แถวบ้านผมยังเป็นถนนดินสีแดงๆอยู่เลย รู้สึกเบื่อมากตอนอยู่ในรถ พอเลิกเรียนผมก็ต้องรีบกลับบ้าน มีรถตู้ทางบ้านมารับ เพื่อกลับไปกินข้าวเย็น เสร็จแล้วทำการบ้าน แล้วก็นอน เป็นอย่างนี้ทุกวัน
ผมไม่อยากให้ลูกเป็นแบบเดียวกันครับ อยากให้เค้าเล่นกีฬา ดนตรี วาดรูป หรืออะไรที่ชอบ ที่ไม่ต้องเกี่ยวกับการเรียนก็ได้ อยากให้ลูกมีชีวิตนอกโรงเรียน + บนรถ มากกว่าที่ผมเคยเป็น
แน่นอนครับระยะเวลาในการเดินทาง อาจจะไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียวในการเลือกโรงเรียน ผมโชคดีที่ไปดูอนุบาลแถวบ้านแล้วใช้ได้
ส่วนเรื่องอินเตอร์ผมเห็นด้วยครับว่าฟุ้งเฟ้อหรือไม่อยู่ที่เราเป็นหลัก ผมก็มีแผนส่งลูกเรียนอินเตอร์เหมือนกัน(แถวบ้านอีกแล้วครับท่าน) ไปดูโรงเรียนมาหลายโรงเรียนเหมือนกัน ส่วนใหญ่ผมเป็นห่วงคือเรื่องวิชาการของโรงเรียนอินเตอร์ที่เปิดใหม่ๆ บางโรงเรียนมีครูเลข เพียงคนเดียว สอนมันทั้งโรงเรียน บางโรงเรียนไม่มีเรียนฟิสิกส์ เคมี ผมถามครูใหญ่ว่าทำไมไม่มีคลาส เค้าตอบว่าเด็กมาลงวิชาไม่ถึงจำนวน 10 คน ทำให้เปิดไม่ได้ (ปัดโธ่ ทั้งคลาสมันมีแค่ไม่ถึง 30 คน จะเอา 10 คน) กลายเป็นว่าลูกเรามีทางเลือกเรียนแค่ business กับ art ถ้าเค้าอยากเป็น หมอ หรือ วิศวะ ก็หมดสิทธิ์ คุยเสร็จ ครูใหญ่คงคิดว่าไอ้นี่มันบ้าหรือเปล่า เอาลูกมาดูโรงเรียนอนุบาล แต่ดันขอดู curriculum ของ high school
_________________
“A Cynic Knows the Price of Everything and the Value of Nothing”
-Oscar Wilde, Lady Windemere’s Fan
Back to top
ayethebing
Regular
Joined: 07 Jul 2003
Posts: 1619
Location: Water Airport (สนามบินน้ำ)
Posted: Fri Feb 29, 2008 10:08 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
โรงเรียนอินเตอร์มีหลายเกรด บางโรงเรียนดีที่เด็กเล็ก พอโตขึ้นก็ต้องหาโรงเรียนใหม่อีก น่าจะเลือกโรงเรียน inter ที่มีขนาดใหญ่เสียหน่อยและมีชื่อเสียงดีครับ ที่มีชื่อเสียงดีก็น่าจะเป็น ISB (สามัคคี ปากเกร็ด), บางกอกพัฒนา (สุขุมวิท 40กว่ามั้ง), ร่วมฤดี (เห็นว่าย้ายไปอยู่แถวบางกะปิ), NIST (สุขุมวิท 15), Shrewbery (อยู่บางนามั้ง), Harold ก็ดีแต่เค้าว่าเปอร์เซนต์เด็กไทยเยอะไปหน่อย นอกห้องเรียน จ้อไทยกันปรื๋อเลย
_________________
ขอนไม้อันนิ่งสงบ
Back to top
mambo
Joined: 06 Jun 2007
Posts: 64
Posted: Sat Mar 01, 2008 2:10 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
inter สาธิตเกษตรก็ดีทีเดียวครับ
แต่ข่าวว่า ค่าเล่าเรียนมาเป็นอันดับสาม
รองจาก ISB และบางกอกพัฒนา
_________________
พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง
Back to top
oatty
Regular
Joined: 17 Jan 2005
Posts: 1321
Location: Bangbuathong
Posted: Sat Mar 01, 2008 8:27 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
chatchai wrote:
คุณ Jangster คิดได้ ก็เพราะเป็นคนที่มีความคิดที่ดีอยู่ก่อนแล้ว
แต่สำหรับบางคน ลงโทษอย่างหนักก็แล้ว ยังไม่หลาบจำ ยังไม่ปรับปรุงตัว ก็มีอยู่มากมาย ดูอย่างพวกซิ่งตอนกลางคืนซิ จะอย่างไรก็ไม่สนใจ
เห็นด้วยกับพี่ฉัตรชัย บางคน พ่อแม่ดี แต่ลูกติดเกมส์ ไม่ยอมเรียนหนังสือก็มีครับ
_________________
คิดดี พูดดี ทำดี ให้ได้ก่อน
เรายังปล่อยวางไม่ได้นิ
Back to top
กระทิงแดง
Regular
Joined: 09 Sep 2005
Posts: 744
Location: สำเหร่
Posted: Sun Mar 02, 2008 10:43 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณทุกคนที่ให้ความเห็นนะครับ
ทั้งพี่ adi หมอกัน พี่ป้อม พี่ฉัตรชัย พี่CK พี่บอล พีNoonino พี่Mindtrick พี่kopman พี่เสือ พี่Jangster พี่ayehtebing พี่mambo พี่oatty และพี่ธเนศ(ที่ให้ผมโทรไปคุยด้วย) ที่ให้ความเห็น
หลังจากเครียดอยู่นาน ก็สรุปกับแฟนว่าลองส่ง โรงเรียน inter. ในชั้นอนุบาลก่อน เพราะอยากให้ได้ทั้งภาษา ความสนุก และความคิดสร้างสรร แล้วรอดูผลซัก 2-3 ปี แล้วค่อยว่ากันอีกที
แต่ยังงัยก็ไม่อยากให้เด็กเครียดตั้งแต่เด็ก เลยขอเล่นไว้ก่อนแล้วกันครับ
_________________
" If u buy stock 60, believing it worth 140. When it drops to 60, all else being equal, u should love it too. not sell it"
The Entrepreneurial Investor.
Back to top
Jangster
Regular
Joined: 07 Jan 2007
Posts: 313
Posted: Mon Mar 03, 2008 12:56 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
กระทิงแดง wrote:
ขอบคุณทุกคนที่ให้ความเห็นนะครับ
ทั้งพี่ adi หมอกัน พี่ป้อม พี่ฉัตรชัย พี่CK พี่บอล พีNoonino พี่Mindtrick พี่kopman พี่เสือ พี่Jangster พี่ayehtebing พี่mambo พี่oatty และพี่ธเนศ(ที่ให้ผมโทรไปคุยด้วย) ที่ให้ความเห็น
หลังจากเครียดอยู่นาน ก็สรุปกับแฟนว่าลองส่ง โรงเรียน inter. ในชั้นอนุบาลก่อน เพราะอยากให้ได้ทั้งภาษา ความสนุก และความคิดสร้างสรร แล้วรอดูผลซัก 2-3 ปี แล้วค่อยว่ากันอีกที
แต่ยังงัยก็ไม่อยากให้เด็กเครียดตั้งแต่เด็ก เลยขอเล่นไว้ก่อนแล้วกันครับ
อู้ย อย่าเรียกผมว่าพี่ครับ ผมพึ่ง 26.... จริงๆก็เห็นด้วยนะครับ กับการให้เด็กสนุก... มันอาจทำให้เด็กไปโรงเรียน... นอกจากนี้ผมว่าความคิดสร้างสรรค์ กับการแสดงออก(แบบที่ถูก) เป็นสิ่งดีมากครับ.... เดี๋ยวนี้เด็กๆขี้อายมากเลย เคยเจอหลาน คุยด้วยยังหนีหลบหลังแม่ของเค้า ม้วนตัวไปมาไม่ค่อยตอบเลย
Back to top
adi
Regular
Joined: 09 Jan 2004
Posts: 1078
Posted: Mon Mar 03, 2008 4:50 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ayethebing wrote:
โรงเรียนอินเตอร์มีหลายเกรด บางโรงเรียนดีที่เด็กเล็ก พอโตขึ้นก็ต้องหาโรงเรียนใหม่อีก น่าจะเลือกโรงเรียน inter ที่มีขนาดใหญ่เสียหน่อยและมีชื่อเสียงดีครับ ที่มีชื่อเสียงดีก็น่าจะเป็น ISB (สามัคคี ปากเกร็ด), บางกอกพัฒนา (สุขุมวิท 40กว่ามั้ง), ร่วมฤดี (เห็นว่าย้ายไปอยู่แถวบางกะปิ), NIST (สุขุมวิท 15), Shrewbery (อยู่บางนามั้ง), Harold ก็ดีแต่เค้าว่าเปอร์เซนต์เด็กไทยเยอะไปหน่อย นอกห้องเรียน จ้อไทยกันปรื๋อเลย
shrewsbury อยู่เจริญกรุงครับ มีหลานผมเรียนอยู่ 3 คน จริงๆมี 4 คน แต่อีกคนลาออกไปเรียน tcis (inter ของ ไต้หวัน)
_________________
“A Cynic Knows the Price of Everything and the Value of Nothing”
-Oscar Wilde, Lady Windemere’s Fan
Back to top
chatchai
Regular
Joined: 03 Jun 2003
Posts: 7701
Location: นนทบุรี
Posted: Mon Mar 03, 2008 4:57 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
จริงไหมครับที่มีคนเคยบอกว่า เด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ จะอ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ค่อยได้
ถ้าจริงผมว่าคงไม่ดีนักที่เป็นคนไทย เกิดประเทศไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่อ่าน เขียนภาษาไทยไม่ค่อยได้
_________________
อย่าหลงความดี แต่จงอยู่เหนือความดี
Back to top
adi
Regular
Joined: 09 Jan 2004
Posts: 1078
Posted: Mon Mar 03, 2008 4:59 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
chatchai wrote:
จริงไหมครับที่มีคนเคยบอกว่า เด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ จะอ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ค่อยได้
ถ้าจริงผมว่าคงไม่ดีนักที่เป็นคนไทย เกิดประเทศไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่อ่าน เขียนภาษาไทยไม่ค่อยได้
จริงครับ ต้องเรียนพิเศษเอา
_________________
“A Cynic Knows the Price of Everything and the Value of Nothing”
-Oscar Wilde, Lady Windemere’s Fan
Back to top
กระทิงแดง
Regular
Joined: 09 Sep 2005
Posts: 744
Location: สำเหร่
Posted: Mon Mar 03, 2008 5:13 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
adi wrote:
chatchai wrote:
จริงไหมครับที่มีคนเคยบอกว่า เด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ จะอ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ค่อยได้
ถ้าจริงผมว่าคงไม่ดีนักที่เป็นคนไทย เกิดประเทศไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่อ่าน เขียนภาษาไทยไม่ค่อยได้
จริงครับ ต้องเรียนพิเศษเอา
ผมว่าภาษาไทย เรียนไม่ค่อยยากครับ เพราะเรายังอยู่ในสังคมไทย สามารถสัมผัสได้ตลอด แต่คิดว่าก็ค่อยๆสอนไปครับ
เพื่อนผมไปเรียนสิงคโปร์ตั้งแต่ ป.4 แล้วไปต่อ อเมริกาเลย กลับมาเมืองไทยซักพัก ก็อ่นหนังสือได้ครับ แต่อาจอ่านได้ช้า และรวมคำยากไม่ได้
_________________
" If u buy stock 60, believing it worth 140. When it drops to 60, all else being equal, u should love it too. not sell it"
The Entrepreneurial Investor.
Back to top
เพื่อน
Regular
Joined: 12 Aug 2004
Posts: 1615
Posted: Mon Mar 03, 2008 9:56 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
กระทิงแดง wrote:
หลังจากเครียดอยู่นาน ก็สรุปกับแฟนว่าลองส่ง โรงเรียน inter. ในชั้นอนุบาลก่อน เพราะอยากให้ได้ทั้งภาษา ความสนุก และความคิดสร้างสรร แล้วรอดูผลซัก 2-3 ปี แล้วค่อยว่ากันอีกที
แต่ยังงัยก็ไม่อยากให้เด็กเครียดตั้งแต่เด็ก เลยขอเล่นไว้ก่อนแล้วกันครับ
ถ้าอยากให้ลูกได้ภาษาอังกฤษ น่าจะเลือกโรงเรียนที่เพื่อนๆของลูกพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก จะได้ประโยชน์มากครับ
ต้องดูที่เด็กๆมากกว่าดูครู ส่วนใหญ่เค้าจะพูดคุย+เล่นกับเพื่อนมากกว่า....แล้วภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาธรรมชาติของเค้าเอง แทบไม่ต้องไปเรียนแกรมม่า ตอนโตเลยครับ
_________________
"I want nobody nobody but you."
- - - -
Back to top
IR SE-ED
Approved IR Member
Joined: 28 Jun 2007
Posts: 277
Location: 1858/87-90 Nation Tower 19 fl. Bangna BKK
Posted: Sat Aug 02, 2008 11:05 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
สำหรับท่านที่สนใจอยากทราบเรื่องราว และข้อมูล เกี่ยวกับโรงเรียนเพลินพัฒนา ซึ่ง SE-ED ถือหุ้นอยู่ และมีส่วนในการบริหาร เชิญเข้าไปอ่านได้ที่กระทู้ในเวบบอร์ดรักลูก ต่อไปนี้ครับ
http://board.raklukefamilygroup.com/viewtopic.php?t=339191&start=0
ในกระทู้ดังกล่าว จะเล่าถึงแนวคิด เป้าหมาย วิธีการจัดกระบวนการเรียนการสอน วิธีการบูรณาการ และกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ของโรงเรียนเพลินพัฒนา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ที่ทำให้ทุกท่านเข้าใจการดำเนินงานของโรงเรียนเพลินพัฒนาได้ดีขึ้น และจะได้ช่วยชี้แจงให้ผู้ปกครองที่กำลังสนใจหาที่เรียนให้ลูกได้ด้วย
ในกระทู้ดังกล่าว มีหลายหน้านะครับ อย่าลืมคลิกไปอ่านหน้าถัดไปด้วย
_________________
Investor Relation
SE-EDUCATION PCL.
ir@se-ed.com
http://www.se-ed.com/ir
Tel 02-739-8000 # 8
Back to top
MindTrick
Regular
Joined: 30 May 2007
Posts: 1138
Location: ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
Posted: Sun Aug 03, 2008 12:10 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
มาคิดอีกที
ถ้าอยากให้ได้ภาษาดีๆ ก็ส่งลูกไปนอก ตอนโตๆ ป.ตรี ป.โท เลยน่าจะดีกว่า
เพราะอย่างน้อย
1. ลูกจะรักเมืองไทยรักบ้าน กลับมาอยู่ใกล้ๆพ่อแม่สุขใจในตอนแก่
2. ไปตอนโต เสียเงินน้อย เพราะส่งไปสักปีสองปี ก็พูดพริ้วได้ และที่สำคัญ โตจนรับจ๊อบได้ หาเงินเป็นใช้เงินน้อยกว่าเด็กตัวจิ๋วอีก
_________________
^
"เมื่อคุณเริ่มทำสิ่งที่รักแล้ว วันต่อๆไปก็จะไม่ใช่การทำงาน"..Brian Tracy
state exact goal/then analyze what fail the goal/then act/if you don't start/dream still be a dream
หุ้นไม่ใช่แค่เศษกระดาษ มันมีคนทำงานจริง
Back to top
ปุย
Regular
Joined: 28 Nov 2003
Posts: 2023
Location: อาบู ดาบี - UAE -
Posted: Sun Aug 03, 2008 3:53 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
MindTrick wrote:
มาคิดอีกที
ถ้าอยากให้ได้ภาษาดีๆ ก็ส่งลูกไปนอก ตอนโตๆ ป.ตรี ป.โท เลยน่าจะดีกว่า
เพราะอย่างน้อย
1. ลูกจะรักเมืองไทยรักบ้าน กลับมาอยู่ใกล้ๆพ่อแม่สุขใจในตอนแก่
2. ไปตอนโต เสียเงินน้อย เพราะส่งไปสักปีสองปี ก็พูดพริ้วได้ และที่สำคัญ โตจนรับจ๊อบได้ หาเงินเป็นใช้เงินน้อยกว่าเด็กตัวจิ๋วอีก
เหอๆ เพื่อนผม 2-3 คน ไปเรียนโท เมกา ป่านนี้ยังทำงานอยู่นั่นอยู่เลย
เจอใน facebook มีรูปไป trip กับสาวต่างชาติเพียบ (เกาหลี - อินเดีย)
อืม ถ้าอยากให้ลูกไปเรียนเมืองนอก ทำไมไม่ลองไปหางานทำเมืองนอกเลยล่ะ
ผมไม่ได้หมายเทียบกับตัวผมนะ คือมีรุ่นน้อง เพิ่งเมล์ มาชวนไปทำงานที่ NZ
ผมก็ตอบเค้าไปว่า น่าสน อยากให้ลูก ไปเรียน high ที่โน่น (ตอนนี้ลูกผม อยู่ kg-อนุบาล เอง)
เค้าก็ตอบมาว่า ที่เค้าย้ายไปทำงานที่โน่น ก็เพราะอยากให้ลูกเรียนหนังสือที่โน่นเหมือนกัน โห ลูกเค้าเพิ่ง 2 ขวบเองมั้ง
แต่ medium term plan ผม อีกสัก 5-10 ปี ก็อยากไปทำงานที่โน่นเหมือนกัน
ได้เที่ยวด้วย
Back to top
..........................................
CK wrote:
ลูกผมถึงขนาดวันไหนเกเร ต้องขู่ว่า "จะไม่ให้ไปโรงเรียน"
เป็นเด็กดีขึ้นมาเชียว
เหมือนกันเลยครับ อิอิ
พี่ทศครับ
ผมเคยให้ลูกเรียน inter ครับ
เพราะคิดว่าเด็กจะซึมซับภาษาได้ง่ายกว่า
เนื่องจาก broca s area ในสมองกำลังเจริญในวัยนี้
ซึ่งต่างจากผู้ใหญ่ที่การเรียนภาษาอังกฤษจะยาก เพราะ broca หยุดเจริญไปแล้ว
ก็เลยเรียนอยู่ปีหนึ่ง
แต่ปรากฏว่า "ได้อย่างเสียอย่าง"
เด็กอินเตอร์จะเด่นด้านภาษาก็จริง
แต่ด้านคำนวน และด้านอื่นๆจะด้อยกว่ามาก
อันนี้อาจจะขึ้นกับโรงเรียนด้วยก็ได้
อย่างเซนต์คาร์เบรียลไม่มีปัญหานี้
แต่เครือคาทอลิคอื่นจะมีอยู่เนืองๆ
ทีนี้มีงานวิจัยว่า
เด็กที่เด่นด้านภาษาสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้น้อยกว่า
เด็กที่เด่นด้านคำนวนและวิทยาศาสตร์
อาจจะเป็นด้วยเรื่องอาชีพในอนาคตก็ได้มั้งครับ
ผมเลยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่
อยากให้เข้าสาธิตเกษตร
จะมีโรงเรียนอนุบาลหลายแห่งที่รับติวเข้าสาธิตโดยเฉพาะ
ผมดูแล้ว
แนวทางนี้ลูกผมชอบมากๆ
การเรียนค่อนข้างหนักเพราะต้องเตรียมสอบกับเด็กอื่นๆสามพันกว่าคน
แต่ถึงจะหนักเด็กก็ไม่เครียด
เพราะคุณครูเขามีเทคนิคการสอนที่ดี
มีเล่นสลับกันเป็นระยะๆ
เช่นเดียวกับการเรียนนอกหลักสูตรอื่นๆ
ดูจากภายนอกเหมือนว่าลูกเราจะเรียนหนัก
แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย
ทุกวันนี้
ถ้าเกเรเมื่อไหร่
ก็แค่ขู่ว่าจะไม่ให้ไปโรงเรียน
ก็จะเป็นเด็กดีขึ้นมาเชียว อิอิ
_________________
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
Back to top
MindTrick
Regular
Joined: 30 May 2007
Posts: 1138
Location: ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
Posted: Wed Aug 06, 2008 10:15 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
พี่หมอครับ
ช่วยขยายความหมาย "แนว"ของสาธิตเกษตร ได้ไหมครับ และมีโรงเรียนไหนพอจะ"แนว"ใกล้กับแนวนี้อีกบ้างครับ เผื่อคนที่ไม่สามารถเข้าสาธิตเกษตรจะได้เผื่อทางเลือก
_________________
^
"เมื่อคุณเริ่มทำสิ่งที่รักแล้ว วันต่อๆไปก็จะไม่ใช่การทำงาน"..Brian Tracy
state exact goal/then analyze what fail the goal/then act/if you don't start/dream still be a dream
หุ้นไม่ใช่แค่เศษกระดาษ มันมีคนทำงานจริง
Back to top
kongkang
Regular
Joined: 10 Nov 2006
Posts: 521
Location: KRATUMBAN
Posted: Thu Aug 07, 2008 3:39 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ใช่แนวเตรียมความพร้อม มากกว่าเร่งเรียน รึเปล่าคะ ที่เรียกว่าบูรณาการรึเปล่า
ว่าแต่น้องมายด์ ทำไมถึงสนใจล่ะ รึว่าเตรียมความพร้อมไว้ก่อน
Back to top
สามัญชน
Regular
Joined: 16 Aug 2003
Posts: 4496
Posted: Fri Aug 08, 2008 7:45 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
เครือสาธิตจะมี "แนว" คล้ายๆกันครับ
ไม่ว่าจะเป็น สาธิตจุฬา เกษตร ประสานมิตร ปทุมวัน ฯลฯ
คือทุกแห่งที่ตั้งชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "สาธิต" จะคล้ายๆกันหมด
แต่ฝีมือหรือความนิยมแต่ละแห่งจะแตกต่างกันบ้าง
แนวสาธิตจริงๆผมไม่ทราบนักครับ เพราะลูกยังไม่ได้เข้าไปเรียนเลย
และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเข้าไปหรือเปล่า
ทราบแต่แนวอนุบาลเตรียมเข้าสาธิตครับ
เขาเน้น เชาว์ปัญญา
ตัวการเรียนการสอนและแบบฝึกหัด จะคล้ายๆแบบทดสอบไอคิวหนะครับ
อันนั้นเป็นส่วนหนึ่ง
ที่เหลือก็เป็นคณิตศาสตร์
ภาษาไทย เป็นต้น
การเรียนจะค่อนข้างหนัก
เรียนสัปดาห์ละ 6 วัน จากเช้าจนเย็น
แต่ก็มีเล่นสลับกับเรียนด้วย
ลูกผมไม่เครียดนะ
กลับชอบซะอีก
ตอนนี้ลูกผมอ่านหนังสือได้แล้ว
อ่านโจทย์ข้อสอบได้ด้วย
แต่ถ้าอยากได้แบบชัดๆ
ต้องถามพี่ ck ครับ
เขาเตรียมตัวมานานและทำจนสำเร็จแล้ว
ลูกพี่เล็กสอบเข้าสาธิตจุฬาได้ด้วยครับ
ว่าแต่น้อง mind แอบไปมีลูกตั้งกะเมื่อไหร่ครับ
นึกว่ายังโสดซะอีก
แซวเล่นครับ
_________________
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
Back to top
njTAO
Regular
Joined: 18 Apr 2008
Posts: 274
Posted: Fri Aug 08, 2008 8:56 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
MindTrick wrote:
ลองดู โรงเรียนเพลินพัฒนาของ SE-ED
http://plearnpattana.com/index.php?option=com_frontpage&Itemid=24
ผมไป คอมพานีวิสิทมา ดูแล้ว ผมยังอยากกลับไปเรียนเองเลย
กับ โรงเรียน ของหนูดี อันนี้เจ้าของเป็นคนมีความคิดดี ผมรู้เท่านี้
http://www.vanessa.ac.th/index.php
ความคิดของผม
หนูดีเค้าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง เีรียนมาจากทางฝรั่ง ดังนั้นก็เลยเน้นไปทางการพัฒนาสมอง ไม่ทราบว่าสมองตรงไหน ยังไง (ไม่ทราบเลยครับ) แต่รู้สึกว่าตอนคุณแม่หนูดีเค้ามาเปิดโรงเรียนสอนหนูดีเองเพราะได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Freedom and Beyond (คล้ายกับท่านอดีตผู้นำ ที่ผมเคยได้ยินมาว่าท่านเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมเพราะหนังสือชื่อ Third Wave)
เคยได้ยินโรงเรียนวอลดอร์ฟ มั๊ยครับ เกิดขึ้นจากแนวคิดของนักปรัชญาชาวเยอรมัน Rudolf Steiner มีสาขาไปทั่วโลก เค้าเน้าความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะและการคิดแบบใช้ญาณสังหรณ์ เพื่อพัฒนาคนทั้งทางปัญญา สังคม และจิตใจ เมืองไทยก็มีครับ ชือไทยๆ ลงท้ายด้วยวอลดอร์ฟ
โรงเรียนนี้เขาจะไ่ม่ให้เด็กดูทีวี ใช้คอมพิวเตอร์ (งั้นก็คงไม่ใ้ห้ฟังวิทยุด้วยรืเปล่า (แล้วก็ไม่น่าจะมีการใช้ไมโครโฟน(คงห้ามใช้ไฟฟ้าด้วยมั้ง ... โอ้ย ))) คือ เขาว่าต้องการให้เด็กอยู่กับศิลปะมากที่สุด มีการเล่นดนตรีด้วย ผมว่าได้ถึงขนาดคิดออกมาเป็นภาพ และสามารถสื่อสารเป็นภาพ หรือผ่านทางคลื่นได้ ก็น่าส่งไปเรียน เพราะมันเป็นล้ำหน้าไปกว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ปัจจุบันเป็นไหนๆ
แต่ถ้าไม่ได้ขนาดนั้น วันหนึ่งเด็กเขาต้องออกมาอยู่ในสังคม ก็ไม่พ้นสื่อพวกนี้ ไม่รู้จะกลายเป็นผลดีหรือผลเสียครับ
......................
..........................
............................................
.........................................
"ตลาดการศึกษานานาชาติลงทุนเพื่ออนาคตคนรุ่นใหม่"
โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข จิตติมา คุปตานนท์
นิตยสารผู้จัดการ( ตุลาคม 2536)
--------------------------------------------------------------------------------
การเปิดเสรีโรงเรียนนานาชาติในรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวแบบก้าวกระโดดด้านวัฒนธรรมการศึกษาและวิดีทัศน์แบบโลกานุวัตร สมัยใหม่ขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางระดับสูงของไทย ซึ่งกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดการศึกษาที่น่าลงทุนเพื่ออนาคตมากๆ ยามเช้าตรู่ ก่อนจะไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย กิจวัตรประจำวันของ ดร.วรภัทร โตธนะเกษม คือพา "ปอย" ลูกสาวคนเดียวไปส่งถึงห้องเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งที่โรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น ลาดพร้าว ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน
ดร.วรภัทรเป็นตัวอย่างความวิตกกังวลที่เห็นและเป็นอยู่ของพ่อแม่ชนชั้นกลางระดับสูงยุคใหม่ที่มีลูกเพียงคนเดียว และพร้อมที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพงไม่ต่ำกว่า 150,000-250,000 บาทต่อปี เพื่อส่งเสริมให้ลูกสาวตัวน้อยๆ ได้มีโอกาสศึกษา "โรงเรียนนานาชาติ" เร็วกว่าที่ตนเคยสัมผัสมาสมัยเป็นเด็กที่ได้รับทุนเอเอฟเอสและทุนแบงก์กสิกรไทยเรียนปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกา
แปดปีในอเมริกา ทำให้ดร.วรภัทรเห็น "คุณค่าการศึกษาในต่างประเทศ" ที่เปิดวิสัยทัศน์อันเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดที่สร้างโอกาสก้าวไกลกว่าคนอื่น และพลิกผันชีวิตเด็กบ้านนอกอย่างเขาให้สามารถไต่เต้าฐานะทางสังคมสู่วงการระดับสูงได้ ปัจจุบันดร.วรภัทรดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดกร ธนาคารกสิกรไทย สถาบันการเงินชั้นนำของไทย
"เด็กรุ่นผม มาถึงจุดนี้ได้เพราะสังคมเปิดโอกาส แต่วันนี้มันไม่ใช่..เด็กวัดไม่มีโอกาส ทุกอย่างต้องแข่งขันกันมากๆ เด็กรุ่นใหม่ที่พ่อแม่มีฐานะส่งไปเรียนเมืองนอก ต่างพูดฝรั่งไม่มีเพี้ยน ในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า อนาคตเศรษฐกิจจะอยู่ในมือพวกเขา ถ้าเราไม่เตรียมการศึกษาให้ ลูกจะมีความรู้ไม่ทัดเทียมเขา ผมจึงอยากให้ลูกเรียนภาษาตั้งแต่เด็ก ๆ พอสัก 6-7 ปี ที่ภาษาอยู่ตัว จึงจะเข้าระบบเรียนโรงเรียนไทย" ดร.วรภัทรเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่เลือกส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น เฉกเช่นเดียวกับ ขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการบริหารธนาคารไทยทนุ
โลกานุวัตรของคนรุ่นพ่อแม่ซึ่งแตกเนื้อหนุ่มในยุคทศวรรษ 60 และขณะนี้อายุขึ้นต้นด้วยเลขสี่ ปรากฏตัวและเติบโตในรูปของเศรษฐีใหม่-เจ้าของกิจการ-มืออาชีพผู้บริหารระดับสูงที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจแบบลูกโป่งในระยะ 5 ปีมานี้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ฉับไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากเป็นพิเศษเช่นธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับการส่งออก-นำเข้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ บริการ-จัดการ ธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจตลาดเงินตลาดหุ้น
บทบาทของเศรษฐีใหม่หรือชนชั้นกลางระดับสูงนับวันจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพราะส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่ไต่เต้าเขยิบฐานะทางสังคมจากความสามารถของตัวเองเป็นหลัก และสั่งสมฐานเงินทุนและแผ่ขยายทุนในเชิงโลกานุวัตรยิ่งกว่ารุ่นพ่อแม่เคยทำมา
พฤติกรรมของชนชั้นกลางรุ่นใหม่นี้ จึงมีหลักการชีวิตที่ปฏิเสธการผูกขาดที่จะลิดรอนเสรีภาพและโอกาสที่จะแสวงหาความร่ำรวย ปฏิเสธระบบราชการและการควบคุมจากราชการ แต่ก็ต้องการและรู้วิธีการหาประโยชน์จากความเละเทะในกลไลราชการ ผ่อนคลายในประเพณี ศีลธรรมและค่านิยมแบบดั้งเดิมของสังคม เข้าใจและเอาใจใส่ต่อกลไกและการเปลี่ยนแปลงของโลกว่า โลกทุกวันนี้พ้นขอบเขตจากพรมแดน กลายเป็นพลเมืองโลกมากกว่าพลเมืองไทย และเชื่อในเรื่อง SOCIAL MOBILIZATION
จากผลสำรวจอาชีพผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา ซึ่งมีเด็กไทยเรียน 447 คนหรือ 25% ของนักเรียนทั้งหมด 1,791 คน จะพบว่าพ่อแม่เด็ก 35.41% อยู่ในระดับบริหารของธุรกิจชั้นนำ และอีก 31.25% เป็นเจ้าของกิจการ ขณะที่เป็นข้าราชการไทยประจำกระทรวงต่างประเทศ 16.28% และลูกเจ้าหน้าที่สถานฑูตมาเรียนเพียง 2.84% เท่านั้น
ถ้ารายได้ของครอบครัวต่ำกว่า 150,000 บาทต่อเดือน ก็เมินเสียเถอะ! ที่จะส่งลูกเข้าเรียนหลักสูตรนานาชาติ ยกเว้นแต่เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้รับส่วนลดหย่อนค่าเล่าเรียนประมาณ 58%
ในปีการศึกษา 2535-36 จากตัวเลขของกระทรวงศึกษาธิการ ครอบครัวคนไทยระดับสูงที่ส่งลูกหลานนักเรียนไทยไปเรียนในโรงเรียนนานาชาติสิบแห่งมีจำนวนมากถึง 1,816 คนหรือ 21% ของจำนวนทั้งสิ้น 8,596 คน
แต่น่าสังเกตว่า โรงเรียนที่มีสัดส่วนเด็กไทยเรียนมากที่สุด ส่วนใหญ่เพิ่งตั้งขึ้นในปี 2535 เช่น นานาชาติเซนต์จอห์นมีนักเรียนชั้นปี 1-3 รวม 76 คน แต่เป็นเด็กไทยถึง 60 คนหรือ 78% หรือนานาชาติเอกมัยมีเด็กไทย 555 คนจากจำนวน 815 คน
จนเป็นที่น่าสงสัยว่า โรงเรียนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ในหลักสูตรนานาชาติ หากรับเด็กไทยเข้าเรียนมากเกินกึ่งหนึ่งเช่นนี้ แทนที่จะกระจายสัดส่วนรับเด็กชายอื่นๆ บ้าง!?
โดยทั่วไปหลักสูตรนานาชาติจะมีวิชาพื้นฐานหลักๆ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และครอบคลุมไปยังวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลป การออกแบบ และพลศึกษาโดยมีครูผู้สอนและหลักสูตรที่ถ่ายทอดกระบวนการรู้เป็นภาษาอังกฤษ ที่แฝงด้วยวัฒนธรรมตะวันตกแบบรู้หน้าที่และทำงานเป็นทีม มีเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนภายในห้องเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนแค่ 20 คน
"โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษาของเราจะมีโควต้ารับเด็กไทยประมาณร้อยละ 30 จากจำนวนเด็กใหม่ทั้งหมดที่รับแต่ละปีประมาณ 200 คน เพราะหากเรารับเด็กไทยมากเกินไปจะไม่เป็นผลดีต่อเด็กเอง" นี่คือคำบอกเล่าของอาจารย์ ถวิดา พิชเยนทรโยธิน บุตรสาวพันเอกถนัด คอมันตร์ อดีต รมว.ต่างประเทศ อาจารย์ถวิดาเป็นอดีตศิษย์เก่าร่วมฤดีฯ และเข้ารับงานบริหารโรงเรียนแห่งนี้มานานกว่า 10 ปี
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าจับตาถึงผลกระทบของนโยบายกดดันของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดสัดส่วนเด็กไทยกับเด็กต่างชาติในอัตราส่วน 50 ต่อ 50 ก็อาจจะทำให้ขีดจำกัดของโรงเรียนนานาชาติที่เพิ่งตั้งใหม่ ต้องกระทบกระเทือน
"ดิฉันเห็นด้วยที่กระทรวงมีการกำหนดสัดส่วนดังกล่าว เพราะถ้าหากนานาชาติมีเด็กไทยร้อยเปอร์เซนต์แล้วก็ไม่ได้เป็นนานาชาติแต่อย่างไร" อาจารย์ลักขณา ตะเวทิกุล ให้ความเห็นในฐานะเจ้าของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ ดิษยะศริน และแม่ของลูกสาวคนเก่งได้แก่ นิศานาถ (กิ๊บ) ลลิตา (แพม) ทั้งสองมีชื่อเสียงจากการเป็นนักร้องยุวชนยอดเยี่ยมปี 1990 และพิธีการรายการ "จิ๋วแต่แจ๋ว" กับ "ทอป สตาร์ พาเลส" ที่ช่อง 3 และพัชราลักษณ์ (เลดี้)
ทั้งสามได้รับการศึกษาอยู่ที่ร่วมฤดีวิเทศศึกษาและสิ้นปีการศึกษานี้ หลังจากเรียนจบไฮสกูล เกรด 12 แล้วนิศานาถจะต้องไปเรียนต่อยังสหรัฐอเมริกาพร้อมกับน้องแพม
"หลังจากกิ๊บเรียนจบเกรด 12 แล้วก็คิดว่าจะไปอเมริกา ตอนนี้ก็ดูข้อมูลหลายๆ มหาวิทยาลัยเราต้องเตรียมตัวมากเรื่องคณิตศาสตร์ ยิ่งคะแนนสูงยิ่งมีโอกาสติดทอปเทน และถ้าเราทำกิจกรรมเยอะๆ ก็จะดีต่อตัวเรา ไม่ใช่เก่งเรียนอย่างเดียว" นิศานาถเล่าให้ฟัง
ตัวเลขนักเรียนไทยที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความตื่นตัวของตลาดการศึกษาที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายเปิดเสรีโรงเรียนนานาชาติ ที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนสถานศึกษาแก่ลูกหลานนักลงทุนชาวต่างประเทศ
ต่อมาในรัฐบาลยุคอานันท์ ปันยารชุน ได้สานต่อนโยบายนี้จนสำเร็จ และยังเปิดเสรีเต็มที่ให้โรงเรียนนานาชาติรับเด็กไทยเข้าเรียนได้ โดยยกเลิกเงื่อนไขข้อที่ว่า ต้องเป็นลูกหลานคนไทยที่เกิดหรือเคยเรียนหนังสือต่างประเทศมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
บรรดาพ่อแม่ต่างไชโยโห่ร้อง ที่ไม่ต้องส่งลูกไปศึกษาไกลถึงต่างประเทศ ขณะที่เจ้าของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในหลักสูตรภาษาไทย ก็เริ่มมองเห็นลู่ทางลงทุนตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ขึ้นมา เพื่อสนองตอบความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเศรษฐีใหม่ หรือชนชั้นกลางระดับสูง ที่เคยผ่านการศึกษาจากต่างประเทศหรือเกี่ยวข้องระหว่างประเทศมา
กรณีของครอบครัวผู้ดีไทยแท้ที่สืบเชื่อสายสกุล "กุญชร ณ อยุธยา" อย่างมลุลี ปิ่นสุวรรณ์ อดีตครูไทยที่เคยสอนในโรงเรียนนานาชาติ และปัจจุบันเปิดร้านอาหารไทยที่อินโดนีเซียมีชื่อเสียงมากด้านขนมอร่อยจนต้องเปิดสอนสตรีชาวต่างประเทศ เป็นตัวอย่างชีวิตต่างแดนของคนไทย ซึ่งสามีทำงานอยู่อินโดนีเซีย มีลูกสี่คนที่ล้วนผ่านการศึกษาต่างประเทศ ลูกชายคนเล็ก "นิคกี้" หรือชื่อไทยว่า "อานนท์" ก็เกิดที่นั่นและศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนนานาชาติอินโดนีเซีย เมื่อต้องกลับมาเมืองไทย ลูกชายคนเล็กปรับตัวยากมาก เกิดอาการ CULTURE SHOCK พูดไทยไม่ชัดแต่พูดภาษาอังกฤษและอินโดนีเซียเป็นภาษาแม่ไม่ชอบคบคนไทยเพราะถูกล้อเลียนเรื่องชื่อว่า "นิคกี้" ชื่อเหมือนหมา" และรู้สึกว่าคนไทยหัวเราะมากเกินไป จนเขาแยกแยะไม่ออกว่า LAUGHT หรือ LAUGH WITH
"พี่คิดว่าระบบการศึกษาแบบอเมริกันให้โอกาสคนและยืดหยุ่น สำหรับลูกถ้าเข้าเรียนโรงเรียนไทย เขาอาจจะมีปมด้อย แต่ตอนนี้เขาเรียน I.S.B. ซึ่งมาตาฐานดีมากๆ และแคร์เด็ก อย่างพี่ไปเยี่ยมลูกสาวคนโตที่อเมริกา หนึ่งเดือน ลูกชายอยากไปด้วย แต่ไม่ได้ไป พอกลับมาทราบจาก PROGRESSIVE REPORT ของโรงเรียนว่าไม่ทำการบ้านเลย ทางครูทุกคนก็ประชุมกับผู้ปกครองทำ OPEN HOUSE ช่วยกันให้ความสนใจปัญหาจริงใจ ทุกวันนี้เขาเรียนเกรด 7 และเมื่อจบเกรด 8 ก็คิดว่าจะส่งเขาไปเรียนไฮสกูลที่อเมริกา โรงเรียนเดียวกับที่พ่อเขาเคยเรียน" มลุลีเล่าให้ฟังถึงวิถีที่เลือกแล้วของลูกชายคนเล็ก
เพียงชั่วระยะเวลาปีเดียวหลังเปิดเสรีในปี 2534 ปรากฏรายชื่อที่กระทรวงศึกษาธิการยาวเหยียดจากเดิมที่มีอยู่นานแล้ว 5 แห่งคือสถานศึกษานานาชาติ (I.S.B) ร่วมฤดีวิเทศศึกษา (R.I.S) บางกอกพัฒนา สมาคมไทย-ญี่ปุ่น และนานาชาติเชียงใหม่ โดย I.S.Bกับร่วมฤดีและนานาชาติเชียงใหม่ได้รับรองวิทยฐานะจาก WASC(WESTERN ASSOCIATION OF SCHOOLS AND COLLEGEES) สามารถเข้าศึกษาต่อที่อื่นได้ทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
ช่วงปีแห่งการท้าทาย ตลาดเสรีที่ต้องแข่งขันกันในตลาดการศึกษานานาชาติ ระหว่างปี 2535-37 จะมีโรงเรียนนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ถึง 16 แห่ง สำหรับปีที่แล้ว สถานศึกษาที่เปิดรับเด็กใหม่มีเพียง 5 แห่งคือ อนุบาลนานาชาติดิษยะศริน นานาชาติเซนต์จอห์น นานาชาติเอกมัย นานาชาติใหม่แห่งประเทศไทย และไทยซิกข์นานาชาติ
ส่วนปีหน้า 2537 โรงเรียนนานาชาติจะเกิดขึ้นมหม่ 11 แห่ง แยกตั้งในกรุงเทพ 3 แห่ง คืออนุบาลนานาชาติสารสาสน์ มัธยมนานาชาติ ประชาคมนานาชาติ และกระจายตามหัวเมืองบริวารสำคัญๆ เพื่อสนองตอบนักลงทุนชาวต่างประเทศที่อยู่ในต่างจังหวัด ได้แก่โรงเรียนนานาชาติจักรวาลตั้งที่อ.ปากช่อง นครราชสีมา โรงเรียนนานาชาติอัสสัมชัญที่ชลบุรี นานาชาติการ์เดนที่ระยอง นานาชาติภูเก็ต นานาชาติพัฒนาที่สมุทรปราการ นานาชาติพัทยาที่ชลบุรีและเยอรมันคริสเตียนเชียงใหม่ ที่อ.สารภี
รายล่าสุดคือโครงการโรงเรียนนานาชาติของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งเซ็นสัญญากับ "ดัลลิชคอลเลจ" สถาบันการศึกษาแนวหน้าแห่งสหราชอาณาจักรที่ผู้ดีไทยนิยมส่งลูกหลานไปเรียน บุคคลชั้นนำที่เคยเป็นศิษย์เก่า เช่น ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผู้อำนวยการมูลนิธิโครงการหลวง อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี อาสา สารสิน ประธานกรรมการบริษัทผาแดงอินดัสทรี และปกรณ์ ทวีสิน ประธานธนาคารไทยทนุ
โรงเรียนประจำแบบสหศึกษาภายใต้ชื่อ "ดัลลิชคอลเลจ (ประเทศไทย)" แห่งนี้จะเกิดขึ้นบนเนื้อที่ 1,000 ไร่บนเกาะภูเก็ต ที่รายล้อมด้วยสนามกอล์ฟเขียวขจีและมหาวิทยาลัยนานาชาติรังสิต
หลักสูตรปฐมนิเทศพิเศษของดัลลิช คอลเลจ(ประเทศไทย) นี้จะเริ่มต้นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2538 ซึ่งจะเปิดรับนักเรียน "รุ่นก่อตั้ง" จำนวน 150 คนเพื่อรับเข้าติวเข้มด้านภาษาอังกฤษ และเรียนรู้การอยู่โรงเรียนประจำตามแบบฉบับอังกฤษ
จะเห็นได้ว่า ประเภทผู้ขอตั้งใหม่ก็มีหลากหลายวัตถุประสงค์ เช่น องค์การสหประชาชาติขอตั้งโรงเรียน "นานาชาติใหม่แห่งประเทศไทย" (IST) สำหรับลูกเจ้าหน้าที่ยูเอ็นที่ประจำอยู่ในประเทศไทย โดยใช้สถานที่เดิมของ I.S.B ที่ซอยสุขุมวิทซอย 15 ส่วน I.S.B ได้ย้ายไปยังที่แห่งใหม่เนื้อที่กว้างขวางถึง 80 ไร่บริเวณที่นิชดาธานี ปากเกร็ด นนทบุรี
สำหรับโรงเรียนไทยซิกข์นานาชาติที่สมุทรปราการจัดตั้งขึ้นตามเชื้อชาติ ศาสนา เปิดสอนหลักสูตรแบบอเมริกัน มีทั้งหมด 12 เกรด ปรากฏว่ามีเด็กไทยซิกข์ที่เกิดในประเทศไทยเข้าเรียนมากถึง 404 คนหรือ 75% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 535 คน
บางรายก็มุ่งเจาะตลาดคนไทย เช่น โรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์นและนานาชาติเอกมัย ล่าสุดที่โรงเรียนสาธิตเกษตร ซึ่งไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการก็คาดว่าจะเปิดหลักสูตรนานาชาติขึ้นในปีหน้า โดยเน้นกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการวัฒนธรรมความเป็นไทยเป็นหลัก แม้ว่าจะใช้หลักสูตรระบบอเมริกันและครูชาวต่างประเทศก็ตาม
"คนที่เป็นไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจสาขาใดก็ตาม ดิฉันคิดว่าเขาคงอยากให้ลูกมีความเป็นไทย มีวัฒนธรรม มารยาทดีงาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องภาษาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตการงานต่อไป" อาจารย์ จงรักษ์ ไกรนาม ครูใหญ่โรงเรียนสาธิตเกษตรให้ความเห็น
ตามแผนการเปิดรับนักเรียนหลักสูตรนานาชาติของสาธิตเกษตร ปีแรกจะเปิดรับเฉพาะชั้นป.1 -ป.3 ห้องละ 20 คน ส่วนในปีถัดไปจะรับเฉพาะเด็ก ป.1 เท่านั้น โดยชั่วโมงเรียนประมาณ 33 ชม.ต่อสัปดาห์ และจะมีชั่วโมงเรียนวัฒนธรรมไทยอาทิตย์ละ 2 คาบ
อัตราเก็บค่าเล่าเรียนของหลักสูตรนานาชาติสาธิตเกษตรจะอยู่ในเกณฑ์สูงมากปีละไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งรวมค่าเล่าเรียน หนังสือตำรา และอาหารแต่ไม่มีบริการรถรับ-ส่งนักเรียน
"ค่าเล่าเรียนนี้เราคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไป เงินเดือนครูเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุด เช่นต้องจ้างอาจารย์ประจำชาวต่างประเทศมีเงินเดือนๆ หนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 เหรียญสหรัฐ นอกเหนือจากสวัสดิการอื่นๆ" อาจารย์จงรักษ์เล่าให้ฟัง
เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนเกณฑ์มาตรฐานโลกของโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้นำการศึกษาด้านนี้มานานอย่าง I.S.B จะพบว่าระดับอนุบาล
(KINDERGARTEN) เกรด 5 จ่ายค่าเล่าเรียนปกติปีละ 179,300 บาทบวกกับค่าลงทะเบียนแรกเข้า 71,000 บาท ไม่รวมอัตราค่ารถอยู่ระหว่าง 27,000-41,000 บาทซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล
แต่ถ้าต้องเรียน ESL(ENGLISH AS A SECOND LANGUAGE) เสริมทักษะภาษาอังกฤษ ก็จ่ายเพิ่มเติมตามลำดับ LEVEL A=71,400 บาท B=61,000 บาท C=50,700 บาท
สำหรับระดับเกรด 6-8 (MIDDLE SCHOOL PROGRAM) ค่าเล่าเรียนปกติ 195,200 บาท และระดับไฮสกูล เกรด 9-12 จะจ่ายค่าเล่าเรียนปีละ 199,300 บาท
นักเรียนไทยที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษก็ต้องติวเข้ม ESL โดย LEVEL A จ่าย 74,900 บาท B=53,200 บาทและ C=30,000 บาท
"โรงเรียนของเราจัดว่าการเรียนการสอนนานาชาติที่ดีที่สุด เรามีครู่ที่เก่งที่คัดเลือกจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของอเมริกา เมื่อเทียบกับการส่งลูกคุณไปเรียนต่างประเทศ ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงผมคิดว่าที่นี่จะเป็นสถานศึกษาที่ดีที่สุดที่ให้การศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกอันโออ่าและกว้างขวาง" มร.ROBERT W.BREWITT ผู้อำนวยการที่บริหาร I.S.B มาแล้วสิบปีเล่าให้ฟัง
อย่างไรก็ตาม ค่าเล่าเรียนที่แพงมากเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ปกครองนักเรียนซึ่งพร้อมจะจ่ายแต่ปัญหาเรื่องสถานที่ตั้งของโรงเรียนซึ่งโยกย้ายมาอยู่นอกเมือง ห่างไกลจากใจกลางเมืองอย่างลิบลับถือว่าเป็นข้อพิจารณาประการแรกสุดของพ่อแม่ที่ไม่ต้องการให้ลูกต้องทุกข์ทรมานกับการเดินทางยาวนานเกินไป เพราะปัญหาการจราจรติดขัดมากๆ
เมื่อสองปีที่แล้ว เป็นที่ปริวิตกของผู้ปกครองโรงเรียนนานาชาติชั้นนำสองแห่ง I.S.B และร่วมฤดีวิเทศศึกษา (R.I.S) ว่า ถ้าโรงเรียนย้ายจากใจกลางเมืองย่านสุขุมวิทไปอยู่ชานเมือง นนทบุรีและมีนบุรี จะให้ลูกลาออกดีหรือไม่ ?
แต่ด้วยระบบบริการรับ-ส่งนักเรียนอันทันสมัยและมีประสิทธิภาพการจัดการของมนตรีทรานสปอร์ต ซึ่งเป็นผู้คุมตลาดโรงเรียนนานาชาติเกือบทุกแห่ง ทำให้ความวิตกกังวลแทบไม่มี
"ตอนที่เราย้ายจากซอยร่วมฤดีมาอยู่ที่นี่ อัตราการเพิ่มของนักเรียนเป็นแบบก้าวกระโดดอย่างเด่นชัดเพราะแคมปัสใหญ่ขึ้นจำนวนห้องมากขึ้น แต่ยังคงรักษาจำนวนนักเรียนต่อห้องไว้ประมาณ 20-25 คนเท่านั้น" อาจารย์ถวิดา ครูใหญ่โรงเรียนร่วมฤดีฯ เล่าให้ฟัง
ในอดีต ปี 2532 โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษามีนักเรียนเพียง 528 คน แต่ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีอัตราก้าวกระโดดทะยานขึ้นสู่หลักยอดรวมถึง 1,791 คน โดยมีนักเรียนจาก 43 เชื้อชาติ
ถึงกระนั้นก็ตาม ก็มีเสียงบ่นจากผู้ปกครองบางคนว่า แม้โรงเรียนจะมีบริเวณกว้างขวางใหญ่โตขึ้น เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เช่นสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามกีฬา แต่เมื่อนักเรียนบางกลุ่มที่บ้านอยู่ไกลต้องรับกลับ ก็ทำให้ไม่สามารถใช้บริการจากสิ่งเหล่านี้ได้เต็มที่
จุดนี้เองที่ทำให้ โรงเรียนนานาชาติขนาดเล็กที่เพิ่มตั้งขึ้นใหม่ จึงยึดหัวหาดอยู่ในใจกลางกรุงเทพย่านที่อยู่ชาวต่างประเทศ แถบบริเวณถนนสุขุมวิท พระโขนง และถนนสาธร ยานนาวาเป็นหลัก เช่นอนุบาลนานาชาติสารสาสน์ที่ยานนาวา มัธยมนานาชาติที่พระโขนง ประชาคมนานาชาติที่ยานนาวา เป็นต้น
แต่บนเส้นทางถนนลาดพร้าว ซึ่งมีโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น เป็นแหล่งศึกษาเพียงแห่งเดียวที่ได้เปรียบด้านที่ตั้ง สามารถดึงดูดใจผู้ปกครองที่ฐานะสูงบริเวณย่านนั้นให้ส่งลูกๆ มาเรียนที่นี่มาก
แม้บางครั้งจะมีเสียงบ่นจากพ่อแม่เด็กว่า สิ่งแวดล้อมบางด้านของนานาชาติเซนต์จอห์นไม่เอื้ออำนวยต่อพัฒนาการของเด็กเท่าที่ควร เช่นสนามหญ้าเทียมมีเนื้อที่แคบเกินไปสำหรับเด็กวิ่งเล่นการปนเปหลักสูตรต่างๆ ทั้งประถม มัธยม และอาชีวะในสถานที่เดียวกันเป็นภาพน่าวุ่นวายใจสำหรับผู้ปกครองเด็ก
"ต่อไปในอนาคตอาคารทั้งหลังนี้จะเป็นของโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น แล้วเด็กโตจะย้ายออกไปอยู่อาคารหลังใหม่ที่จะสร้างเสร็จเร็วๆ นี้ ทำให้เรามีเนื้อที่จัดสรรได้เหมาะสมมากขึ้น" MR.ALUN R.THOMAS ครูใหญ่ที่รับภารกิจบริหารหลักสูตรใหม่นี้เล่าให้ฟัง
แต่ปัญหาความคับแคบของสถานที่โรงเรียนเซนต์จอห์น ซึ่งมีหลักสูตร "ครบวงจร" มากที่สุดในตลาดการศึกษา ได้กลายเป็นข้อเปรียบเทียบกับโรงเรียนสาธิตเกษตร ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ปีหน้าจะเปิดหลักสูตรนานาชาติโดยใช้จุดแข็งในแง่ภาพพจน์ความเป็นโรงเรียนสาธิตและอาณาบริเวณโรงเรียนที่กว้างขวางกว่ามากๆ
จุดนี้อาจจะกระตุ้นให้พ่อแม่ซึ่งต้องการสรรหาสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดแก่ลูกอาจต้องเปลี่ยนย้ายไปอยู่ที่ใหม่ แม้จะพอใจกับระบบการเรียนการสอนของนานาชาติเซนต์จอห์นก็ตาม
ธุรกิจการศึกษาในระยะยาวในรูปแบบองค์กรไม่แสวงหากำไร จึงเป็นเหมือนน้ำซึมบ่อทราย ที่ต้องการสร้างความเชื่อถือในรูปภาพพจน์ และชื่อเสียงของสถาบันให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง
แม้ว่าต้นทุนการลงทุนด้านนี้จะสูงมาก เพราะต้องจ้างครูชาวต่างประเทศด้วยผลตอบแทนเทียงเคียงมาตรฐานสากล เงินเดือนไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากสวัสดิการค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาลและอื่นๆ
ด้านการลงทุนตำราเรียนก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และอุปกรณ์เครื่องมือการสอนต้องทันสมัย ซึ่งจะมีบริษัทมืออาชีพต่างประเทศจัดทำหลักสูตรเป็นชุดให้
จากต้นทุนการศึกษาที่แพงมากนี้ ทำให้ค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติมีอัตราสูงมาก เมื่อเทียบกับค่าเล่าเรียนทั่วไปของโรงเรียนไทย แต่จะอยู่ในมาตรฐานใกล้เคียงกับโรงเรียนเอกชนในต่างประเทศ
"หากมองในแง่ธุรกิจ จะว่าเสี่ยงก็เสี่ยง แต่ถ้าเรามองในแง่การศึกษา ก็จะไม่มีความเสี่ยงมากมากอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร…เราถือว่าเราทำวิชาชีพนี้ด้วยใจรัก" อาจารย์ลักขณา ตะเวทิกุล เจ้าของโรงเรียนอนุบาลดิษยะศริน ซึ่งร่ำเรียนวิชาการบริหารการศึกษาระดับปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกาเล่าให้ฟัง
ประสบการณ์ที่เคยทำงานด้านเนอสเซอรี่เด็กและได้รับการถ่ายทอดวิชาจากคุณปู่คุณย่าซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียน บวกกับวิชาการที่ศึกษาจากอเมริกาทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจโรงเรียนอนุบาลดิษยะศรินขึ้นมาเองจากทุนส่วนตัว และต่อมาได้เปิดสอนหลักสูตรอนุบาลนานาชาติ เพื่อตอบสนองปัญหาขาดแคลนที่เรียนของลูกนักธุรกิจชาวต่างประเทศและเจ้าหน้าที่สถานฑูตต่างๆ
อนุบาลนานาชาติดิษยะศรินจะรับเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบจนถึง 6 ขวบ โดยจัดแบ่งเวลาสองปีสำหรับเนอสเซอรี่ ซึ่งค่าเล่าเรียนเก็บ 16,000 บาทต่อเทอม และอีกสองปีสำหรับชั้นอนุบาลที่เก็บ 18,000 บาทต่อเทอม ไม่รวมค่ารถที่อยู่ระหว่างเดือนละ 800-1,500 บาท ปัจจุบันมีนักเรียนประมาณ 150 คนเป็นคนไทย 20 คน ต่างชาติ 130 คน
"สัดส่วนเด็กไทยต่อเด็กต่างชาติประมาณ 15 ต่อ 85 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่เดิมพ่อแม่เด็กไทยจะส่งเรียนหลักสูตรนานาชาติน้อยมากเพราะแม้เขาเรียนจบแล้ว ก็ไม่สามารถเรียนต่อในโรงเรียนนานาชาติได้ แต่ขณะนี้ทำได้แล้วเพราะเปิดเสรีให้คนไทย" เจ้าของอนุบาลนานาชาติดิษยะศรินเล่าให้ฟัง
การเปิดเสรีภาพการศึกษานานาชาติจะวางตำแหน่งลูกหลานของครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงไปในทิศทางที่พวกเขาสามารถจะ INTERGRATE ตัวเองเข้าไปในภูมิภาคแห่งโลกานุวัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เป็นเรื่องน่าจับตาถึงอำนาจเศรษฐกิจภายใต้กำมือของกลุ่มชนชั้นนำที่มีไม่ถึงหมื่นคนนี้ !?
--------------------------------------------------------------------------------
Copyright © 2004 Manager Media Group Public Company. All Rights Reserved.
อ่านๆอยู่เจอคำว่า ลูกพี่ทศ เข้าไป ก็คิดถึงตนเอง นี่เรากำลังหาโรงเรียนให้ลูกอยู่เหมือนคนในกระทู้เลยแฮะ
รู้สึกเหมือนเดินผ่านไปร้านฟูจิในห้างแถวๆบ้าน แล้วมีคนประกาศออกไมค์ คุณ ทศ ๑ที่ ค่ะ
แต่อันนี้เห็นบนเน็ท
http://www.thaivi.com/mobile/thread.php?topic_id=37681
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=32397&highlight=inter
http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=5777
...............................
..........................
..........................
...................
สอบถามเรื่องโรงเรียนนานาชาติครับ
สอบถามเรื่องโรงเรียนนานาชาติครับ
Author: อินทรีทอง
Posted: 04/14 10:59 AM
มีใครมีข้อมูลหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับร.ร.นานาชาติบ้างหรือเปล่าครับ เห็นกระแสปัจจุบันส่วนมากจะเน้นไปที่ร.ร.สาธิตกันซะเป็นส่วนมาก รบกวนช่วยแชร์ประสบการณ์หรือความคิดเห็นกันหน่อยครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: kornjackrit
Posted: 04/14 01:54 PM
ผมมีเพื่อนที่จบจาก โรงเรียนนานาชาติครับ
ผมว่าการเรียนโรงเรียนนานาชาติทำให้มีข้อได้เปรียบ
กว่าเด็กไทยในแง่ของการพูดและการเขียนภาษาอังกฤษ
เพราะใช้ทุกวัน
แต่ในเรื่องของ Grammar ผมว่าเด็กอินเตอร์ก็ไม่ค่อยได้เปรียบมากครับ
เด็กไทยที่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษทั้งจากในโรงเรียน
และสถาบันกวดวิชามักจะทำคะแนนในส่วนนี้ได้ดีเท่าๆกับเด็กอินเตอร์
ดังนั้นถ้าเด็กกลุ่มนี้ได้มีโอกาสฝึกพูดและฝึกเขียน
ข้อได้เปรียบของเด็กอินเตอร์ก็จะน้อยลงครับ
ผมจึงคิดว่าการเรียนในโรงเรียนนานาชาติอาจจะไม่มีความจำเป็นมากเท่าไหร่
แต่การฝึกภาษาอังกฤษที่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่ และการไปแลกเปลี่ยนช่วงปิดเทอมบ่อยๆ
น่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัีก
กับการเรียนโรงเรียนอินเตอร์( จริงๆผมว่าได้ประสบการณ์มากกว่าด้วยครับ )
อย่างไรก็ตามที่งบประมาณเอื้ออำนวยการเรียนโรงเรียนอินเตอร์
ก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกันครับ แต่ผมว่าน่าจะให้เรียนต่ออยู่ระดับมัธยม
มากกว่าเรียนตั้งแต่ระดับประถม เพราะอย่างน้อยเด็กจะได้มีสังคมหรือรุ่น
ทั้งจากเพื่อนคนไทยด้วยกัน และเพื่อนจากประเทศ
หรือจะให้ดีที่สุดผมคิดว่าเรียนในระดับปริญญาตรีก็ยังไม่สายครับ
แต่มีข้อแม้ว่าต้องฝึกฝนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ระดับประถม
และมัธยม ( ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรนานาชาติเยอะมากๆ
และก็ครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชาครับ )
ที่ผมเห็นว่าตัวเลือกนี้ดีที่สุด เพราะเป็นตัวเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่าย และได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แพ้กัน
แถมยังมีเพื่อนและมีรุ่นในโรงเรียนไทยอีกด้วย
สำหรับโรงเรียนนานาชาติที่ผมได้ยินจากเพื่อนๆว่าดีที่สุด
( และก็แพงทีุ่สุด T T ) ในประเทศไทย คือ Internation School Bangkok
หรือ ISB ครับ ( ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่มี Of ระหว่าง School กับ Bangkok ?? ท่านใดเก่งไวยกรณ์รบกวนช่วยทีอธิบายทีีครับ T T หรือว่ามันเ้ป็นชื่อเฉพาะครับ ??)
จริงเท็จอย่างไร ต้องลองหาข้ิอมูลเพิ่มเติมดูนะครับ
หวังว่าจะพอช่วยบ้างครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: กระทิงแดง
Posted: 04/14 08:01 PM
มีคำถามอะไร สอบถามได้นะครับ
พอดี ลูกเรียนอยู่ชั้น nursery
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=32397&highlight=inter
--------------------------------------------------------------------------------
Author: อินทรีทอง
Posted: 04/15 01:29 AM
ขอบคุณน้องkornjackrit และ พี่ทศมากๆสำหรับ comment ครับ
มีหนังสือและรวมไปถึงคนที่รู้จักบอกว่าถ้าจะให้เด็กเรียนภาษาก็ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเด็กๆ ก็เลยทำให้เริ่มมาหาข้อมูลเกี่ยวกับร.ร.นานาชาติ เท่าที่ดูมาก็ชอบที่ ISB กับ Regent School Pattaya มากที่สุดครับ ส่วนเรื่องค่าเรียนเท่าที่ทราบมา ISB ยังไม่ใช่แพงที่สุดนะครับ
ลูกของพี่ทศเรียนไปแล้วเป็นยังไงบ้างครับ พี่ทศมองเรื่องโรงเรียนระดับประถม มัธยม ยังไงครับ
ลูกผมกำลังจะเข้าอนุบาล1 ที่ อ.เด่นหล้าพระราม 5 ให้เรียน EP program ครับ ส่วนตัวผมให้ความสำคัญกับเรื่องการเดินทาง ภาษาอังกฤษและ หลักสูตรการเรียน มากครับ ผมไม่อยากให้เด็กต้องมาเสียเวลาไปกับการเดินทางโดยไม่จำเป็นครับ ส่วนหลักสูตรการเรียนสิ่งแวดล้อมและfacilitiesถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้เอื้อให้เด็กมีความรู้สึกช่างสงสัยอยากเรียนรู้และอยากค้นคว้า ไม่กำหนดกรอบความคิดและเสริมให้เด็กมีจินตนาการ
อีกส่วนที่ผมชอบในระบบการเรียนของฝรั่งก็คือการสอนให้เด็กมีความคิดที่เป็นระบบและกล้าแสดงออก
สำหรับปัญหาเรื่องภาษาไทยตอนนี้รร.ส่วนมากก็จะมีวิชาภาษาไทยเสริมสำหรับนร.ไทยนะครับ คิดว่าน่าจะช่วยในเรื่องความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้บ้างส่วนเรื่องที่ว่าจำเป็นต้องเรียนเสริมอีกหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: อินทรีทอง
Posted: 04/15 02:10 AM
ส่วนสิ่งที่concernสำหรับรร.นานาชาติที่พอจะคิดออกนะครับ
อันที่เป็นที่กล่าวถึงมากก็คือการที่เด็กฟุ้งเฟ้อและหยิ่ง ตรงส่วนนี้ก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะต้องดูแลใกล้ชิด และสั่งสอน แต่ด้วยสังคมและสิ่งแวดล้อมก็อาจจะเอื้อให้เด็กเป็นแบบนั้นได้เหมือนกัน
เรื่องวิชาการในหลักสูตรการเรียนการสอนที่เมื่อเทียบกับรร.ในระบบทั่วไปอาจจะดูแล้วอ่อนกว่าในด้านการคำนวน รวมไปถึงความสามารถในการใช้ภาษาไทยในเรื่องการอ่านเขียนถึงแม้ว่าจะมีคาบเรียนเสริมภาษาไทยแล้วก็ตาม
ส่วนที่สำคัญมากก็คือเรื่องของค่าเรียนที่ก้าวร้าวเอาการ (สำหรับบางคนอาจจะดูอ่อนโยนก็เป็นได้ครับ)
ปล. ส่วนเรื่องชื่อรร. International School Bangkok ไม่น่าจะต้องมี of นะครับ ถ้าลองเทียบกับชื่อมหาวิทยาลัยเช่น Loyola University Chicago เป็นต้นครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: yoyo
Posted: 04/15 10:13 AM
โรงเรียนนานาชาติ ในมุมมองของผมความน่าเป็นห่วงก็เหมือนกับที่เฮียได้ยินมานะครับ คือเรื่องของความฟุ้งเฟ้อ และก็ความมีสัมมาคารวะ ไม่ได้หมายความว่าเรียนแล้วจะเป็นแบบนี้ทุกคน แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อนมันมีโอกาสพาไปในแนวนั้นได้เยอะ
เฮียลองไปดูโรงเรียนเพลินพัฒนาของ se-ed ดูสิครับ อยู่ซอยสวนผัก ใกล้ๆกับสายใต้เก่า ไม่ไกลจากบ้านเฮียด้วยนะ การเรียนการสอนก็เน้นให้เด็กแสดงออก แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นความเป็นไทยสอนให้เด็กรู้จักนอบน้อมด้วย เค้ามีเปิดให้เข้าไปดูการเรียนการสอนได้ ผมเคยไปดูทีนึง น่าสนใจมากครับ
--------------------------------------------------------------------------------
Author: Anunta
Posted: 04/15 01:08 PM
ไม่ได้ให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพราะค่าใช้จ่าย และสงสัยในเรื่องจิตวิญญานความเป็นไทยนี่และครับ แต่ผมมีหลานไปเรียนประจำตั้งแต่ ป 5 ที่ dulwich ภูเก็ต ตอนนี้จบแล้ว จะเรียนต่อวิศวะ SIIT ดูแล้วก็ปกติธรรมดา มีเพื่อนที่ไปจากกรุงเทพด้วยกัน ถ้าพ่อแม่มีเวลา พ่อแม่เป็นยังไง ลูกคงใกล้เคียงอย่างงั้น
ข้างบ้านผม ซ้ายมีเรียน Shrewbury Grade 1 ดูแล้วแม่ดูแลลูกดีมาก พ่อพูดกะลูกเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เกิดเลย ขวา ยิ่งแล้วใหญ่ inter จ๋าเลยครับ เน้นเรื่องภาษามากเลย พูดกะลูก 2 คนเป็นอังกฤษตลอด ไม่เน้นไทย ทีวีก็เปิดอังกฤษ เรียกว่าทำ envirenment ให้เป็นภาษาอังกฤษ ดูแล้วรู้สึกแปลกๆ เค้าบอกเค้าไม่แคร์ แถมยังจะให้เรียนภาษาอื่น เช่นจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อนาคตคงไปตามภาษา
ลูกผมคนโตเรียน EP โรงเรียนแถวสาทร อยู่ป 3 เรียนวิชาหลักกับครูต่างประเทศ ยกเว้นไทย สังคม การฟัง อ่านภาษาอังกฤษดีกว่าโปรแกรมไทย แต่ยังพูดเขียนได้ไม่มาก ภาษาไทยแข็งแรงดี เพราะเป็นโรงเรียนวิชาการ คนเล็กกำลังเข้าอนุบาล เรียนที่เปล่งประสิทธิ์ Mary Poppins ฟิลิปปินส์สอน จบแล้วคาดว่าจะให้เรียน EP เหมือนพี่เค้า คนนี้เริ่มๆ พูดภาษาอังกฤษ
โดยสรุป ผมเห็นความสำคัญของภาษามาก แต่ไม่ได้ให้ภาษาเป็นจุดตั้งต้น แต่จะเตรียมภาษาให้พร้อมสำหรับการเรียนขั้นปริญญาตรี-โทไม่เมืองไทยก็ต่างประเทศ
.................................
....................................
.....................
........................
...................................
..................................
Home Search Memberlist Usergroups Register Profile Log in to check your private messages Log in
ถามความเห็นเรื่องโรงเรียนของลูกหน่อยครับ
Goto page 1, 2 Next
Thai Value Investor Webboard Forum Index -> นั่งเล่น
View previous topic :: View next topic
Author Message
กระทิงแดง
Regular
Joined: 09 Sep 2005
Posts: 744
Location: สำเหร่
Posted: Wed Feb 27, 2008 12:50 pm Post subject: ถามความเห็นเรื่องโรงเรียนของลูกหน่อยครับ
--------------------------------------------------------------------------------
มี 3 choice ให้เลือก ยังคิดไม่ออกเลย
ลูกผมอายุ 3 ขวบครับ บ้านผมอยู่แถวสะพานกรุงเทพฯใหม่
ส่วนตัว ผมอยากให้ลูกเล่นมากกว่าเรียน ในช่วงอนุบาล เพราะมันสมควรเป็นวัยที่เด็กน่าจะเล่นสนุกมากกว่ามาเรียนหนังสือ
1. โรงเรียนอนุบาลแถวบ้าน โรงเรียนนี้จะเน้นวิชาการ เพื่อเตรียมสอบเข้าโรงเรียนดังๆ
ข้อดี รับ-ส่งสะดวก
ข้อเสีย เป็นโรงเรียนระดับเล็ก ยังไม่ค่อยถูกใจคุณภาพของครู และแนวทางการสอน
2. โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (แถว 4 แยกอโศก)
ข้อดี อนุบาล เตรียมความพร้อมเด็ก ไม่เน้นวิชาการ ต่อชั้นประถมได้เลย เน้น EQ
ข้อเสีย ไกลบ้าน กลัวเด็กต้องตื่นเช้า จะไม่ไหว ทั้งไป และกลับ (ส่วนพ่อ-แม่ปรับตัวได้อยู่แล้ว) ปกติลูกนอน 2130-2230 ซึ่งค่อนข้างดึก
3. โรงเรียนนานาชาติ New Satorn หรือ Gargen Inter.
ข้อดี อยากให้ลูกมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี กล้าแสดงออก เน้นเตรียมความพร้อมเหมือนกัน ระยะทางไปทางเดียวกับแม่ตอนเช้าได้
ข้อเสีย เด็กจะอ่อนวิชาการ กลัวสังคมฟุ่มเฟ้อ
และราคาประมาณ 200,000 บาท/ปี จริงๆก็พอส่งได้ แต่คิดดูแล้ว หรือเราควรเอาเงินก้อนนี้ลงทุนกับเด็กตอนมัธยม เอาเงินตรงนี้เรียนเสริมก็ได้ หรือมหาลัยเมืองนอกก็ได้ เพราะถ้าเรียนทั้งหมดจนถึงมัธยม ก็ประมาณ 3,000,000 บาท
แต่แม่ก็มี plan จะให้ต่อเซนต์โยตอนประถม (หลังจากได้พื้นฐานอังกฤษบ้างแล้ว) แต่ก็กลัวลูกจะอ่อนวิชาการ จนเครียดถ้าเด็กตามคนอื่นไม่ทัน
เพื่อนๆ พี่ๆมีความเห็นยังงัยครับ
_________________
" If u buy stock 60, believing it worth 140. When it drops to 60, all else being equal, u should love it too. not sell it"
The Entrepreneurial Investor.
Back to top
adi
Regular
Joined: 09 Jan 2004
Posts: 1078
Posted: Wed Feb 27, 2008 1:32 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ผมเลือกอนุบาลแถวบ้านครับ
ลูกผมกำลังจะเข้าอนุบาลเหมือนกันครับ ก็เลือกแถวบ้านไว้ก่อน นั่งรถไกลๆทุกวันมันกลัวลูกจะเหนื่อยครับ
_________________
“A Cynic Knows the Price of Everything and the Value of Nothing”
-Oscar Wilde, Lady Windemere’s Fan
Back to top
Pn3um0n1a
Regular
Joined: 01 Aug 2007
Posts: 1574
Location: BKK
Posted: Wed Feb 27, 2008 2:01 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
adi wrote:
ผมเลือกอนุบาลแถวบ้านครับ
ลูกผมกำลังจะเข้าอนุบาลเหมือนกันครับ ก็เลือกแถวบ้านไว้ก่อน นั่งรถไกลๆทุกวันมันกลัวลูกจะเหนื่อยครับ
อืม
เห็นด้วยครับ ผมยังไม่มีลูกหรอก
แต่ ถ้าเป็นผม คิดว่า อนุบาล ยังเป็นช่วงที่เด็กต้อง สร้างความสัมพันธ์ กับพ่อแม่มากๆ ใกล้บ้าน ดูแลสะดวก ดีที่สุดครับ
_________________
just think, there's no box.
Back to top
por_jai
Junk Posters
Joined: 08 Mar 2005
Posts: 9791
Location: huaykwang
Posted: Wed Feb 27, 2008 2:17 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
Quote:
ส่วนตัว ผมอยากให้ลูกเล่นมากกว่าเรียน
เพราะมันสมควรเป็นวัยที่เด็กน่าจะเล่นสนุกมากกว่ามาเรียนหนังสือ
ปรึกษาอ.มนด่วนเลย
ผมเห็นลูกแกแล้วทึ่ง
ได้ข่าวว่าพี่ฉัตรก็ให้เรียนแนวนี้
_________________
ปล่อยวาง
Back to top
chatchai
Regular
Joined: 03 Jun 2003
Posts: 7701
Location: นนทบุรี
Posted: Wed Feb 27, 2008 3:18 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
อนุบาลจะให้เรียนแนวไหน อาจต้องพิจารณาด้วยว่าประถมจะให้เรียนแนวไหน
เพราะถ้าอนุบาลเรียนแนวเตรียมความพร้อม พอประถมเรียนแนววิชาการ เด็กอาจจะมีปัญหาเรียนตามเพื่อนไม่ทันในช่วงย้ายโรงเรียนใหม่ๆ
_________________
อย่าหลงความดี แต่จงอยู่เหนือความดี
Back to top
CK
Regular
Joined: 05 Jun 2003
Posts: 10346
Location: nice view, downtown
Posted: Wed Feb 27, 2008 3:56 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
สามขวบกำหนดแปดสิบ -- สุภาษิตจีน
กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว -- หนังสือไทย (ดีมาก)
หาโรงเรียนที่ทำให้ลูกเราชอบไปโรงเรียนครับ
ถ้าต้องเคี่ยวเข็ญหรือร้องไห้ทุกวันก่อนไปรร. หาที่ใหม่เลยครับ
ลูกผมถึงขนาดวันไหนเกเร ต้องขู่ว่า "จะไม่ให้ไปโรงเรียน"
เป็นเด็กดีขึ้นมาเชียว
_________________
จบข่าว
Back to top
ba_2l
Verified Member
Joined: 07 Mar 2004
Posts: 3409
Posted: Wed Feb 27, 2008 4:29 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
http://www.ektra.ac.th/Academic.html
_________________
Talking is always easy, doing it….well, that’s something else.
Back to top
Noonino
Regular
Joined: 15 Oct 2006
Posts: 720
Location: มีนบุรี
Posted: Wed Feb 27, 2008 5:34 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
สนับสนุนวัฒนาครับ
เหตุผล
1. แป๊ะเจี๊ยะเข้าครั้งเดียว เรียนจนจบประถมเลย
2. เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพดีมาก น้องสาวผมจบที่นี่ เป็นคนมีกริยามารยาทดีมาก ไม่เหมือนเด็กพวกอินเตอร์ เป็นโรงเรียนที่สอนเด็กผู้หญิงให้มีความงามอย่างไทยได้ดีมากเลยครับ
3. วิชาการก็ใช้ได้ดีทีเดียว แต่ถ้าจะเน้นเรื่องเล่นมากกว่าเรียนอันนี้วัฒนาอาจจะตอบสนองเรื่องนี้ได้ไม่เต็มที่ (ดูจากตอนน้องสาวผมเรียนครับ อันนี้ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว)
Back to top
MindTrick
Regular
Joined: 30 May 2007
Posts: 1138
Location: ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
Posted: Wed Feb 27, 2008 6:44 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ลองดู โรงเรียนเพลินพัฒนาของ SE-ED
http://plearnpattana.com/index.php?option=com_frontpage&Itemid=24
ผมไป คอมพานีวิสิทมา ดูแล้ว ผมยังอยากกลับไปเรียนเองเลย
กับ โรงเรียน ของหนูดี อันนี้เจ้าของเป็นคนมีความคิดดี ผมรู้เท่านี้
http://www.vanessa.ac.th/index.php
_________________
^
"เมื่อคุณเริ่มทำสิ่งที่รักแล้ว วันต่อๆไปก็จะไม่ใช่การทำงาน"..Brian Tracy
state exact goal/then analyze what fail the goal/then act/if you don't start/dream still be a dream
หุ้นไม่ใช่แค่เศษกระดาษ มันมีคนทำงานจริง
Back to top
the kopman
Joined: 01 Nov 2007
Posts: 20
Location: Bangkok
Posted: Thu Feb 28, 2008 9:31 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
Noonino wrote:
สนับสนุนวัฒนาครับ
เหตุผล
1. แป๊ะเจี๊ยะเข้าครั้งเดียว เรียนจนจบประถมเลย
2. เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพดีมาก น้องสาวผมจบที่นี่ เป็นคนมีกริยามารยาทดีมาก ไม่เหมือนเด็กพวกอินเตอร์ เป็นโรงเรียนที่สอนเด็กผู้หญิงให้มีความงามอย่างไทยได้ดีมากเลยครับ
3. วิชาการก็ใช้ได้ดีทีเดียว แต่ถ้าจะเน้นเรื่องเล่นมากกว่าเรียนอันนี้วัฒนาอาจจะตอบสนองเรื่องนี้ได้ไม่เต็มที่ (ดูจากตอนน้องสาวผมเรียนครับ อันนี้ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว)
วัฒนา เดินทางไกลไหมครับ ถ้าเกิน 1 ชม. ลองหาทางเลือกที่ต้องเดินทางน้อยกว่านี้ครับ ลองหาโรงเรียน Bilangual ดูนะครับ เป็นทางเลือกที่ดีครับ ลูกผม 2 คน ตอนนี้เลือกเรียน โรงเรียนใกล้บ้านที่เข้าตาม checklist ของเรา คือผมเลือก 1) ใกล้บ้าน / ตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ส่งลูกไปโรงเรียนตอนเช้า ลูกตื่น 7 โมงเช้าก็พาไปโรงเรียนทัน 2) โรงเรียน 2 ภาษา / ผมกลัวเรื่องสังคมฟุ้งเฟ้อเหมือนกันครับ สำหรับโรงเรียน อินเตอร์ ผมมีลูกสาว 2 คน ครับ เลยขอเน้นตรงนี้หน่อย เลยมาลงตัวที่ bilangual school ครับ 3) มีชั้นเรียนรองรับถึง ป 6 เป็นอย่างน้อย / ผมไม่อยากให้ลูกผมย้ายโรงเรียนบ่อยๆครับ ขอเน้นพื้นฐานเองจนถึง ป 6 โดยผมจะเน้นเรื่อง เลข กับ ภาษา แล้ว ป6 จบ ค่อยไปหาต่อ ม 1 ที่โรงเรียนดีๆได้ครับ (ถ้าพื้นฐานเด็กดีพอ ก็คงพอหาโรงเรียนที่จะเข้าเรียนได้) 4) สังคมโรงเรียน / environment ในโรงเรียนก็สำคัญนะครับว่าโรงเรียน น่าเรียน แค่ไหนมีผู้ปกครองเป็นแบบไหน หลักสูตรเป็นอย่างไร สุดท้าย ถ้าเรียนไป 1 ปีแล้วดูไม่เหมือนที่เราคิดก็อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนโรงเรียนนะครับ
ยังไงก็ขอให้โชคดีในการหาโรงเรียนให้ลูก นะครับ
Back to top
chatchai
Regular
Joined: 03 Jun 2003
Posts: 7701
Location: นนทบุรี
Posted: Thu Feb 28, 2008 9:52 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
โรงเรียนที่ลูกของผมเรียนอยู่ ปีนี้เห็นว่ามีนโยบายเน้น กระบวนการคิด ครับ ให้เด็กๆตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้นประถมต้น รู้จักคิด รู้จักถาม และกล้าที่จะแสดงออก
_________________
อย่าหลงความดี แต่จงอยู่เหนือความดี
Back to top
Tiger
Regular
Joined: 24 Feb 2004
Posts: 576
Posted: Thu Feb 28, 2008 2:50 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
เพลินพัฒนา รุ่งอรุณ ก็ดีนะ
เสียแต่ว่าเดินทางไกลไปหน่อย
อย่างที่พี่ฉัตรชัยบอก
ต้องดูด้วยว่า ป.1 จะเรียนที่ไหนครับ
โรงเรียนลูกพี่บอลก็น่าสน
ต้องลองไปดูก่อนนะ
_________________
ต้องเรียนรู้ให้ได้
Li .. Zhi .. Ren
Back to top
ayethebing
Regular
Joined: 07 Jul 2003
Posts: 1619
Location: Water Airport (สนามบินน้ำ)
Posted: Thu Feb 28, 2008 11:01 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ไม่ได้สนับสนุนให้เรียน inter นะครับ แต่อยากแย้งเรื่องมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อเด็ก inter ว่าจะต้องฟุ้งเฟ้อ ผมว่าไม่จริงครับ มันอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า ลูกผมไม่มีทีวีในห้องนอน ไม่มีเกมส์บอย ไม่มีเครื่อง play ครับ
เด็กฝรั่งเองเค้าก้อไม่ได้ฟุ้งเฟ้อนะครับ สงสัยจะเป็นเด็กไทยที่ไปเรียน inter เองนั่นแหละ ซึ่งก็โทษเด็กหรือโรงเรียนไม่ได้ ต้องโทษพ่อแม่ครับ
แต่ถ้าจะเรียน inter แล้วคงอะไรที่กลับไม่ได้แล้วละ เพราะหลักสูตรไม่เหมือนกันเลย หลักสูตรของ inter ส่วนใหญ่ที่เห็นและสืบมาจากหลายๆ โรงเรียน เป็นลักษณะที่ตอนเล็กๆ เน้นให้เด็กคิดสร้างสรร และ ไม่เน้นวิชาการมาก แต่จะเรียนหนักมากโดยเริ่มตอนมัธยมต้น และปลาย
แน่นอนรู้กันอยู่แล้วเรื่องค่าเทอมที่แพง ถ้ามีลูกคนเดียวก็พอไหว แต่ถ้าลูกสองอย่างผมก้อต้องคิดหนักๆ หน่อยนะครับ
_________________
ขอนไม้อันนิ่งสงบ
Back to top
Jangster
Regular
Joined: 07 Jan 2007
Posts: 313
Posted: Thu Feb 28, 2008 11:51 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ayethebing wrote:
ไม่ได้สนับสนุนให้เรียน inter นะครับ แต่อยากแย้งเรื่องมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อเด็ก inter ว่าจะต้องฟุ้งเฟ้อ ผมว่าไม่จริงครับ มันอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า ลูกผมไม่มีทีวีในห้องนอน ไม่มีเกมส์บอย ไม่มีเครื่อง play ครับ
เด็กฝรั่งเองเค้าก้อไม่ได้ฟุ้งเฟ้อนะครับ สงสัยจะเป็นเด็กไทยที่ไปเรียน inter เองนั่นแหละ ซึ่งก็โทษเด็กหรือโรงเรียนไม่ได้ ต้องโทษพ่อแม่ครับ
แต่ถ้าจะเรียน inter แล้วคงอะไรที่กลับไม่ได้แล้วละ เพราะหลักสูตรไม่เหมือนกันเลย หลักสูตรของ inter ส่วนใหญ่ที่เห็นและสืบมาจากหลายๆ โรงเรียน เป็นลักษณะที่ตอนเล็กๆ เน้นให้เด็กคิดสร้างสรร และ ไม่เน้นวิชาการมาก แต่จะเรียนหนักมากโดยเริ่มตอนมัธยมต้น และปลาย
แน่นอนรู้กันอยู่แล้วเรื่องค่าเทอมที่แพง ถ้ามีลูกคนเดียวก็พอไหว แต่ถ้าลูกสองอย่างผมก้อต้องคิดหนักๆ หน่อยนะครับ
เห็นด้วยครับ หลายคนชอบมองว่าคนจบ inter หรือเมืองนอกจะต้องเป็นคน spoil หมด...... เพื่อนผมบางคนยังเคยถามผมเลยว่ากินข้างถนนได้ไม๊.... ผมบอกว่า เฮ้ย กรูก็เคยเรียนไทยมาเฟ้ย
ของอย่างนี้อยู่ที่พ่อแม่ครับ.... พ่อแม่กำชับผมเรื่องการใช้เงินอย่างรู้คุณค่ามากครับ... ผมเคยทะเลาะกับฝาแฝดหญิงของผมตอน ป1 เมื่อแม่ซื้อ coke กับ sprite มาแต่อยากกิน coke ทั้งคู่.... ทะเลาะกันไปมา แม่โยนทิ้งทั้งสองอย่าง แล้วบอกว่า ขนาดพี่น้องกันเองถ้าตกลงกันไม่ได้ แบ่งกันไม่ได้ก็อย่ากินเลยดีกว่าถ้ามันเป็นปัญหา.... ผมจำได้แม่นเลยครับว่ามีอะไรต้องแบ่งกันสมเหตุสมผล พอมองย้อนหลังก็รู้ได้ว่าแม่สามารถเดินไปซื้ออีกถุงง่ายๆเลยด้วยเงินอีกเพียง 5 บาทเพื่อให้ลูกสองคน happy.... แต่เค้าเลือกอย่างนี้ครับ
อีกอย่างที่ผมจำได้แม่น คือตอน ป5 ครับ..... ผมได้มีโอกาสไปเรียน summer ที่ต่างประเทศเป็นเวลาเดือนกว่าๆ โดยที่พ่อผมทำบัตรเครดิตเสริมให้ใช้ (ใช่ครับ ผมยังเด็กๆเลย)..... พ่อบอกว่าให้ใช้เมื่อเวลาฉุกเฉินเท่านั้น โดยเค้า set วงเงินไว้แค่สองหมื่นกว่าบาท เผื่อผมเงินหมดหรือหาย..... ช่วงที่ไป summer นั้นผมเหลือเงินกลับมาพอดู.... แต่กลับมาไม่นาน ประจวบกับช่วงร้าน วรา (check อายุกันหน่อย) กำลังฮอต พร้อมกับยีนส์ armani ประดับด้วยนกเหล็กบนก้น... โอ้แม่เจ้า กิเลสตอนเด็กผมนั้นเหลือหลาย ผมเดินไปรูดมาตัวนึงเพราะไม่มีเงินของตัวเอง.... จำได้แม่นครับ สองพันแปด.... กลับบ้านมาพ่อรู้..... โกรธหรือไม่ก็ผิดหวังมาก..... บอกว่าให้เอากางเกงยีนส์ทุกตัวที่มีมาว่างให้ดู.... วางไปวางมามีสามถึงสี่ตัว พ่อถามผมว่า"อันนี้ถือว่าเป็น emergency หรือเปล่า พ่อคิดว่าลูกน่าจะคิดได้มากกว่านี้นะ"....... ผมเข็ดเลยครับ ไม่มีตี ไม่ยึดบัตรคืน พูดจบก็ให้ไปคิดเอง ไม่ต้องการคำตอบ... หลังจากนั้นผมรู้เลยครับว่าพ่อไม่ได้เสียดายเงิน เพราะสองพันกว่าบาทนั้นให้ได้อยู่แล้ว แต่เค้าอยากให้รู้จักคิด จนปัจจุบันนี้ผมก็มีเงินเก็บเหลือทุกเดือนหลังจากได้บทเรียนแสนถูกที่ราคาเพียงแค่สองพันกว่าบาท
Back to top
chatchai
Regular
Joined: 03 Jun 2003
Posts: 7701
Location: นนทบุรี
Posted: Fri Feb 29, 2008 8:45 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
คุณ Jangster คิดได้ ก็เพราะเป็นคนที่มีความคิดที่ดีอยู่ก่อนแล้ว
แต่สำหรับบางคน ลงโทษอย่างหนักก็แล้ว ยังไม่หลาบจำ ยังไม่ปรับปรุงตัว ก็มีอยู่มากมาย ดูอย่างพวกซิ่งตอนกลางคืนซิ จะอย่างไรก็ไม่สนใจ
_________________
อย่าหลงความดี แต่จงอยู่เหนือความดี
Back to top
Jangster
Regular
Joined: 07 Jan 2007
Posts: 313
Posted: Fri Feb 29, 2008 9:01 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
คุณ chatchai ให้เครดิตผมมากไปครับที่ผมคิดได้.... แต่ผมว่าผลหลักขึ้นอยู่กับพ่อแม่ของเด็กมากกว่านะครับ ผมว่าถ้าคุณกระทิงแดงสามารถสอนลูกได้ให้อยู่ในโอวาท เด็กก็ไม่แตกมากจากตัวเราหรอกครับ เหมือน nature vs nurture น่ะแหละครับ ลูกไม้มักหล่นไม่ไกลต้นไปทางลบหากเราใส่ใจ
พ่อแม่ผมชอบสอนด้วยเหตุผล เน้นให้คิดเอง มองย้อนหลังไปเค้าก็จะหาอะไรมาให้ผม focus... อยากได้อะไรก็จะต้องมีสิ่งแลก... เช่น พ่อแม่ผมไม่ห้ามผมเล่นเกม... นิ้วโป้งซ้ายผมตรงที่กดปุ่มเนี่ยด้านถาวรมาตั้งแต่เด็กจนบัดนี้เลยถึงไม่ได้เล่นนานแล้ว แต่เค้าใช้วิธีบอกว่า ถ้าผมได้ใบ certificate จากโรงเรียนด้านเรียนดีจะซื้อเกมให้ใหม่..... ถ้าผมจะเล่นเกมเค้าบอกว่า ถ้าอ่านหนังสือเท่าใหร่จะให้เล่นสองเท่า... เช่นถ้าผมอ่านหนังสือสองชั่วโมงจะให้เล่นสี่ชั่วโมง ซึ่งอันนี้เก็บสะสมชั่วโมงไว้ใช้ตอน weekend ได้.... เป็นต้น
ส่วนตัวถ้าผมมีลูก (อีกนานเพราะตอนนี้แค่26) คงพยายามส่งลูกไปเรียนที่ๆเพิ่อนรอบข้างดีที่สุด (ทุกโรงเรียนมีเด็กเกเร แต่มีมากมีน้อยอีกเรื่อง) ด้านวิชาการผมว่าอินเตอร์ก็ไม่น่าแย่มากหากเป็นอนุบาล แต่เด็กจะรู้เรื่องอังกฤษหรือเปล่าอีกเรื่องนึง.... ผมเคยได้ยินว่าช่วงเด็กๆนี้หากเราทำให้เด็กรักวิขาอะไรหรือสอนวิชาอะไรมากๆ จะทำให้เด็กเก่งด้านนั้นครับ... เรื่องการเดินทาง ผมว่าอนุบาลน่าจะมีคนคอยรับส่งอยู่แล้วล่ะครับ ไม่โรงเรียนก็ตัวเรา เด็กนั้นนอนได้ทุกเมื่อล่ะครับ แต่ก่อนผมถ่อไปเรียนจาก ลาดพร้าวไปสามเสนทุกวันตอนอยู่ไทย..แหกขี้ตาแต่ก็นอนในรถได้ครับ
Back to top
adi
Regular
Joined: 09 Jan 2004
Posts: 1078
Posted: Fri Feb 29, 2008 11:02 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
Jangster wrote:
เรื่องการเดินทาง ผมว่าอนุบาลน่าจะมีคนคอยรับส่งอยู่แล้วล่ะครับ ไม่โรงเรียนก็ตัวเรา เด็กนั้นนอนได้ทุกเมื่อล่ะครับ แต่ก่อนผมถ่อไปเรียนจาก ลาดพร้าวไปสามเสนทุกวันตอนอยู่ไทย..แหกขี้ตาแต่ก็นอนในรถได้ครับ
จากประสบการณ์ของผม ผมถ่อจากบ้านที่บางนา ไปเรียน อัสสัม ทั้งเซนต์หลุยส์ และ บางรัก ตั้งแต่เด็ก อนุบาลก็เรียนแถวเซนต์หลุยส์ ต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่ และใช้เวลาอยู่ในรถ 2-3 ชม. ต่อวัน สมัยนั้นไม่มีทางด่วน แถวบ้านผมยังเป็นถนนดินสีแดงๆอยู่เลย รู้สึกเบื่อมากตอนอยู่ในรถ พอเลิกเรียนผมก็ต้องรีบกลับบ้าน มีรถตู้ทางบ้านมารับ เพื่อกลับไปกินข้าวเย็น เสร็จแล้วทำการบ้าน แล้วก็นอน เป็นอย่างนี้ทุกวัน
ผมไม่อยากให้ลูกเป็นแบบเดียวกันครับ อยากให้เค้าเล่นกีฬา ดนตรี วาดรูป หรืออะไรที่ชอบ ที่ไม่ต้องเกี่ยวกับการเรียนก็ได้ อยากให้ลูกมีชีวิตนอกโรงเรียน + บนรถ มากกว่าที่ผมเคยเป็น
แน่นอนครับระยะเวลาในการเดินทาง อาจจะไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียวในการเลือกโรงเรียน ผมโชคดีที่ไปดูอนุบาลแถวบ้านแล้วใช้ได้
ส่วนเรื่องอินเตอร์ผมเห็นด้วยครับว่าฟุ้งเฟ้อหรือไม่อยู่ที่เราเป็นหลัก ผมก็มีแผนส่งลูกเรียนอินเตอร์เหมือนกัน(แถวบ้านอีกแล้วครับท่าน) ไปดูโรงเรียนมาหลายโรงเรียนเหมือนกัน ส่วนใหญ่ผมเป็นห่วงคือเรื่องวิชาการของโรงเรียนอินเตอร์ที่เปิดใหม่ๆ บางโรงเรียนมีครูเลข เพียงคนเดียว สอนมันทั้งโรงเรียน บางโรงเรียนไม่มีเรียนฟิสิกส์ เคมี ผมถามครูใหญ่ว่าทำไมไม่มีคลาส เค้าตอบว่าเด็กมาลงวิชาไม่ถึงจำนวน 10 คน ทำให้เปิดไม่ได้ (ปัดโธ่ ทั้งคลาสมันมีแค่ไม่ถึง 30 คน จะเอา 10 คน) กลายเป็นว่าลูกเรามีทางเลือกเรียนแค่ business กับ art ถ้าเค้าอยากเป็น หมอ หรือ วิศวะ ก็หมดสิทธิ์ คุยเสร็จ ครูใหญ่คงคิดว่าไอ้นี่มันบ้าหรือเปล่า เอาลูกมาดูโรงเรียนอนุบาล แต่ดันขอดู curriculum ของ high school
_________________
“A Cynic Knows the Price of Everything and the Value of Nothing”
-Oscar Wilde, Lady Windemere’s Fan
Back to top
ayethebing
Regular
Joined: 07 Jul 2003
Posts: 1619
Location: Water Airport (สนามบินน้ำ)
Posted: Fri Feb 29, 2008 10:08 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
โรงเรียนอินเตอร์มีหลายเกรด บางโรงเรียนดีที่เด็กเล็ก พอโตขึ้นก็ต้องหาโรงเรียนใหม่อีก น่าจะเลือกโรงเรียน inter ที่มีขนาดใหญ่เสียหน่อยและมีชื่อเสียงดีครับ ที่มีชื่อเสียงดีก็น่าจะเป็น ISB (สามัคคี ปากเกร็ด), บางกอกพัฒนา (สุขุมวิท 40กว่ามั้ง), ร่วมฤดี (เห็นว่าย้ายไปอยู่แถวบางกะปิ), NIST (สุขุมวิท 15), Shrewbery (อยู่บางนามั้ง), Harold ก็ดีแต่เค้าว่าเปอร์เซนต์เด็กไทยเยอะไปหน่อย นอกห้องเรียน จ้อไทยกันปรื๋อเลย
_________________
ขอนไม้อันนิ่งสงบ
Back to top
mambo
Joined: 06 Jun 2007
Posts: 64
Posted: Sat Mar 01, 2008 2:10 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
inter สาธิตเกษตรก็ดีทีเดียวครับ
แต่ข่าวว่า ค่าเล่าเรียนมาเป็นอันดับสาม
รองจาก ISB และบางกอกพัฒนา
_________________
พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง
Back to top
oatty
Regular
Joined: 17 Jan 2005
Posts: 1321
Location: Bangbuathong
Posted: Sat Mar 01, 2008 8:27 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
chatchai wrote:
คุณ Jangster คิดได้ ก็เพราะเป็นคนที่มีความคิดที่ดีอยู่ก่อนแล้ว
แต่สำหรับบางคน ลงโทษอย่างหนักก็แล้ว ยังไม่หลาบจำ ยังไม่ปรับปรุงตัว ก็มีอยู่มากมาย ดูอย่างพวกซิ่งตอนกลางคืนซิ จะอย่างไรก็ไม่สนใจ
เห็นด้วยกับพี่ฉัตรชัย บางคน พ่อแม่ดี แต่ลูกติดเกมส์ ไม่ยอมเรียนหนังสือก็มีครับ
_________________
คิดดี พูดดี ทำดี ให้ได้ก่อน
เรายังปล่อยวางไม่ได้นิ
Back to top
กระทิงแดง
Regular
Joined: 09 Sep 2005
Posts: 744
Location: สำเหร่
Posted: Sun Mar 02, 2008 10:43 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณทุกคนที่ให้ความเห็นนะครับ
ทั้งพี่ adi หมอกัน พี่ป้อม พี่ฉัตรชัย พี่CK พี่บอล พีNoonino พี่Mindtrick พี่kopman พี่เสือ พี่Jangster พี่ayehtebing พี่mambo พี่oatty และพี่ธเนศ(ที่ให้ผมโทรไปคุยด้วย) ที่ให้ความเห็น
หลังจากเครียดอยู่นาน ก็สรุปกับแฟนว่าลองส่ง โรงเรียน inter. ในชั้นอนุบาลก่อน เพราะอยากให้ได้ทั้งภาษา ความสนุก และความคิดสร้างสรร แล้วรอดูผลซัก 2-3 ปี แล้วค่อยว่ากันอีกที
แต่ยังงัยก็ไม่อยากให้เด็กเครียดตั้งแต่เด็ก เลยขอเล่นไว้ก่อนแล้วกันครับ
_________________
" If u buy stock 60, believing it worth 140. When it drops to 60, all else being equal, u should love it too. not sell it"
The Entrepreneurial Investor.
Back to top
Jangster
Regular
Joined: 07 Jan 2007
Posts: 313
Posted: Mon Mar 03, 2008 12:56 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
กระทิงแดง wrote:
ขอบคุณทุกคนที่ให้ความเห็นนะครับ
ทั้งพี่ adi หมอกัน พี่ป้อม พี่ฉัตรชัย พี่CK พี่บอล พีNoonino พี่Mindtrick พี่kopman พี่เสือ พี่Jangster พี่ayehtebing พี่mambo พี่oatty และพี่ธเนศ(ที่ให้ผมโทรไปคุยด้วย) ที่ให้ความเห็น
หลังจากเครียดอยู่นาน ก็สรุปกับแฟนว่าลองส่ง โรงเรียน inter. ในชั้นอนุบาลก่อน เพราะอยากให้ได้ทั้งภาษา ความสนุก และความคิดสร้างสรร แล้วรอดูผลซัก 2-3 ปี แล้วค่อยว่ากันอีกที
แต่ยังงัยก็ไม่อยากให้เด็กเครียดตั้งแต่เด็ก เลยขอเล่นไว้ก่อนแล้วกันครับ
อู้ย อย่าเรียกผมว่าพี่ครับ ผมพึ่ง 26.... จริงๆก็เห็นด้วยนะครับ กับการให้เด็กสนุก... มันอาจทำให้เด็กไปโรงเรียน... นอกจากนี้ผมว่าความคิดสร้างสรรค์ กับการแสดงออก(แบบที่ถูก) เป็นสิ่งดีมากครับ.... เดี๋ยวนี้เด็กๆขี้อายมากเลย เคยเจอหลาน คุยด้วยยังหนีหลบหลังแม่ของเค้า ม้วนตัวไปมาไม่ค่อยตอบเลย
Back to top
adi
Regular
Joined: 09 Jan 2004
Posts: 1078
Posted: Mon Mar 03, 2008 4:50 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ayethebing wrote:
โรงเรียนอินเตอร์มีหลายเกรด บางโรงเรียนดีที่เด็กเล็ก พอโตขึ้นก็ต้องหาโรงเรียนใหม่อีก น่าจะเลือกโรงเรียน inter ที่มีขนาดใหญ่เสียหน่อยและมีชื่อเสียงดีครับ ที่มีชื่อเสียงดีก็น่าจะเป็น ISB (สามัคคี ปากเกร็ด), บางกอกพัฒนา (สุขุมวิท 40กว่ามั้ง), ร่วมฤดี (เห็นว่าย้ายไปอยู่แถวบางกะปิ), NIST (สุขุมวิท 15), Shrewbery (อยู่บางนามั้ง), Harold ก็ดีแต่เค้าว่าเปอร์เซนต์เด็กไทยเยอะไปหน่อย นอกห้องเรียน จ้อไทยกันปรื๋อเลย
shrewsbury อยู่เจริญกรุงครับ มีหลานผมเรียนอยู่ 3 คน จริงๆมี 4 คน แต่อีกคนลาออกไปเรียน tcis (inter ของ ไต้หวัน)
_________________
“A Cynic Knows the Price of Everything and the Value of Nothing”
-Oscar Wilde, Lady Windemere’s Fan
Back to top
chatchai
Regular
Joined: 03 Jun 2003
Posts: 7701
Location: นนทบุรี
Posted: Mon Mar 03, 2008 4:57 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
จริงไหมครับที่มีคนเคยบอกว่า เด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ จะอ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ค่อยได้
ถ้าจริงผมว่าคงไม่ดีนักที่เป็นคนไทย เกิดประเทศไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่อ่าน เขียนภาษาไทยไม่ค่อยได้
_________________
อย่าหลงความดี แต่จงอยู่เหนือความดี
Back to top
adi
Regular
Joined: 09 Jan 2004
Posts: 1078
Posted: Mon Mar 03, 2008 4:59 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
chatchai wrote:
จริงไหมครับที่มีคนเคยบอกว่า เด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ จะอ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ค่อยได้
ถ้าจริงผมว่าคงไม่ดีนักที่เป็นคนไทย เกิดประเทศไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่อ่าน เขียนภาษาไทยไม่ค่อยได้
จริงครับ ต้องเรียนพิเศษเอา
_________________
“A Cynic Knows the Price of Everything and the Value of Nothing”
-Oscar Wilde, Lady Windemere’s Fan
Back to top
กระทิงแดง
Regular
Joined: 09 Sep 2005
Posts: 744
Location: สำเหร่
Posted: Mon Mar 03, 2008 5:13 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
adi wrote:
chatchai wrote:
จริงไหมครับที่มีคนเคยบอกว่า เด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ จะอ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ค่อยได้
ถ้าจริงผมว่าคงไม่ดีนักที่เป็นคนไทย เกิดประเทศไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่อ่าน เขียนภาษาไทยไม่ค่อยได้
จริงครับ ต้องเรียนพิเศษเอา
ผมว่าภาษาไทย เรียนไม่ค่อยยากครับ เพราะเรายังอยู่ในสังคมไทย สามารถสัมผัสได้ตลอด แต่คิดว่าก็ค่อยๆสอนไปครับ
เพื่อนผมไปเรียนสิงคโปร์ตั้งแต่ ป.4 แล้วไปต่อ อเมริกาเลย กลับมาเมืองไทยซักพัก ก็อ่นหนังสือได้ครับ แต่อาจอ่านได้ช้า และรวมคำยากไม่ได้
_________________
" If u buy stock 60, believing it worth 140. When it drops to 60, all else being equal, u should love it too. not sell it"
The Entrepreneurial Investor.
Back to top
เพื่อน
Regular
Joined: 12 Aug 2004
Posts: 1615
Posted: Mon Mar 03, 2008 9:56 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
กระทิงแดง wrote:
หลังจากเครียดอยู่นาน ก็สรุปกับแฟนว่าลองส่ง โรงเรียน inter. ในชั้นอนุบาลก่อน เพราะอยากให้ได้ทั้งภาษา ความสนุก และความคิดสร้างสรร แล้วรอดูผลซัก 2-3 ปี แล้วค่อยว่ากันอีกที
แต่ยังงัยก็ไม่อยากให้เด็กเครียดตั้งแต่เด็ก เลยขอเล่นไว้ก่อนแล้วกันครับ
ถ้าอยากให้ลูกได้ภาษาอังกฤษ น่าจะเลือกโรงเรียนที่เพื่อนๆของลูกพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก จะได้ประโยชน์มากครับ
ต้องดูที่เด็กๆมากกว่าดูครู ส่วนใหญ่เค้าจะพูดคุย+เล่นกับเพื่อนมากกว่า....แล้วภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาธรรมชาติของเค้าเอง แทบไม่ต้องไปเรียนแกรมม่า ตอนโตเลยครับ
_________________
"I want nobody nobody but you."
- - - -
Back to top
IR SE-ED
Approved IR Member
Joined: 28 Jun 2007
Posts: 277
Location: 1858/87-90 Nation Tower 19 fl. Bangna BKK
Posted: Sat Aug 02, 2008 11:05 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
สำหรับท่านที่สนใจอยากทราบเรื่องราว และข้อมูล เกี่ยวกับโรงเรียนเพลินพัฒนา ซึ่ง SE-ED ถือหุ้นอยู่ และมีส่วนในการบริหาร เชิญเข้าไปอ่านได้ที่กระทู้ในเวบบอร์ดรักลูก ต่อไปนี้ครับ
http://board.raklukefamilygroup.com/viewtopic.php?t=339191&start=0
ในกระทู้ดังกล่าว จะเล่าถึงแนวคิด เป้าหมาย วิธีการจัดกระบวนการเรียนการสอน วิธีการบูรณาการ และกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ของโรงเรียนเพลินพัฒนา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ที่ทำให้ทุกท่านเข้าใจการดำเนินงานของโรงเรียนเพลินพัฒนาได้ดีขึ้น และจะได้ช่วยชี้แจงให้ผู้ปกครองที่กำลังสนใจหาที่เรียนให้ลูกได้ด้วย
ในกระทู้ดังกล่าว มีหลายหน้านะครับ อย่าลืมคลิกไปอ่านหน้าถัดไปด้วย
_________________
Investor Relation
SE-EDUCATION PCL.
ir@se-ed.com
http://www.se-ed.com/ir
Tel 02-739-8000 # 8
Back to top
MindTrick
Regular
Joined: 30 May 2007
Posts: 1138
Location: ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
Posted: Sun Aug 03, 2008 12:10 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
มาคิดอีกที
ถ้าอยากให้ได้ภาษาดีๆ ก็ส่งลูกไปนอก ตอนโตๆ ป.ตรี ป.โท เลยน่าจะดีกว่า
เพราะอย่างน้อย
1. ลูกจะรักเมืองไทยรักบ้าน กลับมาอยู่ใกล้ๆพ่อแม่สุขใจในตอนแก่
2. ไปตอนโต เสียเงินน้อย เพราะส่งไปสักปีสองปี ก็พูดพริ้วได้ และที่สำคัญ โตจนรับจ๊อบได้ หาเงินเป็นใช้เงินน้อยกว่าเด็กตัวจิ๋วอีก
_________________
^
"เมื่อคุณเริ่มทำสิ่งที่รักแล้ว วันต่อๆไปก็จะไม่ใช่การทำงาน"..Brian Tracy
state exact goal/then analyze what fail the goal/then act/if you don't start/dream still be a dream
หุ้นไม่ใช่แค่เศษกระดาษ มันมีคนทำงานจริง
Back to top
ปุย
Regular
Joined: 28 Nov 2003
Posts: 2023
Location: อาบู ดาบี - UAE -
Posted: Sun Aug 03, 2008 3:53 am Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
MindTrick wrote:
มาคิดอีกที
ถ้าอยากให้ได้ภาษาดีๆ ก็ส่งลูกไปนอก ตอนโตๆ ป.ตรี ป.โท เลยน่าจะดีกว่า
เพราะอย่างน้อย
1. ลูกจะรักเมืองไทยรักบ้าน กลับมาอยู่ใกล้ๆพ่อแม่สุขใจในตอนแก่
2. ไปตอนโต เสียเงินน้อย เพราะส่งไปสักปีสองปี ก็พูดพริ้วได้ และที่สำคัญ โตจนรับจ๊อบได้ หาเงินเป็นใช้เงินน้อยกว่าเด็กตัวจิ๋วอีก
เหอๆ เพื่อนผม 2-3 คน ไปเรียนโท เมกา ป่านนี้ยังทำงานอยู่นั่นอยู่เลย
เจอใน facebook มีรูปไป trip กับสาวต่างชาติเพียบ (เกาหลี - อินเดีย)
อืม ถ้าอยากให้ลูกไปเรียนเมืองนอก ทำไมไม่ลองไปหางานทำเมืองนอกเลยล่ะ
ผมไม่ได้หมายเทียบกับตัวผมนะ คือมีรุ่นน้อง เพิ่งเมล์ มาชวนไปทำงานที่ NZ
ผมก็ตอบเค้าไปว่า น่าสน อยากให้ลูก ไปเรียน high ที่โน่น (ตอนนี้ลูกผม อยู่ kg-อนุบาล เอง)
เค้าก็ตอบมาว่า ที่เค้าย้ายไปทำงานที่โน่น ก็เพราะอยากให้ลูกเรียนหนังสือที่โน่นเหมือนกัน โห ลูกเค้าเพิ่ง 2 ขวบเองมั้ง
แต่ medium term plan ผม อีกสัก 5-10 ปี ก็อยากไปทำงานที่โน่นเหมือนกัน
ได้เที่ยวด้วย
Back to top
..........................................
CK wrote:
ลูกผมถึงขนาดวันไหนเกเร ต้องขู่ว่า "จะไม่ให้ไปโรงเรียน"
เป็นเด็กดีขึ้นมาเชียว
เหมือนกันเลยครับ อิอิ
พี่ทศครับ
ผมเคยให้ลูกเรียน inter ครับ
เพราะคิดว่าเด็กจะซึมซับภาษาได้ง่ายกว่า
เนื่องจาก broca s area ในสมองกำลังเจริญในวัยนี้
ซึ่งต่างจากผู้ใหญ่ที่การเรียนภาษาอังกฤษจะยาก เพราะ broca หยุดเจริญไปแล้ว
ก็เลยเรียนอยู่ปีหนึ่ง
แต่ปรากฏว่า "ได้อย่างเสียอย่าง"
เด็กอินเตอร์จะเด่นด้านภาษาก็จริง
แต่ด้านคำนวน และด้านอื่นๆจะด้อยกว่ามาก
อันนี้อาจจะขึ้นกับโรงเรียนด้วยก็ได้
อย่างเซนต์คาร์เบรียลไม่มีปัญหานี้
แต่เครือคาทอลิคอื่นจะมีอยู่เนืองๆ
ทีนี้มีงานวิจัยว่า
เด็กที่เด่นด้านภาษาสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้น้อยกว่า
เด็กที่เด่นด้านคำนวนและวิทยาศาสตร์
อาจจะเป็นด้วยเรื่องอาชีพในอนาคตก็ได้มั้งครับ
ผมเลยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่
อยากให้เข้าสาธิตเกษตร
จะมีโรงเรียนอนุบาลหลายแห่งที่รับติวเข้าสาธิตโดยเฉพาะ
ผมดูแล้ว
แนวทางนี้ลูกผมชอบมากๆ
การเรียนค่อนข้างหนักเพราะต้องเตรียมสอบกับเด็กอื่นๆสามพันกว่าคน
แต่ถึงจะหนักเด็กก็ไม่เครียด
เพราะคุณครูเขามีเทคนิคการสอนที่ดี
มีเล่นสลับกันเป็นระยะๆ
เช่นเดียวกับการเรียนนอกหลักสูตรอื่นๆ
ดูจากภายนอกเหมือนว่าลูกเราจะเรียนหนัก
แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย
ทุกวันนี้
ถ้าเกเรเมื่อไหร่
ก็แค่ขู่ว่าจะไม่ให้ไปโรงเรียน
ก็จะเป็นเด็กดีขึ้นมาเชียว อิอิ
_________________
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
Back to top
MindTrick
Regular
Joined: 30 May 2007
Posts: 1138
Location: ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
Posted: Wed Aug 06, 2008 10:15 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
พี่หมอครับ
ช่วยขยายความหมาย "แนว"ของสาธิตเกษตร ได้ไหมครับ และมีโรงเรียนไหนพอจะ"แนว"ใกล้กับแนวนี้อีกบ้างครับ เผื่อคนที่ไม่สามารถเข้าสาธิตเกษตรจะได้เผื่อทางเลือก
_________________
^
"เมื่อคุณเริ่มทำสิ่งที่รักแล้ว วันต่อๆไปก็จะไม่ใช่การทำงาน"..Brian Tracy
state exact goal/then analyze what fail the goal/then act/if you don't start/dream still be a dream
หุ้นไม่ใช่แค่เศษกระดาษ มันมีคนทำงานจริง
Back to top
kongkang
Regular
Joined: 10 Nov 2006
Posts: 521
Location: KRATUMBAN
Posted: Thu Aug 07, 2008 3:39 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
ใช่แนวเตรียมความพร้อม มากกว่าเร่งเรียน รึเปล่าคะ ที่เรียกว่าบูรณาการรึเปล่า
ว่าแต่น้องมายด์ ทำไมถึงสนใจล่ะ รึว่าเตรียมความพร้อมไว้ก่อน
Back to top
สามัญชน
Regular
Joined: 16 Aug 2003
Posts: 4496
Posted: Fri Aug 08, 2008 7:45 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
เครือสาธิตจะมี "แนว" คล้ายๆกันครับ
ไม่ว่าจะเป็น สาธิตจุฬา เกษตร ประสานมิตร ปทุมวัน ฯลฯ
คือทุกแห่งที่ตั้งชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "สาธิต" จะคล้ายๆกันหมด
แต่ฝีมือหรือความนิยมแต่ละแห่งจะแตกต่างกันบ้าง
แนวสาธิตจริงๆผมไม่ทราบนักครับ เพราะลูกยังไม่ได้เข้าไปเรียนเลย
และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเข้าไปหรือเปล่า
ทราบแต่แนวอนุบาลเตรียมเข้าสาธิตครับ
เขาเน้น เชาว์ปัญญา
ตัวการเรียนการสอนและแบบฝึกหัด จะคล้ายๆแบบทดสอบไอคิวหนะครับ
อันนั้นเป็นส่วนหนึ่ง
ที่เหลือก็เป็นคณิตศาสตร์
ภาษาไทย เป็นต้น
การเรียนจะค่อนข้างหนัก
เรียนสัปดาห์ละ 6 วัน จากเช้าจนเย็น
แต่ก็มีเล่นสลับกับเรียนด้วย
ลูกผมไม่เครียดนะ
กลับชอบซะอีก
ตอนนี้ลูกผมอ่านหนังสือได้แล้ว
อ่านโจทย์ข้อสอบได้ด้วย
แต่ถ้าอยากได้แบบชัดๆ
ต้องถามพี่ ck ครับ
เขาเตรียมตัวมานานและทำจนสำเร็จแล้ว
ลูกพี่เล็กสอบเข้าสาธิตจุฬาได้ด้วยครับ
ว่าแต่น้อง mind แอบไปมีลูกตั้งกะเมื่อไหร่ครับ
นึกว่ายังโสดซะอีก
แซวเล่นครับ
_________________
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
Back to top
njTAO
Regular
Joined: 18 Apr 2008
Posts: 274
Posted: Fri Aug 08, 2008 8:56 pm Post subject:
--------------------------------------------------------------------------------
MindTrick wrote:
ลองดู โรงเรียนเพลินพัฒนาของ SE-ED
http://plearnpattana.com/index.php?option=com_frontpage&Itemid=24
ผมไป คอมพานีวิสิทมา ดูแล้ว ผมยังอยากกลับไปเรียนเองเลย
กับ โรงเรียน ของหนูดี อันนี้เจ้าของเป็นคนมีความคิดดี ผมรู้เท่านี้
http://www.vanessa.ac.th/index.php
ความคิดของผม
หนูดีเค้าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง เีรียนมาจากทางฝรั่ง ดังนั้นก็เลยเน้นไปทางการพัฒนาสมอง ไม่ทราบว่าสมองตรงไหน ยังไง (ไม่ทราบเลยครับ) แต่รู้สึกว่าตอนคุณแม่หนูดีเค้ามาเปิดโรงเรียนสอนหนูดีเองเพราะได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Freedom and Beyond (คล้ายกับท่านอดีตผู้นำ ที่ผมเคยได้ยินมาว่าท่านเข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมเพราะหนังสือชื่อ Third Wave)
เคยได้ยินโรงเรียนวอลดอร์ฟ มั๊ยครับ เกิดขึ้นจากแนวคิดของนักปรัชญาชาวเยอรมัน Rudolf Steiner มีสาขาไปทั่วโลก เค้าเน้าความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะและการคิดแบบใช้ญาณสังหรณ์ เพื่อพัฒนาคนทั้งทางปัญญา สังคม และจิตใจ เมืองไทยก็มีครับ ชือไทยๆ ลงท้ายด้วยวอลดอร์ฟ
โรงเรียนนี้เขาจะไ่ม่ให้เด็กดูทีวี ใช้คอมพิวเตอร์ (งั้นก็คงไม่ใ้ห้ฟังวิทยุด้วยรืเปล่า (แล้วก็ไม่น่าจะมีการใช้ไมโครโฟน(คงห้ามใช้ไฟฟ้าด้วยมั้ง ... โอ้ย ))) คือ เขาว่าต้องการให้เด็กอยู่กับศิลปะมากที่สุด มีการเล่นดนตรีด้วย ผมว่าได้ถึงขนาดคิดออกมาเป็นภาพ และสามารถสื่อสารเป็นภาพ หรือผ่านทางคลื่นได้ ก็น่าส่งไปเรียน เพราะมันเป็นล้ำหน้าไปกว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ปัจจุบันเป็นไหนๆ
แต่ถ้าไม่ได้ขนาดนั้น วันหนึ่งเด็กเขาต้องออกมาอยู่ในสังคม ก็ไม่พ้นสื่อพวกนี้ ไม่รู้จะกลายเป็นผลดีหรือผลเสียครับ
......................
..........................
............................................
.........................................
"ตลาดการศึกษานานาชาติลงทุนเพื่ออนาคตคนรุ่นใหม่"
โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข จิตติมา คุปตานนท์
นิตยสารผู้จัดการ( ตุลาคม 2536)
--------------------------------------------------------------------------------
การเปิดเสรีโรงเรียนนานาชาติในรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวแบบก้าวกระโดดด้านวัฒนธรรมการศึกษาและวิดีทัศน์แบบโลกานุวัตร สมัยใหม่ขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางระดับสูงของไทย ซึ่งกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดการศึกษาที่น่าลงทุนเพื่ออนาคตมากๆ ยามเช้าตรู่ ก่อนจะไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย กิจวัตรประจำวันของ ดร.วรภัทร โตธนะเกษม คือพา "ปอย" ลูกสาวคนเดียวไปส่งถึงห้องเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งที่โรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น ลาดพร้าว ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน
ดร.วรภัทรเป็นตัวอย่างความวิตกกังวลที่เห็นและเป็นอยู่ของพ่อแม่ชนชั้นกลางระดับสูงยุคใหม่ที่มีลูกเพียงคนเดียว และพร้อมที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพงไม่ต่ำกว่า 150,000-250,000 บาทต่อปี เพื่อส่งเสริมให้ลูกสาวตัวน้อยๆ ได้มีโอกาสศึกษา "โรงเรียนนานาชาติ" เร็วกว่าที่ตนเคยสัมผัสมาสมัยเป็นเด็กที่ได้รับทุนเอเอฟเอสและทุนแบงก์กสิกรไทยเรียนปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกา
แปดปีในอเมริกา ทำให้ดร.วรภัทรเห็น "คุณค่าการศึกษาในต่างประเทศ" ที่เปิดวิสัยทัศน์อันเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดที่สร้างโอกาสก้าวไกลกว่าคนอื่น และพลิกผันชีวิตเด็กบ้านนอกอย่างเขาให้สามารถไต่เต้าฐานะทางสังคมสู่วงการระดับสูงได้ ปัจจุบันดร.วรภัทรดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดกร ธนาคารกสิกรไทย สถาบันการเงินชั้นนำของไทย
"เด็กรุ่นผม มาถึงจุดนี้ได้เพราะสังคมเปิดโอกาส แต่วันนี้มันไม่ใช่..เด็กวัดไม่มีโอกาส ทุกอย่างต้องแข่งขันกันมากๆ เด็กรุ่นใหม่ที่พ่อแม่มีฐานะส่งไปเรียนเมืองนอก ต่างพูดฝรั่งไม่มีเพี้ยน ในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า อนาคตเศรษฐกิจจะอยู่ในมือพวกเขา ถ้าเราไม่เตรียมการศึกษาให้ ลูกจะมีความรู้ไม่ทัดเทียมเขา ผมจึงอยากให้ลูกเรียนภาษาตั้งแต่เด็ก ๆ พอสัก 6-7 ปี ที่ภาษาอยู่ตัว จึงจะเข้าระบบเรียนโรงเรียนไทย" ดร.วรภัทรเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่เลือกส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น เฉกเช่นเดียวกับ ขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการบริหารธนาคารไทยทนุ
โลกานุวัตรของคนรุ่นพ่อแม่ซึ่งแตกเนื้อหนุ่มในยุคทศวรรษ 60 และขณะนี้อายุขึ้นต้นด้วยเลขสี่ ปรากฏตัวและเติบโตในรูปของเศรษฐีใหม่-เจ้าของกิจการ-มืออาชีพผู้บริหารระดับสูงที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจแบบลูกโป่งในระยะ 5 ปีมานี้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ฉับไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากเป็นพิเศษเช่นธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับการส่งออก-นำเข้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ บริการ-จัดการ ธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจตลาดเงินตลาดหุ้น
บทบาทของเศรษฐีใหม่หรือชนชั้นกลางระดับสูงนับวันจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพราะส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่ไต่เต้าเขยิบฐานะทางสังคมจากความสามารถของตัวเองเป็นหลัก และสั่งสมฐานเงินทุนและแผ่ขยายทุนในเชิงโลกานุวัตรยิ่งกว่ารุ่นพ่อแม่เคยทำมา
พฤติกรรมของชนชั้นกลางรุ่นใหม่นี้ จึงมีหลักการชีวิตที่ปฏิเสธการผูกขาดที่จะลิดรอนเสรีภาพและโอกาสที่จะแสวงหาความร่ำรวย ปฏิเสธระบบราชการและการควบคุมจากราชการ แต่ก็ต้องการและรู้วิธีการหาประโยชน์จากความเละเทะในกลไลราชการ ผ่อนคลายในประเพณี ศีลธรรมและค่านิยมแบบดั้งเดิมของสังคม เข้าใจและเอาใจใส่ต่อกลไกและการเปลี่ยนแปลงของโลกว่า โลกทุกวันนี้พ้นขอบเขตจากพรมแดน กลายเป็นพลเมืองโลกมากกว่าพลเมืองไทย และเชื่อในเรื่อง SOCIAL MOBILIZATION
จากผลสำรวจอาชีพผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา ซึ่งมีเด็กไทยเรียน 447 คนหรือ 25% ของนักเรียนทั้งหมด 1,791 คน จะพบว่าพ่อแม่เด็ก 35.41% อยู่ในระดับบริหารของธุรกิจชั้นนำ และอีก 31.25% เป็นเจ้าของกิจการ ขณะที่เป็นข้าราชการไทยประจำกระทรวงต่างประเทศ 16.28% และลูกเจ้าหน้าที่สถานฑูตมาเรียนเพียง 2.84% เท่านั้น
ถ้ารายได้ของครอบครัวต่ำกว่า 150,000 บาทต่อเดือน ก็เมินเสียเถอะ! ที่จะส่งลูกเข้าเรียนหลักสูตรนานาชาติ ยกเว้นแต่เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้รับส่วนลดหย่อนค่าเล่าเรียนประมาณ 58%
ในปีการศึกษา 2535-36 จากตัวเลขของกระทรวงศึกษาธิการ ครอบครัวคนไทยระดับสูงที่ส่งลูกหลานนักเรียนไทยไปเรียนในโรงเรียนนานาชาติสิบแห่งมีจำนวนมากถึง 1,816 คนหรือ 21% ของจำนวนทั้งสิ้น 8,596 คน
แต่น่าสังเกตว่า โรงเรียนที่มีสัดส่วนเด็กไทยเรียนมากที่สุด ส่วนใหญ่เพิ่งตั้งขึ้นในปี 2535 เช่น นานาชาติเซนต์จอห์นมีนักเรียนชั้นปี 1-3 รวม 76 คน แต่เป็นเด็กไทยถึง 60 คนหรือ 78% หรือนานาชาติเอกมัยมีเด็กไทย 555 คนจากจำนวน 815 คน
จนเป็นที่น่าสงสัยว่า โรงเรียนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ในหลักสูตรนานาชาติ หากรับเด็กไทยเข้าเรียนมากเกินกึ่งหนึ่งเช่นนี้ แทนที่จะกระจายสัดส่วนรับเด็กชายอื่นๆ บ้าง!?
โดยทั่วไปหลักสูตรนานาชาติจะมีวิชาพื้นฐานหลักๆ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และครอบคลุมไปยังวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลป การออกแบบ และพลศึกษาโดยมีครูผู้สอนและหลักสูตรที่ถ่ายทอดกระบวนการรู้เป็นภาษาอังกฤษ ที่แฝงด้วยวัฒนธรรมตะวันตกแบบรู้หน้าที่และทำงานเป็นทีม มีเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนภายในห้องเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนแค่ 20 คน
"โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษาของเราจะมีโควต้ารับเด็กไทยประมาณร้อยละ 30 จากจำนวนเด็กใหม่ทั้งหมดที่รับแต่ละปีประมาณ 200 คน เพราะหากเรารับเด็กไทยมากเกินไปจะไม่เป็นผลดีต่อเด็กเอง" นี่คือคำบอกเล่าของอาจารย์ ถวิดา พิชเยนทรโยธิน บุตรสาวพันเอกถนัด คอมันตร์ อดีต รมว.ต่างประเทศ อาจารย์ถวิดาเป็นอดีตศิษย์เก่าร่วมฤดีฯ และเข้ารับงานบริหารโรงเรียนแห่งนี้มานานกว่า 10 ปี
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าจับตาถึงผลกระทบของนโยบายกดดันของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดสัดส่วนเด็กไทยกับเด็กต่างชาติในอัตราส่วน 50 ต่อ 50 ก็อาจจะทำให้ขีดจำกัดของโรงเรียนนานาชาติที่เพิ่งตั้งใหม่ ต้องกระทบกระเทือน
"ดิฉันเห็นด้วยที่กระทรวงมีการกำหนดสัดส่วนดังกล่าว เพราะถ้าหากนานาชาติมีเด็กไทยร้อยเปอร์เซนต์แล้วก็ไม่ได้เป็นนานาชาติแต่อย่างไร" อาจารย์ลักขณา ตะเวทิกุล ให้ความเห็นในฐานะเจ้าของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ ดิษยะศริน และแม่ของลูกสาวคนเก่งได้แก่ นิศานาถ (กิ๊บ) ลลิตา (แพม) ทั้งสองมีชื่อเสียงจากการเป็นนักร้องยุวชนยอดเยี่ยมปี 1990 และพิธีการรายการ "จิ๋วแต่แจ๋ว" กับ "ทอป สตาร์ พาเลส" ที่ช่อง 3 และพัชราลักษณ์ (เลดี้)
ทั้งสามได้รับการศึกษาอยู่ที่ร่วมฤดีวิเทศศึกษาและสิ้นปีการศึกษานี้ หลังจากเรียนจบไฮสกูล เกรด 12 แล้วนิศานาถจะต้องไปเรียนต่อยังสหรัฐอเมริกาพร้อมกับน้องแพม
"หลังจากกิ๊บเรียนจบเกรด 12 แล้วก็คิดว่าจะไปอเมริกา ตอนนี้ก็ดูข้อมูลหลายๆ มหาวิทยาลัยเราต้องเตรียมตัวมากเรื่องคณิตศาสตร์ ยิ่งคะแนนสูงยิ่งมีโอกาสติดทอปเทน และถ้าเราทำกิจกรรมเยอะๆ ก็จะดีต่อตัวเรา ไม่ใช่เก่งเรียนอย่างเดียว" นิศานาถเล่าให้ฟัง
ตัวเลขนักเรียนไทยที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความตื่นตัวของตลาดการศึกษาที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายเปิดเสรีโรงเรียนนานาชาติ ที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนสถานศึกษาแก่ลูกหลานนักลงทุนชาวต่างประเทศ
ต่อมาในรัฐบาลยุคอานันท์ ปันยารชุน ได้สานต่อนโยบายนี้จนสำเร็จ และยังเปิดเสรีเต็มที่ให้โรงเรียนนานาชาติรับเด็กไทยเข้าเรียนได้ โดยยกเลิกเงื่อนไขข้อที่ว่า ต้องเป็นลูกหลานคนไทยที่เกิดหรือเคยเรียนหนังสือต่างประเทศมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
บรรดาพ่อแม่ต่างไชโยโห่ร้อง ที่ไม่ต้องส่งลูกไปศึกษาไกลถึงต่างประเทศ ขณะที่เจ้าของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในหลักสูตรภาษาไทย ก็เริ่มมองเห็นลู่ทางลงทุนตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ขึ้นมา เพื่อสนองตอบความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเศรษฐีใหม่ หรือชนชั้นกลางระดับสูง ที่เคยผ่านการศึกษาจากต่างประเทศหรือเกี่ยวข้องระหว่างประเทศมา
กรณีของครอบครัวผู้ดีไทยแท้ที่สืบเชื่อสายสกุล "กุญชร ณ อยุธยา" อย่างมลุลี ปิ่นสุวรรณ์ อดีตครูไทยที่เคยสอนในโรงเรียนนานาชาติ และปัจจุบันเปิดร้านอาหารไทยที่อินโดนีเซียมีชื่อเสียงมากด้านขนมอร่อยจนต้องเปิดสอนสตรีชาวต่างประเทศ เป็นตัวอย่างชีวิตต่างแดนของคนไทย ซึ่งสามีทำงานอยู่อินโดนีเซีย มีลูกสี่คนที่ล้วนผ่านการศึกษาต่างประเทศ ลูกชายคนเล็ก "นิคกี้" หรือชื่อไทยว่า "อานนท์" ก็เกิดที่นั่นและศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนนานาชาติอินโดนีเซีย เมื่อต้องกลับมาเมืองไทย ลูกชายคนเล็กปรับตัวยากมาก เกิดอาการ CULTURE SHOCK พูดไทยไม่ชัดแต่พูดภาษาอังกฤษและอินโดนีเซียเป็นภาษาแม่ไม่ชอบคบคนไทยเพราะถูกล้อเลียนเรื่องชื่อว่า "นิคกี้" ชื่อเหมือนหมา" และรู้สึกว่าคนไทยหัวเราะมากเกินไป จนเขาแยกแยะไม่ออกว่า LAUGHT หรือ LAUGH WITH
"พี่คิดว่าระบบการศึกษาแบบอเมริกันให้โอกาสคนและยืดหยุ่น สำหรับลูกถ้าเข้าเรียนโรงเรียนไทย เขาอาจจะมีปมด้อย แต่ตอนนี้เขาเรียน I.S.B. ซึ่งมาตาฐานดีมากๆ และแคร์เด็ก อย่างพี่ไปเยี่ยมลูกสาวคนโตที่อเมริกา หนึ่งเดือน ลูกชายอยากไปด้วย แต่ไม่ได้ไป พอกลับมาทราบจาก PROGRESSIVE REPORT ของโรงเรียนว่าไม่ทำการบ้านเลย ทางครูทุกคนก็ประชุมกับผู้ปกครองทำ OPEN HOUSE ช่วยกันให้ความสนใจปัญหาจริงใจ ทุกวันนี้เขาเรียนเกรด 7 และเมื่อจบเกรด 8 ก็คิดว่าจะส่งเขาไปเรียนไฮสกูลที่อเมริกา โรงเรียนเดียวกับที่พ่อเขาเคยเรียน" มลุลีเล่าให้ฟังถึงวิถีที่เลือกแล้วของลูกชายคนเล็ก
เพียงชั่วระยะเวลาปีเดียวหลังเปิดเสรีในปี 2534 ปรากฏรายชื่อที่กระทรวงศึกษาธิการยาวเหยียดจากเดิมที่มีอยู่นานแล้ว 5 แห่งคือสถานศึกษานานาชาติ (I.S.B) ร่วมฤดีวิเทศศึกษา (R.I.S) บางกอกพัฒนา สมาคมไทย-ญี่ปุ่น และนานาชาติเชียงใหม่ โดย I.S.Bกับร่วมฤดีและนานาชาติเชียงใหม่ได้รับรองวิทยฐานะจาก WASC(WESTERN ASSOCIATION OF SCHOOLS AND COLLEGEES) สามารถเข้าศึกษาต่อที่อื่นได้ทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
ช่วงปีแห่งการท้าทาย ตลาดเสรีที่ต้องแข่งขันกันในตลาดการศึกษานานาชาติ ระหว่างปี 2535-37 จะมีโรงเรียนนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ถึง 16 แห่ง สำหรับปีที่แล้ว สถานศึกษาที่เปิดรับเด็กใหม่มีเพียง 5 แห่งคือ อนุบาลนานาชาติดิษยะศริน นานาชาติเซนต์จอห์น นานาชาติเอกมัย นานาชาติใหม่แห่งประเทศไทย และไทยซิกข์นานาชาติ
ส่วนปีหน้า 2537 โรงเรียนนานาชาติจะเกิดขึ้นมหม่ 11 แห่ง แยกตั้งในกรุงเทพ 3 แห่ง คืออนุบาลนานาชาติสารสาสน์ มัธยมนานาชาติ ประชาคมนานาชาติ และกระจายตามหัวเมืองบริวารสำคัญๆ เพื่อสนองตอบนักลงทุนชาวต่างประเทศที่อยู่ในต่างจังหวัด ได้แก่โรงเรียนนานาชาติจักรวาลตั้งที่อ.ปากช่อง นครราชสีมา โรงเรียนนานาชาติอัสสัมชัญที่ชลบุรี นานาชาติการ์เดนที่ระยอง นานาชาติภูเก็ต นานาชาติพัฒนาที่สมุทรปราการ นานาชาติพัทยาที่ชลบุรีและเยอรมันคริสเตียนเชียงใหม่ ที่อ.สารภี
รายล่าสุดคือโครงการโรงเรียนนานาชาติของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งเซ็นสัญญากับ "ดัลลิชคอลเลจ" สถาบันการศึกษาแนวหน้าแห่งสหราชอาณาจักรที่ผู้ดีไทยนิยมส่งลูกหลานไปเรียน บุคคลชั้นนำที่เคยเป็นศิษย์เก่า เช่น ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผู้อำนวยการมูลนิธิโครงการหลวง อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี อาสา สารสิน ประธานกรรมการบริษัทผาแดงอินดัสทรี และปกรณ์ ทวีสิน ประธานธนาคารไทยทนุ
โรงเรียนประจำแบบสหศึกษาภายใต้ชื่อ "ดัลลิชคอลเลจ (ประเทศไทย)" แห่งนี้จะเกิดขึ้นบนเนื้อที่ 1,000 ไร่บนเกาะภูเก็ต ที่รายล้อมด้วยสนามกอล์ฟเขียวขจีและมหาวิทยาลัยนานาชาติรังสิต
หลักสูตรปฐมนิเทศพิเศษของดัลลิช คอลเลจ(ประเทศไทย) นี้จะเริ่มต้นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2538 ซึ่งจะเปิดรับนักเรียน "รุ่นก่อตั้ง" จำนวน 150 คนเพื่อรับเข้าติวเข้มด้านภาษาอังกฤษ และเรียนรู้การอยู่โรงเรียนประจำตามแบบฉบับอังกฤษ
จะเห็นได้ว่า ประเภทผู้ขอตั้งใหม่ก็มีหลากหลายวัตถุประสงค์ เช่น องค์การสหประชาชาติขอตั้งโรงเรียน "นานาชาติใหม่แห่งประเทศไทย" (IST) สำหรับลูกเจ้าหน้าที่ยูเอ็นที่ประจำอยู่ในประเทศไทย โดยใช้สถานที่เดิมของ I.S.B ที่ซอยสุขุมวิทซอย 15 ส่วน I.S.B ได้ย้ายไปยังที่แห่งใหม่เนื้อที่กว้างขวางถึง 80 ไร่บริเวณที่นิชดาธานี ปากเกร็ด นนทบุรี
สำหรับโรงเรียนไทยซิกข์นานาชาติที่สมุทรปราการจัดตั้งขึ้นตามเชื้อชาติ ศาสนา เปิดสอนหลักสูตรแบบอเมริกัน มีทั้งหมด 12 เกรด ปรากฏว่ามีเด็กไทยซิกข์ที่เกิดในประเทศไทยเข้าเรียนมากถึง 404 คนหรือ 75% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 535 คน
บางรายก็มุ่งเจาะตลาดคนไทย เช่น โรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์นและนานาชาติเอกมัย ล่าสุดที่โรงเรียนสาธิตเกษตร ซึ่งไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการก็คาดว่าจะเปิดหลักสูตรนานาชาติขึ้นในปีหน้า โดยเน้นกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการวัฒนธรรมความเป็นไทยเป็นหลัก แม้ว่าจะใช้หลักสูตรระบบอเมริกันและครูชาวต่างประเทศก็ตาม
"คนที่เป็นไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจสาขาใดก็ตาม ดิฉันคิดว่าเขาคงอยากให้ลูกมีความเป็นไทย มีวัฒนธรรม มารยาทดีงาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องภาษาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตการงานต่อไป" อาจารย์ จงรักษ์ ไกรนาม ครูใหญ่โรงเรียนสาธิตเกษตรให้ความเห็น
ตามแผนการเปิดรับนักเรียนหลักสูตรนานาชาติของสาธิตเกษตร ปีแรกจะเปิดรับเฉพาะชั้นป.1 -ป.3 ห้องละ 20 คน ส่วนในปีถัดไปจะรับเฉพาะเด็ก ป.1 เท่านั้น โดยชั่วโมงเรียนประมาณ 33 ชม.ต่อสัปดาห์ และจะมีชั่วโมงเรียนวัฒนธรรมไทยอาทิตย์ละ 2 คาบ
อัตราเก็บค่าเล่าเรียนของหลักสูตรนานาชาติสาธิตเกษตรจะอยู่ในเกณฑ์สูงมากปีละไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งรวมค่าเล่าเรียน หนังสือตำรา และอาหารแต่ไม่มีบริการรถรับ-ส่งนักเรียน
"ค่าเล่าเรียนนี้เราคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไป เงินเดือนครูเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุด เช่นต้องจ้างอาจารย์ประจำชาวต่างประเทศมีเงินเดือนๆ หนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 เหรียญสหรัฐ นอกเหนือจากสวัสดิการอื่นๆ" อาจารย์จงรักษ์เล่าให้ฟัง
เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนเกณฑ์มาตรฐานโลกของโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้นำการศึกษาด้านนี้มานานอย่าง I.S.B จะพบว่าระดับอนุบาล
(KINDERGARTEN) เกรด 5 จ่ายค่าเล่าเรียนปกติปีละ 179,300 บาทบวกกับค่าลงทะเบียนแรกเข้า 71,000 บาท ไม่รวมอัตราค่ารถอยู่ระหว่าง 27,000-41,000 บาทซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล
แต่ถ้าต้องเรียน ESL(ENGLISH AS A SECOND LANGUAGE) เสริมทักษะภาษาอังกฤษ ก็จ่ายเพิ่มเติมตามลำดับ LEVEL A=71,400 บาท B=61,000 บาท C=50,700 บาท
สำหรับระดับเกรด 6-8 (MIDDLE SCHOOL PROGRAM) ค่าเล่าเรียนปกติ 195,200 บาท และระดับไฮสกูล เกรด 9-12 จะจ่ายค่าเล่าเรียนปีละ 199,300 บาท
นักเรียนไทยที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษก็ต้องติวเข้ม ESL โดย LEVEL A จ่าย 74,900 บาท B=53,200 บาทและ C=30,000 บาท
"โรงเรียนของเราจัดว่าการเรียนการสอนนานาชาติที่ดีที่สุด เรามีครู่ที่เก่งที่คัดเลือกจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของอเมริกา เมื่อเทียบกับการส่งลูกคุณไปเรียนต่างประเทศ ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงผมคิดว่าที่นี่จะเป็นสถานศึกษาที่ดีที่สุดที่ให้การศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกอันโออ่าและกว้างขวาง" มร.ROBERT W.BREWITT ผู้อำนวยการที่บริหาร I.S.B มาแล้วสิบปีเล่าให้ฟัง
อย่างไรก็ตาม ค่าเล่าเรียนที่แพงมากเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ปกครองนักเรียนซึ่งพร้อมจะจ่ายแต่ปัญหาเรื่องสถานที่ตั้งของโรงเรียนซึ่งโยกย้ายมาอยู่นอกเมือง ห่างไกลจากใจกลางเมืองอย่างลิบลับถือว่าเป็นข้อพิจารณาประการแรกสุดของพ่อแม่ที่ไม่ต้องการให้ลูกต้องทุกข์ทรมานกับการเดินทางยาวนานเกินไป เพราะปัญหาการจราจรติดขัดมากๆ
เมื่อสองปีที่แล้ว เป็นที่ปริวิตกของผู้ปกครองโรงเรียนนานาชาติชั้นนำสองแห่ง I.S.B และร่วมฤดีวิเทศศึกษา (R.I.S) ว่า ถ้าโรงเรียนย้ายจากใจกลางเมืองย่านสุขุมวิทไปอยู่ชานเมือง นนทบุรีและมีนบุรี จะให้ลูกลาออกดีหรือไม่ ?
แต่ด้วยระบบบริการรับ-ส่งนักเรียนอันทันสมัยและมีประสิทธิภาพการจัดการของมนตรีทรานสปอร์ต ซึ่งเป็นผู้คุมตลาดโรงเรียนนานาชาติเกือบทุกแห่ง ทำให้ความวิตกกังวลแทบไม่มี
"ตอนที่เราย้ายจากซอยร่วมฤดีมาอยู่ที่นี่ อัตราการเพิ่มของนักเรียนเป็นแบบก้าวกระโดดอย่างเด่นชัดเพราะแคมปัสใหญ่ขึ้นจำนวนห้องมากขึ้น แต่ยังคงรักษาจำนวนนักเรียนต่อห้องไว้ประมาณ 20-25 คนเท่านั้น" อาจารย์ถวิดา ครูใหญ่โรงเรียนร่วมฤดีฯ เล่าให้ฟัง
ในอดีต ปี 2532 โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษามีนักเรียนเพียง 528 คน แต่ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีอัตราก้าวกระโดดทะยานขึ้นสู่หลักยอดรวมถึง 1,791 คน โดยมีนักเรียนจาก 43 เชื้อชาติ
ถึงกระนั้นก็ตาม ก็มีเสียงบ่นจากผู้ปกครองบางคนว่า แม้โรงเรียนจะมีบริเวณกว้างขวางใหญ่โตขึ้น เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เช่นสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามกีฬา แต่เมื่อนักเรียนบางกลุ่มที่บ้านอยู่ไกลต้องรับกลับ ก็ทำให้ไม่สามารถใช้บริการจากสิ่งเหล่านี้ได้เต็มที่
จุดนี้เองที่ทำให้ โรงเรียนนานาชาติขนาดเล็กที่เพิ่มตั้งขึ้นใหม่ จึงยึดหัวหาดอยู่ในใจกลางกรุงเทพย่านที่อยู่ชาวต่างประเทศ แถบบริเวณถนนสุขุมวิท พระโขนง และถนนสาธร ยานนาวาเป็นหลัก เช่นอนุบาลนานาชาติสารสาสน์ที่ยานนาวา มัธยมนานาชาติที่พระโขนง ประชาคมนานาชาติที่ยานนาวา เป็นต้น
แต่บนเส้นทางถนนลาดพร้าว ซึ่งมีโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น เป็นแหล่งศึกษาเพียงแห่งเดียวที่ได้เปรียบด้านที่ตั้ง สามารถดึงดูดใจผู้ปกครองที่ฐานะสูงบริเวณย่านนั้นให้ส่งลูกๆ มาเรียนที่นี่มาก
แม้บางครั้งจะมีเสียงบ่นจากพ่อแม่เด็กว่า สิ่งแวดล้อมบางด้านของนานาชาติเซนต์จอห์นไม่เอื้ออำนวยต่อพัฒนาการของเด็กเท่าที่ควร เช่นสนามหญ้าเทียมมีเนื้อที่แคบเกินไปสำหรับเด็กวิ่งเล่นการปนเปหลักสูตรต่างๆ ทั้งประถม มัธยม และอาชีวะในสถานที่เดียวกันเป็นภาพน่าวุ่นวายใจสำหรับผู้ปกครองเด็ก
"ต่อไปในอนาคตอาคารทั้งหลังนี้จะเป็นของโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น แล้วเด็กโตจะย้ายออกไปอยู่อาคารหลังใหม่ที่จะสร้างเสร็จเร็วๆ นี้ ทำให้เรามีเนื้อที่จัดสรรได้เหมาะสมมากขึ้น" MR.ALUN R.THOMAS ครูใหญ่ที่รับภารกิจบริหารหลักสูตรใหม่นี้เล่าให้ฟัง
แต่ปัญหาความคับแคบของสถานที่โรงเรียนเซนต์จอห์น ซึ่งมีหลักสูตร "ครบวงจร" มากที่สุดในตลาดการศึกษา ได้กลายเป็นข้อเปรียบเทียบกับโรงเรียนสาธิตเกษตร ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ปีหน้าจะเปิดหลักสูตรนานาชาติโดยใช้จุดแข็งในแง่ภาพพจน์ความเป็นโรงเรียนสาธิตและอาณาบริเวณโรงเรียนที่กว้างขวางกว่ามากๆ
จุดนี้อาจจะกระตุ้นให้พ่อแม่ซึ่งต้องการสรรหาสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดแก่ลูกอาจต้องเปลี่ยนย้ายไปอยู่ที่ใหม่ แม้จะพอใจกับระบบการเรียนการสอนของนานาชาติเซนต์จอห์นก็ตาม
ธุรกิจการศึกษาในระยะยาวในรูปแบบองค์กรไม่แสวงหากำไร จึงเป็นเหมือนน้ำซึมบ่อทราย ที่ต้องการสร้างความเชื่อถือในรูปภาพพจน์ และชื่อเสียงของสถาบันให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง
แม้ว่าต้นทุนการลงทุนด้านนี้จะสูงมาก เพราะต้องจ้างครูชาวต่างประเทศด้วยผลตอบแทนเทียงเคียงมาตรฐานสากล เงินเดือนไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากสวัสดิการค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาลและอื่นๆ
ด้านการลงทุนตำราเรียนก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และอุปกรณ์เครื่องมือการสอนต้องทันสมัย ซึ่งจะมีบริษัทมืออาชีพต่างประเทศจัดทำหลักสูตรเป็นชุดให้
จากต้นทุนการศึกษาที่แพงมากนี้ ทำให้ค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติมีอัตราสูงมาก เมื่อเทียบกับค่าเล่าเรียนทั่วไปของโรงเรียนไทย แต่จะอยู่ในมาตรฐานใกล้เคียงกับโรงเรียนเอกชนในต่างประเทศ
"หากมองในแง่ธุรกิจ จะว่าเสี่ยงก็เสี่ยง แต่ถ้าเรามองในแง่การศึกษา ก็จะไม่มีความเสี่ยงมากมากอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร…เราถือว่าเราทำวิชาชีพนี้ด้วยใจรัก" อาจารย์ลักขณา ตะเวทิกุล เจ้าของโรงเรียนอนุบาลดิษยะศริน ซึ่งร่ำเรียนวิชาการบริหารการศึกษาระดับปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกาเล่าให้ฟัง
ประสบการณ์ที่เคยทำงานด้านเนอสเซอรี่เด็กและได้รับการถ่ายทอดวิชาจากคุณปู่คุณย่าซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียน บวกกับวิชาการที่ศึกษาจากอเมริกาทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจโรงเรียนอนุบาลดิษยะศรินขึ้นมาเองจากทุนส่วนตัว และต่อมาได้เปิดสอนหลักสูตรอนุบาลนานาชาติ เพื่อตอบสนองปัญหาขาดแคลนที่เรียนของลูกนักธุรกิจชาวต่างประเทศและเจ้าหน้าที่สถานฑูตต่างๆ
อนุบาลนานาชาติดิษยะศรินจะรับเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบจนถึง 6 ขวบ โดยจัดแบ่งเวลาสองปีสำหรับเนอสเซอรี่ ซึ่งค่าเล่าเรียนเก็บ 16,000 บาทต่อเทอม และอีกสองปีสำหรับชั้นอนุบาลที่เก็บ 18,000 บาทต่อเทอม ไม่รวมค่ารถที่อยู่ระหว่างเดือนละ 800-1,500 บาท ปัจจุบันมีนักเรียนประมาณ 150 คนเป็นคนไทย 20 คน ต่างชาติ 130 คน
"สัดส่วนเด็กไทยต่อเด็กต่างชาติประมาณ 15 ต่อ 85 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่เดิมพ่อแม่เด็กไทยจะส่งเรียนหลักสูตรนานาชาติน้อยมากเพราะแม้เขาเรียนจบแล้ว ก็ไม่สามารถเรียนต่อในโรงเรียนนานาชาติได้ แต่ขณะนี้ทำได้แล้วเพราะเปิดเสรีให้คนไทย" เจ้าของอนุบาลนานาชาติดิษยะศรินเล่าให้ฟัง
การเปิดเสรีภาพการศึกษานานาชาติจะวางตำแหน่งลูกหลานของครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงไปในทิศทางที่พวกเขาสามารถจะ INTERGRATE ตัวเองเข้าไปในภูมิภาคแห่งโลกานุวัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เป็นเรื่องน่าจับตาถึงอำนาจเศรษฐกิจภายใต้กำมือของกลุ่มชนชั้นนำที่มีไม่ถึงหมื่นคนนี้ !?
--------------------------------------------------------------------------------
Copyright © 2004 Manager Media Group Public Company. All Rights Reserved.
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, May 13, 2009
ซื่อๆโง่ๆ
ซื่อๆโง่ๆ
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
๐๒:๒๗:๓๑ น.
มันก็ปกติอะเนอะ ไอ้เรามันก็คนซื่อๆโง่ๆ เป็นปกติ
วันนี้มีเรื่องตลกมากๆคือ ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนึงโทรมาด้วยบอร์แปลกๆ เราก็จำเสียงได้เขาก็ดีใจ ไม่ได้ยินมาเกินครึ่งปี
จำได้ว่าคุยหนสุดท้าย กลับมาจากญี่ปุ่นวันแรก กะจะเอาของฝากไปให้ โทรไปหาแล้วจู่ๆเขาก็เงียบไปนาน แล้วบอกว่า สงสัยว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก เราก็งงๆ แล้วก็วางไป เสียใจเล็กน้อย ตกใจมากๆ
พอวันนี้ได้ยินเสียงก็ยังงงๆอยู่ดี นี่เธอคิดถึงฉันใช่ไหม แต่ลืมอะไรไปป่าว ฉันนั้นมันซื่อๆโง่ๆนะ ไอ้โทรมาแบบนี้ไม่เข้าใจอะไรหรอก แต่จะว่าไปเราก็ช้อบชอบเค้า ขาวขนาดนี้ตลกขนาดนี้ หายากตายห่า
แต่ตอนนั้นพอดีกะลังเม้าแตกในโทรศัพท์อยู่เลย คุยกะสาวอยู่ สาวจริงๆ แบบอายุน้อยมากๆ บอกไปตกใจกันพอดี ฮ่าๆๆ
วันก่อนไปนอนบ้านเพื่อนคุยกัน๒คนกุ๊กกิ๊กไปเรื่อยเปื่อย เพื่อนบอกว่า ก็คบสาวอายุซัก๑๙ไปเรื่อยๆดิวะ สบายใจออก มีความสุขนะ มันก็คบอยู่ เขาไม่คิดมากเรื่องจะแต่งงานด้วย ถ้าคบกันได้ก็คบกันไป คบไม่ได้ก็เลิกไป อือ้ เราก็เห็นด้วย ชีวิตหนุ่มแบบพวกเราจะรีบผูกมัดไปใย
เรื่องแบบนี้แม่งตลกดี
ไอ้เพื่อนคนนี้ก็เป็นห่วงเราเสมอแหละ เห็นเราซื่อๆโง่ๆ เรื่องผู้หญิงเสมอ มันก็เป็นห่วงตลอด
วันนี้อยากเม้า เห็นเขาว่ากันว่าเรื่องแบบนี้ไม่ปกติ
หลายปีก่อน จำได้เลย จีบๆสาวอยู่ ก็เม้าๆโทสับเปนปกติ เขาก็คุยตอนอาบน้ำไปด้วย คุยไปด้วย พอเวลาผ่านไปนาน เราก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อยกับเพื่อนผู้หญิงสนิทกันว่า “เฮ้ย มึงเคยคุยโทสับตอนอาบน้ำป่ะวะ” แม่งบอกว่า “ใครจะบ้าคลั่งรักขนาดนั้นวะ” เราก็งงๆ กูเห็นใครๆก็อาบน้ำไปคุยกะกูไป ไม่เห็นแปลกอะไรนี่หว่า ขนาดตอนจีบนะ ยังไม่เคยจับมือกันด้วยซ้ำ มันก็บอกว่า แปลว่า เขารักมึงมากแล้วน่ะ เราก็งงๆ เหี้ยไรแม่งวะ นี่มันปกติมั้ง กูเองนั่งขี้ยังคุยโทสับบ่อยๆไป แต่ส่วนใหญ่เราจะบอกว่าไปอาบน้ำเถอะ อาบเสร็จค่อยคุยกันก็ได้ แต่เขาก็มักจะบอกไม่เปนไรอาบแป๊บๆ
พอดีวันนี้น้องคนนึงเขาอาบน้ำไปคุยไป แต่เราขี้เกียจเม้า พอดีว่า มีอีกสายโทรเข้ามาแปลกๆนั่นไง
ตกลงนี่เราซื่อๆโง่ๆ เป็นปกติใช่ไหม
วันนี้ไปดู Heartbreak Libraryมา หนังห่วยสุดๆ ทั้งโรงก็มีเราดู๒คน เป็นหนังห่วยสุดๆในรอบปีที่เคยดูมาเลย
มอ๓ปี๔ ดีกว่าเยอะหลายเท่านักๆ
ย้อนกลับมาที่ตอนนั้นมีคนบอกว่าชีวิตนี้คงไม่ได้เจอกันแล้ว ตอนนั้นตกใจมากๆ โทรหาเด็กผู้หญิงคนนึง เราว่าเขาก็น่ารักดี และเขาก็เป็นคนตลกๆด้วย คงช่วยให้เราหายเครียดได้ เราบอกเขาว่า “ขอเรื่องตลกๆหน่อยดิ พี่เศร้าๆอยู่” เขาบอกว่า “หนูกำลังจะหมั้นอะพี่” เราแม่งเซ็งหนักลงไปอีก พอเล่าให้ใครฟังเรื่องขอเรื่องตลกเรื่องนึง แม่งขำกันใหญ่ แต่สำหรับเราตลกร้ายเหี้ยๆ แล้วตอนนี้เขาก้อหมั้นไปแล้ว แต่งปีหน้า ใครมีแฟนแล้วเราก็ไม่ยุ่งทั้งนั้นแหละ บาปกรรมเปล่าๆ
ตะกี๊นั่งดื่มกะเพื่อนนิดๆหน่อยๆ สาวนั้นก็โทรมา อะไรกันนี่ วันนึงโทรมา๒รอบ ร้อยวันพันปีไม่คิดถึงตรูด้วยซ้ำ ซื่อๆโง่ๆแบบตัวเรานี้ไม่เข้าใจนะว่าทำแบบนี้ทำไม แต่เราไม่รับ ฮ่าๆๆ หยิ่งเว้ยหยิ่ง
แต่ก็อยากมีแฟนนะ ขอสวยๆตลกๆ ชมพูชมพู ไม่เหิบ ไม่เผยอ
เพื่อนๆมักบอกว่าเราเรื่องมาก กูอยากบอกว่ากูไม่เรื่องมากนะ แต่ผู้หญิงตลกและสวยแม่งหายาก
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
๐๒:๒๗:๓๑ น.
มันก็ปกติอะเนอะ ไอ้เรามันก็คนซื่อๆโง่ๆ เป็นปกติ
วันนี้มีเรื่องตลกมากๆคือ ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนึงโทรมาด้วยบอร์แปลกๆ เราก็จำเสียงได้เขาก็ดีใจ ไม่ได้ยินมาเกินครึ่งปี
จำได้ว่าคุยหนสุดท้าย กลับมาจากญี่ปุ่นวันแรก กะจะเอาของฝากไปให้ โทรไปหาแล้วจู่ๆเขาก็เงียบไปนาน แล้วบอกว่า สงสัยว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก เราก็งงๆ แล้วก็วางไป เสียใจเล็กน้อย ตกใจมากๆ
พอวันนี้ได้ยินเสียงก็ยังงงๆอยู่ดี นี่เธอคิดถึงฉันใช่ไหม แต่ลืมอะไรไปป่าว ฉันนั้นมันซื่อๆโง่ๆนะ ไอ้โทรมาแบบนี้ไม่เข้าใจอะไรหรอก แต่จะว่าไปเราก็ช้อบชอบเค้า ขาวขนาดนี้ตลกขนาดนี้ หายากตายห่า
แต่ตอนนั้นพอดีกะลังเม้าแตกในโทรศัพท์อยู่เลย คุยกะสาวอยู่ สาวจริงๆ แบบอายุน้อยมากๆ บอกไปตกใจกันพอดี ฮ่าๆๆ
วันก่อนไปนอนบ้านเพื่อนคุยกัน๒คนกุ๊กกิ๊กไปเรื่อยเปื่อย เพื่อนบอกว่า ก็คบสาวอายุซัก๑๙ไปเรื่อยๆดิวะ สบายใจออก มีความสุขนะ มันก็คบอยู่ เขาไม่คิดมากเรื่องจะแต่งงานด้วย ถ้าคบกันได้ก็คบกันไป คบไม่ได้ก็เลิกไป อือ้ เราก็เห็นด้วย ชีวิตหนุ่มแบบพวกเราจะรีบผูกมัดไปใย
เรื่องแบบนี้แม่งตลกดี
ไอ้เพื่อนคนนี้ก็เป็นห่วงเราเสมอแหละ เห็นเราซื่อๆโง่ๆ เรื่องผู้หญิงเสมอ มันก็เป็นห่วงตลอด
วันนี้อยากเม้า เห็นเขาว่ากันว่าเรื่องแบบนี้ไม่ปกติ
หลายปีก่อน จำได้เลย จีบๆสาวอยู่ ก็เม้าๆโทสับเปนปกติ เขาก็คุยตอนอาบน้ำไปด้วย คุยไปด้วย พอเวลาผ่านไปนาน เราก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อยกับเพื่อนผู้หญิงสนิทกันว่า “เฮ้ย มึงเคยคุยโทสับตอนอาบน้ำป่ะวะ” แม่งบอกว่า “ใครจะบ้าคลั่งรักขนาดนั้นวะ” เราก็งงๆ กูเห็นใครๆก็อาบน้ำไปคุยกะกูไป ไม่เห็นแปลกอะไรนี่หว่า ขนาดตอนจีบนะ ยังไม่เคยจับมือกันด้วยซ้ำ มันก็บอกว่า แปลว่า เขารักมึงมากแล้วน่ะ เราก็งงๆ เหี้ยไรแม่งวะ นี่มันปกติมั้ง กูเองนั่งขี้ยังคุยโทสับบ่อยๆไป แต่ส่วนใหญ่เราจะบอกว่าไปอาบน้ำเถอะ อาบเสร็จค่อยคุยกันก็ได้ แต่เขาก็มักจะบอกไม่เปนไรอาบแป๊บๆ
พอดีวันนี้น้องคนนึงเขาอาบน้ำไปคุยไป แต่เราขี้เกียจเม้า พอดีว่า มีอีกสายโทรเข้ามาแปลกๆนั่นไง
ตกลงนี่เราซื่อๆโง่ๆ เป็นปกติใช่ไหม
วันนี้ไปดู Heartbreak Libraryมา หนังห่วยสุดๆ ทั้งโรงก็มีเราดู๒คน เป็นหนังห่วยสุดๆในรอบปีที่เคยดูมาเลย
มอ๓ปี๔ ดีกว่าเยอะหลายเท่านักๆ
ย้อนกลับมาที่ตอนนั้นมีคนบอกว่าชีวิตนี้คงไม่ได้เจอกันแล้ว ตอนนั้นตกใจมากๆ โทรหาเด็กผู้หญิงคนนึง เราว่าเขาก็น่ารักดี และเขาก็เป็นคนตลกๆด้วย คงช่วยให้เราหายเครียดได้ เราบอกเขาว่า “ขอเรื่องตลกๆหน่อยดิ พี่เศร้าๆอยู่” เขาบอกว่า “หนูกำลังจะหมั้นอะพี่” เราแม่งเซ็งหนักลงไปอีก พอเล่าให้ใครฟังเรื่องขอเรื่องตลกเรื่องนึง แม่งขำกันใหญ่ แต่สำหรับเราตลกร้ายเหี้ยๆ แล้วตอนนี้เขาก้อหมั้นไปแล้ว แต่งปีหน้า ใครมีแฟนแล้วเราก็ไม่ยุ่งทั้งนั้นแหละ บาปกรรมเปล่าๆ
ตะกี๊นั่งดื่มกะเพื่อนนิดๆหน่อยๆ สาวนั้นก็โทรมา อะไรกันนี่ วันนึงโทรมา๒รอบ ร้อยวันพันปีไม่คิดถึงตรูด้วยซ้ำ ซื่อๆโง่ๆแบบตัวเรานี้ไม่เข้าใจนะว่าทำแบบนี้ทำไม แต่เราไม่รับ ฮ่าๆๆ หยิ่งเว้ยหยิ่ง
แต่ก็อยากมีแฟนนะ ขอสวยๆตลกๆ ชมพูชมพู ไม่เหิบ ไม่เผยอ
เพื่อนๆมักบอกว่าเราเรื่องมาก กูอยากบอกว่ากูไม่เรื่องมากนะ แต่ผู้หญิงตลกและสวยแม่งหายาก
Posted by
T 0 5 E
Saturday, May 09, 2009
ราดหน้าเกี๊ยวกุ้งราดซอสน้ำมันงา
ราดหน้าเกี๊ยวกุ้งราดซอสน้ำมันงา
Saturday, May 09, 2009
๑๘:๓๓:๓๑ น.
นั่งดูรายการที่CPเป็นสปอนเซ่อร์หลัก ขายของที่มีในCP Fresh Mart มาทำ คุณตูนเอเอ๊บเขาก็ทำอาหารเก่ง ดูน่ารักคล่องแคล่วดี หลายปีก่อนตอนใหม่ๆยังขัดๆเขินๆปัจจุบันก็ดูคล่องและก็เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ทางอาหารดีทีเดียว น่าชื่นชม
ผลิตภัณท์ใหม่ ก็คือ เกี๊ยวกุ้งราดซอสน้ำมันงา ก็ง่ายๆเข้าไมโครเวฟก็พร้อมกินแล้ว แต่พวกอาหารแช่แข็งกินเยอะๆมักอ้วน แต่ก็อร่อยดี เป็นรสกลาง
ก็ตามขั้นตอน ราดหน้าไม่ใช้เส้น ใช้เกี๊ยวกิน
หั่นข้าวโพดอ่อน เห็ด แคร่อท บร๊อกโคลี่
แค่ร่อทเขาทำน่ารัก ปอกเปลือกแล้วก็หั่นตามขวางปกติ นำมากดในแม่พิมพ์เป็นรูปหัวใจ (สื่อว่ารัก)
บร๊อกโคลี่ทำให้เรานึกถึงพระธาตุดอยสุเทพ คุณๆลองไปดูเขาแถวๆพระธาตุดอยสุเทพดูซิ หน้าตาเหมือนบร๊อกโคลี่เลยล่ะ บอกยากต้องไปดูเอง ตอนนั้นเราไปแล้วชี้ชวนกับเพื่อนๆน้องๆดูแล้วขำขันกันใหญ่
หั่นเสร็จก็เตรียมผัดในกะทะ
เตาในรายการนี้ ใช้เป็นแบบพวก ตามร้านสุกี้ไทยในญี่ปุ่น เป็นแบบที่มีกระป๋องแก๊ดติดอยู่ข้างๆ ก็สะดวกดี แต่ไฟไม่แรงจัดนัก แต่ก็พอทำอาหารได้
ใส่น้ำมันลงไปพอร้อน ก็ผัดกระเทียมให้หอม
แล้วก็ผัดผักและเห็ด ที่เตรียมไว้
ใช้น้ำซุปที่เตียมไว้(จริงๆอร่อยไม่อร่อยก็อยู่ตรงนี้ แต่รายการสำเร็จรูปก็มีน้ำซุปสำเร็จรูปไว้ให้)
ก็นำมาต้มในน้ำซุปรวมกัน รอไปเรื่อยๆ
ใส่แป้งและรอให้หนืดๆ
ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย พริกไทย อะไรก็ตามแต่ใครชอบรสอะไร
เสร็จแล้วก็นำมาราดกับเกี๊ยวกุ้งที่เข้าไมโครเวฟแล้ว ราดด้วยน้ำมันงาเล็กน้อย แบบพวกอาหารญี่ปุ่น
ถ้าเป็นเราจะบดถั่วใส่เพิ่มลงไปในน้ำมันงาอีกนิด
เสร็จ
จะเปลี่ยนเกี๊ยวกุ้งเป็นทอดมันกุ้งก็ได้ (CP เขามีทั้งนั้นล่ะ) แต่ทอดมันกุ้งต้องทอด ไม่ได้แค่เข้าไมโครเวฟ
จริงๆเกี๊ยวทำเองก็ไม่ได้ยากอะไรเลย อยากให้อร่อยกรุบกรับก็ต้องใส่แห้วเข้าไปด้วย(เคล็ดลับน้องมีน) และก้อใช้แผ่นเกี๊ยวแบบอิทาเลี่ยนก็อร่อยได้ใจกว่าแผ่นเกี๊ยวจีนนักๆ
แต่สิ่งที่แตกต่างจากคนปกติของสองโพสท์นี้(เป็ดอบซอสส้มและราดหน้าเกี๊ยวกุ้งราดซอสน้ำมันงา) ก็คือ ไม่มีสัดส่วนที่เหมาะสมเป๊ะๆ แบบที่ควรจะเป็น ซึ่งนับได้ว่า เป็นรายการอาหารที่มีความบกพร่อง เพราะแม่บ้านไม่ได้มีลิ้นจระเข้แบบคุณตูนและคุณแป้งที่จะเทพพอรู้ว่าขาดเหลืออะไรแค่ไหน เปรี้ยวไป เค็มไป มันไป เป็นต้น
การทำอาหารให้อร่อย อาจารย์ติ้งสอนเราว่า ก็ต้องให้สัดส่วนรสชาตพอดี และใช้วัตถุดิบที่ดี ส่วนที่เหลือก็เป็นความสามารถของแต่ละคนในการใช้ความคิดสร้างสรรค์แล้วล่ะ
ส่วนCP เขาทรมานสัตว์อย่างเป็นระบบ ก็ปล่อยเขาไป
ด๊อกเต้อร์เปี่ยมศักดิ์เขาเก่งในการพัฒนาพันธุ์กุ้ง จนปัจจุบันกุ้งบนโลก ไทยส่งออกเป็นจำนวน๒๕เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก นอกจากเก่งแล้วก็หล่อด้วย
Saturday, May 09, 2009
๑๘:๓๓:๓๑ น.
นั่งดูรายการที่CPเป็นสปอนเซ่อร์หลัก ขายของที่มีในCP Fresh Mart มาทำ คุณตูนเอเอ๊บเขาก็ทำอาหารเก่ง ดูน่ารักคล่องแคล่วดี หลายปีก่อนตอนใหม่ๆยังขัดๆเขินๆปัจจุบันก็ดูคล่องและก็เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ทางอาหารดีทีเดียว น่าชื่นชม
ผลิตภัณท์ใหม่ ก็คือ เกี๊ยวกุ้งราดซอสน้ำมันงา ก็ง่ายๆเข้าไมโครเวฟก็พร้อมกินแล้ว แต่พวกอาหารแช่แข็งกินเยอะๆมักอ้วน แต่ก็อร่อยดี เป็นรสกลาง
ก็ตามขั้นตอน ราดหน้าไม่ใช้เส้น ใช้เกี๊ยวกิน
หั่นข้าวโพดอ่อน เห็ด แคร่อท บร๊อกโคลี่
แค่ร่อทเขาทำน่ารัก ปอกเปลือกแล้วก็หั่นตามขวางปกติ นำมากดในแม่พิมพ์เป็นรูปหัวใจ (สื่อว่ารัก)
บร๊อกโคลี่ทำให้เรานึกถึงพระธาตุดอยสุเทพ คุณๆลองไปดูเขาแถวๆพระธาตุดอยสุเทพดูซิ หน้าตาเหมือนบร๊อกโคลี่เลยล่ะ บอกยากต้องไปดูเอง ตอนนั้นเราไปแล้วชี้ชวนกับเพื่อนๆน้องๆดูแล้วขำขันกันใหญ่
หั่นเสร็จก็เตรียมผัดในกะทะ
เตาในรายการนี้ ใช้เป็นแบบพวก ตามร้านสุกี้ไทยในญี่ปุ่น เป็นแบบที่มีกระป๋องแก๊ดติดอยู่ข้างๆ ก็สะดวกดี แต่ไฟไม่แรงจัดนัก แต่ก็พอทำอาหารได้
ใส่น้ำมันลงไปพอร้อน ก็ผัดกระเทียมให้หอม
แล้วก็ผัดผักและเห็ด ที่เตรียมไว้
ใช้น้ำซุปที่เตียมไว้(จริงๆอร่อยไม่อร่อยก็อยู่ตรงนี้ แต่รายการสำเร็จรูปก็มีน้ำซุปสำเร็จรูปไว้ให้)
ก็นำมาต้มในน้ำซุปรวมกัน รอไปเรื่อยๆ
ใส่แป้งและรอให้หนืดๆ
ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย พริกไทย อะไรก็ตามแต่ใครชอบรสอะไร
เสร็จแล้วก็นำมาราดกับเกี๊ยวกุ้งที่เข้าไมโครเวฟแล้ว ราดด้วยน้ำมันงาเล็กน้อย แบบพวกอาหารญี่ปุ่น
ถ้าเป็นเราจะบดถั่วใส่เพิ่มลงไปในน้ำมันงาอีกนิด
เสร็จ
จะเปลี่ยนเกี๊ยวกุ้งเป็นทอดมันกุ้งก็ได้ (CP เขามีทั้งนั้นล่ะ) แต่ทอดมันกุ้งต้องทอด ไม่ได้แค่เข้าไมโครเวฟ
จริงๆเกี๊ยวทำเองก็ไม่ได้ยากอะไรเลย อยากให้อร่อยกรุบกรับก็ต้องใส่แห้วเข้าไปด้วย(เคล็ดลับน้องมีน) และก้อใช้แผ่นเกี๊ยวแบบอิทาเลี่ยนก็อร่อยได้ใจกว่าแผ่นเกี๊ยวจีนนักๆ
แต่สิ่งที่แตกต่างจากคนปกติของสองโพสท์นี้(เป็ดอบซอสส้มและราดหน้าเกี๊ยวกุ้งราดซอสน้ำมันงา) ก็คือ ไม่มีสัดส่วนที่เหมาะสมเป๊ะๆ แบบที่ควรจะเป็น ซึ่งนับได้ว่า เป็นรายการอาหารที่มีความบกพร่อง เพราะแม่บ้านไม่ได้มีลิ้นจระเข้แบบคุณตูนและคุณแป้งที่จะเทพพอรู้ว่าขาดเหลืออะไรแค่ไหน เปรี้ยวไป เค็มไป มันไป เป็นต้น
การทำอาหารให้อร่อย อาจารย์ติ้งสอนเราว่า ก็ต้องให้สัดส่วนรสชาตพอดี และใช้วัตถุดิบที่ดี ส่วนที่เหลือก็เป็นความสามารถของแต่ละคนในการใช้ความคิดสร้างสรรค์แล้วล่ะ
ส่วนCP เขาทรมานสัตว์อย่างเป็นระบบ ก็ปล่อยเขาไป
ด๊อกเต้อร์เปี่ยมศักดิ์เขาเก่งในการพัฒนาพันธุ์กุ้ง จนปัจจุบันกุ้งบนโลก ไทยส่งออกเป็นจำนวน๒๕เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก นอกจากเก่งแล้วก็หล่อด้วย
Posted by
T 0 5 E
เป็ดอบซอสส้ม
เป็ดอบซอสส้ม
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
๐๓:๕๘:๐๑ น.
ตะกี๊ดูช่อง๘ รายการไรไม่รู้ แต่เห็นแม่ครัวคนนึงเขาสอนทำอาหาร เคยดูสามหนได้ มาม่าเป็นสปอนเซอร์ แต่รู้สึกแม่ครัวเขาสวยดี เป็นอาของกุ้งชื่อ คุณแป้ง เป็นอาญาติๆที่อายุคงแก่กว่ากันไม่ถึง๑๐ปีมั้ง สวยเชียว แต่เราก็ไม่ได้รู้จักอะไรหรอก
แปลกๆดีนะ เวลาดูรายการทำกับข้าวในช่อง๘ ที่พิธีกรเป็นแฝดน้องกิ่งแก้ว ก็ต้องคิดถึง บาลาคลาว่า ยิ่งวันนี้ เขาแนะนำทำ เป็ดอบซอสส้ม ยิ่งคิดถึง Eastwood ตรงนั้นของซิดนี่ย์มีเป็ดเจ้าที่เราชอบที่สุด ถ้าคิดถึงซิดนี่ย์เราจะคิดถึงเป็ด เป็ดร้านจีนๆที่นั่นอร่อยมากๆ
อยู่โตเกียวหาเป็ดกินยากมากๆ เป็ดที่ขายในโตเกียวตามร้านอาหารจีนมักมาจากบราซิล ตายแล้วเหาะขึ้นเครื่องบินมา
เมื่อวันพุธพึ่งไปกินห่านท่าดินแดงตรงลาดพร้าว๓๕มา พอดีผ่านไปตอนหิวพอดี ก็โดนซะ
แต่อันที่จริงก็ไม่ได้กินเป็ดเต็มปากเต็มคำมานาน
แต่ข้าวแกงหลังพัฒน์พงศ์ที่เรากินประจำช่วง๒เดือนที่ผ่านมา ก็มีกระเพราเป็ด หากินยากมากๆ แต่ทำกินบ่อยๆตอนอยู่ซิดนี่ย์
จริงๆแล้วเป็ดเป็นวัตถุดิบที่ทำอะไรก็อร่อย จะว่าไป เราชอบที่สุดแล้ว ลาบเป็ดทำไงก็อร่อย
วันนี้คุณแป้ง แกแนะนำ มาม่าเป็ดพะโล้(เราชอบรสนี้มากที่สุดของมาม่าแล้ว)
ก็ทำเส้นไปตามปกติ แบ่งครึ่งซองของเครื่องปรุงสำหรับผัดเส้น (ถ้าเป็นเราจะแอบใส่แคร่อทด้วยหน่อยนึง)(แต่ถ้าเอาครบหน่อยก็ใส่ไอ้ผักสามสีที่มาเป็นถุงๆ)
ส่วน อกเป็ด ก็นำน้ำส้มมาหมัก โรยผิวส้มหน่อย และใช้ผงเป็ดจากมาม่าอีกครึ่งหนึ่ง
พอตอนจะทำ ก็ใส่น้ำมันจากมาม่าหน่อยนึง นำเป็ดด้านที่เป็นมันโรยเกลือนิดพริกไทยหน่อย ลงทอด พอสุก ยกออกจากกะทะ
ทำน้ำซอสก็ใช้น้ำส้ม เป็นหลักผสมกับน้ำมันย่องแสนอร่อยที่ได้มาจากการทอดเป็ด
เวลาเสิบก็นำส้มเป็นกลีบๆมาแต่งสวยๆ หั่นชิ้นเป็ดพอดีเต็มปากเต็มคำ
พูดแล้วก็หิว
ปล. เคล็ดลับแม่กุ้งอันนี้เราชอบมากๆ ใช้คอฟฟี่เมทเวลาทำแกงที่ใส่กะทิ นึกถึงประโยคเคยถามกุ้งว่า เค้กที่พี่ซื้อให้กุ้งกินยัง? กุ้งบอกว่า โอย ป่านนี้อยู่ในท้องแม่หมดแล้ว เอิ๊กๆ
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
๐๓:๕๘:๐๑ น.
ตะกี๊ดูช่อง๘ รายการไรไม่รู้ แต่เห็นแม่ครัวคนนึงเขาสอนทำอาหาร เคยดูสามหนได้ มาม่าเป็นสปอนเซอร์ แต่รู้สึกแม่ครัวเขาสวยดี เป็นอาของกุ้งชื่อ คุณแป้ง เป็นอาญาติๆที่อายุคงแก่กว่ากันไม่ถึง๑๐ปีมั้ง สวยเชียว แต่เราก็ไม่ได้รู้จักอะไรหรอก
แปลกๆดีนะ เวลาดูรายการทำกับข้าวในช่อง๘ ที่พิธีกรเป็นแฝดน้องกิ่งแก้ว ก็ต้องคิดถึง บาลาคลาว่า ยิ่งวันนี้ เขาแนะนำทำ เป็ดอบซอสส้ม ยิ่งคิดถึง Eastwood ตรงนั้นของซิดนี่ย์มีเป็ดเจ้าที่เราชอบที่สุด ถ้าคิดถึงซิดนี่ย์เราจะคิดถึงเป็ด เป็ดร้านจีนๆที่นั่นอร่อยมากๆ
อยู่โตเกียวหาเป็ดกินยากมากๆ เป็ดที่ขายในโตเกียวตามร้านอาหารจีนมักมาจากบราซิล ตายแล้วเหาะขึ้นเครื่องบินมา
เมื่อวันพุธพึ่งไปกินห่านท่าดินแดงตรงลาดพร้าว๓๕มา พอดีผ่านไปตอนหิวพอดี ก็โดนซะ
แต่อันที่จริงก็ไม่ได้กินเป็ดเต็มปากเต็มคำมานาน
แต่ข้าวแกงหลังพัฒน์พงศ์ที่เรากินประจำช่วง๒เดือนที่ผ่านมา ก็มีกระเพราเป็ด หากินยากมากๆ แต่ทำกินบ่อยๆตอนอยู่ซิดนี่ย์
จริงๆแล้วเป็ดเป็นวัตถุดิบที่ทำอะไรก็อร่อย จะว่าไป เราชอบที่สุดแล้ว ลาบเป็ดทำไงก็อร่อย
วันนี้คุณแป้ง แกแนะนำ มาม่าเป็ดพะโล้(เราชอบรสนี้มากที่สุดของมาม่าแล้ว)
ก็ทำเส้นไปตามปกติ แบ่งครึ่งซองของเครื่องปรุงสำหรับผัดเส้น (ถ้าเป็นเราจะแอบใส่แคร่อทด้วยหน่อยนึง)(แต่ถ้าเอาครบหน่อยก็ใส่ไอ้ผักสามสีที่มาเป็นถุงๆ)
ส่วน อกเป็ด ก็นำน้ำส้มมาหมัก โรยผิวส้มหน่อย และใช้ผงเป็ดจากมาม่าอีกครึ่งหนึ่ง
พอตอนจะทำ ก็ใส่น้ำมันจากมาม่าหน่อยนึง นำเป็ดด้านที่เป็นมันโรยเกลือนิดพริกไทยหน่อย ลงทอด พอสุก ยกออกจากกะทะ
ทำน้ำซอสก็ใช้น้ำส้ม เป็นหลักผสมกับน้ำมันย่องแสนอร่อยที่ได้มาจากการทอดเป็ด
เวลาเสิบก็นำส้มเป็นกลีบๆมาแต่งสวยๆ หั่นชิ้นเป็ดพอดีเต็มปากเต็มคำ
พูดแล้วก็หิว
ปล. เคล็ดลับแม่กุ้งอันนี้เราชอบมากๆ ใช้คอฟฟี่เมทเวลาทำแกงที่ใส่กะทิ นึกถึงประโยคเคยถามกุ้งว่า เค้กที่พี่ซื้อให้กุ้งกินยัง? กุ้งบอกว่า โอย ป่านนี้อยู่ในท้องแม่หมดแล้ว เอิ๊กๆ
Posted by
T 0 5 E
Subscribe to:
Posts (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น