Anger Managements
Tuesday, June 30, 2009
2:07:46 AM
ว่ากันด้วยเรื่อง Anger Managements หรือ การควบคุมจัดการความโกรธละกันนะจ๊ะ
....................
ปวดหลังมาหลายวันแล้ว สงสัยทำงานมากไป (นอน) (ฮา)
พรุ่งนี้ต้องไปออกกำลังกายซักกะหน่อย จริงๆแล้ววันนี้ก็คิดว่า จะออกไป แต่ว่าก็ฝนตกหนักก็เลยอดไป แต่อันที่จริงแล้วก็ห่วงงานมากกว่า รู้สึกว่าเดินไปช้ากว่าที่คิดมากๆเลย จะไปออกกำลังกายก็ดูจะโอ้เอ้ทำอย่างอื่นอีก ไปออกกำลังกายแป๊บเดียวก้อหมดแรงแล้ว แต่กิจกรรมอื่นๆที่แถมมานี่ซิ เสียเวลาประจำ
“นอนนานงานน้อย ใช้บ่อยเงินหมด เงินมีหน้าสด เงินหมดหน้าแห้ง” เจ้าคุณโชดก วิปัสสนาจารย์ชื่อดังท่านเทศน์ไว้
แต่เวลาก็เป็นของเราน่ะแหละ แล้วแต่ว่าจะขี้เกียจแค่ไหน เขียนบล๊อกก็เสียเวลานะเอ้า เอาเวลาเขียนบล๊อกไปออกกำลังกายแก้ปวดหลังดีกว่าไหม
ตะกี๊ ดูหนัง The Incredible HULK ในทีวี หนุกดี แต่ก้องั้นๆ ชอบหนังภาคแรกที่เป็นการ์ตูน๔ช่องมากกว่า ได้อารมณ์คล้ายๆอ่านหนังสือการ์ตูนดี ผู้กำกับคนนั้นเขาเก่ง Brokeback Mountainเราก็ชอบ
ถ้าพระเอกโกรธ พระเอกจะแปลงร่างเป็นยักษ์ ในตอนเริ่มของหนังภาคนี้ คือ มีปรมาจารย์สอนด้านโคะและการควบคุมกล้ามเนื้อกะบังลมเพื่อยับยั้งความโกรธ เราก็ดูออกว่าเป็นโยคะ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ใครจะไปเรียนโยคะในโปรตุเกสกันเล่า ต้องไปอินเดียซิ(วะ) หรือ ไม่ก็นู่น สุนีย์โยคะสถานแถวๆดินแดงนู้นแน่ะ
จะว่าไป พรุ่งนี้โทรหาครูฝึกให้สอนโยคะน่าจะแก้ปวดหลังได้ดี ถ้าจะบอกว่าไม่นานนี้มีครูสอนโยคะมาติดพัน จะเชื่อกันมะ ฮ่าๆๆ แต่จะว่าไป เวลามีน้อย เกิดเขาชวนกินข้าวแล้วเราไม่ไป จะเสียมารยาทอีกนี่ซิ ฮึ
การควบคุมความโกรธ บางทีมันก็ยากเหลือหลาย อังคารที่แล้วโกรธน้องมากๆ แม่ตกใจเลย โกรธสุดในชีวิต จนถึงวันนี้ก็ยังไม่คุยกัน ไม่อยากกระทั่งมองหน้า
เราเชื่อว่า คนเราทุกคนมีจุดอ่อน เราเองก็เช่นกัน เรื่องที่โกรธผู้คนในรอบหลายปีมานี้จะว่าไปก็มีแค่๒เรื่องเอง แต่หลายๆหนส่วนใหญ่เลยล่ะ ก็ทำเป็นไม่ได้ยินไปงั้นๆ แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์รู้ว่าจุดอ่อนใครอยู่ที่ไหนก็มักจี้เข้าไปที่นั่น เพื่อนส่วนใหญ่ คนรอบข้างทั้งหลายมักคิดว่าเราโกรธใครไม่เป็น เห็นเราเป็นคนอารมณ์ดีเสมอ จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่เชิง เพียงแต่เราไม่คิดว่า มันควรเป็นไปแบบนั้น บรรยากาศรอบข้างเสียหมด
(ไอ้แบบไอ้นนท์มาสายแล้วเราโกรธ อันนี้ไม่นับ)
พฤหัสที่แล้ว ก็ไปจัดการมา เห็นคนเดือดๆบูดๆ แล้วก็ต้องจัดการ เรื่องแบบนี้ก็แปลกดี จะบูดไปไหนกันเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่อง แต่ก้อนั่นแหละ คนเราไม่เหมือนกันหรอก เรื่องไม่เป็นเรื่องสำหรับคนบางคนก็นับเป็นสาระ เรื่องไร้สาระของเขาก็อาจทำให้เราโกรธได้
การควบคุมความโกรธนั้นทำได้ ประโยชน์ของความโกรธมีไหมนะ เราเองก็สงสัย การปล่อยให้ความร้อนแห่งไฟเผาผลาญอารมณ์นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมทีเดียว แต่รู้ทั้งรู้ บางครั้งเราก็อดฉุนไม่ได้ วันนี้ก็ได้ยินบางคำแล้วเซ็งๆเหมือนกัน แต่พอคิดๆไปก็อย่าไปโกรธใครเขาเลย ที่เขาพูดก็เรื่องจริง
ยักษ์ในตัวทุกคนมีอยู่แล้ว แต่จะปลุกมันออกมาใช้ในทางดีหรือทางไม่ดีก็แล้วแต่จะใช้กัน
ตอนจบของเรื่อง พระเอกใช้การควบคุมความโกรธด้วยการทำสมาธิ
วิถีแบบตะวันออกนี่ทำให้คนสงบกันได้ดีทีเดียว
นึกสงสัยมานานแล้วว่า การทำสมาธิจะทำให้สงบได้มากแค่ไหน เจ้าคุณโชดกท่านมรณภาพไปในท่านั่งขัดสมาธิ
การควบคุมความโกรธที่เราเข้าใจ ก็ทำได้หลายวิธี ทั้งปลดปล่อยทางร่างกาย ทางสมอง รวมทั้งทางจิต ทางร่างกายก็เช่น ไปออกกำลังกายให้มากพอ ก็จะสามารถควบคุมและรับรู้เวลาร่างกายเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่า เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นนั่นเอง การควบคุทางสมองก็เป็นเรื่องการตัดความคิดบางอย่างออกไปให้ได้ แต่ถ้าการควบคุมทางจิตนั้น เรียกว่า การเสริมสร้างพลังจิตให้สูงขึ้น ยกระดับมันซะ
การมีพลังจิตสูงก็เหมือนการปลุกยักษ์ ที่มีในตัวขึ้นมา เพียงแต่ยักษ์ตนนี้คงควบคุมและสร้างอะไรดีดีขึ้นได้มาก ก่อคุณประโยชน์ทางการงานได้
ไม่ว่าจะเป็นสมถภาวนา หรือ วิปัสสนาภาวนาก็ดี ล้วนทำให้เกิดสมาธิ เพื่อ ยกระดับจิตใจทั้งสิ้น
ตอนเด็กๆ ซัก ๑๐ ขวบ เราชอบเพ่งไฟในเทียน เพ่งกันจนหอบไปข้างนึง ควันเหม็นๆเข้าไปในปอดเยอะ ไปโรงบาลหลายหน ให้ความรู้สึกที่แปลกดี
เดือนที่แล้วได้ยินผู้หญิงคนนึงพูดว่า ไม่ใช่ทุกคนนั่งสมาธิได้ เพราะเป็นบุญเก่าด้วย เรานึกในใจ จริงหรอวะ
แล้วนึกไปถึงพวกมนุษย์ร้อนๆที่พร้อมจะแผดเผาคนรอบข้างด้วยอารมณ์เหลือร้าย และสุดท้ายคนที่เสียใจที่สุดก็คือตนเอง เพราะเผาหมดวอดวายทุกสิ่งทุกอย่าง
อืม ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการเขียน๒หน้า ถ้าพลังจิตเราสูงกว่านี้ก็คงเร็วกว่านี้ พอดีกว่า ไปทำงานต่อดีกว่า ยังล้าหลังจากที่ตั้งใจไว้๑วัน
Tuesday, June 30, 2009
Italian Job, the
Italian Job, the
Sunday, June 28, 2009
11:00:48 AM
ตื่นมาเพราะฝันร้าย แล้วพูดกับตนเองว่าบางเหตุการณ์ก็จำไม่ได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่จำได้ว่าเคยเกิดขึ้น แล้วก็นึกออกว่า ทามิโกะ นากายาม่า นี่นา มันเกิดเพราะเขานี่นา ปีครึ่งได้แล้วนี่
นั่งเซ็งๆดูทีวีแก้ฝันร้าย ก็มีหนัง ดิอิตาเลี่ยนจ๊อบ โผล่มาช่อง๑๒ ก็ดูตั้งแต่ต้นเลย ชอบมากๆเรื่องนี้จำได้แม่นมากๆว่าดูที่Macquarie Shopping Centre กะ กร ในโรงตื่นเต้นมากๆ ชอบสุดๆ หักเหลี่ยมเฉือนคมกันชิบหายเลย เป็นหนังโจรกรรมที่เราชอบที่สุดแล้ว
ชอบรถมินิมาแต่ไหนแต่ไร แต่ชอบตัวเก่ามากกว่า รถมินิใหม่เอี่ยมในหนัง๓คันนี่ซิ่งสนุกเหลือหลาย ดูไปก็อยากได้ไป เราว่าทุกคนที่ดูเรื่องนี้ก็ต้องอยากได้มินิโฉมใหม่
แม่ชอบเล่าว่างานแต่งงานใหญ่โตของพ่อและแม่ แต่เจ้าบ่าวขี่รถมินิคันจิ๋วมาพร้อมเจ้าสาวหน้างาน และพ่อก็ชอบเล่าเรื่องรถเต่าโดนหมาบ้านแม่ฉี่ใส่ล้อสมัยหัดจีบกัน ทั้ง๒คันนี้สีฟ้า แต่พอมีเราเขาก็เปลี่ยนมาใช้รถครอบครัว เฟี้ยทกัน ทุกวันนี้แม่ก็ยังเป็นแม่ ชอบเอาตะกร้านู้นนี่นั่นมาใส่ไว้ในรถเสมอ ทำยังกะว่าเรากะน้องยังตัวเล็กๆนั่งรถเฟี้ยทอยู่งั้นแหละ ส้มบ้าง น้ำบ้าง อะไรก็ไม่รู้
ประมาณต้นพฤษภาไปคาร์แคร์เพื่อน วันนั้นเพื่อนซื้อเครื่องทำกาแฟใหม่มาแล้วเรียกเราไปชิม แล้วมีผู้หญิงคนนึง ขี่รถมินิใหม่กิ๊กสีน้ำเงิน ก็มาชิมด้วยเหมือนกัน แล้วจู่ๆเขาก็ถามเราว่า “เธอเคยเรียนที่ไหนมาบ้างป่าวอะ? ทำไมคุ้นหน้าจัง” เราก็ตอบกลับไปว่า “อ๋อ ก็พอจะเคยเรียนหนังสือมาบ้างเหมือนกันครับ มีการศึกษาเล็กน้อยถึงปานกลาง ตอนเด็กๆเรียนอนุบาลกานดาครับ” แล้วก็ขำคิกๆคนเดียว แล้วเจ้าของร้านก็หันมาบอกว่า ก็แมคควอรี่ไง แล้วผู้หญิงคนนั้นก็อ๋อ เราก็ไรวะ งงๆ แต่ผู้หญิงไทยหน้าจีนๆคนนี้เราไม่เคยเห็นแถวๆนั้นหรอก แต่เขาคงเคยเห็นเรามั้ง
พอปลายพฤษภา นั่งๆอยู่ มิ้มก็หันมาถามเราว่า “ทศๆ รู้จักผู้หญิงคนนั้นป่าว?” เราบอกว่าไม่ มิ้มบอกว่า “เขาขับมินิสีเหลือง เห็นหันมามองบ่อยๆ” เราก็งงๆ กูจะไปรู้จักได้ไงวะ นึกในใจ ไปไหนมาไหนคนมองก็ปกติออก มิ้มอย่าตกใจ ฮ่าๆๆ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้หญิงขับมินิมักอยากรู้จักเรา(ฮา) สรุปได้ฮาไหม
ในรายการตะลุยปาร์ตี้ที่ดูครั้งล่าสุด คุณ ท๊อป แกพาไปดูงานฉลอง๕๐ปีมินิที่อังกฤษเลย
ดูแล้วสนุกดี ยิ่งตอนDrift โชว์นี่สนุกมากๆ อยากไปนั่งเลย นึกในใจนี่กูดูหนัง ดิ อิตาเลี่ยน จ๊อบ อยู่ป่ะวะเนี่ย แล้วก็มีพวกรถขับมาจากหลายๆที่แถวๆยุโรพ ก็มางานฉลองกัน ขับจากมอสโคว์มาใช้เวลา๕วันเองล่ะ
เราก็มีความใฝ่ฝันอยากขับsmart เที่ยวรอบไทยนะ ไปกันสองคนกะแฟนน่าจะดี แล้วก็อยากขี่มอไซเที่ยวรอบญี่ปุ่น เมืองไทยขี่มอไซตายไวไปหน่อย อยู่ญี่ปุ่นขี่มอไซง่าย ยังไงก็ไม่มีอุบัติเหตุ แต่นั่นก็แค่ความใฝ่ฝันก็ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะมีวันเป็นจริงได้ไหม เพราะนอกจากมีเงินพอ ก็ต้องมีเวลาด้วย และถ้ามีลูกก็คงทำแบบนั้นไม่ได้
เวลานี่ จู่ๆก็รู้สึกว่าไม่พอ เมื่อคืนก่อนหลับไปคิดได้ว่า ต้องตัดงานบางส่วนทิ้งไป เพราะถ้ามัวโอ้เอ้ จะไม่ทัน
ปีที่แล้ว งานมินิที่หัวหมาก เราก็ไป ก็หนุกดี เห็นรถมินิจอดเรียงๆกันเป็นร้อยคันทั้งใหม่และเก่า ช้อบชอบ
กลับมาที่หนังอิตาเลี่ยนจ๊อบดีกว่า
ตอนแก๊งหมูบินเขายกเค้าบ้านเศรษฐี เราก็ตื่นเต้นกับข่าวนะ รู้สึกเหมือนหนังเรื่องนี้เลย ต้องมีทีมขับรถเก่งๆ ต้องมีคนเจาะเซฟ มีคนดูต้นทาง ทำงานเป็นทีม วางแผนรัดกุม ขโมยทีเป็นสิบสิบล้าน คงมันน่าดู ยิ่งถ้าเข้าคุกไปแล้ว อีกหน่อยกลับออกมายิ่งเก่งน่าดู ในคุกนี่เป็นที่ที่มีวิชาอะไรต่อมิอะไรสารพัดเลย และ ลักทรัพย์โทษไม่หนักหรอก ไม่กี่ปีก็ออกมาแล้ว
มีป้ายโฆษณาโรงแรมรูสเวลท์โผล่มาในฉากซักสองวินาที เรานึกถึงคำของประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลท์ ประมาณว่า “ถ้าคุณเป็นโจรธรรมดาคุณก็สามารถขโมยรถไฟได้ แต่ถ้าคุณเป็นโจรชั้นเยี่ยม คุณสามารถขโมยรางรถไฟได้” แต่เมืองไทยก็คือเมืองไทย รถไฟคนไม่ได้สนใจอะไรกันนักหนา แต่ทุกๆประเทศที่เจริญแล้ว โตได้ด้วยรถไฟ ไม่เชื่อดูพวก การ์ตูนสอนเด็กซิ ใช้รถไฟสอนทั้งนั้น กอร์ดอนอะไรงี้ ญี่ปุ่นก็เจริญได้ด้วยรถไฟ ดร.ซุนยัดเซ็นก็เชื่อมั่นว่า จีนจะเจริญได้ด้วยรถไฟทั่วประเทศ หรือในยุโรพรถไฟก็ทั่วถึงกันหมด
เราล่ะเบื่อเสียงดังของรถบรรทุก เบื่อการสร้างถนนเต็มทน ทุกวันนี้ฝุ่นเต็มบ้าไปหมด ถนนใหญ่เกิน๒เลนส์ รถก็วิ่งกันไว เสียงดัง มลพิษเสียงเยอะ น่ารำคาญ ถนนวงแหวนแถวบ้านเสียงดังมากๆ พอเสียงดังอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจก็สูงขึ้น
เฮ้ย พึ่งนึกได้ พรุ่งนี้มิ้มชวนไประยองนี่หว่า แล้วไปไหมนี่ ไม่เห็นโทรมา
ท่าเรือน้ำลึกจากระยองถึงกรุงเทพ ทำไมไม่มีรถไฟวิ่งเร็วๆไว้ขนส่งสินค้า ประเทศไหนจะโง่ได้เท่าไทยแลนด์ ที่ให้รถบรรทุกเยอะๆขนแทนรถไฟ ต้นทุนสูงกว่ามหาศาล
อ้อ ขโมยรางรถไฟหมายถึง ถ้ามีอำนาจรัฐมากพอการขโมยสัมปทานทำได้อย่างแนบเนียนและสมบูรณ์อยู่แล้ว โดยผลตอบแทนรัฐอาจต่ำและผู้บริโภคได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
(หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาสร้างรางรถไฟ ได้ไหม)
.........................................
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๒:๐๕:๓๒ น.
ก่อนนอนเมื่อคืนดูหนังอังกฤษเรื่อง Love & other disasters หนังหนุกดี ดูหนสองแล้ว ในเรื่องนี้นางเอกก็ใช้รถมินิเก่าๆเช่นกัน แปลกดีที่วันนึงจะดูหนัง๒เรื่อง และแปลกดีที่มีรถยี่ห้อตัวเดียวกันเป็นอุปกรณ์นางเอกพระเอก
Sunday, June 28, 2009
11:00:48 AM
ตื่นมาเพราะฝันร้าย แล้วพูดกับตนเองว่าบางเหตุการณ์ก็จำไม่ได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่จำได้ว่าเคยเกิดขึ้น แล้วก็นึกออกว่า ทามิโกะ นากายาม่า นี่นา มันเกิดเพราะเขานี่นา ปีครึ่งได้แล้วนี่
นั่งเซ็งๆดูทีวีแก้ฝันร้าย ก็มีหนัง ดิอิตาเลี่ยนจ๊อบ โผล่มาช่อง๑๒ ก็ดูตั้งแต่ต้นเลย ชอบมากๆเรื่องนี้จำได้แม่นมากๆว่าดูที่Macquarie Shopping Centre กะ กร ในโรงตื่นเต้นมากๆ ชอบสุดๆ หักเหลี่ยมเฉือนคมกันชิบหายเลย เป็นหนังโจรกรรมที่เราชอบที่สุดแล้ว
ชอบรถมินิมาแต่ไหนแต่ไร แต่ชอบตัวเก่ามากกว่า รถมินิใหม่เอี่ยมในหนัง๓คันนี่ซิ่งสนุกเหลือหลาย ดูไปก็อยากได้ไป เราว่าทุกคนที่ดูเรื่องนี้ก็ต้องอยากได้มินิโฉมใหม่
แม่ชอบเล่าว่างานแต่งงานใหญ่โตของพ่อและแม่ แต่เจ้าบ่าวขี่รถมินิคันจิ๋วมาพร้อมเจ้าสาวหน้างาน และพ่อก็ชอบเล่าเรื่องรถเต่าโดนหมาบ้านแม่ฉี่ใส่ล้อสมัยหัดจีบกัน ทั้ง๒คันนี้สีฟ้า แต่พอมีเราเขาก็เปลี่ยนมาใช้รถครอบครัว เฟี้ยทกัน ทุกวันนี้แม่ก็ยังเป็นแม่ ชอบเอาตะกร้านู้นนี่นั่นมาใส่ไว้ในรถเสมอ ทำยังกะว่าเรากะน้องยังตัวเล็กๆนั่งรถเฟี้ยทอยู่งั้นแหละ ส้มบ้าง น้ำบ้าง อะไรก็ไม่รู้
ประมาณต้นพฤษภาไปคาร์แคร์เพื่อน วันนั้นเพื่อนซื้อเครื่องทำกาแฟใหม่มาแล้วเรียกเราไปชิม แล้วมีผู้หญิงคนนึง ขี่รถมินิใหม่กิ๊กสีน้ำเงิน ก็มาชิมด้วยเหมือนกัน แล้วจู่ๆเขาก็ถามเราว่า “เธอเคยเรียนที่ไหนมาบ้างป่าวอะ? ทำไมคุ้นหน้าจัง” เราก็ตอบกลับไปว่า “อ๋อ ก็พอจะเคยเรียนหนังสือมาบ้างเหมือนกันครับ มีการศึกษาเล็กน้อยถึงปานกลาง ตอนเด็กๆเรียนอนุบาลกานดาครับ” แล้วก็ขำคิกๆคนเดียว แล้วเจ้าของร้านก็หันมาบอกว่า ก็แมคควอรี่ไง แล้วผู้หญิงคนนั้นก็อ๋อ เราก็ไรวะ งงๆ แต่ผู้หญิงไทยหน้าจีนๆคนนี้เราไม่เคยเห็นแถวๆนั้นหรอก แต่เขาคงเคยเห็นเรามั้ง
พอปลายพฤษภา นั่งๆอยู่ มิ้มก็หันมาถามเราว่า “ทศๆ รู้จักผู้หญิงคนนั้นป่าว?” เราบอกว่าไม่ มิ้มบอกว่า “เขาขับมินิสีเหลือง เห็นหันมามองบ่อยๆ” เราก็งงๆ กูจะไปรู้จักได้ไงวะ นึกในใจ ไปไหนมาไหนคนมองก็ปกติออก มิ้มอย่าตกใจ ฮ่าๆๆ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้หญิงขับมินิมักอยากรู้จักเรา(ฮา) สรุปได้ฮาไหม
ในรายการตะลุยปาร์ตี้ที่ดูครั้งล่าสุด คุณ ท๊อป แกพาไปดูงานฉลอง๕๐ปีมินิที่อังกฤษเลย
ดูแล้วสนุกดี ยิ่งตอนDrift โชว์นี่สนุกมากๆ อยากไปนั่งเลย นึกในใจนี่กูดูหนัง ดิ อิตาเลี่ยน จ๊อบ อยู่ป่ะวะเนี่ย แล้วก็มีพวกรถขับมาจากหลายๆที่แถวๆยุโรพ ก็มางานฉลองกัน ขับจากมอสโคว์มาใช้เวลา๕วันเองล่ะ
เราก็มีความใฝ่ฝันอยากขับsmart เที่ยวรอบไทยนะ ไปกันสองคนกะแฟนน่าจะดี แล้วก็อยากขี่มอไซเที่ยวรอบญี่ปุ่น เมืองไทยขี่มอไซตายไวไปหน่อย อยู่ญี่ปุ่นขี่มอไซง่าย ยังไงก็ไม่มีอุบัติเหตุ แต่นั่นก็แค่ความใฝ่ฝันก็ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะมีวันเป็นจริงได้ไหม เพราะนอกจากมีเงินพอ ก็ต้องมีเวลาด้วย และถ้ามีลูกก็คงทำแบบนั้นไม่ได้
เวลานี่ จู่ๆก็รู้สึกว่าไม่พอ เมื่อคืนก่อนหลับไปคิดได้ว่า ต้องตัดงานบางส่วนทิ้งไป เพราะถ้ามัวโอ้เอ้ จะไม่ทัน
ปีที่แล้ว งานมินิที่หัวหมาก เราก็ไป ก็หนุกดี เห็นรถมินิจอดเรียงๆกันเป็นร้อยคันทั้งใหม่และเก่า ช้อบชอบ
กลับมาที่หนังอิตาเลี่ยนจ๊อบดีกว่า
ตอนแก๊งหมูบินเขายกเค้าบ้านเศรษฐี เราก็ตื่นเต้นกับข่าวนะ รู้สึกเหมือนหนังเรื่องนี้เลย ต้องมีทีมขับรถเก่งๆ ต้องมีคนเจาะเซฟ มีคนดูต้นทาง ทำงานเป็นทีม วางแผนรัดกุม ขโมยทีเป็นสิบสิบล้าน คงมันน่าดู ยิ่งถ้าเข้าคุกไปแล้ว อีกหน่อยกลับออกมายิ่งเก่งน่าดู ในคุกนี่เป็นที่ที่มีวิชาอะไรต่อมิอะไรสารพัดเลย และ ลักทรัพย์โทษไม่หนักหรอก ไม่กี่ปีก็ออกมาแล้ว
มีป้ายโฆษณาโรงแรมรูสเวลท์โผล่มาในฉากซักสองวินาที เรานึกถึงคำของประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลท์ ประมาณว่า “ถ้าคุณเป็นโจรธรรมดาคุณก็สามารถขโมยรถไฟได้ แต่ถ้าคุณเป็นโจรชั้นเยี่ยม คุณสามารถขโมยรางรถไฟได้” แต่เมืองไทยก็คือเมืองไทย รถไฟคนไม่ได้สนใจอะไรกันนักหนา แต่ทุกๆประเทศที่เจริญแล้ว โตได้ด้วยรถไฟ ไม่เชื่อดูพวก การ์ตูนสอนเด็กซิ ใช้รถไฟสอนทั้งนั้น กอร์ดอนอะไรงี้ ญี่ปุ่นก็เจริญได้ด้วยรถไฟ ดร.ซุนยัดเซ็นก็เชื่อมั่นว่า จีนจะเจริญได้ด้วยรถไฟทั่วประเทศ หรือในยุโรพรถไฟก็ทั่วถึงกันหมด
เราล่ะเบื่อเสียงดังของรถบรรทุก เบื่อการสร้างถนนเต็มทน ทุกวันนี้ฝุ่นเต็มบ้าไปหมด ถนนใหญ่เกิน๒เลนส์ รถก็วิ่งกันไว เสียงดัง มลพิษเสียงเยอะ น่ารำคาญ ถนนวงแหวนแถวบ้านเสียงดังมากๆ พอเสียงดังอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจก็สูงขึ้น
เฮ้ย พึ่งนึกได้ พรุ่งนี้มิ้มชวนไประยองนี่หว่า แล้วไปไหมนี่ ไม่เห็นโทรมา
ท่าเรือน้ำลึกจากระยองถึงกรุงเทพ ทำไมไม่มีรถไฟวิ่งเร็วๆไว้ขนส่งสินค้า ประเทศไหนจะโง่ได้เท่าไทยแลนด์ ที่ให้รถบรรทุกเยอะๆขนแทนรถไฟ ต้นทุนสูงกว่ามหาศาล
อ้อ ขโมยรางรถไฟหมายถึง ถ้ามีอำนาจรัฐมากพอการขโมยสัมปทานทำได้อย่างแนบเนียนและสมบูรณ์อยู่แล้ว โดยผลตอบแทนรัฐอาจต่ำและผู้บริโภคได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
(หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาสร้างรางรถไฟ ได้ไหม)
.........................................
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๒:๐๕:๓๒ น.
ก่อนนอนเมื่อคืนดูหนังอังกฤษเรื่อง Love & other disasters หนังหนุกดี ดูหนสองแล้ว ในเรื่องนี้นางเอกก็ใช้รถมินิเก่าๆเช่นกัน แปลกดีที่วันนึงจะดูหนัง๒เรื่อง และแปลกดีที่มีรถยี่ห้อตัวเดียวกันเป็นอุปกรณ์นางเอกพระเอก
Posted by
T 0 5 E
Friday, June 26, 2009
The Library
The Library
Friday, June 26, 2009
4:10:48 AM
เมื่อวานไปห้องสมุดคณะนึงในจุฬามา ไปหาข้อมูลแล้วก็ได้ข้อมูลที่ต้องการเกี่ยวกับงานตอนนี้ ถ่ายเอกสารมา747บาท หนาพอดูเป็นเลขสวยจินๆ ถ้าทำงานนี้สำมะเหร็ด เราจะได้ขึ้นเครื่องบิน747ไปเที่ยวญี่ปุ่นแน่ๆ ฮ่าๆๆ
ต้องศึกษาทุกหน้าเลย แต่คงไม่นานนัก เพราะอ่านง่ายกว่าที่คิดมากๆ ตอนหาเครื่องถ่ายเอกสาร แล้วหาไม่เจอ ก็ถามหาจากนิสิตที่นั่งใกล้ๆกัน เหมือนเขาทำการบ้านอยู่ เขาก็มีมารยาทมากๆ พูดค่อยๆตามมารยาทในห้องสมุด อธิบายๆอย่างละเอียด มันหายากนิดนึง เพราะต้องลงไปอีกชั้นแลเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่หลังบันได เขาสวย สวยกว่าในทีวีเยอะ น้องพิ้ง เอเอ๊บ๕ แต่ปรากฏว่าเครื่องเสีย ก็เลยต้องเดินไปอีกตึกนึง
คนสวยและกริยามารยาทเหมาะกับกาลเทศะนี่ดูดีขึ้นมากๆ คนสมัยนี้ชอบเดินเข้าร้านหนังสือและคุยโทรศัพท์ เราไปร้านหนังสือแถวบ้านบ่อยก็เห็นจนเบื่อ มีทีนึงเมื่อซัก๒เดือนก่อนเป็นคนญี่ปุ่น พูดโทรศัพท์เสียงดัง เราหันไปด่าเลย “อุรุไส้” เขาตกใจใหญ่ แต่กับคนไทยเราไม่เคยพูดไรเลยแฮะ แหะๆ กลัวโดนสวน ไอ้จะคุยโทรศัพท์ก็พูดไปเถอะ แต่มาคุยในร้านหนังสือหรือห้องสมุดนี่ เดี๊ยนรับไม่ได้ห่ะ
เมื่อวาน ขำกว่าอีก ขึ้นปอ113 จากสยามถึงหน้ารามชั่วโมงนึงได้ คนเบาะใกล้ๆเราคุยตลอดทาง จนเรารู้เรื่องในครอบครัวเขาหมดเลย พอลงรถไป กระเป๋าบ่นกะคนขับกันใหญ่ว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน (ฮา) เราฟังกระเป๋าคุยเรื่องการเมืองเลือกตั้งที่สกลนครกับคนขับ ยังรู้สึกดีกว่า ฟังเรื่องชาวบ้านทางโทรศัพท์ซะอีก คือเขามีสิทธิ์ที่จะคุย แต่เราก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ฟัง แล้วทำไงหรอ หันหน้าหนีแล้วจะไม่ได้ยิน! หรือไง?
กลับมาที่จุฬา ก่อนออกทะเลไปไกล
ขณะที่สั่งถ่ายเอกสารเสร็จแล้วฝากไว้ที่สหกรณ์ ก็ซื้อน้ำกินและคิดถึงแฟนเก่าไปพร้อมๆกัน เพราะแต่ก่อนสมัยเขาเรียนที่จุฬาตลอด๔ปี เราก็มาที่นี่บ่อยๆ หันมาอีกที เอ้า เจอ น้องแฟนเก่าซะงั้น ก็เลยทักทายไป ถามน้องน้ำว่า อยู่ปีไรแล้วเนี่ย โตเป็นสาวแล้วนะ เขาชูนิ้ว๔นิ้ว “ปี๔แล้ว พี่ทศ” เราก็ตกกะใจ ตอบกลับไปว่า “เฮ้ย ตอนนั้นยังอยู่ประถมอยู่เลย” น้องก็เป็นน้องน่ะละ ตอนเขาประถมเราก็มองว่าโตขึ้นน่าจะสวย แต่แปลกที่ไม่ค่อยสวยนัก แต่จะว่าไป ถ้าเรียนบัญชีคงสวยน่าดู แต่นี่เรียนวิศวะอะเนอะ ก็เลยไม่ค่อยโมเล้ยยย หน้าไม่แต่งเล้ยยยย ต่างกะพี่สาวเหลือหลายยยย พี่สาวเปรี้ยวสุดฤทธิ์ สมัยนั้นรุ่นพี่รุ่นน้องจำกันได้หมด บ้านนี้เขาลูกเยอะ ลูกคนเล็กเราเห็นตั้งแต่อนุบาลตอนนี้ก็เข้ามหาลัยแล้ว
ตั้งแต่แฟนคนนี้แต่งงานไปเราก็ไม่ได้คุยกันเลย งานแต่งงานเขาเราก็ไม่ไป พอดีวันนั้นไม่ได้อยู่ไทยด้วย แต่เมื่อวันจันทร์พึ่งโทรไปเม้าแตกมา เม้ากัน๒ชั่วโมงได้ พอดีผัวไปต่างจังหวัดเขากลับมานอนบ้านเดิม เราก็เลยเม้าแตกกันน่าดู ฮ่าๆๆ คุยกันยาวๆแบบนี้ปีละครั้งสองครั้งมานานแล้ว หนุกดี
แหม ถ้านอนบ้านสามีแล้วเราโทรไปเม้าแตกก็คงไม่เหมาะ ผัวงอนตายห่า เมื่อวันเสาร์นู้นที่มีงานแฟ้ตทีเชิ้รต์ ก็เจอน้องเขาอีกคนก็ทักทาย แต่คนนั้นมันออกแนวดาราๆหน่อย ก็มารยาทใส่กัน แต่เขาก็พอจำเราได้ เคยนึกเปรียบเทียบบ่อยๆ น้องเขาหล่อ สมัยเราบ้าเอ็นเข้ามหาลัยกัน น้องก็สบายๆ ถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ ได้ค่าขนมเยอะแยะ ปีๆนึงหาได้เป็นแสนๆ เอ็นไม่ได้ก็ไปเรียนนิเทศปวดหัวน้อยหน่อย เทียบกะพี่สาวเรียนวิศวะคณะอันดับ๑ประเทศ หัวแทบแตก เรียนเสร็จก็ไปประกาศข่าว ออกทีวีประจำ พิธีกรนุ้นนี้นั้น ดีเจบ้าง พองานวงการบันเทิง ไม่รุ่งเท่าที่ควรก็ไปเป็นสจ๊วต
วิถีชีวิตพี่สาวน้องชายแตกต่างกันมหาศาล และ แน่ นอน น้องชายหาเงินได้เยอะกว่ามหาศาลเลยด้วย เทียบกะพี่สาวผู้จัดการโรงงานของพ่อตนเองที่มีเรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน มีกระทั่งเรื่องคนงานแอบหนีตามสาวโรงงานข้างๆอะไรแบบนั้น ดอกเบี้ยแบ๊งค์ก็ไล่หูตูบ ทำงานมาหลายปีเงินเก็บแทบไม่มี อีก๑๐ปีหนี้ก็ยังไม่หมด
พอดีเมื่อวันเสาร์เราไปกินเหล้ามา แล้วเจอเหตุการณ์น่ากลัวมากๆ คือ มีนักร้องชื่อดัง(มาก) สวยสุดๆในปฐพี มาชี้หน้าด่า มันทำให้เกิดอะไรขึ้นใจเราก็ไม่รู้ วันจันทร์โทรหาชาวบ้านใหญ่เลย คนนู้นคนนี้ แบบตื่นมาด้วยความหวาดผวากว่ารถชนเสียอีก
คนที่ไม่ได้ไปวันนั้นก็มีคนโทรมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ถามว่ามึงเป็นเซเล็บหรือไงไปทะเลาะกะดารา เราแม่งขำ เหี้ยปามแม่งกวนตีน
และข่าวลือก็สะพัดไปไกลมากๆ วันนี้โทรหาเพื่อนสนิทอีกตัวนึง พอดีมันหาบ้านอยู่ พ่อมันจะซื้อให้ เราเห็นในสือพิมพ์วันนี้ที่เปล่าสวยราคางาม มันรับโทรศัพท์และทักเราคำแรก เฮ้ย มึงไปต่อยดารามาหรอวะ? เราแม่งเงียบไปพักนึง ถามว่าใครบอกมึงวะ? แม่งบอกว่า เขารู้กันทั่วโลกแล้ว แล้วก็นึกในใจ อ๋อ มันคงไปตีแบ่ดกะสาวๆแก๊งดำน้ำไอ้แจ๊คมั้ง เหี้ยโป้งแม่งกวนตีน
แต่ปาร์ตี้วันนั้นเมาหัวทิ่มเลย ขากลับรถห่าใครไม่รู้ฝ่าไฟแดงมาเฉี่ยวด้วย เซ็งงงงงงง
เกิดมาคงมีครั้งนี้ล่ะ หนเดียวในชีวิตที่จะโดนผู้หญิงชี้หน้าด่า เสือกสวยอีกตะหาก ฮากันเข้าไป
ปาร์ตี้ดี เพื่อนเราเล่นดนตรี ดาราสาวๆมากัน และก็มีผู้ชายรวยๆมากัน ปาร์ตี้แบบนี้เรียกว่า Private Equity Party เพราะว่า มันมีทั้งผู้ชายที่มีPrivate Equity และ ผู้หญิงสวยๆมีชื่อเสียงที่มักเลือกไปแต่ Private Party ซึ่งอันที่จริงถ้าอยากส่วนตัวมากๆ อยู่บ้านจะส่วนตัวกว่า แต่ก็นั่นแหละ อยู่บ้านแล้วจะแต่งตัวสวยๆให้ใครชม จะเต้นให้ใครดู ปาร์ตี้ครั้งนี้ใส่ชุดนักเรียนน่ารักๆกัน สาวๆก็กระโปรงลายสก๊อตกันทั้งนั้น น่ารักทีเดียว
แต่เราเมาเหลือหลายและรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเราเลย อาจจะเพราะเรามันเด็กชานเมือง ชินกับนั่งตามบ้านเพื่อนหรือไม่ก็ร้านลาบแถวๆบ้าน คนแถวๆนี้ก็รู้จักกันมาทั้งชีวิต เห็นเติบโตกันมาอย่างยาวนาน ไอ้จะไปเข้าสังคมที่พึ่งรู้จักใหม่ๆมันก็แปลกๆไงไม่รู้ แค่ไปดูเพื่อนเล่นดนตรีกลายเป็นไปเจอดาราเพียบๆให้ความรู้สึกแปลกๆ
อ้อ ร้านเล็กมากๆ ๑คูหา ถ้วน
๒๐ คนในนั้น เป็นเพื่อนและรุ่นน้องมหาลัย หรือ ไม่ก็เพื่อนแก๊งดำน้ำไอ้แจ๊ค
ส่วนอีก๒๐ เป็นผู้หญิงดารา และ ผู้ชายที่มีหน้าตามข่าวสังคมทั้งนั้น
แล้วแบบนี้จะไม่ให้รู้สึกแปลกได้ไงจริงไหม?
จริงๆแล้ว เราก็เข้าสังคมได้ปกตินะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอใจที่จะอยู่กับเพื่อนมากกว่า อันที่จริงถ้าคนไม่รู้จักเราก็ต้องบอกว่า ทักษะในการเข้าสังคมของไอ้ทศเป็นเลิศเลยด้วยซ้ำ คุยได้หมดแหละ คน สัตว์ สิ่งของ
วันนี้เจอแก๊งแถวบ้านมา ไม่ค่อยได้เจอพวกแม่งเป็นเดือนแล้ว หลังๆนี่เราไม่ค่อยได้ออกไปเจอ ผึ้งมารับตอนสามทุ่มกว่าๆ และมาส่งตอนตีสาม มีความสุขมากๆ สุขสุดๆ ไปกินเสต๊กลาวมาสองจาน
อ้อ กลับเข้าเรื่อง ห้องสมุดดีกว่า
เมื่อปี๔๒ ชอบผู้หญิงคนนึง หน้าตาน่ารัก ตอนเราอ่านแฮรี่พ้อตเต้อร์ โช แชง ในหัวเราหน้าตาแบบน้องเขาเด๊ะเลย ยังงงๆตนเองเลย
ก็แบบไปแอบชอบๆ มีวันนึงนั่งแอบรอนิดๆอยู่ใต้คณะ แล้วก็ไม่เจอ พอตอนกลางคืนเจอ ถามเขาว่าไปไหนมาหรอ เขาบอกว่า อยู่ Library ถึงทุ่มนึงแน่ะ เราฟังแล้วงงๆ แบบ เคยชินแต่กับคำว่า ห้องสมุด ฮ่าๆๆ ก็ผมมันเด็กโรงเรียนรัฐ น้องเขาเด็กนานาชาตินี่นา แล้วปีต่อมา เขาก็ย้ายคณะไปเรียนที่ท่าพระจันทร์ แล้วก็ไม่เคยเจออีกเลย ไม่เคยเห็นแม้แต่หนเดียวด้วยซ้ำ ถามใครก็ไม่ได้ข่าวคราว บางทีก็ระลึกถึง และแน่นอนสมัยนั้นไม่มีใครมีมือถือหรอก คนส่วนนึงก็มี แต่เราจำได้ว่า เราเองก็ต้องโทรเข้าหอห้องน้องเขา และหอหญิงหลังเที่ยงคืนนี่แม่งเป็นอะไรที่โทรติดยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เมื่อวานหลังจากเสร็จที่จุฬา ได้ข้อมูลเท่าที่ต้องการ ก็ไปเดินสยามพาราก้อนนนน เจอคนที่เคยเป็นรูมเหมทน้องคนนี้ที่หอเอเชี่ยนเกมส์ซี๔ห้อง ๒๒๒
(จำแม่นเลยเรา ไปยืนคุยริมระเบียงอยู่บ้าง เราจะมีมุกบอกน้องเขาว่า วันนี้โรมิโอจะปีนเถาองุ่นขึ้นไปหาจูเลียตนะ)
ก็เลยถามถึง เขาก็แซวๆ บอกว่า “แหมๆ พี่ทศจะกลับไปจีบหรอ” เราก็ตอบกลับไปว่า “อายุปูนนี้แล้วไม่ต้องจีบแล้ววววว แต่อยากรู้เฉยๆว่า สบายดี หรือ ไม่ อย่างไร” เขาบอกกลับมาว่า add facebookได้เลย จูนอยู่ในของเจิน เราก็เฮ้ยยยยยย จริงดิ โหยยยย อยากบอกว่า เคยตามหาตามเวบหาเพื่อนแบบนี้แล้วแต่ไม่เคยเจอ แค่ได้เห็นรูปก็คงสุขใจ อยากกราบขอบพระคุณเจินจากใจจริง
และเจินก็บอกอีกว่า จูนเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วยพักนึง เราก็แบบบบบ เฮ้ยยยยยยยยย จริงหรอออออ แบบ โห อะไรกันนี่ ทำไมเราไม่เคยเจอกัน ไม่เคยติดต่อกันเลย พอดีเจินมากะนัท และ ตอนครอบครัวนัทไปญี่ปุ่น เราก็ไปหาพี่ชายนัทมา
เข้าเรื่องห้องสมุดดีกว่า
เราชอบไปห้องสมุด ยิ่งที่ญี่ปุ่นนี่ไปแวะบ่อยๆ เพราะต้องไปจอดจักรยานแล้วเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้า จอดที่อื่นมันเสียเงิน ก็แวะอ่านหนังสือพิมพ์นิดๆหน่อยๆ แล้วก็ไปต่อ
ชอบห้องสมุดเสมอ ชีวิตนี้หลงใหลมากๆ คิดอยู่บ่อยๆว่า ถ้าถึงเวลาต้องแต่งงานแล้วไม่มีใคร ก็อาจหาใครซักคนแถวๆห้องสมุดซักที่ ทำความรู้จักซะ อืม แต่จะว่าไป ใครจะไปคิดว่า สาวในห้องสมุดจะเป็นเอเอ๊บที่ดูบ่อยๆ ตัวจริงสวยกว่าในทีวีทีเดียว
เราโทรบอกไอ้นนท์ว่า สวยกว่าน้องมิกกี้อีก (มิกกี้จัดรายการคุยๆคู่กะไอ้นนท์ในแฟ้ตเรดิโอ) ฟังดูไม่น่าเชื่อเนอะ ไอ้นนท์มันก็คงไม่เชื่อ แต่ในสายตาเรา เราก็คิดว่าสวยกว่า หรือเพราะเขาแต่งหน้าสวย เอ๊ หรือ ว่า สาวในห้องสมุดในสายตาเราจะสวยกว่าสาวข้างนอกห้องสมุด(ต่อให้เป็นคนเดียวกัน) และก้อเคยคุยกะนนท์ว่า ถ้าสวยBแต่เรียนแพทย์ศิริราชนี่กระเถิบขึ้นไปเป็นA เลย สวยขึ้นอีกหลายจุด ก็ใช้ตรรกเดียวกันนั่นแหละ
คนสวยเดินสยามก็สวยดี แต่พอไปนั่งขายไอติมที่จตุจักร แล้วดูขยันทำมาหากินกตัญญูต่อบิดามารดา ก็ดูสวยขึ้นอีกเป็นกอง ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน
เอ๊ะ แล้วนางสาวไทยที่เรียนแพทย์จุฬานี่สวยระดับไหนน้า ฮะ ฮะ ถ้าเราอยากบอกว่าโบราณสถานที่สุโขทัยสวยกว่านางสาวไทย นางสาวไทยจะเคืองไหม แต่เรารู้สึกดีจริงๆ ศรีสัชนาลัยสวยมากๆ และ นางสาวไทยก็สวย คนสวย สถานที่สวย บรรยากาศแบบนี้นับได้ว่าประเสริฐ ชีวิตนี้จะมีวันแบบนั้นอีกไหมน้า
ส่งท้ายดีกว่า ใกล้เช้าแล้ว
อยากไปโรงแรมที่ชื่อ The Library ที่สมุย
Friday, June 26, 2009
4:10:48 AM
เมื่อวานไปห้องสมุดคณะนึงในจุฬามา ไปหาข้อมูลแล้วก็ได้ข้อมูลที่ต้องการเกี่ยวกับงานตอนนี้ ถ่ายเอกสารมา747บาท หนาพอดูเป็นเลขสวยจินๆ ถ้าทำงานนี้สำมะเหร็ด เราจะได้ขึ้นเครื่องบิน747ไปเที่ยวญี่ปุ่นแน่ๆ ฮ่าๆๆ
ต้องศึกษาทุกหน้าเลย แต่คงไม่นานนัก เพราะอ่านง่ายกว่าที่คิดมากๆ ตอนหาเครื่องถ่ายเอกสาร แล้วหาไม่เจอ ก็ถามหาจากนิสิตที่นั่งใกล้ๆกัน เหมือนเขาทำการบ้านอยู่ เขาก็มีมารยาทมากๆ พูดค่อยๆตามมารยาทในห้องสมุด อธิบายๆอย่างละเอียด มันหายากนิดนึง เพราะต้องลงไปอีกชั้นแลเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่หลังบันได เขาสวย สวยกว่าในทีวีเยอะ น้องพิ้ง เอเอ๊บ๕ แต่ปรากฏว่าเครื่องเสีย ก็เลยต้องเดินไปอีกตึกนึง
คนสวยและกริยามารยาทเหมาะกับกาลเทศะนี่ดูดีขึ้นมากๆ คนสมัยนี้ชอบเดินเข้าร้านหนังสือและคุยโทรศัพท์ เราไปร้านหนังสือแถวบ้านบ่อยก็เห็นจนเบื่อ มีทีนึงเมื่อซัก๒เดือนก่อนเป็นคนญี่ปุ่น พูดโทรศัพท์เสียงดัง เราหันไปด่าเลย “อุรุไส้” เขาตกใจใหญ่ แต่กับคนไทยเราไม่เคยพูดไรเลยแฮะ แหะๆ กลัวโดนสวน ไอ้จะคุยโทรศัพท์ก็พูดไปเถอะ แต่มาคุยในร้านหนังสือหรือห้องสมุดนี่ เดี๊ยนรับไม่ได้ห่ะ
เมื่อวาน ขำกว่าอีก ขึ้นปอ113 จากสยามถึงหน้ารามชั่วโมงนึงได้ คนเบาะใกล้ๆเราคุยตลอดทาง จนเรารู้เรื่องในครอบครัวเขาหมดเลย พอลงรถไป กระเป๋าบ่นกะคนขับกันใหญ่ว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน (ฮา) เราฟังกระเป๋าคุยเรื่องการเมืองเลือกตั้งที่สกลนครกับคนขับ ยังรู้สึกดีกว่า ฟังเรื่องชาวบ้านทางโทรศัพท์ซะอีก คือเขามีสิทธิ์ที่จะคุย แต่เราก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ฟัง แล้วทำไงหรอ หันหน้าหนีแล้วจะไม่ได้ยิน! หรือไง?
กลับมาที่จุฬา ก่อนออกทะเลไปไกล
ขณะที่สั่งถ่ายเอกสารเสร็จแล้วฝากไว้ที่สหกรณ์ ก็ซื้อน้ำกินและคิดถึงแฟนเก่าไปพร้อมๆกัน เพราะแต่ก่อนสมัยเขาเรียนที่จุฬาตลอด๔ปี เราก็มาที่นี่บ่อยๆ หันมาอีกที เอ้า เจอ น้องแฟนเก่าซะงั้น ก็เลยทักทายไป ถามน้องน้ำว่า อยู่ปีไรแล้วเนี่ย โตเป็นสาวแล้วนะ เขาชูนิ้ว๔นิ้ว “ปี๔แล้ว พี่ทศ” เราก็ตกกะใจ ตอบกลับไปว่า “เฮ้ย ตอนนั้นยังอยู่ประถมอยู่เลย” น้องก็เป็นน้องน่ะละ ตอนเขาประถมเราก็มองว่าโตขึ้นน่าจะสวย แต่แปลกที่ไม่ค่อยสวยนัก แต่จะว่าไป ถ้าเรียนบัญชีคงสวยน่าดู แต่นี่เรียนวิศวะอะเนอะ ก็เลยไม่ค่อยโมเล้ยยย หน้าไม่แต่งเล้ยยยย ต่างกะพี่สาวเหลือหลายยยย พี่สาวเปรี้ยวสุดฤทธิ์ สมัยนั้นรุ่นพี่รุ่นน้องจำกันได้หมด บ้านนี้เขาลูกเยอะ ลูกคนเล็กเราเห็นตั้งแต่อนุบาลตอนนี้ก็เข้ามหาลัยแล้ว
ตั้งแต่แฟนคนนี้แต่งงานไปเราก็ไม่ได้คุยกันเลย งานแต่งงานเขาเราก็ไม่ไป พอดีวันนั้นไม่ได้อยู่ไทยด้วย แต่เมื่อวันจันทร์พึ่งโทรไปเม้าแตกมา เม้ากัน๒ชั่วโมงได้ พอดีผัวไปต่างจังหวัดเขากลับมานอนบ้านเดิม เราก็เลยเม้าแตกกันน่าดู ฮ่าๆๆ คุยกันยาวๆแบบนี้ปีละครั้งสองครั้งมานานแล้ว หนุกดี
แหม ถ้านอนบ้านสามีแล้วเราโทรไปเม้าแตกก็คงไม่เหมาะ ผัวงอนตายห่า เมื่อวันเสาร์นู้นที่มีงานแฟ้ตทีเชิ้รต์ ก็เจอน้องเขาอีกคนก็ทักทาย แต่คนนั้นมันออกแนวดาราๆหน่อย ก็มารยาทใส่กัน แต่เขาก็พอจำเราได้ เคยนึกเปรียบเทียบบ่อยๆ น้องเขาหล่อ สมัยเราบ้าเอ็นเข้ามหาลัยกัน น้องก็สบายๆ ถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ ได้ค่าขนมเยอะแยะ ปีๆนึงหาได้เป็นแสนๆ เอ็นไม่ได้ก็ไปเรียนนิเทศปวดหัวน้อยหน่อย เทียบกะพี่สาวเรียนวิศวะคณะอันดับ๑ประเทศ หัวแทบแตก เรียนเสร็จก็ไปประกาศข่าว ออกทีวีประจำ พิธีกรนุ้นนี้นั้น ดีเจบ้าง พองานวงการบันเทิง ไม่รุ่งเท่าที่ควรก็ไปเป็นสจ๊วต
วิถีชีวิตพี่สาวน้องชายแตกต่างกันมหาศาล และ แน่ นอน น้องชายหาเงินได้เยอะกว่ามหาศาลเลยด้วย เทียบกะพี่สาวผู้จัดการโรงงานของพ่อตนเองที่มีเรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน มีกระทั่งเรื่องคนงานแอบหนีตามสาวโรงงานข้างๆอะไรแบบนั้น ดอกเบี้ยแบ๊งค์ก็ไล่หูตูบ ทำงานมาหลายปีเงินเก็บแทบไม่มี อีก๑๐ปีหนี้ก็ยังไม่หมด
พอดีเมื่อวันเสาร์เราไปกินเหล้ามา แล้วเจอเหตุการณ์น่ากลัวมากๆ คือ มีนักร้องชื่อดัง(มาก) สวยสุดๆในปฐพี มาชี้หน้าด่า มันทำให้เกิดอะไรขึ้นใจเราก็ไม่รู้ วันจันทร์โทรหาชาวบ้านใหญ่เลย คนนู้นคนนี้ แบบตื่นมาด้วยความหวาดผวากว่ารถชนเสียอีก
คนที่ไม่ได้ไปวันนั้นก็มีคนโทรมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ถามว่ามึงเป็นเซเล็บหรือไงไปทะเลาะกะดารา เราแม่งขำ เหี้ยปามแม่งกวนตีน
และข่าวลือก็สะพัดไปไกลมากๆ วันนี้โทรหาเพื่อนสนิทอีกตัวนึง พอดีมันหาบ้านอยู่ พ่อมันจะซื้อให้ เราเห็นในสือพิมพ์วันนี้ที่เปล่าสวยราคางาม มันรับโทรศัพท์และทักเราคำแรก เฮ้ย มึงไปต่อยดารามาหรอวะ? เราแม่งเงียบไปพักนึง ถามว่าใครบอกมึงวะ? แม่งบอกว่า เขารู้กันทั่วโลกแล้ว แล้วก็นึกในใจ อ๋อ มันคงไปตีแบ่ดกะสาวๆแก๊งดำน้ำไอ้แจ๊คมั้ง เหี้ยโป้งแม่งกวนตีน
แต่ปาร์ตี้วันนั้นเมาหัวทิ่มเลย ขากลับรถห่าใครไม่รู้ฝ่าไฟแดงมาเฉี่ยวด้วย เซ็งงงงงงง
เกิดมาคงมีครั้งนี้ล่ะ หนเดียวในชีวิตที่จะโดนผู้หญิงชี้หน้าด่า เสือกสวยอีกตะหาก ฮากันเข้าไป
ปาร์ตี้ดี เพื่อนเราเล่นดนตรี ดาราสาวๆมากัน และก็มีผู้ชายรวยๆมากัน ปาร์ตี้แบบนี้เรียกว่า Private Equity Party เพราะว่า มันมีทั้งผู้ชายที่มีPrivate Equity และ ผู้หญิงสวยๆมีชื่อเสียงที่มักเลือกไปแต่ Private Party ซึ่งอันที่จริงถ้าอยากส่วนตัวมากๆ อยู่บ้านจะส่วนตัวกว่า แต่ก็นั่นแหละ อยู่บ้านแล้วจะแต่งตัวสวยๆให้ใครชม จะเต้นให้ใครดู ปาร์ตี้ครั้งนี้ใส่ชุดนักเรียนน่ารักๆกัน สาวๆก็กระโปรงลายสก๊อตกันทั้งนั้น น่ารักทีเดียว
แต่เราเมาเหลือหลายและรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเราเลย อาจจะเพราะเรามันเด็กชานเมือง ชินกับนั่งตามบ้านเพื่อนหรือไม่ก็ร้านลาบแถวๆบ้าน คนแถวๆนี้ก็รู้จักกันมาทั้งชีวิต เห็นเติบโตกันมาอย่างยาวนาน ไอ้จะไปเข้าสังคมที่พึ่งรู้จักใหม่ๆมันก็แปลกๆไงไม่รู้ แค่ไปดูเพื่อนเล่นดนตรีกลายเป็นไปเจอดาราเพียบๆให้ความรู้สึกแปลกๆ
อ้อ ร้านเล็กมากๆ ๑คูหา ถ้วน
๒๐ คนในนั้น เป็นเพื่อนและรุ่นน้องมหาลัย หรือ ไม่ก็เพื่อนแก๊งดำน้ำไอ้แจ๊ค
ส่วนอีก๒๐ เป็นผู้หญิงดารา และ ผู้ชายที่มีหน้าตามข่าวสังคมทั้งนั้น
แล้วแบบนี้จะไม่ให้รู้สึกแปลกได้ไงจริงไหม?
จริงๆแล้ว เราก็เข้าสังคมได้ปกตินะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอใจที่จะอยู่กับเพื่อนมากกว่า อันที่จริงถ้าคนไม่รู้จักเราก็ต้องบอกว่า ทักษะในการเข้าสังคมของไอ้ทศเป็นเลิศเลยด้วยซ้ำ คุยได้หมดแหละ คน สัตว์ สิ่งของ
วันนี้เจอแก๊งแถวบ้านมา ไม่ค่อยได้เจอพวกแม่งเป็นเดือนแล้ว หลังๆนี่เราไม่ค่อยได้ออกไปเจอ ผึ้งมารับตอนสามทุ่มกว่าๆ และมาส่งตอนตีสาม มีความสุขมากๆ สุขสุดๆ ไปกินเสต๊กลาวมาสองจาน
อ้อ กลับเข้าเรื่อง ห้องสมุดดีกว่า
เมื่อปี๔๒ ชอบผู้หญิงคนนึง หน้าตาน่ารัก ตอนเราอ่านแฮรี่พ้อตเต้อร์ โช แชง ในหัวเราหน้าตาแบบน้องเขาเด๊ะเลย ยังงงๆตนเองเลย
ก็แบบไปแอบชอบๆ มีวันนึงนั่งแอบรอนิดๆอยู่ใต้คณะ แล้วก็ไม่เจอ พอตอนกลางคืนเจอ ถามเขาว่าไปไหนมาหรอ เขาบอกว่า อยู่ Library ถึงทุ่มนึงแน่ะ เราฟังแล้วงงๆ แบบ เคยชินแต่กับคำว่า ห้องสมุด ฮ่าๆๆ ก็ผมมันเด็กโรงเรียนรัฐ น้องเขาเด็กนานาชาตินี่นา แล้วปีต่อมา เขาก็ย้ายคณะไปเรียนที่ท่าพระจันทร์ แล้วก็ไม่เคยเจออีกเลย ไม่เคยเห็นแม้แต่หนเดียวด้วยซ้ำ ถามใครก็ไม่ได้ข่าวคราว บางทีก็ระลึกถึง และแน่นอนสมัยนั้นไม่มีใครมีมือถือหรอก คนส่วนนึงก็มี แต่เราจำได้ว่า เราเองก็ต้องโทรเข้าหอห้องน้องเขา และหอหญิงหลังเที่ยงคืนนี่แม่งเป็นอะไรที่โทรติดยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เมื่อวานหลังจากเสร็จที่จุฬา ได้ข้อมูลเท่าที่ต้องการ ก็ไปเดินสยามพาราก้อนนนน เจอคนที่เคยเป็นรูมเหมทน้องคนนี้ที่หอเอเชี่ยนเกมส์ซี๔ห้อง ๒๒๒
(จำแม่นเลยเรา ไปยืนคุยริมระเบียงอยู่บ้าง เราจะมีมุกบอกน้องเขาว่า วันนี้โรมิโอจะปีนเถาองุ่นขึ้นไปหาจูเลียตนะ)
ก็เลยถามถึง เขาก็แซวๆ บอกว่า “แหมๆ พี่ทศจะกลับไปจีบหรอ” เราก็ตอบกลับไปว่า “อายุปูนนี้แล้วไม่ต้องจีบแล้ววววว แต่อยากรู้เฉยๆว่า สบายดี หรือ ไม่ อย่างไร” เขาบอกกลับมาว่า add facebookได้เลย จูนอยู่ในของเจิน เราก็เฮ้ยยยยยย จริงดิ โหยยยย อยากบอกว่า เคยตามหาตามเวบหาเพื่อนแบบนี้แล้วแต่ไม่เคยเจอ แค่ได้เห็นรูปก็คงสุขใจ อยากกราบขอบพระคุณเจินจากใจจริง
และเจินก็บอกอีกว่า จูนเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วยพักนึง เราก็แบบบบบ เฮ้ยยยยยยยยย จริงหรอออออ แบบ โห อะไรกันนี่ ทำไมเราไม่เคยเจอกัน ไม่เคยติดต่อกันเลย พอดีเจินมากะนัท และ ตอนครอบครัวนัทไปญี่ปุ่น เราก็ไปหาพี่ชายนัทมา
เข้าเรื่องห้องสมุดดีกว่า
เราชอบไปห้องสมุด ยิ่งที่ญี่ปุ่นนี่ไปแวะบ่อยๆ เพราะต้องไปจอดจักรยานแล้วเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้า จอดที่อื่นมันเสียเงิน ก็แวะอ่านหนังสือพิมพ์นิดๆหน่อยๆ แล้วก็ไปต่อ
ชอบห้องสมุดเสมอ ชีวิตนี้หลงใหลมากๆ คิดอยู่บ่อยๆว่า ถ้าถึงเวลาต้องแต่งงานแล้วไม่มีใคร ก็อาจหาใครซักคนแถวๆห้องสมุดซักที่ ทำความรู้จักซะ อืม แต่จะว่าไป ใครจะไปคิดว่า สาวในห้องสมุดจะเป็นเอเอ๊บที่ดูบ่อยๆ ตัวจริงสวยกว่าในทีวีทีเดียว
เราโทรบอกไอ้นนท์ว่า สวยกว่าน้องมิกกี้อีก (มิกกี้จัดรายการคุยๆคู่กะไอ้นนท์ในแฟ้ตเรดิโอ) ฟังดูไม่น่าเชื่อเนอะ ไอ้นนท์มันก็คงไม่เชื่อ แต่ในสายตาเรา เราก็คิดว่าสวยกว่า หรือเพราะเขาแต่งหน้าสวย เอ๊ หรือ ว่า สาวในห้องสมุดในสายตาเราจะสวยกว่าสาวข้างนอกห้องสมุด(ต่อให้เป็นคนเดียวกัน) และก้อเคยคุยกะนนท์ว่า ถ้าสวยBแต่เรียนแพทย์ศิริราชนี่กระเถิบขึ้นไปเป็นA เลย สวยขึ้นอีกหลายจุด ก็ใช้ตรรกเดียวกันนั่นแหละ
คนสวยเดินสยามก็สวยดี แต่พอไปนั่งขายไอติมที่จตุจักร แล้วดูขยันทำมาหากินกตัญญูต่อบิดามารดา ก็ดูสวยขึ้นอีกเป็นกอง ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน
เอ๊ะ แล้วนางสาวไทยที่เรียนแพทย์จุฬานี่สวยระดับไหนน้า ฮะ ฮะ ถ้าเราอยากบอกว่าโบราณสถานที่สุโขทัยสวยกว่านางสาวไทย นางสาวไทยจะเคืองไหม แต่เรารู้สึกดีจริงๆ ศรีสัชนาลัยสวยมากๆ และ นางสาวไทยก็สวย คนสวย สถานที่สวย บรรยากาศแบบนี้นับได้ว่าประเสริฐ ชีวิตนี้จะมีวันแบบนั้นอีกไหมน้า
ส่งท้ายดีกว่า ใกล้เช้าแล้ว
อยากไปโรงแรมที่ชื่อ The Library ที่สมุย
Posted by
T 0 5 E
Friday, June 19, 2009
Nula
Nula
Friday, June 19, 2009
1:16:24 AM
อันโดรเมด้า ชุน ปล่อยพลัง และร้องว่า เนบิวล่า เชน ซินะ
วันก่อนเจอเผ่าพันธุ์นูล่า แล้วนึกขึ้นได้ว่า ไม่ได้เจอพวกนูล่ามานานแล้ว เช้าต่อมาโทรหานูล่าตัวหนึ่ง นูล่าตัดสายทิ้งเช่นเค้ยยยย
กลับมาที่ตะกี๊ดีกั่ว กลับมาถึงบ้านดูนักกล้ามแอร์การบินไทยอยู่ เคยเห็นในไทยรัฐวันอาทิตย์แล้วล่ะ ลงยาวเหยียด๑หน้าเต็ม แปลกดี ดูอยู่เป็นชั่วโมงๆ สาเหตุที่เขาชอบกีฬาเพาะกายและไอกิโด้
ภาพในหัวตอนดูย้อนกลับ๓ปีที่แล้ว ช่วงพฤษภา กลางป่าหนองเต่าดำเมืองกาญจน์ กลางป่าจริงๆเพราะต้องเดินเท้าเข้าไปร่วมๆ๑๐ชั่วโมงได้
มีฝรั่งตัวใหญ่ชาวเยอรมัน ประลองกำลัง โชว์ไอกิโด้ และมีนักแสดงคนไทยคนดังนักกีฬาเทควนโด้ทีมชาติไทย(พี่เอ๋ โดโด้) ก็เตะกัน เราก็นั่งดูอยู่ด้วยความเมามัน เขาร่ายรำท่าแล้วก็คุยกัน แต่ท่าเตะทรงพลังมากๆ เสียงลมวูบวูบวูบ ผ่านเราไปตลอดเวลา จำได้ว่า คราวนั้นตื่นตะลึงมากๆ ขากลับมากรุงเทพกันพี่โดโด้ก็เม้ากันมาตามทาง ธรรมะธัมโมก็ว่ากันไป
เราดูเจาะใจตอนนี้แล้วเม้ากะแม่ว่า ยังกะพวกสาวญี่ปุ่น สาวไทยปกติจะไม่ลงลึกรายละเอียดหรือสนใจอะไรจริงจังนัก(หนุ่มไทยก็เช่นกัน) ที่ญี่ปุ่นบ้านโทมิกาย่า อยู่เลย รร สอน มาเชี่ยล อาร์ท ไปนิดนึง คนแถวๆนั้น ใครสนใจอะไรก็ไปเรียนซะ มีแฟนเพื่อนชอบทำลูกปัด ก็ทำไปซะจนได้แสดงงานมากๆมายๆหลายๆที่ในโลก คนไทยไม่บ้าพลังเฉพาะเจาะจงมากขนาดนั้น ทรัพยากรบุคคลสำคัญกว่าถนนหนทางตึกรามบ้านช่อง ก็แล้วแต่ผู้นำประเทศจะเห็นกัน
กลับมาที่เรื่อง วันนี้ดีกว่า
๒ วันนี้เราใช้เวลาไป๕ชั่วโมงในร้านหนังสือใกล้บ้าน อ่านเล่มนึง ชอบนะ ตอนแรกกะอ่านฟรีจนหมดแหละ แต่พออ่านไปที่หน้า๑๙๕ก็ตัดสินใจซื้อละกัน หลังจากก้ำกึ่งๆ กลางเล่ม ตอนประมาณหน้า๑๘๐ อยากให้คุณ สวรรยา แกอ่าน เพราะหนังสือคล้ายหนังเรื่องนึงที่เคยดูกัน แต่อันนั้นหนังเกาหลี แต่อันนี้หนังสือญี่ปุ่น แต่หนังสือเล่มหนามากๆ คงอีกนานกว่าจะซื้อ เพราะช่วงนี้อยากทำงานเต็มเหนี่ยวหน่อย คงจะว่างน้อยๆไปซัก๔๐วัน ซื้อมาก็ใจแตกอีก อ่านไปใจลอยคิดถึงญี่ปุ่นไปก็เลยนาน ๕ ชั่วโมง ผ่านไป๑๙๖หน้าเอง
ในนี้เขาเขียนว่า งานอดิเรกของพระเอกคือ เดินป่า ว่ายน้ำ อ่านหนังสือ เราก็นึกถึงตนเอง เราอาจไม่ได้ไปเดินป่า แต่เราก็เดินทุกวัน เป็นชั่วโมงๆเสมอ รู้สึกดีที่เดิน ไม่ได้ชอบวิ่งด้วย ชอบเดิน คนเขาก็แปลกใจกัน จะมีชายไทยชาวกรุงเทพอายุซัก๒๙ซักกี่คนที่เดินวันนึงเป็นชั่วโมงๆ และเราก้อช่างไม่มีความสามารถทางกีฬาเป็นทีมเอาซะเลย พ่อสอนให้เยอะแยะเล่นไม่เป็น จำได้ว่า พ่อสอนชกมวยด้วย พวกไอกิโด้อะไรแบบนี้ แต่เราไม่เคยชอบความรุนแรงเอาซะเลย
แต่อย่างว่า อยู่ญี่ปุ่นมันเดินป่าได้ง่ายมากๆ กลางโตเกียวก็มีเขาใหญ่อยู่ เมืองไทยหรอ ฮึ สวนลุมต้นไม้ต้นเล็กกว่าบ้านเราอีก ไม่เข้าใจ สวนสาธารณะเขาต้นไม้ใหญ่ทึบได้ ทำไมของเราเล็กนัก กลัวครึ้มมืด คนโดนข่มขืนหรือไงกัน หารู้ไม่ว่า คนขายจิ๋ม เต็มไปหมดเวลากลางคืน
........................................
เข้าเรื่อง นูล่า ดีกว่า
นูล่า เป็นเผ่าพันธุ์ที่แปลกดี เราพบพันธุ์นี้ตัวแรกที่อนุสาวรีย์เมื่อ๑๒ปีที่แล้ว และก้อพบเรื่อยมาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก พอดีเมื่อไม่นานนี้ได้พบ และ นึกขึ้นได้ว่า ไม่ได้พบ นูล่า มาหลายปีมากๆแล้ว คงถึง๓ปีแน่ๆ
................
อ้อ เมื่อคืนโดนเมาแล้วขับแล้วโดนจับด้วย ครั้งแรกในชีวิต แต่พอดีเป็นรถเพื่อนที่เพื่อนขับ ก็หนุกดี ต่อรองกะลูกเสือกันนาน กลับถึงบ้านตี๔ เหนื่อยอ่อนจับใจ เจอด่านที่๒แถวๆหน้าหมู่บ้านด้วย คุยกับเพื่อนว่า วันเหี้ยไรวะ ๑๐๐วันพันปีกูไม่เคยเจอด่าน
.................
กลับมาที่นูล่า สิ่งที่ตรงข้ามนูล่า คือ สิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการแต่เรามักได้มาเสมอ
นูล่าจะงดงามหมดจดราวเจ้าหญิง นูล่าตัวที่๒ที่เราพบ ชื่อ ลีโอน่า พบต้นปี๔๑ และ จะ พบอีกครั้งไม่นานนี้
และพบมาเรื่อยๆ นูล่าเป็นสัตว์ที่บริโภคเยอะมากๆ บริโภคอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาล นูล่าทุกตัวไม่น่ารังเกียจและมีผิวพรรณสวยงาม แทบไร้รูขุมชน หากแต่บริเวณอวัยวะเพศเหม็น ปุกปุย เมื่อโตเต็มวัย นูล่าจะถูกสภาพสังคมบีบคั้นหลายประการ บ้างก็หาทางออกโดยการผสมพันธุ์กับนูล่าเพศเดียวกัน บ้างก็แปลงร่างเป็นสลัด การแปลงร่างเป็นสลัดนั้นทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การใส่น้ำเปรี้ยวมะนาวดองลงไป แต่งตัวฉาบฉวยเพราะไปอยู่กับวิถีชีวิตต่างแดนมา นูล่า ทุกตัวต้องได้รับการศึกษาจากต่างแดน ทุกตัวสวยสดงดงามดูราวสาวฮ่องกงนุ่งกี่เพ้าสีแดงเพลิง
นูล่ามีหลายระดับความสัมพันธ์
เราให้นูล่าบางตัวอยู่ในระดับ๑ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่มีตัวไหนรู้จักเรา มีนูล่าตัวนึงที่เราเจอตอนไปดูนางสาวไทย แล้วก็ให้ความแปลกประหลาดใจ นูล่าตัวที่สนิทที่สุดเลี้ยงเราไว้ไม่นาน นูล่าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเรา หากแต่เราคือสัตว์เลี้ยงของนูล่า เราไม่ได้เลือกฟังเพลงของโจ๊กโซคูล หากโจ๊กโซคูลเลือกเราให้ฟังเพลงเขา และ โจ๊กโซคูลทำให้หัวหอมใหญ่ร้องไห้ได้
นูล่ามักมีความพึงพอใจอย่างมากที่เห็นเราเป็นสัตว์เลี้ยง นูล่าบางตัวแนะนำเราให้กับนูล่าตัวอื่นพร้อมกับการบอกต่อกันว่า เราเหมาะแก่การเป็นสัตว์เลี้ยงของนูล่าทุกตัวมากขนาดไหน นูล่ามักใช้รถไฟฟ้าในการเดินทาง หากแต่ก่อนนี้นูล่ากลับต่อต้านรถไฟฟ้าอย่างยิ่งยวด แต่พอถึงยุคที่สารสื่อประสาทแดกเดินทางได้ด้วยความไวแสง นูล่ากลับกลายเป็นอารยชนที่เข้าใจในความศิวิไลซ์นั้น นูล่าบริโภคน้ำมันแก๊ซโซฮอลล์ 95 เป็นจำนวนมหาศาล จากชานเมืองถึงกลางเมือง นูล่ารังเกียจและทนไม่ได้กับกลิ่นเหม็นของLPGและNGV รังของนูล่าล้วนเต็มไปด้วยความวุ่นวายและวิปริต ศฤงคารมากมายที่นูล่าครอบครอง ผู้ควบคุมดูแลนูล่าล้วนใส่หมวกสีขาว การเติบโตของนูล่าไปเป็นฝูง ฝูงนูล่ามักอยู่ในฝูงนูล่า หากจ่าฝูงของจ่าฝูงล้วนแล้วแต่เป็นนูล่าที่มีความสามารถด้านการสะกดจิต
นูล่าที่แท้จักมีอายุก่อนวัยเจริญพันธุ์ หากเข้าฝูงหลังจากโตแล้ว มักนับเป็นนูล่าปลอม นูล่าปลอมอาจขี่เบ๊นซ์ปลอม หรือมีความศรัทธาในพระเจ้าน้อย นูล่ามักถูกห้อมล้อมด้วยข้าทาสบริวาร และไม่เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเติบโต นูล่าต้องได้รับการดูแลของตัวพ่อตัวแม่ไปทั้งชีวิต การแข่งขันความใหญ่ของแผงคอของนูล่าขึ้นอยู่กับความใหญ่ของสามี แต่ในปัจจุบันนูล่าครอบคัวเลี้ยงเดี่ยวได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง และ แผ่อิทธิพลทางความคิดสะกดคนที่อยากเป็นนูล่าให้เข้าใจวิถีนี้
ชักจะมันไปกันใหญ่แล้ว ไปทำงานต่อดีกว่า การเขียนบล๊อกวันละนิดวันละหน่อย นับเป็นการผ่อนคลายที่ดีเนอะทศเนอะ
Friday, June 19, 2009
1:16:24 AM
อันโดรเมด้า ชุน ปล่อยพลัง และร้องว่า เนบิวล่า เชน ซินะ
วันก่อนเจอเผ่าพันธุ์นูล่า แล้วนึกขึ้นได้ว่า ไม่ได้เจอพวกนูล่ามานานแล้ว เช้าต่อมาโทรหานูล่าตัวหนึ่ง นูล่าตัดสายทิ้งเช่นเค้ยยยย
กลับมาที่ตะกี๊ดีกั่ว กลับมาถึงบ้านดูนักกล้ามแอร์การบินไทยอยู่ เคยเห็นในไทยรัฐวันอาทิตย์แล้วล่ะ ลงยาวเหยียด๑หน้าเต็ม แปลกดี ดูอยู่เป็นชั่วโมงๆ สาเหตุที่เขาชอบกีฬาเพาะกายและไอกิโด้
ภาพในหัวตอนดูย้อนกลับ๓ปีที่แล้ว ช่วงพฤษภา กลางป่าหนองเต่าดำเมืองกาญจน์ กลางป่าจริงๆเพราะต้องเดินเท้าเข้าไปร่วมๆ๑๐ชั่วโมงได้
มีฝรั่งตัวใหญ่ชาวเยอรมัน ประลองกำลัง โชว์ไอกิโด้ และมีนักแสดงคนไทยคนดังนักกีฬาเทควนโด้ทีมชาติไทย(พี่เอ๋ โดโด้) ก็เตะกัน เราก็นั่งดูอยู่ด้วยความเมามัน เขาร่ายรำท่าแล้วก็คุยกัน แต่ท่าเตะทรงพลังมากๆ เสียงลมวูบวูบวูบ ผ่านเราไปตลอดเวลา จำได้ว่า คราวนั้นตื่นตะลึงมากๆ ขากลับมากรุงเทพกันพี่โดโด้ก็เม้ากันมาตามทาง ธรรมะธัมโมก็ว่ากันไป
เราดูเจาะใจตอนนี้แล้วเม้ากะแม่ว่า ยังกะพวกสาวญี่ปุ่น สาวไทยปกติจะไม่ลงลึกรายละเอียดหรือสนใจอะไรจริงจังนัก(หนุ่มไทยก็เช่นกัน) ที่ญี่ปุ่นบ้านโทมิกาย่า อยู่เลย รร สอน มาเชี่ยล อาร์ท ไปนิดนึง คนแถวๆนั้น ใครสนใจอะไรก็ไปเรียนซะ มีแฟนเพื่อนชอบทำลูกปัด ก็ทำไปซะจนได้แสดงงานมากๆมายๆหลายๆที่ในโลก คนไทยไม่บ้าพลังเฉพาะเจาะจงมากขนาดนั้น ทรัพยากรบุคคลสำคัญกว่าถนนหนทางตึกรามบ้านช่อง ก็แล้วแต่ผู้นำประเทศจะเห็นกัน
กลับมาที่เรื่อง วันนี้ดีกว่า
๒ วันนี้เราใช้เวลาไป๕ชั่วโมงในร้านหนังสือใกล้บ้าน อ่านเล่มนึง ชอบนะ ตอนแรกกะอ่านฟรีจนหมดแหละ แต่พออ่านไปที่หน้า๑๙๕ก็ตัดสินใจซื้อละกัน หลังจากก้ำกึ่งๆ กลางเล่ม ตอนประมาณหน้า๑๘๐ อยากให้คุณ สวรรยา แกอ่าน เพราะหนังสือคล้ายหนังเรื่องนึงที่เคยดูกัน แต่อันนั้นหนังเกาหลี แต่อันนี้หนังสือญี่ปุ่น แต่หนังสือเล่มหนามากๆ คงอีกนานกว่าจะซื้อ เพราะช่วงนี้อยากทำงานเต็มเหนี่ยวหน่อย คงจะว่างน้อยๆไปซัก๔๐วัน ซื้อมาก็ใจแตกอีก อ่านไปใจลอยคิดถึงญี่ปุ่นไปก็เลยนาน ๕ ชั่วโมง ผ่านไป๑๙๖หน้าเอง
ในนี้เขาเขียนว่า งานอดิเรกของพระเอกคือ เดินป่า ว่ายน้ำ อ่านหนังสือ เราก็นึกถึงตนเอง เราอาจไม่ได้ไปเดินป่า แต่เราก็เดินทุกวัน เป็นชั่วโมงๆเสมอ รู้สึกดีที่เดิน ไม่ได้ชอบวิ่งด้วย ชอบเดิน คนเขาก็แปลกใจกัน จะมีชายไทยชาวกรุงเทพอายุซัก๒๙ซักกี่คนที่เดินวันนึงเป็นชั่วโมงๆ และเราก้อช่างไม่มีความสามารถทางกีฬาเป็นทีมเอาซะเลย พ่อสอนให้เยอะแยะเล่นไม่เป็น จำได้ว่า พ่อสอนชกมวยด้วย พวกไอกิโด้อะไรแบบนี้ แต่เราไม่เคยชอบความรุนแรงเอาซะเลย
แต่อย่างว่า อยู่ญี่ปุ่นมันเดินป่าได้ง่ายมากๆ กลางโตเกียวก็มีเขาใหญ่อยู่ เมืองไทยหรอ ฮึ สวนลุมต้นไม้ต้นเล็กกว่าบ้านเราอีก ไม่เข้าใจ สวนสาธารณะเขาต้นไม้ใหญ่ทึบได้ ทำไมของเราเล็กนัก กลัวครึ้มมืด คนโดนข่มขืนหรือไงกัน หารู้ไม่ว่า คนขายจิ๋ม เต็มไปหมดเวลากลางคืน
........................................
เข้าเรื่อง นูล่า ดีกว่า
นูล่า เป็นเผ่าพันธุ์ที่แปลกดี เราพบพันธุ์นี้ตัวแรกที่อนุสาวรีย์เมื่อ๑๒ปีที่แล้ว และก้อพบเรื่อยมาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก พอดีเมื่อไม่นานนี้ได้พบ และ นึกขึ้นได้ว่า ไม่ได้พบ นูล่า มาหลายปีมากๆแล้ว คงถึง๓ปีแน่ๆ
................
อ้อ เมื่อคืนโดนเมาแล้วขับแล้วโดนจับด้วย ครั้งแรกในชีวิต แต่พอดีเป็นรถเพื่อนที่เพื่อนขับ ก็หนุกดี ต่อรองกะลูกเสือกันนาน กลับถึงบ้านตี๔ เหนื่อยอ่อนจับใจ เจอด่านที่๒แถวๆหน้าหมู่บ้านด้วย คุยกับเพื่อนว่า วันเหี้ยไรวะ ๑๐๐วันพันปีกูไม่เคยเจอด่าน
.................
กลับมาที่นูล่า สิ่งที่ตรงข้ามนูล่า คือ สิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการแต่เรามักได้มาเสมอ
นูล่าจะงดงามหมดจดราวเจ้าหญิง นูล่าตัวที่๒ที่เราพบ ชื่อ ลีโอน่า พบต้นปี๔๑ และ จะ พบอีกครั้งไม่นานนี้
และพบมาเรื่อยๆ นูล่าเป็นสัตว์ที่บริโภคเยอะมากๆ บริโภคอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาล นูล่าทุกตัวไม่น่ารังเกียจและมีผิวพรรณสวยงาม แทบไร้รูขุมชน หากแต่บริเวณอวัยวะเพศเหม็น ปุกปุย เมื่อโตเต็มวัย นูล่าจะถูกสภาพสังคมบีบคั้นหลายประการ บ้างก็หาทางออกโดยการผสมพันธุ์กับนูล่าเพศเดียวกัน บ้างก็แปลงร่างเป็นสลัด การแปลงร่างเป็นสลัดนั้นทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การใส่น้ำเปรี้ยวมะนาวดองลงไป แต่งตัวฉาบฉวยเพราะไปอยู่กับวิถีชีวิตต่างแดนมา นูล่า ทุกตัวต้องได้รับการศึกษาจากต่างแดน ทุกตัวสวยสดงดงามดูราวสาวฮ่องกงนุ่งกี่เพ้าสีแดงเพลิง
นูล่ามีหลายระดับความสัมพันธ์
เราให้นูล่าบางตัวอยู่ในระดับ๑ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่มีตัวไหนรู้จักเรา มีนูล่าตัวนึงที่เราเจอตอนไปดูนางสาวไทย แล้วก็ให้ความแปลกประหลาดใจ นูล่าตัวที่สนิทที่สุดเลี้ยงเราไว้ไม่นาน นูล่าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเรา หากแต่เราคือสัตว์เลี้ยงของนูล่า เราไม่ได้เลือกฟังเพลงของโจ๊กโซคูล หากโจ๊กโซคูลเลือกเราให้ฟังเพลงเขา และ โจ๊กโซคูลทำให้หัวหอมใหญ่ร้องไห้ได้
นูล่ามักมีความพึงพอใจอย่างมากที่เห็นเราเป็นสัตว์เลี้ยง นูล่าบางตัวแนะนำเราให้กับนูล่าตัวอื่นพร้อมกับการบอกต่อกันว่า เราเหมาะแก่การเป็นสัตว์เลี้ยงของนูล่าทุกตัวมากขนาดไหน นูล่ามักใช้รถไฟฟ้าในการเดินทาง หากแต่ก่อนนี้นูล่ากลับต่อต้านรถไฟฟ้าอย่างยิ่งยวด แต่พอถึงยุคที่สารสื่อประสาทแดกเดินทางได้ด้วยความไวแสง นูล่ากลับกลายเป็นอารยชนที่เข้าใจในความศิวิไลซ์นั้น นูล่าบริโภคน้ำมันแก๊ซโซฮอลล์ 95 เป็นจำนวนมหาศาล จากชานเมืองถึงกลางเมือง นูล่ารังเกียจและทนไม่ได้กับกลิ่นเหม็นของLPGและNGV รังของนูล่าล้วนเต็มไปด้วยความวุ่นวายและวิปริต ศฤงคารมากมายที่นูล่าครอบครอง ผู้ควบคุมดูแลนูล่าล้วนใส่หมวกสีขาว การเติบโตของนูล่าไปเป็นฝูง ฝูงนูล่ามักอยู่ในฝูงนูล่า หากจ่าฝูงของจ่าฝูงล้วนแล้วแต่เป็นนูล่าที่มีความสามารถด้านการสะกดจิต
นูล่าที่แท้จักมีอายุก่อนวัยเจริญพันธุ์ หากเข้าฝูงหลังจากโตแล้ว มักนับเป็นนูล่าปลอม นูล่าปลอมอาจขี่เบ๊นซ์ปลอม หรือมีความศรัทธาในพระเจ้าน้อย นูล่ามักถูกห้อมล้อมด้วยข้าทาสบริวาร และไม่เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเติบโต นูล่าต้องได้รับการดูแลของตัวพ่อตัวแม่ไปทั้งชีวิต การแข่งขันความใหญ่ของแผงคอของนูล่าขึ้นอยู่กับความใหญ่ของสามี แต่ในปัจจุบันนูล่าครอบคัวเลี้ยงเดี่ยวได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง และ แผ่อิทธิพลทางความคิดสะกดคนที่อยากเป็นนูล่าให้เข้าใจวิถีนี้
ชักจะมันไปกันใหญ่แล้ว ไปทำงานต่อดีกว่า การเขียนบล๊อกวันละนิดวันละหน่อย นับเป็นการผ่อนคลายที่ดีเนอะทศเนอะ
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, June 17, 2009
Adiantum Blue
โพสท์ที่500พอดี
Adiantum Blue
Wednesday, June 17, 2009
12:52:55 AM
หน้าตาของพืชชนิดนี้คล้ายๆกับพวก Green Coral Red Coral ที่ขายตามซุปเป้อร์มาร์เก้ตแพงๆ แต่ที่เรากล่าวถึงวันนี้คือชื่อหนังญี่ปุ่นที่พึ่งจบไป ทำไมคนชอบเอาชื่อดอกไม้สวยๆมาตั้งเป็นชื่อหนังเศร้าๆกัน Calla เป็นต้น ดูไปเรื่อยๆ แบบเปื่อยๆ ตามปกติของวันไม่มีแรงเพราะไปว่ายน้ำมา ก็จะเหนื่อยไปเรื่อยๆจนกว่าจะนอน
ถ้าไม่ดูแลพืชชนิดนี้ให้ดี ปลายจะมีสีBlueโผล่มา และ ต้นไม้จะเศร้า นางเอกบอกกับพระเอกแบบนี้ นางเอกสวยพระเอกหล่อ ผิดปกติจากหนังญี่ปุ่นทั่วๆไป ดูได้ในช่อง๑๑ แต่ภาพและสีไม่สวยแบบในโรงหรอก
ดูๆไปก็ค่อยๆเฉลยออกมา สามเหลี่ยมโผล่มาตอนบอกชื่อ สามเหลี่ยมโผล่มาตอนนางเอกไม่สบายเป็นรูที่กระเพาะ (ว่ารักเธอ) สามเหลี่ยมความตื่นเต้นหรือเรียกอีกนับหนึ่งว่า การสร้างสถานการณ์ให้ไปถึงจุดไคลแม็กซ์
ตามธรรมชาติของมนุษย์เราทุกรูปทุกนามต่างก็เป็นผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลสตัณหา หากแต่ยังพอมีสติสัมปชัญญะจะคอยยึดเหนี่ยมถ่วงตรึงไว้มิให้เตลิดไปตามอารมณ์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้ดวงดาวได้ช่วยให้ในการไตร่ตรองเหรี่ยวรั้งชั่งใจเอาไว้มิให้ผิดศีลธรรมประเพณี (สกุลไทยฉบับนี้)
กลับมาที่เรื่องหนังนี้ดีกว่านานน้านนนนนนนที จะได้ดูหนังรักที่ดูแล้วรู้สึกดีขนาดนี้ เมื่อเดือนที่แล้วดูแฮปปี้เบิ๊ดเดย์ด้วยความรู้สึกแบบว่า....เมื่อไหร่จะจบ ทั้งๆที่หนังเล่น๒คนและก็รู้ๆกันอยู่ตอนจบนางเอกตายเหมือนกัน
ทำไมผู้ชายคั้นน้ำส้มให้ผู้หญิง ดูแลเช็ดตัวให้นี่มันดูอบอุ่นนักหรือ เราออกจะมองว่าเป็นหน้าที่ปกติของคนรักกัน
วันนี้เห็นในหนังอีกเรื่องนึงตำรวจนำผ้าชุบน้ำเข้าไมโครเวฟเพื่อให้ได้ผ้าร้อนประคบแผลโจร ก็ให้นึกถึงว่า เราเองไม่ได้เอาผ้าเข้าไมโครเวฟแล้วล้างเท้าให้ผู้หญิงหลังกลับบ้านมาเหนื่อยๆนานแล้วซิ ทำไมนานจัง คิดถึงอารมณ์นั้นเหมือนกันนะครับ ทำอาหารอร่อยๆให้ผู้หญิงทาน เตรียมน้ำร้อนให้อาบ ทำห้องให้หอมๆ เปิดเพลงบรรเลงเพราะๆ จุดเทียนสวยๆ มันแปลกตรงไหนกันเชียว อาบน้ำเสร็จก็นวดให้ซิ
ทำไมตามหนังมันเป็นแบบนี้ ชีวิตจริงไม่เป็นแบบนี้กันหรือไง สงสัยต้องถามเพื่อนๆแล้วว่ามันไม่ทำกันแบบนี้หรอ(วะ) ไอ้เราก็ไม่เคยไปแอบส่องเวลาใครอยู่กันสองคนซะด้วยซิ
หนังเลือกให้นางเอกพระเอกไปใช้ชีวิตร่วมกันหนสุดท้ายที่ นี้ซ อิตาลี่ เราเองก็ไม่เคยไปเมืองนี้แต่ดูในทีวีก็ดูสวยดี เป็นทะเลโค้งเดียวจบ แต่อิตาลี่น่าไปอยู่แล้วล่ะ
ชีวิตที่ราบเรียบรักต้นไม้รักการถ่ายรูปของนางเอก มาเจอกับผู้ชายในแวดวงหนังAV มันก็แปลกดี
อ้อ วันนี้มีข่าวดีมากๆคือ งานเข้า มีโทรศัพท์มาวันนี้เลย
งานที่แปลว่างาน ไม่ได้แปลว่าหญิงไหนจะมาแหกอก ก็ลองกันดู ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว แต่เราว่าชีวิตเราน่าจะลิขิตมาทางนี้นะ If luck didn’t come knocking, bell the door แต่จะว่าไป ลัค ก็มาไม่รู้กี่หนแล้ว แต่เราปล่อยผ่านไปได้ไง (เฮ้อ) เอาเถอะๆ สู้ๆสู้ตายยยย ต่อเน็ทหาข้อมูลเพิ่มก่อน บ๊ายบายบล๊อก
เงาในน้ำขังสวยจะตายไป นางเอกถ่ายรูปสวย รูปในน้ำขังทั้งนั้น อย่างว่าแหละ ญี่ปุ่นฝนตกชุก
Adiantum Blue
Wednesday, June 17, 2009
12:52:55 AM
หน้าตาของพืชชนิดนี้คล้ายๆกับพวก Green Coral Red Coral ที่ขายตามซุปเป้อร์มาร์เก้ตแพงๆ แต่ที่เรากล่าวถึงวันนี้คือชื่อหนังญี่ปุ่นที่พึ่งจบไป ทำไมคนชอบเอาชื่อดอกไม้สวยๆมาตั้งเป็นชื่อหนังเศร้าๆกัน Calla เป็นต้น ดูไปเรื่อยๆ แบบเปื่อยๆ ตามปกติของวันไม่มีแรงเพราะไปว่ายน้ำมา ก็จะเหนื่อยไปเรื่อยๆจนกว่าจะนอน
ถ้าไม่ดูแลพืชชนิดนี้ให้ดี ปลายจะมีสีBlueโผล่มา และ ต้นไม้จะเศร้า นางเอกบอกกับพระเอกแบบนี้ นางเอกสวยพระเอกหล่อ ผิดปกติจากหนังญี่ปุ่นทั่วๆไป ดูได้ในช่อง๑๑ แต่ภาพและสีไม่สวยแบบในโรงหรอก
ดูๆไปก็ค่อยๆเฉลยออกมา สามเหลี่ยมโผล่มาตอนบอกชื่อ สามเหลี่ยมโผล่มาตอนนางเอกไม่สบายเป็นรูที่กระเพาะ (ว่ารักเธอ) สามเหลี่ยมความตื่นเต้นหรือเรียกอีกนับหนึ่งว่า การสร้างสถานการณ์ให้ไปถึงจุดไคลแม็กซ์
ตามธรรมชาติของมนุษย์เราทุกรูปทุกนามต่างก็เป็นผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลสตัณหา หากแต่ยังพอมีสติสัมปชัญญะจะคอยยึดเหนี่ยมถ่วงตรึงไว้มิให้เตลิดไปตามอารมณ์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้ดวงดาวได้ช่วยให้ในการไตร่ตรองเหรี่ยวรั้งชั่งใจเอาไว้มิให้ผิดศีลธรรมประเพณี (สกุลไทยฉบับนี้)
กลับมาที่เรื่องหนังนี้ดีกว่านานน้านนนนนนนที จะได้ดูหนังรักที่ดูแล้วรู้สึกดีขนาดนี้ เมื่อเดือนที่แล้วดูแฮปปี้เบิ๊ดเดย์ด้วยความรู้สึกแบบว่า....เมื่อไหร่จะจบ ทั้งๆที่หนังเล่น๒คนและก็รู้ๆกันอยู่ตอนจบนางเอกตายเหมือนกัน
ทำไมผู้ชายคั้นน้ำส้มให้ผู้หญิง ดูแลเช็ดตัวให้นี่มันดูอบอุ่นนักหรือ เราออกจะมองว่าเป็นหน้าที่ปกติของคนรักกัน
วันนี้เห็นในหนังอีกเรื่องนึงตำรวจนำผ้าชุบน้ำเข้าไมโครเวฟเพื่อให้ได้ผ้าร้อนประคบแผลโจร ก็ให้นึกถึงว่า เราเองไม่ได้เอาผ้าเข้าไมโครเวฟแล้วล้างเท้าให้ผู้หญิงหลังกลับบ้านมาเหนื่อยๆนานแล้วซิ ทำไมนานจัง คิดถึงอารมณ์นั้นเหมือนกันนะครับ ทำอาหารอร่อยๆให้ผู้หญิงทาน เตรียมน้ำร้อนให้อาบ ทำห้องให้หอมๆ เปิดเพลงบรรเลงเพราะๆ จุดเทียนสวยๆ มันแปลกตรงไหนกันเชียว อาบน้ำเสร็จก็นวดให้ซิ
ทำไมตามหนังมันเป็นแบบนี้ ชีวิตจริงไม่เป็นแบบนี้กันหรือไง สงสัยต้องถามเพื่อนๆแล้วว่ามันไม่ทำกันแบบนี้หรอ(วะ) ไอ้เราก็ไม่เคยไปแอบส่องเวลาใครอยู่กันสองคนซะด้วยซิ
หนังเลือกให้นางเอกพระเอกไปใช้ชีวิตร่วมกันหนสุดท้ายที่ นี้ซ อิตาลี่ เราเองก็ไม่เคยไปเมืองนี้แต่ดูในทีวีก็ดูสวยดี เป็นทะเลโค้งเดียวจบ แต่อิตาลี่น่าไปอยู่แล้วล่ะ
ชีวิตที่ราบเรียบรักต้นไม้รักการถ่ายรูปของนางเอก มาเจอกับผู้ชายในแวดวงหนังAV มันก็แปลกดี
อ้อ วันนี้มีข่าวดีมากๆคือ งานเข้า มีโทรศัพท์มาวันนี้เลย
งานที่แปลว่างาน ไม่ได้แปลว่าหญิงไหนจะมาแหกอก ก็ลองกันดู ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว แต่เราว่าชีวิตเราน่าจะลิขิตมาทางนี้นะ If luck didn’t come knocking, bell the door แต่จะว่าไป ลัค ก็มาไม่รู้กี่หนแล้ว แต่เราปล่อยผ่านไปได้ไง (เฮ้อ) เอาเถอะๆ สู้ๆสู้ตายยยย ต่อเน็ทหาข้อมูลเพิ่มก่อน บ๊ายบายบล๊อก
เงาในน้ำขังสวยจะตายไป นางเอกถ่ายรูปสวย รูปในน้ำขังทั้งนั้น อย่างว่าแหละ ญี่ปุ่นฝนตกชุก
Posted by
T 0 5 E
Tuesday, June 16, 2009
สังคมอุดมปัญญา
สังคมอุดมปัญญา
Tuesday, June 16, 2009
1:50:37 AM
ค่าของงาน สัมผัสด้วยใจ สุผจญ กลิ่นสุวรรณ
อ่านบทสัมภาษณ์ความยาว๒หน้าในสุกลไทยฉบับสัปดาห์ที่แล้วจบด้วยความตื่นเต้ลล์ ดีมากๆ อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ แต่มาพร้อมกับรูปแบบรายการเช้าดีดีทางทีวีแบบ English Breakfastด้วย เราดูรายการนี้อยู่บ้างถ้าตื่นเช้าและเห็น ชอบนะ ชอบมากๆ ครั้งแรกที่ดู ร้องในใจ โอ้โ ห ว ไอ้เหี้ยเอ๊ย นี่กูอยู่ญี่ปุ่นหรือเปล่านี่ รายการแบบนี้ซิทำให้สุงคมอุดมปัญญาจริงๆ
ตอนบ้านหลังสุดท้ายที่ชินากาว่าในโตเกียว เขตนี้ก็มีสถานีโทรทัศน์ประจำเขตด้วย เราตื่นมาก็จะเห็นเขาสอนภาษาต่างประเทศ (ภาษาต่างประเทศไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษแบบที่คนไทยเข้าใจนะครับ) เขาจะวนๆสอนๆไปทุกๆภาษาเรื่อยๆ เมืองไทยมักมีแต่รายการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งจริงๆเราน่าจะสอนภาษาลาว ภาษามลายู ภาษาเขมร รอบๆบ้านเราบ้าง ถ้ามีเวลาพอก็จะดูเสมอ รายการนี้มาตอนตื่น แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตที่นั่น เวลาใครถามอะไร เรามักตอบไปแบบกวนตีนๆว่า มีเวลาว่างกูขอนอนดีกว่า แบบถ้าจะไปเดทกะแฟนขอนอนดีกว่า (ฮา) แต่ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก ถ้าแฟนอยากมาบ้านก็มาได้ ไม่ได้ทิ้งขว้างขนาดนั้น
อ้อ วันนี้เผลอหลับไปสี่ทุ่ม ตี๑ ก็ตื่นแล้ว ปกติถ้าวันไหนเผลอหลับ๔ทุ่มก็ตื่นตี๒เสมอ ต้องบังคับตนเองนอนหลังเที่ยงคืน ถึงจะพอดีๆ แต่ถ้านอนตีห้าตื่นเที่ยงยังง่วงๆเลย สำหรับเราหลับเร็วไม่ดี นอนช้าไม่ดี สมัยอยู่ญี่ปุ่นมีช่วงนึงทำงานกลางคืน แบบ บางวันเข้าห้าทุ่ม แต่ส่วนใหญ่จะเข้าห้าโมงเย็น ถ้าวันไหนเข้าห้าทุ่ม ก็จะกลับบ้านมานอนตอนเย็นแล้วบังคับตนเองให้ตื่นดึกสงัดแล้วรีบจับรถไฟไปทำงาน แล้วกลับรถไฟเที่ยวแรกเสมอ (งานอะไรอย่ารู้เลย) แล้วต้องตื่นมา๑๑โมง การนอน๒กะทำร้ายร่างกายและจิตใจมหาศาล ร่างกายรวนและโทรมมากๆ แต่กระนั้นก็ตาม หน้าตาก็หล่อกว่าและรูปร่างก็ดีกว่าตอนนี้นักๆ
กลับมาที่เรื่องสังคมอุดมปัญญากันดีกว่า
เราชอบรายการในT PBSหลายๆรายการ รายการที่ดูแน่ๆเวลาเห็นก็คือ ชุมชนเข้มแข็ง ชอบมากกกกกกกกก ไม่ดิ ชื่อรายการ "ชุมชนต้นแบบ" ต่างหาก (แก้ไขหลังโพสท์ไปแล้ว๒ชั่วโมง)
คือ เรารู้สึกมานานมากๆแล้วว่าทีวีไทยเพี้ยนๆผิดๆไปจากความต้องการของคนไทยมาเป็นความต้องการของคนกรุงมากไป หลังๆนี้กลายเป็นความต้องการของพวกกะเทยเกย์ทอมมากไปด้วยซ้ำ รายการนี้จะเหมือนๆรายการช่อง๗ตอนเย็นๆค่ำๆสมัยก่อนซัก๒๐ปีที่แล้ว ที่นำเสนอเรื่องราวชาวบ้านๆ(อย่าปฏิเสธไปเลยว่าประเทศเราควรเป็นประเทศเกษตรกรรม) แต่ปัจจุบันรายการแบบนี้หาได้ยาก เป็นรายการที่พิธีกรสวย(ลีดจุฬาซักปีนึง)
(เมื่อคืนวันเสาร์ไปเจอแก๊งในวงเหล้าเป็นลีดจุฬาซัก๑๑ปีที่แล้ว เป็นเพื่อนสนิทของแฟนเพื่อน ขำๆด้วยการแหย่ๆ ซื้อดอกไม้ให้๑ดอก ฮากันสนั่น และเราก็ขอให้เพื่อนที่เป็นนักร้องร้องเพลงปาฏิหาริย์ด้วย ฮ่าๆๆ เรียกความเฮฮาได้มากๆเลย ร้านเล็กๆขนาดความจุ๒๐ที่นั่ง แต่เจอเพื่อน๒แก๊ง๖คน ก็หนุกดีนะ ยิ่งพอเข้าไปแล้วเพื่อนเป็นนักร้องหันมาแซวนี่ฮาจริงเลยกู )
รายการชุมชนเข้มแข็งนี่ละมาถูกทางเลย แต่เราไม่รู้เรทติ้งเป็นไง เรทติ้งไม่ดีไม่มีคนดู รายการก็ไม่ได้รับการเผยแพร่นัก ก็น่าเสียดาย
อ้อ อ่านในสัมภาษณ์ เขาก็เขียนนะว่า ตอนทำรายการEnglish breakfast ใหม่ๆ ตอนนั้นรายการสังข์ทองลูกแม่ช่อง๗ กวาดเรทติ้งไปหมดเลย เราอ่านแล้วขำกร๊ากเลย คือ คนถูกสัมภาษณ์ก็น่าจะเป็นคนตลกๆหน่อยเลยจับคำมาผสมเรื่องราวได้ฮา แต่ที่เราฮาก็คือ คนเขียนบทสังข์ทองเขาเคยบอกเราว่า หูย เรทติ้งดีสุดๆๆๆๆๆๆ ดีใจมากกกก เรื่องก็สนุก คนทำก็มีความสุขน่ะแหละ เรทติ้งก็สำคัญสงครามรีโมทมันก็รุนแรง ทำรายการดีดีแต่ไม่มีคนดูก็กระไรอยู่ รายการดีต้องสนุก แต่รายการสนุกไม่จำเป็นต้องดี บทก็เป็นคัมภีร์ของความสนุกเสมอ
มีกลางคืนวันหนึ่งเราเบื่อมากๆเลย มีรายการที่ใครๆเขาว่ากันว่ามีสาระ กวาดรางวัลมาเพียบ มีช่วงนึงจะถูกถอดออกจากผัง(เราดีใจ) แต่คนโวยกันทั้งอินเตอร์เน็ท แต่ทำไมไม่รู้เราไม่ชอบ ส่วนอีกช่องก็เป็นตลกที่เราไม่ดู แต่รายการนี้อยู่มาสองพันปีได้แล้ว
แล้วทำไมไม่รู้ คืน เจาะใจ เราชอบดูทุกรายการวันนี้เลย เปลี่ยนช่องไม่ทันอีกเหมือนกัน แปลกดี บางวันไม่น่าดูซักอันบางวันน่าดูทุกช่อง วัยรุ่นละเหี่ยใจเจรงเจรง
ในสกุลไทย ชอบคำถามที่ถามว่า “เป็นคนคิดโปรเจ็คท์นี้ขึ้นมาเองเลยหรือคะ”
เขาตอบว่า American Breakfast ทีมีไข่ดาว แฮม เบค่อน มะเขือเทศ ชิ้นหนึ่งจบ แต่ English breakfast ที่ถูกต้องต้องมีโอ๊ตมีล ซีเรียล นม น้ำส้ม ผลไม้ มีทุกอย่างที่หลากหลายมาก ตรงกับคอนเซ็พท์รายการ คือ ความหลากหลายเพื่อเติมอาหารสมองจานเด็ดยามเช้า
อ่านบทสัมภาษณ์แล้วคิดว่า ฐานะทางการเงินทางบ้านเขาคงดี แต่ก็สาเหตุเพราะเขาเข้าใจตนเองมากๆด้วยกระมัง แบบไปบวชข้ามปี อยู่เมกาตอน๕ ถึง ๑๐ ขวบ และเป็นคนไทยเรียกรัฐศาสตร์ปกครองเป็นรากฐาน
“ถ้าเงินมาคุมวิถีชีวิตของเราได้ ผมไม่เชื่อว่า มนุษย์จะสามารถมีความสุขได้นะ เงินซื้อได้เยอะอย่าง แต่ไม่ได้ทุกอย่าง”
“ผู้ประกาศที่ผมมองตอนนี้ผมคิดว่าหลายๆคนกำลังทำผิดหน้าที่ ทำตัวให้เป็นคนสำคัญในเชิงข่าวเสียเอง หลายๆคนเป็นแบรนด์ของตัวเอง ซึ่ง ไม่ใช่ หน้าที่ของเราคือเป็นคนคอยอ่านอย่าให้ผิดอักขระ เราต้องรู้ลึก เติมเต็ม ในส่วนที่ไม่ได้อยู่ในสคริปท์ คนดูจะชื่นชมเรื่องข่าวเป็นหลัก แต่การเป็นพิธีกร ทีนี้ฮะ เราเองเต็มๆที่ต้องทำอย่างไร ใส่ให้เต็มที่เพื่อให้คนดูได้มากที่สุดในความเป็นเรา”
คำถามว่า ถ้าวันนั้นมาถึง(อาชัพนักการเมือง) อยากทำงานด้านไหนมากที่สุดคะ?
“กระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงวัฒนธรรมครับ” คำตอบนี้โดนใจทีเดียว เหมาะกับตัวตนเขา รายการนี้ให้การศึกษาและเสนอวัฒนธรรม
ก็คนเนชั่นอีกแล้ว เนชั่นนี่แหล่งสร้างคนเก่งๆประดับวงการทีวีไทยทีเดียว ชอบที่เขาบอกว่า ลุงเกลน ปั่นภาษาเขาซะเยี่ยมเลย ภาษาอังกฤษดีสุดในชีวิตช่วงทำงานเนชั่น เราชอบนะ อ่านสัมภาษณ์แล้วชอบทีเดียว และภาษาคนเราก็ปั่นกันได้ วันนี้ก็ได้อ่านหนังสือดีดีแบบ ภาษาปั่นๆ เรื่องขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า (๓๐ล้านเล่มทั่วโลกในรูปแบบภาษาต่างๆ) บางคนชอบพูดถึงคำว่า ความหมายระหว่างบรรทัด แต่เราเอง ชอบคิดถึงความหมายในประโยคนั้นๆมากๆกว่า แต่หนังสือบางเล่มค่อยๆอ่านค่อยๆคิดไป ไม่ต้องเร่งอะไร
กลับมาที่รายการของช่องนี้ที่เราชอบอีกรายการหนึ่ง เราชอบชุมชนเข้มแข็งมากๆ เรียบง่ายจริง นี่ละวิถีไทย ถ้าเป็นหนังก็เรียกว่า หนังแบบ ความสุขของกะทิ นุ่มนวลละเมียดช้าและสวยงาม และไทยจัด
(ความสุขของเวชชาชีวะ ตอนหนังจากบทประพันธ์พี่สาวได้ลงโรงและช่วงเดียวกับน้องชายได้เป็นนายกซะที ผ่านมา๖เดือน เหอะๆ )
ส่วนอีกรายการ หนุกมากๆ ช่องนี้ เราชอบป๊อบในรายการ กระต่ายตื่นตัว รายการนี้ไอ้ขุนให้เสียงบางครั้ง(เมื่อวานพึ่งเจอแม่งโชคดีแม่งไม่ปล่อยพลังใส่) และก็มีน้องชนินทร์ที่รู้จักนิดหน่อย รายการนี้ดีมากๆ ทำให้ผู้ดูฉลาดซื้อขึ้น แต่รูปแบบรายการเพี้ยนๆบ้าบอไปหน่อย แต่หนุกไปอีกแบบ เป็น รายการทางเลือก แนวๆ แปลกๆดี เมื่อคืนเราแวะไปส่งฟางที่ห้องมา ก็เม้าแตกกันถึงป๊อบ คิดถึงนะ รู้สึกว่าเรากะป๊อบมีพลังบางอย่างที่ส่งถึงกันได้ชัดมาก แต่อย่างว่าแหละมันเป็นน้องโรงเรียนมัธยมที่เรียนมหาลัยเดียวกัน ฉะนั้น ก็จะมีกล่องความคิดหลายๆอย่างที่ต่อกันติด กับป๊อบนี่นอนคุยกันได้มันมากๆทั้งคืนเลย
ชักจะเหนื่อยแล้ว ไปอาบน้ำดีกั่ว อยากอ่านขุมทรัพย์สุดปลายฟ้าต่ออีก หนังสือดี เล่มนี้ต่อมาไกล กุ้งให้มาบอกว่าพี่โฮ้พให้มาอีกที เมื่อวานเจอโฮ้พด้วย แต่ไม่ได้คุยกันเรื่องหนังสือเล่มนี้
Tuesday, June 16, 2009
1:50:37 AM
ค่าของงาน สัมผัสด้วยใจ สุผจญ กลิ่นสุวรรณ
อ่านบทสัมภาษณ์ความยาว๒หน้าในสุกลไทยฉบับสัปดาห์ที่แล้วจบด้วยความตื่นเต้ลล์ ดีมากๆ อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ แต่มาพร้อมกับรูปแบบรายการเช้าดีดีทางทีวีแบบ English Breakfastด้วย เราดูรายการนี้อยู่บ้างถ้าตื่นเช้าและเห็น ชอบนะ ชอบมากๆ ครั้งแรกที่ดู ร้องในใจ โอ้โ ห ว ไอ้เหี้ยเอ๊ย นี่กูอยู่ญี่ปุ่นหรือเปล่านี่ รายการแบบนี้ซิทำให้สุงคมอุดมปัญญาจริงๆ
ตอนบ้านหลังสุดท้ายที่ชินากาว่าในโตเกียว เขตนี้ก็มีสถานีโทรทัศน์ประจำเขตด้วย เราตื่นมาก็จะเห็นเขาสอนภาษาต่างประเทศ (ภาษาต่างประเทศไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษแบบที่คนไทยเข้าใจนะครับ) เขาจะวนๆสอนๆไปทุกๆภาษาเรื่อยๆ เมืองไทยมักมีแต่รายการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งจริงๆเราน่าจะสอนภาษาลาว ภาษามลายู ภาษาเขมร รอบๆบ้านเราบ้าง ถ้ามีเวลาพอก็จะดูเสมอ รายการนี้มาตอนตื่น แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตที่นั่น เวลาใครถามอะไร เรามักตอบไปแบบกวนตีนๆว่า มีเวลาว่างกูขอนอนดีกว่า แบบถ้าจะไปเดทกะแฟนขอนอนดีกว่า (ฮา) แต่ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก ถ้าแฟนอยากมาบ้านก็มาได้ ไม่ได้ทิ้งขว้างขนาดนั้น
อ้อ วันนี้เผลอหลับไปสี่ทุ่ม ตี๑ ก็ตื่นแล้ว ปกติถ้าวันไหนเผลอหลับ๔ทุ่มก็ตื่นตี๒เสมอ ต้องบังคับตนเองนอนหลังเที่ยงคืน ถึงจะพอดีๆ แต่ถ้านอนตีห้าตื่นเที่ยงยังง่วงๆเลย สำหรับเราหลับเร็วไม่ดี นอนช้าไม่ดี สมัยอยู่ญี่ปุ่นมีช่วงนึงทำงานกลางคืน แบบ บางวันเข้าห้าทุ่ม แต่ส่วนใหญ่จะเข้าห้าโมงเย็น ถ้าวันไหนเข้าห้าทุ่ม ก็จะกลับบ้านมานอนตอนเย็นแล้วบังคับตนเองให้ตื่นดึกสงัดแล้วรีบจับรถไฟไปทำงาน แล้วกลับรถไฟเที่ยวแรกเสมอ (งานอะไรอย่ารู้เลย) แล้วต้องตื่นมา๑๑โมง การนอน๒กะทำร้ายร่างกายและจิตใจมหาศาล ร่างกายรวนและโทรมมากๆ แต่กระนั้นก็ตาม หน้าตาก็หล่อกว่าและรูปร่างก็ดีกว่าตอนนี้นักๆ
กลับมาที่เรื่องสังคมอุดมปัญญากันดีกว่า
เราชอบรายการในT PBSหลายๆรายการ รายการที่ดูแน่ๆเวลาเห็นก็คือ ชุมชนเข้มแข็ง ชอบมากกกกกกกกก ไม่ดิ ชื่อรายการ "ชุมชนต้นแบบ" ต่างหาก (แก้ไขหลังโพสท์ไปแล้ว๒ชั่วโมง)
คือ เรารู้สึกมานานมากๆแล้วว่าทีวีไทยเพี้ยนๆผิดๆไปจากความต้องการของคนไทยมาเป็นความต้องการของคนกรุงมากไป หลังๆนี้กลายเป็นความต้องการของพวกกะเทยเกย์ทอมมากไปด้วยซ้ำ รายการนี้จะเหมือนๆรายการช่อง๗ตอนเย็นๆค่ำๆสมัยก่อนซัก๒๐ปีที่แล้ว ที่นำเสนอเรื่องราวชาวบ้านๆ(อย่าปฏิเสธไปเลยว่าประเทศเราควรเป็นประเทศเกษตรกรรม) แต่ปัจจุบันรายการแบบนี้หาได้ยาก เป็นรายการที่พิธีกรสวย(ลีดจุฬาซักปีนึง)
(เมื่อคืนวันเสาร์ไปเจอแก๊งในวงเหล้าเป็นลีดจุฬาซัก๑๑ปีที่แล้ว เป็นเพื่อนสนิทของแฟนเพื่อน ขำๆด้วยการแหย่ๆ ซื้อดอกไม้ให้๑ดอก ฮากันสนั่น และเราก็ขอให้เพื่อนที่เป็นนักร้องร้องเพลงปาฏิหาริย์ด้วย ฮ่าๆๆ เรียกความเฮฮาได้มากๆเลย ร้านเล็กๆขนาดความจุ๒๐ที่นั่ง แต่เจอเพื่อน๒แก๊ง๖คน ก็หนุกดีนะ ยิ่งพอเข้าไปแล้วเพื่อนเป็นนักร้องหันมาแซวนี่ฮาจริงเลยกู )
รายการชุมชนเข้มแข็งนี่ละมาถูกทางเลย แต่เราไม่รู้เรทติ้งเป็นไง เรทติ้งไม่ดีไม่มีคนดู รายการก็ไม่ได้รับการเผยแพร่นัก ก็น่าเสียดาย
อ้อ อ่านในสัมภาษณ์ เขาก็เขียนนะว่า ตอนทำรายการEnglish breakfast ใหม่ๆ ตอนนั้นรายการสังข์ทองลูกแม่ช่อง๗ กวาดเรทติ้งไปหมดเลย เราอ่านแล้วขำกร๊ากเลย คือ คนถูกสัมภาษณ์ก็น่าจะเป็นคนตลกๆหน่อยเลยจับคำมาผสมเรื่องราวได้ฮา แต่ที่เราฮาก็คือ คนเขียนบทสังข์ทองเขาเคยบอกเราว่า หูย เรทติ้งดีสุดๆๆๆๆๆๆ ดีใจมากกกก เรื่องก็สนุก คนทำก็มีความสุขน่ะแหละ เรทติ้งก็สำคัญสงครามรีโมทมันก็รุนแรง ทำรายการดีดีแต่ไม่มีคนดูก็กระไรอยู่ รายการดีต้องสนุก แต่รายการสนุกไม่จำเป็นต้องดี บทก็เป็นคัมภีร์ของความสนุกเสมอ
มีกลางคืนวันหนึ่งเราเบื่อมากๆเลย มีรายการที่ใครๆเขาว่ากันว่ามีสาระ กวาดรางวัลมาเพียบ มีช่วงนึงจะถูกถอดออกจากผัง(เราดีใจ) แต่คนโวยกันทั้งอินเตอร์เน็ท แต่ทำไมไม่รู้เราไม่ชอบ ส่วนอีกช่องก็เป็นตลกที่เราไม่ดู แต่รายการนี้อยู่มาสองพันปีได้แล้ว
แล้วทำไมไม่รู้ คืน เจาะใจ เราชอบดูทุกรายการวันนี้เลย เปลี่ยนช่องไม่ทันอีกเหมือนกัน แปลกดี บางวันไม่น่าดูซักอันบางวันน่าดูทุกช่อง วัยรุ่นละเหี่ยใจเจรงเจรง
ในสกุลไทย ชอบคำถามที่ถามว่า “เป็นคนคิดโปรเจ็คท์นี้ขึ้นมาเองเลยหรือคะ”
เขาตอบว่า American Breakfast ทีมีไข่ดาว แฮม เบค่อน มะเขือเทศ ชิ้นหนึ่งจบ แต่ English breakfast ที่ถูกต้องต้องมีโอ๊ตมีล ซีเรียล นม น้ำส้ม ผลไม้ มีทุกอย่างที่หลากหลายมาก ตรงกับคอนเซ็พท์รายการ คือ ความหลากหลายเพื่อเติมอาหารสมองจานเด็ดยามเช้า
อ่านบทสัมภาษณ์แล้วคิดว่า ฐานะทางการเงินทางบ้านเขาคงดี แต่ก็สาเหตุเพราะเขาเข้าใจตนเองมากๆด้วยกระมัง แบบไปบวชข้ามปี อยู่เมกาตอน๕ ถึง ๑๐ ขวบ และเป็นคนไทยเรียกรัฐศาสตร์ปกครองเป็นรากฐาน
“ถ้าเงินมาคุมวิถีชีวิตของเราได้ ผมไม่เชื่อว่า มนุษย์จะสามารถมีความสุขได้นะ เงินซื้อได้เยอะอย่าง แต่ไม่ได้ทุกอย่าง”
“ผู้ประกาศที่ผมมองตอนนี้ผมคิดว่าหลายๆคนกำลังทำผิดหน้าที่ ทำตัวให้เป็นคนสำคัญในเชิงข่าวเสียเอง หลายๆคนเป็นแบรนด์ของตัวเอง ซึ่ง ไม่ใช่ หน้าที่ของเราคือเป็นคนคอยอ่านอย่าให้ผิดอักขระ เราต้องรู้ลึก เติมเต็ม ในส่วนที่ไม่ได้อยู่ในสคริปท์ คนดูจะชื่นชมเรื่องข่าวเป็นหลัก แต่การเป็นพิธีกร ทีนี้ฮะ เราเองเต็มๆที่ต้องทำอย่างไร ใส่ให้เต็มที่เพื่อให้คนดูได้มากที่สุดในความเป็นเรา”
คำถามว่า ถ้าวันนั้นมาถึง(อาชัพนักการเมือง) อยากทำงานด้านไหนมากที่สุดคะ?
“กระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงวัฒนธรรมครับ” คำตอบนี้โดนใจทีเดียว เหมาะกับตัวตนเขา รายการนี้ให้การศึกษาและเสนอวัฒนธรรม
ก็คนเนชั่นอีกแล้ว เนชั่นนี่แหล่งสร้างคนเก่งๆประดับวงการทีวีไทยทีเดียว ชอบที่เขาบอกว่า ลุงเกลน ปั่นภาษาเขาซะเยี่ยมเลย ภาษาอังกฤษดีสุดในชีวิตช่วงทำงานเนชั่น เราชอบนะ อ่านสัมภาษณ์แล้วชอบทีเดียว และภาษาคนเราก็ปั่นกันได้ วันนี้ก็ได้อ่านหนังสือดีดีแบบ ภาษาปั่นๆ เรื่องขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า (๓๐ล้านเล่มทั่วโลกในรูปแบบภาษาต่างๆ) บางคนชอบพูดถึงคำว่า ความหมายระหว่างบรรทัด แต่เราเอง ชอบคิดถึงความหมายในประโยคนั้นๆมากๆกว่า แต่หนังสือบางเล่มค่อยๆอ่านค่อยๆคิดไป ไม่ต้องเร่งอะไร
กลับมาที่รายการของช่องนี้ที่เราชอบอีกรายการหนึ่ง เราชอบชุมชนเข้มแข็งมากๆ เรียบง่ายจริง นี่ละวิถีไทย ถ้าเป็นหนังก็เรียกว่า หนังแบบ ความสุขของกะทิ นุ่มนวลละเมียดช้าและสวยงาม และไทยจัด
(ความสุขของเวชชาชีวะ ตอนหนังจากบทประพันธ์พี่สาวได้ลงโรงและช่วงเดียวกับน้องชายได้เป็นนายกซะที ผ่านมา๖เดือน เหอะๆ )
ส่วนอีกรายการ หนุกมากๆ ช่องนี้ เราชอบป๊อบในรายการ กระต่ายตื่นตัว รายการนี้ไอ้ขุนให้เสียงบางครั้ง(เมื่อวานพึ่งเจอแม่งโชคดีแม่งไม่ปล่อยพลังใส่) และก็มีน้องชนินทร์ที่รู้จักนิดหน่อย รายการนี้ดีมากๆ ทำให้ผู้ดูฉลาดซื้อขึ้น แต่รูปแบบรายการเพี้ยนๆบ้าบอไปหน่อย แต่หนุกไปอีกแบบ เป็น รายการทางเลือก แนวๆ แปลกๆดี เมื่อคืนเราแวะไปส่งฟางที่ห้องมา ก็เม้าแตกกันถึงป๊อบ คิดถึงนะ รู้สึกว่าเรากะป๊อบมีพลังบางอย่างที่ส่งถึงกันได้ชัดมาก แต่อย่างว่าแหละมันเป็นน้องโรงเรียนมัธยมที่เรียนมหาลัยเดียวกัน ฉะนั้น ก็จะมีกล่องความคิดหลายๆอย่างที่ต่อกันติด กับป๊อบนี่นอนคุยกันได้มันมากๆทั้งคืนเลย
ชักจะเหนื่อยแล้ว ไปอาบน้ำดีกั่ว อยากอ่านขุมทรัพย์สุดปลายฟ้าต่ออีก หนังสือดี เล่มนี้ต่อมาไกล กุ้งให้มาบอกว่าพี่โฮ้พให้มาอีกที เมื่อวานเจอโฮ้พด้วย แต่ไม่ได้คุยกันเรื่องหนังสือเล่มนี้
Posted by
T 0 5 E
Thursday, June 11, 2009
เก๋ เท่ห์ Cool
เก๋ เท่ห์ Cool
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๑:๔๕:๕๕ น.
คิโมชี่ก๊ะอี้
นานๆทีจะใช้คำภาษาญี่ปุ่น ก็เอาน่าให้ดูเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นจั๊กกะหน่อย
เอ๊ย ไม่เอาดีกว่า
เปลี่ยนไปใช้หัวข้อว่า เก๋ เท่ห์ คูล ดีกว่า
วันนี้นั่งรอชาวบ้านในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง น้องเขาบอกว่าจะมาช้าหน่อย ขออ่านหนังสือเรียนก่อน เราโทรไปพอดีปลุกเขานอนกลางวัน เขาบอกว่าเปิดเทอมแล้วตื่นเช้าแม่งแย่ กลับบ้านมาต้องนอนเอาแรงพักนึง ก็จริงอะ กทม รถติดชิบหาย เรียนมหาลัยกลางเมืองแม่งเหนื่อย คนบ้านอยู่ชานเมืองแบบพวกเราแม่งเกินชั่วโมง เสียเวลาโดยใช่เหตุสุดๆ ไปจุฬานี่๒๐โลเอง ถ้าใช้มาตรฐานรถไฟญี่ปุ่นนี่ต้องแค่๒๐นาที รวมเวลาจอดอะไรหมดแล้วด้วย
ไอ้การนัดกันในร้านหนังสือนี่ง่ายดี เหมาะ กับพวกชอบอ่านหนังสือแบบเราและพวกชอบเรียนหนังสือแบบน้องเขา น้องไหนอย่ารู้เลย เขาไม่มีชื่อหรอก
รอๆไป ก็หยิบหนังสือเล่มนึงมานั่งอ่านรอ เป็นหนังสือถอดเทปบทสนทนาในร้านกาแฟ ที่ เพื่อนสนิทเรา ใช้ คำนิยาม ว่า เป็นร้านกาแฟที่ เก๋ เท่ห์ คูล อะไรซักอย่าง อ้อ หนังสือนี้เป็นเล่มแรกของพ้อคเก็ตบุ๊คสำนักพิมพ์ที่ เหี้ย นิน ทำงานอยู่
ไพร่แบบคุณทศเคยไปเดินสยามพารากอนกับคุณภาณิณเมื่อหลายเดือนก่อน เกือบปีแล้วมั้ง วันนั้นเห็นคุณ จิก ประภาสแกนั่งอยู่ แล้วก็มีหัวข้อขึ้นมาว่า (ไอ้นินมันเรียนถาปัดมา) องค์ประกอบและที่ตั้งของร้านกาแฟนี้มัน เก๋ เท่ห์ คูล จริงๆ ทั้งสถานที่ กระจก ผู้คนมองเห็น และอะไรต่างๆนานา เราก้อ เออๆ กูไม่รู้หรอก กูรู้แต่กระจกแม่งกันกระสุนทุกบาน (เรื่องจริง)
แต่ถ้าเป็น คำ ผกา จะบอกว่ากาแฟยี่ห้อนี้ทุกคนจะเดินถือกิน เราก็เห็นด้วย ตามห้างชั้นนำหรือออฟฟิซชั้นนำเห็นคนเดินถือกินกันเต็มไปหมด แต่ถ้าเป็นกาแฟกระป๋องก็ไม่เห็นมีใครเดินถือกินเลยเนอะ
เข้าเรื่องดีกว่า
อ่านหนังสือเล่มนั้นอยู่พักใหญ่ๆ อ่านเป็นบทเลย
หนังสือดี ทำให้นึกถึงสมัยก่อนสมัยอายุซัก๒๐ต้นๆ ชอบอ่านอะไรเท่ห์ๆแบบนี้ แต่ไม่ได้สนใจอะไรแบบนี้หลายปีมากๆ มากจนแทบลืมไปแล้ว
แต่พอวันนี้อ่านก็นึกถึงอารมณ์นั้น อ่านๆไปแล้วก็เอียน อยากจะอ้วกออกมาเป็นความเท่ห์อะไรซักอย่าง คงอิจฉามั้ง คือ หนังสือจับผู้คนดังๆและมีชื่อเสียงมารวมตัวกันเต็มไปหมด แล้วทุกคนก็ใช้บทสนทนาอันชาญฉลาดเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้ฟัง ซึ่ง เราเองก็ห่างหายไปจาก วงอภิปรัชญา แบบนี้นานมากๆแล้ว พอมาอ่านๆแล้วก็รู้สึกแปลกๆ นี่โปรเฟสเซ่อร์แลงด้อนกะลังพูดกะวิตโตเรียหรือไง?
Coming of age อะไรซักอย่างมั้ง ชีวิตโตขึ้นก็รับรู้อะไร เข้าใจอะไรมากขึ้น หาความสนุกยากขึ้น ไม่ค่อยคิดอะไรโดยใช้วิธีคิดแบบสบายๆหนุกๆแบบเด็กๆ หัวเราะบ้าๆบอๆแบบนั้น
วันนี้ก่อนออกจากบ้าน นั่งดูในทีวี ศิลปิน(วาดรูป)ชื่อดังคนหนึ่ง พูดได้ดีมากๆ แต่เราจำได้ไม่ทุกคำพูดหรอก แต่ทำให้เข้าใจอะไรขึ้นนิดหน่อย เขาพูดถึงโลก ก็คนเรามันอยู่บนโลก ก็โลกของทุน อยากได้เงินก็ไปหาเงิน อยากทำงานก็ไปทำงาน ถ้าตัดแบ่งออกไปให้ชัดเจนมันก็ง่าย เราก็คิดแบบนั้นแหละ แต่คำพูดสื่อออกไปไม่ค่อยได้ เราชอบแนวความคิดในAngles and Demons เรื่อง ทำงานก็คือทำงาน การทำงานต้องจริงจังและไม่สนุก อันนี้เป็นแค่ดอกจันทร์เล็กๆแต่เราก็เห็นชัด แต่เราว่าจริงจังและเพลินๆก็พอกลมกล่อมผสานกันไปได้
แต่ก็อย่างว่า คนเราเกิดปัญญาการเรียนรู้ได้หลายวิธี บางคนก็โดยการฟัง บางคนทำ บางคนอ่าน
ยกตัวอย่าง สมมติซื้อ ทือหมือ ใหม่ บางคนอ่านคู่มือก่อน บางคนลองกดดู บางคนถามเพื่อนว่าใช้ยังไง วิธีแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก และ ไม่ใช่วิธีไหนเหนือกว่าวิธีไหน เอาให้เหมาะกับจริตเสียมากกว่า
วันนี้คิดได้เรื่องนึง แล้วรู้สึกดี ก็คือ รู้สึกมีคนข้างๆ ไม่รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟนอะไรกัน แต่ก็เจอกันมานานแล้วเหมือนกันนะจะว่าไป เป็นเดือนแล้วเหมือนกันเนอะ คุยกันก็สนุกทุกครั้ง อย่างว่าแหละความรื่นรมย์ของการสนทนามักเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก แต่ใครจะรู้ เราอาจจะคิดไปคนเดียวก็ได้ (ก็ไม่น่านะ)
แต่ที่รู้สึกดีมากๆคือ จู่ๆ เมื่อวานซืนมีคนมาจีบ ก็รู้จักกันเมื่อวานซืนน่ะแหละ ไม่รู้สึกว่ามีคนมาจีบหลายสัปดาห์แล้ว แต่จำได้จุ๊บเคยบอกว่า หมั่นไส้ผู้ชายคนนึงที่คณะเขาที่บอกว่า ไม่เคยจีบหญิงก่อน ปกติหญิงจีบผู้ชายคนนี้ก่อน ผู้ชายดีเจคนนี้บ้านเขารวยจัด ผู้หญิงไหนก็ต้องจีบเขาก่อนเสมอแหละ เราตอบกลับไป
แต่ก็นั่นแหละ บ้านเราไม่รวย เวลามีหญิงมาจีบต้องรู้สึกดีไหมนี่ ฮ่าๆๆ แต่เราไม่สนหรอกนะคนนี้
ว่าแต่ ผู้ชายเขาคิดว่าผู้หญิงแบบไหนนะที่เข้ามาจีบ เราก็ไม่รู้ เราวัดที่โทรหาเราทุกวัน โดยที่เราไม่ได้โทรไปหรือส่งข้อความไปเลย อย่างคนนี้เขาไปสืบเบอร์เรามาเองเลย
แต่ก็นั่นแหละ เป็นผู้ชายมาบอกว่ามีสาวมาจีบ ตลกเนอะ ฟังดูโม้ชะมัด
เออ รู้ป่ะทำไมจู่ๆลุกมาเขียนบล๊อก ทั้งๆที่ดึกแระ
เพราะว่า ตะกี๊ ได้ยินเพลงของแคลอรี่ บลาบลาบลา เพลงนี้เราเคยรู้สึกชอบมากๆ แบบตื่นมาก็ได้ยินเพลงนี้เลย กลัวรับมันไม่ไหว อยากรู้แต่ไม่อยากถาม อะไรประมาณนี้ล่ะ แปลกดีที่พ้นภาวะแบบนั้นไปแล้ว เคยเศร้าน้า เศร้ามากๆอินสุดๆไปเลย เวลาได้ยินเพลงนี้
อ้อ แต่ที่ดีใจสุดๆ คิดได้ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่แล้วก็คือเรื่อง เป็นอิสระจากหลายสิ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมมากๆ และเราหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง เราก็เลยดีใจ ยิ่งพอวันนี้นึกออกขึ้นมาอีกว่าสามารถหลุดพ้นบางอย่างเพิ่มได้อีก ก็ยิ่งมีความสุข เป็นอารมณ์เดียวกับกลางปี๒๐๐๗เด๊ะเลย แบบหลุดพ้นอะไรหลายๆอย่างขึ้นมาได้พร้อมๆกัน ทั้งที่ติดในกับดักนี้มานานนับปี
เอาชนะอะไรหลายๆอย่างในใจตนได้
เย้ เย้
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๑:๔๕:๕๕ น.
คิโมชี่ก๊ะอี้
นานๆทีจะใช้คำภาษาญี่ปุ่น ก็เอาน่าให้ดูเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นจั๊กกะหน่อย
เอ๊ย ไม่เอาดีกว่า
เปลี่ยนไปใช้หัวข้อว่า เก๋ เท่ห์ คูล ดีกว่า
วันนี้นั่งรอชาวบ้านในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง น้องเขาบอกว่าจะมาช้าหน่อย ขออ่านหนังสือเรียนก่อน เราโทรไปพอดีปลุกเขานอนกลางวัน เขาบอกว่าเปิดเทอมแล้วตื่นเช้าแม่งแย่ กลับบ้านมาต้องนอนเอาแรงพักนึง ก็จริงอะ กทม รถติดชิบหาย เรียนมหาลัยกลางเมืองแม่งเหนื่อย คนบ้านอยู่ชานเมืองแบบพวกเราแม่งเกินชั่วโมง เสียเวลาโดยใช่เหตุสุดๆ ไปจุฬานี่๒๐โลเอง ถ้าใช้มาตรฐานรถไฟญี่ปุ่นนี่ต้องแค่๒๐นาที รวมเวลาจอดอะไรหมดแล้วด้วย
ไอ้การนัดกันในร้านหนังสือนี่ง่ายดี เหมาะ กับพวกชอบอ่านหนังสือแบบเราและพวกชอบเรียนหนังสือแบบน้องเขา น้องไหนอย่ารู้เลย เขาไม่มีชื่อหรอก
รอๆไป ก็หยิบหนังสือเล่มนึงมานั่งอ่านรอ เป็นหนังสือถอดเทปบทสนทนาในร้านกาแฟ ที่ เพื่อนสนิทเรา ใช้ คำนิยาม ว่า เป็นร้านกาแฟที่ เก๋ เท่ห์ คูล อะไรซักอย่าง อ้อ หนังสือนี้เป็นเล่มแรกของพ้อคเก็ตบุ๊คสำนักพิมพ์ที่ เหี้ย นิน ทำงานอยู่
ไพร่แบบคุณทศเคยไปเดินสยามพารากอนกับคุณภาณิณเมื่อหลายเดือนก่อน เกือบปีแล้วมั้ง วันนั้นเห็นคุณ จิก ประภาสแกนั่งอยู่ แล้วก็มีหัวข้อขึ้นมาว่า (ไอ้นินมันเรียนถาปัดมา) องค์ประกอบและที่ตั้งของร้านกาแฟนี้มัน เก๋ เท่ห์ คูล จริงๆ ทั้งสถานที่ กระจก ผู้คนมองเห็น และอะไรต่างๆนานา เราก้อ เออๆ กูไม่รู้หรอก กูรู้แต่กระจกแม่งกันกระสุนทุกบาน (เรื่องจริง)
แต่ถ้าเป็น คำ ผกา จะบอกว่ากาแฟยี่ห้อนี้ทุกคนจะเดินถือกิน เราก็เห็นด้วย ตามห้างชั้นนำหรือออฟฟิซชั้นนำเห็นคนเดินถือกินกันเต็มไปหมด แต่ถ้าเป็นกาแฟกระป๋องก็ไม่เห็นมีใครเดินถือกินเลยเนอะ
เข้าเรื่องดีกว่า
อ่านหนังสือเล่มนั้นอยู่พักใหญ่ๆ อ่านเป็นบทเลย
หนังสือดี ทำให้นึกถึงสมัยก่อนสมัยอายุซัก๒๐ต้นๆ ชอบอ่านอะไรเท่ห์ๆแบบนี้ แต่ไม่ได้สนใจอะไรแบบนี้หลายปีมากๆ มากจนแทบลืมไปแล้ว
แต่พอวันนี้อ่านก็นึกถึงอารมณ์นั้น อ่านๆไปแล้วก็เอียน อยากจะอ้วกออกมาเป็นความเท่ห์อะไรซักอย่าง คงอิจฉามั้ง คือ หนังสือจับผู้คนดังๆและมีชื่อเสียงมารวมตัวกันเต็มไปหมด แล้วทุกคนก็ใช้บทสนทนาอันชาญฉลาดเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้ฟัง ซึ่ง เราเองก็ห่างหายไปจาก วงอภิปรัชญา แบบนี้นานมากๆแล้ว พอมาอ่านๆแล้วก็รู้สึกแปลกๆ นี่โปรเฟสเซ่อร์แลงด้อนกะลังพูดกะวิตโตเรียหรือไง?
Coming of age อะไรซักอย่างมั้ง ชีวิตโตขึ้นก็รับรู้อะไร เข้าใจอะไรมากขึ้น หาความสนุกยากขึ้น ไม่ค่อยคิดอะไรโดยใช้วิธีคิดแบบสบายๆหนุกๆแบบเด็กๆ หัวเราะบ้าๆบอๆแบบนั้น
วันนี้ก่อนออกจากบ้าน นั่งดูในทีวี ศิลปิน(วาดรูป)ชื่อดังคนหนึ่ง พูดได้ดีมากๆ แต่เราจำได้ไม่ทุกคำพูดหรอก แต่ทำให้เข้าใจอะไรขึ้นนิดหน่อย เขาพูดถึงโลก ก็คนเรามันอยู่บนโลก ก็โลกของทุน อยากได้เงินก็ไปหาเงิน อยากทำงานก็ไปทำงาน ถ้าตัดแบ่งออกไปให้ชัดเจนมันก็ง่าย เราก็คิดแบบนั้นแหละ แต่คำพูดสื่อออกไปไม่ค่อยได้ เราชอบแนวความคิดในAngles and Demons เรื่อง ทำงานก็คือทำงาน การทำงานต้องจริงจังและไม่สนุก อันนี้เป็นแค่ดอกจันทร์เล็กๆแต่เราก็เห็นชัด แต่เราว่าจริงจังและเพลินๆก็พอกลมกล่อมผสานกันไปได้
แต่ก็อย่างว่า คนเราเกิดปัญญาการเรียนรู้ได้หลายวิธี บางคนก็โดยการฟัง บางคนทำ บางคนอ่าน
ยกตัวอย่าง สมมติซื้อ ทือหมือ ใหม่ บางคนอ่านคู่มือก่อน บางคนลองกดดู บางคนถามเพื่อนว่าใช้ยังไง วิธีแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก และ ไม่ใช่วิธีไหนเหนือกว่าวิธีไหน เอาให้เหมาะกับจริตเสียมากกว่า
วันนี้คิดได้เรื่องนึง แล้วรู้สึกดี ก็คือ รู้สึกมีคนข้างๆ ไม่รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟนอะไรกัน แต่ก็เจอกันมานานแล้วเหมือนกันนะจะว่าไป เป็นเดือนแล้วเหมือนกันเนอะ คุยกันก็สนุกทุกครั้ง อย่างว่าแหละความรื่นรมย์ของการสนทนามักเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก แต่ใครจะรู้ เราอาจจะคิดไปคนเดียวก็ได้ (ก็ไม่น่านะ)
แต่ที่รู้สึกดีมากๆคือ จู่ๆ เมื่อวานซืนมีคนมาจีบ ก็รู้จักกันเมื่อวานซืนน่ะแหละ ไม่รู้สึกว่ามีคนมาจีบหลายสัปดาห์แล้ว แต่จำได้จุ๊บเคยบอกว่า หมั่นไส้ผู้ชายคนนึงที่คณะเขาที่บอกว่า ไม่เคยจีบหญิงก่อน ปกติหญิงจีบผู้ชายคนนี้ก่อน ผู้ชายดีเจคนนี้บ้านเขารวยจัด ผู้หญิงไหนก็ต้องจีบเขาก่อนเสมอแหละ เราตอบกลับไป
แต่ก็นั่นแหละ บ้านเราไม่รวย เวลามีหญิงมาจีบต้องรู้สึกดีไหมนี่ ฮ่าๆๆ แต่เราไม่สนหรอกนะคนนี้
ว่าแต่ ผู้ชายเขาคิดว่าผู้หญิงแบบไหนนะที่เข้ามาจีบ เราก็ไม่รู้ เราวัดที่โทรหาเราทุกวัน โดยที่เราไม่ได้โทรไปหรือส่งข้อความไปเลย อย่างคนนี้เขาไปสืบเบอร์เรามาเองเลย
แต่ก็นั่นแหละ เป็นผู้ชายมาบอกว่ามีสาวมาจีบ ตลกเนอะ ฟังดูโม้ชะมัด
เออ รู้ป่ะทำไมจู่ๆลุกมาเขียนบล๊อก ทั้งๆที่ดึกแระ
เพราะว่า ตะกี๊ ได้ยินเพลงของแคลอรี่ บลาบลาบลา เพลงนี้เราเคยรู้สึกชอบมากๆ แบบตื่นมาก็ได้ยินเพลงนี้เลย กลัวรับมันไม่ไหว อยากรู้แต่ไม่อยากถาม อะไรประมาณนี้ล่ะ แปลกดีที่พ้นภาวะแบบนั้นไปแล้ว เคยเศร้าน้า เศร้ามากๆอินสุดๆไปเลย เวลาได้ยินเพลงนี้
อ้อ แต่ที่ดีใจสุดๆ คิดได้ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่แล้วก็คือเรื่อง เป็นอิสระจากหลายสิ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมมากๆ และเราหลุดพ้นได้ด้วยตนเอง เราก็เลยดีใจ ยิ่งพอวันนี้นึกออกขึ้นมาอีกว่าสามารถหลุดพ้นบางอย่างเพิ่มได้อีก ก็ยิ่งมีความสุข เป็นอารมณ์เดียวกับกลางปี๒๐๐๗เด๊ะเลย แบบหลุดพ้นอะไรหลายๆอย่างขึ้นมาได้พร้อมๆกัน ทั้งที่ติดในกับดักนี้มานานนับปี
เอาชนะอะไรหลายๆอย่างในใจตนได้
เย้ เย้
Posted by
T 0 5 E
Wednesday, June 10, 2009
บาดี้ศพ๑๙
บาดี้ศพ๑๙
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๒:๕๙:๓๙ น.
ดูจนจบชื่อหนังขึ้นมาก็นึกสงสัย ๑๙ คืออะไรวะ
ชอบนะ ชอบทีเดียว หนังดี ดูในช่อง๑๑ตะกี๊ ก่อนดูก็เม้าแตกกะมิ้ม ไม่มีไรมากหรอก มิ้มกลัวว่าเราจะสิ้นหวังกะเรื่องงาน ก็ขอบคุณที่เป็นห่วง เลยโทรมาเม้าแตก เพราะดูจากหน้าเราตอนนั้นก็น่าเป็นห่วงจริงๆล่ะเน้อ มิ้มบอกว่าดูดิ ดีนะ มิ้มเคยไปดูกะต้อมมาในโรง แต่ก่อนเราก็ดูหนังโรงบ่อยๆกะต้อมกัน เรากะต้อมชอบดูหนัง ชอบกว่าคนปกติมากเลย หนังสือที่อ่านสมัยก่อนก็คล้ายๆกัน แต่ปัจจุบันต้อมไปบวชคงไม่สึกแล้ว วันก่อนเราไปนั่งกินKFCคนเดียวก็คิดถึงต้อมมากๆ ตอนเด็กๆก็กินกันบ่อยๆ ต้อมชอบ
แต่ที่ไม่ชอบใจในหนังก็คือ เอาชีวิตหมอวิสุทธิ์มาทำ และก็หน้าตาตัวแสดงเหมือนเกินไป แม้ว่า จะชื่ออื่นก็ตาม แต่คดีหมอฆ่าเมียนี่มันสะเทือนใจมากๆ หลายปีก่อน ให้กินยาสลบในร้านอาหารก็เหมือนกันเกินไป ครอบครัวผู้ตายสะเทือนใจแน่ๆ ถึงแม้ศาลจะพิพากษาไปแล้ว สื่อ ก็ไม่น่าจะมีสิทธิ์กระทบกระเทียบกระแนะกระแหนแบบนี้เลย แม้หนังจะทำได้ดีมากๆ แต่เราก็รู้สึกแปลกๆกับเรื่องที่เอามาเปรียบเทียบ แม้เขาจะดูเป็นคนไม่ดีแต่คนเราก็ต้องให้เกียรติกัน
เพลงประกอบ เพราะมากๆ เพลงอะไรไม่รู้ แต่ว่า เนื้อร้องที่ติดหูคือ “คิดถึงเธอทุกที...ที่อยู่คนเดียว” เราคิดว่าเราได้ยินหนแรกในutubeเป็น MVที่ประกอบงานบาสบัญชี จุฬาธรรมศาสตร์ ดูMVแปลงตัวนี้แล้วชอบมากๆ แต่MVจริงเพลงนี้ก็ไม่เคยดูอยู่ดี คิดถึงแฟนเก่าสุดๆ เพราะในนั้นเขาให้ตัวแสดงแทนเป็นหนุ่มธรรมศาสตร์กะสาวจุฬาที่ใส่จีบรอบ แล้วสมัยแฟนเก่าเราเรียนปี๑ก็ใส่จีบรอบทุกวันเหมือนในMVนั้นเลย
แต่มาทราบว่าเพลงนี้ประกอบหนังเรื่องนี้ ก็ตอนน้องเราบอก ว่า เพลงหลอนมากๆ หนังเรื่องนี้หลอน น้องชอบดูหนังผีไม่รู้ทำไม เห็นเมื่อคืนนี้มันก็บอกว่าไปดูมา ส่วนเราชอบดูหนังดราม่า
พึ่งรู้ว่าเพลงนี้ คุณแพ้ท เขาร้อง นึกว่าเจนนิเฟอร์คิ้มมาตลอดหลายปี และทุกๆครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ก็คิดถึงแฟนเก่าแบบในMV แต่ในหนังนั้นนางเอกสั่งเสียไว้ว่า”ให้ตัวเอกคิดถึงตนทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้” โหย ตอนดู นึกหลอนในใจเลย แม่งเอ๊ย เหี้ยอะไรกันนี่ เมื่อคืนวันเสาร์เราพึ่งฝันถึงแฟนเก่าเอง ครั้งแรกในรอบหลายล้านปีที่เขาโผล่มาในฝัน ฝันร้ายมากด้วย
หนังก็เปิดตัวว่าคุณแพ้ทเธอร้องอยู่บนเวทีดูคล้ายๆละครเวที เรื่อง ทวิภพ ที่เราเคยไปดูเขาเล่น อันนั้นไปดูกะแพมเราจำได้เลย หนุกมาก คิดถึงแพมเป็นบางทีเวลากลุ้มใจ
แต่เห็นในหนังแล้วก็นึกสงสัย ทำไมคนทำหนังมักชอบให้หมอมีบุคลิกต่างจากคนทั่วไป หมอก็คนปกตินะ (เรามีพี่เป็นหมอตั้ง๓คน) ไม่เห็นจะต้องแปลกอะไรนักหนาเลย
แต่หนังดีนะ ดูกันล่ะกัน ช่วงนี้ระบาดอยู่ทางUBC 11
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๒:๕๙:๓๙ น.
ดูจนจบชื่อหนังขึ้นมาก็นึกสงสัย ๑๙ คืออะไรวะ
ชอบนะ ชอบทีเดียว หนังดี ดูในช่อง๑๑ตะกี๊ ก่อนดูก็เม้าแตกกะมิ้ม ไม่มีไรมากหรอก มิ้มกลัวว่าเราจะสิ้นหวังกะเรื่องงาน ก็ขอบคุณที่เป็นห่วง เลยโทรมาเม้าแตก เพราะดูจากหน้าเราตอนนั้นก็น่าเป็นห่วงจริงๆล่ะเน้อ มิ้มบอกว่าดูดิ ดีนะ มิ้มเคยไปดูกะต้อมมาในโรง แต่ก่อนเราก็ดูหนังโรงบ่อยๆกะต้อมกัน เรากะต้อมชอบดูหนัง ชอบกว่าคนปกติมากเลย หนังสือที่อ่านสมัยก่อนก็คล้ายๆกัน แต่ปัจจุบันต้อมไปบวชคงไม่สึกแล้ว วันก่อนเราไปนั่งกินKFCคนเดียวก็คิดถึงต้อมมากๆ ตอนเด็กๆก็กินกันบ่อยๆ ต้อมชอบ
แต่ที่ไม่ชอบใจในหนังก็คือ เอาชีวิตหมอวิสุทธิ์มาทำ และก็หน้าตาตัวแสดงเหมือนเกินไป แม้ว่า จะชื่ออื่นก็ตาม แต่คดีหมอฆ่าเมียนี่มันสะเทือนใจมากๆ หลายปีก่อน ให้กินยาสลบในร้านอาหารก็เหมือนกันเกินไป ครอบครัวผู้ตายสะเทือนใจแน่ๆ ถึงแม้ศาลจะพิพากษาไปแล้ว สื่อ ก็ไม่น่าจะมีสิทธิ์กระทบกระเทียบกระแนะกระแหนแบบนี้เลย แม้หนังจะทำได้ดีมากๆ แต่เราก็รู้สึกแปลกๆกับเรื่องที่เอามาเปรียบเทียบ แม้เขาจะดูเป็นคนไม่ดีแต่คนเราก็ต้องให้เกียรติกัน
เพลงประกอบ เพราะมากๆ เพลงอะไรไม่รู้ แต่ว่า เนื้อร้องที่ติดหูคือ “คิดถึงเธอทุกที...ที่อยู่คนเดียว” เราคิดว่าเราได้ยินหนแรกในutubeเป็น MVที่ประกอบงานบาสบัญชี จุฬาธรรมศาสตร์ ดูMVแปลงตัวนี้แล้วชอบมากๆ แต่MVจริงเพลงนี้ก็ไม่เคยดูอยู่ดี คิดถึงแฟนเก่าสุดๆ เพราะในนั้นเขาให้ตัวแสดงแทนเป็นหนุ่มธรรมศาสตร์กะสาวจุฬาที่ใส่จีบรอบ แล้วสมัยแฟนเก่าเราเรียนปี๑ก็ใส่จีบรอบทุกวันเหมือนในMVนั้นเลย
แต่มาทราบว่าเพลงนี้ประกอบหนังเรื่องนี้ ก็ตอนน้องเราบอก ว่า เพลงหลอนมากๆ หนังเรื่องนี้หลอน น้องชอบดูหนังผีไม่รู้ทำไม เห็นเมื่อคืนนี้มันก็บอกว่าไปดูมา ส่วนเราชอบดูหนังดราม่า
พึ่งรู้ว่าเพลงนี้ คุณแพ้ท เขาร้อง นึกว่าเจนนิเฟอร์คิ้มมาตลอดหลายปี และทุกๆครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ก็คิดถึงแฟนเก่าแบบในMV แต่ในหนังนั้นนางเอกสั่งเสียไว้ว่า”ให้ตัวเอกคิดถึงตนทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้” โหย ตอนดู นึกหลอนในใจเลย แม่งเอ๊ย เหี้ยอะไรกันนี่ เมื่อคืนวันเสาร์เราพึ่งฝันถึงแฟนเก่าเอง ครั้งแรกในรอบหลายล้านปีที่เขาโผล่มาในฝัน ฝันร้ายมากด้วย
หนังก็เปิดตัวว่าคุณแพ้ทเธอร้องอยู่บนเวทีดูคล้ายๆละครเวที เรื่อง ทวิภพ ที่เราเคยไปดูเขาเล่น อันนั้นไปดูกะแพมเราจำได้เลย หนุกมาก คิดถึงแพมเป็นบางทีเวลากลุ้มใจ
แต่เห็นในหนังแล้วก็นึกสงสัย ทำไมคนทำหนังมักชอบให้หมอมีบุคลิกต่างจากคนทั่วไป หมอก็คนปกตินะ (เรามีพี่เป็นหมอตั้ง๓คน) ไม่เห็นจะต้องแปลกอะไรนักหนาเลย
แต่หนังดีนะ ดูกันล่ะกัน ช่วงนี้ระบาดอยู่ทางUBC 11
Posted by
T 0 5 E
ระบบสามภาษาครึ่ง
ระบบสามภาษาครึ่ง
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๓:๑๙:๕๑ น.
ก่อนออกไปกินข้าวเย็นกับแม่และน้อง ก็นั่งดูสินเจริญเชิญแขกอยู่นาน คุณไดอาน่าเขามาออก
เขาพูดว่า เขาพูดได้สามภาษาครึ่ง
เขาบอกว่า คันโตนีสพูดในบ้านอยู่แล้ว และก็ได้แมนดารินไปด้วย ส่วนอังกฤษก็ได้ที่โรงเรียนอยู่แล้ว ไทยก็อยู่เมืองไทย สมัยทีนทอล์คแต่ก่อนเราดูประจำเลย เราชอบรายการนี้ สมัยก่อนเด็กโรงเรียนอินเตอร์ดูแปลกและน่าสนใจดีว่าพวกนั้นเขาจะมีชีวิตกันยังไง
ป้ายฉากข้างหลังมีรูปๆคนแก่ๆ แล้วก็มีคำเขียนว่า Aunt May ก็นึกขำๆในใจ
คิดถึงน้องเมย์ขึ้นมา ตอนโทรหาเมย์หนสุดท้ายก็นานแล้วล่ะ ประมาณช่วงนี้ล่ะ แต่สามปีที่แล้ว โทรไปหาเมย์ที่ซิดนี่ย์ เมย์บอกว่า โอ๊ย เมย์กลายเป็นป้าเมย์แล้ว ตอนนี้แก่แล้ว เมย์เขาก็เป็นระบบสามภาษาครึ่งแบบนี้ล่ะ ในบ้านเขาก็คุยกันกวางตุ้ง เราเห็นเขาคุยกะน้องเขาแบบนี้ ได้ยินหนแรกในบ้านเขาก็แปลกๆ และแน่นอน แมนดารินก้อได้แถมๆมา แน่ๆ ป่านนี้จะทำอะไรอยู่น้า
อังกฤษกะไทยน้องเมย์ก็พูดชัดพอๆกัน สำเนียงดีพอกัน เป็นระบบสามภาษาครึ่งที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบราวกับทุกภาษาเป็นภาษาไทยของเราเลย แม่เป็นคนฮ่องกงนี่ก็ดีโนะ
ออกไปกินโคขุนโพนยางคำมาที่ซอยนวลจันทร์กะแม่กะน้อง เพราะ เมื่อวันอาทิตย์ไปกินกะเพื่อนห้าคนแล้วก็เซ็งๆ มีกลิ่นเนยถูกๆบนกะทะ เราไม่ชอบ มีแค่คนเดียวที่เข้าใจเรา เรากะโป้งกินเนื้อในรสของเนื้อ ไม่ต้องหมัก ไม่ต้องจิ้ม ไม่ต้องทาอะไรบนกะทะ เราชอบ
เมื่อเมษายนสองปีก่อน โป้งมันไปหาเราที่โตเกียว เราก็ตระเวนกินเนื้อกัน ถ้าโพนยางคำสาขานี้ เตาดีกว่านี้ จะยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่เลยล่ะ แต่โพนยางคำต้นตำรับที่สกลนครเขาขายเสต๊กกัน เราชอบมากๆ แต่โพนยางคำที่อื่นๆใน กทม ก็รสชาติไม่เหมือนกัน ที่นี่เนื้อสวยมากๆ รสดีมากๆ
มีวันนึง เมื่อซักกันยาปีที่แล้ว นุ้ยบอกว่า ไปกินโคขุนโพนยางคำซอยนวลจันทร์นี่ล่ะ แล้วมีคนเข้ามาขอเบอร์ด้วย เราก็ขำ แบบ โห เข้าขอเบอร์ที่ร้านโคขุนโพนยางคำ ใจกล้ามากๆ นุ้ยก็บอกว่า เออ ตลกดีเนอะ ถ้าแต่งงานกันแล้วพิธีกรงานแต่งถามว่าเจอกันที่ไหน บอกว่า เจอกันที่ร้านโคขุนนี่ฮาแตกแน่ๆ ถ้าเทียบกะเราเจอกันในงานแต่งงานเพื่อนสนิทนุ้ย ฟังดูโรแมนติกกว่ากันเยอะแยะ นุ้ยบอกอย่างนั้นเรายังจำได้
พอเมื่อวันอาทิตย์เราไปกิน ก็มองหานะ เผื่อเจอผู้หญิงสวยๆแบบนุ้ย จะได้เข้าไปขอเบอร์มั่ง ฮ่าๆๆ แต่ทั้งร้านก็ไม่มีหรอกคนสวยขนาดนุ้ย แต่เจอพี่ปิ๊ด กะพี่กิ่ง พี่ที่คณะ ก็คุยกันเฮฮาเหมือนเดิม พวกนี้ตลกดี แต่ก็ไม่เจอกันมาหลายปีแล้ว แต่ก่อนเคยเจอตามร้านเหล้ากันบ้าง
ตอนเมื่อต้นเดือนมีนา มิ้มพาไปกินโคขุนสาขาเกษตรนวมินทร์ ก็ไม่อร่อยแฮะ เสียอารมณ์มากๆ แต่จะว่าไปประทับใจสุดก็ตอนคริสต์มาสน่ะละ ที่สกลนคร ต้นตำรับ สหกรณ์โพนยางคำ เสต๊กอร่อยมากๆ Tony Roma’s ชิดซ้ายเลยโลดดดดด
อ้อ มีเรื่องแปลกมากๆของวันนี้คือ มีใครไม่รู้โทรมาตอนกินเสร็จแล้ว บอกว่าอยากคุยด้วย เราถามว่า “ใคร?” เขาไม่ยอมบอก เขาบอกว่า เขาไม่สวยหรอก พอกลับมาถึงบ้านเปิดทีวีดูรายการน้อคเอ๊าท์ ช่อง ๑๙ ตลกดีว่า หัวข้อในการโต้วาทีวันนี้คือ “ผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนผิดไหม” แต่เราก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าใคร เสียงไม่คุ้นเลย คุยกันตั้งหลายนาทีเพราะเผื่อจะนึกออกว่าเสียงใครโทรมาอำหรือเปล่า ตอนแรกเราทายว่า แอน หรือ เปล่า
แต่ปกติถ้ามีคนโทรมาแปลกๆ จะมีข้อหาเดียว คือ ผู้ชายซักคนให้เพื่อนผู้หญิงโทรมาเช็คว่าเราเป็นใครเป็นเบอร์ที่โทรไปหาแฟนเขา มีช่วงนึงซักสามปีก่อนเราเจอบ่อยๆจนเซ็ง ใครจะไปคาดว่าคนเราจะมาโกหกกันวะ เราไม่เห็นจะโกหกใครว่าโสดหรือมีแฟนเลย
เราถึงได้ไม่ชอบไปยุ่งกะแฟนชาวบ้าน แต่ผู้หญิงไทยก็บอกว่าโสดตลอด โกหกกันแบบนี้ได้ตลอดอยู่แล้ว สุดท้าย คนซวยก็กูนี่ล่ะ เป็นเหยื่อเสมอ ใครมีแฟนแล้ว เซย์กู๊ดบาย อย่ามาอ่อย ไม่ชอบ
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๓:๑๙:๕๑ น.
ก่อนออกไปกินข้าวเย็นกับแม่และน้อง ก็นั่งดูสินเจริญเชิญแขกอยู่นาน คุณไดอาน่าเขามาออก
เขาพูดว่า เขาพูดได้สามภาษาครึ่ง
เขาบอกว่า คันโตนีสพูดในบ้านอยู่แล้ว และก็ได้แมนดารินไปด้วย ส่วนอังกฤษก็ได้ที่โรงเรียนอยู่แล้ว ไทยก็อยู่เมืองไทย สมัยทีนทอล์คแต่ก่อนเราดูประจำเลย เราชอบรายการนี้ สมัยก่อนเด็กโรงเรียนอินเตอร์ดูแปลกและน่าสนใจดีว่าพวกนั้นเขาจะมีชีวิตกันยังไง
ป้ายฉากข้างหลังมีรูปๆคนแก่ๆ แล้วก็มีคำเขียนว่า Aunt May ก็นึกขำๆในใจ
คิดถึงน้องเมย์ขึ้นมา ตอนโทรหาเมย์หนสุดท้ายก็นานแล้วล่ะ ประมาณช่วงนี้ล่ะ แต่สามปีที่แล้ว โทรไปหาเมย์ที่ซิดนี่ย์ เมย์บอกว่า โอ๊ย เมย์กลายเป็นป้าเมย์แล้ว ตอนนี้แก่แล้ว เมย์เขาก็เป็นระบบสามภาษาครึ่งแบบนี้ล่ะ ในบ้านเขาก็คุยกันกวางตุ้ง เราเห็นเขาคุยกะน้องเขาแบบนี้ ได้ยินหนแรกในบ้านเขาก็แปลกๆ และแน่นอน แมนดารินก้อได้แถมๆมา แน่ๆ ป่านนี้จะทำอะไรอยู่น้า
อังกฤษกะไทยน้องเมย์ก็พูดชัดพอๆกัน สำเนียงดีพอกัน เป็นระบบสามภาษาครึ่งที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบราวกับทุกภาษาเป็นภาษาไทยของเราเลย แม่เป็นคนฮ่องกงนี่ก็ดีโนะ
ออกไปกินโคขุนโพนยางคำมาที่ซอยนวลจันทร์กะแม่กะน้อง เพราะ เมื่อวันอาทิตย์ไปกินกะเพื่อนห้าคนแล้วก็เซ็งๆ มีกลิ่นเนยถูกๆบนกะทะ เราไม่ชอบ มีแค่คนเดียวที่เข้าใจเรา เรากะโป้งกินเนื้อในรสของเนื้อ ไม่ต้องหมัก ไม่ต้องจิ้ม ไม่ต้องทาอะไรบนกะทะ เราชอบ
เมื่อเมษายนสองปีก่อน โป้งมันไปหาเราที่โตเกียว เราก็ตระเวนกินเนื้อกัน ถ้าโพนยางคำสาขานี้ เตาดีกว่านี้ จะยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่เลยล่ะ แต่โพนยางคำต้นตำรับที่สกลนครเขาขายเสต๊กกัน เราชอบมากๆ แต่โพนยางคำที่อื่นๆใน กทม ก็รสชาติไม่เหมือนกัน ที่นี่เนื้อสวยมากๆ รสดีมากๆ
มีวันนึง เมื่อซักกันยาปีที่แล้ว นุ้ยบอกว่า ไปกินโคขุนโพนยางคำซอยนวลจันทร์นี่ล่ะ แล้วมีคนเข้ามาขอเบอร์ด้วย เราก็ขำ แบบ โห เข้าขอเบอร์ที่ร้านโคขุนโพนยางคำ ใจกล้ามากๆ นุ้ยก็บอกว่า เออ ตลกดีเนอะ ถ้าแต่งงานกันแล้วพิธีกรงานแต่งถามว่าเจอกันที่ไหน บอกว่า เจอกันที่ร้านโคขุนนี่ฮาแตกแน่ๆ ถ้าเทียบกะเราเจอกันในงานแต่งงานเพื่อนสนิทนุ้ย ฟังดูโรแมนติกกว่ากันเยอะแยะ นุ้ยบอกอย่างนั้นเรายังจำได้
พอเมื่อวันอาทิตย์เราไปกิน ก็มองหานะ เผื่อเจอผู้หญิงสวยๆแบบนุ้ย จะได้เข้าไปขอเบอร์มั่ง ฮ่าๆๆ แต่ทั้งร้านก็ไม่มีหรอกคนสวยขนาดนุ้ย แต่เจอพี่ปิ๊ด กะพี่กิ่ง พี่ที่คณะ ก็คุยกันเฮฮาเหมือนเดิม พวกนี้ตลกดี แต่ก็ไม่เจอกันมาหลายปีแล้ว แต่ก่อนเคยเจอตามร้านเหล้ากันบ้าง
ตอนเมื่อต้นเดือนมีนา มิ้มพาไปกินโคขุนสาขาเกษตรนวมินทร์ ก็ไม่อร่อยแฮะ เสียอารมณ์มากๆ แต่จะว่าไปประทับใจสุดก็ตอนคริสต์มาสน่ะละ ที่สกลนคร ต้นตำรับ สหกรณ์โพนยางคำ เสต๊กอร่อยมากๆ Tony Roma’s ชิดซ้ายเลยโลดดดดด
อ้อ มีเรื่องแปลกมากๆของวันนี้คือ มีใครไม่รู้โทรมาตอนกินเสร็จแล้ว บอกว่าอยากคุยด้วย เราถามว่า “ใคร?” เขาไม่ยอมบอก เขาบอกว่า เขาไม่สวยหรอก พอกลับมาถึงบ้านเปิดทีวีดูรายการน้อคเอ๊าท์ ช่อง ๑๙ ตลกดีว่า หัวข้อในการโต้วาทีวันนี้คือ “ผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนผิดไหม” แต่เราก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าใคร เสียงไม่คุ้นเลย คุยกันตั้งหลายนาทีเพราะเผื่อจะนึกออกว่าเสียงใครโทรมาอำหรือเปล่า ตอนแรกเราทายว่า แอน หรือ เปล่า
แต่ปกติถ้ามีคนโทรมาแปลกๆ จะมีข้อหาเดียว คือ ผู้ชายซักคนให้เพื่อนผู้หญิงโทรมาเช็คว่าเราเป็นใครเป็นเบอร์ที่โทรไปหาแฟนเขา มีช่วงนึงซักสามปีก่อนเราเจอบ่อยๆจนเซ็ง ใครจะไปคาดว่าคนเราจะมาโกหกกันวะ เราไม่เห็นจะโกหกใครว่าโสดหรือมีแฟนเลย
เราถึงได้ไม่ชอบไปยุ่งกะแฟนชาวบ้าน แต่ผู้หญิงไทยก็บอกว่าโสดตลอด โกหกกันแบบนี้ได้ตลอดอยู่แล้ว สุดท้าย คนซวยก็กูนี่ล่ะ เป็นเหยื่อเสมอ ใครมีแฟนแล้ว เซย์กู๊ดบาย อย่ามาอ่อย ไม่ชอบ
Posted by
T 0 5 E
White Wine ขุ่นเคืองใจ
White Wine ขุ่นเคืองใจ
Saturday, May 23, 2009
8:58:36 PM
พออ้วนแล้วก็ขุ่นเคืองใจอะไรง่าย น้ำหนักขึ้นมา๒โลแล้ว ทั้งๆที่น้ำหนักคงที่มา๖เดือนที่๗๗
วันนี้ตอนบ่ายโมง นั่งอ่านสือพิมพ์อยู่เห็นดาราคุณเต๋าแก ถือไวน์ขาวแก้วโตกอดภรรยา ก็คิดถึงพี่เม้งมากๆ หน้าตาเขาเหมือนกัน เวลาพี่เม้งทำกับข้าวชอบถือแก้วไวน์โตๆใส่ไวน์ขาวแบบนี้เด๊ะเลย เราเห็นภาพแบบนี้บ่อยๆ แต่นานๆพี่แกจะทำทีนึง แล้วก็อร่อยซะด้วย อร่อยมากๆๆเลย
อยู่โตเกียวไวน์ราคาถูกดี เราเคยบอกพ่อว่า กินไปเป็นแสนแล้วพ่อ แล้วก็จริงๆ กินเป็นแสนจริงๆ ถ้าคิดตามราคาขายในไทย สมมติกินไปแก้วละพันกินไปร้อยแก้วก็แสนนึงพอดี พี่หรั่งชอบชวนกิน แต่เราก็ไม่ค่อยชอบกินไวน์ เราชอบซัดตากีล่ากะพี่กุ้งมากกว่า
(พวกชอบกินไวน์ เบียร์ มาสายชิว แต่พวกชอบกินวิสกี้กินตากีล่า มาสายซ่า)
แต่เราก็กิน กินเป็นมารยาท ๒ ๓ แก้ว ไม่ค่อยมากกว่านี้เพราะไม่ชอบ แต่ลองเลี้ยงเหล้าดิ เท่าไหร่ก็สู้ พี่ๆเขาก็ชอบชวนเรากินอยู่เรื่อย พี่สาวรวยๆเลี้ยงน้องชายหล่อๆ สบายๆอยู่แล้ว แต่ในไทยไวน์แพงมากๆ ขวดละสองพันบาทยังรสชาติแปลกๆอยู่เลย
ตอนบอกพ่อ พ่อยังงงเลย ว่า เราพูดจริงหรอ ก็เลยเล่าๆเรื่องเพื่อนๆพี่เม้งพวกนี้เขาชอบกินไวน์(กินแทบทุกวัน) พี่เม้งแกเบื่อก็เลยชอบส่งทศไปกินแทน กินฟรีนี่นา ตามมารยาทคนเป็นน้องก็ต้องทำตัวเฉยๆเวลาคนเมาจ่ายเงิน เราเล่าให้พ่อฟังตอนไปงานแต่งงานญาติเมื่อเดือนก่อนนู้นนนน พอดีมีไวน์เสริฟ์ เราจิบนิดนึง แล้วมองหน้ากัน พ่อบอกว่า ไวน์ดีนะ เราบอกว่าใช่ นั่นทำให้พ่อเรางง เพราะคนในบ้านใครๆก็รู้ว่า เราไม่ชอบกินไวน์ แล้วเรารู้ได้ยังไงว่าอันไหนไวน์ดีอันไหนไม่ดี ของแบบนี้มันอยู่ที่ลิ้น ลิ้นเราดี ลิ้นเราจดจำรสชาติได้แม่นพอควร
ไอ้เรื่องแบบนี้พูดไปก็ดัดจริตเสียปลี้ๆเปล่าๆ
แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชอบกินค๊อกเทลกันเวลากินข้าว ก็อร่อยดี เราก็ชอบ ที่เราชอบที่สุดคือ Cassis Mango อันนี้อร่อยสุดๆ แต่เมืองไทยน้ำมะม่วงมันหวาน น้ำผลไม้ที่ขายในไทยยังไงก็หวาน ยี่ห้อ เดลมอนเต้อร่อย อยู่ไทยทำค๊อกเทลที่ผสมน้ำผลไม้ได้อร่อยยาก พีน่า โคลาด้า ทำออกมารสไม่ได้เรื่องเล้ยยยย
วันก่อนแต๊บซื้อสแน๊บเปิ้ลมาทำค๊อกเทล
เมื่อเดือนที่แล้ว
ได้กินค้อคเทลอร่อยๆ ก็ยังคิดถึงชีวิตที่โตเกียวเลย น้องแต๊บเขากินสิงคโปร์ สลิง เรากินลองไอแล่นด์ไอซ์ด์ที(แรงดีเราชอบ เหล้า๕ตัว) วันนั้นเพลงเพราะ เหล้าอร่อย น้องแต๊บสวย พูดเพราะ
เมื่อวานดูหนังอังกฤษในทีวี เรื่อง Hot Fuzz เห็นเขากินเบียร์กันในบาร์ ก็ยังคิดถึงบาร์แบบนั้น และเบียร์อร่อยๆอยู่เลย แบบเห็นภาพปุ๊บความอยากโผล่มาเลย อยู่เมืองไทย เบียร์ไม่อร่อยเลย อยู่ญี่ปุ่นขนาดคนไม่กินเบียร์แบบเรายังกินเลย เบียร์สดHeartland โคตรอร่อย กินแม่งทุกวันเลย ลีโอนี่เพื่อนแถวๆบ้านก็กินกันประจำ หลังๆเราไม่กินเลย เราว่ามันอร่อยน้อยไปหน่อย และก็หมั่นไส้ที่พี่ต๊อดแกแต่งงานกะน้องนุ่น ก็เลยไม่อยากอุดหนุน (ฮา)
พอเขียนไปนานๆก็ลืมไปแล้วว่า เรื่องขุ่นเคืองคืออะไร ก็ช่างมันละกัน เรื่องไม่ดีอย่าไปบันทึกดีกว่า
ตื่นเช้ามาหลายวันแล้ว ตื่นมาดูพอลล่าใน อะเมซซิ่งเรซ ช่อง ๒๘ ตอนตีห้า แต่พอเมื่อวาน พอลล่าตกรอบ วันนี้ก็เลยตื่นซะเก้าโมงแน่ะ พอลล่าทำให้เราตื่นตีห้ามาดูทีวีติดกันทุกๆวัน ฮ่าๆๆ คิดไปแม่งตลกมากๆ
จริงๆแล้ว เมื่อวานจิ๊บโทรมาชวนไปวัดพรุ่งนี้นี่นา แต่เสียดายไม่ว่าง
เวลามีคนโทรมาชวนไปวัด เราว่ามันแปลกดีแฮะ
วันนี้มีผู้หญิงเดินเข้ามาในร้านเสื้อไอ้เป้า ไม่รู้ตนเองอารมณ์ไหน หันไปถามว่า “มีใครทักว่าน้องหน้าเหมือนเกาหลีมะ” เราบอกไปว่าหน้าเหมือนเพื่อนเราเลย หน้าเหมือนอายองเด๊ะๆ
อยู่ญี่ปุ่น แดกไวน์ฟรีไปเป็นแสน มีเพื่อนเป็นผู้หญิงเกาหลีสวยๆ เหอะๆ ชีวิตกูมันน่าอิจฉาไหมนี่
อยู่กรุงเทพ นั่งแดกลีโอร้านลาบแถวบ้าน เหอะๆ ชีวิตกูมันน่าอิจฉาไหมนี่
อาบน้ำแล้วนอนดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าด้วย ออกจากบ้านซัก๗โมงครึ่งเนอะ
Saturday, May 23, 2009
8:58:36 PM
พออ้วนแล้วก็ขุ่นเคืองใจอะไรง่าย น้ำหนักขึ้นมา๒โลแล้ว ทั้งๆที่น้ำหนักคงที่มา๖เดือนที่๗๗
วันนี้ตอนบ่ายโมง นั่งอ่านสือพิมพ์อยู่เห็นดาราคุณเต๋าแก ถือไวน์ขาวแก้วโตกอดภรรยา ก็คิดถึงพี่เม้งมากๆ หน้าตาเขาเหมือนกัน เวลาพี่เม้งทำกับข้าวชอบถือแก้วไวน์โตๆใส่ไวน์ขาวแบบนี้เด๊ะเลย เราเห็นภาพแบบนี้บ่อยๆ แต่นานๆพี่แกจะทำทีนึง แล้วก็อร่อยซะด้วย อร่อยมากๆๆเลย
อยู่โตเกียวไวน์ราคาถูกดี เราเคยบอกพ่อว่า กินไปเป็นแสนแล้วพ่อ แล้วก็จริงๆ กินเป็นแสนจริงๆ ถ้าคิดตามราคาขายในไทย สมมติกินไปแก้วละพันกินไปร้อยแก้วก็แสนนึงพอดี พี่หรั่งชอบชวนกิน แต่เราก็ไม่ค่อยชอบกินไวน์ เราชอบซัดตากีล่ากะพี่กุ้งมากกว่า
(พวกชอบกินไวน์ เบียร์ มาสายชิว แต่พวกชอบกินวิสกี้กินตากีล่า มาสายซ่า)
แต่เราก็กิน กินเป็นมารยาท ๒ ๓ แก้ว ไม่ค่อยมากกว่านี้เพราะไม่ชอบ แต่ลองเลี้ยงเหล้าดิ เท่าไหร่ก็สู้ พี่ๆเขาก็ชอบชวนเรากินอยู่เรื่อย พี่สาวรวยๆเลี้ยงน้องชายหล่อๆ สบายๆอยู่แล้ว แต่ในไทยไวน์แพงมากๆ ขวดละสองพันบาทยังรสชาติแปลกๆอยู่เลย
ตอนบอกพ่อ พ่อยังงงเลย ว่า เราพูดจริงหรอ ก็เลยเล่าๆเรื่องเพื่อนๆพี่เม้งพวกนี้เขาชอบกินไวน์(กินแทบทุกวัน) พี่เม้งแกเบื่อก็เลยชอบส่งทศไปกินแทน กินฟรีนี่นา ตามมารยาทคนเป็นน้องก็ต้องทำตัวเฉยๆเวลาคนเมาจ่ายเงิน เราเล่าให้พ่อฟังตอนไปงานแต่งงานญาติเมื่อเดือนก่อนนู้นนนน พอดีมีไวน์เสริฟ์ เราจิบนิดนึง แล้วมองหน้ากัน พ่อบอกว่า ไวน์ดีนะ เราบอกว่าใช่ นั่นทำให้พ่อเรางง เพราะคนในบ้านใครๆก็รู้ว่า เราไม่ชอบกินไวน์ แล้วเรารู้ได้ยังไงว่าอันไหนไวน์ดีอันไหนไม่ดี ของแบบนี้มันอยู่ที่ลิ้น ลิ้นเราดี ลิ้นเราจดจำรสชาติได้แม่นพอควร
ไอ้เรื่องแบบนี้พูดไปก็ดัดจริตเสียปลี้ๆเปล่าๆ
แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชอบกินค๊อกเทลกันเวลากินข้าว ก็อร่อยดี เราก็ชอบ ที่เราชอบที่สุดคือ Cassis Mango อันนี้อร่อยสุดๆ แต่เมืองไทยน้ำมะม่วงมันหวาน น้ำผลไม้ที่ขายในไทยยังไงก็หวาน ยี่ห้อ เดลมอนเต้อร่อย อยู่ไทยทำค๊อกเทลที่ผสมน้ำผลไม้ได้อร่อยยาก พีน่า โคลาด้า ทำออกมารสไม่ได้เรื่องเล้ยยยย
วันก่อนแต๊บซื้อสแน๊บเปิ้ลมาทำค๊อกเทล
เมื่อเดือนที่แล้ว
ได้กินค้อคเทลอร่อยๆ ก็ยังคิดถึงชีวิตที่โตเกียวเลย น้องแต๊บเขากินสิงคโปร์ สลิง เรากินลองไอแล่นด์ไอซ์ด์ที(แรงดีเราชอบ เหล้า๕ตัว) วันนั้นเพลงเพราะ เหล้าอร่อย น้องแต๊บสวย พูดเพราะ
เมื่อวานดูหนังอังกฤษในทีวี เรื่อง Hot Fuzz เห็นเขากินเบียร์กันในบาร์ ก็ยังคิดถึงบาร์แบบนั้น และเบียร์อร่อยๆอยู่เลย แบบเห็นภาพปุ๊บความอยากโผล่มาเลย อยู่เมืองไทย เบียร์ไม่อร่อยเลย อยู่ญี่ปุ่นขนาดคนไม่กินเบียร์แบบเรายังกินเลย เบียร์สดHeartland โคตรอร่อย กินแม่งทุกวันเลย ลีโอนี่เพื่อนแถวๆบ้านก็กินกันประจำ หลังๆเราไม่กินเลย เราว่ามันอร่อยน้อยไปหน่อย และก็หมั่นไส้ที่พี่ต๊อดแกแต่งงานกะน้องนุ่น ก็เลยไม่อยากอุดหนุน (ฮา)
พอเขียนไปนานๆก็ลืมไปแล้วว่า เรื่องขุ่นเคืองคืออะไร ก็ช่างมันละกัน เรื่องไม่ดีอย่าไปบันทึกดีกว่า
ตื่นเช้ามาหลายวันแล้ว ตื่นมาดูพอลล่าใน อะเมซซิ่งเรซ ช่อง ๒๘ ตอนตีห้า แต่พอเมื่อวาน พอลล่าตกรอบ วันนี้ก็เลยตื่นซะเก้าโมงแน่ะ พอลล่าทำให้เราตื่นตีห้ามาดูทีวีติดกันทุกๆวัน ฮ่าๆๆ คิดไปแม่งตลกมากๆ
จริงๆแล้ว เมื่อวานจิ๊บโทรมาชวนไปวัดพรุ่งนี้นี่นา แต่เสียดายไม่ว่าง
เวลามีคนโทรมาชวนไปวัด เราว่ามันแปลกดีแฮะ
วันนี้มีผู้หญิงเดินเข้ามาในร้านเสื้อไอ้เป้า ไม่รู้ตนเองอารมณ์ไหน หันไปถามว่า “มีใครทักว่าน้องหน้าเหมือนเกาหลีมะ” เราบอกไปว่าหน้าเหมือนเพื่อนเราเลย หน้าเหมือนอายองเด๊ะๆ
อยู่ญี่ปุ่น แดกไวน์ฟรีไปเป็นแสน มีเพื่อนเป็นผู้หญิงเกาหลีสวยๆ เหอะๆ ชีวิตกูมันน่าอิจฉาไหมนี่
อยู่กรุงเทพ นั่งแดกลีโอร้านลาบแถวบ้าน เหอะๆ ชีวิตกูมันน่าอิจฉาไหมนี่
อาบน้ำแล้วนอนดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าด้วย ออกจากบ้านซัก๗โมงครึ่งเนอะ
Posted by
T 0 5 E
Tuesday, June 09, 2009
Kitiyakara Day
Kitiyakara Day
Tuesday, June 09, 2009
2:13:31 AM
วันนี้ดูข่าวในพระราชสำนักแล้วเห็นองค์โสมท่านเสด็จไปงานวันกิติยากร หน้ากระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนททุเรียนบุรี แล้วก็นึกถึงอะไรมากมาย เมื่อ๓ปีก่อนในวันนี้
คนเรามักมีความทรงจำกับวันหรืออะไรใช่ไหม
ยกตัวอย่างเกี่ยวกับเพลงเช่น เมื่อประมาณมกราปีที่แล้ว เราไปกะเซียมกะแจ๊บ กะ เพื่อนเซียมชาวซาอุ ไปช้อบปิ้งกางเกงยีนกัน ตอนเซียมเลือก ลองจอนอยู่ที่ยูนิ คโล สาขาชิบูย่า แล้วรอจ่ายเงินกัน เพลง Torn ของนาตาลี อิมบูเกรีย ก็ดังขึ้นมา แล้วเพื่อนชาวซาอุของมันก็ร้องฮัมๆ แล้วก็เลยคุยกันถึงเรื่องว่า ไม่เคยได้ยินเพลงนี้กันนานมากๆแล้ว ทำให้น้องเซียมนึกถึงช่วงเวลาที่เพลงนี้ดังมากๆ มันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่อิตาลี่ ฟังเพลงนี้อยู่บนโซฟาในบ้าน นั่นแหละ เราหมายความอย่างนั้นแหละ เพลงทำให้จดจำช่วงเวลาและเหตุการณ์ได้ ส่วนเราเอง ถ้าเป็นเพลงTornก็ต้องนึกถึงปีที่เข้ามหาลัยปีแรก เพลงนี้ดัง ตอนนั้นมีอินเตอร์โดม BE เป็นเจ้าภาพ นักร้องชื่อ แจน ร้องเพลงนี้บนเวที เพราะมากๆ ริมน้ำท่าพระจันทร์
แต่สำหรับวันกิติยากร ทำให้เรานึกถึงอะไรหลายๆอย่าง
วันของคนเราก็มีหลายๆวันน่ะละ แต่ก็ไม่กี่วันในรอบปีหรอก ที่พอผ่านมาครบรอบแล้วทำให้ระลึกถึงบางเหตุการณ์ ก็จะมีอีกงานนึง งาน Thai Festival ที่โตเกียว อันนี้สื่อก็ชอบประโคมข่าวกัน เราก็จะได้เห็นและระลึกถึงเสมอ เป็นความรู้สึกเดียวๆและเรื่องเดียวๆกันกับวันกิติยากรนี้
แต่วันนี้ เหนื่อยมากๆ ช่วงนี้ใช้ร่างกายหนักๆ ถ้าน้ำหนักลดไปซักห้าโล คงเห็นกล้ามเนื้อท้องชัด แต่ เอ กิโลกรัมแรกก็ยังไม่ลดเลยนะฮะ
เมื่อคืนก็นอนไม่หลับ นอนๆอยู่ลุกมาตอนตี๒ครึ่ง ก็มาเปิดทีวีเห็นเพื่อนสัมภาษณ์ศิลปินในดวงใจ(หมายถึงคนทำงานศิลปะไม่ใช่พวกนักร้อง) ก็นั่งดูอยู่พักนึงก่อนนอนต่อ แกบอกว่า ตอนภรรยาแกตาย แกทำงานไม่ได้ไป๒ปีเลยทีเดียว เราเองก็จำได้ และก็นึกในใจคิดอะไรได้ อยากร้องออกมาว่า “ยูเรก้า” นี่กูเป็นเหี้ยอะไร มีใครตายหรือไง ถึงจะได้ทำงานอะไรไม่ได้ แต่อย่างว่าแหละ ไม่ใช่ผ้าขี้ริ้วห่อทองอีกต่อไป ไม่มีทองอยู่ข้างในแม้แต่น้อย ไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องความสามารถข้างในตัวนี่ล่ะ
ผ้าขี้ริ้วก็คือผ้าขี้ริ้ว ทำยังไงให้เป็นผ้าไหมดี
แต่ถ้าเป็นกลุ่มสิ่งทอซาตินและชุดเครื่องนอน โต โต้ อาจเป็น ไร้ร้อยต่อ ทอเต็มผืน หลับเต็มตื่น
แต่วันนี้ก็แอบๆขำดี นั่งอยู่กะรุ่นน้องที่คณะคนนึง แล้วก็ยิ้มให้คนตรงข้าม น้องเขาหันมามองหน้าแล้ว พูดว่า “ยิ้มหวานให้สาวหรอ” เราก็บอกว่า อ๋อ น้องโรงเรียน (ก็จริงๆนี่หว่า แค่บังเอิญน้องเขาสวย) แล้วก็ไม่ได้พูดไรต่อ นึกในใจอีกที เอ๊ะ หึงรึเปล่าวะ
กลับมาบ้านตอนห้าทุ่มกว่าๆ อยากนอน ดันเจอผึ้งหน้าปากซอย ออกไปปะยางอีก เลยไปเป็นเพื่อนอีกเกือบชั่วโมงแน่ะ กลับมาเที่ยงคืนกว่าๆ ทำไมนอนไม่หลับ ฮึ
เล่าเรื่องอื่นต่อดีกว่า
เมื่อวานเล่าให้เพื่อนสนิทฟังว่า เออ สมัยก่อนตอนอยู่ Balaclava แม่งต้องคบคนที่ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย โคตรเบื่อเลย (พรรคพวกผู้ชายนี่ล่ะ) เพื่อนงงๆ บอกว่า “กูอยากเห็นหน้า พวกนี้นะ กูว่าไอ้ทศมึงก็เป็นคนที่คุยกะคนง่ายสุดๆในโลกแล้ว คนบางคนกูก็ไม่อยากคุยด้วยด้วยซ้ำ กูเห็นมึงยังคุยด้วยได้เลย” แต่อันที่จริงเราก็รู้สึกว่า เหี้ยนี่มันเข้ากะคนง่ายมากๆ ก็เลยชอบชวนไปไหนมาไหนด้วย เราก็ตอบไปว่า ก็ต้องแยกให้ออกจากกัน ระหว่าง คำว่า รู้จัก กับคำว่าสนิท บางคนเรารู้สึกสนิทกะเขา แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกสนิทอะไรกะเรา มันก็มีอยู่ ไอ้การอยู่ต่างประเทศ บางทีก็ต้องพบเจอกับคนที่ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย ก็ไม่แปลกอะไร แต่อยู่ไทย ก็จะมีแต่เพื่อนที่เราอยากคบ เราเลือกคบได้นี่
วันนี้ก็มีคนเข้ามาคุยด้วยแต่เราก็ขี้เกียจคุยด้วย เขาถามว่ารุ่นน้องคนนั้นรู้จักกันหรอ เราก็บอกไปว่ารุ่นน้องคณะที่มหาลัย เขาถามว่าเรียนโทด้วยกันหรอ เราบอกไปว่า ตรี ครับ แต่ในใจก็ไม่พูดอะไรต่อ ไม่บอกด้วยซ้ำว่า เรียนไรกันมา ก็ไม่ได้อยากรู้จักอะไรนัก และก็ไม่ได้อยากคุยอะไรด้วยนัก น้องคนนั้นเขามาบอกว่า “สงสัยเขาชอบพี่อะดิ” เราก็นึกในใจ เฮ้ย ไม่ใช่หรอก
(ต้องมีคนคิดว่า ไปกินเหล้า แล้วหญิงมาคุยด้วยซิ ไม่ใช่หรอก วันนี้ไม่ได้ไปร้านเหล้า และก็ไม่ได้กินเหล้าซักจิบ)
เพ้อเจ้อพอแระ
ไปดูปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นในทีวีดีกว่า ชอบหนังเรื่องนี้ เลือกง่ายจะตายห่า ผู้หญิงญี่ปุ่นซักคนกับหลีดจุฬา ไม่ต้องถามเลยว่าเราจะเลือกอะไร แต่หนุ่มไทยส่วนใหญ่คงสนใจสาวญี่ปุ่นกันซินะ เรามันตัวประหลาดหรือไงกัน
Tuesday, June 09, 2009
2:13:31 AM
วันนี้ดูข่าวในพระราชสำนักแล้วเห็นองค์โสมท่านเสด็จไปงานวันกิติยากร หน้ากระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนททุเรียนบุรี แล้วก็นึกถึงอะไรมากมาย เมื่อ๓ปีก่อนในวันนี้
คนเรามักมีความทรงจำกับวันหรืออะไรใช่ไหม
ยกตัวอย่างเกี่ยวกับเพลงเช่น เมื่อประมาณมกราปีที่แล้ว เราไปกะเซียมกะแจ๊บ กะ เพื่อนเซียมชาวซาอุ ไปช้อบปิ้งกางเกงยีนกัน ตอนเซียมเลือก ลองจอนอยู่ที่ยูนิ คโล สาขาชิบูย่า แล้วรอจ่ายเงินกัน เพลง Torn ของนาตาลี อิมบูเกรีย ก็ดังขึ้นมา แล้วเพื่อนชาวซาอุของมันก็ร้องฮัมๆ แล้วก็เลยคุยกันถึงเรื่องว่า ไม่เคยได้ยินเพลงนี้กันนานมากๆแล้ว ทำให้น้องเซียมนึกถึงช่วงเวลาที่เพลงนี้ดังมากๆ มันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่อิตาลี่ ฟังเพลงนี้อยู่บนโซฟาในบ้าน นั่นแหละ เราหมายความอย่างนั้นแหละ เพลงทำให้จดจำช่วงเวลาและเหตุการณ์ได้ ส่วนเราเอง ถ้าเป็นเพลงTornก็ต้องนึกถึงปีที่เข้ามหาลัยปีแรก เพลงนี้ดัง ตอนนั้นมีอินเตอร์โดม BE เป็นเจ้าภาพ นักร้องชื่อ แจน ร้องเพลงนี้บนเวที เพราะมากๆ ริมน้ำท่าพระจันทร์
แต่สำหรับวันกิติยากร ทำให้เรานึกถึงอะไรหลายๆอย่าง
วันของคนเราก็มีหลายๆวันน่ะละ แต่ก็ไม่กี่วันในรอบปีหรอก ที่พอผ่านมาครบรอบแล้วทำให้ระลึกถึงบางเหตุการณ์ ก็จะมีอีกงานนึง งาน Thai Festival ที่โตเกียว อันนี้สื่อก็ชอบประโคมข่าวกัน เราก็จะได้เห็นและระลึกถึงเสมอ เป็นความรู้สึกเดียวๆและเรื่องเดียวๆกันกับวันกิติยากรนี้
แต่วันนี้ เหนื่อยมากๆ ช่วงนี้ใช้ร่างกายหนักๆ ถ้าน้ำหนักลดไปซักห้าโล คงเห็นกล้ามเนื้อท้องชัด แต่ เอ กิโลกรัมแรกก็ยังไม่ลดเลยนะฮะ
เมื่อคืนก็นอนไม่หลับ นอนๆอยู่ลุกมาตอนตี๒ครึ่ง ก็มาเปิดทีวีเห็นเพื่อนสัมภาษณ์ศิลปินในดวงใจ(หมายถึงคนทำงานศิลปะไม่ใช่พวกนักร้อง) ก็นั่งดูอยู่พักนึงก่อนนอนต่อ แกบอกว่า ตอนภรรยาแกตาย แกทำงานไม่ได้ไป๒ปีเลยทีเดียว เราเองก็จำได้ และก็นึกในใจคิดอะไรได้ อยากร้องออกมาว่า “ยูเรก้า” นี่กูเป็นเหี้ยอะไร มีใครตายหรือไง ถึงจะได้ทำงานอะไรไม่ได้ แต่อย่างว่าแหละ ไม่ใช่ผ้าขี้ริ้วห่อทองอีกต่อไป ไม่มีทองอยู่ข้างในแม้แต่น้อย ไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องความสามารถข้างในตัวนี่ล่ะ
ผ้าขี้ริ้วก็คือผ้าขี้ริ้ว ทำยังไงให้เป็นผ้าไหมดี
แต่ถ้าเป็นกลุ่มสิ่งทอซาตินและชุดเครื่องนอน โต โต้ อาจเป็น ไร้ร้อยต่อ ทอเต็มผืน หลับเต็มตื่น
แต่วันนี้ก็แอบๆขำดี นั่งอยู่กะรุ่นน้องที่คณะคนนึง แล้วก็ยิ้มให้คนตรงข้าม น้องเขาหันมามองหน้าแล้ว พูดว่า “ยิ้มหวานให้สาวหรอ” เราก็บอกว่า อ๋อ น้องโรงเรียน (ก็จริงๆนี่หว่า แค่บังเอิญน้องเขาสวย) แล้วก็ไม่ได้พูดไรต่อ นึกในใจอีกที เอ๊ะ หึงรึเปล่าวะ
กลับมาบ้านตอนห้าทุ่มกว่าๆ อยากนอน ดันเจอผึ้งหน้าปากซอย ออกไปปะยางอีก เลยไปเป็นเพื่อนอีกเกือบชั่วโมงแน่ะ กลับมาเที่ยงคืนกว่าๆ ทำไมนอนไม่หลับ ฮึ
เล่าเรื่องอื่นต่อดีกว่า
เมื่อวานเล่าให้เพื่อนสนิทฟังว่า เออ สมัยก่อนตอนอยู่ Balaclava แม่งต้องคบคนที่ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย โคตรเบื่อเลย (พรรคพวกผู้ชายนี่ล่ะ) เพื่อนงงๆ บอกว่า “กูอยากเห็นหน้า พวกนี้นะ กูว่าไอ้ทศมึงก็เป็นคนที่คุยกะคนง่ายสุดๆในโลกแล้ว คนบางคนกูก็ไม่อยากคุยด้วยด้วยซ้ำ กูเห็นมึงยังคุยด้วยได้เลย” แต่อันที่จริงเราก็รู้สึกว่า เหี้ยนี่มันเข้ากะคนง่ายมากๆ ก็เลยชอบชวนไปไหนมาไหนด้วย เราก็ตอบไปว่า ก็ต้องแยกให้ออกจากกัน ระหว่าง คำว่า รู้จัก กับคำว่าสนิท บางคนเรารู้สึกสนิทกะเขา แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกสนิทอะไรกะเรา มันก็มีอยู่ ไอ้การอยู่ต่างประเทศ บางทีก็ต้องพบเจอกับคนที่ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย ก็ไม่แปลกอะไร แต่อยู่ไทย ก็จะมีแต่เพื่อนที่เราอยากคบ เราเลือกคบได้นี่
วันนี้ก็มีคนเข้ามาคุยด้วยแต่เราก็ขี้เกียจคุยด้วย เขาถามว่ารุ่นน้องคนนั้นรู้จักกันหรอ เราก็บอกไปว่ารุ่นน้องคณะที่มหาลัย เขาถามว่าเรียนโทด้วยกันหรอ เราบอกไปว่า ตรี ครับ แต่ในใจก็ไม่พูดอะไรต่อ ไม่บอกด้วยซ้ำว่า เรียนไรกันมา ก็ไม่ได้อยากรู้จักอะไรนัก และก็ไม่ได้อยากคุยอะไรด้วยนัก น้องคนนั้นเขามาบอกว่า “สงสัยเขาชอบพี่อะดิ” เราก็นึกในใจ เฮ้ย ไม่ใช่หรอก
(ต้องมีคนคิดว่า ไปกินเหล้า แล้วหญิงมาคุยด้วยซิ ไม่ใช่หรอก วันนี้ไม่ได้ไปร้านเหล้า และก็ไม่ได้กินเหล้าซักจิบ)
เพ้อเจ้อพอแระ
ไปดูปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นในทีวีดีกว่า ชอบหนังเรื่องนี้ เลือกง่ายจะตายห่า ผู้หญิงญี่ปุ่นซักคนกับหลีดจุฬา ไม่ต้องถามเลยว่าเราจะเลือกอะไร แต่หนุ่มไทยส่วนใหญ่คงสนใจสาวญี่ปุ่นกันซินะ เรามันตัวประหลาดหรือไงกัน
Posted by
T 0 5 E
Tuesday, June 02, 2009
เรื่องสั้นหักมุม
เรื่องสั้นหักมุม
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๒:๕๙:๕๕ น.
กินยานอนหลับเข้าไป๒ขนาน ก็ยังไม่หลับ กินตอนห้าทุ่ม๑ขนาน กินตอนตี๒ ๑ขนาน คนละตัวยากัน อาจเพราะเมื่อวานนอนเยอะ นอนไป๑๓ชั่วโมง ตื่นมาตกกะใจเลย นอนน้อครอบ นานๆจะเป็นซักที
วันนี้เหนื่อยออก ไปว่ายน้ำมาหน้าหมู่บ้าน มีคนหันมาคุยด้วย อายุ๔๔แล้วหุ่นหล่อระเบิด ยังกะเด็ก๑๖ ออกกำลังกายมากๆนี่ดีแบบนี้นี่เอง เขาบอกว่าเขาว่ายทุกวัน
เมื่อวานไปรับเพื่อนสนิทไปดูคาราบาวกัน เห็นเด็กโรงงานน้ำแข็งหน้าปากซอยมันเตะตะกร้ออยู่ ถอดเสื้อหุ่นดีกันกว่าเรนอีก ภราดรชิดซ้ายไปเลยโลด เป็นพวกคนงานพม่าพวกไทยใหญ่ตัวขาวๆอะ โห หล่อมากๆ หล่อกว่าพวกนายแบบอีก หุ่นดีสุดๆ ก็คุยๆกัน แต่เพื่อนเราก็หุ่นดีมากๆเช่นกัน โคตรจะแมน อายุ๓๐กันแล้ว หุ่นดีดี หายากนะ ยิ่งมีอันจะกินกันด้วย ฮ่าๆๆ
แต่เมื่อวานเหนื่อยมากๆ ตื่นหกโมงกว่าๆ แล้วออกจากบ้านตั้งแต่เช้า รู้สึกสิ้นหวังกับอะไรบางอย่างด้วย เหนื่อยใจสุดๆ ในรอบนับเดือน แต่พอตอนสามทุ่มมันส์ยังกะเหี้ยในคอนเสิด ไม่อยากเชื่อเลยว่า วันเดียวกันหรอวะ ชีวิตกู ครบรสชิบหาย
เมื่อวานเราพูดกับเพื่อนผู้หญิงคนนึงว่า เคยเห็นคนอ้วนจนๆหรอ คนผอมรวยๆน่ะมีนะ แต่คนอ้วนจนๆไม่มีหรอก นอกจากกรณีประหลาดจริงๆ
เรื่องสั้นหักมุมที่จะเล่าก็คือ
วันอาทิตย์ก่อนนู้น ๒๔ พค นู้นแน่ะ คุยกะรุ่นน้องสนิทกันที่บ้านมัน คุยๆไปฟังข้อมูลอะไรได้อย่างนึงแล้วแทบอยากหยิบปากกามาจด นี่แม่งเรื่องสั้นหักมุมสุดๆในชีวิตเรื่องนึงเลย เล่ารายละเอียดไม่ได้หรอก มันตลกเกินไป ตลกพอๆกับที่เมื่อเมษาปี ๔๔ เราเคยเห็นรถสีเขียวแล้วก็ทำเรื่องตลกๆ อันนั้นก็หักมุมสะใจดี สุดๆในชีวิตเลย เล่าให้ใครฟังก็คงขำกันตายห่าไปข้างนึง
เรื่องเหล่านี้ทำให้ คิดไม่ถึง ถ้าคิดถึงก็คือคิดไปแล้วถึง คิดไม่ถึงก็คือคิดไปแล้วไม่ถึง
วันนี้เบื่อๆนอนไม่หลับ ตะกี๊หยิบซีไร้ต์ปี๕๐มา ตอนที่เจออยู่ในห้องก็ยังงงๆอยู่ เพราะโดยปกติแล้ว เราซื้อหนังสือมากี่เล่มจำได้หมด แต่เล่มนี้ไม่ปรากฏว่าซื้อเมื่อไหร่ เห็นแต่ว่าอยู่ในถุงในห้องนอนแบบยังไม่แกะ แปลว่า เราซื้อมาเองแน่ๆ แต่เล่มนี้เป็นกลอนๆ ดูน่าสนใจดี เรื่องสั้นๆเล่ายากๆกว่าเรื่องยาวๆซินะ
มีเด็กอักษรคนนึงเคยบอกเราว่า บอกเมื่อปี๔๖ บอกว่า เรื่องยาวง่ายสุด เรื่องสั้นยากกว่า กลอนยิ่งยาก วิธีคิดวิธีทำมันยากขนาดนั้นเลยหรือ บางทีเราก็สงสัยนะ เรารู้สึกว่า ความสามารถที่มี มันไม่ยากหรอก แต่ต้องมีตัวอย่างดูและเข้าใจในสิ่งนั้นๆ ก็ทำได้แล้ว คือ ยังไงดี วาดรูป ไปเรียนยังไงก็วาดไม่เป็น ไม่เข้าใจกระบวนการผลิตที่จะสื่อออกมา
การเขียนบางแบบก็ไม่เข้าใจ การออกแบบยาก การทำไม่ยากนัก
เมื่อวานรถติดมากๆหน้าแยกไปราชวิถี มองไปข้างหน้าเห็นทางด่วนอยู่บนหัว มองไปข้างๆเห็นตึก รพ สร้างอยู่ ทุกๆวันนี้ กระบวนการก่อสร้างก็ไม่ยากนัก แต่กระบวนการออกแบบบางอย่างก็ยังยากอยู่ แต่จะยากอะไรถ้ามีเงินจ้างผู้ออกแบบได้ อันไหนคนไทยออกแบบไม่ได้ก็จ้างต่างชาติออกแบบซิ จะยากอะไร
แต่ในกระบวนการบางอย่าง เรียกว่า พาณิชย์ศิลป์ละกัน คัมภีร์บางอย่างผลิตยาก ทำอย่างไรให้เข้าใจกระบวนการคิด เหมือนมีอะไรหายไป เหมือนไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง
วันก่อนเห็นเด็กสอนหนังสือกันที่ฟิตเนส เราอ่านแองเจิ้วลส์แอ่นดีม่อนส์แก้เบื่ออยู่ เขาสอนฟิสิกส์มอปลายกัน เราก็หันไปดูด้วย แปลกดีสมัยก่อน เราว่าบางอย่างยาก ปัจจุบันมองมองก็มองออก ตอบเหมือนคิดในใจได้ทันที ไปๆมาก็เลยเป็นคนสอน
คอนเสิดคาราบาวหนุกมากๆ บัตรฟรีอยู่แล้วล่ะ มีคาราบาวเป็นแกนเล่นซักครึ่งนึงได้ที่เหลือคนละเพลงสองเพลง พงษ์สิทธิ์ หงาคาราวาน อ้อยกะท้อน กะแต(นักมวย) มาด เมกะแด๊น หลิว เสก โลโซ ปาน ธนพร ตุ้ย อ๊อฟ พัดชา เอเอฟ หม่ำ จ๊กมก หนุกสุดๆคอนเสิดนึงในชีวิตเลย คนเต้นกันทั้งImpact Arena เราร้องเพลงคาราบาวได้ทุกเพลงอยู่แล้ว เพลงพงษ์สิทธิ์ก็ร้องได้ทุกเพลง ชอบมากๆพวกเพลงเพื่อชีวิต เพลงลูกทุ่งก็ชอบ กะแต หลิว มาดนี่ร้องได้เลย พวกแกรมมี่โกลด์ก็ร้องได้หมด ไผ่ พงศธร เพลง อยากมีเธอเป็นแฟนนี่ฟังทุกวัน แฟนเก็บอยู่แบบเก็บๆมันเจ็บรู้ไหม อะไรแบบนี้ร้องได้หมด ไม่อายด้วยเวลาใครถามว่าฟังเพลงลูกทุ่งร้องได้ด้วยหรออะไรแบบนี้ก็ชอบอะ คลื่นแทรกคลื่นแซบนี่ดูประจำ ดูเสร็จเข้านอน
แต่เชื่อไหม อยู่บ้านฟังเพลง JAZZ ช่อง R 5 ผ่านดาวเทียมมากะUBCตลอด ช่องนี้เพลงเพราะมากๆ เปิดตามโรงแรมได้สบายเลย
ใครจะคิดกันว่า คนที่ร้องเพลงลูกทุ่งดังๆได้ทุกเพลง จะเป็นคนเดียวกับที่ชอบฟังเพลงJazz
แต่แม่บอกว่า เราร้องเพลงเหมือนอ่านหนังสือ ฮ่าๆๆ
เดือนที่แล้วเมษาเสียดายไม่ได้ไปดู Lisa ONO มาไทย คือ ถ้าขอจริงๆก็ได้อยู่แล้ว บัตรฟรี ๒๕๐๐บาทแน่ะ จัดที่โรงแรมแชงกรีล่า นานๆทีจะอยากดูนักร้องต่างประเทศ แต่ก็นั่นแหละ ก็ไม่ได้ดู ให้อารมณ์คล้ายๆกะตอนJack Johnsonมาโตเกียวก็อยากดู ดันมาวันที่เราจะกลับเมื่อเมษา๒๐๐๘ แต่จริงๆเลื่อนตั๋วก็ได้ แต่ตอนนั้นหายใจเข้าออกเป็นเด็กผู้หญิง ก็เลยกลับไทยดีกว่า ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ก็ดูคอนเสิดแจ๊คดีกว่า หาตัวแกยากอยู่นา ตาแจ๊คเนี่ย
ตีสามครึ่งแว้วววว ชักจะง่วงแล้วล่ะ ฝันดีนะจ๊ะทุกคน
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552
๐๒:๕๙:๕๕ น.
กินยานอนหลับเข้าไป๒ขนาน ก็ยังไม่หลับ กินตอนห้าทุ่ม๑ขนาน กินตอนตี๒ ๑ขนาน คนละตัวยากัน อาจเพราะเมื่อวานนอนเยอะ นอนไป๑๓ชั่วโมง ตื่นมาตกกะใจเลย นอนน้อครอบ นานๆจะเป็นซักที
วันนี้เหนื่อยออก ไปว่ายน้ำมาหน้าหมู่บ้าน มีคนหันมาคุยด้วย อายุ๔๔แล้วหุ่นหล่อระเบิด ยังกะเด็ก๑๖ ออกกำลังกายมากๆนี่ดีแบบนี้นี่เอง เขาบอกว่าเขาว่ายทุกวัน
เมื่อวานไปรับเพื่อนสนิทไปดูคาราบาวกัน เห็นเด็กโรงงานน้ำแข็งหน้าปากซอยมันเตะตะกร้ออยู่ ถอดเสื้อหุ่นดีกันกว่าเรนอีก ภราดรชิดซ้ายไปเลยโลด เป็นพวกคนงานพม่าพวกไทยใหญ่ตัวขาวๆอะ โห หล่อมากๆ หล่อกว่าพวกนายแบบอีก หุ่นดีสุดๆ ก็คุยๆกัน แต่เพื่อนเราก็หุ่นดีมากๆเช่นกัน โคตรจะแมน อายุ๓๐กันแล้ว หุ่นดีดี หายากนะ ยิ่งมีอันจะกินกันด้วย ฮ่าๆๆ
แต่เมื่อวานเหนื่อยมากๆ ตื่นหกโมงกว่าๆ แล้วออกจากบ้านตั้งแต่เช้า รู้สึกสิ้นหวังกับอะไรบางอย่างด้วย เหนื่อยใจสุดๆ ในรอบนับเดือน แต่พอตอนสามทุ่มมันส์ยังกะเหี้ยในคอนเสิด ไม่อยากเชื่อเลยว่า วันเดียวกันหรอวะ ชีวิตกู ครบรสชิบหาย
เมื่อวานเราพูดกับเพื่อนผู้หญิงคนนึงว่า เคยเห็นคนอ้วนจนๆหรอ คนผอมรวยๆน่ะมีนะ แต่คนอ้วนจนๆไม่มีหรอก นอกจากกรณีประหลาดจริงๆ
เรื่องสั้นหักมุมที่จะเล่าก็คือ
วันอาทิตย์ก่อนนู้น ๒๔ พค นู้นแน่ะ คุยกะรุ่นน้องสนิทกันที่บ้านมัน คุยๆไปฟังข้อมูลอะไรได้อย่างนึงแล้วแทบอยากหยิบปากกามาจด นี่แม่งเรื่องสั้นหักมุมสุดๆในชีวิตเรื่องนึงเลย เล่ารายละเอียดไม่ได้หรอก มันตลกเกินไป ตลกพอๆกับที่เมื่อเมษาปี ๔๔ เราเคยเห็นรถสีเขียวแล้วก็ทำเรื่องตลกๆ อันนั้นก็หักมุมสะใจดี สุดๆในชีวิตเลย เล่าให้ใครฟังก็คงขำกันตายห่าไปข้างนึง
เรื่องเหล่านี้ทำให้ คิดไม่ถึง ถ้าคิดถึงก็คือคิดไปแล้วถึง คิดไม่ถึงก็คือคิดไปแล้วไม่ถึง
วันนี้เบื่อๆนอนไม่หลับ ตะกี๊หยิบซีไร้ต์ปี๕๐มา ตอนที่เจออยู่ในห้องก็ยังงงๆอยู่ เพราะโดยปกติแล้ว เราซื้อหนังสือมากี่เล่มจำได้หมด แต่เล่มนี้ไม่ปรากฏว่าซื้อเมื่อไหร่ เห็นแต่ว่าอยู่ในถุงในห้องนอนแบบยังไม่แกะ แปลว่า เราซื้อมาเองแน่ๆ แต่เล่มนี้เป็นกลอนๆ ดูน่าสนใจดี เรื่องสั้นๆเล่ายากๆกว่าเรื่องยาวๆซินะ
มีเด็กอักษรคนนึงเคยบอกเราว่า บอกเมื่อปี๔๖ บอกว่า เรื่องยาวง่ายสุด เรื่องสั้นยากกว่า กลอนยิ่งยาก วิธีคิดวิธีทำมันยากขนาดนั้นเลยหรือ บางทีเราก็สงสัยนะ เรารู้สึกว่า ความสามารถที่มี มันไม่ยากหรอก แต่ต้องมีตัวอย่างดูและเข้าใจในสิ่งนั้นๆ ก็ทำได้แล้ว คือ ยังไงดี วาดรูป ไปเรียนยังไงก็วาดไม่เป็น ไม่เข้าใจกระบวนการผลิตที่จะสื่อออกมา
การเขียนบางแบบก็ไม่เข้าใจ การออกแบบยาก การทำไม่ยากนัก
เมื่อวานรถติดมากๆหน้าแยกไปราชวิถี มองไปข้างหน้าเห็นทางด่วนอยู่บนหัว มองไปข้างๆเห็นตึก รพ สร้างอยู่ ทุกๆวันนี้ กระบวนการก่อสร้างก็ไม่ยากนัก แต่กระบวนการออกแบบบางอย่างก็ยังยากอยู่ แต่จะยากอะไรถ้ามีเงินจ้างผู้ออกแบบได้ อันไหนคนไทยออกแบบไม่ได้ก็จ้างต่างชาติออกแบบซิ จะยากอะไร
แต่ในกระบวนการบางอย่าง เรียกว่า พาณิชย์ศิลป์ละกัน คัมภีร์บางอย่างผลิตยาก ทำอย่างไรให้เข้าใจกระบวนการคิด เหมือนมีอะไรหายไป เหมือนไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง
วันก่อนเห็นเด็กสอนหนังสือกันที่ฟิตเนส เราอ่านแองเจิ้วลส์แอ่นดีม่อนส์แก้เบื่ออยู่ เขาสอนฟิสิกส์มอปลายกัน เราก็หันไปดูด้วย แปลกดีสมัยก่อน เราว่าบางอย่างยาก ปัจจุบันมองมองก็มองออก ตอบเหมือนคิดในใจได้ทันที ไปๆมาก็เลยเป็นคนสอน
คอนเสิดคาราบาวหนุกมากๆ บัตรฟรีอยู่แล้วล่ะ มีคาราบาวเป็นแกนเล่นซักครึ่งนึงได้ที่เหลือคนละเพลงสองเพลง พงษ์สิทธิ์ หงาคาราวาน อ้อยกะท้อน กะแต(นักมวย) มาด เมกะแด๊น หลิว เสก โลโซ ปาน ธนพร ตุ้ย อ๊อฟ พัดชา เอเอฟ หม่ำ จ๊กมก หนุกสุดๆคอนเสิดนึงในชีวิตเลย คนเต้นกันทั้งImpact Arena เราร้องเพลงคาราบาวได้ทุกเพลงอยู่แล้ว เพลงพงษ์สิทธิ์ก็ร้องได้ทุกเพลง ชอบมากๆพวกเพลงเพื่อชีวิต เพลงลูกทุ่งก็ชอบ กะแต หลิว มาดนี่ร้องได้เลย พวกแกรมมี่โกลด์ก็ร้องได้หมด ไผ่ พงศธร เพลง อยากมีเธอเป็นแฟนนี่ฟังทุกวัน แฟนเก็บอยู่แบบเก็บๆมันเจ็บรู้ไหม อะไรแบบนี้ร้องได้หมด ไม่อายด้วยเวลาใครถามว่าฟังเพลงลูกทุ่งร้องได้ด้วยหรออะไรแบบนี้ก็ชอบอะ คลื่นแทรกคลื่นแซบนี่ดูประจำ ดูเสร็จเข้านอน
แต่เชื่อไหม อยู่บ้านฟังเพลง JAZZ ช่อง R 5 ผ่านดาวเทียมมากะUBCตลอด ช่องนี้เพลงเพราะมากๆ เปิดตามโรงแรมได้สบายเลย
ใครจะคิดกันว่า คนที่ร้องเพลงลูกทุ่งดังๆได้ทุกเพลง จะเป็นคนเดียวกับที่ชอบฟังเพลงJazz
แต่แม่บอกว่า เราร้องเพลงเหมือนอ่านหนังสือ ฮ่าๆๆ
เดือนที่แล้วเมษาเสียดายไม่ได้ไปดู Lisa ONO มาไทย คือ ถ้าขอจริงๆก็ได้อยู่แล้ว บัตรฟรี ๒๕๐๐บาทแน่ะ จัดที่โรงแรมแชงกรีล่า นานๆทีจะอยากดูนักร้องต่างประเทศ แต่ก็นั่นแหละ ก็ไม่ได้ดู ให้อารมณ์คล้ายๆกะตอนJack Johnsonมาโตเกียวก็อยากดู ดันมาวันที่เราจะกลับเมื่อเมษา๒๐๐๘ แต่จริงๆเลื่อนตั๋วก็ได้ แต่ตอนนั้นหายใจเข้าออกเป็นเด็กผู้หญิง ก็เลยกลับไทยดีกว่า ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ก็ดูคอนเสิดแจ๊คดีกว่า หาตัวแกยากอยู่นา ตาแจ๊คเนี่ย
ตีสามครึ่งแว้วววว ชักจะง่วงแล้วล่ะ ฝันดีนะจ๊ะทุกคน
Posted by
T 0 5 E
Guilt Free
Guilt Free
Wednesday, May 27, 2009
11:09:51 PM
กลับบ้านมามีความประสงค์ต้องการใช้อินเตอร์เน็ท แต่น้องไม่อยู่ก็เลยอดใช้ มือถือมันใช้เน็ทได้ เซ็งเลยกู
นานๆทีบ้านจะไม่มีคนอยู่ พ่อไปอุดตะดิด แม่ไประยอง น้องไปนอนคอนโดเพื่อน เงียบแปลก ดี ชะมัด
กลับมาบ้านเปิดช่อง๘๐ตามปกติ เราชอบรายการMoney Talk Dailyมากๆ มันขำได้ใจเสมอ ถ้าไม่นับสาระแนเราว่ารายการนี้ขำสุดในวงการทีวีไทยแล้วล่ะ ดูทุกครั้งที่เจอ วิธีทำรายการให้ขำ ก็คือเลือกพวกคนเคยจัดรายการวิทยุมาทำรายการทีวี อันนี้ก็จะขำง่าย หรือไม่ก็พวกทำหนังสือขำๆมาทำทีวี อันนี้ก็จะขำดี เพราะคนพวกนี้เขาจะเข้าใจและมีประสบการณ์ในการถ่ายทอดมุกให้ขำโดยไม่ใช้ภาพ (มันยากนะฮะ) แต่รายการทีวีบ้านเราชอบเอาพวกผู้ประกาศหล่อๆสวยๆ (ที่ไม่เท่าดาราพระเอกนางเอก และ ไม่มีความสามารถทางข่าวเท่านักข่าว) มาประกาศ มาเล่าข่าว ผลก็คือ มันก็แกนๆ แต่ดูแล้วก็สบายหูสบายตา เพราะพวกนี้หน้าตาดี
แต่ก็ค่อยๆกลับสู่สมดุลแล้วล่ะ คนหล่อๆสวยๆพวกนั้นก็ค่อยๆน้อยลงไป กลับมามีพวกคนข่าวตัวจริง
ข่าวซุบซิบเมื่อวานในแวดวงตลาดทุนจากกรุงเทพธุรกิจคือ แกรมมี่อาจเข้าร่วมทุนกับแฟมิลี่โนว์ฮาวบริษัทลูกของตลาดหลักทรัพย์ที่ผลิตรายการให้ช่องนี้ จริงเท็จหรือไม่ เราไม่ทราบ
เข้าเรื่อง Guilt Free ดีกั่ว
ได้ยินคำนี้ในรายการมันนี่ท๊อก แขกรับเชิญพูดออกมา แขกรับเชิญ สวย เป็นนักศึกษา ไม่ดิ ที่จุฬาเรียกนิสิตซิ เด็กBBA จุฬา เขาไปชนะประกวดระดับโลกมา ระดับโลกจริงๆ เป็นเกี่ยวกับการวางแผนธุรกิจ ไปแข่งที่LA นู้นแน่ะ ที่๑ ทีมจากจุฬา ที่๒ จอร์จ ทาวน์ ที่๓ แม็คกิล ที่แคนาดา ตอนลุ้นที่๑คงลุ้นกันน่าดู เพราะลุ้นระหว่างจุฬาและ วอร์ตั้น ก็เหมือนลุ้นนางงามน่ะแหละ ที่๑ลุ้นกัน๒คน แต่คนนึงกลายเป็นที่๔ไปเลย และก็เป็นครั้งแรกในรอบ๑๐ปีที่ทีมจากเอเชียชนะ ตะกี๊ เปิดช้า เลย จำชื่อรายการที่แข่งขันไม่ทัน
รอบแรก ๓๐ ทีม มี๖สาย ก้อเป็นมหาลัยดังๆทั้งโลกนี่ล่ะ แล้วรอบ๒ก็เหลือ ๖ทีม
โจทย์ก็ให้แก้เกี่ยวกะผลิตภัณท์ของเนสท์เล่ในสาย ช้อคโกแล็ต
เขาพูดถึง การที่ทุกวันนี้คนกังวลและให้ความสำคัญกับการบริโภคน้ำตาลให้น้อย เขาใช้คำว่า Sugar Free เขาก็เลยแก้เกมว่า Guilt Freeเลย ออกผลิตภัณท์แบบนี้ไปเลย เช่น แอพพริข่อทเคลือบDark ช้อคโกแล็ท ก็คือ มีประโยชน์ทั้งคู่ คือ คนหันมากินผลไม้แห้งกันมากขึ้น จากการกังวลเรื่องการกินช้อคโกแล็ทแล้วจะไม่ดี แต่แน่นอน ช้อคโกแล็ทก็มีข้อดีในตัวเองเช่น ป้องกันมะเร็งได้ พูดง่ายๆว่าออกผลิตภัณท์ที่ไม่รู้สึกผิด
(จำบทในน้อทติ้งฮิลล์ได้มะ ที่พระเอกเปิ่นๆถามนางเอกว่า กินแอพพริข่อทแช่น้ำผึ้งในตู้เย็นเขาไหม ตรงนี้ประหม่าได้น่ารักชะมัด ความเปิ่นและเป็นธรรมชาตินี่ล่ะที่สะกดใจหญิงสวยๆมานักต่อนัก)
แผนเขาสวยมากๆ คือ Minus plus multiply ตัดออกอันแรกก็ตัดพวกไม่ดีออก เพิ่ม คูณ เราก็อธิบายไม่ถูก แต่ตอนฟังก็ โอ้ โห กึ๋น ดีนะ คำก็สวย อ้อ แขกรับเชิญในรายการ หน้าตาสวย ผิวพรรณดีมากๆ ชื่อ นลัทพร ศรีเฟื่องฟุ้ง ก็สวยแบบเด็กBBA คนพวกนี้ก็สมองดี แน่อยู่แล้ว
ไม่มีกึ๋น ก็ไม่มีเกียรติ NO GUT, NO GLORY (ชอบคำนี้จากใน หนังสือเรื่อง Angels & Demons)
เอ้อววว ไหนๆก็ไม่มีคนอยู่บ้าน ยายก็นอนไปแล้วทีวีก้อเป็นของเราคนเดียวแล้วจะมานั่งหน้าจอคอมทำไมล่ะนี่(บ้านมีทีวีเครื่องเดียว) พอไม่มีคนอยู่บ้านยายเหงาแอบเอาแมวไปนอนด้วยแน่ๆเลย เวลายายปิดประตูห้องน้อน มักแอบเอาแมวไปนอนด้วยเสมอ เดี๋ยวตอนเช้าต้องดุ อิอิ
เลี้ยงยายอายุ๘๐เหมือนเลี้ยงเด็ก๕ขวบเลย มีใครแถวๆนี้เคยสังเกตุคนแก่กันมะ ยายเรานะ แก่แล้วกลายเป็นเด็ก น้ำก็ขี้เกียจอาบ กินข้าวอยู่ดีดีก็ชอบลุกขึ้นไปเล่น (เล่นตัดต้นไม้) เล่นเหนื่อยก็กลับมากินข้าว อะไรแบบนี้ เหมือนเด็กๆเลย เวลาถามว่าอาบน้ำยังหรือกินข้าวยัง กลัวเราดุก็ชอบโกหกว่าอาบแล้ว กินแล้ว พื้นห้องน้ำแห้งสนิทดูก็รู้ ข้าวก็เต็มหม้อดูก็รู้
วันก่อนโคตรขำ ยายลุกไปตัดต้นข่อยสูงซัก๒เมตรหน้าบ้าน เราก็งงยายหายไปไหน ตะโกนหาอยู่ทั่วบ้าน ซักพัก๑๐นาที ยายโผล่หน้าออกมา บอกว่า ยายมาตัดๆดัดให้กลมๆน่ะลูก มาตัดแต่งอยู่ กำลังสนุกเลย เราก็เออๆ ช่างยาย พอยายเล่นจนเหนื่อย ก็มากินน้ำ เราก็เดินออกไปดู เอ้า ชิบหาย ต้นข่อยชักจะโล้นๆ มันกลมยังไงวะ ก็บอกว่าหยุดตัดเหอะ เดี๋ยวเหี้ยน แต่ก็เออๆ ช่างยาย ยายก็หายไปตัดอีกเป็นชั่วโมง ตัดไปตัดมา ตอนบ่ายๆชักจะเหนื่อย เดินเข้ามาบ่นแดดร้อน เราออกไปดู ต้น๒เมตร เป็นพุ่มๆสวยงาม เหลือซัก๑เมตร ไม่เหลือใบซักใบ ให้มันได้งี้ซิวะ
(เคยดู เอ็ดเหวิดซิสเซ่อร์แฮนด์กันมะ ตอนเราซัก๑๑ขวบแม่พาไปดูโรงเลย จอนนี่เด๊บมีกรรไกรติดมือ ก็มีงานอดิเรกตัดแต่งกิ่งไม้นี่ล่ะ ผ่านไปเกือบๆ๒๐ปี พี่จอนนี่เด๊บแกยังหล่ออยู่เลย)
ตอนบ่ายๆก็ต้องนอนกลางวัน ยายนอนกลางวันนั่นแหละ เราถึงว่างทำงานอะไรได้สะดวกหน่อย
สรุป Guilt Free ก็คือ เราไม่รู้สึกผิดกับการอยู่บ้านดูแลยายโดยไม่ทำงานประจำ (ฮา)
ดูแลยายดีดียายให้เงินเดือนเอง (ยายบอก)(อิอิ)
Wednesday, May 27, 2009
11:09:51 PM
กลับบ้านมามีความประสงค์ต้องการใช้อินเตอร์เน็ท แต่น้องไม่อยู่ก็เลยอดใช้ มือถือมันใช้เน็ทได้ เซ็งเลยกู
นานๆทีบ้านจะไม่มีคนอยู่ พ่อไปอุดตะดิด แม่ไประยอง น้องไปนอนคอนโดเพื่อน เงียบแปลก ดี ชะมัด
กลับมาบ้านเปิดช่อง๘๐ตามปกติ เราชอบรายการMoney Talk Dailyมากๆ มันขำได้ใจเสมอ ถ้าไม่นับสาระแนเราว่ารายการนี้ขำสุดในวงการทีวีไทยแล้วล่ะ ดูทุกครั้งที่เจอ วิธีทำรายการให้ขำ ก็คือเลือกพวกคนเคยจัดรายการวิทยุมาทำรายการทีวี อันนี้ก็จะขำง่าย หรือไม่ก็พวกทำหนังสือขำๆมาทำทีวี อันนี้ก็จะขำดี เพราะคนพวกนี้เขาจะเข้าใจและมีประสบการณ์ในการถ่ายทอดมุกให้ขำโดยไม่ใช้ภาพ (มันยากนะฮะ) แต่รายการทีวีบ้านเราชอบเอาพวกผู้ประกาศหล่อๆสวยๆ (ที่ไม่เท่าดาราพระเอกนางเอก และ ไม่มีความสามารถทางข่าวเท่านักข่าว) มาประกาศ มาเล่าข่าว ผลก็คือ มันก็แกนๆ แต่ดูแล้วก็สบายหูสบายตา เพราะพวกนี้หน้าตาดี
แต่ก็ค่อยๆกลับสู่สมดุลแล้วล่ะ คนหล่อๆสวยๆพวกนั้นก็ค่อยๆน้อยลงไป กลับมามีพวกคนข่าวตัวจริง
ข่าวซุบซิบเมื่อวานในแวดวงตลาดทุนจากกรุงเทพธุรกิจคือ แกรมมี่อาจเข้าร่วมทุนกับแฟมิลี่โนว์ฮาวบริษัทลูกของตลาดหลักทรัพย์ที่ผลิตรายการให้ช่องนี้ จริงเท็จหรือไม่ เราไม่ทราบ
เข้าเรื่อง Guilt Free ดีกั่ว
ได้ยินคำนี้ในรายการมันนี่ท๊อก แขกรับเชิญพูดออกมา แขกรับเชิญ สวย เป็นนักศึกษา ไม่ดิ ที่จุฬาเรียกนิสิตซิ เด็กBBA จุฬา เขาไปชนะประกวดระดับโลกมา ระดับโลกจริงๆ เป็นเกี่ยวกับการวางแผนธุรกิจ ไปแข่งที่LA นู้นแน่ะ ที่๑ ทีมจากจุฬา ที่๒ จอร์จ ทาวน์ ที่๓ แม็คกิล ที่แคนาดา ตอนลุ้นที่๑คงลุ้นกันน่าดู เพราะลุ้นระหว่างจุฬาและ วอร์ตั้น ก็เหมือนลุ้นนางงามน่ะแหละ ที่๑ลุ้นกัน๒คน แต่คนนึงกลายเป็นที่๔ไปเลย และก็เป็นครั้งแรกในรอบ๑๐ปีที่ทีมจากเอเชียชนะ ตะกี๊ เปิดช้า เลย จำชื่อรายการที่แข่งขันไม่ทัน
รอบแรก ๓๐ ทีม มี๖สาย ก้อเป็นมหาลัยดังๆทั้งโลกนี่ล่ะ แล้วรอบ๒ก็เหลือ ๖ทีม
โจทย์ก็ให้แก้เกี่ยวกะผลิตภัณท์ของเนสท์เล่ในสาย ช้อคโกแล็ต
เขาพูดถึง การที่ทุกวันนี้คนกังวลและให้ความสำคัญกับการบริโภคน้ำตาลให้น้อย เขาใช้คำว่า Sugar Free เขาก็เลยแก้เกมว่า Guilt Freeเลย ออกผลิตภัณท์แบบนี้ไปเลย เช่น แอพพริข่อทเคลือบDark ช้อคโกแล็ท ก็คือ มีประโยชน์ทั้งคู่ คือ คนหันมากินผลไม้แห้งกันมากขึ้น จากการกังวลเรื่องการกินช้อคโกแล็ทแล้วจะไม่ดี แต่แน่นอน ช้อคโกแล็ทก็มีข้อดีในตัวเองเช่น ป้องกันมะเร็งได้ พูดง่ายๆว่าออกผลิตภัณท์ที่ไม่รู้สึกผิด
(จำบทในน้อทติ้งฮิลล์ได้มะ ที่พระเอกเปิ่นๆถามนางเอกว่า กินแอพพริข่อทแช่น้ำผึ้งในตู้เย็นเขาไหม ตรงนี้ประหม่าได้น่ารักชะมัด ความเปิ่นและเป็นธรรมชาตินี่ล่ะที่สะกดใจหญิงสวยๆมานักต่อนัก)
แผนเขาสวยมากๆ คือ Minus plus multiply ตัดออกอันแรกก็ตัดพวกไม่ดีออก เพิ่ม คูณ เราก็อธิบายไม่ถูก แต่ตอนฟังก็ โอ้ โห กึ๋น ดีนะ คำก็สวย อ้อ แขกรับเชิญในรายการ หน้าตาสวย ผิวพรรณดีมากๆ ชื่อ นลัทพร ศรีเฟื่องฟุ้ง ก็สวยแบบเด็กBBA คนพวกนี้ก็สมองดี แน่อยู่แล้ว
ไม่มีกึ๋น ก็ไม่มีเกียรติ NO GUT, NO GLORY (ชอบคำนี้จากใน หนังสือเรื่อง Angels & Demons)
เอ้อววว ไหนๆก็ไม่มีคนอยู่บ้าน ยายก็นอนไปแล้วทีวีก้อเป็นของเราคนเดียวแล้วจะมานั่งหน้าจอคอมทำไมล่ะนี่(บ้านมีทีวีเครื่องเดียว) พอไม่มีคนอยู่บ้านยายเหงาแอบเอาแมวไปนอนด้วยแน่ๆเลย เวลายายปิดประตูห้องน้อน มักแอบเอาแมวไปนอนด้วยเสมอ เดี๋ยวตอนเช้าต้องดุ อิอิ
เลี้ยงยายอายุ๘๐เหมือนเลี้ยงเด็ก๕ขวบเลย มีใครแถวๆนี้เคยสังเกตุคนแก่กันมะ ยายเรานะ แก่แล้วกลายเป็นเด็ก น้ำก็ขี้เกียจอาบ กินข้าวอยู่ดีดีก็ชอบลุกขึ้นไปเล่น (เล่นตัดต้นไม้) เล่นเหนื่อยก็กลับมากินข้าว อะไรแบบนี้ เหมือนเด็กๆเลย เวลาถามว่าอาบน้ำยังหรือกินข้าวยัง กลัวเราดุก็ชอบโกหกว่าอาบแล้ว กินแล้ว พื้นห้องน้ำแห้งสนิทดูก็รู้ ข้าวก็เต็มหม้อดูก็รู้
วันก่อนโคตรขำ ยายลุกไปตัดต้นข่อยสูงซัก๒เมตรหน้าบ้าน เราก็งงยายหายไปไหน ตะโกนหาอยู่ทั่วบ้าน ซักพัก๑๐นาที ยายโผล่หน้าออกมา บอกว่า ยายมาตัดๆดัดให้กลมๆน่ะลูก มาตัดแต่งอยู่ กำลังสนุกเลย เราก็เออๆ ช่างยาย พอยายเล่นจนเหนื่อย ก็มากินน้ำ เราก็เดินออกไปดู เอ้า ชิบหาย ต้นข่อยชักจะโล้นๆ มันกลมยังไงวะ ก็บอกว่าหยุดตัดเหอะ เดี๋ยวเหี้ยน แต่ก็เออๆ ช่างยาย ยายก็หายไปตัดอีกเป็นชั่วโมง ตัดไปตัดมา ตอนบ่ายๆชักจะเหนื่อย เดินเข้ามาบ่นแดดร้อน เราออกไปดู ต้น๒เมตร เป็นพุ่มๆสวยงาม เหลือซัก๑เมตร ไม่เหลือใบซักใบ ให้มันได้งี้ซิวะ
(เคยดู เอ็ดเหวิดซิสเซ่อร์แฮนด์กันมะ ตอนเราซัก๑๑ขวบแม่พาไปดูโรงเลย จอนนี่เด๊บมีกรรไกรติดมือ ก็มีงานอดิเรกตัดแต่งกิ่งไม้นี่ล่ะ ผ่านไปเกือบๆ๒๐ปี พี่จอนนี่เด๊บแกยังหล่ออยู่เลย)
ตอนบ่ายๆก็ต้องนอนกลางวัน ยายนอนกลางวันนั่นแหละ เราถึงว่างทำงานอะไรได้สะดวกหน่อย
สรุป Guilt Free ก็คือ เราไม่รู้สึกผิดกับการอยู่บ้านดูแลยายโดยไม่ทำงานประจำ (ฮา)
ดูแลยายดีดียายให้เงินเดือนเอง (ยายบอก)(อิอิ)
Posted by
T 0 5 E
Subscribe to:
Posts (Atom)
About Me
- ทศ พิทักษากร
- Tokyo, Japan
- น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น