Monday, July 27, 2009

ค้าส่งพืชไร่

0 comments
ค้าส่งพืชไร่

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

๐๕:๐๕:๕๕ น.

ไม่หลับไม่นอนนะครับ ตอนดึกๆดูหนังอินดี้ๆให้อารมณ์เหมือนหนังยุโหรพๆในช่อง๑๕ เรื่อง Delirious แปลว่าไรก็ไม่รู้ พระเอกหล่อบาดใจสุดๆ หน้าตาเหมือนพวกนายแบบกางเกงใน Ck คาลวินไคลน์นะ ไม่ใช่ ช การช่าง หนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับตากล้องตกอับ ดูแล้วก็สะท้อนใจมากๆ คนทำงานศิลป์เชิงๆพาณิชย์นี่จะว่าไปชีวิตมันอยู่ให้เป็นอาชีพยาวๆได้ยากชะมัด อายุ๕๐นี่ลำบากเหมือนกัน แล้วยิ่งเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิงด้วยแล้ว เฮ้ออออ อนิจจังทุกขังอนัตตาด้านชื่อเสียงและผลงาน ดูไปก็สะท้อนใจไป เด็กเกิดใหม่ก็เกิดขึ้นทุกวัน


อ้อ คอลเลคชั่นล่าสุด กางเกงในอาร์มานี่ ได้ ราชวงศ์เบ๊คแฮ่มมาถ่าย ทั้งผัวและเมีย เสียดายว่าเมืองไทยไม่มี เราว่า เดหวิด แกเซ็กซี่สุดๆอะ แบบหุ่นแม่งสวยชิบหาย ไม่มากไปไม่น้อยไป ส่วนเมียนั้นเราเฉยๆ ซาแมนต้า เวก้า ไรน้ากระเป๋าที่เขาออกแบบกัน จู่ๆก็นึกชื่อไม่ออก


ในหนัง Delirious นั้น ดูไปก็สะท้อนใจออกแนวเศร้าๆสะเทือนใจมากกว่า แต่จะสะเทือนใจเรื่องอะไรนั้น ไม่ค่อยอยากเล่า ว่าแต่ เอลวิส คอลเลสโต้ อะไรเนี่ย ใครกัน เพลงเขาในไอผ่อดเราก้อเห็นๆแต่ไม่ยักกะเคยฟังแฮะ แต่วงการบันเทิงและปาร์ตี้ก็เป็นแบบนี้ล่ะ

มีดารา มีตากล้อง มีคนเบื้องหลัง ของเหล่านี้คู่กัน จนไม่ค่อยมีคนอื่นๆ ให้ความรู้สึกเหมือนหนังอินดี้ๆ แบบเรื่อง Love & disasters แปลกมะ ว่า ทำไมตามหนังฝรั่ง ไม่ค่อยมีหนังที่เป็นอาชีพทั่วๆไป แบบ นายธนาคาร หนุ่มออฟฟิซ วิศวกร แต่มักเป็นเรื่อง ตากล้อง นักเขียน นักร้องอะไรเทือกนั้น เอ๊ หรือ ว่า เรามักเลือกดูแต่หนังแบบนี้


แต่หลังมานี้สนใจแต่ซีรี่ส์ โหดๆ ตะกี๊ ก็ดู Nip and tuck (แปลว่า คู่ต่อสู้ที่ทัดเทียม) แม่งเอ๊ยมาซะดึกเลย คืนศุกร์เสาร์อาทิตย์ ตีสามจำไว้นะทศนะ ตอนนี้กลายเป็นละครเรื่องโปรดที่สุดในชีวิตไปซะแล้ว ยิ่งดูยิ่งมันและอัศจรรย์ใจกับคนเขียนบทเข้าไปทุกวัน เก่งบรรลัยเข้าใจสันดานมนุษย์สุดๆ แต่ของแบบนี้แล้วแต่คนชอบ

ไอ้โป้งเคยบอกว่าหนุกแต่มันชอบที่สุดมันชอบ the wire แต่เรากลับกัน เราดู the wireแล้วเฉยๆ พยามดูตั้งหลายตอน แต่ก็ไม่อินหรือมันเท่า Nip and tuck ทั้งที่จริงๆthe wireหาดูง่ายกว่า เพราะ ช่วงนี้ระบาดทาง HBO มาบ่อยมากๆ เข้าใจว่าคงมาทุกวัน

ถ้าใครชอบดู CSI ก็มีให้ดูเยอะแยะ ทั้งไมอามี่ทั้งNY ในช่อง AXN อันนี้เห็นแม่ดูบ่อยๆ แต่เราไม่อินแฮะ

90210ก็นำกลับมาทำใหม่ คิดถึงวัยเด็กเลย ดูตั้งไม่รู้กี่ปี หนุกมากๆ แบรนด้า แบรนด้อน เคลลี่ คริส โอ๊ย สารพัด ดูจนอินไปเลย แต่ตอนเด็กๆยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรว่าโลกคนรวยเป็นยังไง จะว่าไปตอนนี้ก็ไม่เข้าใจนัก แต่พอเดาๆได้บางอย่าง

Gossip girl ก็กลับมาแล้ว แต่หาดูยาก มาอาทิตย์ละหนสองหนเองและเป็นเวลาที่เราคงไม่ได้ดู

Privilegedมาในช่วงเวลาที่เราอยู่หน้าจอมากกว่า หนังเด็กรวยๆเหมือนกัน แต่ไม่เหี้ยเท่า Gossip girl ชอบคำด่าว่า Basstard ฮาดี แต่ก่อนพวกเพื่อนชอบด่ากันในบ้านบาลาคลาว่า “Bastard”

หนังโหดๆ แบบ Nip and tuck Gossip girl เราชอบดู ไม่รู้เป็นไร ปีที่ผ่านมากลายเป็นคนแบบนี้ไป คงเป็นแต่ละช่วงของวัยมั้ง The Amazing race ถ้าเป็นชาวเอเชี่ยนก็ชอบดู ทำไมชอบดูแต่ไรโหดๆก็ไม่รู้ โหด ในเรื่องการกลั่นแกล้งกัน คงเพราะชีวิตจริงเราค่อนข้างใส และ อยู่ให้ห่างๆคนเลวเสมอ

คือไงดี เกมโชว์คนเราดูเพราะขาดเพื่อนเล่นหัวในชีวิตจริง ส่วน ละครน้ำเน่านั้นก็ดูเพื่อทดแทนญาติพี่น้องครอบครัวในส่วนที่ชีวิตจริงไม่มี และเราเอง โลกเราก็ค่อนข้างใส ไอ้เรื่องโสโครก กลั่นแกล้งกันเราไม่ค่อยได้เจอ

เออ แต่ว่าไป คงเพราะเราเลี่ยงๆเสมอ บางคนเขาก็ชอบนะ แกล้งกันแต่รักกัน พวกคนรวยๆมักเป็น อย่างเราหรอ ให้ไปขึ้นศาลก็คงไม่อยาก คนรวยๆแม่งเอ๊ย ฟ้องกันสะบั้นหั่นแหลก งานบางงานนี่คนเลวเต็มวงการเลย เราก็ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวนัก

อาจจะเพราะบุคลิกเป็นคนใจอ่อน เลยทำมาหากินบางแบบไม่ได้

เข้าเรื่อง...ค้าส่งพืชไร่...ดีกว่า


เมื่อวันศุกร์ น้องสนิทกันโทรมา ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว สมัยอยู่ซิดนี่ย์ก็สนิทกัน แต่เรากลับมาเขาก็ยังอยู่กันอีกนาน แก๊งนี้ก็อยู่กันจนเป็นคนที่นั่นกันไปแล้วทั้งนั้น น้องนี่ก็อยู่ซัก๗ปีได้ เรียนตรีโท จนทำงานที่นั้นแต่ในที่สุดก็กลับมา เราก็รักกันน่ะแหละ เราเป็นพี่ใหญ่แก๊งนี้

น้องเขาตอนนี้ก็กลับไปอยู่ชุมพร เขาก็โทรมาเม้าเรื่อยเปื่อยบอกว่า เหงาๆ ก็อย่างว่าแหละ จากสาวนักเรียนนอกไปอยู่ต่างจังหวัดมันก็คนละอารมณ์กัน ยังดีที่ออสเตรเลียประเทศมันแสงสีน้อยหน่อย ออกแนวประเทศเกษตรกรรมด้วยซ้ำในความรู้สึกเรา

คุยกันไปเรื่อยเปื่อย

น้องก็พูดถึงว่า แถวๆชุมพร พวกผลไม้อะไรแบบนี้ก็เหมือนทิ้งเลย ทุเรียนก็เหมือนทิ้ง เราก็บอกว่าญี่ปุ่นลูกละ๑๐๐๐๐เยน(ราคาขายปลีก) ก็ขำๆกันไป แต่ก็คือไงดี เราเองก็คบกันบริสุทธิ์ใจ เขาก็บอกว่าไม่ได้โทรมาเรื่องค้าขายพวกนี้หรอก โทรมาคุยทั่วไป เราก็เชื่อจริงๆ เพราะที่ผ่านมาพวกเราก้อไม่ค่อยคุยอะไรเรื่องผลประโยชน์กันนัก แต่ก็นั่นแหละ เราเห็นบางแก๊งกันเขาก็ชอบที่จะคบกันแต่เรื่องผลประโยชน์ บางทีก็สนุกกันไปคนละแบบ เราผลประโยชน์ว่าช่วยคลายทุกข์ทางใจกันมั้ง ไอ้ตัวเงินไม่ค่อยสนใจกันนัก


แต่มันพ้องกับที่คืนวันพฤหัสพ่อเราถามเรื่องนี้ (น้องมีนโทรมาคืนศุกร์) พ่อบอกตั้งแต่เราไปญี่ปุ่นหนแรกแล้วว่า อยากให้ศึกษาเรื่องการค้าส่งพืชไร่เป็นพิเศษ แต่คนเราก็ไม่ได้มีความคิดเหมือนกันไปซะทุกเรื่อง เราไม่ถนัดอะไรแบบนี้นัก และ แน่นอน ญี่ปุ่นก็มีกฏพวกนี้เยอะมาก(ย้ำก่อนว่า ไม่มีเกษตรกรรมใดร่ำรวยเท่าพาณิชยกรรม)

แต่เราก็บอกทั้งพ่อและน้องเขาไปว่า ต้องไปอยู่เองอะ อยู่ทางนี้ก็ทำได้เหมือนคนไทยทั่วๆไปน่ะละ ทำได้ก็ราคาส่งแบบคนไทยทั่วๆไป ไม่ได้เยอะไรนักหรอก แต่จริงๆแค่นั้นก็มากพอแล้ว แต่ทำไมก็ไม่รู้ไม่ได้สนใจอยากทำนัก คนญี่ปุ่นชอบกินมะม่วงน้ำดอกไม้มากๆ ถ้าเปิดหน้าร้านง่ายๆย่านคนเดินผ่านมากๆ ก็สบายได้เลย แต่ก็นั่นแหละ ของเข้าประเทศเขายาก จริงๆแล้วร้านที่เราแวะบ่อยๆก็พวก หมาแมว หมาแมวแพงมากๆ เพราะต้องโดนกักกันไว้ตรวจโรคนานครึ่งปี(แน่นอนแพงมากๆด้วยคิดรายวัน) ขายแมวไทยอย่างเดียวก็รวยแย่แล้ว แมวไทยสวยจะตายไป แต่ให้เราค้าขายสัตว์ก็ดูไม่ใช่เราอยู่ดี ทำใจไม่ลงไงไม่รู้เหมือนพากพ่อพรากแม่พรากลูก บอกไม่ถูก

เคยบอกเพื่อนว่า สัปปะรดลูกละ๓เยน แถวๆอุตรดิษถ์ เพื่อนงงไปเลย ในญี่ปุ่นถูกๆก็เป็นร้อยเยน

พวกประเทศหนาวๆผลไม้บางอย่างมันหายาก พาเฟ่ต์ แพงนะ เพราะผลไม้สดที่นำมาทำวัตถุดิบนั้นหายาก


มังคุด ทุเรียน มะม่วง อร่อยจะตายห่า ว่าไหม มังคุดนี่เรากินได้เป็นตันเลย

แต่จะว่าไปธุรกิจส่งออกแบบนี้เราก็ไม่รู้อยู่ดี ว่าทำไงให้ดี ไม่ใช่ความถนัดเอาซะจริงๆ


แต่ที่เราชอบสุดช่วงนี้ Peach ออก ใครซื้อมาฝากจากญี่ปุ่นเรารักตายเลยนะเนี่ย อร่อยสุดๆ เรายกให้เป็นผลไม้ที่เราชอบที่สุด กินทุกวันก็ได้ แต่สตอเบอรี่ทำไมเราไม่ถูกปากนักก็ไม่รู้ พวกรสชาติเปรี้ยวแบบพวกตะขบหรือสตอเบอร์รี่ไรงี้ มันไม่เข้ากะเรา

วันก่อนก็พึ่งถามเพื่อน มันไม่ชอบกินกะท้อน เราก็ถามว่า มันไม่ชอบกินน้อยหน่าใช่ไหม มันก็บอกว่าใช่ คนเราก็มีประเภทของผลไม้ที่ชอบกันเสมออะเนอะ แต่ก็ไม่แน่ บางคนก็กินกันหมดทุกอย่าง ดูอย่างฝรั่งที่กระทรวงพานิดเอามาโฆษณากินผลไม้ไทยช่วยชาตินั่นซิ โถ

มะกอกในมาร์ตินี่ เราชอบมากๆ กินดองๆทั้งโหลยังได้เลย ฮ่าๆๆ

Friday, July 24, 2009

A place with no name

0 comments
A place with no name

Friday, July 24, 2009

2:51:32 AM

อารมณ์แปลกๆ เช็คอีเมลหนแรกในรอบหลายวัน ไอ้ที่รออยู่ก็ไม่มีซะงั้น

ไปขี้ก่อง

๐๓:๐๙:๐๓ น. มาแระ ขี้ก้อนยาวมากๆ ที่สุดในรอบปี สวยจนน่าถ่ายรูปมาอวดในบล๊อกกันเลยทีเดียว

กลับมาบ้านด้วยความรู้สึกว่าไม่ได้ดูทีวีมาหลายวันเหลือเกิน อยากดูหนังดีดีซักเรื่อง แล้ว Alfie ก็โผล่มาทางช่อง๑๒ ได้ใจจริงๆ เคยดูแล้ว เช่ามาดู ตอนนั้นหาหนัง จู๊ดลอว์มาดูทุกเรื่องที่หาได้ ปี๒๐๐๕ ซินะ

หนังดีแต่ว่าไว้ก่อนๆ

.....

เข้าไปดูร้านอาหารตามลิ้งค์ที่โบ๊ทตามไปทางเฟซบุ๊ค ปรากฏว่าพิ้งไปชิมมาแล้ว ร้านนี้เราเคยอยากได้นะ อยากได้ตั้งแต่เพื่อนของโบ๊ทโทรมาหา แต่ก็หักห้ามใจไว้(ฮา) ค่าเช่าถูกมากๆ

.....

เข้าเรื่อง A place with no name ดีกว่า เวลามีน้อย เดี๋ยวต้องนอนแล้ว พรุ่งนี้ตอนเย็นต้องไปกะเจี๊ยบด้วย นานๆทีจะโทรมาชวนด้วยตัวเอง เวลาทำงานยิ่งน้อยๆอยู่ เราก็หล่อ เจี๊ยบก็สวย ฮ่าๆๆๆ ขำปะเนี่ยยยยยย แต่หมาบ้านแม่งหูหนวกเพราะเสียงเจี๊ยบมันแหลมนะ (ฮา) พรุ่งนี้ให้มารับที่บ้านเราจะมาไหมวะ อีนี่ชอบขี้เกียจขับรถซะด้วย


วันนี้อ่านสือพิมพ์ ผจก ตามปกติ คุณ สันติ แกเขียนเรื่อง เพลงสุดท้ายที่ไมเคิ่ลแกแต่งชื่อเพลง A place with no name พ้องกับเพลงสมัยก่อน เพลง a horse with no name แล้วก็นึกๆตามแกไป ว่า เออ ถ้าเราไปอยู่ในที่ที่เราไม่มีชื่อไม่มีตัวตน ก็ยากที่จะมีคนมาทำให้เราเจ็บปวดได้ ไมเคิ่ลคงเบื่อจนเลิกเบื่อไปกับการออกไปไหนมาไหนไม่ได้ คงอยากไร้ตัวตนบ้าง เราว่าทุกคนก็เป็น แต่ยังไงดี คนเราไม่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน ชื่อเสียงหรือชื่อเสียก็ตาม คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า พอไม่มีก็อยากได้อยากมีอยากเป็น พอมีแล้วก็เรียกร้องไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ขอความเป็นส่วนตัว

มันก็น่าเบื่อออก ไปไหนก็มีแต่คนมอง

เราเองหล่อแค่นี้ยังเบื่อเลย(ฮา อ้วกแต่กอ้วกแตน)

แต่คนสมัยนี้เขาก็มีส่วนเยอะมากๆ ที่อยากอยู่เบื้องหน้า อยากมีชื่อเสียง ไม่เชื่อดูคนอยากเป็นเซเล็บ หรือ ประกวด อะไรทั้งหลายซิ คนสมัครมหาศาลสามล้านคน นึกขอบใจที่ไม่ได้อายุ๑๖ ไม่งั้นต้องอยากไปประกวดแน่ๆ


คนสมัยนี้เขาวัดความสามารถกันที่ ร้อง เต้น เล่นละคร เรื่องอื่นๆไม่นับซะด้วย ไม่เชื่อลองสังเกตคนดังๆดิ ชอบใช้คำว่า ดารามากความสามารถ อะไรแบบนี้ เคยเห็นคนนึงเขาเต้นเก่ง เป็นครูสอนเต้นโรงเรียนนานาชาติ ในหน้าโฆษณาก็โฆษณาเครื่องครัวและคำกำกับว่า พิธีกร นักแสดง ดีเจ ผู้มากความสามารถ แต่เราเคยดูรายการทำอาหารที่เขามาออกเป็นแขกรับเชิญ เขาหั่นตะไคร้ก็ไม่เป็น ต้มกะทอดยังแยกไม่ออก ก็ไม่รู้ว่าอยู่เมืองนอกมาได้ไงตั้งนาน และก็มีความสามารถรอบตัว แต่ความสามารถพื้นฐานดำรงชีวิตกลับมีน้อยไปหน่อย แต่นั่นแหละ สังคมก็บอกว่า เขามีความสามารถ นึกในใจแปลกดี

World without strangersคำโปรยนี้เป็นของโฆษณา GIORDANO เห็นในหนังสือวันนี้เลย

ถ้าโลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าที่เราไม่คุ้นเคยละจะเป็นอย่างไร

แบบที่โตมาก็เห็นกันมาตลอด เห็นกันมาตั้งแต่พ่อแก่แม่เฒ่า สังคมไม่ใหญ่เกินไป

วันก่อนมีรุ่นน้องคนนึงพูดเหมือนอยากได้ยินอะไรจากเรา พูดว่า พี่ว่ามะ?คนสมัยก่อนโดนคลุมถุงชนแต่อยู่กันได้ยืดกว่าคนสมัยนี้ที่คบกันมานานๆอีก เราตอบกลับไปทันทีว่า คลุมถุงชนนี่เกิดจากการตัดสินใจของคนแก่มีประสบการณ์กี่คนมึงรู้ไหม? น้อยสุด ก็๔ พ่อแม่บ่าวสาว มากๆหน่อยก็ ปู่ย่าตายายพ่อแม่ก็๑๒ แต่บางทีญาติเยอะก็มากกว่านั้นอีก มันก็มีวิจารณญานสูงกว่าคนผ่านร้อนผ่านหนาวมาแค่ ๒๐กว่าปี แน่นอน

อ้อ ๒๖ เดือนนี้ ทักษิณครบ๖๐พรรษาแล้ว แม่เราก็๕๗ปี น้องเอิงก็๒๕ขวบได้ ทุกคนเกิดวันเดียวกันหมดเลย ขอให้มีความสุขทุกคนครับ

จ๊าก ตีฝามครึ่งแล้ว

เอาไงดี แอลฟี่ช่างแม่งละกัน แต่วันก่อนพึ่งบ่นกะพ่อว่า อยากได้คนขับรถ(ไม่ต้องหล่อแบบจู๊ดลอนะ) ก็เพราะรถชนวันก่อนน่ะละ ผวาไปเลย แม่งฝ่าไฟแดงมาชนกูได้ไงวะ พ่อบอก เรื่องมากตายห่า พวกนี้ สำรวย เราถามว่า สำรวยแปลว่าอะไร พ่อบอกว่า ก็ไม่เอาไรซักอย่าง รักสบาย เราถามว่า เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อหรอ พ่อบอกว่า ก็เจ้าชู้ ติดการพนัน เราก็นึกในใจ เออ เนอะ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ พ่อก็บอกว่า ก็คนรักงานสบายไงเล่า

นึกๆไปก็คงจะจริงไม่น้อย แต่เราอยากได้คนขับรถแบบเป็นนักมวยด้วย เผื่อมีเรื่อง ฮ่าๆๆ รถยังไม่มี อยากได้คนขับรถ พอถึงเวลาจริงๆ ไปหาที่ไหนดีเล่า ถามออยเอาละกัน แต่จะว่าไปวันนี้เงินจะซื้อรถยังไม่มีเลย ฮ่าๆๆๆ กรั่กๆๆ

แต่ดูไปก็เฉยๆ ไม่เห็นว่าแอลฟี่จะเจ้าชู้ไรนักเลย

ถ้ากทมมีระบบขนส่งมวลชนดีดี เราคงไม่อยากได้คนขับรถหรอก

แต่ข่าววันนี้ฮาขี้แตกเลย จากที่สมัยทักษิณว่ากันว่า จะทำรถไฟฟ้าบนดินใต้ดินเหนือดินอะไรก็ว่าไป ๗ สายภายใน ๕ปี ตอนนี้อภิสิทธิ์ใจป้ำกว่า ให้ตั้ง๑๒สาย ภายใน๒๐ปี อ่านแล้วขำกลิ้งเลย วันก่อนพึ่งไปดูที่มา อยู่ลาดพร้าวแถวๆฟู้ดแลนด์ กลับมาเล่าให้พ่อฟัง(ยายซื้อ๔๐ปีก่อน ไร่ละแสนบาท) พ่อบอกว่าจะทำอะไรก็รีบทำ เดี๋ยวรถไฟฟ้ามาแล้วจะลำบาก เราบอกว่าไปดูเฉยๆไม่ได้อยากทำไรเลย จะทำอะไรให้เสียเงินทำไม

เราแม่งอ่านข่าววันนี้แล้วขำกลิ้ง สายลาดพร้าว พัฒนาการ สำโรง สายที่๑๒ รอไปอีก๒๐ปี ฮาขี้แตกไหมล่า สาธุ ขอให้อภิสิทธิ์เป็นนายกนานๆ ประเทศชาติจะได้เจริญๆ

แต่จะทำอะไรก็ทำๆกันเถอะนะ ๑๐ปีผ่านมา สายที่๓ไปสนามบินใหม่เอง สายที่๔ ๕ ๖ อย่าเสือกถามว่าอยู่ไหน ยังไม่สร้างเลย

แต่เราว่าไม่ต้องทำเยอะมากก็ได้ แต่บีบให้ตึกขึ้นสูงขึ้นในเขตเมือง ให้คนอพยพเข้าเมืองกันไป

เข้าใจนะเรื่องถนนต้องเป็นสัดส่วนของเมืองและจำนวนพลเมือง แต่ทุกวันนี้ แม่งเอ๊ย ถนนสมัยใหม่แม่งสี่เลนส์ เสียงดังมากๆ รถวิ่งเร็ว เสียงรถดังมากๆ อีกหน่อยคนไทยเป็นโรคหัวใจตายห่ากันหมด เพราะ ถนน กว้างเกิน ฟังดูตลกเนอะ เป็นโรคหัวใจเพราะเสียงดังทั้งเมือง ต้นไม้ก็ไม่มี


เครดิตคาร์บ้อน คาร์บ้อนเครดิตอะ เข้าใจไหม ใครทำบรรยากาศเสียก็ไปปลูกป่ากันบ้างเซ่

ส่งท้ายๆอารมณ์บูดๆ

เมื่อวานซื้อหนังสือสีแดงมาอ่านด้วย รุ่นน้องสนิทกันโทรมาถามว่าทำไรอยู่และปรึกษาเรื่องเจอสรรพากร (ฮาไม่ออก) เราบอกว่าอ่านหนังสือเล่มแดงอยู่(เราชอบซื้อหนังสือเล่มแรกทุกยี่ห้อนะแหละ (ถ้าเห็นนะ)) แต่ไม่หนุกเลย สู้หนังสือพิมพ์เหลืองไม่ได้ นสพ ผจก นี่หนุกนะ ข่าวธุรกิจดีอยู่แล้ว แต่หลังๆนี่ เหมือนซีรี่ส์ดังๆ Early edition เคยดูกันป่ะ แมวจะเอา นสพ มาให้พระเอกที่บ้านแต่เช้าทุกวัน และพระเอกต้องไปตามบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนในเมืองตามที่ นสพ บอกว่ากำลังจะเกิดขึ้นในวันนั้นๆ ตอนเด็กๆเราชอบดูมากๆ ตอนนี้ในAXNก็มีทุกวัน

แต่ของสนธินี่หนุกตรงที่ อ่านของวันนี้นะ แล้ว พรุ่งนี้มะรืนนี้จะมีข่าวในหนังสือพิมพ์อื่น เช่น เมื่อหลายวันก่อน อะไรไม่รู้ดลใจให้นักข่าวเข้าไปในกองทัพ แล้วก็เจอรถวีโก้ แล้วรถวีโก้ก็หายไป แล้วต่อมาก็เป็นข่าว เขียนเรื่องอะไรขึ้นมาก็เป็นข่าว วันนี้เจ้าของวีโก้มาทวงรถคืนจากตำรวจ อ่านแล้วจั๊กกะจี้ดี ถ้าสมมติว่าเรื่องจริงคือ เป็นรถขายผลไม้อยู่หน้าปากซอยบ้านเรา มันคงฮาดีนะ ที่ญานวิเศษหยั่งรู้ของนักข่าวบางคนสุดยอดดดดดด แล้วตำรวจก็เต้นตามทั้งประเทศ

แต่ขำๆที่ทหารชอบพูดกันตามสื่อว่า มีแต่คุณสนธิที่รู้ว่าใครสั่งฆ่า

มีหนังเรื่องไรน้าที่เขาฟ้องบริษัทปืนว่าทำให้ผัวเขาตาย Runaway Juryมั้ง จากกรณีสนธินี่ควรฟ้องบริษัทปืนไหมว่า ยิงยังไงไม่ตาย แปลกดี วันก่อนดูในละครช่อง๓ก็ตลกดี พระเอกโดนยิงไม่ตาย ผู้ร้ายที่ยิงพระเอกโดนรถนางรองชนตายทันทีเลย

แต่หนุกนะ เหลืองๆแดงๆนี่คนดูอย่างเดียวแบบเรา มันชิบเป๋ง


ปล.ส่งท้าย อาทิตย์ที่แล้วตลกดี กลับมาบ้านเห็นพ่อเอาคอมตั้งโต๊ะใหม่เอี่ยมมาวางบนโต๊ะนี้ พอน้องกลับมาตอนกลางคืนก็ซื้อเน็ตบุ๊คมาเครื่องนึง จู่ๆก็มีคอมเพิ่ม ตลกจัง เสียดายเงินไงไม่รู้ เราว่าบ้านหลังนึงมีคอมเครื่องเดียวก็เกินพอแล้ว แบ่งๆกันใช้ ทีวีบ้านเรายังมีเครื่องเดียวก็อยู่กันได้นี่นา คอมสำคัญน้อยกว่าอีก

Tuesday, July 14, 2009

แขกโดนตีหัว

1 comments
แขกโดนตีหัว

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

๐๐:๓๘:๐๙ น.

ก่อนออกจากบ้านไปตอนมืด ไปเอากะท้อนที่บ้านเพื่อนที่มีนบุรีแล้วเอาไปส่งที่ดินแดง ก็มีหนังไททานิคโผล่มา หนังเรื่องนี้ดี เราดูไม่รู้กี่รอบแล้ว เพราะแต่ก่อนสมัยอยู่หอมีวีดีโอ และเรากะแฟนก็ชอบดูกัน สมัยนั้นคนยังไม่ค่อยใช้CDกัน เพื่อนห้องใกล้ๆ เขาบอกว่า พ่อเขาทำCDเรายังงงเลยว่า ทำโรงงานผลิตCDคืออะไร ตอนนั้นปี๔๑


เพื่อนที่เป็นรูมเหมทกันตอนปี๑นั้น เล่าให้ฟังว่า ตอนไททานิคเข้าโรง ตอนนั้นวิกฤตเศรษฐกิจไทย เงินบาทลอยตัวค่าเงินต่ำมากๆ มันเรียนมัธยมอยู่ซีแอ๊ตเติ้ล ก็เลยต้องไปทำงานในโรงหนัง เป็นการผ่อนภาระพ่อแม่ มันบอกว่า มันดูเป็นร้อยรอบเลย แล้วพอกลับมาอยู่ไทยมาเรียนกะเราก็สบายขึ้นมากๆ อยู่เมืองไทยอะไรอะไรก็ถูก

ปีนั้น เด็กไทยที่เรียนมัธยมตามต่างประเทศ กลับมาเรียนเมืองไทยกันทั้งนั้น

แต่เพื่อนเราคนนี้มันเกิดเมกา ยังไงก็เรียนไม่แพงหรอก

...............

เราก็นั่งดูไททานิคกะแม่กะยาย ก็คุยกะแม่กะยายว่าทำไมพวกเราไม่ย้ายไปอยู่เมืองนอกกันบ้าง เพราะตอนแรกของเรื่องก็พูดถึงการเสี่ยงโชคไปเมกาของพระเอก

แล้วเราก็ถามยายว่า ตอนยายไปเรียนเมกานั้นปีไหน

ยายก็บอกๆมา เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกะเคเนดี้ในยุคนั้น มีวันนึงเมื่อเดือนก่อนยายพูดจริงจังเรื่องภรรยาเรา ยายบอกว่า แจ๊กเกอลีนเก่งเคเนดี้ก็เลยเก่งด้วย เพราะแจ๊กเกอลีนเป็นคนร่างสุนทรพจน์ให้เคเนดี้ (ปกตินักการเมืองมักให้คนอื่นร่างให้ อย่าง โอบาม่า หลังๆนี้ใช้ จอน พาฟโร่ ทำให้(เด็กอายุ๒๗))

สมัยนั้นยายไปเรียนLinguistics ปริญญาโท ที่ มิชิแกน แอนนาเบ้อร์ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเมกัน

แม่ก็บอกเสริมประเด็นว่าก็ไม่เคยคิดย้ายประเทศเหมือนกัน ก็อยู่ไทยก็สบายดีออกลูก (แม่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลสวิส)

ส่วนเราไปด้วยทุนส่วนตัวในทุกที่ในโลก ทุนพ่อทุนแม่ ใช้เงินแล้วมีความสุข ฮ่าๆๆ

เราบอกว่า เมื่อวันก่อนพึ่งอ่านคอลัมน์ของภิกษุณีรูปนึง เขารายงานข้อมูลว่าในปี 1965 มีคนไทย 645คน ถ้าอย่างนี้ตอนคุณยายอยู่ ก็ต้องน้อยกว่านี้อีกซิ ยายก็บอกว่า ใช่ สมัยก่อนไม่มีเอเชี่ยนหรอก พวกไปก้อมีแต่พวกนักเรียนทุน


ตามเอกสารในคอลัมน์นั้นเขาเขียนถึง ว่า ถอดมาจากเอกสารจริงๆเลย ตอนนี้มีคนไทยในเมกาตามที่ลงทะเบียนไว้ ราวๆ ๒๐๐๐๐๐คน เป็นคนไทยรุ่นที่๒ซะ ๒๐เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นคนไทยที่เกิดในไทย ฟังดูเยอะ แต่หากเทียบกับประชากรสองร้อยกว่าล้าน ก็ยังไม่ถึง๑เปอร์เซ็นต์หรอก


ตอนอ่านในมติชนสุดฯเราก็รู้สึกอยากเขียนเรื่องนี้ เพราะมักได้ยินคนพูดบ่อยๆว่า LA คนไทยเป็นล้าน เราก็อยากเถียงว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะเอาข้อมูลที่ไหนไปเถียง


ข้อมูลที่คุณฉัตรสุมาลย์เขาเขียน เขาเขียนถึง การที่ฝรั่งชอบหญิงไทยชาวพุทธ เพราะ อ่อนน้อม แล้วก็มีตัวเลขของผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับผู้ชายเมกัน จากสำนักทะเบียนจริงๆ


อย่างฟังในทีวีไทยไม่นานนี้ ออท ที่ อังกฤษ บอกว่ามีนรไทยและคนไทยราวๆ สี่หมื่น คน

ในญี่ปุ่นเราใกล้ชิตพวกสถานทูต ก็มีตัวเลขว่า มีคนไทยราวๆสามหมื่นห้าพันคน

ตัวเลขทั้งหมดพูดถึงการอยู่อย่างถูกกฏหมาย แต่สมัยนี้อยู่ผิดกฏหมายมันน้อยในทุกที่ทั่วโลกน่ะละ มันยาก ไม่ง่ายเหมือนสมัย๒๐ ๓๐ ปีก่อนหรอก แต่ก็มีเคยเจอบ้างพวกอยู่ผิดกฏหมาย

[นอกเรื่อง] เคยดูหนังเรื่อง Crashกันมะ เราชอบมากๆ ชอบกว่า ไททานิคเสียอีก ก้อไททานิคยุคปัจจุบันน่ะละ หนังเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานและเสรีภาพในการดำรงชีวิตมักได้รางวัลเสมอ


เมื่อซัก๔ปีก่อนมีข่าวเรื่องหญิงไทยถูกบังคับขายตัวในSydney เรานึกในใจจะเป็นไปได้ไง (วะ) แล้วพอขึ้นศาลสอบสวนไปเรื่อยๆผ่านไปเป็นปี แล้วก็พบว่า ไม่ได้โดนหลอกมาอยู่ออสเตรเลียด้วยซ้ำไป เรื่องแบบนี้ก็เป็นเรื่องโอละพ่อไป ตรงกับที่คิดเป๊ะเลย

ก็แน่ละ การเดินเอกสารมันไม่ได้ง่ายๆ

และคนไทยก็ไม่ใช่พวก Refugee ที่เดินทางโดยเรือสำเภาลอยเท้งเต้งในมหาสมุทรไปสู่ดินแดนใหม่ๆแล้ว

เดินทางโดยเครื่องบินกันทั้งสิ้น

คนขึ้นเครื่องบินได้ ก็ไม่ค่อยโดนหลอกนักหรอก

เข้าเรื่องแขกโดนตีหัวดีกว่า

เมื่อเดือนที่แล้ว มีความรุนแรงเกิดขึ้นในออสเตรเลีย มันเล็กๆในเรื่องราว แต่หากพูดถึงสิทธิมนุษยชนและการพึงปฏิบัติต่อคนร่วมสังคมแล้ว ข่าวนี้นับว่าใหญ่ในระดับโลก


เอาใหม่ ๆ ตอนไปเที่ยวอินเดียเมื่อปี๑๙๙๗ ฟีลม์หมด(สมัยนั้นไม่มีกล้องดิจิต้อลนะฮะ) ก็ลงไปซื้อฟีลม์ เจอแขกขายฟีลม์ โกงเงินหน้าด้านๆ นึกในใจ ไอ้ที่บอกกันว่า เจองูกะเจอแขกให้ตีหัวเซลล์ก่อน เห็นท่าจะจริง เอ๊ย เจองูกะเจอแขกให้ตีหัวแขกก่อน เห็นท่าจะจริง แล้วก็โดนโกงเล็กโกงน้อยตลอดทริพ ทุกคนก็โดนเหมือนกันหมด


แต่อินเดียสวย และ ถูก เราประทับใจในบางอย่างมากๆ อยากไปดาร์จีลิ่งมากๆ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ไป มีคนส่วนนึงแยกไปต่อที่แคชเมียร์ด้วย เขาบอกว่าสวยกว่าหิมัลจัลประเทศที่เราไปอีก โหย เราว่า แค่นั้นก็สวยราวกับสวรรค์แล้ว


ตอนนี้ในจีนก็มีปัญหาด้านตะวันตก เป็นพวกมุสลิม พวกนี้เป็นพวกเดียวกับมุสลิมที่ปายที่อพยพถอยร่นมาไทยในสมัยที่จีนปฏิวัติวัฒนธรรม (ราวๆ๓๐ปีก่อน) ที่ปายเราประทับใจที่โรงเรียนนึง เผลอๆหลงเข้าไป เห็นคนเตะบอลกันเต็มเลย มีฝรั่งนักท่องเที่ยว มีคนไทยพื้นเมือง หน้าชาวเขาๆหน่อย มีคนมุสลิมโพกผ้าหน้าจีนๆ

ในอินเดียตอนไปTrekking ตอนนั้น ตลอดทางบนเขาก็จะมีคนพ่นสีเสปรย์คำว่า Free Tibet อยู่มาก

รัฐบาลจีนใช้วิธีส่งคนฮั่นเข้าไปอยู่ในทุกที่ ให้กลืนชาติโดยวิธีนี้เสมอ ทั้งในทิเบต และในดินแดนที่มีข่าวอยู่ในปัจจุบัน ใช้ภาษาและวัฒนธรรมฮั่นทำให้เจ้าของพื้นที่กลายเป็นส่วนเล็กน้อยของสังคมไป

นึกไปถึง คนจีนคนนึงเคยบอกเราว่า ดวงตาเราเหมือนชนกลุ่มน้อย เรานึกขำดี (ปีที่แล้วเดือนนี้ล่ะที่ไปจีน) อันนั้นเราฟังไม่ออกหรอก แต่คุณกุ้งแปลให้ฟังแล้วขำกันใหญ่คิกคักๆ

คนฮั่นเป็นคนที่เยอะที่สุดในโลก

ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่คนไทยก็ชอบคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก หารู้ไม่ว่า๑๐๐๐ปีก่อน กรุงเทพยังอยู่ใต้ทะเลอยู่เลย

.............

เข้าเรื่องตีหัวแขกดีกว่า

ในออสเตรเลียมีนักเรียนต่างชาติเชื้อสายอินเดียอยู่เยอะราวๆ ห้าหมื่น คน

และหลังๆก็มีปัญหาทะเลาะกะกลุ่มวัยรุ่นท้องถิ่นอยู่เนืองๆ จน ข่าวแขกโดนตีหัวนี่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่ง ไม่แปลกอะไรนัก


คนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่๑ เจอหน้ากันก็ต้องใช้ภาษาแม่ของตนพูดกันอยู่แล้ว แต่พอกลุ่มใหญ่ๆ ฝรั่งมันก็ต้องรำคาญเป็นปกติ

ที่ออสเตรเลีย เขาไม่ได้คำนึงถึงคนต่างชาตินักหรอก เขาขายการศึกษาไปตามเรื่องตามราว ก็มันรายได้ดีนี่นา และเป็นรายได้ลำดับ๓ของประเทศ

ปัญหาการอพยพนั้นก็เป็นปัญหาที่ต้องมีแน่ๆอยู่แล้วในโลกยุคที่การเดินทางโดยเครื่องบินไม่แพงนัก


และเจ้าของถิ่นก็ย่อมไม่พอใจ

นักท่องเที่ยวมาไทยปีละสิบล้านคนหลายปีต่อเนื่องแล้ว น่าเบื่อออก มาขี้ มาเยี่ยว แล้วก็ไป ทิ้งเศษเงินไว้นิดหน่อย

แล้วขยะ การล้างผลาญทรัพยากร ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ มากมายนานาปัญหาก็ตามมา

การทำให้เจ้าของบ้านไม่พอใจจากผู้มาเยือนใหม่นั้น เป็นปัญหาที่หนีไม่พ้น หากต้องการจะเปิดประเทศแล้วจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ในการพัฒนาประเทศ

ประเทศที่เจริญแล้ว เขาก็ใช้ วิธีImmigrateนี่ล่ะ ดำรงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้

อีกหน่อยเมืองไทยก็จะมีปัญหาโรงเรียนไม่มีคนเรียน คนในชนบทก็อพยพเข้าเขตเมืองกันมาก อีกทั้งคนก็ไม่เกิด

โครงสร้างประชากรมีปัญหามากๆ (เกย์ ตุ๊ด กะเทย เยอะจัด) ขาดแรงงานชาย และคนพวกนี้ก็ไม่มีลูก (แปลว่าแก่ไปเป็นภาระ)

อีกไม่กี่ปีหรอก เป็นปัญหาใหญ่โต

อ้อ แต่เราชอบเมืองไทยอยู่อย่าง ตรงที่ คนอะไรมาอยู่ไทยก็กลายเป็นคนไทยหมด คนจีนก็เป็นไทย คนแขกก็เป็นไทย เพราะวิถีไทยมันสบาย วิถีไทยก็คือ ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ ขี้เกียจๆก็ได้ ค้าขายผิดกฏหมาย หรือ หลีกเลี่ยงภาษีก็ง่ายแสนง่าย อะไรอะไรก็หยวนๆ ที่พูดมาอาจดูเป็นข้อเสีย แต่เราว่าเป็นข้อดีนะ ทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันมั่วๆได้อย่างมีความสุข

เมื่อไม่นานนี้มีแคมเปญ หยุดทำร้ายประเทศไทย เรานึกในใจ แปลว่าไรวะ อย่าทิ้งขยะในที่สาธารณะหรือไง

แล้วใครทำร้ายประเทศไทย ก็ทุกคนน่ะแหละ อย่ามาอ้างว่าคนรักประเทศดีกว่าคนไม่รักประเทศ หรือ อ้างอีกว่าใส่เสื้อบางสีแล้วรักประเทศไทยมากกว่าเสื้อบางสี

เมืองไทยไม่มีปัญหาสีผิว ก็ดันเอาสีเสื้อมาแบ่งแยกเสียอีก

แต่ก็นั่นละ แรงงานพม่า ลาวเขมร ในไทยก็มีหลายล้านคน อย่าไปห่วงไรนัก ยังไงก็มีคนทำงานให้ล่ะน่า ราคาถูกด้วย เอิ๊กๆ

แต่เราไม่ยักกะชอบอยู่ออสเตรเลียแฮะ แต่ก็ไม่ชอบที่มีข่าวแขกโดนตีหัวหรอก

เราเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข สันติ

อ้อ ส่งท้าย

พุธ พฤหัส ช่อง๗มีละครวงเวียนหัวใจ พระเอกชื่อ ทศ รับบทโดยเวียร์ ก่อนหน้านี้หลายเดือนก่อนก็มีละครช่อง๗ นางเอกชื่อ ทอรุ้ง(เหมือนน้องสาวเรา) เวลาเห็นข่าวแบบนี้แล้วจั๊กจี้ดี ตะกี๊อ่านเรื่องย่อในสกุลไทยแล้วนึกอยากดู เรากะเวียร์ หล่อ สูสี กันซะด้วย ฮ่าๆๆๆ ขอหอมแพนเค้กซักครั้งคงนอนตายตาหลับล่ะเรา

6924 วันเกิดและเลขท้ายสี่ตัวมือถือไอ้เจตน์ วันนี้เห็นแว้บๆป้ายทะเบียนรถใครหว่า

Monday, July 13, 2009

ต่างคนต่างเลือก

0 comments
ต่างคนต่างเลือก

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

๐๐:๒๘:๐๒ น.

ต่างคนต่างเลือก (ในกันและกัน)

วันก่อนเปิด นสพ อ่านรายละเอียดข้างใน แล้วก็คุยกับพ่อว่า เดี๋ยวนี้พวกดาราหล่อๆสวยๆเขาก็เลือกภรรยาสามีหน้าตาดีไม่แพ้กันเลยเนอะ เราอ่านข่าวเรื่อง ดาราดัง เขาแต่งงาน ไม่รู้เหมือนกันว่า ก่อนแต่งงานเขาพูดไหมว่า “พีช เป็นเมียเราต้องอดทน” “ติ๊กๆ พีชอยากไปบางปู” 2499นี่คำพูดคนฮิตมากๆตอนปี๔๑ เราเข้ามหาลัยใครๆก็พูดกันตลอดเวลา ก็เลยจำได้แม่นกัน คม ขาด บาดกระจุย


สมัยก่อนหนังก็มีความงดงามดี คำพูดคนเราก็มีความหมาย สิ่งของก้อมีความงาม ปัจจุบันหรอ หึ คนเรา รับปากก็รับปากกันไปยังงั้น นัดกันก็ลืมๆเลื่อนๆกันไปตลอด เฮ้อ มือถือทำเหตุ


แล้วก็คุยกันไปเรื่องเจ้าบ่าวเจ้าสาว พ่อเราขำใหญ่กะการเปรียบเทียบของเรา เราบอกว่า ก็ดาราบางคนสวยๆเขาแต่งงานกับ ผู้ชายรวยๆหน้ายังกะบอยโกสิยะพง เราก็ไม่ได้ว่าคุณบอยแกไม่หล่อนะ แต่ว่า ก็ไม่ได้หล่อเท่าพวกดารานักร้องชื่อดังทั้งหลาย การเปรียบเปรยแสบๆแบบนี้ต้องยกความดีให้ ป้อง เสมอ


ว่ากันว่า เพื่อนสุดสวยเราคนนึงมีแฟนคล้ายๆแบบนี้ล่ะ แต่เพื่อนคบมาหลายปีแล้ว แต่ไม่กล้าเปิดตัว แฟนไม่หล่อ หัวล้าน จมูกบี้ ตาตี่ มีพุง ดูแก่เกินวัย แต่งตัวไม่เป็น แต่ทำงานเก่งจัด หาเงินได้มหาศาล ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาก เราก็บอกมันล่ะว่า “แต่งๆไปเหอะ อย่าไปรอว่าจะมีใครเข้ามาเลย มึงสวยก็จริงนะ แต่ก็อายุจะ๒๙แล้ว หาคนมาจีบยากน่า” มันก็จะงอน และอยากจะหาแฟนหล่อๆต่อไป


งานแต่งงานมันเรื่องส่วนตัว งานมงคลต้องมีคนเชิญถึงไปได้ งานอวมงคลไม่เชิญถ้าทราบก็ควรไป เรียนมาตั้งแต่ประถมจำได้แม่น แล้วมันเรื่องอะไรที่นักข่าวอยากไปกัน เพื่อนร่วมงานบางคนที่ไม่ใช่เพื่อนในชีวิตจริงเขายังไม่เชิญเลย แล้วทำไมถึงต้องเชิญคนไม่รู้จักอย่างเหล่าสื่อมวลชนไปด้วยนะ



เข้าเรื่องหนังที่ดูวันนี้ดีกว่า

ตะกี๊ดูแฮรี่จบไป

แต่ก่อนดูแฮรี่ดู P.S. I love you

ก็สงสัยนะ P.S. I love you นี่มันดีหรือไม่ดียังไง เคยเห็นคนพูดถึง แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนThe letter (ไทย หนุ่ม แอน) ขนาดนั้น ผู้ชายต้องเป็นเนื้องอกสมอง และส่งจดหมายมาหลังตายแล้ว เรื่องนี้ไปดูกะไอ้แต้วจำได้เลย แม่งร้องไห้ไม่หยุด


แต่ฝรั่งไหนจะแต่งงานไวไวแบบเอเชี่ยนกันเล่า เลยนึกสงสัยว่า หนังเรื่องนี้ใช้โครงสร้างจากหนังไทยหรือเปล่า แต่ฮิลลารี่ แสว้ง ฉะว้องฉะป๊อบ นี่แก ล่ำไปหมดเลย หน้าก็มีปากเป็นสัดส่วนไม่สวยไงไม่รู้ แต่ใน มิลเลี่ยนดอลล่าร์เบบี้ ก็ประทับใจนะ หนังดี ได้ออสก้าร์ปี๒๐๐๕ ล่ำบึ้กสุดๆ

ผู้ชายที่ชอบเขียนจดหมาย มันน่ารักหรอ เราเองก็เคยนึกสงสัยเหมือนกัน

แล้วถ้าช่างจดช่างจำเรื่องราว ที่เคยประทับใจในกันและกัน

จำประโยคแรกที่รู้จักกัน

จำสถานที่ที่เคยไปด้วยกันได้

มันแปลกตรงไหนเชียว

จำได้ก็ไม่แปลก

จำไม่ได้ก็ไม่แปลก


อย่างตะกี๊ดูแฮรี่ ก็จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่จำได้ว่า แฮรี่บินไปทั่วชิบูย่าเลย ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตรงแยกสามป้ายใหญ่ๆ เต็มไปหมด ปกติแล้วไม่มีทางที่ป้ายเหล่านี้จะเป็นรูปเดียวกันได้ ก็แยกที่คนเยอะที่สุดในโลกน่ะ ดูไปก็จำอะไรไม่ค่อยได้ไป (ราวๆ๒ปีแล้ว)


ตอนนั้นก็ใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างเลือก ต่างคนต่างมีสิทธิ์เลือกในกันและกัน แล้วเวลาก็ผ่านไป ความทรงจำก็ผ่านไป เงยหน้ามองป้ายแฮรี่แล้วก็คุยกัน พอไฟเขียวเราก็จูงมือข้ามถนนกัน


ทำไมเราจำได้ว่า โช แชง ตายไปแล้ว แล้วโผล่มาได้ไง แต่อย่างว่าแหละ แฮรี่นี่ไม่ได้อ่านมานานแล้ว จำแทบไม่ได้

อยากอ่านแบบ๗เล่มรวดเหมือนกัน แต่คงต้องว่างซักเดือนนึง แล้วชาตินี้จะได้อ่านไหมล่ะนี่ เพราะถ้าว่างจริงๆก็คงไม่เลือกที่จะนั่งอ่านแฮรี่พ้อตเต้อร์หรอก ทำอย่างอื่นดีกว่า จริงไหมจ๊ะ

หลายครั้งหลายหนในชีวิตเรา ที่ เรารู้สึกว่า เกิดมาโชคดีที่มีสิทธิ์เลือก แล้วส่วนใหญ่จะไม่เลือกด้วย ไม่สนใจนัก และก็มักไปเจอคนที่มีสิทธิ์เลือก แต่ในที่สุดเขาก็ไม่เลือกเรา

การหาคนรักนั้น ก็ไม่ยากมากหรอก แต่มันก็มีองค์ประกอบหลายส่วน

๑ เรารักเขา
๒ เขารักเรา
๓ เข้ากันได้

ซึ่งจริงๆแล้วขาดข้อใดข้อ๑ไปก็ได้ แต่มันจะทำให้รักได้ไม่นานแล้วก็จะเบื่อแล้วก็จากกันไป ถ้าครบองค์ประกอบทุกข้อก็ง่ายดี อยู่กันได้นาน

แต่เรื่องเลือกหรือไม่เลือกนั้น ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ตะกี๊ คนใกล้ตัวพึ่งโทรมาเรื่องเลือกคนสวยๆได้ โดยใช้เงิน๗๖๐๐บาท จากอาบอบนวดเอง ก็เออ ง่ายดีนะ ไม่เห็นต้อง เรารักเขา เขารักเรา เข้ากันได้อะไรเลย แต่ก็ไม่รู้แฮะ เกิดมาก็ไม่เคยเลือกสาวจากอาบอบนวดเลย ฟังดูกระจอกๆเนอะ เป็นผู้ชายประสาอะไรไม่เคยเลือกนางงามตู้กระจก

Sex ในฐานะของขวัญเชิงธุรกิจและการเลี้ยงรับรอง ก็ฟังดูศิวิไลซ์ดีในโลกแห่งทุนนิยม และที่ดีสุดๆก็คือ ลดหย่อนภาษีได้อีกซะด้วยล่ะทั่นนนนน


และทุกๆอย่างก็ขึ้นอยู่กับตนเอง เลือกที่จะจำ หรือ เลือกที่จะลืม

Sunday, July 12, 2009

Bookstore and Café

0 comments
Bookstore and Café

Sunday, July 12, 2009

6:09:23 AM

ตื่นมาตีสามได้ ตามประสาหลับเร็วก็เป็นแบบนี้ทุกทีไป หลับไปตั้งแต่สี่ทุ่มกว่าๆ เหี้ยบอยลงจากเครื่องกลับมาจากทำงานที่มาเลโทรมาถามเราว่า ห้องเชียร์ เป็นไง เราบอกไปว่า ก็งั้นๆว่ะ แต่ที่สุดตีนคือ ร้านเหล้าไอ้ปั๊ม สาวสวยสุดๆ สมชื่อร้านสละโสดน่ะละ ไปทีไร ก็ตื่นเต้นทุกครั้งไป เด็กธรรมศาสตร์สวยๆน่ารักๆเยอะแยะไปหมด และด้วยความที่นั่งกันสองคนในโต๊ะเจ้าของร้านนี่ซิ สาวๆจะแวะมาแทะโลมตลอดเวลา อันนี้ดิหนุกมากๆ


พูดคุยกันเสร็จกะบอยเราก็หลับเลย ไอ้บอยมันเดินทางตลอดปี ไม่เวียดนามก็มาเลไม่ก็อินโด คงเหนื่อยน่าดู มีวันนึง๒เดือนที่แล้วตลกดี วันนั้นโคตรเหงาเลย อ้ายไปทำงานฟิลิปปินส์ โป้งไปสัมมนาที่มาเล ไอ้บอยไปทำงานที่เวียดนาม วันนั้นประหลาดดี เพื่อนกูไปอาเซี่ยนกันหมดเลย


ตะกี๊กลับมาจากไปกินโกบู้ ก็เปิดดูรายการบุ๊กกะฮอหลิคช่อง๘๐ คุณเฟินแกพาไปดู ร้านหนังสือเดินทาง เราก็ไม่รู้หรอกว่า หายไปไหน จำได้ว่าเคยอยู่ตรงพระอาทิตย์ ร้านก็น่ารักๆ เจ้าของร้านดูเคอะๆเขินๆกับพิธีกรสาวและสวย ร้านนี้ดูหนังสือเยอะดี ตอนนี้อยู่ถนนพระสุเมรุ ใกล้ๆหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้า ฯ


แล้วก็พาไปดูร้านของชาวฝรั่งเศสแถวๆมีหนังสือภาษาฝรั่งเศสเยอะสุดในไทย บนถนนเพชรบุรี มีหนังสือเก่าๆสะสมไว้มากๆ พูดไทยได้ สำเนียงฝรั่งๆแบบไอ้ฟาง (เพื่อนรุ่นน้องชาวเบลเยี่ยมของเรา) พวกคนมีศิลปะในหัวใจมักมีที่มีทางสวยๆแบบรกๆหน่อยๆ วันก่อนแวะไปอพาทเม้นท์ฟาง ห้องส้วยสวย สวยทีเดียว ฟางมันชอบถ่ายรูป ห้องแปะรูปไว้เต็มเลย ยังชอบใช้ฟีลม์อยู่


อ้อ ก่อนรายการนี้นั่งดูในทีวีร้านคุณดารา อัษฏาวุธ ร้านสวย เป็นกึ่งๆแกลเลอรี่ด้วย แต่เขาก็ไม่บอกว่าอยู่ไหน พอดีเราเปิดไปช้าด้วย


เข้าเรื่อง เมื่อวานดีกว่า


ไปร้านนึงในเซนทั่นเวินนน มา เดินผ่านไป อยากหาที่นั่งกินกาแฟเย็นอร่อยๆ เพราะอากาศร้อนมากๆ พอดีสะตาบั๊กคนเยอะเหลือเกิน เดินหลงๆผ่านไปข้างร้าน THANN เห็นคำว่า Bookstore and Café (อั๊กซองโผล่มาเองอัตโนมัติ) ก็เลยเดินเข้าไปดู ร้านชื่อ Create 8 อยู่หน้าเซ็น ร้านนั่งสบายก็เลยนั่ง เมื่อวานแดดร้อนมากๆ ร้อนสุดตีน และ เราก็จอดรถไว้สยามพาราก้อน แล้วเดินไปจุฬา อยู่จุฬา๓ชั่วโมงได้ ถ่ายรูปกับเพื่อนในชุดครุยเสร็จก็เดินกลับมาจากจุฬา ร้อนสุดๆ แทบตาย

พอขับรถมาเซนทั่นเวินนนน ก็เลยต้องหาอะไรเย็นๆดื่มฆ่าเวลารอชาวบ้าน และก็ได้เจอร้านที่สวยๆ โซฟาสวย ภาพประดับสวย หนังสือสวยและแพง แต่เป็นพวกหนังสือออกแบบๆ มีแต่ภาพ แต่คนแบบเราชอบอ่านหนังสือเป็นตัวอักษรมากกว่า ก็เลยนั่งเปิดๆดูเรื่อยๆ


ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านพี่เรา หนังสือพวกนี้เยอะ และโซฟานั่งสบายๆหนังๆ แสกนดิเนเวี่ยนๆ พื้นเป็นไม้ มีตู้เก็บหนังสือ ต่างอยู่บ้างตรงที่ บ้านพี่หนังสือมากกว่าร้านนี้ ร้านนี้ไม่รู้ข้าวอร่อยไหม แต่ร้านเก๋ดี และกาแฟอร่อย แก้วยังสวยเลย เหมือนอยู่ต่างประเทศ แต่เราว่ากิจการอาจไม่ค่อยดีนักก็ได้ ร้านสวยแต่คงไม่ค่อยมีลูกค้านัก

ประทับใจ เพลงก็เพราะ นั่งอยู่ร่วมชั่วโมง


แล้วก็เดินผ่านมา เห็นตรงโถงกลางมีดนตรีแจ๊ซเล่นสด วงมาจากเท็กซัส แต่เป็นนักเรียนดนตรี ทางเบียร์ เฟ็ดเดอโบร เขาพามา ก็ยืนฟังอยู่นาน เพลงเพราะดีเพราะเป็นการเล่นสด มีเครื่องเป่า๑๕คน (แต่ละคนมี๒ชิ้น) เปียโนตัว กีต้าร์ตัว เบสยักษ์ตัว วาทยกรคนนึง ฟังเพลินมากๆ ไม่ได้ดูดนตรีสดแบบนี้นานแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนตอนทำงานในห้างที่เป็นตึกสูงที่สุดในญี่ปุ่น มีวงแบบนี้ให้ฟังบ่อยๆ ถึงจะเป็นเด็กแต่ก็โอ แต่ปกติเราก็ฟังเพลงแจ๊ซอยู่แล้วทุกวัน (นี่ก็เปิดอยู่) ลองฟังกันดูซิ เปิดทีวีทรูวิชั่น แต่ฟังวิทยุ ดูที่รีโมท แล้วปรับไปที่ช่อง ๕ เพลงเพราะมากๆ ช่อง๑ เป็นเพลงคลาสสิค เราหูไม่ถึง ฟังได้แค่แจ๊ซ นั่งอ่านหนังสือไป แล้วก็เปิดผ่านๆหูไป ก็สบายใจดี เราว่ามันจัดระเบียบคลื่นสมองได้ดี


อ้อ วันนี้ ซื้อหนังสือเล่มแรกในรอบแปดล้านปี ไปร้านหนังสือประจำ แล้วซื้อมาเล่มนึง ตั้งใจไว้ว่าทำงานเสร็จ สิ้นเดือนนี้จะนั่งอ่านให้จบ แต่ว่า วันนี้ก็เผลออ่านไปหลายหน้าแล้ว นานๆทีจะรู้สึกแบบสามล้อถูกหวย มีเงินในกระเป๋าเหลือซัก๒๐๐ทำไรดี ก็เลยซื้อหนังสือ อืม แปลกดี ปกติเรามีที่อ่านฟรีอยู่แล้ว


อืม แต่เมื่อวาน อาหารเย็นอร่อยมากๆ ไม่ได้กินอะไรอร่อยๆขนาดนี้มานานแล้ว อยู่เมืองไทยหาอาหารอร่อยๆบรรยากาศดีดีกินในราคาพอเหมาะยากไปหน่อย คิดถึงโตเกียว อาหารไม่แพงนักในบรรยากาศสวยสุดๆ หรือเพราะเราเห็นคนตรงข้ามเขามีความสุขเราก็เลยคิดว่าอาหารอร่อย แต่ก็อร่อยจริงๆนี่นา Dinner เมื่อคืนเนี่ย


แต่ที่แย่ที่สุดคือเผลอดื่มเบียร์เล็กๆไปขวดนึง ตอนดูคอนเสริต์แจ๊ซ ตาลอยเคลิ้มกับเพลงแจ๊ซอยู่ ก็มีสาวเชียร์เบียร์สวยๆมาถามว่ารับเบียร์ไหมคะ เราก็ยิ้มๆให้ ก็ถามเราต่ออีก เขาบอกว่าฟรีค่ะ แล้วยื่นให้เลย เราก็รับมา ก็เคลิ้มๆเพลงเพราะๆอยู่ก็ดื่มไปหมดขวดเลย แล้วนึกได้ว่า นี่เข้าพรรษาอยู่นี่ ปีนี้จะเป็นปีแรกในรอบนับล้านปีที่จะกินเหล้าให้น้อยไม่ใช่หรอ ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะเลิกคิดถึงเหล้าได้ รู้สึกเหมือนโดนขี้โกง เห็นเราเคลิ้มอยู่ ก็เลยยัดเยียดเบียร์ใส่มือ แง แง แง นับไว้แล้ว๑๑๒วันจนกินเจหมด เลยเสียซิงเลยตรู วัยรุ่นเซ็ง เผลอดื่มเพราะบรรยากาศพาไปได้ไงหว่า ไปสละโสด๕ชั่วโมงเหล้ายังไม่ถึงท้องซักหยด เซ็งเลย ดนตรีแจ๊ซสดๆทำพิษ


แต่ที่คิดถึงคือเมื่อต้นเดือนเมษา

วันนั้นเหล้าอร่อย เพลงเพราะมากๆ ผับก็เรียบสวยดี เรากินลองไอแล่นด์ไอซด์ที น้องแต๊บกินสิงคโปร์สลิง เพลงในลำโพงเพราะมากๆ แสงไฟสวยมากๆ ในโรงแรมของน้องแต๊บบรรยากาศดี นั่งมองหน้าสวยๆของน้องเขาแล้วก็นึกในใจว่า ทำไมต้องเป็นแต๊บด้วย ไม่ดิ ทำไมแต๊บต้องมีแฟนด้วย (ฮ่าๆๆ) แต๊บก็คุยกันไปหน้าแดงกันไป ก็เหล้ามันแรงนี่

เหล้าอร่อยๆ แสงไฟสวยๆ ผู้หญิงสวยๆ เพลงเพราะๆเย็นๆ โธ่ บรรยากาศดีดี ใครไม่เคลิ้ม ตาไม่ลอย ให้รู้ไปซิ

ปล. จินโทนิค เครื่องดื่มที่พ่อเราชอบที่สุด และพ่อน้องแต๊บก็ชอบด้วย ออกฤทธิ์กันยุงได้ วันนี้อ่านเจอในกรุงเทพธุรกิจ พวกชาวอังกฤษสมัยล่าอินเดียชอบกินกัน มีควินินในโทนิคทำให้กันยุง ส่วนพีซเคยบอกว่า กินวิตามินBแล้วยุงไม่กัดนะจ๊ะ

Friday, July 10, 2009

ชนแล้วหนี

0 comments
ชนแล้วหนี

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

๐๓:๕๕:๔๐ น.

Hit and run ป่ะวะ ไม่ค่อยแน่ใจ

แต่ประโยคนี้ไอ้ปั๊มมันพูดมาแล้วเราก็ขำกันสองคนสุดๆไปเลย (ที่สละโสด) ก็ถามว่า อ้อม ใช่มะ มันบอกว่า เออ ใช่ คือรายการทีวีเมื่อคืนวันก่อน ๓หนุ่ม๓มุมน่ะละ คุณอ้อมดาราแกมาออกรายการ แล้วแกก็พูดถึงว่าที่สามีแกว่า มาชนแล้วหนี ชนแล้วหนี หลายครั้งกว่าจะได้เป็นแฟนกัน อธิบายง่ายๆก็คือ มาสร้างความประทับใจแล้วก็จากไป เราฟังแล้วขำดี แบบ ทะเล้นน่ารักจัง


ไอ้ปั๊มกะเราก็คล้ายๆกันนิดๆหน่อยๆคือชอบชนแล้วหนีเล็กๆ ฮ่าๆๆ


ก็นั่งดูอยู่กะพ่อกะแม่ รายการ๓หนุ่ม๓มุม นานน้านนนนนทีเราจะนั่งดูทีวีกันพร้อมหน้าพร้อมตา จริงๆแล้วก็คือ เรากับน้องยังไม่ดีกัน แม่ก็เลยเรียกพ่อกลับมาบ้านแม่ มาดูแลความสัมพันธ์ลูกชายลูกสาวหน่อย


พ่อเราเขารู้จักกับครอบครัวแม่เจ้าบ่าวของคุณอ้อมดี เคยบอกพ่อว่า จะให้ลุงจี๋เป็นประธานงานแต่งงานเรา พ่อบอกว่าจริงๆสมควรให้น้าเจ้าบ่าวคุณอ้อมเป็นประธานมากกว่า เหมาะสมกว่า เราก็ไม่เอาหรอก เอาเป็นเวลาน้องสาวเราแต่งงานละกัน ของเรา ขอเลือกเองทุกๆอย่าง ลุงจี๋กล่าวอวยพรเสร็จ ร้องเพลงด้วยเลยโลด ก็บอกแกไปแล้วแบบนี้ แกก็ชอบใจ

(ลุงจี๋แกเป็น๑ในเอลวิสเมืองไทย และ เราก็เกิดวันเดียวกับเอลวิส)


ดูทีวีไป ก็คุยกันไป ถึงตอนเด็กๆเราซัก๑๐ขวบ ปิดเทอมก็ไปอมก๋อยกัน ตอนนั้นน้าอีกคนของเจ้าบ่าวคุณอ้อมแกเป็นนายอำเภออยู่ที่นั่น มีความสุข อมก๋อยสวยมากๆ ขับรถกันไปพ่อแม่ลูกตั้งหลายวัน สมัยก่อนกว่าจะถึงเชียงใหม่ กว่าจะเข้าไปในเชียงใหม่ โอ๊ย นานมากๆ แต่ธรรมชาติก็สวยมากๆ

คุณอ้อมกะเจ้าบ่าวแกก็ไม่รู้จริงๆน่ะละ ว่าแต่งงานเมื่อไหร่ เพราะต้องรอพระราชทานน้ำสังข์ ระดับลูกชายคนเดียวท่านผู้หญิงเชียวนะ

เราก็ถามพ่อเราว่า สมัยพ่อกะแม่ขอพระราชทานน้ำสังข์ รอนานไหม พ่อบอกก็ครึ่งปีได้ แต่พอขอไปแล้ว เราไม่มีทางรู้เลยว่า จะมีฤกษ์เมื่อไหร่ และ ท่านจะพระราชทานเมื่อไหร่ แล้วคนธรรมดาก็ไม่ควรไปถามอะไรยุ่งยากนักด้วย ทางสำนักพระราชวังไม่จำเป็นต้องตอบคำถามใดๆ

แต่ทีละเรื่องดีกว่า

เอาเรื่องชนแล้วหนีวันนี้ดีกว่า วันนี้ก็เจอสาวหลายคน แต่ไม่ได้อยู่ร้านฝั่งเต้น มานั่งชิวๆฝั่งชิวๆ

อ้อ วันนี้ไปดูละครเวทีห้องเชียร์คณะมา ละครฉากนี้ดาราหลายร้อยคน หนุกดี แต่ก็จืดๆ เราเบื่อๆ แต่ไม่ได้ไปหลายปีแล้ว ปีนี้ก็เลยอยากไป เพราะเป็นอันรู้กันในหมู่ว้ากเก้อร์ว่า ปีนึงจะมีวันนึงที่เราได้กลับไปห้องเชียร์กัน


ไปสละโสดเราก็เบื่อๆอีก เพราะ ไม่กินเหล้า ก็เข้าพรรษาแล้วนี่ กินโซดาเปล่าๆไปหลายแก้ว ดุดบุหรี่ไป๓ตัว แต่หนุกดี ตรงไอ้ปั๊มแนะนำสาวๆให้รู้จักเยอะ ประทับใจมากๆๆๆๆๆ คนนึงสวยสุดๆ แต่ตัวสูงมากๆสูงเกือบเท่าเรา ตลกมากๆเป็นผู้หญิงสวยที่ตลก แค่นี้ก็หายากมากๆแล้ว แล้วยังขี้เมาอีก สำหรับเราเพอร์เฝ็คท์เลย ที่เราชอบใจก็คือ จำชื่อเราได้ด้วย แต่ตัวสูงไปก็ไม่ใช่สะเป๊คหรอก (น้องเขาก็ไม่สนเราอยู่ดี)


แต่มีคนนึง ตอนแรกเรานั่งมองจากในร้านเห็นเขาดูดหรี่ คุยกะไอ้ปั๊มอยู่ ก็มองข้างหลัง เสื้อผ้าไม่โป๊เลยผิดกับคนอื่นมาก ก็มองดูว่าสวยดูหุ่นปกติ เห็นแค่ผม ก็มองว่าจากเสื้อผ้าการแต่งตัวแล้วเป็นคนสบายๆ ควบคุมทุกอย่างได้ ใจเย็น ไม่ได้ใช้เสน่ห์ในการควบคุมคน แต่ใช้ความเย็นในตัวบังคับความคิดคนอื่นได้ ก็ไม่ได้คิดอะไรนัก

ก็พอไม่กินเหล้าก็เลยต้องไปมองคน

ถ้ากินเหล้าแล้วก็จะมันอยู่คนเดียวของเรา เรามองข้างหลังก็ว่าโอเค พอเดินออกไปคุยกะปั๊ม มันแนะนำให้รู้จัก เห็นหน้าแล้ว โหย จะเป็นลม สะเป๊กเลย เหมือนนางเอกในหนังม ๓ ปี ๔ เลย แต่ว่า ในหนังหน้าไม่เหมือนตัวจริงอะ หนังถ่ายสวย ถ่ายมุมให้นางเอกเรื่องนั้นสวย น้องคนนี้ก็เหมือนกัน หน้าแบบนี้ล่ะ ตาเป็นเม็ดกลม มีแก้มเป็นกระติก ปากได้รูป มีหนวดนิดๆ ผิวไม่ขาว แววตาเอาเรื่อง แต่ที่สำคัญสุด พอน้องเขาเดินไป เราก็คุยกะปั๊ม


“โหยยยยย น้องเขานมสวยมากเลยว่ะปั๊ม” นมไม่ใหญ่ เรียกว่าขนาดมาตรฐานหญิงไทยปกติ แต่เสื้อแหวกลงมามากๆ ปั๊มก็บอกว่า เออ ดิ


แต่เราตกใจเลย แต่ก็อย่างว่าแหละ คนขาสวยเขาก็ชอบนุ่งสั้นโชว์เรียวขากัน คนนมสวยเขาจะโชว์นมสวยๆบ้างจะแปลกตรงไหน เที่ยวกลางคืนสมัยนี้คนก็แต่งตัวกันโป๊จะตายไป พวกคนนมไม่สวยเขาก็ไว้ผมยาวๆมาปิดนมกัน


เราก็เลยคุยแบบไม่ค่อยกล้ามองหน้าเลย แล้วก็ปกติน่ะแหละ เรานั่งค่อยข้างติดโต๊ะกัน๒คนกะปั๊ม พวกเด็กๆเขาก็ไปเต้น พอเบื่อๆก็มา อะไรเทือกๆนั้น

ตรงส่วนฟังเพลงนี่ นักร้องร้องเพลงช้าๆเพราะๆเยอะ

ตอนดึกๆมีหุ้นส่วนร้านที่เป็นนักร้องก็ร้อง๓เพลง ร้องด้วยเต้นด้วย น่ารักมากๆ น้องพลอย ร้อง พูดอีกที รักแท้น้ำชา ห้ามทิ้ง น่ารักดี นึกไปถึง๒เสาร์ที่แล้ว เราก็เห็นพวกนักร้องร้องเพลงแบบนี้ล่ะ น่ารักดี สาวๆสวยๆแย่งไมค์กันร้องมันก็น่ารักไปอีกแบบ เต้นด้วย แต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผมทุกอย่างหมดจดพร้อม

อ้อ วันนั้น มีนักร้องคนนึงเมาแล้วซ่า มาชี้หน้าด่าเรา เราก็เซ็ง


แล้วคืนนั้น รถเราก็โดนรถฝ่าไฟแดงมาเฉี่ยวแล้วหนี ผลก็คือ เราหลบไปบนฟุตบาท แต่ว่าฟุตบาทกระแทก ปีกนก คอม้า พังหมด ต้องลากไปอู่ พอออกมาจากอู่ อู่ก็กลึงแม็กให้ด้วยให้ความรู้สึกใหม่ๆนิดนึง

วันนี้พึ่งได้ลองขับดู แล้วก็เลยเปลี่ยนยางไปหมด๔เส้นรวด ผลจากการเปลี่ยนยาง รู้สึกเหมือนตอนรถใหม่ๆ ขับรถคันนี้ป้ายแดง ไปมธ รังสิต เรียนหนังสือ เลย

ก็มาคุยกะปั๊มว่า เหมือนตอนนู้นนนน ที่ปั๊มไปเปลี่ยนเป็นยางโพเท็นซ่ามา แล้ว ขับแล้วรถนิ่มมากๆ ของแบบนี้คนขับเท่านั้นที่รู้ คนนั่งไม่รู้สึกนักหรอก

อ้อ วันนี้หลังเชียร์เสร็จ ก็ไปเดินคนเดียวรำลึกความหลังอยู่๒ชั่วโมงได้

หมู่บ้านนักกีฬา โรงอาหาร อินเตอร์โซน ตลาดนัด ๐ญี่ปุ่นที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่น อะไรเหล่านี้ มันผูกพันมากจริงๆ ไปขับรถวนเล่นในAITด้วย คิดถึงสมัยก่อน มาขี่จักรยานกะแฟนบ่อยๆ สวย มีความสุข ชีวิตในนั้นเป็นอีกโลกนึงจริงๆ


ดึกแล้ว เดี๋ยวนอนดีกว่า พรุ่งนี้มีงานรับปริญญาที่จุฬาอีก ของมิ้ม ไม่ไปไม่ได้ วันซ้อมก็ดันตื่นไม่ไหว ก็วันนั้นกว่ารถจะยกมาหน้าบ้านก็ปาไปหกโมงครึ่งแล้ว ฟ้าสว่างเลย ตื่นไปถ่ายรูปได้ก็แปลกล่ะ


อ้อ วันนี้ก่อนไป ห้องเชียร์ แวะไปเจอครูโยคะมา เขาถามเราว่า “หายไปไหนมานาน?” เราบอกว่า “งานยุ่ง” เขาบอกไหนวันก่อนบอกตกงาน เราก็ขำกร๊ากเลย ก็ช่วงนี้งานยุ่งจริงๆ จะโกหกทำไม แต่พอเมื่อวานคำนวนกะคร่าวๆแล้ว คาดว่า ทำทันพอดีพอดีแน่ๆ เลยไม่ตกใจนัก อาทิตย์ที่แล้วดิ ขี้แทบแตก กลัวไม่ทันจะแย่


ถ้าบอกใครว่าต้นเดือนก่อนมีครูโยคะมาจีบเรา ก็ฟังดูน่าจะเป็นคุณหนูน่ารักๆเนอะ แต่คนนี้กล้ามบึ้กมากๆ ผู้หญิงอาไร้กล้ามเนื้อท้องยังกะพวกนักร้องผู้ชายเกาหลี ฮ่าๆๆ มุกเขาน่ารักนะ ไม่รู้จะชวนเราไปไหนก็โทรมาชวนไปเก็บผลไม้ที่เมืองจันทน์ เวลาเจอหน้าพอเราคุยด้วย ก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึงตลอดเวลา

แหม น่าเสียดายจริงๆ ถ้าหน้าตาจุ๋มจิ๋มเด็กๆน่ารักๆแบบสาวๆที่ร้านสละโสดวันนี้ละก็ จะชนแล้วไม่หนีเลย

ชนแล้วอุ้มกลับบ้านเลย ฮ่าๆๆ

Friday, July 03, 2009

คู่กันต้องเสมอกันด้วยศีล

0 comments
คู่กันต้องเสมอกันด้วยศีล

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

๐๕:๑๒:๒๓ น.

เรื่องที่จะพิมพ์เล่าให้ฟังวันนี้ไม่เกี่ยวกับห้วข้อหรอก แต่ชอบคำนี้ วันนี้ได้ยินตู้พูดว่าพระต้อมท่านเคยสอนเรื่องนี้ ต้องขอบันทึกไว้ วันนี้คุยกันในรถนานมากๆ เรากะยุดไม่ได้เอารถไปก็เลยอยู่ในรถตู้กันนาน


วันนี้ควรชื่อตอนว่าทูตน้อยวัฒนธรรมไทยแต่เอาทีละเรื่องละกัน


วันนี้ตอนเย็นนั่งดูรายการในทีวีไปถ่ายที่อังกฤษ สารพัดโชว์วัฒนธรรมไทย คุณ เหี้ย เอ๊ย คุณ นุ่น วรนุช เขาพาคณะไปโชว์ (ตัวเหี้ย เขาให้เปลี่ยนเป็นชื่อวรนุช พาดหัว นสพ แทบทุกฉบับเมื่อวาน)


พอตอนเย็นห้าโมงกว่าๆตู้โทรมาบอกว่า วันนี้เลี้ยงส่งตาโฮ้พนะพี่ ทุ่มนึง พระนครบาร์ เราก็ตอบไปแบบตกใจ “ห่า กูยังไม่ได้โกนจั๊กกะแร้เลย ไปไม่ทันหรอก” ไอ้ตู้บอกว่า “ไม่ต้องโกนพี่” เราร้องเพลงในใจว่า “๑ ทุ่มก็เริ่มแต่งตัว วันนี้ไปไหนเพื่อนสาว ฉันชอบเยี่ยวมันผิดหรือไร ฉันรักในรัฐมนตรี เมื่อไหร่เดินจังหวะดี๊ดี 1234 เฮ เฮ เห่ เห้ ” ข่าวดีอีกเรื่อง ลูกน้องเดียร์คลอดวันนี้เอง ไอ้ตู้เป็นลุงในวัย๒๕


แล้วเราก็ออกจากบ้านไปตอนหกโมงนิดๆ กลับถึงบ้านตีสองหน่อยๆ แต่ที่พระนครบาร์แยกกันตั้งแต่สี่ทุ่มครึ่งแล้นนน


พอวางโทสับ แล้วก็ทำงานต่ออีกหน่อยนึง นึกในใจ เหี้ยไรวะ เลี้ยงส่งเหี้ยไรวะ กูก็คุยกะโฮ้พทุกวัน มันเครียดที่ยังไม่ได้วีซ่า เมื่อวานก็ไปสถานทูตมา แต่พอวันนี้โฮ้พมาถึงร้านก็คุยกันบอกว่าได้วันนี้ เดินทางวันเสาร์ เริ่มเรียนวันจันทร์ เราก็ว่า เอ้อ ดีเข้าท่าดี ไม่เสียเวลา


คนกลุ่มใหญ่ๆนี้ มักไม่รู้หรอกว่า เรากะโฮ้พก็สนิทกันนะ เพราะเรากะโฮ้พเวลาคนเยอะๆก็เงียบๆหน่อยทั้งคู่ แต่โทรคุยกันบ่อยมากๆ มากกว่าคนอื่นๆ หลังๆนี้หลายเดือนนี้ส่วนใหญ่มันโทรมาคุยเรื่องเรียนต่อ แต่ช่วงหลังๆนี้เครียดๆโทรหาเราแทบทุกวัน รอวีซ่านานจัด ปีนี้เขาเปลี่ยนระเบียบการยื่นเอกสารด้วย นึกในใจพ้นวันเสาร์นี้ไปจนถึงปลายปีหน้า จะไม่ได้ยินเสียงแม่งโทรมาบ่นแล้วหรือวะ คงคิดถึงน่าดู msn นี่ลืมได้เลย เราไม่ใช้อยู่แล้ว


แต่หลักๆก็คือ มันเครียด โทรมาก็จะพูดว่า พี่ทศมีเรื่องไรตลกๆป่ะวะ? แล้วเราก็จะเล่าเรื่อง ควย หี แตด ควย หี แตด ไป ให้มันได้ขำขัน เวลาผู้ชายคุยกันมันจะตลกๆไปตามเรื่องตามราว ไม่ค่อยมีไรซีเรียส แม่งก็จะชอบพูดว่า “พี่ทศแม่งชอบพูดเรื่องอับๆชื้นๆ” เราก็จะบอกไปว่า “ก็มึงเครียดอยู่” แต่ปกติเราไม่ใช่คนตลกหรอก ถ้าคนใกล้ชิดจะรู้ แต่ถ้าคนไกลออกไปนิดจะบอกว่าเราตลกทั้งนั้น เราก็จะบอกไปว่า ไม่ได้เป็นคนตลกโว้ย เป็นคนหล่อ (มุกนี้ใช้บ่อยคนก็ยังฮาอยู่)

กลับมาที่เรื่อง ”คู่กันต้องเสมอกันด้วยศีล”

วันนี้นั่งรถไป ก็คุยกะตู้ จริงๆเรากะตู้ก็เจอกันบ่อยๆ เม้ากันบ้าง วันนี้ตู้ก็พูดถึงต้อม เราบอกต้อมย้ายวัดจากระยองไปอยู่ชลบุรีแล้ว ต้อมเป็นพระพี่เลี้ยงตู้กะอ๊อฟสมัยเขาบวชกัน เรากะต้อมสนิทกันมากๆ พลังเยอะแต่พูดพอกัน คือ เรากะต้อมพลังเท่าเทียม จริงๆหาเพื่อนพลังเท่าเทียมกันหายาก เราเลยไม่ค่อยปล่อยของ แต่ปัจจุบันต้อมคงพลังสูงมากแต่เราพลังต่ำมากๆ แต่ถ้าต้นปีที่แล้ว พอฟัดพอเหวี่ยงทั้งคู่


อย่างเมื่อ๒สัปดาห์ก่อน ที่บ้านยุตม์ เม้าแตกกันแทบไม่ยอมกลับบ้านกันเลย อยู่กันเที่ยงจรดดึก มี ตู้ บอย ขุน เรา โฮ้พ ไรงี้ พวกนี้ ก็มีพลังสูงพอควร แต่แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะปล่อยพลังหรือเปล่า ขุนกะตู้นี่ปล่อยบ่อย ปล่อยหมาปล่อยแมวเรี่ยราดไปทั่ว


เรากะต้อมก็จะปล่อยพลังใส่กัน มานานแล้วล่ะ ก็บ้านอยู่ใกล้กัน แต่ก็ไม่ค่อยไปปล่อยกะคนอื่นนัก จนต้อมไปบวชคงเจอปราชญ์เยอะ เราเองไม่ค่อยได้เจอปราชญ์นัก(ไม่นับถึงปราชญ์ในกายจากการค้นพบตนเอง) อ้อ ในรอบ๘เดือนนี้ มีเจอพลังสูงมากๆคนนึง แต่เขาดันเป็นนางสาวไทย จับพลังได้ตั้งแต่ประโยคแรกๆแล้วว่า พลังสูงมากๆ ถ้าไม่ได้เป็นนางงามก็อยากถกด้วยเหมือนกัน เสียดาย นานๆทีจะได้เจอคนมีพลังสูงขนาดนี้

แต่ประโยคแรกเราจำได้เลยว่า เราพูดอะไร หลังนั่งdinnerขันโตกริมน้ำเสร็จ


“คู่กันต้องเสมอกันด้วยศีล”เห็นด้วยอย่างยิ่ง คำประมาณนี้ล่ะ แต่เราไม่เคยคิด เรามักคิดแค่ว่า มันต้องมีความคล้ายกันอยู่ เราเข้าใจเรื่องแม่เหล็กดูดและผลักให้คนหากันและจากกัน แต่เราหานิยามเป็นเพียง๑ประโยคที่ชัดเจนขนาดนี้ไม่ได้ ก็เห็นด้วยว่าประโยคท่านต้อมคมจริงๆ


คนนับถือศีลน้อยเขาก็คู่กัน ไม่งั้นจะเห็นผัวเมียค้ายาร่วมกันหรือ

ผัวทำโต๊ะบอล เมียทำหวยก็มากมี


ไอ้เราก็ดัดจริตมาก ก็หาคู่ยากหน่อย แต่ทำให้คำตอบที่ทำไมตอนนั้นต้อมพูดกับเราเรื่องผู้หญิงชัดเจนขึ้นมากๆ เราเองก็รู้สึกแบบนั้นแหละ เคยฟังเพื่อนสนิทกัน(ก็ญาติต้อมอีกน่ะแหละ) พูดว่า มันชอบให้แฟนมันแต่งตัวโป๊ๆ มีกิ๊กเยอะๆก็ได้ มันไม่ว่า วันนั้นเราฟังเราก็งงๆ แต่ก็เออ คนเรามันก็รับกันได้ไม่เหมือนกันอะเนอะ เราไม่ชอบคนมีกิ๊กเยอะ


เราไม่ค่อยชอบพวกผู้หญิงชอบบริหารเสน่ห์ คือ ไงดี วะ หน้าตาเราไม่ได้แย่อะไรเลย (ไม่เชื่อดูรูปทางขวาดิ) แต่เราไม่ชอบเราว่ามันผิด และ มันก็บาป แต่เรื่องแบบนี้พูดรู้เรื่องกับต้อมกะตู้อะไรแบบนี้ คนด่าเราว่าโง่ก็บ่อยไป ไอ้เรื่องบริหารเสน่ห์มันกระจอกมากเลย ทำได้ไม่ยากหรอก ทำไมเราจะไม่เข้าใจว่า การรู้สึกว่าเอาเปรียบผู้อื่นได้ ทำให้ตนภาคภูมิใจในชัยชนะ ใช้ความหลงมาหลอกให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการ ชัยชนะที่ไม่สิ้นสุดจากการเอาชนะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการหรอก แต่แน่นอนความรู้สึกดีจากชัยชนะมันนำพามาซึ่งความภาคภูมิใจ แต่จะมีประโยชน์อะไรหากใช้เล่ห์มารยาหรือจริตผิดศีลธรรม ใครจะทำก็ทำไป เราอยู่ห่างๆเสมอ

อืม สว่างแล้ว เดี๋ยวไปทำงานต่อดีกว่า ออกไปแรดมาหลายชั่วโมงไปหน่อย เฮ้อ

วันเสาร์คงวานเอ๋ยไปด้วยกันหน่อยสนามบิน ไม่ค่อยอยากไปคนเดียว คงอีกนานกว่าจะเจอโฮ้พ เรารักมันนะ มันชอบทำตัวให้น่าเป็นห่วงดี ไปส่งคนที่สนามบินไปคนเดียวได้เสมอ แต่ว่า เวลากลับมาแปลกๆไงไม่รู้ นึกไปถึงตอนไปส่งภัคเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ชวนน้ำไปด้วยกันเพราะรู้สึกแปลกๆถ้ากลับคนเดียว ก็คงคล้ายๆโฮ้พละมั้ง ห่วงๆว่าไปต่างประเทศแล้วจะเป็นไง

ถ้าอย่างไอ้แบ๊ง จะไปกี่ทีก็ไม่น่าห่วง แม่งเก่ง

สนามบินเป็นที่ที่ไม่ค่อยชอบมาแต่เด็ก ถ้าเราไม่จากเขา เขาก็จากเรา

อ้อ ทูตน้อยวัฒนธรรมไทยก็เลยไม่ได้กล่าวถึง

วันนี้ในทีวีท่านทูตบอกว่า มีคนไทยราวๆ๔หมื่นคนในสหราชอาณาจักร

แต่มีคนบอกพี่โฮ้พว่าที่บอนหมัดมีคนไทย๗ล้านคน (เปรียบได้ฮาดี)

อ้อ อีกประโยควันนี้ นกสุดสวย พูดกะเราว่า “ผัวรวมก็คล้ายๆสลัดผักรวมน่ะแหละ”

เรื่องขำอีกเรื่อง เพื่อนรู้จักนิดหน่อยที่อยู่ดูไบ(เป็นนางแบบ) ส่งข้อความมาตะกี๊บอกว่า ขอบใจที่โหวตให้แต่ไม่ได้ที่๑อะไรเทือกๆนี้ นึกในใจแล้วขำคนเดียว กูยังไม่เคยโหวทเลยซักกะติ๊ด ขำว่ะ คนนี้ก็เม้าหนุก อันนี้วันนั้นเราก็หนุกนะ คริสต์มาสปีที่แล้วที่สกลนคร ต่อปากต่อคำบีบบังคับจนเขาพูดว่า "แหม ทศชั้นชักจะชอบเธอแล้วแหละ" คนเงียบกันทั้งโตะ นึกไปก็คิดถึงว่าตนเองก็เคยหว่านเสน่ห์เหมือนกันแหละน่า ทำเป็นไปด่าสาวๆ ทำไปได้ นังทศ ตะกี๊เราเลยตอบกลับไปว่า ทศอยากประกวดนางงามนางนพมาศบ้างจัง

About Me

ทศ พิทักษากร
Tokyo, Japan
น้องสาวชื่อ ทอรุ้ง พ่อเป็นลูกคนเดียวของปู่กะย่า แม่เป็นลูกคนเดียวของตากะยาย น้องสาวมีลูกไม่ได้ ชอบเลี้ยงแมวมากกว่าหมา ตอนเด็กๆโดนหมางับที่โคนขา@เขาใหญ่ เลยไม่ค่อยรักมัน แมวเลี้ยงมาหลายตัวมากๆ หมาเลี้ยงมาและรักตัวเดียวชื่อ แตงโม ไก่แจ้ก็ชอบ ตอนเด็กที่บ้านมี๓๐ตัวได้ แต่้ตอนนี้อยากเลี้ยงนกยูง เ็ห้นว่าสวยดี เรื่องแฟนไม่คิดมาก ยังนึกไม่ออกว่าแต่งงานเมื่อไรดี แต่พ่อห้ามแต่งก่อนสามสิบ ส่วนจะมีบุตรสืบสกุลหรือไม่ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหมอบอกว่าต้องดูสุขภาพภรรยาด้วย ว่ามีได้ไหม บ้านเราไม่ค่อยแข็งแรงกันอะ เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ความสามารถพิเศษ : เรียนจบนักธรรมตรี แต่ไม่เปรียญซักกะประโยค แต่ก็ยังขยันกินเหล้าอยู่ นอกจากทำมาหาเลี้ยงชีวิตแล้ว งานอดิเรกคือ ชอบอ่านหนังสือมากๆ ในรอบสี่ปีนี้ใช้ชีวิตในห้องสมุดเป็นหลัก สำหรับเราเราเรียกมันว่าโลกไร้กาลเวลา โดนดูดเข้าไปบ่อยๆ อ้อ เราสายตาไม่สั้นนะ ไม่เนิ้ดเลยด้วย เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อที่ซื้อตามสวนจตุจักรไม่ได้ ชอบผู้หญิง ตัวเล็ก ผมสั้น ตาสวย แก้มใส เสียงหวานๆ พูดได้มากกว่าสองภาษา จะสามสี่ห้าภาษาก็ได้ไม่ว่ากัน เรียนเก่งๆ ญาติน้อยๆ ชอบอยู่บ้าน เล่นดนตรีได้ ทำบัญชีได้ ขับรถไม่เป็น
View my complete profile